รัสเซียอ้างสหรัฐแอบทดลองยากับทหารยูเครน มีผู้เสียชีวิตแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679090

วันที่ 25 มี.ค. 2565 เวลา 16:30 น.รัสเซียอ้างสหรัฐแอบทดลองยากับทหารยูเครน มีผู้เสียชีวิตแล้ว

กองทัพรัสเซียกล่าวหาสหรัฐทำการวิจัยลับในยูเครน ส่งผลให้มีทหารเสียชีวิต

สำนักข่าว RT และ TASS ของรัสเซียรายงานว่าพลโท อิกอร์ คิริลลอฟ ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันนิวเคลียร์ ชีวภาพ และเคมี ของกองทัพรัสเซีย กล่าวว่าสหรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทดลองยาที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติกับทหารยูเครน ภายใต้โครงการที่เรียกว่า UP-8

คิริลลอฟอ้างรายงานที่ตีพิมพ์ในสื่อบัลแกเรียระบุว่า ทหารยูเครนเสียชีวิตประมาณ 20 นายระหว่างการทดลองในห้องแล็บที่คาร์คิฟเพียงแห่งเดียว และอีก 200 นายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล พร้อมเสริมว่าโครงการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมการทดลองมากกว่า 4,000 คน

คิริลลอฟยังกล่าวว่ายาดังกล่าวไม่ผ่านกระบวนการอนุมัติในสหรัฐและแคนาดา ซึ่งวิธีการที่ยอมรับไม่ได้นี้ได้รับความยินยอมจากรัฐบาลสหรัฐ และเป็นเรื่องปกติสำหรับบริษัทยารายใหญ่

“ผมอยากให้พวกคุณสนใจความจริงที่ว่าจำนวนห้องแล็บชีวภาพในสหรัฐนั้นเทียบไม่ได้กับที่มีอยู่ในประเทศอื่นๆ กระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยว่าสหรัฐมีห้องแล็บ 336 แห่งใน 30 ประเทศ”

ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียเรียกร้องคำชี้แจ้งจากรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนระหว่างประเทศ เกี่ยวกับเป้าหมายที่แท้จริงของห้องแล็บชีวภาพของสหรัฐ

ก่อนหน้านี้ อิกอร์ โคนาเชนคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียยังได้กล่าวว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการพัฒนาส่วนประกอบอาวุธชีวภาพในยูเครน โดยอ้างถึงเอกสารที่ได้รับจากพนักงานยูเครนที่ทำงานในห้องแล็บซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการชีวภาพของยูเครนได้รับการพัฒนาและอนุมัติโดยตรงจากเพนตากอน

นอกจากนี้ บริษัทยาที่ทำสัญญากับเพนตากอนยังทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหมของยูเครนเพื่อทดสอบยารักษาโรคที่ยังไม่ได้จดทะเบียน กับทหารยูเครน

Photo by REUTERS/Jose Luis Gonzalez

ข่าวกรองยูเครนอ้างรัสเซียต้องการจบสงคราม 9 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679080

วันที่ 25 มี.ค. 2565 เวลา 14:57 น.ข่าวกรองยูเครนอ้างรัสเซียต้องการจบสงคราม 9 พ.ค.นี้

ฝ่ายยูเครนอ้างกองทัพรัสเซียต้องการจบสงครามยูเครนในวันที่ 9 พ.ค.นี้

เสนาธิการของกองทัพยูเครนเผยกับ Kyiv Independent ว่า การข่าวกรองของยูเครนทราบมาว่ารัสเซียต้องการยุติสงครามในวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งรัสเซียกำหนดให้เป็นวันแห่งชัยชนะเพื่อรำลึกถึงชัยชนะของกองทัพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1945 หรือเมื่อ 77 ปีก่อน

เสนาธิการของกองทัพยูเครนเผยอีกว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียยังคงกล่าวอ้างโดยว่า รัสเซียบุกยูเครนเพื่อกำจัดนาซีให้หมดไปจากยูเครน แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานการแพร่หลายของลัทธินาซีในยูเครน อีกทั้งประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ก็เป็นชาวยิว ดังนั้นวันที่ 9 พ.ค.จึงมีความสำคัญกับชาวรัสเซียทั้งในอดีตและปัจจุบัน

การเปิดเผยของเสนาธิการยูเครนมีขึ้นในขณะที่รัสเซียบุกยูเครนครบ 1 เดือน และตลอดการโจมตียูเครน รัสเซียมักจะอ้างว่าพุ่งเป้าไปที่นาซีมากกว่าพลเรือน อย่างที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของรัสเซียเผยว่า กองทัพรัสเซียถล่มห้องปฏิบัติการวิจัยนิวเคลียร์ในเมืองคาร์คิฟเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากกองพันอาซอฟซึ่งเป็นทหารนีโอนาซีของยูเครนมีแผนจะถล่มห้องปฏิบัติการดังกล่าวแล้วป้ายความผิดให้รัสเซีย

Photo by FADEL SENNA / AFP

ยูเครนร้องขอจรวด Javelin จากสหรัฐวันละ 500 ลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679071

วันที่ 25 มี.ค. 2565 เวลา 13:27 น.ยูเครนร้องขอจรวด Javelin จากสหรัฐวันละ 500 ลูก

ผู้นำยูเครนบอกกับสหรัฐว่าต้องการ Javelin และ Stinger อย่างละ 500 ลูกต่อวัน

CNN รายงานโดยอ้างเอกสารที่ระบุสิ่งของที่ยูเครนต้องการว่า ยูเครนได้อัพเดตรายการความช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติมจากรัฐบาลสหรัฐในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยได้ร้องขอขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานและต่อต้านรถถังในจำนวนมากกว่าที่ร้องขอไปก่อนหน้านี้

CNN ระบุว่า รัฐบาลยูเครนได้ส่งรายชื่อสิ่งของที่ต้องการที่คล้ายกันนี้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่รายการที่ส่งให้สภาสหรัฐล่าสุดนั้นยูเครนต้องการขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Stinger และขีปนาวุธต่อต้านรถถัง Javelin ที่ผลิตในสหรัฐมากขึ้น โดยยูเครนระบุว่าต้องการขีปนาวุธทั้งสองชนิดชนิดละ 500 ลูกต่อวันอย่างเร่งด่วน

แหล่งข่าวที่ทราบการร้องขอทั้งสองครั้งคนหนึ่งเผยกับ CNN ว่า ในทั้งสองกรณี ยูเครนขอขีปนาวุธอีกหลายร้อยลูกซึ่งมากกว่าที่รวมอยู่ในรายการสิ่งของที่คล้ายกันซึ่งเพิ่งมอบให้กับฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐ

รายการสิ่งของล่าสุดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนอ้างว่ากำลังเผชิญกับการขาดแคลนอาวุธท่ามกลางการรุกคืบของรัสเซีย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สหรัฐและนาโตบางส่วนคัดค้านโดยบอกว่าความช่วยเหลือทางการทหารที่เพิ่มขึ้นนั้นกำลังเดินทางไปยังยูเครนแล้ว

CNN ระบุว่า จนถึงวันที่ 7 มี.ค. สหรัฐและประเทศสมาชิกนาโตส่งขีปนาวุธต่อต้านรถถังราว 17,000 ลูก และขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานอีก 2,000 ลูกไปให้ยูเครน

