Japan Airlines แจกตั๋วฟรีชาวต่างชาติกระตุ้นเที่ยวในญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610335

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 10:03 น.

Japan Airlines แจกตั๋วฟรีชาวต่างชาติกระตุ้นเที่ยวในญี่ปุ่น

สายการบิน Japan Airlines (JAL) จัดแคมเปญแจกตั๋วเครื่องบินไป-กลับจำนวน 50,000 เที่ยวให้กับชาวต่างประเทศที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อนปีหน้า หรือระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2020

จุดประสงค์ของแคมเปญนี้เพื่อก็กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในเมืองรองเขตท้องถิ่นต่างๆ ของญี่ปุ่น ในช่วงที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก

สำหรับรายละเอียดโครงการระบุไว้ในเว็บไซต์ https://www.jal.co.jp/en/jmb/japan-promotion โดยมีกำหนดเวลาดังนี้ คือระยะเวลาเดินทาง: 1 กรกฎาคม (วันพุธ) – 30 กันยายน (วันพุธ) 2020 โดยให้สิทธิ์เฉพาะผู้มาเยือนญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2020 (วันจันทร์) และ 31 ตุลาคม (วันวันเสาร์) และจะต้องกำหนดจุดหมายปลายทางภายใน 3 วันนับตั้งแต่สมัคร

ผู้สนใจสามารถสมัครเป็นกลุ่มได้สูงสุด 4 คน เที่ยวบินจะเดินทางออกจาก/กลับสู่โตเกียว (สนามบินฮาเนดะ) และโอซาก้า (สนามบินอิตามิ / คันไซ) เท่านั้น

JAL จะเริ่มเปิดลงทะเบียนในปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยผู้ที่สมัครก่อนจะได้สิทธิ์ก่อน และโครงการนี้จะครอบคลุมสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ ในต่างประเทศ ของ JAL ด้วย

เวียดนามโต7%แต่ส่อแววแผ่ว อาจไม่รอดหากสงครามการค้าลากยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610312

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 19:39 น.

เวียดนามโต7%แต่ส่อแววแผ่ว อาจไม่รอดหากสงครามการค้าลากยาว

ในปีนี้ เศรษฐกิจของเวียดนามปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจถึง 7% แม้ว่านานาประเทศจะบาดเจ็บกันถ้วนหน้าจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนลากยาวมาเป็นเวลา 18 เดือนแล้ว แต่การส่งออกของเวียดนามก้าวกระโดดอย่างมากโดยเฉพาะส่วนที่ส่งออกไปยังสหรัฐ อันเป็นผลมาจากนักธุรกิจต่างโยกย้ายฐานผลิตและสินค้าจากจีนมายังเวียดนาม เพราะเห็นว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ปลอดภัยและราคาถูกกว่า

จีดีพีของปี 2019 สูงกว่าเป้าหมายรัฐบาลเวียดนามตั้งไว้ที่ 6.8% มาแตะระดับ 7.02% ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติทั่วไปในกรุงฮานอย ส่วนมูลค่าการซื้อขายถึง 517,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้

ผลลัพธ์นี้น่าประทับใจหากจะพิจารณาจากบริบทแวดล้อมทั่วโลกที่การเติบโตชะลอตัวและความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์นี่เป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้น หากสงครามการค้ายืดเยื้อต่อไป ประเทศอย่างเวียดนามก็จะหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่พ้นเช่นกัน

เมื่อพิจาณณาการเติบโตของภาคส่งออกพบว่ายังลดลงเรื่อยๆ ตามรายงานของธนาคารโลก (World Bank) โดยลดลงจาก 21% ในปี 2017 เหลือแค่ 8% ในปี 2019

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าการชะลอตัวแสดงให้เห็นว่าเวียดนามไม่ได้รอดพ้นจากผลพวงของภาวะช็อคทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามก็ยังจำกัดอยู่แค่ในภาคการผลิตเป็นหลัก

โทจุงแทง ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติฮานอยกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า เวียดนามไม่ได้พัฒนาขึ้นในแง่ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เขากล่าวเสริมว่าเวียดนามจำเป็นจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลมากขึ้นโดยการส่งเสริมคุณภาพของกำลังแรงงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตของเวียดนามได้รับแรงผลักดันจากการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าและรองเท้าที่ผลิตในราคาถูก ไปจนถึงสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงเช่นโทรศัพท์ Samsung และหน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์ของบริษัท Intel

เวียดนามยังได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาซึ่งตามข้อตกลงจะมีลดภาษีสินค้าเกือบทั้งหมด

มหามิตรรัสเซีย, จีน, อิหร่านซ้อมรบในมหาสมุทรอินเดีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610294

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 16:53 น.

มหามิตรรัสเซีย, จีน, อิหร่านซ้อมรบในมหาสมุทรอินเดีย

โฆษกกองทัพเรืออิหร่านเปิดเผยว่าอิหร่าน, จีนและรัสเซียได้เข้าร่วมการฝึกซ้อมรบทางทะเลในวันศุกร์นี้ (27 ธันวาคม) ในมหาสมุทรอินเดียและอ่าวโอมาน

น่านน้ำอิหร่านได้กลายเป็นจุดสนใจของชาวโลก หลังเกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศโดยสหรัฐพยายามสกัดกั้นการขายน้ำมันดิบของอิหร่าน และพยายามปิดกั้นไม่ให้อิหร่านค้าขายกับนานาประเทศ อ้างว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนิวคเลียร์

“สิ่งที่การซ้อมรบครั้งนี้ต้องการจะสื่อคือสันติภาพมิตรภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือและความเป็นเอกภาพ … และผลลัพธ์จะแสดงให้เห็นว่าอิหร่านไม่อาจถูกทำให้โดดเดี่ยวได้” พลเรือโทโกลัมเรซาแห่งกองทัพเรืออิหร่าน กล่าว

สื่ออิร่านกล่าวว่าการซ้อมรบรวมถึงการช่วยเหลือเรือที่เกิดเพลิงไหม้ หรือเรือที่ถูกโจรสลัดโจมตี และการซ้อมยิงอาวุธ

อ่าวโอมานเป็นน่านน้ำที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษเพราะเป็นส่วนเชื่อมต่อกับช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางผ่านเข้าออกอ่าวเปอร์เซียของน้ำมันในปริมาณหนึ่งในห้าของโลก

จีนกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่ากำลังส่งเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำนำวิถีไปร่วมการฝึกซ้อม 4 วันโดยบอกว่าเป็น “การแลกเปลี่ยนทางทหารตามปกติ” ระหว่างกองกำลังทั้งสาม

โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีนกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในภูมิภาค

จีนมีสายสัมพันธ์ทางการทูตการค้าและพลังงานอย่างใกล้ชิดกับอิหร่าน และอิหร่านกับจีนก็มีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับรัสเซีย

การซ้อมรบของทั้ง 3 ประเทศอาจเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐเสนอเป็นผู้นำการลาดตระเวนร่วมในน่านน้ำดังกล่าว หลังเกิดการโจมตีหลายครั้งในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนโดยเป้าหมายเป็นเรือสินค้าระหว่างประเทศรวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งสหรัฐกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหา

เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านที่ทำไว้ในปี 2558 ร่วมกับ 6 ประเทศ และดำเนินการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้งทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านย่ำแย่ลง

ความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ได้เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่เพราะอิหร่านตอบโต้ด้วยการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์อีกครั้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการโจมตีโรงงานน้ำมันของซาอุดิอาระเบียในเดือนกันยายนซึ่งอิหร่านตกเป็นผู้ต้องสงสัยโดยสหรัฐอเมริกาและซาอุดิอาระเบีย แต่อิหร่านปฏิเสธการมีส่วนร่วมในกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศส่งเรือพิฆาต 1 ลำและเครื่องบินลาดตระเวน 1 ลำไปปฏิบัติหน้าที่บริเวณอ่าวเปอร์เซียด้วย

ญี่ปุ่นก้าวไปอีกขั้น ส่งทัพเรือ-ทัพฟ้าไปตะวันออกกลาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610269

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 14:38 น.

ญี่ปุ่นก้าวไปอีกขั้น ส่งทัพเรือ-ทัพฟ้าไปตะวันออกกลาง

ในทางปฏิบัติแล้วญี่ปุ่นไม่กองทัพแต่มีกองกำลังป้องกันตนเอง (SDFs) ตามข้อบังคับของรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ห้ามญี่ปุ่นมีกองทัพ แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ พยายามรณรงค์เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนสถานะจากกองกำลังป้องกันตนเองมาเป็นกองทัพ ทั้งยังส่งเสริมให้กองกำลังป้องกันตนเองแสดงบทบาทเหมือนกองทัพประเทศต่างๆ มากขึ้น

ล่าสุด โยชิฮิเดะ สุงะ โฆษกของรัฐบาลแถลงว่า ญี่ปุ่นจะส่งเรือพิฆาต 1 ลำและเครื่องบินลาดตระเวน P3C จำนวน 2 ลำเพื่อช่วยปกป้องทางน้ำในแถบตะวันออกกลางและทำงานด้านข่าวกรอง แต่จะไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลสหรัฐในภูมิภาคดังกล่าว

โฆษกของรัฐบาลญี่ปุ่นแถลงว่า การส่งกำลังทางเรือและทางอากาศไปยังตะวันออกกลาง เป็นมาตรการของญี่ปุ่นที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลาง รวมทั้งสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของเรือที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ในสัดส่วนถึง 90% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ในด้านการเมืองนั้น ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐ แต่ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับอิหร่าน

ญี่ปุ่นตัดสินใจส่งกำลังทหารไปในตะวันออกกลาง หลังจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียปีนี้ เป้าหมายที่ถูกโจมตีรวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันญี่ปุ่น และโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งรัฐบาลสหรัฐ ชาติตะวันตกอื่นๆ และซาอุดิอาระเบียกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็น

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ เมื่ออิหร่านถูกกล่าวหาว่าโจมจตีเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำนอกชายฝั่งซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากนั้นยังเข้าโจมตีหรือยึดเรือในน่านน้ำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐขึงได้จัดตั้งพันธมิตรทางทะเลเพื่อปกป้องเรือในภูมิภาค เพื่อคุ้มครองเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญในระดับโลก ในการนี้สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียตกลงที่จะส่งเรือรบเพื่อคุ้มกันการขนส่งทางทะเลในอ่าว

แต่ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วม เพราะกลัวที่จะบ่อนทำลายความพยายามของพวกเขาในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านหลังจากสหรัฐถอนตัวเมื่อปีที่แล้ว

ในประเด็นนี้ โฆษกของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่าญี่ปุ่นจะไม่เข้าไปลาดตระเวนในแถบช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองกำลังป้องกันตนเอง (SDFs) จะปฏิบัติการในทะเลหลวงแถบอ่าวโอมาน ทะเลอาหรับตอนเหนือ และอ่าวเอเดน

(ภาพประกอบคือเรือบรรทุกเครื่องบินUSS Abraham Lincoln ของสหรัฐซึ่งปฏิบัติการในแถบช่องแถบฮอร์มุซ)

Photo by Zachary PEARSON / US NAVY / AFP

จับตายุทธศาสต์ใหม่สีจิ้นผิง ตั้งกูรูการเงินเป็นขุนศึกสยบปัญหาการเงิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610258

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 13:18 น.

จับตายุทธศาสต์ใหม่สีจิ้นผิง ตั้งกูรูการเงินเป็นขุนศึกสยบปัญหาการเงิน

ขณะนี้นี้จีนต้องดิ้นรนเพื่อรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ผู้นำรัฐบาลจึงต้องดำเนินกลยุทธ์ใหม่ด้วยการจ้างผู้เชี่ยวชาญทางการเงินไปประจำตามมณฑลต่างๆ เพื่อจัดการความเสี่ยงและสร้างเศรษฐกิจระดับภูมิภาคขึ้นใหม่

นับตั้งแต่ปี 2561 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้จ้างอดีตผู้บริหาร 12 คนของสถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินรัฐ ลงไปดูแลเศรษฐกิจของมณฑลต่างๆ 31 แห่งรวมถึงและเขตเทศบาลซึ่งบางแห่งเคยมีปัญหาด้านการเงินและหนี้สิน

ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งใหญ่ในปี 2555 มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับมณฑลเพียง 2 คนเท่านั้นที่มีภูมิหลังทางการเงิน

ในบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเมื่อเร็วๆ นี้คือ อินหยง อดีตรองผู้ว่าการธนาคารกลาง ซึ่งตอนนี้ขึ้นมาเป็นรองนายกเทศมนตรีปักกิ่ง อีกคนคือรองผู้ว่าราชการมณฑลซานตง ชื่อว่าหลิวเฉียง ซึ่งไต่เต้ามาจากธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คือธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศจีน

ส่วนรองนายกเทศมนตรีคนใหม่อย่างเป็นทางการของเขตฉงชิ่ง ชื่อว่า หลี่ปั๋ว ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายนโยบายการเงินของธนาคารกลาง

การแต่งตั้งกูรูการเงินเหล่านี้ยังทำให้พวกเขามีโอกาสไต่เต้าขึ้นมาเป็นระดับบริหารชั้นสูงอย่างรวดเร็วขึ้น เนื่องจากจีนเตรียมการสับเปลี่ยนระดับผู้นำในปี 2565 โดยประมาณครึ่งหนึ่งของสมาชิก 25 คนของกรมการเมือง ( Politburo) จะถูกสับเปลี่ยนตัวออกไป รวมถึง หลิวเฮ่อ รองนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและหัวหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐ

ตามปกติเส้นทางการเลื่อนตำแหน่งมาอยุ่ใรกรมการเมืองจะต้องมีลำดับขึ้นที่ชัดเจน แต่สีจิ้นผิงได้เลื่อนกูรูการเงินมาแทนที่ฝ่ายการเมือง แสดงให้เห็นว่าเขากำลังปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่

ชูเฉิง เฟิ่ง หุ้นส่วนของ Plenum ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการวิจัยอิสระในฮ่องกงกล่าวกับ Reuters ว่า ขณะนี้รัฐบาลจีนต้องการตัวบรรดานายธนาคารอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นมีความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้น

“อดีตนายธนาคารและหน่วยงานกำกับดูแลเหล่านี้มีหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงทางการเงินที่ร้ายแรง เฟิ่ง กล่าว

การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงสู่จุดต่ำที่สุดในรอบเกือบสามทศวรรษ ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลลดลง

ธนาคารในระดับภูมิภาคห้าแห่งได้รับผลกระทบจากปัญหาการบริหารจัดการและสภาพคล่องในปีนี้ ทำให้มีโอกาสที่จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ก่อให้เกิดวิกฤตหนี้ที่กระทบไปยังภาคส่วนที่คาดไม่ถึง

สำนักข่าวซินหัวของรัฐรายงานหลังจากการประชุมเศรษฐกิจที่มีสีจิ้นผิงเป็นประธานในเดือนนี้ว่า จีนจำเป็นต้องมีการเตรียมแผนฉุกเฉินอย่างดี เพราะเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับ “แรงกดดันด้านลบที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาเชิงสถาบัน และวัฏจักรการขึ้นลงทางธุรกิจ”

ด้วยการเพิ่มแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นถูกคาดหวังว่าจะเป็นผู้นำในการจัดการด้านการเงินและลดค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือด้วยการแทรกแซงของท้องถิ่นนักวิเคราะห์กล่าว

เหอไห่เฟิง ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายการเงินของสำนักสังคมศาสตร์แห่งจีน กล่าวว่า การแต่งตั้งรองผู้ว่าการทางการเงินไปยังมณฑลต่างๆ สามารถช่วยบูรณาการนโยบายทางการเงินเข้ากับการลงมือปฏิบัติในท้องถิ่นและป้องกันความเสี่ยงทางการเงินได้ล่วงหน้า และการแต่งตั้งกูรูการเงิน ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการแต่งตั้งข้าราชการแบบใหม่อีกด้วย

ที่ผ่านมา ผู้บริหารทางการเงินถูกตั้งแง่ไม่ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะตามระบอบคอมมิวนิสต์ ธนาคารและนายทุนเป็นศัตรูของรัฐที่ขูดรีดกำไรไปจากแรงงาน ดังนั้นธนาคารจะต้องถูกยึดมาเป็นกิจการของรัฐ ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมที่แนวคิดฝ่ายซ้ายจัดกำลังแพร่หลาย นายธนาคารหลายคนถูกโจมตีและขับออกจากตำแหน่งหน้าที่

แต่สีจิ้นผิงเปลี่ยนแปลงค่านิยมนี้ โดยเริ่มเน้นถึงความสำคัญของความเชี่ยวชาญทางการเงินและเพื่อยกระดับสถานะของผู้บริหารเหล่านี้ในปี 2560

สีจิ้นผิงถึงกับเคยกล่าวว่า “ผู้นำทางการเมือง โดยเฉพาะผู้อาวุโสต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเรียนรู้ทักษะทางการเงินและทำความคุ้นเคยกับภาคการเงินให้มากขึ้น”

ครึ่งหนึ่งของอดีตผู้บริหารทางการเงิน 12 คนที่ถูกแต่งตั้งมามาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับมณฑลโดยสีจิ้นผิงนั้นเกิดหลังปี 1970 ซึ่งยังถือว่าเป็นคนวัยกลางคนค่อนข้างหนุ่ม

เช่น รองผู้ว่าการมณฑลเหลียวหนิงชื่อจางหลี่หลิน อายุ 48 ปี เป็นอดีตนายธนาคารผู้ช่ำชองใช้เวลาสองทศวรรษในธนาคารเพื่อการเกษตรที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ เขาได้รับการแต่งตั้งหลังจากสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่งประกาศการลงทุนในธนาคารจิ่นโจวที่กำลังประสบปัญหา โดยธนาคารแห่งนี้อยู่ในมณฑลเหลียวหนิงนั่นเอง

แผนการกำจัดความเสี่ยงสำหรับผู้ให้กู้เป็นความสำเร็จสำคัญในปีนี้ ในการแก้ไขปัญหาที่สถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงสูงต้องเผชิญ

ในเดือนกันยายน ถานโจ๋ง วัย 53 ปี อดีตรองผู้อำนวยการธนาคารอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของจีน ซึ่งเป็นผู้ให้กู้สินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลกได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นมณฑลที่มีหนี้มากที่สุดในประเทศจีนตามรายงานจากบริษัท Guosen Securities ซึ่งมีอัตราส่วนหนี้สินที่ 161.7% ณ สิ้นปี 2560

