ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งกระฉูด หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางลามหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610813

  • วันที่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 21:02 น.

ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งกระฉูด หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางลามหนัก

นักวิเคราะห์เผยราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งถึงระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล หากความขัดแย้งครั้งใหม่ในตะวันออกกลางลุกลามจนกระทบการผลิต

นักวิเคราะห์ของ Eurasia Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงเปิดเผยกับ CNN Business ว่า ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นถึงระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล หากความขัดแย้งครั้งใหม่ในตะวันออกกลางลุกลามจนส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันในอิรัก หรือส่งผลกระทบกับการขนส่งน้ำมันทางเรือในอ่าวเปอร์เซีย

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นท่ามกลางความวิตกว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะกระทบการผลิตน้ำมันและปริมาณน้ำมันในตลาดโลก หลังสหรัฐได้ใช้ปฎิบัติการโจมตีทางอากาศที่ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงแบกแดดของอิรักในช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้นายพลกัสซิม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลัง Quds Force ของอิหร่าน และนายอาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดิส รองผู้นำกองกำลังฮาชด์ชาบี ของอิรัก เสียชีวิต

ด้านอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ประกาศพร้อมตอบโต้สหรัฐ ขณะที่นายอาเดล อับดุล มาห์ดี รักษาการนายกรัฐมนตรีอิรัก กล่าวประณามการโจมตีดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการแสดงความก้าวร้าวกับรัฐบาลและชาวอิรัก

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เปิดเผยว่า การผลิตน้ำมันของอิรักร่วงลงหลังกองทัพที่นำโดยสหรัฐบุกอิรักในปี 2556 แต่นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การผลิตได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนแตะระดับ 4.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในปลายปี 2562

นักวิเคราะห์ของ Energy Aspects ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยของอังกฤษระบุว่า หากการผลิตน้ำมันทางภาคใต้ของอิรักได้รับผลกระทบ ก็เป็นการยากที่จะหาน้ำมันทดแทน เนื่องจากน้ำมันดิบของอิรักหนักกว่าน้ำมันดิบในรูปแบบอื่นๆ ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันทางเลือก ก็ได้ถูกปรับลดลงอย่างมาก

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การขนส่งน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกคุกคามจากการตอบโต้ของอิหร่าน โดยเมื่อปีที่แล้ว มีการโจมตีเรือ 2 ลำในช่องแคบโอมานซึ่งลำหนึ่งบรรทุกน้ำมัน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นในช่วงเวลานั้น

ด้านนักวิเคราะห์ของ Bernstein ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนของสหรัฐเปิดเผยว่า มีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจช่วยหนุนราคาน้ำมันด้วย อาทิ การผลิตน้ำมัน shale oil ที่ชะลอลงในสหรัฐ และการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ประกาศลดการผลิตน้ำมันลงอีกในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ การผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว ในขณะที่ประเทศยังคงเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม Bernstein ได้กำหนดเป้าหมายราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในปีนี้ไว้ที่ระดับ 70 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว และระบุว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับแนวโน้มราคาน้ำมันในตอนนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำมันยังไม่ได้รับผลกระทบ

ภาพ เอเอฟพี

ไฟป่าออสเตรเลียรุนแรงเกินควบคุม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610807

  • วันที่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 19:04 น.

ไฟป่าออสเตรเลียรุนแรงเกินควบคุม

สองรัฐใหญ่ในออสเตรเลียเผชิญไฟป่ารุนแรงเกินควบคุม ทางการระดมทหาร 3 พันนายรับมือวิกฤต

สถานการณ์ไฟป่าในออสเตรเลียยังยากเกินควบคุม สืบเนื่องจากกระแสลมแรงและอุณหภูมิที่สุดขึ้น โดยวันนี้ ( 4 ม.ค.) พบว่าที่รัฐวิคตอเรียกลุ่มไฟป่า 3 กลุ่มได้รวมตัวกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่มีขนาดเทียบเท่า หรืออาจใหญ่กว่าเขตแมนฮัตตัน ของมหานครนิวยอร์ก

รายงานระบุว่ากลุ่มไฟป่าขนาดใหญ่นี้เกินขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนในภูมิภาค East Gippsland เปลวเพลิงกินพื้นที่มากถึง 6,000 เฮกเตอร์ หรือ 37,500 ไร่

ขณะที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นอีกรัฐหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าครั้งนี้ พบเปลวเพลิงกระจายตัวไปหลายภาคส่วนของรัฐ แต่ที่น่าห่วงคือบริเวณภูมิภาค Wollondilly ทางใต้ของนครซิดนีย์ ราว 287 กิโลเมตร เนื่องจากไฟป่าขนาดใหญ่กำลังสร้างระบบภูมิอากาศขึ้นด้วยตัวเอง จากการที่ควันไฟร้อนที่ลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้ควันเย็นตัว จับกลุ่มกับไอน้ำกลายเป็นเมฆฝนฟ้าคะนอง และเกิดลมพายุแนวดิ่ง เกิดฟ้าผ่ารุนแรง ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดไฟป่าในส่วนอื่นๆอีกระลอก

ผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์เตือนประชาชนเตรียมรับมือผลเลวร้ายที่สุด หากยังไม่สามารถควบคุมไฟป่าในรัฐได้ ด้วยการอพยพประชาชนครั้งใหญ่ทั่วทั้งรัฐ

ทั้งรัฐนิวเซาท์เวลส์และวิคตอเรีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้อำนาจพิเศษและระดมทรัพยากรเพิ่มเติมในการต่อสู้กับไฟป่า

หลายพื้นที่ของทั้งสองรัฐเผชิญกับอุณหภูมิสูงทุบสถิติ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของนครซิดนีย์มีอุณหภูมิสูงถึง 45 องศา ขณะที่กรุงแคนเบอร์ร่า (ACT) มีอุณหภูมิสูงทำลายสถิติถึง 44 องศา เมื่อเวลาราว 16.00น. ร้อนที่สุดในรอบ 80 ปี

สถานการณ์ไฟป่าในครั้งนี้ทางการออสเตรเลียยอมรับว่าเกินการควบคุมแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ประกาศระดมทหารถึง 3,000 นาย เข้ารับมือวิกฤตของทั้งสองรัฐ ในการเข้าควบคุมไฟรวมถึงการอพยพประชาชนในหลายพื้นที่

ถึงตอนนี้ ..ไฟป่าออสเตรเลียรุนแรงแต่ไหน?