และนับตั้งแต่นั้น ประเทศสมาชิกนาโต รวมทั้งสหรัฐก็ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัสเซียจะขู่ทำลายขบวนขนส่งอาวุธดังกล่าวก็ตาม

เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงครั้งล่าสุดมูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐที่ได้รับการอนุมัติเมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. เดินทางถึงยูเครนเมื่อสองสามวันก่อน ส่วนความช่วยเหลืออีก 2 ครั้งมูลค่ารวม 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเริ่มไปถึงแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดี ประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวว่า “เสื้อเกราะ กระสุน และอาวุธกำลังบินไปยูเครนในขณะที่ผมกำลังพูดอยู่นี้” ส่วนเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมเผยว่า จะมีหลายเที่ยวบินในหลายวันนี้เพื่อนำอุปกรณ์ไปยังยุโรปตะวันออกก่อนจะส่งเข้ายูเครนผ่านจุดผ่านแดนทางบกหลายจุด

นอกจากนี้ในเอกสารรายการสิ่งของที่ยูเครนต้องการยังรวมถึง เครื่องบินเจ็ต เฮลิคอปเตอร์โจมตี และระบบต่อต้านอากาศยานอย่าง S-300 โดยมีเครื่องบินเจ็ตที่ผลิตโดยรัสเซีย 2 ชนิด รวมทั้งชนิดที่ให้การสนับสนุนภาคพื้นดินแก่กองกำลังภาคพื้นดินอยู่ในเอกสารดังกล่าว โดยยูเครนร้องขออากาศยานชนิดละ 36 ลำ

รัสเซียเล็งขายน้ำมันเป็น Bitcoin สำหรับ ‘ประเทศที่เป็นมิตร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679075

วันที่ 25 มี.ค. 2565 เวลา 14:10 น.รัสเซียเล็งขายน้ำมันเป็น Bitcoin สำหรับ 'ประเทศที่เป็นมิตร'

รัสเซียเล็งรับชำระค่าน้ำมัน-ก๊าซด้วย Bitcoin สำหรับประเทศที่เป็นมิตร หลังถูกคว่ำบาตรหนัก

CNBC รายงานว่ารัสเซียกำลังพิจารณาขายน้ำมันและก๊าซเป็น Bitcoin หลังต้องเผชิญมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงขึ้นจากบรรดาชาติตะวันตก

ปาเวล ซาวาลนี (Pavel Zavalny) ประธานคณะกรรมการด้านพลังงานของรัสเซียแถลงเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ระบุว่าสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin กำลังถูกพิจารณาเป็นอีกทางเลือกในการชำระค่าส่งออกพลังงานของรัสเซีย สำหรับประเทศที่ “เป็นมิตร” อย่างเช่นจีนหรือตุรกี จะมีทางเลือกเพิ่มขึ้นสำหรับการชำระค่าน้ำมันหรือก๊าซจากรัสเซีย นอกเหนือจากการใช้สกุลเงินของประเทศผู้ซื้อเอง

โดยก่อนหน้านี้จีนสามารถชำระค่าพลังงานจากรัสเซียโดยใช้สกุลเงินรูเบิลและหยวน สำหรับตุรกีก็สามารถชำระด้วยลีร่าและรูเบิล

ขณะที่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเคลื่อนไหวในทิศทางบวก โดย Bitcoin เพิ่มขึ้นราว 4% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทะลุระดับ 44,100 เหรียญสหรัฐ ส่วนสกุลเงินดิจิทัลอันดับสองอย่าง Ethereum เพิ่มขึ้นเกือบ 3% อยู่ที่กว่า 3,100 เหรียญสหรัฐ

ถ้อยแถลงของซาวาลนีเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียขอให้ประเทศที่ “ไม่เป็นมิตร” จ่ายค่าก๊าซเป็นสกุลเงินรูเบิลรัสเซีย เมื่อต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงจากยุโรปและสหรัฐ ขณะที่ประเทศในสหภาพยุโรปนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียกว่าร้อยละ 40 นำเข้าน้ำมันร้อยละ 27 และนำเข้าถ่านหินเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด

“หากคุณต้องการก๊าซของเรา ก็ซื้อด้วยสกุลเงินของเรา” ปูตินกล่าว

การประกาศของปูตินส่งผลให้ราคาน้ำมันในยุโรปพุ่งสูงขึ้นจากความกังวลว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้ตลาดพลังงานตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน อย่างไรก็ตามสหภาพยุโรปปฏิเสธข้อเรียกร้องของปูติน

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ไบเดนเชื่อ จีนรู้ดีว่าอนาคตของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับตะวันตกมากกว่ารัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679067

วันที่ 25 มี.ค. 2565 เวลา 12:40 น.ไบเดนเชื่อ จีนรู้ดีว่าอนาคตของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับตะวันตกมากกว่ารัสเซีย

“จีนจะต้องเสียใจถ้าเข้าข้างรัสเซีย เพราะจีนรู้ดีว่าอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับตะวันตกมากกว่ารัสเซีย” ไบเดนกล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ เตือนว่าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนอาจต้องเสียใจหากเข้าข้างรัสเซียในวิกฤตสงครามยูเครน เพราะจีนรู้ดีว่าอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับชาติตะวันตกมากกว่ารัสเซีย

ไบเดนเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวถึงการสนทนาระหว่างตนและผู้นำจีนว่า “ผมไม่ได้ขู่นะ แค่บอกตรงๆ ให้เขาเข้าใจถึงผลที่จะตามมาหากจีนให้ความช่วยเหลือรัสเซีย ผมชี้ให้เห็นถึงจำนวนของบริษัทอเมริกันและต่างชาติที่ถอยออกจากรัสเซีย อันเป็นผลมาจากการกระทำที่ป่าเถื่อนของพวกเขา”

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐยังคงกดดันให้จีนละเว้นจากการสนับสนุนรัสเซีย ให้ความช่วยเหลือทางทหาร รวมถึงการช่วยรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก

นอกจากนี้ไบเดนยังกล่าวว่า NATO จะเพิ่มศักยภาพด้านการป้องกัน และพร้อมที่จะตอบโต้หากรัสเซียใช้อาวุธเคมี ชีวภาพ หรือนิวเคลียร์โจมตียูเครน

สื่อระบุว่าไบเดนชี้ให้เห็นถึงการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและสหรัฐ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด เพื่อกันจีนออกจากรัสเซีย หลังจากที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนที่แล้ว และประกาศว่าทั้งสองประเทศเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ “ที่ไม่มีขีดจำกัด”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สีได้พูดคุยกับไบเดน โดยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจีนต่อต้านสงคราม ไม่ต้องการเห็นสถานการณ์รุนแรงในยูเครน และสนับสนุนสันติภาพในยูเครน

ขณะที่ฉิน กัง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้มีการหยุดยิงและกล่าวว่าจีนกำลังส่งเสริมการเจรจาสันติภาพอย่างเต็มที่ และจะทำทุกทางเพื่อบรรเทาวิกฤตด้วยสันติวิธี พร้อมเน้นย้ำว่าจีนเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา

แต่ที่จีนไม่ประณามการบุกรุกของรัสเซียในยูเครนเนื่องจากมองว่า การประณามไม่ได้แก้ปัญหา “ผมจะแปลกในถ้ารัสเซียจะยอมถอยกลับเพราะการประณาม จีนยังคงส่งเสริมการเจรจาสันติภาพและเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที และคุณก็รู้ การประณามอย่างเดียวไม่ได้ช่วยอะไร เราต้องการปัญญา เราต้องการความกล้าหาญ และเราต้องการการทูตที่ดี”

