ไทยพร้อมมั้ย โรคปอดปริศนาจากจีนมาถึงสิงคโปร์แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610876

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 19:45 น.

ไทยพร้อมมั้ย โรคปอดปริศนาจากจีนมาถึงสิงคโปร์แล้ว

โรคปอดปริศนาที่เริ่มระบาดจากเมืองอู่ฮั่นของจีน ส่งผลให้ทั้งองค์การอนามัยโลกเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างฮ่องกงและไต้หวัน ไปจนถึงสิงคโปร์เพื่อนบ้านของไทยเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

การระบาดของโรคปอดที่ยังไม่ทราบสาเหตุเกิดขึ้นที่เมืองอู่ฮั่นทางตอนกลางของประเทศจีนเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว โดยขณะนั้นพบผู้ป่วย 27 ราย ในจำนวนนี้ 7 รายอาการสาหัส พบประวัติว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เคยเดินทางไปตลาดอาหารทะเล และยังไม่พบว่ามีการติดต่อจากคนสู่คน

3 วันต่อมาพบผู้ป่วยในจีนเพิ่มเป็น 44 ราย

ขณะนั้นเกิดความวิตกว่าอาจเกิดไวรัสชนิดใหม่ที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่นเดียวกับที่โรคซาร์สเคยระบาดเมื่อ 17 ปีที่แล้ว เนื่องจากตลาดอาหารทะเลต้องสังสัยยังจำหน่ายนก สัตว์ปีก งู เครื่องในกระต่าย และสัตว์ป่าอื่นๆ ด้วย

กระทรวงสาธารณสุขของเมืองอู่ฮั่นระบุว่า จากการเพาะเชื้อเบื้องต้นพบว่าไม่ใช่เชื้อไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก อะดิโนไวรัส หรือโรคทางเดินหายใจที่พบได้ทั่วไป

ขณะที่ฮ่องกงล่าสุดพบผู้ป่วยที่มีอาการเดียวกันหลังเดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่นเพิ่มเป็นทั้งหมด 15 คน โดย 7 รายเพิ่งเข้ารับการรักษาระหว่างวันเสาร์และวันนี้

ส่วนสิงคโปร์เพื่อนบ้านของไทยพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศเป็นเด็กหญิงวัย 3 ขวบที่เคยเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบติดเชื้อไวรัส RSV ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจซึ่งพบบ่อยในเด็ก

ล่าสุดองค์การอนามัยโลกสาขาภูมิภาคในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ เผยว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังเฝ้าจับตาการระบาดของโรคปอดปริศนาในเมืองอู่ฮั่นของจีน และประสานงานกับทางการจีนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเปิดระบบบริหารจัดการโรคในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวหากจำเป็นแล้ว

ส่วนทางการจีนกำลังเร่งสอบสวนหาต้นตอของโรคและสั่งปิดและล้างตลาดที่เกิดการติดเชื้อ ขณะที่ฮ่องกงยกระดับการรับมือโรคระบาดเป็นระดับ 2 จากทั้งหมด 3 ระดับ ทั้งยังสั่งติดตั้งกล้องตรวจจับอุณหภูมิตามสนามบินและด่านตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปตลาดสดหรือรับประทานเนื้อสัตว์ป่าระหว่างเดินทางไปจีน

ด้านสิงคโปร์สั่งตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นผ่านสนามบินนานาชาติชางงี รวมทั้งแยกนักท่องเที่ยวที่มีอาการน่าสงสัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ขณะที่ไต้หวันตั้งโต๊ะวัดอุณหภูมิร่างกายนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นและสังเกตอาการนักท่องเที่ยวที่มีไข้

สิงคโปร์พบ “ผู้ป่วยโรคปอดบวม” รายแรกหลังกลับจากจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610874

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 19:03 น.