สีจิ้งผิง ยังคัดเอาแต่กูรูทางการเงินที่มีประสบการณ์ในการฟันฝ่าวิกฤตการณ์มาก่อน เพื่อมานั่งตำแหน่งทางการเมือง เช่น หวางฉีซาน รองว่าการมณฑลที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารเพื่อการก่อสร้างของจีนในช่วงต้นทศวรรษ 1990

จำนวนผู้บริหารทางการเงินที่เข้ามาจับงานการเมืองเพิ่มมากขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงแนวทางใหม่ในการคัดผู้มีความสามารถมาทำงานบริหารประเทศ จากที่แต่เดิมจะเน้นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีผลงานบริหารการเมืองและต้องแสดงฝีมือในเขตการปกครองระดับต่างๆ มาก่อน จนเป็นที่ไว้วางใจได้

เฟิ่ง กล่าวว่า ในปี 2565 ที่มีการสับเปลี่ยนสมาชิกกรมการเมือง คนเหล่านี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่หลังยุคสีจิ้นผิงแล้ว

“รัฐบาลกลางมีแนวโน้มที่จะแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่ในรัฐบาลท้องถิ่นและส่งเสริมพวกเขา ให้พวกเขาได้มีโอกาสสูงที่จะไต่เต้าขึ้นมาดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น” เฟิ่ง กล่าว

เรียบเรียงและเพิ่มเติมจาก China’s Xi turns to financial experts to tame economic risks By Keith Zhai and Cheng Leng โดย สำนักข่าว Reuters

รวมภาพประวัติศาสตร์ สุริยุปราคาวงแหวนพาดผ่านเอเชีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610220

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 20:07 น.

รวมภาพประวัติศาสตร์ สุริยุปราคาวงแหวนพาดผ่านเอเชีย

วันที่ 26 ธันวาคม 2019 (พ.ศ. 2562) เกิดสุริยุปราคาแบบ “สุริยุปราคาวงแหวน” เริ่มต้นจากตะวันออกกลางแต่จะมองเห็นได้บางส่วน จนกระทั่งแนวคราสวงแหวนพาดผ่านประเทศอินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ มาเลเซียอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  ซึ่งจะมองเห็นวงแหวนที่สวยงาม ส่วนประเทศไทยจะเห็นเป็น “สุริยุปราคาบางส่วน” เช่นเดียวกับตะวันออกกลางและเอเชียตอนเหนือ ในโอกาสนี้โพสต์ทูเดย์ได้รวบรวมภาพการเกิดคราสแบบต่างๆ รวมถึงบรรยากาศการชมปรากฎการณ์ธรรมชาติที่หาชมได้ยากนี้มาให้ชมกัน และเก็บบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์

1. ภาพถ่ายโดย Sadiq ASYRAF / AFP

1. ภาพแสดงระยะการเกิดคราสขณะที่ดวงจันทร์เคลื่อนผ่านดวงอาทิตย์จนเกิดสุริยุปราคา ที่เห็นได้จากตันหยง ปิไอ ประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2019 (ภาพถ่ายโดย Sadiq ASYRAF / AFP)

2. ภาพถ่ายโดย Sadiq ASYRAF / AFP

2. ภาพขณะที่ดวงจันทร์เคลื่อนผ่านดวงอาทิตย์จนเกิดลักษณะหัวแหวนของสุริยุปราคาวงแหวน ซึ่งเห็นได้จากตันหยง ปิไอ ประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2019 (ภาพถ่ายโดย Sadiq ASYRAF / AFP)

3. ภาพถ่ายโดย Ferdinandh CABRERA / AFP

3. ภาพถ่ายสุริยุปราคาวงแหวน หรือ “ring of fire” ที่หาชมได้ยากและเกิดขึ้นได้ยาก ภาพนี้ถ่ายไว้ที่เกาะบาลุต จังหวัดซารักกานี ประเทศฟิลิปปินส์ (ภาพถ่ายโดย Ferdinandh CABRERA / AFP)

4. ภาพถ่ายโดย Arun SANKAR / AFP

4. ภาพถ่ายสุริยุปราคาวงแหวน หรือ “ring of fire” ถ่ายไว้ที่เมืองทินดิกุล ในรัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มองเห็นสุริยุปราคาเกือบเต็มดวง (ภาพถ่ายโดย Arun SANKAR / AFP)

5. ภาพถ่ายโดย YASSER AL-ZAYYAT / AFP

5. ภาพขณะดวงจันทร์ผ่านดวงอาทิตย์จนเกิดคราสรูปเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์เสี้ยวคว่ำลง มองเห็นได้ที่ชายหาดกรุงคูเวต ซิตี้ เมืองหลวงของประเทศคูเวต หนึ่งในจุดที่เกิดคราสแห่งแรกๆ ของคราวนี้ (ภาพถ่ายโดย YASSER AL-ZAYYAT / AFP)

6. ภาพถ่ายโดย YASSER AL-ZAYYAT / AFP

6. ภาพโคลสอัพดวงอาทิตย์ขณะถูกคราสกินที่เมืองคูเวตซิตี้ เป็นภาพทางดาราศาสตร์ที่สวยงามมาก (ภาพถ่ายโดย YASSER AL-ZAYYAT / AFP)

7. ภาพถ่ายโดย AAMIR QURESHI / AFP

7. เด็กสาวชาวปากีสถานใช้ฟิล์มเอ็กซ์เรย์เท้ามองผ่านดวงอาทิตย์ระหว่างการชมสุริยุปราคา ที่เมืองอิสลามาบัด (ภาพถ่ายโดย AAMIR QURESHI / AFP)

8. ภาพถ่ายโดย Rakesh Nagar / AFP

8. พระภิกษุชาวทิเบตในประเทศอินเดียร่วมกันชมสุริยุปราคา ที่เขตอาศัยของชาวทิเบตอพยพในเมืองเตคินกอปปา ในรัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย (ภาพถ่ายโดย Rakesh Nagar / AFP)