Photo by REUTERS/Evelyn Hockstein

เกาหลีเหนือพร้อมรับมือสงครามนิวเคลียร์ ด้วยมิสไซล์ทรงพลังตัวใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679059

วันที่ 25 มี.ค. 2565 เวลา 11:10 น.เกาหลีเหนือพร้อมรับมือสงครามนิวเคลียร์ ด้วยมิสไซล์ทรงพลังตัวใหม่

คิมสั่งยิงขีปนาวุธข้ามทวีปครั้งแรกในรอบ 5 ปี ลั่นเตรียมเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มาพร้อมอันตรายของสงครามนิวเคลียร์

AFP อ้างรายงาน KCNA สำนักข่าวกลางของเกาหลีเหนือซึ่งรายงานในวันนี้ (25 มี.ค.) ว่าคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือสั่งการให้ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ชนิดใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยมอเมริกา

การทดสอบขีปนาวุธดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยสื่อรายงานว่าเป็นการยิงขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 และคาดว่าจะมีพิสัยการยิงไกลกว่าขีปนาวุธข้ามทวีปที่ทำการทดลองครั้งก่อน

คิมกล่าวว่า “ขีปนาวุธใหม่นี้จะปฏิบัติภารกิจและหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือในฐานะผู้ยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ทรงพลัง…ให้คนทั้งโลกรู้ซึ้งถึงพลังของกองกำลังติดอาวุธของเราอีกครั้ง…และพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มาพร้อมกับอันตรายของสงครามนิวเคลียร์”

ขีปนาวุธฮวาซอง-17 (Hwasong-17) เป็นขีปนาวุธข้ามทวีปขนาดใหญ่ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนต.ค. ปีที่แล้ว และได้รับการขนานนามจากบรรดานักวิเคราะห์ว่าเป็น “ขีปนาวุธปีศาจ”

KCNA รายงานว่าขีปนาวุธดังกล่าวถูกยิงจากกรุงเปียงยาง และพุ่งทะยานไปที่ระดับความสูงสุด 6,248.5 กิโลเมตร เคลื่อนที่เป็นระยะทาง 1,090 กิโลเมตร เป็นเวลา 4,052 วินาที ก่อนจะพุ่งชนเป้าหมายที่กำหนดไว้ในทะเลญี่ปุ่นอย่างแม่นยำ

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือกระตุ้นให้สหรัฐ เกาหลีใต้ และสหประชาชาติเกิดความไม่พอใจ และออกมาประณามในทันที

โดยสหรัฐออกมาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัทเกาหลีเหนือ 1 แห่ง รวมถึงบริษัทรัสเซียอีก 2 แห่ง ฐานส่งมอบอุปกรณ์สนับสนุนโครงการขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

ด้านประธานาธิบดี มุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ระบุว่าการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปของเกาหลีเหนือถือเป็นการละเมิดสัญญาที่คิมให้ไว้ต่อประชาคมโลก และละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติด้วย พร้อมระบุว่านี่เป็นภัยคุกคามต่อโลกอย่างร้ายแรง

รวมถึงอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ออกมาประณามความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ โดยระบุว่าเป็นการละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ สหประชาชาติใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดต่อเกาหลีเหนือ และสั่งห้ามไม่ให้ทดสอบขีปนาวุธชนิดใดก็ตาม

Photo by KCNA via REUTERS

ไม่ได้เชียร์ปูติน ไม่ได้ชอบสงคราม แต่เหลือทนกับมหาอำนาจบาตรใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679026

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 20:34 น.ไม่ได้เชียร์ปูติน ไม่ได้ชอบสงคราม แต่เหลือทนกับมหาอำนาจบาตรใหญ่

สงครามคือความโหดร้ายแต่การเมืองก็โหดร้ายเช่นกัน ขณะที่สงครามอาจจะนับเหยื่อได้ง่าย แต่เหยื่อจากการชิงอำนาจทางการเมืองโลกอาจจะนับยากยิ่งกว่า

ผู้เขียนเห็นความเห็นหนึ่งแพล็ตฟอร์มข่าวต่างประเทศ เจ้าของคอมเมนต์บอกในทำนองว่า ชาวแอฟริกัน ชาวลาตินอเมริกัน ชาวตะวันออกกลาง ชาวเอเชียส่วนใหญ่ต่างก็ “เข้าอกเข้าใจรัสเซีย” ที่ต้องรุกรานยูเครน มีแต่ชาติตะวันตกกับ “สมุน” ไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่พยายามทำให้รัสเซียเป็นผู้ร้าย ส่วนตัวเองเป็นพระเอก

บอกตามตรงว่าผู้เขียนคิดคล้ายๆ กันเรื่องคนส่วนใหญ่ของโลก (อย่างน้อยเท่าที่อ่านผ่านตาในช่องคอมเมนต์ข่าว) ถ้าไม่เห็นใจรัสเซียก็ประณามชาติตะวันตกว่าเป็นตัวการของสงคราม

ผู้เขียนยังเห็นแนวโน้มของการตำหนิผู้นำยูเครนที่คล้อยตามชาติตะวันตก ตะบี้ตะบันที่จะพายูเครนเป็นสมาชิกนาโตให้ได้ ทั้งๆ ที่น่าจะรู้ว่าเป็นการบีบให้รัสเซียต้องลงมือ

ผู้เขียนคิดคล้ายๆ กับคนเหล่า แต่ตัวผู้เขียนไม่สนับสนุนสงคราม คิดว่าการใช้กำลังทหารของปูตินโหดร้ายและเร่งรีบเกินไปจนเกิดความเสียหายในวงกว้าง และที่สำคัญผู้เขียน “ไม่ใช่แฟนปูติน”

ด้วยความสัตย์จริง ผู้เขียนทำงานด้านข่าวต่างประเทศมาเกือบ 20 ปีแล้ว ไล่หลังปูตินก้าวขึ้นสู่อำนาจไม่กี่ปี เห็นการพลิกโฉมรัสเซียจากยักษ์ป่วย จนกลายเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง เห็นปูตินที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชม จนวันนี้กลายเป็นคนที่มองเป็น “ตัวโกง”

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผู้เขียนติดตามข่าวของปูตินห่างๆ ไม่ได้ชื่นชมโสมนัสเหมือนบางคนที่ยกให้เป็นผู้นำผู้เปี่ยมความสามารถราวกับไร้ที่ติ ปูตินนั้นแม้จะทำให้รัสเซียพ้นจากกาลียุคมาได้ก็จริง แต่เขาก็กำจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างร้ายกาจเช่นกัน

และผู้เขียนก็ไม่ได้ชื่นชอบระบอบอำนาจนิยม/เผด็จการ เพราะไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ซึ่งรัสเซียยุคปูตินนั้นประชาชนถูกบีบมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ผู้เขียนนึกถึงมงแต็สกีเยอ นักปรัชญาฝรั่งเศสที่ชี้ว่าระบอบเผด็จการนั้นเหมาะกับประเทศใหญ่ๆ ส่วนประเทศเล็กๆ นั้นเหมาะกับระบอบมหาชนรัฐ (หรือประชาธิปไตยเสรี)

นี่เป็นความคิดสมัยศตวรรษที่ 18 แต่เราจะเห็นว่ามันยังเป็นจริงอยู่บ้างในยุคสมัยนี้ คือกรณีของรัสเซียและจีน โดยมีสหรัฐเป็นข้อยกเว้น

รัสเซียนั้นแพแตกเมื่อสิ้นระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ เมื่อมีผู้นำประชาธิปไตยก็อ่อนปวกเปียกจนคานอำนาจพวกตะวันตกไม่ได้ ทำให้พวกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐกุมอำนาจเดี่ยวในเวทีการเมืองโลก

อำนาจบาตรใหญ่ของชาติตะวันตกในฐานะเจ้าโลกเดี่ยวนั้นเห็นได้จากบทความของผู้เขียนเรื่อง “โจมตีประเทศอื่นตามใจชอบ นาโตทำได้ คนอื่นทำไม่ได้!” ในกรณีบอมบ์ยูโกสลาเวียตามใจชอบ

มองอีกแง่หนึ่งไอ้การกุมอำนาจแต่ผู้เดียวของบางประเทศ (Hegemony) นั้น มันต่างจากเผด็จการตรงไหน?