สิงคโปร์พบ "ผู้ป่วยโรคปอดบวม" รายแรกหลังกลับจากจีน

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์พบเด็กหญิงวัย3ขวบป่วยโรคปอดบวมหลังกลับจากเมืองอู่ฮั่นของจีน ที่มีการพบอาการป่วยจากไวรัสปริศนา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ได้แจ้งว่า เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 63 ได้พบเด็กหญิงวัย 3 ขวบมีอาการของโรคปอดบวมหลังเดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่นของจีน และได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในสิงคโปร์หลังแสดงอาการป่วยจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่ รวมถึงไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายในใจเด็ก

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ป่วยรายนี้ไม่ได้เดินทางไปยังตลาดขายส่งอาหารทะเลฮัวหนาน ซึ่งเป็นที่ที่คาดว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดของโรคปอดบวมในครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่สิงคโปร์ตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วย

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์เปิดเผยว่า เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค สนามบินฉางกีจะทำการตรวจวัดอุณหภูมิของผู้โดยสารขาเข้าทั้งหมดที่มาจากเมืองอู่ฮั่นของจีน

ขณะที่ ประเทศไต้หวัน ได้ใช้มาตรการคัดกรองที่เข้มงวดในสนามบินทุกแห่งของประเทศ โดยจะมีทีมแพทย์ทำการวัดอุณหภูมิของผู้เดินทางเข้าประเทศทุกคนที่มาจากเมืองอู่ฮั่น

รายงานการพบโรคปอดบวมชนิดใหม่ครั้งนี้ ก่อให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) อีกครั้งเหมือนช่วงปี 2545-2546 ซึ่งก่อให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 700 คนทั่วโลก

ไฟป่าออสเตรเลียคร่าชีวิต จิงโจ้-โคอาล่า-แกะ ตายเกลื่อนริมทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610872

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 18:30 น.

ไฟป่าออสเตรเลียคร่าชีวิต จิงโจ้-โคอาล่า-แกะ ตายเกลื่อนริมทาง

ออสเตรเลียสุดวิกฤต คาดไฟป่ากระทบสัตว์แล้วถึง 480 ล้านตัว ควันไฟรุนแรงมองเห็นได้จากอวกาศ

สถานการณ์ไฟป่ายังคงวิกฤตสุดจะควบคุมได้ โดยไฟได้กระจายตัวทั้งกลุ่มใหญ่กลุ่มเล็กทั่วแถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแถบรัฐวิคตอเรียและนิวเซาท์เวลส์

ภาพความสูญเสียทรัพย์สินของมนุษย์และชีวิตของสัตว์ป่าหลากชนิดได้กลายเป็นไวรัลบนโลกโซเชียล #PrayForAustralia จนติดเทรนด์โลก

สถานีโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลียได้เผยภาพของช่างภาพประจำสถานี ที่ถ่ายคลิปวิดิโอระหว่างขับรถผ่านไปยังเมือง Batlow ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ใกล้กับกรุงแคนเบอร์ร่า เมืองหลวง ในช่วงเช้าของวันนี้ จนพบกับซากของสัตว์ป่าและปศุสัตว์นานาชนิดทั้ง จิงโจ้ โคอาล่า และแกะ ถูกเปลวเพลิงมัจจุราชคร่าชีวิตตายเกลื่อนริมทาง

Batlow เป็นหนึ่งในอีกหลายเมืองของออสเตรเลียที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่า กระทั่งสถานการณ์เพิ่งสงบลงจากการที่อุณหภูมิลดลงเล็กน้อย จนชาวเมืองสามารถกลับเข้าไปเพื่อตรวจสอบความเสียหายได้ ขณะที่ในอีกหลายพื้นที่สถานการณ์ไฟป่ายังคงดำเนินอยู่อย่างรุนแรงยากจะควบคุม

เช่นเดียวกับเฟซบุ๊กของ The New Batlow Hotel โรงแรมท้องถิ่นของเมืองได้เผยคลิปวิดิโอที่แสดงให้เห็นซากของสัตว์ป่าและปศุสัตว์ของชาวบ้านนับร้อย ที่ไม่รอดเงื้อมมือของเพลิงมัจจุราช ตายเรียงรายริมทางอย่างน่าสลด

ศ.คริส ดิคแมน (Professor Chris Dickman) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ประเมินว่า นับตั้งแต่เหตุไฟป่าซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา ก่อนจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆช่วงปลายปี 2019 ต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ ประเมินอย่างคร่าวๆว่าไฟป่าได้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ไปราว 480 ล้านตัว 