สถานการณ์ไฟป่าออสเตรเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนของปีที่แล้ว และรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องจากปัจจัยเหตุสภาพอากาศที่ร้อนจัดทั่วประเทศและภัยแล้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์

  • ยอดเสียชีวิต

ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งหมดจนถึงตอนนี้อยู่ที่ 23 ราย จำนวนนี้ 17 รายอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ รวมถึงนักดับเพลิง 3 คน มหาวิทยาลัยซิดนีย์คาดว่าตัวเลขสัตว์ที่ตายจากไฟป่าอาจมากถึง 480 ล้านตัว

  • ขนาดความเสียหาย

นับตั้งแต่เหตุไฟป่าเริ่มช่วงกลางปีที่แล้ว ประเมินว่าเพลิงได้เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 6 ล้านเฮกเตอร์ หรือราว 60,000 ตร.กม. ซึ่งนั่นใหญ่กว่าประเทศเบลเยี่ยมถึง 2 เท่า ขณะที่มีบางรายงานบอกว่าไฟป่าบางส่วนสูงถึง 70 เมตร โดยรัฐนิวเซาท์เวลส์หนักที่สุดมากกว่า 36,000 ตร.กม. และอีกไม่น้อยกว่า 9,000 ตร.กม. ในรัฐวิคตอเรีย ซึ่งขณะนี้ทั้งสองรัฐสถานการณ์ยังคงดำเนินอยู่

หากเทียบกับคราวเหตุไฟป่าอะเมซอน ซึ่งเผาไหม้พื้นที่ไป 8 พัน ตร.กม. แต่สำหรับป่าอะเมซอนในบราซิลมีความสำคัญเนื่องจากเป็นปอดของโลกและเป็นบ้านของสัตว์ป่าหลากชนิด

  • สิ่งปลูกสร้าง

บ้านเรือนมากกว่า 1,500 หลังถูกเผาวอด แต่คาดว่าตัวเลขนี้จะยิ่งสูงขึ้นเพราะสถานการณ์ยังคงไม่สามารถควบคุมได้และยากจะคาดเดา นักดับเพลิงรวมถึงอาสาสมัครหลายพันคนต่อสู้กับไฟป่า นับตั้งแต่เดือนกันยายน กระทั่งในวันนี้ (4 ม.ค.) รัฐบาลประกาศระดมกำลังทหารกองหนุน 3,000 นาย เข้ารับมือวิกฤต ซึ่งเป็นการระดมกำลังทหารครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในปี ออสเตรเลียเคยเผชิญไฟป่ารุนแรงมาแล้วในรัฐวิคตอเรียเมื่อปี 2009 ครั้งนั้นคร่าชีวิตคนไปถึง 173 ราย นับเป็นไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดของประเทศ เหตุการณ์ครั้งนั้นเรียกว่า “Black Saturday”

อิหร่านมีทางเลือกไหนบ้างเพื่อเอาคืนสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610802

  • วันที่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 17:24 น.

อิหร่านมีทางเลือกไหนบ้างเพื่อเอาคืนสหรัฐ

อิหร่านประกาศเจตนาแน่วแน่ว่าจะแก้แค้นสหรัฐอย่างสาสมกับการเสียบุคคลสำคัญระดับกองทัพ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในรูปแบบใดตั้งแต่สงครามจนถึงการทูต

การปลิดชีพ กัสซิม โซเลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษกองกำลังกุดส์ (Quds Force) และคีย์แมนหลักในการวางแผนของกองทัพอิหร่าน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านถึงขั้นเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่นักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐในกรุงเตหะรานเมื่อปี 1979 ถึงกับเกิดความกังวลกันว่าการสังหารบุคคลสำคัญของอิหร่านอาจนำมาสู่การเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ

ภาพที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊คของฝ่ายข่าวของกองกำลังร่วมอิรัก เผยให้เห็นซากรถยนต์หลังโดรนของสหรัฐปล่อยมิสไซล์สังหาร กัสซิม โซเลมานี ในสนามบินนานาชาติแบกแดดของอิรัก ภาพ : เอเอฟพี

แม้ว่า อยาตุลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศจะแก้แค้นสหรัฐอย่างสาสม แต่นักวิเคราะห์มองว่าการตอบโต้ด้วยการใช้กำลังทางทหารตามแบบ (conventional military forces) ไม่น่าจะเป็นผลดีกับอิหร่าน

เอลลี เกอรานมาเยห์ ผู้ช่วยด้านนโยบายจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุโรป เผยกับสำนักข่าว HuffPost ว่า “อิหร่านรู้ตัวดีว่าไม่สามารถมีชัยเหนือสหรัฐหากทำสงครามทางทหาร แต่หากเป็นสงครามแบบกองโจร (insurgent-style attacks) อิหร่านได้เปรียบกว่าสหรัฐ”

อานุภาพของกองกำลังทหารอิหร่านเทียบไม่ได้กับกองทัพสหรัฐ หรือแม้แต่อิสราเอลที่เป็นปรปักษ์กันเช่นกัน การสู้รบของอิหร่านส่วนใหญ่จึงพึ่งพาการรบในแบบกองโจรเป็นหลัก อิหร่านตระเตรียมเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธภายใต้การนำของโซเลมานีมายาวนาน และเป็นไปได้ว่าหลังการเสียชีวิตของโซเลมานีกองกำลังเหล่านี้อาจลุกขึ้นมาแก้แค้น

ผลประโยชน์ ทรัพย์สิน รวมทั้งสถานทูต สถานกงสุล เส้นทางเดินเรือ และคลังน้ำมันของสหรัฐกระจายอยู่ทั่วโลก สิ่งเหล่านี้เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อการตอบโต้ของอิหร่าน

หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญในภูมิภาคย่อมส่งผลกระทบกับทั้งสหรัฐและอีกหลายประเทศทั่วโลก

อีกทางหนึ่ง อิหร่านอาจจะเล็งเป้าไปที่พันธมิตรของสหรัฐในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะเพิ่มตัวละครเข้ามาพัวพันในความขัดแย้งนี้มากขึ้น และสหรัฐก็รู้จุดอ่อนของตัวเองข้อนี้ดี ล่าสุดทั้งสหรัฐและประเทศพันธมิตรอื่นๆ สั่งเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยตามสถานทูต และสหรัฐยังส่งกองกำลังทหารไปประจำในตะวันออกกกลางเพื่อรับมือกับภัยจู่โจมจากอิหร่านอีก 3,000 นาย