พอรัสเซียได้ปูตินและปูตินบริหารดีจนประชาชนพอใจมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็เริ่มทำตัวเป็นผู้นำแบบที่รัสเซียต้องการ นั่นคือเผด็จการ

ส่วนจีนนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในยุคสาธารณรัฐที่คนคาดหวังว่าจีนจะมีประชาธิปไตยนั้น นอกจากจะพังไม่เป็นท่าแล้ว ยังแบ่งเป็นก๊กบดขยี้กันเองด้วยซ้ำ จนกระทั่งเผด็จการคอมมิวนิสต์เข้ามากุมอำนาจเดียวและจัดระเบียบจนจีนเป็นจีนที่แกร่งดังทุกวันนี้

คนไทยบางคนอาจคิดว่าเผด็จการแบบนี้สมควรมอบประเทศให้บริหาร แต่ผู้เขียนขอบอกว่า “ตรองดูให้ดี” เพราะคุณภาพของผู้นำเผด็จการบ้านเราอาจไม่เท่าจีนหรือปูติน

กลับมาที่ความเป็นเผด็จการของปูติน

ด้วยความที่ชาติตะวันตกโปรโมทระบอบการเมืองของตัวเองอย่างหนักในช่วงกุมอำนาจเดี่ยวในเวทีการเมืองโลก ทำให้เราๆ คิดว่า “ประชาธิปไตยเสรี” แบบตะวันตกมันคือทุกสิ่งทุกอย่าง มันดีงามที่สุด มันมีแต่ความเท่าเเทียมดังยุคพระศรีอาริย์

แต่ประชาธิปไตยนั้นไม่จำเป็นต้องลอกแบบใคร ขอเพียงให้อำนาจประชาชนตัดสินใจชะตากรรมตัวเอง มีระบอบการถ่วงดุลอำนาจที่ดี และมีความโปร่งใสเรื่องการบริหาร เราก็สามารถสร้างประชาธิปไตยในรูปแบบของเราได้

แต่เพราะการโฆษณาของชาติตะวันตกที่ยกตัวเองว่าดีเลิศ คนอื่นชั่วช้านั้น ทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศหลายๆ เรื่องถูกเบี่ยงประเด็นจากเรื่องการชิงอำนาจ กลายเป็นเรื่องฮีโร่ประชาธิปไตยกอบกู้โลกจากเผด็จการที่โหดร้าย

ประชาชนในประเทศโลกที่สาม/ประเทศชายขอบต่างรู้เช่นเห็นชาติการกระทำอำพรางพวกนี้ดี เพราะประเทศของพวกเขาถูกย่ำยีจากตะวันตกโดยอ้างว่าจะช่วยสร้างความศิวิไลซ์บ้าง (ข้ออ้างสมัยล่าอาณานิคม) จะช่วยสร้างประชาธิปไตยบ้าง (ข้ออ้างสมัยลัทธิจักรพรรดินิยมใหม่คือยุคนี้)

เชื่อหรือไม่ว่าในสงครามยูเครน พวกตะวันตกและคนยูเครนเองก็ยังยึดติดกับแนวคิดว่า “เราคือผู้ศิวิไลซ์” ส่วนรัสเซียนั้นเป็นดังพวก “อนารยชน”

รัสเซียแม้จะฝรั่งเหมือนกัน แต่พวกยุโรประแวงว่าเป็นพวกครึ่งชาติยูเรเชีย ทั้งยังใหญ่โตและทรงอำนาจ ต่างจากชาติตะวันตกที่ประกอบด้วยรัฐเล็กๆ ย่อมๆ ต้องรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด ทำไม่ค่อยอยากจะให้รัสเซียเป็น “พวกเดียวกับเรา”

นั่นก็เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็คือชาวตะวันตกแม้จะพยายามบอกชาวโลกว่าพวกเขา “อารยะ” ไม่เหยียดชาติพันธุ์ใด แต่การกระทำในช่วงสงครามยูเครนทำให้ชาวโลกต้องย่นคิ้วด้วยความสงสัยว่าที่ผ่านมามันเป็นการเล่นละครหรือไร?

จะขอยกตัวอย่าง ผู้สื่อข่าวต่างประเทศอาวุโสของ CBS News (ช่องข่าวอเมริกัน) ที่กล่าวระหว่างรายงานข่าวว่า ยูเครนนั้น “ด้วยความเคารพ ไม่ใช่สถานที่เหมือนกับอิรักหรืออัฟกานิสถาน ที่มีความขัดแย้งโหมกระหน่ำมานานหลายทศวรรษ นี่เป็นสถานที่ที่ค่อนข้างมีอารยะธรรม ค่อนข้างเป็นยุโรป”

หรือจะเป็นผู้สื่อข่าวของ ITV (ช่องข่าวอังกฤษ) ที่รายงานว่า “นี่ไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนา ประเทศโลกที่สาม นี่คือยุโรป!” หรือจะเป็นข้อเขียนของแดเนียล แฮนแนน นักการเมืองอังกฤษและนักเขียนของ Telegraph บอกว่า “ยูเครนเป็นประเทศในยุโรป ผู้คนดู Netflix และมีบัญชี Instagram ลงคะแนนในการเลือกตั้งเสรีและอ่านหนังสือพิมพ์ที่ไม่เซ็นเซอร์ สงครามไม่ใช่สิ่งที่มาเยี่ยมเยียนประชากรที่ยากจนและทุรกันดารอีกต่อไป”

เมื่อชาวตะวันตกพรรณนาความขัดแย้งเรื่องยูเครนแบบนี้จะไม่ให้ “คนส่วนใหญ่ของโลก” หงุดหงิดได้อย่างไร เพราะพวกเขายังมีความคิดเหยียดๆ แอบแฝงอยู่ และมันเผยตัวเองออกมาเมื่อสงคราม (ที่พวกเขามักไปก่อในประเทศอื่น) มาโผล่ที่หน้าประตูบ้าน

“คนส่วนใหญ่เหล่านี้” ไม่ได้อยู่แค่ในแอฟริกา ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียส่วนใหญ่ แต่ในใยุโรปก็มีมาก หนึ่งในนั้นคือ เอกตอร์ เบเยริน นักฟุตบอลอาชีพชาวสเปนและทีมชาติสเปนในสังกัดอาร์เซนอล/เรอัลเบติส เขาบอกกับ Marca สื่อกีฬาของสเปนว่า 