ในวิจัยของ ศ.ดิคแมน อธิบายว่าตัวเลขนี้พูดถึงจำนวนสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่ที่กำลังตายเพราะไฟป่าโดยตรง ใช้วิธีการประเมินจากการที่ในออสเตรเลียเฉลี่ยมีสัตว์เลี่ยงลูกด้วยนมราว 17.5 ตัว สัตว์ปีก 20 ตัว และสัตว์เลื้อยคลาน 129.5 ตัว ต่อพื้นที่ 10,000 ตร.ม. ก่อนจะใช้วิธีคูณเข้ากับจำนวนพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้เสียหายไปแล้ว ซึ่งเชื่อว่าสัตว์ขนาดเล็กรวมถึงสัตว์เลื้อยคลาน ที่ต้องอาศัยในป่าเป็นหลักจะได้รับผลกระทบ ส่วนสัตว์ใหญ่อย่างจิงโจ้หรือนกอีมูยังพอเอาชีวิตรอดจากเปลวเพลิงได้บ้าง

ตัวเลขที่ชัดเจนไม่สามารถประเมินได้ อีกทั้งอาจต้องรวมจำนวนปศุสัตว์ของชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายด้วย แต่ที่จะส่งผลกระทบระยะยาวคือ ป่าของที่พวกมันเคยอยู่อาศัยถูกทำลาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการมีชีวิตรอดในระยะยาว

 

ไฟป่านอกจากจะสร้างความเสียหายต่อสัตว์ ทรัพย์สินและชีวิตของประชาชนแล้ว ภาพความรุนแรงของไฟป่าครั้งนี้ยังมองเห็นได้จากอวกาศ

โดยภาพถ่ายจากดาวเทียม himawari-8 แสดงให้เห็นกลุ่มควันไฟขนาดใหญ่สีส้มก่อตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ออกจากบริเวณรัฐวิคตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ มุุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้โดยได้ส่งผลกระทบต่อทั่วทั้งเกาะใต้ของนิวซีแลนด์

เช่นเดียวกับภาพถ่ายดาวเทียวจากหน่วยงานอื่นๆ ก็แสดงให้เห็นเปลวไฟและกลุ่มควันขนาดใหญ่ที่ลอยตัวสู่ชั้นบรรยากาศเช่นกัน สภาวะเช่นนี้จะทิ้งฝุ่นควัน แก๊สพิษต่างๆเข้าสู่ระบบภูมิอากาศโลก และอาจจะส่งผลกระทบถึงปรากฎการณ์เรือนกระจก

นอกจากนี้ กลุ่มควันขนาดใหญ่จากไฟป่าที่ลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศกำลังสร้างระบบภูมิอากาศขึ้นด้วยตัวเอง เพราะควันไฟร้อนที่ลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้ควันเมื่อลอยสูงขึ้นจะเย็นตัว จับกลุ่มกับไอน้ำกลายเป็นเมฆฝนฟ้าคะนอง และเกิดลมพายุแนวดิ่ง เกิดฟ้าผ่ารุนแรง ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดไฟป่าในส่วนอื่นๆอีกระลอก

สิ่งหลายฝ่ายคาดหวังให้ช่วยลดความรุนแรงของไฟในขณะนี้มีเพียงทางเดียวคือรอคอยมวลอากาศเย็นหรือฝนตกเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Photo : News Corp Australia / The New Batlow Hotel / Severe Weather Australia / AFP / 

สถานทูตเตือนคนไทยงดเดินทางไป “อิรัก” เป็นการชั่วคราว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610867

  • นที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 17:07 น.

สถานทูตเตือนคนไทยงดเดินทางไป "อิรัก" เป็นการชั่วคราว

สถานเอกอัครราชทูต กรุงอัมมาน ออกประกาศเตือนคนไทยงดเดินทางไปอิรักชั่วคราว พร้อมให้ผู้ที่พำนักอยู่ระมัดระวัง เลี่ยงเข้าใกล้สถานที่ชุมนุม

เมื่อวันที่ 5 ม.ค.63 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ได้ออกประกาศฉบับที่ 1/2563 เรื่อง “สถานการณ์ความไม่สงบในอิรัก” ระบุว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.2563 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในอิรักนั้น

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน จึงขอประกาศให้คนไทยที่พำนักในอิรักใช้ความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินทางใกล้สถานที่ชุมนุม รวมทั้งขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปอิรักยกเว้นการเดินทางไปอิรักเป็นการชั่วคราวจนว่าสถานการณ์จะกลับข้าสู่ภาวะปกติ และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด

“ทิมคุก”รายได้หด10ล้านดอลลาร์ หลังแอปเปิลจ่ายโบนัสน้อยลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610861

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 16:05 น.