นอกจากนี้ อิหรานกับบรรดาพันธมิตรที่เป็นตัวแทนทั้งหลายอาจพุ่งเป้าไปที่พลเมืองสหรัฐในตะวันออกกลาง หรืออาจลงมือสังหารคนของสหรัฐกันเองโดยไม่รอฟังคำสั่งใคร หากเลือกวิธีนี้คงไม่ต่างอะไรจากการเติมเชื้อไฟที่กำลังลุกโหมอยู่แล้วให้ขยายวง

ผู้เชี่ยวชาญยังมองอีกว่า อิหร่านเองค่อนข้างระมัดระวังตัวว่าหากลงมือโจมตีสหรัฐหรือผลประโยชน์ของสหรัฐที่อยู่ต่างประเทศอาจนำมาซึ่งการโจมตีทางอากาศในอิหร่าน โดยอิหร่านอาจเลือกตอบโต้ทางอ้อมแทน

การโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐที่ผ่านมาล้วนเป็นฝีมือของกองกำลังที่ไม่ได้มาจากอิหร่านโดยตรงแต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอิหร่าน ทำให้คำปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องของอิหร่านฟังดูมีน้ำหนัก กองกำลังกลุ่มนี้มีระดับความเป็นอิสระของตัวเอง และผู้นำกองกำลังติดอาวุธ Popular Mobilization Forces ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับอิหร่านยังพลอยถูกสังหารในครั้งนี้ด้วย จึงเป็นไปได้ว่ากองกำลังเหล่านี้อาจหาทางล้างแค้นกันเอง ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น

ชาวอิหร่านรวมตัวกันหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติในกรุงเตหะรานเพื่อประท้วงการลอบสังหารโซเลมานี

ทว่าการใช้กำลังทางทหารไม่ใช่ตัวเลือกเพียงอย่างเดียวของอิหร่าน

นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์เมื่อกลางปี 2018 และเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน อิหร่านมักขู่ว่าจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงยุติโครงการนิวเคลียร์และกลับมาสะสมแร่ยูเรเนียมสมรรถนะต่ำเพิ่มขึ้น ก่อนการเสียชีวิตของโซเลมานี อิหร่านมีแผนประกาศแผนนิวเคลียร์ในสัปดาห์หน้า และอาจใช้โอกาสนี้ขยับออกห่างจากข้อตกลงนิวเคลียร์มากขึ้น

หรืออาจเป็นไปได้ว่าอิหร่านอาจใช้วิธีทางการทูตแก้ปัญหาแทนการเผชิญหน้า สำนักข่าวรอยเตอร์สมองว่า ในอดีตผู้นำอิหร่านมักจะไม่ปิดกั้นหนทางการเจรจาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ การิม ซาดจาดปูร์ นักวิเคราะห์จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศเผยว่า บางคนอาจกังวลว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่ประวัติศาสตร์ของอิหร่านในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาสะท้อนว่าอิหร่านให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของประเทศเป็นอันดับแรก การถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียโซเลมานี ส่งผลให้อิหร่านขาดศักยภาพในการเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับสหรัฐ

โอกาสที่อิหร่านจะเอาคืนสหรัฐด้วยการโจมตีทางไซเบอร์ก็มองข้ามไปไม่ได้ ที่ผ่านมาอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์หลายครั้ง อาทิ ปี 2012 โจมตีวอลล์สตรีทจนเว็บไซต์ล่มเพื่อเอาคืนมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ปี 2015 ตุรกีอ้างว่าอิหร่านโจมตีระบบโครงข่ายไฟฟ้าจนประชาชน 40 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้

อีก 2 ปีต่อมาอีเมลของเจ้าหน้าที่รัฐสภาอังกฤษถูกเล่นงานโดยแฮกเกอร์ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับอิหร่าน และเมื่อต้นปีที่แล้วแฮกเกอร์อิหร่านล้วงข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐไปหลายเทราไบท์

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าอิหร่านจะตอบโต้ด้วยวิธีไหน นักวิเคราะห์เตือนว่า การลอบสังหารโซเลมานีมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงยากต่อการแก้ไข แม้สหรัฐจะอ้างว่าทำไปเพื่อยับยั้งอิทธิพลของอิหร่านก็ตาม ในระยะสั้นอาจทำให้พลเมืองอเมริกันในต่างแดนตกอยู่ในอันตราย เสี่ยงต่อการเปิดฉากความขัดแย้งกับอิหร่าน และยิ่งทำให้สหรัฐพัวพันกับสถานการณ์ของประเทศอื่นมากขึ้น

ทั้งปี 2019 เมืองหลวงนอร์เวย์มียอดเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนแค่คนเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610797

  • วันที่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 16:39 น.

ทั้งปี 2019 เมืองหลวงนอร์เวย์มียอดเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนแค่คนเดียว

45 ปีก่อน กรุงออสโลมีสถิติเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุบนถนน 41 ราย แต่ทั้งปี 2019 ออสโลมียอดเสียชีวิตเพียงรายเดียว

สื่อนอร์เวย์รายงาน สำนักบริหารความปลอดภัยสาธารณะของนอร์เวย์เผยว่า ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในพื้นที่ของกรุงออสโล ตลอดทั้งปี 2019 มีผู้เสียชีวิตเพียง 1 ราย นอกจากนี้สิ่งที่น่ายินดีคือจากสถิติของปีที่ผ่านมา ทั้งประเทศ นอร์เวย์ไม่มีเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเลย

อย่างไรก็ดี หากเทียบกับสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วทั้งประเทศแล้วอยู่ที่ 110 ราย เพิ่มขึ้นเล็กน้อยหากเทียบกับปี 2018 ที่ 108 ราย

กรุงออสโลเคยมีสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนน้อยที่สุดก่อนหน้านี้ในปี 2017 ที่ 3 ราย ขณะที่ปี 2018 อยู่ที่ 5 ราย และหากเทียบกับสถิติของสำนักบริหารความปลอดภัยสาธารณะของนอร์เวย์จะพบว่าตลอดช่วงเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา นอร์เวย์มีอัตราผู้เสียชีวิตบนถนนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 1975 กรุงออสโลเคยมียอดผู้เสียชีวิตบนถนนที่ 41 ราย