9. ภาพถ่ายโดย UNI KRISWANTO / AFP

9. ชาวมุสลิมอินโดนีเซียในเมืองสุราบายาทำละหมาด ขณะที่มีการถ่ายทอดสดการเกิดสุริยุปราคาในพื้นที่ดังกล่าว โดยกำลังก่อตัวเป็นคราสเกือบเต็มรูปวงแหวน (ภาพถ่ายโดย UNI KRISWANTO / AFP)

10. ภาพถ่ายโดย PRAKASH MATHEMA / AFP

10. หญิงชาวเนปาลที่นับถือศาสนาฮินดูต่างพากันลงไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายที่ริมแม่น้ำตามความเชื่อทางศาสนา ระหว่างเกิดปรากฎการณ์สุริยุปราคา หรือสุริยคราส ซึ่งสามารถมองเห็นได้บางส่วนที่กรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ตามความเชื่อในศาสนาฮินดูสุริยุปราคาเกิดขึ้นจากราหูและพระเกตุกลืนกินดวงอาทิตย์ แต่นักวิทยาศาสตร์ชาวฮินดูแต่โบราณต่างก็ทราบมานานหลายร้อยปีแล้วว่าสุริยุปราคาเกิดจากดวงจันทร์โคจรมาบดบังดวงอาทิตย์ กระนั้นประชาชนทั่วไปก็ยังยึดถือความเชื่อเดิมเรื่องราหูกลืนตะวันว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นมงคลเพราะหมายถึงความชั่วร้ายเอาชนะความดีงาม ความมืดเอาชนะแสงสว่าง จึงต้องพากันไปประกอบพิธีชำระล้างที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ (ภาพถ่ายโดย PRAKASH MATHEMA / AFP)

แปลกแต่จริง ภาวะโลกร้อนทำให้เกิดหิมะมากขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610217

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 19:13 น.

แปลกแต่จริง ภาวะโลกร้อนทำให้เกิดหิมะมากขึ้น

สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานว่า นักวิจัยในญี่ปุ่นเตือนว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้หิมะตกหนักในพื้นที่ภูเขาทางตะวันออกของญี่ปุ่น

ทากาชิโร ซาไซ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโทโฮกุ หัวหน้าทีมวิจัยได้สร้างจำลองเพื่อพยากรณ์ปริมาณหิมะหากอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น 4 องศาเซลเซียสเนื่องจากภาวะโลกร้อน

จากการค้นพบของพวกเขาพบว่า ในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตกหนัก ปริมาณหิมะจะลดลงตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกและทะเลญี่ปุ่น แต่พื้นที่ภูเขาตามแนวชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางตะวันออกของญี่ปุ่นจะมีปริมาณหิมะเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภูเขาที่ทอดยาวจากจังหวัดกิฟุไปยังจังหวัดนีงาตะ คาดว่าความถี่ที่จะเกิดปรากฎการณ์หิมะตกหนักทับถมจนมีความหนากว่า 60 เซนติเมตรต่อวันจะเกิดบ่อยครั้งขึ้น โดยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1 ครั้งทุกๆ 40 ปี จากเดิมที่จะเกิดขึ้น 1 ครั้งในทุกๆ 80 – 90 ปี

นักวิจัยกล่าวว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวทะเลสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของปริมาณไอน้ำในอากาศ เมื่อมีปริมาณไอน้ำในอากาศมากขึ้นในช่วงฤดูหนาวก็จะส่งผลให้หิมะตกหนัก

ทั้งนี้ การที่บางประเทศมีอากาศหนาวขึ้นและหิมะตกหนักขึ้นทำให้เกิดกระแสตอบโต้ว่าภาวะโลกร้อนไม่เป็นความจริง ทว่า ข้อเท็จจริงก็คือเมื่อโลกร้อนขึ้นทำให้สภาพอากาศแปรปรวนอย่างที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น และสาเหตุที่หิมะตกหนักขึ้นก็เกิดมาจากอากาศเหนือผิวน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง

การสมรสในเครือญาติคือที่มาของใบหน้าที่บิดเบี้ยวในราชวงศ์ฮับส์บูร์ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610200

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 15:43 น.

การสมรสในเครือญาติคือที่มาของใบหน้าที่บิดเบี้ยวในราชวงศ์ฮับส์บูร์ก

รายงานการวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Annals of Human Biology ระบุว่า “ขากรรไกรฮับส์บูร์ก” (Habsburg jaw) ซึ่งเป็นสภาพใบหน้าของสมาชิกในราชวงศ์ฮับส์บูร์สายกษัตริย์สเปนและออสเตรีย เกิดจากการสมรสกันในหมู่พระญาติวงศ์ด้วยกันเอง

การแต่งงานระหว่างเครือญาติหลายชั่วรุ่นในราชวงศ์ฮับส์บูร์กมีจุดประสงค์เพื่อรักษาอิทธิพลของตระฏูลให้ครอบคลุมทั่วทั้งจักรวรรดิยุโรป รวมถึงสเปนและออสเตรียมานานกว่า 200 ปี แต่นำไปสู่การจุดจบของราชวงศ์เมื่อพระมหากษัตริย์ราชวงศ์ฮับส์บูร์กองค์สุดท้ายไม่มีทายาทสืบทอด อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการศึกษายืนยันว่า ลักษณะหน้าตาของคนในราชวงศ์นี้่ที่มีคางและขากรรไกรเหมือนกันจนถูกเรียกว่า “ขากรรไกรฮับส์บูร์ก” เป็นผลมาจากการสมรสในหมู่เครือญาติหรือไม่

หนึ่งในบุคคลที่มีลักษณะคางยื่นที่สุดในราชวงศ์ฮับส์บูร์ก คือพระเจ้าการ์โลสที่ 2 แห่งสเปน (ในภาพประกอบ) ทรงมีคางยื่นมากจนไม่สามารถที่จะขบเคี้ยวได้ตามปกติ

ศาสตราจารย์โรมัน บีลาส จากมหาวิทยาลัยซานติอาโก เด กอมโปสเตลา (Santiago de Compostela) ในประเทศสเปน กล่าววว่า ราชวงศ์ฮับส์บูร์กเป็นหนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุโรป แต่ก็มีชื่อเสียงไม่ดีนักในด้านการแต่งงานระหว่างเครือญาติกันเองซึ่งนำมาสู่หายนะในที่สุด (เพราะไม่อาจมีทายาทสืบทอดได้อีกต่อ) และในครั้งนี้ นักวิจัยพยายามพิสูจน์ว่าเพราะการแต่งกันในหมู่คนสายเลือดเดียวกัน ยังทำให้คนในตระกูลนี้มีหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์