“มันเกิดขึ้นในปาเลสไตน์ เยเมน อิรัก… ตอนนี้เรากำลังตัดสินใจว่ารัสเซียควรจะเล่นในฟุตบอลโลกหรือไม่ เอาจริงๆ แล้วนี้คือสิ่งที่ประเทศอื่นทำมาหลายปีแล้ว” และว่านี่ “เป็นการเหยียดเชื้อชาติที่เมินเฉยต่อความขัดแย้งอื่นๆ”

ด้วยทัศนคติแบบนี้นี่เองที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาและผู้ที่ตาสว่างในประเทศพัฒนาแล้วรู้สึกรังเกียจพวกนักการเมืองตะวันตก รู้สึกเวทนาคนยูเครนเพราะพวกตนก็เคยมีชะตากรรมคล้ายๆ กัน แต่ก็หมั่นไส้รัฐบาลเซนเลนสกีที่กระเสือกกระสนเข้าไปหาสงครามเอง

และ “คนส่วนใหญ่ของโลก” ไม่ได้โปรปูตินและไม่ได้โปรสงคราม เมื่อพวกเขาด่าตะวันตกและตำหนิเซนเลนสกี

ตรงกันข้ามคนเหล่านี้เจ็บปวดกับสงครามและเจ็บแสบกับการขูดรีดโดยประเทศอำนาจบาตรใหญ่ สิ่งที่เขาโปรคือ “ความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศ” และตำหนิ “ความหน้าไหว้หลังหลอก”

พวกเขารู้ดีว่าศึกยูเครน-รัสเซียไม่ใช่การต่อสู้ของ “ความดี-ความชั่ว” หรือ “เสรีภาพ-การกดขี่” หรือ “ประชาธิปไตย-เผด็จการ” แต่เป็นสงครามชิงอำนาจระหว่างโลกตะวันตกและโลกตะวันออก

นาโตก็ขยายอำนาจ รัสเซียก็ขยายอำนาจ ต่างฝ่ายต่างต้องการปักหมุดยึดพื้นที่ ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลอะไรก็ตาม นี่คือการชิงความเป็นใหญ่ชัดๆ

แต่เพราะมองประเด็นไม่ขาด บางคนที่ “เชียร์” ศึกชิงอำนาจครั้งนี้จึงคิดแคบๆ ว่า พวกที่เข้าใจว่ารัสเซียทำลงไปทำไมนั้นไม่ต่างอะไรกับพวกเชียร์เผด็จการ และการเห็นใจยูเครนเท่ากับเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

การคิดแบบนี้คับแคบเกินไป เพราะไม่ทุกคนที่ชอบปูตินและให้ท้ายการทำสงคราม หลายคนสงสารยูเครน แต่ก็ไม่ชอบแนวทางรุกตะวันออกของนาโต

โลกเราทุกวันนี้แตกแยกเป็นขั้ว คือ Polarized ความเห็นต่างขั้วตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์แบบขาวกับดำ เอ็งชั่ว-ข้าดี ข้าถูก-เอ็งผิด ไม่คิดว่าโลกเรามันสีเทาๆ จะขาวดำแบบปลอดๆ นั้นไม่มี

เอาจริงๆ สถานะการณ์แบบ Polarized นั้นเหมือนกับโลกเป็น Bipolar มากกว่า คือมักจะแบ่งพวกทะะเลาะกันเป็นสองกลุ่มอย่างที่บอกไว้ข้างต้น โดยไม่อนุญาตให้คนที่ไม่ยอมเข้ากลุ่ม หรือคิดไม่เหมือนสองกลุ่มนี้เป็นอิสระ กลุ่มอื่นๆ พวกนี้จะถูกบีบให้ต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ดูอย่างอินเดียที่เป็นพันธมิตรชาติตะวันตก/ญี่ปุ่นกลุ่ม QUOD ที่เอาไว้เล่นงานจีน (รวมถึงรัสเซียด้วย) แต่ไม่ยอมประณามรัสเซีย เพราะอินเดียนั้นมีมิตรไมตรีกับรัสเซียที่แนบแน่น อินเดียจึงถูกพวกพันธมิตร QUOD และลูกไล่ชาติตะวันตกกดดันไม่หยุด แม้แต่ญี่ปุ่นก็เอากับเขาด้วย

ไบเดนนั้นถึงกับออกปากว่าอินเดียนั้นค่อนข้างจะ “พึ่งพาไม่ได้” (somewhat shaky) ในเรื่องการประณามรัสเซีย

แต่การกดดันอินเดียอย่างหนักทำให้ชาวอินเดียแสดงพลังอย่างไม่เคยมาก่อนในการตอบโต้ตะวันตกตามแพลตฟอร์มข่าวต่างๆ ความที่คนอินเดียเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เราจึงเห็นทัศนะแบบสวนกลับชาวตะวันตกที่ต่อต้านการรุกรานยูเครนมากขึ้นเรื่อยๆ

อีกครั้งต้องย้ำว่าคนอินเดียก็ไม่ได้สนับสนุนสงคราม เพียงแต่พวกเขายอมไม่ได้ที่พันธมิตรตะวันตกจะชี้นิ้วสั่งให้ประเทศเขาทำโน่นทำนี่ตามใจชอบ และอินเดียนั้นภูมิใจกับการเป็น “ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก” จึงไม่ยอมก้มหัวให้พวกที่ผูกขาดความเป็นประชาธิปไตย

ชาติตะวันตกนั้นออกปากว่ารัสเซีย “หยิ่งยะโส” แต่ก็ไม่ได้ดูตัวเองว่าหยิ่งยะโสเสียยิ่งกว่าจนคิดว่าส่วนใหญ่ของโลจะต้องหันซ้ายหันขวาเพื่อพวกเขาออกคำสั่ง

ความหยิ่งยะโสนี้เกิดจากการที่ตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐเป็นมหาอำนาจเดี่ยว (Unipolar) มานาน จนคิดว่าตัวเองสั่งคนทั้งโลกได้

ดังที่ไบเดนออกปากมาแล้วว่าโลกเราถึงจุดกเปลี่ยน และ “มันกำลังจะมีระเบียบโลกใหม่ และเราจะเป็นผู้นำ (ระเบียบโลก) เราจำเป็นต้องสร้างเอกภาพของประเทศโลกเสรีในการทำเช่นนี้”

ความคิดแบบนี่แหละที่เรียกว่าหยิ่งยะโส และนำไปสู่การเผชิญหน้ากับประเทศที่ไม่ยอมจำนนกับระเบียบโลกที่พวกนี้ยัดเยียดให้

หากปูตินจะมีคุณความดีอยู่บ้างในตอนนี้ ก็คงจะเห็นการที่เขาเปลือยนิสัยสันดานแท้จริงของโลกตะวันตกเสียล่อนจ้อนนั่นเอง

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – A photo shows a painting depicting Russian President Vladimir Putin killing a dove, at Place de la Paix in Lyon, central eastern France, in March 22, 2022. (Photo by JEFF PACHOUD / AFP) 

เปิดคลังแสงรัสเซีย ถ้าต้องงัดนิวเคลียร์ออกมาใช้จะหายนะแค่ไหน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679019

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 19:00 น.เปิดคลังแสงรัสเซีย ถ้าต้องงัดนิวเคลียร์ออกมาใช้จะหายนะแค่ไหน