นอร์เวย์นับเป็นประเทศหนึ่งในยุโรปที่มีอัตราการเสียชีวิตบนถนนน้อยที่สุด โดยในปี 2017 พบรายงานอุบัติเหตุโดยเฉลี่ยที่ 20 เหตุต่อประชากร 1 ล้าน

ผู้เสียชีวิตเพียงคนเดียวของออสโลในปี 2019 เป็นชายที่เสียชีวิตจากเหตุรถยนต์พุ่งชนเข้ากับรั้วในย่าน Skillebekk ใจกลางเมือง เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ปี 2002 รัฐบาลนอร์เวย์เปิดตัวแผน Vision Zero ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนความปลอดภัยขนสาธารณะแห่งชาติ ระหว่างปี 2018-2029 เพื่อมุ่งให้ถนนและขนส่งสาธารณะของทั้งประเทศปลอดภัยการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส

สำหรับกรุงออสโล มีกฎระเบียบหลายประการที่เข้มงวดในการจำกัดความเร็วของการขับขี่ โดยเฉพาะย่านใจกลางเมือง ซึ่งรวมถึงความนิยมใช้จักรยานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุระหว่างผู้ขับขี่รถยนต์และนักปั่นจักรยานลดลง ทั้งยังสนับสนุนการขนส่งสีเขียวด้วยในตัว

นอกจากนโยบายด้านการจราจรแล้ว โรงเรียนหลายแห่งในกรุงออสโลยังส่งเสริมความรู้ด้านความปลอดภัยบนท้องแก่นักเรียน อีกทั้งยังทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อกำหนดโซนและช่วงเวลาในการจำกัดความเร็วใกล้สถานศึกษา

ผู้เชี่ยวชาญด้านจราจรของนอร์เวย์ซึ่งทำวิจัยด้านความปลอดภัยบนท้องถนนอธิบายว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อุบัติเหตุลดลงคือ การจำกัดความเร็ว พฤติกรรมการขับขี่ คนเดินถนน ระบบขนส่งสาธารณะที่คลอบคลุม รวมถึงการลดจำนวนล้อในขนส่งส่วนบุคคลเช่นเปลี่ยนจากรถยนต์ เป็นรถจักรยาน นอกจากนี้ปัจจัยด้านสภาพเมืองก็เป็นอีกหนึ่งคีย์สำคัญของสถิติอุบัติเหตุในเมืองด้วยเช่นกัน

Photo : Stavanger Aftenblad

หวั่นนิวยอร์กตกเป็นเป้าโจมตี หลังสหรัฐปลิดชีพนายพลอิหร่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610789

  • วันที่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 15:06 น.

หวั่นนิวยอร์กตกเป็นเป้าโจมตี หลังสหรัฐปลิดชีพนายพลอิหร่าน

นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก หวั่นนครนิวยอร์กตกเป็นเป้าโจมตีครั้งใหญ่ หลังสังหารนายพลคนดังของอิหร่าน

นายบิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กของสหรัฐ แสดงความกังวลกรณีสหรัฐใช้โดรนปฏิบัติการปลิดชีพนายพลกัสซิม กัสซิม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังหน่วยรบพิเศษ Quds Force ซึ่งเป็นทหารคนสำคัญที่เป็น”มือขวา”ของอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน

นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กกล่าวในการแถลงข่าวหลังเหตุสังหารว่า “ที่ผ่านมาเราประเมินควาามเสี่ยงในความเป็นจริงของสงครามที่เกิดจากฝีมือรัฐบาลของประเทศที่โยงใยกับเครือข่ายก่อการร้ายระดับโลก หากเทียบกับกลุ่มก่อการร้ายที่ไม่ใช่ “องค์กรระดับรัฐ” อย่างกลุ่มอัลกออิดะฮ์ หรือกลุ่มไอซิส”

นครนิวยอร์กเคยตกเป็นเป้าโจมตีครั้งใหญ่มาแล้วจากเหตุการณ์ 9/11

ตำรวจนิวยอร์กรักษาการบริเวณย่านไทม์สแควร์

การแถลงการณ์ร่วมของนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก กับหัวหน้าหน่วยตำรวจนครนิวยอร์ก มีขึ้นหลังจากที่อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ประกาศกร้าวตอบโต้แก้แค้นการสังหารนายพลคนสำคัญของอิหร่าน

อย่างไรก็ดี นาย Chad Wolf รักษาการรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ ระบุว่า หน่วยงานของเขากำลังทำงานร่วมกันเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆอย่างแข็งขัน และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ แม้ว่าขณะนี้ยังไม่พบเบาะแสอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเมืองใหญ่ในสหรัฐก็ตาม

ขณะเดียวกัน หลังการปลิดชีพนายพลอิหร่านได้ไม่นาน มีรายงานว่า อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี นั่งเป็นประธานประชุมสภาความมั่นคงของอิหร่านด้วยตนเอง ซึ่งโดยปกติแล้วผู้นั่งหัวโต๊ะประชุมคือประธานาธิบดี

ผู้นำสูงสุดอิหร่านมีสถานะเป็นทั้งประมุขสูงสุดของประเทศ และผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพอิหร่าน รายงานดังกล่าวส่งผลให้ผู้สังเกตการณ์หลายฝ่ายหวั่นอิหร่านอาจพิจารณาการตอบโต้เป็นวงกว้างในยุทธวิธีรูปแบบต่างๆ รวมถึงอาจใช้พันธมิตรในหลายกลุ่มในต่างประเทศที่เป็นทั้งหน่วยทหารและกลุ่มก่อการร้ายในการตอบโต้สหรัฐ ซึ่งยากจะคาดเดาว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด

เมืองหลวงเม็กซิโก ดีเดย์ 1 ม.ค.แบนถุงพลาสติก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610780

  • วันที่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 13:32 น.