นักวิจัยได้ทำการคัดเลือกศัลยแพทย์ช่องปากและใบหน้าขากรรไกรจำนวน 10 คนเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติของใบหน้าใน 66 ภาพของสมาชิก 15 คนของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก แม้จะมีความแตกต่างในรูปแบบศิลปะ แต่ภาพบุคคลก็มีลักษณะที่เหมือนจริงเมื่อเทียบกับใบหน้ามนุษย์

สิ่งที่ศัลยแพทย์วินิจฉัย คือโรคคางยื่น (Mandibular prognathism) หรือที่เรียกว่า “ขากรรไกรฮับส์บูร์ก” และพบความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดลักษณะคางยื่นกับการแต่งงานในเครือญาติจำนวน 6,000 คน จากทั้งหมด 20 รุ่น ยิ่งแต่งงานกับคนที่ใกล้ชิดทางสายเลือดมากเท่าไร อาการคางยื่นยิ่งปรากฎชัด

สาเหตุของความสัมพันธ์ระหว่างการผสมพันธุ์และความผิดปกติของใบหน้ายังไม่ชัดเจน แต่ผู้เขียนเสนอว่าเพราะผลกระทบจากการผสมพันธุ์ระหว่างญาติ ทำให้โอกาสในการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของยีนพ่อและแม่ที่เหมือนกันมีมากขึ้น ทำให้ลูกมียีนด้อยจนขากรรไกรมีลักษณะดังกล่าว คือคางยื่นแบบคนในตระกูลฮับส์บูร์กอย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยชี้ว่าการศึกษานี้ยังเกี่ยวข้องกับบุคคลเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ความถี่ที่จะเกิดลักษณะขากรรไกรของฮับส์บูร์กอาจมาจากการขาดช่วงทางพันธุกรรมได้เช่นกัน แต่โอกาสมีน้อย

ปีแห่งการประท้วงและการโค่นเผด็จการ มองย้อนความวุ่นวายในปี2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610176

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 13:25 น.

ปีแห่งการประท้วงและการโค่นเผด็จการ มองย้อนความวุ่นวายในปี2019

ปี 2019 เป็นปีที่เกิดการประท้วงทั่วโลกเนื่องจากผู้คนเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการเมืองและเรียกร้องร้องให้รีบแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำนักข่าว AFP ได้สรุปข่าวใหญ่ประจำปีเพื่อที่เราจะสามารถย้อนกลับไปดูเหตุการณ์เหล่านั้น เพื่อเตรียมที่จะเดินหน้าเข้าสู่ปีใหม่และทศวรรษใหม่ 2020

การประท้วงยืดเยื้อในชิลี Photo by Martin BERNETTI / AFP

– ประท้วงระบาดทั่วละตินอเมริกา –

เมื่อวันที่ 23 มกราคม ฮวน ไกวโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาประกาศตนเป็นประธานาธิบดีชั่วคราว ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยาวนาน

ไกวโดได้รับการยอมรับจากกว่า 50 ประเทศรวมถึงสหรัฐ แต่กองทัพไม่ทำตามเสียงเรียกร้องให้ทำรัฐประหาร และกลับสนับสนุนประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรและจนถึงขณะนี้มาดูโรก็ยังคงอยู่ในตำแหน่ง

ในช่วงกลางเดือนกันยายนการประท้วงครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่เฮติหลังจากขาดแคลนเชื้อเพลิง โดยประชาชนเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโชเวอเนล มออีส ลาออกแต่การประท้วงลุกลามกลายเป็นความรุนแรงคร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 40 ชีวิต

การขึ้นราคาตั๋วรถไฟใต้ดินในเมืองหลวงของชิลีเมื่อกลางเดือนตุลาคม เป็นต้นเหตุของการประท้วงยืดเยื้อที่ทำให้มีคนตายมากกว่า 20 รายก่อนที่จะมีการลงประชามติเรื่องการปฏิรูป

โบลิเวียเผชิญกับการประท้วงนาน 3 สัปดาห์หลังจากประธานาธิบดีเอโบ โมราเลส อ้างว่าชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 4 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม แต่ประชาชนไม่พอใจจนชุมนุมกันและมีหลายสิบคนถูกฆ่าตาย โมราเลสลาออกเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนและหนีไปลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่รัฐบาลต้องจัดการเลือกตั้งใหม่

เอกวาดอร์กลายเป็นอัมพาตเกือบสองสัปดาห์หลังเกิดการประท้วงในเดือนตุลาคม และในประเทศโคลัมเบียมีการนัดหยุดงานและการประท้วงต่อต้านรัฐบาลฝ่ายขวาโดยเริ่มกลางเดือนพฤศจิกายน

อับเดลมัดจิด เตบบูนเน Photo by RYAD KRAMDI / AFP

– ความรุนแรงในแอฟริกาเหนือ/ตะวันออกกลาง –

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เดิดการประท้วงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศแอลจีเรีย เพื่อต่อต้านการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 5 ของประธานาธิบดีอับเดลาซิซ บูเตฟลิกา ที่ครองอำนาจมานานถึง 20 ปี

บูเตฟลิกา สูญเสียการสนับสนุนจากกองทัพและลาออกไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน แต่การเดินขบวนประท้วงยังดำเนินต่อไป โดยเรียกร้องให้ยกเครื่องการจัดตั้งทางการเมืองทั้งหมดและปฏิเสธประธานาธิบดีคนใหม่คือ อับเดลมัดจิด เตบบูนเน ผู้ได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม

ในซูดานเมื่อวันที่ 11 เมษายน การกุมอำนาจที่ยาวนานสามทศวรรษของกองทัพและเผด็จการโอมาร์ อัลบาชีร์ต้องสิ้นสุดลง เพราะแรงกดดันจากพลังประชาชนที่ปักหลักการประท้วงทั่วประเทศนาน 4 เดือน