"ทิมคุก"รายได้หด10ล้านดอลลาร์ หลังแอปเปิลจ่ายโบนัสน้อยลง

ซีอีโอแอปเปิลมีรายได้ลดลง 10 ล้านดอลลาร์ในปี2562 หลังจากที่บริษัทจ่ายโบนัสน้อยลง เนื่องจากรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า

บริษัทแอปเปิล อิงค์ของสหรัฐ เปิดเผย เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ม.ค.63 ว่า นายทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิลมีรายได้ในปีงบการเงิน 2562 ที่ระดับ 125 ล้านดอลลาร์หรือราว 3.7 พันล้านบาท ซึ่งลดลงราว 10 ล้านดอลลาร์ จากปี2561 ที่เขามีรายได้รวม 136 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากได้รับเงินโบนัสน้อยลง

“ในปีงบการเงิน 2562 นายทิม คุกได้รับเงินเดือน 3 ล้านดอลาร์, โบนัส 7.7 ล้านดอลลาร์, ผลประโยชน์และเงินชดเชยอื่นๆ 884,466 ดอลลาร์ รวมถึงมูลค่าหุ้นแอปเปิลที่เขาถืออยู่อีกราว 113.5 ล้านดอลลาร์”รายงานข่าวระบุ

รายได้ที่ลดลงดังกล่าวเป็นผลจากการที่แอปเปิลจ่ายโบนัสที่น้อยลงในปี 2562 หลังจากที่ ซีอีโอของแอปเปิลผู้นี้เคยได้รับโบนัสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2561 ถึง 12 ล้านดอลลาร์

เงินโบนัสที่ลดลงดังกล่าวเป็นผลจากการที่ยอดขายและรายได้จากการดำเนินงานของแอปเปิลในปีงบการเงิน 2562 ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้มากเท่ากับในปีก่อนหน้า

ภาพ เอเอฟพี

นักวิทย์ขึ้นสถานะ “ราชาปลาน้ำจืด” แห่งแม่น้ำแยงซีสูญพันธุ์แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610856

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 15:29 น.

นักวิทย์ขึ้นสถานะ "ราชาปลาน้ำจืด" แห่งแม่น้ำแยงซีสูญพันธุ์แล้ว

เหลือแต่ภาพ! ปลาฉลามปากเป็ดจีน ปลาโบราณสายพันธุ์ท้องถิ่นแห่งแม่น้ำแยงซีเกียงถูกขึ้นทะเบียนสูญพันธุ์แล้ว

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า ทางการจีนได้ประกาศให้ ปลาฉลามปากเป็นจีน หรือรู้จักอีกชื่อคือ ปลากระโทงดาบจีน (Chinese paddlefish, Psephurus gladius) ซึ่งได้ฉายาว่าเป็นราชาปลาน้ำจืดแห่งแม่น้ำแยงซีเกียงอยู่ในสถานะสูญพันธุ์แล้ว

Wei Qiwei นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์การประมงของจีนในหวู่ฮั่น หนึ่งในคณะทำงานด้านการสูญพันธุ์ของปลาชนิดนี้ ได้เผยรายงานลงในนิตยสาร Science of the Total Environment ว่าทีมผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ (IUCN) ได้ลงบันทึกถึงสถานะสูญพันธุ์ของปลาชนิดนี้อย่างเป็นทางการแล้ว

ปลากระโทงดาบพันธุ์จีน เป็นปลาสายพันธุ์โบราณที่เกิดขึ้นในยุคเดียวกับไดโนเสาร์ตั้งแต่เมื่อ 15 ล้านปีที่แล้ว มีลำตัวโตเต็มที่ยาวถึง 7 เมตร ครั้งหนึ่งถือว่าเป็นปลาน้ำจือสำคัญที่เคยพบมากที่สุดในแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งเป็นสายน้ำหลักแห่งหนึ่งของจีน แต่ทว่าช่วงระหว่างปี 2005 – 2010 พบว่าจำนวนปลาสายพันธุ์นี้ลดจำนวนลงอย่างมาก

เหตุที่ปลาสายพันธุ์นี้ลดจำนวนลง เนื่องจากได้รับผลกระทางด้านระบบนิเวศ จากการที่จีนสร้างขึ้นกั้นแม่น้ำ การทำประมงในระดับท้องถิ่นอย่างไม่มีการควบคุม ไปจนถึงความหนาแน่นจากการจราจรทางน้ำเพื่อขนส่งสินค้าตามเส้นทางแม่น้ำ ซึ่งล้วนส่งผลต่อมลพิษของแม่น้ำสูงขึ้นจนปลาไม่สามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้

ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์จีนพยายามหาแนวทางเพาะเลี้ยงเพื่อฟื้นฟูสายพันธุ์ แต่การจะหาพ่อ-แม่พันธุ์มาเพาะเลี้ยงเพื่อการวิจัยเป็นการยากยิ่งกว่า

เนื่องจาก IUCN ขึ้นทะเบียนปลาชนิดนี้ให้อยู่ในสถานะถูกคุกคามใกล้สูญพันธุ์ตั้งแต่ปี 1996 โดยการพบเห็นปลาตามธรรมชาติครั้งล่าสุุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2003 ขณะที่ทีมวิจัยจาก IUCN ระบุว่าตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมายังไม่พบภาพถ่ายที่เป็นหลักฐานว่ามีการพบปลาสายพันธุ์นี้หลงเหลืออยู่ แต่ทว่าชาวบ้านในพื้นที่บางรายอ้างว่ายังคงพบปลาชนิดนี้อยู่บ้างในจำนวนน้อยมาก

สำหรับ Wei Qiwei ยอมรับว่าเขาเคยพบกับปลาชนิดนี้ครั้งแรกในปี 1984 แม้ว่ามันจะตายแล้วก็ตาม จากนั้น 9 ปีต่อมา เขาก็พบกับลูกปลาฉลามปากเป็ดจีนจำนวน 4 ตัวติดเบ็ดของชาวบ้าน โดยจำนวนนี้รอดเพียงแค่ตัวเดียวก่อนจะถูกปล่อยสู่ธรรมชาติเนื่องจากปลาจะมีขนาดใหญ่มากและเป็นการยากที่จะเพาะเลี้ยงในบ่อ

จากรายงานระบุว่าปลาพันธุ์นี้มีแนวโน้มที่จะ “สูญพันธุ์ตามธรรมชาติ” ซึ่งหมายความว่ามันขาดคู่ผสมพันธุ์ที่เพียงพอต่อการอยู่รอดตั้งแต่ปี 1993

ทั้งนี้ เมื่อ 1 มกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งเพิ่ง ออกกฎข้อบังคับการทำห้ามทำประมงเพื่อการพาณิชย์ในแม่น้ำแยงซีเป็นเวลา 10 ปี ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ 332 แห่งตามแนวแม่น้ำแยงซีและจะขยายออกไปรวมถึงเส้นทางสายหลักและแม่น้ำสาขาเพื่อหวังฟื้นฟูระบบนิเวศของแม่น้ำให้กลับฟื้นคืนอีกครั้งแต่อาจจะสายไปแล้ว

พบเว็บรัฐบาลสหรัฐถูกแฮกเกอร์อิหร่านเจาะระบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610849

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 14:30 น.

พบเว็บรัฐบาลสหรัฐถูกแฮกเกอร์อิหร่านเจาะระบบ

แฮกเกอร์อิหร่านอ้างเจาะเว็บหน่วยงานของรัฐสหรัฐฯ ด้านทรัมป์ขู่พร้อมโจมตีจุดยุทธศาสตร์อิหร่าน 52 แห่ง

เอเอฟพีรายงานว่า เว็บไซต์ https://www.fdlp.gov ซึ่งเป็นเว็บของห้องสมุดรับฝากของสหรัฐบาลสหรัฐ (Federal Depository Library Program) โดยเป็นหน่วยงานเล็กๆของรัฐบาลสหรัฐทำหน้าที่รวบรวมเอกสารและสิ่งพิมพ์ต่างๆของรัฐบาล ถูกแฮกเกอร์ที่อ้างว่าเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ของอิหร่านเจาะเข้าระบบ ก่อนเปลี่ยนหน้าเว็บเป็นภาพของอยาตอลเลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านพร้อมรูปธงชาติอิหร่านและข้อความบางส่วนระบุว่า In the name of god.Hacked By Iran Cyber Security Group Hacker. This is only small part of Iran’s cyber ability ! We’re always ready.

อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่าแฮกเกอร์อิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีเว็บไซต์นี้จริงหรือไม่

เหตุการณ์นี้มีขึ้น หลังจากที่สหรัฐใช้โดรนสังหารนายพลกัสซิม โซเลมานี นายทหารคนสำคัญของหน่วยรบพิเศษอิหร่าน ส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มเห็นสัญญาณอันตรายในมาตรการตอบโต้ต่อสหรัฐที่อาจคร่าชีวิตพลเมืองอเมริกันในต่างแดน

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทวิตข้อความขู่อิหร่านว่า สหรัฐพร้อมโจมตีใน 52 จุดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน หากพบว่าอิหร่านโจมตีพลเมืองอเมริกันหรือผลประโยชน์ของอเมริกันในต่างแดน เหตุผลของตัวเลข 52 จุดนี้ ก็เพราะเป็นตัวเลขของชาวอเมริกัน 52 คนที่อิหร่านเคยจับเป็นตัวประกันเมื่อหลายปีก่อน

ปธน.ยังระบุอีกว่า สหรัฐได้ใช้งบประมาณถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ไปกับยุทโธปกรณ์ทางทหาร กองทัพของเราใหญ่และทรงพลังที่สุดในโลก หากอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐหรือชาวอเมริกัน เราจะไม่ลังเลที่จะส่งอาวุธอันสวยงามรุ่นใหม่ให้พวกเขาโดยไม่ลังเล!

เปิดแผนทรัมป์สั่งการปลิดชีพนายพลคนสำคัญของอิหร่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610847

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 14:30 น.

เปิดแผนทรัมป์สั่งการปลิดชีพนายพลคนสำคัญของอิหร่าน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า แผนสังหารนายพลของอิหร่านเกิดขึ้นแบบฉับพลัน มีเพียงคนใกล้ชิดและเกี่ยวข้องไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบเรื่อง

ชื่อของ กัสซิม โซเลมานี นายพลคนสำคัญของอิหร่าน หลอกหลอนคนอเมริกันมานานกว่า 2 ทศวรรษจากปฏิบัติการโจมตีและสังหารทหารอเมริกันในตะวันออกกลางหลายต่อหลายครั้ง

ด้วยความที่นายพลคนนี้มีอิทธิพลในระดับเป็นเบอร์สองของอิหร่าน ทำให้ผู้นำคนก่อนๆ ของสหรัฐไม่เสี่ยงไปแตะต้องเขา

แต่ความอดกลั้นของสหรัฐมาสิ้นสุดลงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพื่อสังหารโซเลมานี ใกล้กับสนามบินในกรุงแบกแดดของอิรัก

แหล่งข่าววงใน 3 คนเผยกับรอยเตอร์สว่า การตัดสินใจปลิดชีพโซเลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษกองกำลังกุดส์ (Quds Force) เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้สหรัฐถูกกองกำลังที่อิหร่านหนุนหลังโจมตีเสียชีวิตที่ฐานทัพของสหรัฐในอิรักเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ปีที่แล้ว ทรัมป์ก็เริ่มสั่งที่ปรึกษาระดับสูงให้เริ่มวางแผนสังหารนายพลคนสำคัญของอิหร่าน

หนึ่งในแหล่งข่าววงในยังเผยอีกว่า ทรัมป์เพิ่งจะขอให้ฝรั่งเศสและพันธมิตรช่วยเตือนอิหร่านเรื่องการสังหารพลเมืองอเมริกัน และสำหรับทรัมป์ถือว่าอิหร่านล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว

ในช่วงที่กำลังวางแผนปลิดชีพโซเลมานี ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของชาติของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็น มิก มุลเวนีย์ รักษาการเสนาธิการทำเนียบขาว, โรเบิร์ต โอไบรอัน ที่ปรึกษาด้าความมั่นคงชาติ, ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ต่างใช้เวลาในช่วงวันหยุดกับครอบครัวอยู่ตามเมืองต่างๆ ของสหรัฐ การหารือแผนจึงต้องทำผ่านสายโทรศัพท์ที่มีความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากต้องรักษาความลับสุดยอด

แม้แต่วุฒิสมาชิก ลินด์ซีย์ เกรแฮม ที่ออกรอบตีกอล์ฟกับทรัมป์ และสมาชิกสภาคองเกรสคนอื่นก็ไม่ทราบล่วงหน้า

ในระหว่างที่ที่ปรึกษากำลังวางแผนกันอย่างเคร่งเครียด ทรัมป์ยังทำตัวตามปกตินั่นก็คือ เดินทางไปสนามกอล์ฟมาร์อาะลาโกราวกับว่าไม่มีเหตุการณ์สำคัญกำลังจะเกิดขึ้น