คลังแสงอาวุธนิวเคลียร์รัสเซีย น่ากลัวแค่ไหนถ้า ‘สงครามนิวเคลียร์’ เปิดฉาก

หลังจากที่ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN โดยระบุว่ารัสเซียอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์หากเกิดภัยคุกคามต่อประเทศ ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนจะยกระดับความรุนแรงไปสู่สงครามนิวเคลียร์

เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมาประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ยังได้สั่งการให้กองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศอยู่ในภาวะตื่นตัวสูง

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่าการยกระดับความพร้อมของกองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียเป็น “ความเคลื่อนไหวที่หนาวไปถึงกระดูก” และกล่าวว่า “โอกาสของสงครามนิวเคลียร์ที่ครั้งหนึ่งไม่สามารถจินตนาการได้ ขณะนี้กลับมาอยู่ในขอบเขตของความเป็นไปได้”

ดมิตรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงและอดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ส่งคำเตือนไปยังสหรัฐว่าหากยังไม่หยุด โลกอาจเผชิญกับวิกฤตที่จบลงด้วย “การระเบิดนิวเคลียร์ครั้งใหญ่…ด้วยจำนวนอาวุธนิวเคลียร์สูงสุดที่มุ่งเป้าไปยังสหรัฐและยุโรป”

ส่องคลังอาวุธนิวเคลียร์รัสเซีย

รัสเซียมีคลังอาวุธนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปี 2022 สหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (Federation of American Scientists) ประมาณการว่ารัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ 5,977 หัว (ลดลงจาก 6,257 หัวในปีที่แล้ว) ซึ่งเป็นจำนวนนิวเคลียร์ที่มากที่สุดในโลก รองลงมาคือสหรัฐ 5,428 หัว แต่รัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมปฏิบัติการน้อยกว่าสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่แน่นอนเป็นความลับของรัฐ ดังนั้นตัวเลขดังกล่าวจึงมาจากการประมาณการเท่านั้น

ตามรายงานของ BBC ระบุว่าจากจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด 5,977 หัวนั้น มีหัวรบที่ปลดระวางประมาณ 1,500 หัว ส่วนที่เหลืออีกราว 4,500 หัว ส่วนใหญ่เป็นอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ ซึ่งใช้ยิงเป้าหมายในระยะไกล ส่วนที่เหลือเป็นอาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็กและพลังทำลายล้างน้อยกว่าสำหรับการโจมตีระยะใกล้อย่างในสนามรบหรือในทะเล

จากการประเมินของ Arms Control Association ระบุว่าหัวรบนิวเคลียร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตั้งอยู่บนขีปนาวุธหรือที่ฐานทัพ โดยรัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ที่ติดตั้งบนขีปนาวุธข้ามทวีป 1,458 หัว และติดตั้งบนขีปนาวุธจากเรือดำน้ำและเครื่องบินทิ้งระเบิด 527 หัว

รัสเซียมีฐานทัพขีปนาวุธนิวเคลียร์ 6 แห่งใน Kozelsk, Tatishchevo, Uzhur, Dombarovskiy, Kartalay และ Aleysk โดยมีเรือดำน้ำขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่ฐานทัพเรือ 3 แห่งใน Nerpich’ya, Yagel’Naya และ Rybachiy และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในฐานทัพอากาศ Ukrainka และ Engels

 

RS-28 Sarmat (Wikipedia/Mil.ru)

RS-28 Sarmat

ซูเปอร์นิวเคลียร์ที่เป็นที่ขึ้นชื่อของรัสเซีย RS-28 Sarmat ขีปนาวุธข้ามทวีป พิสัยยิงไกลถึง 18,000 กิโลเมตร สามารถบรรจุหัวรบขนาดใหญ่ได้ถึง 10 หัว และหัวรบขนาดเล็ก 15 หัว

มีอานุภาพในการทำลายล้างพื้นที่เท่ากับรัฐเท็กซัสหรือประเทศฝรั่งเศสทั้งประเทศ นับว่าร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียมีขีปนาวุธ R-36M2 Voevoda ซึ่งมีพิสัยการยิง 10,200-16,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีอานุภาพทำลายล้างมากกว่า Little Boy หรือ Fat Man ที่สหรัฐใช้ถล่มญี่ปุ่นอีกด้วย

Kinzhal

ขีปนาวุธที่ยิงจากอากาศสู่พื้นดิน มีพิสัยกว่า 2,000 กิโลเมตร ระดับความเร็วอยู่ที่มัค 10 บรรจุได้ทั้งหัวรบนิวเคลียร์และหัวรบแบบปกติ ด้วยความสามารถในการเคลื่อนที่ที่ล้ำสมัย ความแม่นยำสูง และความเร็วเหนือเสียงจึงถูกขนานนามว่าเป็น “ผู้พิฆาตเรือรบ” เนื่องจากสามารถจมเรือรบขนาด 100,000 ตันได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว

Avangard

ขีปนาวุธที่น่ากลัวอีกตัวหนึ่ง Avangard เป็นขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้สูงสุดถึง 2 เมกะตัน และสามารถเคลื่อนที่ในอากาศด้วยความเร็วสูงถึง 30,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือมีความเร็วเหนือเสียงกว่า 20 เท่า

การปล่อยขีปนาวุธ Avangard จากฐานทัพอากาศดอมบารอฟสกี (Wikipedia/Mil.ru)

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าคำขู่ของรัสเซียอาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนประเทศอื่นๆ ว่าอย่าเข้ามายุ่ง แต่ไม่ได้ต้องการจะใช้อาวุธนิวเคลียร์จริงๆ

ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเมื่อนักข่าวถามว่าชาวอเมริกันควรกังวลเกี่ยวกับโอกาสของการเกิดสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตอบทันทีว่า “ไม่”

ถ้าเกิดสงครามนิวเคลียร์?

ทีมวิจัยจากโครงการ Science and Global Security ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ได้สร้างการจำลองที่เรียกว่า Plan A เมื่อปี 2019 เพื่อประเมินว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนโลก หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐ 2 ประเทศที่มีหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก

โดยทีมวิจัยได้ประเมินกำลังนิวเคลียร์ จำนวนหัวรบ แผนการทำสงคราม และเป้าหมาย ของทั้งสองประเทศ โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้นเพื่อสร้างแบบจำลองและพบว่า หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียขึ้นจริง อาจทำให้ผู้คน 34.1 ล้านคนเสียชีวิต และอีก 57.4 ล้านคนได้รับบาดเจ็บ ภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกของการทำสงครามนิวเคลียร์

ไม่เพียงเท่านั้น ยอดผู้เสียชีวิตโดยรวมจะสูงขึ้นอีกเนื่องจากผลกระทบระยะยาวของสงครามนิวเคลียร์ รวมถึงกัมมันตภาพรังสีที่ตกลงมา การเย็นตัวของชั้นบรรยากาศโลก การขาดแคลนอาหาร และผลกระทบระยะยาวอื่นๆ

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า “สิ่งที่น่าตกใจพอๆ กับจำนวนผู้เสียชีวิตจากการจำลองสงครามนิวเคลียร์ครั้งนี้ คือความน่าจะเป็นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่มันจะกลายเป็นความจริง”

Photo by Russian Defence Ministry/AFP

สงครามทำให้สุดท้ายแล้วปูตินจะโดดเดี่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679017

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 17:34 น.สงครามทำให้สุดท้ายแล้วปูตินจะโดดเดี่ยว

บทความทัศนะโดย อันเดร ซูบอฟ ใน The Moscow Times

ซูบอฟบอกว่าสังคมก็เหมือนพีระมิดที่จะบอกว่าประชาชนใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อผู้นำแค่ไหน สังคมประชาธิปไตยพีระมิดจะแบนราบ โดยฐานจะเป็นมุมแหลม ส่วนยอดจะเป็นมุมป้าน

ขณะที่ในสังคมอัตตาธิปไตย (สมบูรณาญาสิทธิราชย์,ทรราชย์) ส่วนยอดจะเป็นมุมแหลม ส่วนฐานจะเป็นมุมน้อยกว่า 90 องศาเล็กน้อย โดยสังคมของรัสเซียจะเป็นพีระมิดแบบอัตตาธิปไตยยกระดับ

ซูบอฟระบุว่า สังคมแบบนี้ราว 80% ของประชากรอยู่ในส่วนฐาน ประชากรกลุ่มนี้มีฐานะปานกลางหรือยากจน มุมมองต่อโลกของพวกเขาได้มาจากการดูโทรทัศน์มากกว่าจะมาจากอินเทอร์เน็ต และยังไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศหรือไปพักตากอากาศที่ชายหาดส่วนตัวในอียิปต์ ตุรกี ตูนิเซีย หรือไห่หนาน

คนกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มต่อต้านอเมริกา โดยการต่อต้านอเมริกานี้เกิดจากความอิจฉา เพราะพวกเขาแทบไม่รู้จักอเมริกา บ่อยครั้งที่ภาพของโลกของคนกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับทฤษฎีสมคบคิด ประวัติศาสตร์เทียม และความคิดแปลกๆ อื่นๆ คนกลุ่มนี้ไม่ดิ้นรนอะไรแม้จะไม่พอใจกับชีวิตของตัวเอง และส่วนใหญ่จะเชื่อฟังรัฐ

ในสถานการณ์ขณะนี้ส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้คือราว 70% สนับสนุนการทำสงครามในยูเครนของปูติน พวกเขาไม่ต้องการส่งลูกๆ เข้าสู่สงครามและต้องการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของสงคราม

ซูบอฟบอกว่า ระดับที่ 2 ของพีระมิดคือ 18-19% ของประชากร คนกลุ่มนี้ได้รับการศึกษามาอย่างดี และใช้อินเทอร์เน็ต ไปต่างประเทศ และรู้จักโลกดี หลายคนมีแหล่งรายได้ที่ไม่ต้องพึ่งพารัฐบาล ขณะที่คนอื่นๆ ทำงานในองค์กรของรัฐและรับราชการ ทำงานให้ผู้นำแต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้นำ คนกลุ่มนี้มักจะร่ำรวยแต่ก็ไม่เสมอไป พวกเขาอาจจะมีบ้านเล็กๆ ในลัตเวียหรือบัลแกเรีย หรือแม้แต่อพาร์ทเม้นต์ในโกตดาซูร์

คนเหล่านี้เข้าใจโลกดีมาก และส่วนใหญ่มีความเข้าใจโลกอย่างชัดเจน และหลายคนมีหลักศีลธรรมที่เข้มแข็งและเห็นคุณค่าของเสรีภาพ ขณะที่คนอื่นๆ ขายความสามารถให้ผู้มีอำนาจ และได้รับค่าตอบแทนอย่างงามในมหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้นำแลกกับการปิดปาก

70% ของคนกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยกับสงครามในขณะนี้ มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ช็อกกับเหตุการณ์ล่าสุดและกำลังหันเหความจงรักภักดีออกจากผู้มีอำนาจและหลักศีลธรรมที่พวกเขาไม่เห็นด้วย โดยการลาออกจากงานข้าราชการ สื่อของรัฐ แต่ไม่ใช่ผู้จงรักภักดีทุกคนจะทำแบบนี้

ซูบอฟบอกต่อว่า กลุ่มสุดท้ายคือยอดพีระมิด ซึ่งมีเพียง 1-2% ของประชากร คือกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากระบบรัสเซียในปัจจุบัน

คนกลุ่มนี้อุทิศตนอย่างเต็มที่ให้กับผู้มีอำนาจ พวกเขายังได้รับการศึกษาที่ดีและเข้าใจทุกอย่าง พวกเขามีแมนชั่นอยู่ในตะวันตก รวมทั้งมีเงินฝากก้อนใหญ่อยู่ในธนาคารต่างประเทศ (ตั้งแต่สวิตเซอร์แลนด์ไปจนถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และมีหน้าที่การงานในธุรกิจระดับโลก

คนกลุ่มนี้คือเจ้าหน้าที่ระดับสูง หัวหน้ารัฐวิสาหกิจ พวกที่ถูกเรียกกันว่าเป็นตัวแทนสภาดูมาและสภาสูง ผู้ว่าการ นายพลของกองทัพ หน่วยงานความมั่นคงกลาง (FSB) หน่วยข่าวกรอง (GRU) พวกเขาขายเสรีภาพของตัวเองให้ปูตินโดยได้รับความร่ำรวยและชีวิตที่ไร้ความกังวลเป็นสิ่งตอบแทน

พวกเขาเป็นผู้ดำเนินการตามเจตจำนงของปูตินอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางอุดมการณ์ แต่ด้วยเหตุผลที่เห็นแก่ตัวล้วนๆ

ตอนนี้ความหวาดกลัวและความผิดหวังกำลังครอบงำในกลุ่ม “ชนชั้นสูง” นี้ คำที่คุณได้ยินในสำนักงานเครมลิน สำนักงานใหญ่ของ FSB สำนักการบริหารของประธานาธิบดีคือ “พวกเขาหลอกเรา”

ปูตินทำลายภาพลวงตาแห่งความหวานชื่นของคนกลุ่มนี้ด้วยการเปิดสงครามกับยูเครน ทำให้เงินและวิลล่าที่อยู่ในสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกถูกอายัด หรือแม้แต่การเรียกร้องความจงรักภักดีจากพวกเขาเพิ่มขึ้น

การเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำให้หลายคนกลายเป็นอาชญากรสงครามซึ่งจะถูกดำเนินคดีในศาลโลก เหนือสิ่งอื่นใดคือ พวกเขาต้องเผชิญกับความหวาดกลัวการกลวาดล้างครั้งใหญ่หากรัฐบาลปัจจุบันยังเดินหน้ารุกรานประเทศอื่น หรือความหวาดกลัวการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งไม่ใช่อนาคตที่คนเหล่านี้วาดไว้

ซูบอฟระบุว่า ณ จุดหนึ่งคนเหล่านี้จะไม่จงรักภักดีกับปูตินอีกต่อไป พวกเขาไม่อยากสูญเสียทุกสิ่งที่มีอยู่หรือแม้แต่ชีวิต หากไม่มีคนเหล่านี้ปูตินจะเป็นแค่ชายแก่คนหนึ่งที่หลบอยู่ในบังเกอร์เท่านั้น ไม่ใช่จอมเผด็จการที่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป

ซูบอฟบอกว่า ปูตินอาจจะกดปุ่มสีแดงที่น่าอับอาย แต่ตอนนี้ไม่มีใครทำตามคำสั่งเขาแล้ว นับประสาอะไรกับพวกคลั่งไคล้แค่ไม่กี่คน พวกเขาจะถูกโดดเดี่ยวเหมือนเผด็จการที่ทำผิดพลาด

ปูตินไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากชนชั้นถัดมา เพราะชนชั้นนี้เป็นปฏิปักษ์หรือภักดีต่อปูตินด้วยเหตุผลเดียวกับกลุ่มอีลีทและจะทอดทิ้งปูตินเช่นเดียวกับอีลีท และไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้คน ผู้คนเหล่านี้แม้จะเห็นอกเห็นใจปูตินแต่ก็จะไม่ทำตามคำสั่งปูติน

ซูบอฟกล่าวว่า หากปูตินชนะสงครามยูเครนภายใน 2 วันและตะวันตกไม่มีมาตรการคว่ำบาตร ปูตินจะคงไว้ซึ่งความจงรักภักดีและการอุทิศตนราวกับต้องมนตร์ของชนชั้นสูง เหมือนกับฮิตเลอร์ในปี 1939-1941 และการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของประชาชน ขณะที่กลุ่มปัญหาชนจะถูกแบ่งแยกและโดดเดี่ยว

บทความของซูบอฟระบุว่า ปูตินพ่ายแพ้สงคราม เพราะไม่สามารถโจมตีทางทหารทันทีเพื่อเอาชนะอย่างรวดเร็ว การคว่ำบาตรครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก ดังที่ประธานาธิบดีไบเดนเคยพูดไว้

ซูบอฟบอกว่า ปูตินยืนอย่างโดดเดี่ยว นี่ไม่ใช่อิหร่านซึ่งมีการตั้งอยาตอลเลาะห์ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิวัติทางศาสนา (เช่นเดียวกับพรรคบอลเชวิกในรัสเซียในปี 1917-1922) และไม่ใช่เกาหลีเหนือซึ่งสงครามต่อต้านลัทธิอาณานิคมถูกเปลี่ยนเป็นระบบเผด็จการ

รัสเซียต้องอยู่กับระบอบโจราธิปไตยที่น่าเบื่อและไร้ความคิดมากว่า 30 ปี

ซูบอฟบอกว่า ปูตินยกเลิกระบอบนี้ เขาไม่สามารถเป็นผู้นำของระบอบนี้ได้อีกต่อไป เขาทำให้ตัวเองอับอายขายหน้าต่อหน้าชาวโลกที่มองว่าเขาเป็นอาชญากรสงครามสุดอันตรายและมีสัญญาณของอาการป่วยทางจิต พวกเขาจะโค่นปูตินในอนาคตอันใกล้

และจะขึ้นอยู่กับผู้นำคนใหม่ที่จะฟื้นฟู “ชีวิตที่สวยงาม” ของพีระมิด ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับตะวันตก ปลดล็อกบัญชีในธนาคารต่างประเทศ และปล่อยทรัพย์สินของประชาชนที่ถูกอายัด ซึ่งบุคคลที่ดีที่สุดในการทำเช่นนี้คือคนที่ไม่มีมลทินจากอาชญากรรมในปัจจุบัน อันที่จริงควรจะเป็นคนที่ประณามพวกเขาดัง ๆ แต่ผู้ที่มาจากสภาพแวดล้อมของพวกเขาคือบุคคลที่สามารถทำข้อตกลงกับพวกเขาได้

เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ถูกคุกคามจากลัทธิสตาลิน หรือเส้นทางของอิหร่าน หรือเส้นทางของเกาหลีเหนือ มวลชนรัสเซียเงียบและจะไม่มีการปฏิวัติ แต่จะมีการรัฐประหารในเวลาอันใกล้มากๆ นี้ เหมือนกับการขับไล่ นีกีตา ครุชชอฟ เมื่อปี 1964 หรือการสวรรคตของจักรพรรดิปอลในปี 1801 หรือการเสียชีวิตปริศนาของสตาลินในเดือน มี.ค. 1953

แต่มันจะถูกจะทำเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกด้วยความเห็นชอบและการสนับสนุนทางศีลธรรมของชนชั้นกลางซึ่งเป็นชนชั้นที่กระตือรือร้น และจะเป็นการทำเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชน

ไม่รอแล้ว! สิงคโปร์เตรียมยกเลิกสวมแมสก์สัปดาห์หน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/678998

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 14:06 น.ไม่รอแล้ว! สิงคโปร์เตรียมยกเลิกสวมแมสก์สัปดาห์หน้า

รัฐบาลสิงคโปร์เตรียมผ่อนคลายมาตรการสกัดโควิดเข้าสู่ช่วงปกติก่อนการระบาด

The Straits Times รายงานว่า นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์ แถลงการทางโทรทัศน์ว่า ตั้งแต่วันอังคารที่ 29 มี.ค.เป็นต้นไป ชาวสิงคโปร์ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่กลางแจ้งแล้ว แต่ยังต้องเว้นระยะห่าง 1 เมตรในสถานที่ที่ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย

“นับแต่นี้การสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่นอกอาคารจะเป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น เนื่องจากความเสี่ยงของการแพร่เชื้อเมื่ออยู่กลางแจ้งต่ำ แต่ยังต้องสวมเมื่ออยู่ในอาคาร”

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบแล้วสามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์โดยไม่ต้องกักตัวตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป และไม่ต้องตรวจหาเชื้อเมื่อเดินทางมาถึงสิงคโปร์ การรวมตัวกันเพิ่มจากไม่เกิน 5 คนเป็น 10 คน

ลีเซียนลุงกล่าวอีกว่า การผ่อนคลายมาตรการล่าสุดนี้จะช่วยกระตุ้นธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยว แต่ยังไม่สามารถเปิดแบบเต็มร้อยได้ เนื่องจากเรายังต้องเฝ้าจับตาอย่างระมัดระวังเพราะ Covid-19 อาจทำให้เราประหลาดใจได้อีก

ผู้นำสิงคโปร์อธิบายว่า ขณะนี้สิงคโปร์อยู่ในสถานะที่จะผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ โดย “บรรลุก้าวสำคัญ” ในการรับมือกับ Covid-19 และชี้ว่าสิงคโปร์มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงคือ ราว 95% ของประชากรที่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และ 71% ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว

ลีเซียนลุงกล่าวว่า ระลอกการระบาดที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนขึ้นสู่จุดสูงสุดไปแล้วและกำลังลดลง อีกทั้งขณะนี้ประชาชนยังมีภูมิคุ้มกันสูง โดยหลายคนเคยสัมผัสเชื้อและหายจากการติดเชื้อแล้ว

ลีเซียนลุงกล่าวอีกว่า ในการตัดสินว่าจะผ่อนคลายมาตรการระดับไหนและรวดเร็วเพียงใด ทางการยังระมัดระวังที่จะไม่กดดันเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและระบบให้ไปถึง “จุดแตกหัก”

“เราต้องไม่สร้างภาระหนักให้กับบุคลากรสาธารณสุข และไม่ทำให้ผู้ป่วย Covid-19 และผู้ป่วยอื่นที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วนตกอยู่ในอันตราย ในขณะเดียวกันเราต้องชั่งน้ำหนักความเสียหายของมาตรการจัดการความปลอดภัยที่มีต่อธุรกิจและเศรษฐกิจ…เมื่อคำนึงถึงทุกสิ่งแล้ว เราเชื่อว่าตอนนี้เราพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในการใช้ชีวิตร่วมกับ Covid-19” ลีเซียนลุงกล่าว

REUTERS/Feline Lim/File Photo