เมืองหลวงเม็กซิโก ดีเดย์ 1 ม.ค.แบนถุงพลาสติก

1 มกราคมที่ผ่านมา นอกจากประเทศไทยแล้ว กรุงเม็กซิโกซิตี้เป็นอีกแห่งที่คิกออฟแบนถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว

รัฐบาลท้องถิ่นกรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ถือฤกษ์ดีเดย์วันที่ 1 มกราคม แบนการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งเป็นประเด็นความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญเช่นเดียวกับในประเทศไทย

การแบนเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นไป โดยบรรดาร้านค้าซุเปอร์มาร์เก็ตทั้งเจ้าใหญ่ไปจนถึงร้านโชห่วยขนาดเล็กทุกแห่งในเมืองหลวงของเม็กซิโก ห้ามมิให้มีการขายหรือแจกจ่ายถุงพลาสติกตามร้านค้าต่างๆ

นโยบายดังกล่าวส่งผลให้ ชาวกรุงเม็กซิโกซิตี้หลายคนปรับตัวด้วยการนำถุงพลาสติกที่ใช้แล้ว กลับมาใช้อีกครั้งเมื่อไปซื้อของตามซุเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่บางคนสรรหาหลากวิธีใส่ของเช่น การนำถุงกระสอบ ถุงกระดาษ หรือแม้แต่พกตะกร้ามายังร้านค้า

เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นเม็กซิโก ยอมรับว่า นโยบายนี้อาจสร้างความลำบากให้ประชาชนในช่วงแรก แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ทุกคนจะปรับตัวได้

สำหรับกรุงเม็กซิโกซิตี้ มีประชากรอาศัยอยู่ราว 20 ล้านคน นับเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกา โดยในแต่ละปีนครหลวงแห่งนี้ใช้พลาสติกไปมากถึง 68,000 ตันต่อปี รัฐบาลท้องถิ่นจึงออกนโยบายแบนพลาสติกดังกล่าว โดยกำหนดค่าปรับสำหรับร้านค้าผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับพลาสติกอยู่ที่ 42,000 เปโซ ถึงสูงสุด 170,000 เปโซ

อย่างไรก็ดี นโยบายดังกล่าวได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสมาคมผู้ผลิตพลาสติกในเม็กซิโก (ANIPAC) ซึ่งมีสมาชิกเป็นบรรดาบริษัทผลิตพลาสติกกถึง 141 แห่งเช่นกัน โดยระบุว่า “ทางออกของการลดการใช้ถุงพลาสติกคือการควบคุมการใช้ถุง .. ไม่ใช่การแบนห้ามใช้”

ทั้งนี้ มูลค่าของอุตสาหกรรมพลาสติกในเม็กซิโกในปี 2019 ได้หดตัวลงราว 30,000 ล้านดอลลาร์ อันเป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายแบนพลาสติกในหลายส่วนของประเทศ

Photo : REUTERS/Gustavo Graf

เกิดอะไรขึ้นใน 24 ชั่วโมงหลังสหรัฐสังหารนายพลอิหร่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610766

  • วันที่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 11:18 น.

เกิดอะไรขึ้นใน 24 ชั่วโมงหลังสหรัฐสังหารนายพลอิหร่าน

สถานการณ์ตะวันออกกลางส่อเค้าระอุ สหรัฐส่งทหารเข้าพื้นที่ 3,000 นาย พร้อมเตือนพลเมืองออกจากอิรัก

จากเมื่อช่วงรุ่งสางของวันที่ 3 มกราคมตามเวลาท้องถิ่นในกรุงแบกแดดของอิรัก สหรัฐได้มีปฏิบัติการโจมตีทางอากาศปลิดชีพนายพล กัสซิม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังหน่วยรบพิเศษ Quds Force และถือเป็นทหารคนสำคัญที่เป็น”มือขวา”ของอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน

ปฏิบัติการสังหารครั้งนี้ยังส่งผลให้นาย Abu Mahdi al-Muhandis ผู้นำกองทัพอิรักและรองผู้นำกลุ่มฮาชด์ชาบีซึ่งมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน กับพวกอีก 5 ราย เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้ด้วย

ปฏิบัติการปลิดชีพทหารผู้เป็นคีย์แมนคนสำคัญของอิหร่าน แน่นอนว่าทำให้อิหร่านไม่มีทางอยู่นิ่งเฉย โดยภายหลังจากคำยืนยันการเสียชีวิตของนายพลโซเลมานี มีความเคลื่อนไหวในตะวันออกกลางเกิดขึ้นรอบ 24 ชั่วโมงหลังการสังหารนายพลอิหร่านดังนี้

  • สหรัฐแถลงยืนยันการปลิดนายพลโซเลมานี โดยคำสั่งโจมตีมาจากประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรง สหรัฐให้เหตุผลว่า ผู้บัญชาการกองกำลัง Quds Force เตรียมวางแผนการโจมตีสถานทูตสหรัฐทั้งในกรุงแบกแดดอีกหลายแห่งในภูมิภาค รวมถึงรวมถึงกองกำลังทหารอเมริกันในอิรักและในภูมิภาค โซเลมานีและกองกำลังของเขามีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของทหารอเมริกันและพันธมิตรหลายร้อยนาย รวมถึงเหยื่ออีกนับพันคน
  • อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ในทันทีว่า “ผู้ใดก็ตามที่ปลิดชีวิตของนายพลโซเลมานีและพรรคพวก จงรอคอยการแก้แค้นอย่างสาสม” พร้อมประกาศไว้อาลัย 3 วัน

 

  • อาเดล อับดุล มาห์ดี รักษาการนายกรัฐมนตรีอิรัก ประณามการโจมตีของสหรัฐ โดยมองว่าเป็นการแสดงความก้าวร้าวต่อรัฐบาลและชาวอิรัก
  • เจ้าหน้าที่ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ลั่นจะแก้แค้นสหรัฐอย่างสามสมที่สังหารนายพลกัสซิม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลัง Quds Force โดยอิหร่านเตรียมจัดการกับ”ผลประโยชน์ของสหรัฐทั้งในตะวันออกกลาง และทั่วโลกเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”
  • อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ประกาศแต่งตั้งนายเอสมาอิล กานี เป็นผู้บัญชาการกองกำลัง Quds Force คนใหม่
  • สถานทูตสหรัฐในกรุงแบกแดดเตือนชาวอเมริกันรีบเดินทางออกจากอิรัก หลังสถานการณ์ในภูมิภาคส่อเค้าตึงเครียด แถลงการณ์ระบุว่า “เนื่องจากมีความตึงเครียดมากขึ้นในอิรักและในภูมิภาค ทางสถานทูตจึงขอเรียกร้องให้ชาวอเมริกันเดินทางออกจากอิรักโดยทันที โดยควรเดินทางด้วยเครื่องบินหากเป็นไปได้ มิฉะนั้น ควรเดินทางไปยังประเทศอื่นโดยใช้เส้นทางบก”

 

  • ชาวเตหะรานหลายหมื่น ออกมาเดินขบวนเพื่อรวมสวดมนต์แสดงความไว้อาลัย พร้อมประท้วงแสดงความโกรธแค้นต่อปฏิบัติการสังหารนายพลโซเลมานี
  • “ทรัมป์”ทวีตข้อความเย้ยอิหร่านโดยบอกว่า “อิหร่านไม่เคยชนะสงคราม แต่ไม่เคยพ่ายแพ้ในการเจรจา” รวมถึงอ้างปฏิบัติการโจมตีนี้ ไม่ใช่การก่อสงคราม แต่เป็นการยุติสงคราม “โซเลมานี ควรถูกกำจัดไปเมื่อหลายปีก่อนแล้ว! ..  เขาเข่นฆ่าและทำชาวอเมริกันบาดเจ็บสาหัสไปหลายพันคน ตลอดช่วงเวลาที่ยืดยาว และวางแผนฆ่าอีกมาก แต่ถูกจับได้ก่อน” ทรัมป์กล่าว
  • นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนกรีซ ได้ลดแผนการเยือนพร้อมเดินทางกลับประเทศทันที โดยทันทีที่ถึงอิสราเอล เขาแสดงจุดยืน สนับสนุนปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯซึ่งปลิดชีพโซไลมานี “ก็เหมือนกับอิสราเอลที่มีสิทธิ์ปกป้องตนเอง สหรัฐฯก็มีสิทธิ์แบบเดียวกัน”
  • สื่อสหรัฐรายงานว่า กระทรวงกลาโหมเตรียมส่งทหารเข้าไปยังตะวันออกกลางราว 3,000 นาย หลังจากที่ใช้ปฎิบัติการโจมตีทางอากาศปลิดชีพนายพลอิหร่านกับพวก โดยทหารหน่วยดังกล่าวจะเข้าประจำการในอิรัก คูเวต และประเทศใกล้เคียงในภูมิภาค แม้ว่าทางเพนตากอนจะยืนยันว่าการส่งทหารนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการรับมือหลังการสังหารนายพลโซเลมานี
  • รัฐบาลแคนาดาประกาศให้พลเมืองออกจากอิรัก โดยเตือนว่า สถานการณ์ในอิรักและอิหร่านอาจเลวร้ายลง

ส่องวิธีกำจัดขยะของสวีเดน ที่เก็บได้หมดจดจนต้องนำเข้าจากประเทศอื่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610757

  • วันที่ 03 ม.ค. 2563 เวลา 20:00 น.

ส่องวิธีกำจัดขยะของสวีเดน ที่เก็บได้หมดจดจนต้องนำเข้าจากประเทศอื่น

ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่งเริ่มปฏิบัติการลดการใช้ถุงพลาสติกไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกที่นับวันจะเพิ่มขึ้นๆ ประเทศสวีเดนสามารถลดปริมาณขยะในประเทศได้เกือบ 100% จนกลายเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการขยะและผลิตพลังงานจากขยะในระดับนานาชาติไปแล้ว

สวีเดนมีขยะจากครัวเรือนทั่วประเทศที่ต้องนำไปฝังกลบไม่ถึง 1% และในจำนวนขยะจากครัวเรือนที่เกิดขึ้นปีละ 4.4 ล้านตัน ครึ่งหนึ่งถูกนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานโดยกระบวนการที่เรียกว่า waste-to-energy ส่วนที่เหลือนำไปรีไซเคิล

สวีเดนริเริ่มโครงการเผาขยะเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง (waste-to-energy) ตั้งแต่ปี 1940 พลังงานที่ได้จากการเผาสามารถทำความร้อนและผลิตกระแสไฟฟ้าส่งไปยังบ้านเรือนรวมนับล้านหลัง

ทว่ากระบวนการรีไซเคิลขยะไม่จบเพียงการเผาเท่านั้น เถ้าถ่านที่เหลือซึ่งมีปริมาณประมาณ 15% ของน้ำหนักขยะก่อนเผาจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ เช่น โลหะถูกส่งไปรีไซเคิลอีกต่อหนึ่ง ส่วนแก้ว เครื่องเคลือบ ก้อนกรวดสามารถใช้ถมปิดหลุมฝังกลบขยะหรือสร้างถนน

ขณะที่แผ่นกรองอากาศที่ใช้กรองควันจากการเผาขยะนำไปถมเหมืองร้าง

อย่างไรก็ดี มีเสียงคัดค้านว่ากระบวนการดังกล่าวไม่ได้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 100% ทว่า ไวเนอร์ วิคฟิสต์ ซีอีโอสมาคมบริหารจัดการและรีไซเคิลขยะสวีเดน (Avfall Sverige) อธิบายว่า การนำขยะกลับมาใช้ซ้ำใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตสิ่งของชิ้นหนึ่งชิ้นใดขึ้นมาใหม่

อีกทั้งการเผาขยะยังปลดปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นตัวการของภาวะโลกร้อนที่รุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 72 เท่า น้อยกว่าการนำขยะไปฝังกลบ

ด้วยความที่สวีเดนจัดการกับขยะในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้สวีเดนขาดแคลนขยะที่จะนำมาป้อนให้โรงงานรีไซเคิลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า จนต้องนำเข้าขยะจากประเทศในแถบยุโรป อาทิ อังกฤษ นอร์เวย ไอร์แลนด์ อิตาลีกว่า 2.3 ล้านตันในปี 2016 ที่สำคัญคือแทนที่สวีเดนจะต้องจ่ายเงินในการนำเข้าขยะ ประเทศต้นทางเหล่านั้นกลับยินดีจ่ายเงินให้สวีเดนรับขยะของตัวเองไปกำจัด ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องรับเถ้าถ่านของขยะกลับประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลสวีเดนยังมุ่งมั่นลดขยะให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือจะทำให้ประเทศปลอดขยะภายในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมาย กำหนดให้นำขยะกลับมาใช้ใหม่แทนการฝังกลบ การใช้หลักการกำจัดขยะตามลำดับขั้น (Waste Hierarchy) ได้แก่ ไม่ก่อขยะโดยไม่จำเป็น นำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล นำไปผลิตพลังงาน ฝังกลบ

สวีเดนยังมีระบบการจัดเก็บขยะที่ทันสมัย โดยสถานีรีไซเคิลขยะจะตั้งห่างจากพื้นที่พักอาศัยของประชาชนไม่เกิน 300 เมตร และยังมีท่อดูดขยะฝังอยู่ใต้ถนนเพื่อส่งขยะจากบ้านเรือนไปยังสถานีรีไซเคิล วิธีนี้ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากขยะและลดการใช้พื้นที่บนถนน

นอกเหนือไปจากนั้น ประเทศสแกนดิเนเวียแห่งนี้ยังลงทุนกับเครื่องจักรที่สามารถคัดแยกถุงขยะที่มีสีสันแตกต่างกันตามประเภทของขยะ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการคัดแยกขยะ บวกกับประชาชนมีความรู้และใส่ใจกับการคัดแยกขยะอย่างเคร่งครัด

เมืองเอสกิลสตูนามีระบบคัดแยกขยะที่น่าสนใจมาก เมืองนี้จะคัดแยกขยะด้วยระบบ “ถุงขยะสีรุ้ง” คือใช้ถุงใส่ขยะสีสันสดใส 7 สีสำหรับใส่ขยะ 7 ประเภท อาทิ เศษอาหาร กระดาษหนังสือพิมพ์ โลหะ ผ้า พลาสติก กล่องกระดาษ และขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น กระดาษทิชชู ผ้าอ้อมสำเร็จรูปต้องแยกใส่ถุงสีขาว

เมื่อถึงเวลาเก็บขยะก็จะเก็บรวมกันไปทุกสี จากนั้นเครื่องสแกนในโรงงานรีไซเคิลก็จะแยกประเภทของขยะแล้วส่งไปจัดการอย่างเหมาะสม

ระบบการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพและความร่วมมือของชาวเมือง ส่งผลให้เมืองเอสกิลตูนาบรรลุเป้าหมายของสหภาพยุโรปที่จะลดปริมาณขยะให้ได้ 50% ภายในปี 2020 ได้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

อีกหนึ่งวิธีลดขยะของสวีเดนคือ ระบบมัดจำค่ากระป๋องและขวดน้ำพลาสติก เมื่อนำกระป๋องหรือขวดที่ใช้แล้วกลับมาหย่อนที่ตู้รับคืนก็จะได้เงินคืน โดยกระป๋องอลูมิเนียมบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1984 และ 1994 สำหรับขวดพลาสติก และแต่ละปีชาวสวีเดนจะรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ทั้งสองประเภทนี้ได้ราว 1.8 ล้านชิ้น

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้ ทำให้ตัวเลขการรีไซเคิลขยะต่อคนของชาวสวีเดนเพิ่มขึ้น 9 เท่าในระยะเวลา 41 ปี คือ จาก 18 กิโลกรัมในปี 1975 เป็น 162 กิโลกรัมในปี 2016

ภาพ : https://www.avfallsverige.se, https://sweden.se/nature/the-swedish-recycling-revolution/

กัสซิม โซเลมานี คือใครทำไมสหรัฐต้องปลิดชีพ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610752

  • วันที่ 03 ม.ค. 2563 เวลา 18:23 น.

กัสซิม โซเลมานี คือใครทำไมสหรัฐต้องปลิดชีพ?

ตะวันออกกลางส่อระอุ อิหร่านลั่นจะตอบโต้อย่างสาสม หลังสหรัฐปลิดชีพนายพลมือขวาผู้นำอิหร่าน

จากปฏิบัติการที่สหรัฐใช้โดรนโจมตีทางอากาศใส่ขบวนรถยนต์ใกล้สนามบินนานาชาติกรุงแบกแดด จนเป็นเหตุให้พลเอกกัสซิม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลัง Quds Force ซึ่งเป็นกองกำลังสำคัญในสังกัดของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านเสียชีวิต พร้อมกับพรรคพวกอีก 5 ราย ซึ่งรวมถึงนาย Abu Mahdi al-Muhandis ผู้นำกองทัพอิรักและรองผู้นำกลุ่มฮาชด์ชาบีซึ่งมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ก็เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้ด้วย

การปลิดชีพนายพลโซเลมานีของสหรัฐ เทียบได้เท่ากับการสาดน้ำมันเข้าเปลวไฟอย่างแท้จริง เนื่องจากนายพลโซเลมานีคือ”มือขวา”คนสนิทของอายะตุลลอฮ์ อะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และนับเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลเบอร์สองของกองทัพอิหร่าน

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้กระทรวงต่างประเทศอิหร่านได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ ภายหลังจากที่กลาโหมสหรัฐยืนยันปฏิบัติการปลิดชีพว่า การโจมตีของสหรัฐถือเป็นการกระทำอันโง่เขลา

“การกระทำของสหรัฐนับเป็นการก่อการร้ายในระดับสากลอย่างชัดเจน การพุ่งเป้าสังหารนายพลโซเลมานีผู้เป็นบุคคลสำคัญในการนำกองกำลัง Quds Force ของอิหร่าน เป็นการกระทำที่โง่ สหรัฐจะต้องรับผิดชอบกับผลพวงทั้งหมดจากการกระทำเยี่ยงอันธพาลของตนเอง”

อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน

นอกจากนี้ สื่อทางการของอิหร่านยังรายงานอีกว่า อายะตุลลอฮ์ อะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศเตรียมแก้แค้นสหรัฐอย่างสาสม โดยตอนหนึ่งนายคอเมเนอีระบุว่า “ผู้ใดก็ตามที่ปลิดชีวิตของนายพลโซเลมานีและพรรคพวก จงรอคอยการแก้แค้นอย่างสาสม”

นอกจากนี้ในช่วงสัปดาห์หน้า ฝ่ายต่อต้านสหรัฐในอิรักจะเสนอญัตติ ขับไล่กองกำลังสหรัฐออกจากแผ่นดินอิรัก เข้าสู่การพิจารณาของสภาอิรักหลังสหรัฐมีปฏิบัติการสังหารนายพลคนสำคัญของอิหร่าน

 

 

กัสซิม โซเลมานี คือใครทำไมสหรัฐต้องปลิดชีพ?

นายพลโซเลมานี วัย 62 ปี ขึ้นเป็นผู้บัญชาการ Quds Force ตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ทรงอิทธิพลมากนัก กระทั่งเขาได้ทำให้หน่วย Quds Force กลายเป็นกองกำลังสำคัญที่สุดของอิหร่าน และเป็นกองทหารที่ทรงอิทธิพลสุดในตะวันออกกลาง

กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) มีอีกชื่อเรียกในภาษาเปอร์เซียว่า Pasdaran

Quds Force เป็นส่วนหนึ่งของ Pasdaran นับว่าเป็นกองทหารลับที่ทรงอิทธิพลที่สุดของตะวันออกกลาง ภารกิจของ Quds Force มุ่งปฏิบัติการแทรกแซงในหลายประเทศทั้งอิรัก ซีเรีย เลบานอน อัฟกานิสถานและฉนวนกาซา ความไม่สงบหลายเหตุการณ์ในอิรักในหลายครั้งเชื่อมโยงกับ Quds Force โดยสัญลักษณ์ของหน่วยทหารสังกัดนี้เป็นรูปกำปั้นและปืนด้านบนมีโองการอัลกุรอานที่แปลความหมายได้ว่า “จงเตรียมพร้อมสำหรับเผชิญหน้าอย่างเต็มความสามารถ อันได้แก่กำลังอย่างหนึ่งอย่างใด”

กองกำลัง Quds Force ซึ่งคาดว่ามีกำลังพลราวๆ 15,000 นาย และในทุกปฏิบัติการต่างๆของหน่วยนี้มักได้รับคำสั่งหรือต้องรายงานโดยตรงกับอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านเท่านั้น

ว่ากันว่านายพลโซเลมานี คือบบุคคลผู้ทรงอิทธิพลเบอร์สองของอิหร่าน รองจากอายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี และเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่อาจขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำอิหร่านรุ่นใหม่

สำหรับประวัติส่วนตัวของโซเลมานี น้อยคนที่จะรู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของชายผู้นี้ บางรายงานระบุว่า เขาเกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 1957 นอกเมือง R?bor เมืองขนาดเล็กใกล้เทือกเขาทางใต้ของอิหร่าน แต่จากข้อมูลของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐระบุว่า เขาเกิดที่เมือง Qom ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาของอิหร่าน

แม้ประวัติจะคลุมเครือ แต่ทว่าชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักในอิหร่านรวมถึงถูกจับตามองจากสหรัฐมานานหลายปี ในฐานะมือขวาของอายะตุลลอฮ์ นักวิเคราะห์บางรายมองว่า “นายพลโซเลมานีอาจมีความสำคัญกว่าประธานาธิบดีอิหร่านเสียอีก เขาสามารถพูดคุยได้กับทุกฝ่าย และขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุดอิหร่าน รวมถึงรับผิดชอบนโยบายระดับภูมิภาคของอิหร่าน”

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐ ได้ขึ้นบัญชีดำกองกำลัง (IRGC) ของอิหร่าน ในฐานะองค์กรก่อการร้ายตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่าน

สหรัฐให้เหตุผลการสังหารนายพลโซเลมานีว่า “นายพลโซเลมานี กำลังวางแผนโจมตีสถานทูตสหรัฐหลายแห่ง รวมถึงกองกำลังทหารอเมริกันในอิรักและในภูมิภาค นายพลโซเลมานีและกองกำลังภายใต้การนำของเขามีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของทหารอเมริกันและพันธมิตรหลายร้อยนาย รวมถึงเหยื่อผู้บาดเจ็บอีกนับพันคน”

แต่ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม การปลิดชีพมือขวาผู้นำอิหร่านครั้งนี้ ได้จุดชนวนไฟแห่งความความขัดแย้งวุ่นวายในตะวันออกกลางขึ้นมาอีกครั้ง

ออสซี่อพยพนับหมื่น หนีไฟป่ารัฐวิกตอเรีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610737

  • วันที่ 03 ม.ค. 2563 เวลา 15:59 น.

ออสซี่อพยพนับหมื่น หนีไฟป่ารัฐวิกตอเรีย

ออสเตรเลียสั่งอพยพชาวบ้านหลายหมื่นคน หลังไฟป่ารัฐวิกตอเรียลุกลามหนัก ควันลอยปกคลุมเมลเบิร์น

ทางการรัฐวิคตอเรียของออสเตรเลียทำการสั่งอพยพประชาชนหลายหมื่นคนในเขต East Gippsland บริเวณชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ จากการที่เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ลุกลามหนักในบริเวณดังกล่าว

สื่อท้องถิ่นระบุว่า กลุ่มไฟป่าขนาดใหญ่ได้ก่อตัวขึ้นทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศซึ่งอยู่ในรัฐวิคตอเรีย ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันขนาดมหึมาลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า บางส่วนลอยเข้าปกคลุมทั่วทั้งนครเมลเบิร์น เป็นเหตุให้ทางการนครเมลเบิร์นออกคำแนะนำไปยังประชาชนในกลุ่มอ่อนไหวให้อยู่แต่ภายในที่พักอาศัย งดทำกิจกรรมภายนอก

นครเมลเบิร์นถูกปกคลุมด้วยหมอกควันจากไฟป่า ภาพ : Mint Daraneepun

ทางการรัฐวิคตอเรียได้ส่งข้อความเตือนการอพยพประชาชนทั่วทั้งเขต East Gippsland ซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่ประมาณ 100,000 คน โดยเจ้าหน้าที่ได้เตือนประชาชนให้เร่งอพยพออกจากพื้นที่โดยเร็วก่อน 24 ชั่วโมง ก่อนที่คาดว่าช่วงวันเสาร์ไฟป่าดังกล่าวจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

รัฐบาลออสเตรเลียได้ส่งกองทัพเรือทยอยเข้าอพยพประชาชนในหลายเมืองที่ได้รับผลกระทบตลอดแนวชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เนื่องจากเส้นทางหลายสายติดขัดจากรถยนต์ของประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่ รวมถึงบางเส้นทางไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะผลกระทบจากควันและไฟป่า

ROYAL AUSTRALIAN NAVY

ออสเตรเลียยังคงเผชิญภัยจากเหตุไฟป่าอย่างหนัก อันสืบเนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและมีลมแรง ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยมียอดผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ราย อีกหลายสิบคนยังคงสูญหาย บ้านเรือนกว่า 1,300 หลังได้รับความเสียหาย เปลวเพลิงได้เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วมากกว่าพื้นที่ประเทศเบลเยี่ยมถึง 2 เท่า

ROYAL AUSTRALIAN NAVY

Photo: Dale Appleton/DELWP