รอยเตอร์สยังรายงานอีกว่า ก่อนลงมือปฏิบัติการปลิดชีพโซเลมานี ทรัมป์ยังสั่งให้หน่วยพลร่มที่ 82 เข้าไปเตรียมพร้อมที่ตะวันออกกลาง โดยพลร่มจำนวน 750 นายได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวล่วงหน้า 2 วันก่อนลงมือ

ผู้ที่ใกล้ชิดกับการวางแผน 2 คนเผยกับรอยเตอร์สว่า มีการยกระดับการรักษาความปลอดภัยที่รีสอร์ทมาร์อะลาโก

เจ้าหน้าที่สหรัฐเผยว่าโซเลมานีเดินทางไปยังกรุงแบกแดดของอิรักเพื่อเตรียมปฏิบัติการโจมตีกองกำลังของสหรัฐ โดยสหรัฐและอีกหลายประเทศต่างจับตามองการเคลื่อนไหวของนายพลคนสำคัญคนนี้มาตลอด และเชื่อว่าโซเลมานีเดินทางเข้าเมืองหลวงของอิรักผ่านประเทศที่สาม คือเลบานอนหรือซีเรีย

เจ้าหน้าที่สหรัฐบอกว่าช่วงสัปดาห์ก่อนถูกสังหาร กองทัพสหรัฐไม่ได้จับตาดูโซเลมานีโดยตรง แต่ลงมือสังหารหลังจากหน่วยข่าวกรองยืนยันว่าโซเลมานีจะปรากฏตัวที่สนามบินในกรุงแบกแดด

สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่ที่ใกล้ชิดกับปฏิบัติการ 2 นายที่ระบุว่า สหรัฐได้รับข้อมูลที่อยู่ของโซเลมานีทันทีที่เขาปรากฏตัวที่สนามบิน

โซเลมานีคือเป้าหมายหลักของการโจมตี ซึ่งเกิดขึ้นใกล้กับสนามบินในกรุงแบกแดด ทว่ายังมีคนที่ร่วมทางด้วยเสียชีวิตอีก รวมทั้งอาบู มาห์ดี อัล มูฮันดีส์ ผู้บัญชาการกลุ่มติดอาวุธ PMF ของอิรักที่อิหร่านหนุนหลังที่เคยโจมตีฐานทัพของสหรัฐ

ด้านเหตุผลในการสังหารนายพลเบอร์สองของอิหร่านที่ไม่เคยมีผู้นำสหรัฐคนไหนกล้าทำมาก่อน ทรัมป์เพียงแต่เผยบางส่วนผ่านทวิตเตอร์ 1 วันให้หลังการลงมือว่าโซเลมานี “ทำให้ชาวอเมริกันบาดเจ็บและเสียชีวิตนับพันคน” และ “กำลังวางแผนเตรียมฆ่าอีกหลายคน”

และยังเผยขณะแถลงข่าวสั้นๆ จากมาร์อะลาโกในเวลาต่อมาว่า “เราปฏิบัติการเมื่อคืนที่ผ่านมาเพื่อหยุดยั้งสงคราม เราไม่ได้ทำเพื่อก่อสงคราม”

มิสไซล์ไม่ทราบฝ่ายตกใกล้สถานทูตสหรัฐในแบกแดด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610840

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 13:11 น.

มิสไซล์ไม่ทราบฝ่ายตกใกล้สถานทูตสหรัฐในแบกแดด

จรวดไม่ทราบฝ่ายหลายลูกยิงโจมตีใส่เขต”กรีนโซน”ใกล้ฐานสหรัฐ ในกรุงแบกแดด

สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในกองทัพอิรักว่า จรวดไม่ทราบฝ่ายหลายลูกถูกยิงเข้ามาตกในบริเวณเขต”กรีนโซน”ของกรุงแบกแดด ซึ่งย่านดังกล่าวเป็นที่ตั้งของสถานทูตสหรัฐ และฐานปฏิบัติหลายส่วนของกองทัพสหรัฐในอิรักในช่วงเย็นของวันเสาร์ที่ผ่านมา

รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า จรวดหลายลูกตกในย่าน Jadriya จัตุรัส Celebration Square รวมถึงเขตกรีนโซน ซึ่งเป็นย่านที่ตั้งของที่ทำการรัฐบาลอิรัก รวมถึงเป็นที่ตั้งของสถานทูตสหรัฐและฐานทัพทหารสหรัฐฯ โดยจรวจบางลูกตกใกล้กับสถานทูตสหรัฐในแบกแดด ขณะที่บางลูกตกใกล้กับฐานทัพอากาศ Balad ทางตอนเหนือของแบกแดด ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศอิรักที่มีทหารสหรัฐประจำการอยู่