แต่การเดินขบวนยังดำเนินต่อไปและมีการเจรจาอย่างหนักหน่วง จนกระทั่งมีการตกลงกันได้ในเดือนสิงหาคม โดยจัดตั้งสภาปกครองร่วมเพื่อดูแลการเปลี่ยนผ่านการปกครองจากทหารไปสู่พลเรือน โดยรวมแล้วมีผู้เสียชีวิตกว่า 250 คน

ในอิรักการประท้วงครั้งใหญ่ปะทุขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม โดยสั่งสมจากความไม่พอใจในปัญหาว่างงาน การทุจริตและการบริการสาธารณะที่ย่ำแย่ และขยายวงกว้างเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรง จนมีผูเสียชีวิตถึง 460 ชีวิต จนกระทั่งวันที่ 1 ธันวาคม รัฐสภายอมรับการลาออกของคณะรัฐบาลอิรัก

ในเลบานอน การประท้วงใหญ่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาโดยมีแผนที่เรียกเก็บภาษีแอพสำหรับส่งข้อความและลุกลามกลายเป็นการต่อต้านชนชั้นนำทางการเมือง และยังคงเดินหน้าประท้วงต่อไปหลังจากนายกรัฐมนตรีซาอัด ฮาริรี ลาออกไปเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม เพราะผู้ประท้วงยังไม่ยอมรับฮัสซัน ดิอับ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ จึงต้องจัดการเลือกเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

อิหร่านเกิดการจลาจลเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนหลังจากการขึ้นราคาน้ำมัน เจ้าหน้าที่เข้าสลายผู้ก่อความไม่สงบโดยตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทำให้โลกภายนอกไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 304 คนส่วนใหญ่ถูกกองกำลังรักษาความปลอดภัยยิง แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว

อะบู บักร์ อัลบัฆดาดี Photo by – / various sources / AFP

– ผู้นำรัฐอิสลามถูกฆ่า –

หลังจากการโจมตีห้าปีเพื่อยึดคืนเขตการยึดครองของขบวนการรัฐอิสลาม (IS) อันกว้างใหญ่ในอิรักและซีเรียในที่สุดพวกญิฮาดก็ถูกขับออกจากฐานที่มั่นสุดท้ายในเดือนมีนาคมโดยกองกำลังพันธมิตรต่อต้านรัฐอิสลามที่นำโดยกองกำลังเคิร์ด

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐประกาศว่าผู้นำของรัฐอิสลาม คือ อะบู บักร์ อัลบัฆดาดี ถูกสังหารในระหว่างการโจมตีโดยกองหน่วยรบพิเศษของสหรัฐในประเทศซีเรีย

กองเรือลาดตระเวนของอิหร่าน Photo by ATTA KENARE / AFP

– อิหร่านเกือบจุดชนวนสงคราม –

ในวันที่ 8 พฤษภาคม รัฐบาลอิหร่านประกาศไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทำไว้ในปี 2558 หลังจากที่สหรัฐยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวก่อนและคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง โดยอ้างว่าอิหร่านไม่ยุติโครงการนิวเคลียร์จริงๆ จังๆ

ในอีกไม่กี่เดือนต่อมาอิหร่านก็หันมาพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตนอีกครั้ง รวมถึงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หลังจากที่ยุติไปนาน

การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับอิหร่านตึงเครียดเกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลสหรัฐกล่าวโทษอิหร่านว่าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียหลายลำ ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม

เมื่อวันที่ 14 กันยายนอิหร่านถูกกล่าวโทษอีกครั้ง เมื่อโรงงานผลิตน้ำมันรายใหญ่ของซาอุดิอาระเบียถูกโจมตีโดยกลุ่มกบฏฮูษีของเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน แต่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น

ในเวลาหกเดือนที่ผ่านมา อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและน้ำมวลหนักในปริมาณที่เกินกว่าข้อตกลงกับนานาประเทศ และยังเดินหน้าพัฒนาเครื่องหมุนเหวี่ยงสำหรับโครงการนิวเคลียร์อีกด้วย

ความรุนแรงในฮ่องกงเดือนธันวาคม Photo by Dale DE LA REY / AFP

– ฮ่องกงปะทุ-

วันที่ 9 มิถุนายนเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในฮ่องกงตั้งแต่กลับสู่การปกครองของจีนในปี 1997 ติดตามมาด้วยการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเกือบทุกวัน

การประท้วงเริ่มต้นจากการต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ แต่พัฒนาไปสู่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีนและกลายเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยในวงกว้าง

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน นักรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่การประท้วงและเหตุรุนแรงก็ยังไม่จบลง

โดนัลด์ ทรัมป์ Photo by Nicholas Kamm / AFP

– สหรัฐนำโลกกลับสู่สงครามเย็น –

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมสหรัฐถอนตัวออกจากสนธิสัญญากำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) กับรัสเซียอย่างเป็นทางการ ทำให้โลกเสี่ยงที่เกิดการสะสมอาวุธและการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจทางการทหารอีกครั้ง ในลักษณะเดียวกับสงครามเย็น

แนวคิด “America First” (อเมริกามาก่อน) ของทรัมป์ยังเป็นจุดเริ่มของการทำสงครามการค้ากับจีน และสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ทรัมป์ยังถอนตัวจากความตกลงปารีสเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้สหรัฐมีสภาพโดดเดี่ยวตัวเองจากข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ และทำให้เกิดเงื่อนไขของการเผชิญหน้าโดยไม่จำเป็น

วันที่ 24 กันยายน พรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสเปิดการไต่สวนคดีฟ้องร้องทรัมป์หลังจากพบข้อมูลว่าทรัมป์กดดันให้รัฐบาลยูเครนดำเนินการสอบสวนโจ ไบเดน คู่แข่งของเขาจากพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ในปี 2563

ในเวลาต่อมมา สภาผู้แทนราษฎรที่มีเสียงส่วนใหญ่มาจากพรรคเดโมแครต ก็ดำเนินกระบวนการถอดถอนทรัมป์อย่างเป็นทางการในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบและขัดขวางการทำงานของรัฐสภา แต่คาดว่ากระบวนการถอดถอนไม่น่าจะผ่านความเห็นชอบโดยวุฒิสภาที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกัน และอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีถอดถอนดังกล่าว

ชาวเคิร์ดต่อต้านกองทัพตุรกี Photo by Delil SOULEIMAN / AFP

– ตุรกีรุกรานซีเรีย –

ในวันที่ 9 ตุลาคมตุรกีโจมตีซีเรียทางตอนเหนือ เพื่อผลักดันชาวเคิร์ดกลับจากชายแดนซีเรีย เพราะตุรกีถือว่าชาวเคิร์ดเป็น “ผู้ก่อการร้าย” เพราะเกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในตุรกี

เมื่อสองวันก่อนหน้าที่ตุรกีจะโจมตีซีเรีย ทรัมป์ได้ประกาศถอนทหารสหรัฐออกจากพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลสหรัฐได้ละทิ้งพันธมิตรชาวเคิร์ดที่มีความสำคัญในการต่อสู้กับนักรบญิฮาดของขบวนการรัฐอิสลาม

ตุรกีหยุดการโจมตีในวันที่ 23 ตุลาคมหลังจากที่สหรัฐและรัสเซียตกลงกันว่า จะเปิดทางให้นักรบชาวเคิร์กเดินทางออกจากพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนตุรกี-ซีเรีย

มีโอกาส50%ที่จะรักษาโครงสร้างทั้งหมดนอเทรอดามไว้ไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610131

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 18:49 น.

มีโอกาส50%ที่จะรักษาโครงสร้างทั้งหมดนอเทรอดามไว้ไม่ได้

อธิการประจำอาสนะวิหารนอเทรอดามกล่าวกับสำนักข่าว AP ว่า อาสนวิหารแห่งนี้ยังคงเปราะบางจนมีโอกาสถึง 50% ที่จะไม่สามารถรักษาโครงสร้างอาคารหมด เนื่องจากนั่งร้านที่ติดตั้งไว้ก่อนเกิดไฟไหม้ในปีนี้กำลังบั่นทอนโครงสร้างหลังคาโค้งแหลมของตัววิหาร

อธิการปาทริค โชเวต์ กล่าวว่างานบูรณะไม่น่าจะเริ่มจนกว่าจะถึงปี 2564 และบอกว่าท่านปวดใจที่ไม่สามารถที่จะเฉลิมฉลองงวันคริสมาสต์ในวิหารนอเทรอดามปีนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศสที่ไม่มีการฉลองวันคริสต์มาส ณ สถานที่สำคัญของกรุงปารีสแห่งนี้

“จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีอันตรายอยู่ จะไม่เป็นอันตรายก็ต่อเมื่อเรานำนั่งร้านส่วนที่เหลือออกไป” อธิการโชเวต์ บอกกับ AP ระหว่างร่วมงานคริสต์มาสอีฟในโบสถ์ใกล้ ๆ

“วันนี้เราสามารถพูดได้ว่าอาจมีโอกาส 50% ที่จะรักษาวิหารไว้ได้ นอกจากนี้ยังมีโอกาส 50% ที่นั่งร้านจะพังลงมาบนหลังคาที่เหลืออยู่ทั้งช่วง อย่างที่คุณเห็น ตัวอาคารนั้นยังมีความเปราะบางมาก” อธิการโชเวต์กล่าวว่า

อาสนวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 และอยู่ระหว่างการปรับปรุงตอนที่เกิดไฟไหม้ในเดือนเมษายนซึ่งทำลายหลังคาจนพังทลายลงมา หนึ่งในส่วนที่ยากที่สุดของความพยายามในการบูรณะ คือการรื้อนั่งร้านเก่าแก่จำนวน 50,000 ชิ้นที่ค้ำแนวด้านบนของอาคารเอาไว้

โชเวต์ กล่าวว่า “เราต้องถอดโครงนั่งร้านออกให้หมดเพื่อทำให้อาคารปลอดภัยเพื่อที่เราอาจจะเริ่มการบูรณะโบสถ์ใหม่ได้ในปี 2564 เมื่อถอดโครงนั่งร้านออกแล้ว เราจำเป็นต้องประเมินสถานะของวิหาร ปริมาณหินที่จะรื้อออกและแทนที่ด้วยของใหม่”

เขาคาดว่าจะใช้เวลาอีก 3 ปีหลังจากนั้นเพื่อให้วิหารปลอดภัยพอที่ผู้คนจะกลับเข้ามาประกอบศาสนกิจอีกครั้ง แต่การฟื้นฟูทั้งหมดจะใช้เวลานานกว่านั้น ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครองกล่าวว่าเขาต้องการให้วิหารได้รับการบูรณะแล้วเสร็จในปี 2567 ให้ทันกับที่ปารีสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แต่ผู้เชี่ยวชาญถามว่ากรอบเวลานั้นอาจเป็นไปไม่ได้

เนื่องจากสมาชิกของเขตวัดอาสนวิหารนอเทรอดามไม่สามารถฉลองคริสต์มาสได้ในปีนี้ การชุมนุมของคณะนักบวชและคณะนักร้องประสานเสียงจึงต้องมาจัดกันที่โบสถ์แซงต์ แฌกแมง โลแซรัว (Saint-Germain l’Auxerrois) ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์แทน

สมาชิกของอาสนวิหารร่วมงานวันคริสต์มาสอีฟพร้อมกับช่วยปลอบใจจากความโศกเศร้าหลังไฟไหม้วิหารอันเป็นที่รักของพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอยู่

“ผมจำได้ว่าแม่ของผมบอกว่าแม่กำลังดูทีวีอยู่และเกิดไฟไหม้ที่นอเทรอดาม ผมบอกแม่ว่า `มันเป็นไปไม่ได้’ แล้วผมก็ขี่จักรยานออกไป และเมื่อผมมาถึงผมถึงกับร้องไห้” ฌอง-ลุค โบดอง วิศวกรชาวปารีสคนหนึ่งที่เคยประกอบศาสนกิจที่นอเทรอดามเล่าความรู้สึก

“พวกเราคือชาวฝรั่งเศส เราจะพยายามสร้างนอเทรอดามขึ้นมาใหม่ให้เหมือนเมื่อก่อน เพราะมันคือสัญลักษณ์” เขากล่าว

Photo by Geoffroy VAN DER HASSELT / AFP