ขณะที่รายงานของเอเอฟพีระบุว่า มิสไซล์ดังกล่าวเป็นประเภทจรวดคัตยูชา (Katyusha rocket launcher) แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่ายิงมาจากฝ่ายใด เหตุการณ์นี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่พบว่ามีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย จากการที่จรวดตกในเขตJadriya แต่ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ

แฟ้มภาพด้านนอกสถานทูตสหรัฐในแบกแดด

อดีตผอ.CIA บอก “กัสซิม โซเลมานี” ไม่เคยอยู่ในลิสต์ก่อการร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610828

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 11:11 น.

อดีตผอ.CIA บอก "กัสซิม โซเลมานี" ไม่เคยอยู่ในลิสต์ก่อการร้าย

“เราไม่เคยมีชื่อ โซเลมานี อยู่ในบัญชีเป้าหมายของซีไอเอ เรามีชื่อผู้ก่อการร้ายหลายราย แต่ไม่เคยขึ้นแบล็กลิสต์โซเลมานี”

นายลีออน พาเนตต้า อดีตผอ.หน่วยสืบราชการลับ CIA ได้เปิดเผยผ่านรายการ CNN Live โดยกล่าวถึงปฏิบัติการสังหารนายพลกัสซิม โซเลมานี นายทหารบุคคลสำคัญของอิหร่าน โดยเผยว่า สมัยที่เขายังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ CIA (2011-2013) ไม่เคยมีการขึ้นทะเบียนนายพลโซเลมานี ในบัญชีเฝ้าระวังก่อการร้ายเลย

“เราไม่เคยขึ้นโซเลมานีในบัญชีเฝ้าระวังก่อการร้าย .. เรามีชื่อของกลุ่มก่อการร้ายหลายรายเช่น โอซามา บิน ลาเดน และ อาบู บักการ์ อัล บักดาดี รวมถึงสมาชิกกลุ่มอื่นๆ แต่โซเลมานีไม่เคยอยู่ในบัญชีนี้”

นายพาเนตตา อธิบายว่า เหตุที่โซเลมานี ไม่ได้อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังก่อการร้ายของซีไอเอ เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะจำกัดความว่าใครควรจะอยู่ในลิสต์นั้น .. โซเลมานีเป็นนายพลคนสำคัญของอิหร่าน แตกต่างกับแกนนำผู้ก่อการร้ายอย่างไอซิสและอัลกออิดะห์ ซึ่งสามารถระบุตัวได้อย่างชัดเจน

“สิ่งที่สหรัฐฯต้องให้ความสำคัญคือภัยคุกคามจากอิหร่านไม่ใช่แค่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ” พาเนตต้าระบุ

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ให้เหตุผลในการปลิดชีพว่า “โซเลมานีและกองกำลังของเขามีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของทหารอเมริกันและพันธมิตรหลายร้อยนาย รวมถึงเหยื่ออีกนับพันคน”

อย่างไรก็ดี แต่ในช่วงเดือนเมษายนของปีที่ผ่านมา สหรัฐได้ขึ้นทะเบียนกองกำลังปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) อยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้าย ซึ่งหน่วยรบพิเศษกูดส์ของนา พลโซเลมานีก็เป็นส่วนหนึ่งของIRGC

นอกจากนายพาเนตต้าแล้ว นาย Michael Morell รักษาการอดีตผอ.ซีไอเอ ก็เป็นอีกหนึ่งรายที่เผยกับรายการ CBS This Morning ว่าปฏิบัติการสังหารโซเลมานี จะทำให้อิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรงจากการโจมตีของสหรัฐ และอาจเป็นเหตุให้ชาวอเมริกันต้องเสียชีวิต ซึ่เป็นไปได้ที่อิหร่านอาจมุ่งเป้าโจมตีชาวอเมริกันในหลายประเทศโดยเฉพาะเลบานอน บาเรน รวมถึงประเทศอื่นๆในตะวันออกลาง

ก่อนหน้านี้ทั้งอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช และประธานาธิบดีโอบาม่า เลี่ยงที่จะมุ่งเป้าสังหารโซเลมานี เพราะอาจนำไปสู่ชนวนสงครามได้ แต่ทางด้านรัฐมนตรีกลาโหมของรัฐบาลทรัมป์ บอกว่า “ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว”