เมื่ออินโดนีเซียดึงตัวซีอีโอGoJekมาช่วยปฏิรูปการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610504

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2562 เวลา 12:30 น.

เมื่ออินโดนีเซียดึงตัวซีอีโอGoJekมาช่วยปฏิรูปการศึกษา

กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย เป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากการสำรวจเมื่อปี 2017 โดย TomTom Traffic Index พบว่า จาการ์ตามีปัญหารถติดเลวร้ายที่สุดอันดับที่ 4 ของโลก

มีผู้สันนิษฐานว่า ปัญหารถติดในจาการ์ตาเริ่มขึ้นจากช่วงวิกฤตการเงินของอาเซียนยุค 90 ที่ทำให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียตกต่ำ ชาวอินโดนีเซียในชนบทจำนวนมากทิ้งบ้านช่อง เข้ามาหางานเชิงอุตสาหกรรมในเมือง ซึ่งสร้างรายได้มากกว่าทำเกษตรที่บ้านเกิด

ทุกวันนี้แม้วิกฤตการเงินจะสิ้นสุดลงไปแล้ว 12 ปี แต่จาการ์ตาก็ยังเป็นเป้าหมายของการอพยพย้ายถิ่นอย่างไม่หยุดหย่อน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันคาดคิดคือ ระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่มีจำนวนและประสิทธิภาพไม่เพียงพอรองรับผู้ใช้งาน

ผู้จึงเริ่มพึ่งพาตัวเองด้วยรถส่วนตัว แต่ราวกับว่ายิ่งซ้ำเติมให้ระบบจราจรเลวร้ายกว่าเดิม สถิติที่พบคือประชาชนใช้เวลาบนท้องถนนเพื่อเดินทางภายในเมืองเฉลี่ย 3-4 ชม.ต่อคนต่อวัน

ขณะที่ความเร็วของการจราจรเฉลี่ยอยู่ที่ 8.3 กม.ต่อชม. ซึ่งมีผู้เปรียบเทียบว่าช้ากว่าการวิ่งบนลู่วิ่งออกกำลังด้วย

อย่างไรก็ดี ที่ๆ มีปัญหาคือ ที่ๆ สร้างโอกาสได้เช่นกัน กลายเป็นที่มาของแอพพลิเคชั่นบริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง GoJek (โกเจ็ก) โดยหนุ่มอินโดนีเซียดีกรีนักเรียนนอก นาเดียม มาการิม (Nadiem Makarim) ที่คิดธุรกิจบริการนี้ขึ้นมา หลังกลับจากการเล่าเรียนที่ต่างประเทศได้ไม่นาน ด้วยปัญหาจราจรที่เกินจะรับได้

ในตอนเริ่มต้นธุรกิจนั้น ผู้บริหารวัย 35 ปีเผยว่า ตลอดชีวิตก่อนหน้านี้ เขาคุ้นชินกับประเทศบ้านเกิดกระทั่งถึงชั้นประถมเท่านั้น เพราะตั้งแต่มัธยม ครอบครัวส่งเขาไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก ก่อนจะกลับมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติในสิงคโปร์ และกลับไปเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยบราวน์ของสหรัฐอีกครั้ง

หลังจากเรียนจบ มาการิม กลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง McKinsey & Company โดยระหว่างนั้นเขาได้ก่อตั้งองค์กร Young Leaders For Indonesia เพื่ออบรมทักษะต่างๆ อาทิ การแก้ปัญหาและการจัดการให้กับเยาวชนจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

สามปีต่อมา เขาตัดสินใจไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจที่ ม. ฮาร์วาร์ด และหลังจากเรียนจบไม่นานก็เริ่มฟอร์มทีมกับเพื่อนๆ ทำธุรกิจกันในอินโดนีเซีย โดยมองไปที่ปัญหาหรือความต้องการของคนในประเทศ ซึ่งที่เขาพบคือ การสัญจรที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และสะดวกรวดเร็ว

ในปี 2011 แอพพลิเคชั่น GoJek จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะหรือ “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง” ระบบขนส่งสาธารณะที่มีความรวดเร็วเป็นประกันและไปได้ทุกที่ตรอกซอกซอย ซึ่งเรียกกันว่า โอเจ็ก ในภาษาท้องถิ่น โดยชาว GoJek  จะเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขับขี่ขององค์กรโดยเฉพาะ

หลังระบุจุดหมายที่ต้องการเดินทางและจุดรับผู้โดยสาร ผู้ใช้งานก็ระบุชื่อผู้โดยสารและเบอร์ติดต่อลงไป ซึ่งแอพฯ จะแสดงราคาค่าโดยสารขึ้นมา หากตกลงก็กดยืนยัน เพื่อดูข้อมูลผู้ให้บริการและใช้บริการต่อไป โดยการให้บริการของ GoJek แก้ปัญหาของโอเจ็กได้ทั้งหมด ซึ่งมีการตั้งวินอย่างไม่มีการรับรองจากทางการ จึงไม่สามารถดูแลด้านมาตรฐานของยานพาหนะและความปลอดภัยของการขับขี่ หรือควบคุมอัตราค่าโดยสารที่ยุติธรรม

โกเจ็ค เริ่มให้บริการในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ อาทิ จากาต้า บาหลี บันดุง ต่อมามาการิม ยังเพิ่มการบริการส่งอาหารหรือ Go-Food (โกฟู้ด) จากร้านอาหารกว่า 15,000 แห่ง และบริการซื้อของหรือช็อปปิ้งตามคำสั่ง ซึ่งผู้ใช้บริการไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า หากค่าสินค้าไม่เกิน 1 ล้านรูเปีย

ปัจจุบันธุรกิจสยายปีกไปยังเพื่อนบ้านอาเซียนร่วมถึงไทย

ในช่วงแรกนั้น ธุรกิจของนักธุรกิจหนุ่มก็มีอุปสรรครอบด้าน ตั้งแต่การปะทะกับผู้ให้บริการดั้งเดิม การควบคุมคุณภาพของบุคลากรตัวเอง และการจับตาอย่างเข้มงวดของภาครัฐที่บางส่วนก็ไม่พอใจกับธุรกิจของภาคเอกชนรายนี้

ถึงกระนั้น เจ้าตัวก็โฟกัสที่การทำงานของตัวเอง ที่มุ่งหวังจับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งได้รับรางวัลและการชื่นชมในแวดวงธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

แต่จะว่าไม่สนใจรอบข้างเด็ดขาดคงไม่ได้ มาการิม ได้ตอบกลับถึงภาครัฐไปเช่นกันว่า เขายินดีปิดตัว GoJek หากทางการจากาต้าสามารถแก้ปัญหาจราจรได้ ซึ่งเขาท้าทายไว้เลยว่า ทางสว่างที่ชาวอินโดนีเซียเฝ้ารอ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ภายใน 10 ปีแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มจะดีขึ้น จากการจัดอันดับเมืองที่มีปัญหาจราจรเลวร้ายที่สุดโดย TomTom Traffic Index พบว่าในปี 2019 จาการ์ตามีอันดับที่ดีขึ้น โดยหล่นจากอันดับ 4 ไปอยู่ที่ 7 ชาวเน็ตอินโดเชื่อกันว่านี่อาจเป็นอานิสงส์ของการเปิดให้บริการ MRT ในจาการ์ตา

แต่ Jakarta MRT รองรับผู้โดยสารได้แค่ 90,000 คนต่อวัน เทียบกับจำนวนประชากร 10 ล้านคนในเมืองนี้นับว่าจิ๊บจ๊อยมาก

เราไม่รู้แน่ชัดว่า Gojek มีส่วนช่วยให้การจราจรของที่นี่ดีขึ้นหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ Gojek ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และสยายปีกการลงทุนไปในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศไทย

ในอีก 10 ปีหากจาการ์ตาแก้ปัญหาจราจรไม่ได้ มาการิมก็ยังไม่ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง หากดูตัวอย่างจากกรุงเทพฯ ซึ่งมีนักการเมืองมากหน้าหลายตาให้คำมั่นสัญญาว่าจะแก้ปัญหารถติดให้สำเร็จหากได้รับเลือก จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครทำได้

ล่าสุด รัฐบาลอินโดนีเซียเตรียมย้ายเมืองหลวงจากจาร์กาตาไปยังยังเกาะบอร์เนียวเพื่อหนีปัญหาคาราคาซัง ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลก็คงจะทิ้งปัญหาจราจรในจาการ์ตาให้จมปลักอยู่อย่างนี้ต่อไป

แต่อินโดนีเซียไม่ได้สิ้นหวังขนาดนั้น มาการิมวัย 35 ปีเพิ่งจะลาออกจากตำแหน่ง CEO ของ GoJek ไปร่วมคณะรัฐบาลในเดือนตุลาคม 2019 เพราะผู้นำประเทศต้องการคนรุ่นใหม่มาช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี

และรากฐานการพัฒนาที่ดีที่สุดคือการศึกษา ดังนั้นแทนที่จะนั่งเก้าอี้กระทรวงเทคโนโลยี CEO ของ Gojek จึงรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อสานต่อนโยบายของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ที่มุ่งเน้นสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่สุดยอด นั่นคือยอดมนุษย์เทคโนโลยีที่สามารถนำประเทศสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อยู่เสมอ

หากเขาทำสำเร็จ นี่จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงเสียยิ่งกว่าให้กำเนิด GoJek เสียอีก

จับตาคิมส่งซิกใช้มาตรการเชิงรุก ปีหน้าฟ้าใหม่อาจคุยกับทรัมป์ด้วยกำลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610470

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 17:23 น.

จับตาคิมส่งซิกใช้มาตรการเชิงรุก ปีหน้าฟ้าใหม่อาจคุยกับทรัมป์ด้วยกำลัง

คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือมีแถลงการณ์เนื่องในวันปีใหม่ สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมกับ “มาตรการเชิงรุก” เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ และเกาหลีเหนือจะใช้ “แนวทางใหม่” หากสหรัฐยังไม่หยุดคว่ำบาตรและกดดันเกาหลีเหนือ

แถลงการณ์นี้เป็นการส่งสัญญาณอย่างตรงไปตรงมาว่าคิมอาจจะระงับการเจรจากับสหรัฐที่ไม่คืบหน้าและใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นเพื่อต่อรองให้สหรัฐยุติมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ โดยระยะหลังเกาหลีเหนือทำการทดลองขีปนาวุธบ่อยครั้งขึ้นคาดว่าเพื่อกดดันสหรัฐ

การแสดงท่าทีของคิมทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงส่งท้ายปี 2020 เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองโลก

สำนักข่าว KCNA รายงานว่า คิมเน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับระบบการทำงานด้านเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสร้างระเบียบวินัยที่แข็งแกร่งและเสนองานเพื่อแก้ไขสถานการณ์ร้ายแรงของภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของเศรษฐกิจของประเทศ

คิมยังเน้นถึงความจำเป็นในการเพิ่มการผลิตทางการเกษตรให้มากขึ้น และให้คำแนะนำสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์การศึกษาและมาตรฐานสาธารณสุข

อีซังมิน โฆษกของกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่า รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังเฝ้าดูการประชุมพรรคเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด แต่เขาไม่ได้คาดการณ์อะไรเรื่องที่คิมเรียกร้องให้มีมาตรการความมั่นคงเชิงรุก

ชองซองชัง นักวิเคราะห์อาวุโสของสถาบันเซจง (Sejong Institute) ของเกาหลีใต้กล่าวว่า เป็นครั้งแรกภายใต้การปกครองของคิมที่การประชุมประจำปีของคณะกรรมการกลางของพรรคใช้เวลานานกว่า 1 วัน

ชองซองชัง ชี้ว่าคิมมีความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญในการเผชิญกับการคว่ำบาตรและแรงกดดันจากสหรัฐ และยิ่งมีการสกัดกั้นแรงงานของเกาหลีเหนือไม่ให้ออกไปทำงานในประเทศต่างๆ ยิ่งทำให้สถานการณ์ของคิมย่ำแย่ลง

ชองซองชัง ยังเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ในระหว่างการประชุมพรรค คิมจะยังย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเสริมความแข็งแกร่งโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ เพราะพบเห็นผู้บัญชาการกองกำลังเชิงกลยุทธ์ของกองทัพเกาหลีเหนือในระหว่างการประชุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

คิมได้พบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สามครั้งในช่วงสองปี แต่การเจรจาต่อรองเริ่มไม่คืบหน้า ในการประชุมครั้งล่าสุดของทั้งสองในเดือนมิถุนายนจบลงโดยไม่มีผลอะไรแต่ยังตกลงที่จะดำเนินการเจรจาต่อไป แต่การประชุมระดับการทำงานในสวีเดนเมื่อเดือนตุลาคมต้องยุติเพราะฝ่ายชาวเกาหลีเหนือกล่าวโทษสหรัฐว่ายังคงมี “ท่าทีและทัศนคติแบบเดิมๆ”

เกาเหลีเหนือกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ว่าได้ทำการทดสอบ “ที่มีความสำคัญ” สองครั้งที่ศูนย์ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ทำให้คาดว่าอาจมีการยิงงขีปนาวุธพิสัยไกลหรือดาวเทียม

ภาพถ่ายโดย STR / KCNA VIA KNS / AFP ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2019 และเผยแพร่โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของทางการของเกาหลีเหนือเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ระหว่างที่คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมการประชุมสมัยที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานของเกาหลี ในกรุงเปียงยาง และมีแถลงการณ์ดังกล่าว

จับตาเทคโนโลยีคุกคามมนุษย์ในปี2020 โลกดิจิทัลจะล่วงล้ำสิทธิส่วนตัวมากขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610456

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 15:06 น.

จับตาเทคโนโลยีคุกคามมนุษย์ในปี2020 โลกดิจิทัลจะล่วงล้ำสิทธิส่วนตัวมากขึ้น

มูลนิธิ Thomson Reuters Foundation ได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ในยุคดิจิทัลในปี 2020 ซึ่งแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือ รัฐบาลจะใช้ระบบจดจำใบหน้าเพื่อเฝ้าระวังด้านความมั่นคง ไปจนถึงการเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราโดยยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ต เป็นประเด็นร้อนที่ต่อเนื่องมาจากปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ปัญญาประดิษฐ์และกระแสดาต้าอิซึ่มกำลังเข้าครอบงำชีวิตของเราในทุกด้าน

-โฆษณาการเมืองที่ล็อคเป้ามาที่เรา –

แมนธิว ไรซ์ผู้อำนวยการกลุ่ม Open Rights ในสก็อตแลนด์กล่าวว่า ข้อมูลส่วนบุคคลกำลังกลายเป็นหัวใจหลักในการดำเนินการทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ฝ่ายต่างๆ ซื้อชุดข้อมูลเชิงพาณิชย์เพื่อพยายามเข้าถึงคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และทำการตัดสินใจว่าจะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ทางออนไลน์ด้วยวิธีการใด

วิธีการนี้ (targeted political ad) ก้าวล่วงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลและบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่เกิดขึ้นในปี 2020 คาดว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะให้ความสนใจกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลและวิธีการใช้งานข้อมูลเหล่านี้อย่างมาก

– โฆษณาที่แอบส่องพฤติกรรมของเรา –

คาโรลินา อิวานสกาทนายความมูลนิธิ Panoptykon กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในเวลานี้มีกระแสร้องเรียนต่อการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อกำหนดเป้าหมายการโฆษณาออนไลน์ (Behavioral advertising) โดยมีการร้องเรียนต่อหน่วยงานข้อมูลทั่วสหภาพยุโรปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

หน่วยงานด้านการปกป้องข้อมูลของไอร์แลนด์ได้ทำการสอบสวนว่า Google แอบส่องพฤติกรรมของเราเพื่อใช้ในการโฆษณาหรือไม่ และ บริษัท ICO ของอังกฤษได้ตีพิมพ์รายงานเปิดโปงการกระทำอันเลวร้ายของอุตสาหกรรมโฆษณาในเรื่องนี้

ปี 2020 หน่วยงานต่างๆ จำเป็นจะต้องจัดการกับกรณีเหล่านี้ให้มากขึ้น อาจทำการปรับหรือออกกฎควบคุมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลของผู้คนโดยบริษัทต่างๆ

(Photo by CHARLY TRIBALLEAU / AFP

– การตัดสินใจโดยอัลกอริทึม –

แซนดร้า วอทเชอร์ ศาสตราจารย์แห่งสถาบันอินเทอร์เน็ตออกซ์ฟอร์ด (Oxford Internet Institute) กล่าวว่า ขณะนี้กฎระเบียบด้านการป้องกันข้อมูลทั่วไป (GDPR) ของสหภาพยุโรปมุ่งเน้นไปที่ความโปร่งใสต่อผู้ใช้ ความยินยอมของผู้ใช้ และการแจ้งเตือนผู้ใช้ การรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้ แต่ไม่มีระบุว่าข้อมูลของเราถูกประเมินไปอย่างไรหลังจากถูกเก็บข้อมูลไปแล้ว

หมายความว่าผู้ใช้มีสิทธิ์น้อยมากที่จะตั้งคำถามหรือโต้แย้งวิธีประเมินผลโดยอัลกอริทึมในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากตัวตนดิจิทัลของเราจะเป็นสิ่งที่ชี้นำเส้นทางชีวิตของเราและส่งผลต่อโอกาสในชีวิตของเรา

ในปี 2020 กลุ่มตรวจสอบข้อมูลของสหภาพยุโรปจะเผยแพร่ข้อเสนอแนะหลายประการเกี่ยวกับวิธีปรับปรุงสิทธิ์ของข้อมูล นี่เป็นโอกาสที่ดีมากในการให้คำแนะนำในการเปลี่ยนแปลง GDPR โดยเสนอแนะการควบคุมเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการใช้อัลกอริทึมประเมินข้อมูลของเรา

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

– เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า –

เจมส์สัน สปิแวก ผู้ช่วยด้านนโยบาย ศูนย์ความเป็นส่วนตัวและเทคโนโลยีประจำศูนย์กฎหมายจอร์จทาวน์ กล่าวว่าในปี 2562 เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว เนื่องจากผู้คนตระหนักว่าเทคโนโลยีนี้มีความเสี่ยงต่อสิทธิพลเมืองและเสรีภาพเพียงใด

เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงตอบสนองด้วยการสั่งห้ามใช้และออกกฎระเบียบควบคุมในทุกระดับรัฐบาล การโต้เถียงในเรื่องนี้จะถึงจุดเดือดในปี 2020

ในสหรัฐอาจมีการออกนโยบายของรัฐบาลกลางรัฐหรือท้องถิ่นใหม่ว่าจะให้หรือไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้การจดจำใบหน้า และอาจมีกฎสำหรับบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยี และ/หรือมีการดำเนินการบังคับกฎหมายควบคุมโดยคณะกรรมาธิการการค้า หรือสำนักงานอัยการสูงสุด

Photo by David TALUKDAR / AFP

– การใช้เทคโนโลยีชีวมิติ –

คาร์ลี ไนด์ ผู้อำนวยการสถาบัน Ada Lovelace กล่าวว่า ในปี 2020 เทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) นั้นมีแนวโน้มที่จะได้ถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรปและอาจมากกว่านั้น

เรากำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญเพราะเกิดความกังวลในหมู่สาธารณชนเกี่ยวกับความแพร่หลายของเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า แม้แต่ในประเทศจีนมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 84% อยากได้โอกาสที่จะตรวจสอบหรือลบข้อมูลใบหน้าของพวกเขาที่ถูกที่รวบรวมไป

ทางการของสหภาพยุโรปได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมีกฎระเบียบด้านการจดจำใบหน้าในปี 2020 ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการควบคุมอุปกรณ์การจดจำใบหน้าที่ใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งจะเปิดตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

Photo by Handout / Press Office of President of Afghanistan / AFP

– การตรวจค้นแบบดิจิทัลทุกซอกทุกมุม –

ซิลกี คาร์โล ผู้อำนวยการองค์กร Big Brother Watch ว่าด้วยเรื่องสิทธิส่วนบุคคลบอกว่า ในโทรศัพท์ของเรามีข้อมูลที่กองเป็นภูเขาเลากา และตำรวจต้องการมันมากขึ้นเรื่อยๆ ในระหว่างการสอบสวนที่ ตั้งแต่ข้อมูลว่าเราไปที่ไหน เราพูดคุยกับใครบ้าง สิ่งนี้เรีกว่า “การตรวจค้นแบบดิจิทัลทุกซอกทุกมุม” (digital strip searches) โดยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมมักจะถูกตำรวจขอให้ส่งมอบโทรศัพท์เพื่อนำมาตรวจสอบ เรื่องนี้เกิดขึ้นทั่วโลก

ในสหราชอาณาจักร เหยื่อที่ถูกข่มขืนจำเป็นต้องให้ตำรวจดาวน์โหลดโทรศัพท์ของตนเป็นประจำ และตำรวจสามารถเก็บข้อมูลเป็นเวลา 100 ปี จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผู้ตกเป็นเหยื่อถึงเกือบ 50% ไม่ยอมแจ้งความให้ดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำต่อพวกเขา

ซิลกี คาร์โลกล่าว่า ไม่มีกฎหมายในสหราชอาณาจักรที่ให้อำนาจในเรื่องนี้ และเป็นไปได้ว่าเราจะเห็นการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจ หน่วยงานกำกับดูแลข้อมูล และผู้สนับสนุนความเป็นส่วนตัวในปี 2020

ปลาหวีเกศถึงทากอัญมณีจิ๋ว สัตว์ป่าในอาเซียนที่สูญพันธุ์ไปในทศวรรษนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610441

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 12:55 น.

ปลาหวีเกศถึงทากอัญมณีจิ๋ว สัตว์ป่าในอาเซียนที่สูญพันธุ์ไปในทศวรรษนี้

ทศวรรษที่ 2010 – 2019 กำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่วันนี้ แต่เราคงจะลืมไปแล้วว่านี่เป็นทศวรรษที่มีพืชและสัตว์โลกสุญพันธุ์ไปมากที่สุดช่วงเวลานั้น

เมื่อบีบให้พื้นที่แคบลงมาเหลือเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสัตว์ไม่น้อยที่หายไปตลอดกาลเช่นกัน เอาเฉพาะประเทศไทยก็มีสัตว์จำนวนหนึ่งที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่าไปไม่กลับ

จากการขึ้นบัญชีสัตว์สูญพันธ์โดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) พบว่า สมัน (Rucervus schomburgki) กวางเงางามที่เคยอาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มภาคกลางของไทยเท่านั้น รวมถึงในบริเวณกรุงเทพมหานครปัจจุบันได้รับการยืนยันโดย IUCN ว่าสูญพันธุ์ไปในปี 2006 แต่ยังมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อว่าสมันยังไม่สูญพันธุ์และยังอาจพบอยู่ในประเทศลาว ซึ่งโพสต์ทูเดย์เคยเอ็กซ์คลูซีฟเคยนำเสนอแบบเจาะลึกไปแล้ว จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2014 IUCN จึงทำการประเมินอีกครั้ง และยืนยันในปีถัดมา (อีกครั้งหนึ่ง) ว่าสมันสูญพันธุ์แล้ว

ถ้าเราไม่ถือว่าสมันเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ในทศวรรษนี้เพราะมีการประเมินข้ามทศวรรษ แต่ก็ยังมีสัตว์ในไทยที่ถือว่าสุญพันธุ์ไปตลอดกาลในช่วงทศวรรษนี้ นั่นคือ ปลาหวีเกศ (Platytropius siamensis) เป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ด คล้ายปลาสังกะวาดและปลาเนื้ออ่อนผสมกัน มีหนวดยาว 4 คู่ แต่หนวดจะแบนไม่เป็นเส้น คล้ายกับเส้นผมของผู้หญิงจึงเป็นที่มาของชื่อ

รูปปลาหวีเกศ ถ่ายในปี พ.ศ. 2507

ปลาหวีเกศพบอาศัยอยู่เฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น แต่ไม่พบตั้งแต่ปี 1975–1977 แม้จะมีการสำรวจเป็นระยะตามลำน้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกงแต่ก็ไม่พบมัน ดังนั้นในปี 2011 IUCN จึงประกาศให้ปลาหวีเกศเป็นสัตว์สูญพันธุ์

ปัจจุบัน ปลาหวีเกศเหลือแต่เพียงซากที่ถูกดองเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยากรมประมงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันสมิธโซเนียนเท่านั้น โดยฮิว แมคคอร์มิค สมิธ ที่เก็บตัวอย่างได้จากตลาดปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486

นอกจากไทยแล้ว เพื่อนบ้านรอบๆ เราก็สูญเสียสัตว์ป่าไปคนละประเภทสองประเภท คือ หนูยักษ์ Buhler’s coryphomys ที่อาศัยอยู่ในอินโดนีเซียและเกาะติมอร์ ได้รับการประเมินย้ำอีกครั้งในปี 2017 – 2019 ว่าสูญพันธุ์

อินโดนีเซียยังสุญเสียกุ้งน้ำจืด Macrobrachium leptodactylus พบที่ภาคตะวันตกของเกาะชวาเมื่อปี 1888 แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบมันอีก ทำให้ IUCN ต้องประกาศว่ามันสูญพันธุ์ในปี 2013 แต่ก็มีผู้โต้เถียงว่ากุ้งชนิดนี้อาจเป็นอีกพันธุ์หนึ่งและถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพันธุ์เฉพาะ

หมูป่าอินโดจีน (Sus bucculentus) มีถิ่นฐานในลาวและเวียดนามไม่มีการบันทึกว่าพบเห็นตั้งแต่ปี 1892 นักวิทยาศาสตร์รู้จักมันแค่ตัวอย่างหัวกะโหลกสองหัวเท่านั้น ก่อนหน้านี้เคยระบุว่า “สูญพันธุ์?” จนกระทั่งในปี 2016 จึงประเมินใหม่ว่า “สูญพันธุ์” โดยไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไป

หอยทากอัญมณี ภาพจาก phys.org

หอยทาก Plectostoma sciaphilum มีลักษณะสวยงามและมีเปลือกที่ซับซ้อน พบเฉพาะที่เนินเขาหินปูนลูกเดียวโดดๆ บูกิตปันจิง (Bukit Panching) ประเทศมาเลเซีย แต่ในทศวรรษที่ 2000 บริษัทผลิตปูนได้ระเบิดภูเขาทิ้งเพื่อนำหินมาทำปูน จึงทำลายถิ่นที่อยู่ของพวกมันไปตลอดกาล และไม่มีการพบเห็นมันมาตั้งแต่ปี 2001 ดังนั้น IUCN จึงประกาศว่า ทากที่สวยงามนี้สูญพันธุ์ในปี 2014

ความสวยงามของหอยทากชนิดนี้ต้องตาต้องใจผู้พบเห็นมาก จนมันถูกเรียกว่า microjewel หรือ อัญมณีจิ๋ว แต่ในวันนี้ อัญมณีของอาณาจักรสัตว์และพืชได้สูญพันธุ์ไปตลอดกาลแล้ว

ไอเดียจากความบังเอิญที่ทำเงิน300ให้กลายเป็นล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610419

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 19:58 น.

ไอเดียจากความบังเอิญที่ทำเงิน300ให้กลายเป็นล้าน

บางครั้งไอเดียที่ดีที่สุดก็มาจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวที่สุด

ในกรณีของ กวิตา ศุกละเด็กสาววัย 17 ปีในขณะนั้น เธอค้นพบประโยชน์ของเครื่องเทศและสมุนไพร ที่ช่วยยืดอายุการเก็บผักและผลไม้โดยบังเอิญระหว่างที่อยู่ในประเทศอินเดีย ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้เครื่องเทศประกอบอาหารและเป็นยารักษาโรค

ไอเดียนี้เกิดขึ้นระหว่างเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านที่อินเดีย เธอเผลอดื่มน้ำจากก๊อกเข้าไปจึงกังวลว่าจะท้องเสียเนื่องจากคุณภาพของน้ำไม่สะอาดพอ ย่าจึงชงชาจากเครื่องเทศพื้นบ้านให้ดื่ม

ปรากฏว่า ชาเครื่องเทศช่วยให้เธอไม่มีอาการอย่างที่กังวล นั่นจึงทำให้ กวิตาในวัย 12 ปี สนใจสรรพคุณต่างๆ ของเครื่องเทศ และเริ่มทำการทดลองทันทีหลังกลับมาถึงบ้านที่สหรัฐ

เธอเปิดห้องทดลองของตัวเองในโรงรถ โดยเลือกใช้สตรอเบอร์รี่ซึ่งเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างบอบบางและเน่าเสียได้ง่ายจุ่มลงในน้ำเครื่องเทศหลายๆ ชนิด จากนั้นสังเกตว่าเครื่องเทศชนิดไหนยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราได้ดีที่สุด

หลังจากได้ข้อสรุปจากการทดลองที่เรียบง่ายแต่ใช้เวลาพัฒนาหลายปีแล้ว กวิตาก็ลงมือขั้นต่อไปด้วยการใส่เครื่องเทศลงไปในแผ่นกระดาษขนาด 5×5 นิ้ว และมีการจดลิขสิทธิ์เรียบร้อยขณะที่เธออายุเพียง 17 ปีเท่านั้น โดยเครื่องเทศทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค จึงนำมาใช้กับอาหารได้อย่างปลอดภัยไร้สารพิษตกค้าง

ส่วนวิธีใช้นั้นแสนสะดวก เพียงนำกระดาษไปวางไว้ในช่องสำหรับแช่ผักในตู้เย็น กล่องหรือถาดบรรจุผลไม้ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อรา ทำให้ยืดอายุการเก็บผักผลไม้ให้คงความสดใหม่ได้อีก 2-4 เท่าแม้ไม่ได้เก็บในตู้เย็น ส่วนตัวกระดาษนั้นใช้งานได้ 1 เดือน

เริ่มแรกนั้นเธอผลิตกระดาษในห้องครัวที่บ้าน โดยนำผลิตภัณฑ์ชื่อ FreshPaper ไปจำหน่ายที่ตลาดสำหรับเกษตรกรโดยตรงเพราะเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย

ตอนแรกเธอลงทุนแค่ 300 เหรียญสหรัฐ ยังไม่รวมค่าจดทะเบียนลิขสิทธิ์ 1,500 เหรียญสหรัฐ

นี่คือทุนสำหรับวิจัยและพัฒนาสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพที่น่าจะน้อยที่สุดแล้วเท่าที่เราเคยได้ยินมา แต่มันทำเงินได้มากมายจากการลงทุนแค่นั้น

ด้วยสิ่งประดิษฐ์ง่ายๆ แต่ใช้ได้ผลจริง ดีไซน์ที่ดูเก๋ และเงินลงทุนที่ไม่มากมายเกินไป ทำให้กวิตาได้รับการยอมรับจากสถาบันต่างๆ จากความสำเร็จนี้ และทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัล INDEX Design to Improve Life Award ซึ่งเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้านการออกที่มอบให้โดยมกุฏราชกุมารีแห่งเดนมาร์ก

กวิตาไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสำเร็จทางธุรกิจ เธอยังมองข้ามช็อตไปที่ความสำเร็จร่วมกันของคนทั้งโลก

ปัญหาของโลกเราในเวลานี้คือมีขยะจากอาหารเหลือทิ้งมากเกินไป ทั้งที่เกิดจากการกินทิ้งกินขว้างและเกิดจากการเก็บรักษาไม่ดีพอ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า 25% ของปริมาณอาหารของโลกนั้นสูญเสียไปเนื่องจากการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ทุกปี

ในจุดนี้เอง กวิตาจึงมองว่า ผลิตภัณฑ์ FreshPaper ก็อาจมีส่วนช่วยรักษาอาหารให้คงทนยิ่งขึ้นและลดปัญหาอาหารเหลือทิ้ง ที่สำคัญคือ FreshPaper ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนและอุปกรณ์ในการผลิตที่ซับซ้อน จึงไม่เป็นการผลิตโดยบั่นทอนสิ่งแวดล้อมเพื่อที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมเหมือนกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ

FreshPaper กล่าวในทวิตเตอร์ของบริษัทว่า “40% ของอาหารในสหรัฐต้องสูญเปล่าไป ขณะที่ 40 ล้านคนอเมริกันเผชิญกับความไม่มั่นคงด้านอาหาร เราทุกคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงง่ายๆ เพื่อลดขยะ โดยเริ่มต้นในห้องครัวของเรา”

ความสำเร็จของเธอในวันนี้แม้จะเกิดจากสิ่งที่เรียบง่าย แต่กลับกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้กับทุกคน

ภาพจาก kavitafresh

ปีหน้าได้ใช้ยารักษาอัลไซเมอร์ เริ่มทดลองที่เอเชียและประเทศตะวันตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610415

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 18:04 น.

ปีหน้าได้ใช้ยารักษาอัลไซเมอร์ เริ่มทดลองที่เอเชียและประเทศตะวันตก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่ายาที่ผลิตโดยบริษัทจีนและเพิ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาอัลไซเมอร์ จะเริ่มการทดลองใช้ในเอเชีย สหรัฐและยุโรปในปีหน้า หากสำเร็จจะเป็นการสร้างความหวังให้กับการรักษาโรคนี้ให้กับผู้ป่วยนับล้านคนทั่วโลก รวมถึงครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วยเหล่านี้

บริษัท Shanghai Green Valley Pharmaceutical Co. วางแผนที่จะรับสมัครผู้ป่วยประมาณ 2,046 คนที่มีอาการของโรคอัลไซเมอร์ไม่รุนแรงถึงปานกลางเพื่อรับการทดสอบยาตัวนี้ โดยจะเปิดจุดรับสมัคร 200 แห่งในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิกเป็นเวลา 18 เดือน

ยาตัวนี้มีชื่อว่า Oligomannate ได้รับการอนุมัติอย่างมีเงื่อนไขในประเทศจีนเมื่อเดือนที่แล้ว โดยบรรจุในแคปซูลขนาด 150 มก. และวางจำหน่ายในประเทศจีนวันแรกในวันที่ 29 ธันวาคม ผู้ป่วยจะต้องรับประทานวันละ 3 แคปซูลวันละ 2 ครั้ง ค่ายาตกสัปดาห์ละ 895 หยวน (ราว 3,858 บาท)

บริษัท Green Valley ประกาศแผนการนี้ในงานแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งในวันนี้ (29 ธันวาคม) หรือเกือบ 2 เดือนหลังจากมีการประกาศเปิดตัวยาชนิดนี้ หลังจากที่บริษัทได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของจีนโดยเป็นยารักษาโรคอัลไซเมอร์ตัวใหม่ในรอบ 17 ปี ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพราะโรคนี้มีความซับซ้อนมากและทำให้ผู้ผลิตยาทั่วโลกต้องลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อทดลองตัวยามากกว่า 190 ชนิดโดยที่มีผลสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

บริษัท Green Valley ไม่เป็นไม่รู้จักนอกประเทศจีน จึงเกิดความสงสัยขึ้นในวงกว้างว่าเหตุใดบริษัทนี้จึงประสบความสำเร็จในการผลิตยารักษาอัลไซเมอร์อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ยักษ์ใหญ่ด้านเวชภัณฑ์ในประเทศตะวันตกต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษกว่าจะทำได้

การอนุมัติตามเงื่อนไขกำหนดให้ผู้ผลิตยาต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการทำงานของยาและความปลอดภัยและประสิทธิภาพระยะยาว บริษัทยังกล่าวอีกว่ามีแผนที่จะลงทุน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐใน 10 ปีข้างหน้าเพื่อทำการรวบรวมผลดังกล่าว รวมถึงการทดลองระดับโลกเพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานและขยายการใช้งานในการรักษาโรคต่างๆ เช่นโรคพาร์คินสันและหลอดเลือดสมองเสื่อม

โรคอัลไซเมอร์ส่งผลกระทบต่อประชาชน 10 ล้านคนในประเทศจีนและ 5.8 ล้านคนในสหรัฐ นักวิจัยประเมินว่ามีคนทั่วโลก 50 ล้านคนที่มีภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุถึง 70%

นักท่องเที่ยวมาฮ่องกงลดฮวบ 53%ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610401

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 14:09 น.

นักท่องเที่ยวมาฮ่องกงลดฮวบ 53%ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

หนังสือพิมพ์ซิงต่าว (Sing Tao Daily) ในฮ่องกงรายงานว่า นักท่องเที่ยวขาเข้าที่เดินทางมายังฮ่องกงในช่วงคริสต์มาสตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคมถึง 26 ธันวาคม ลดลงถึง 53% เพราะการประท้วงที่ยืดเยื้อทำให้นักท่องเที่ยวเลี่ยงที่จะเดินทางมา

ซิงต่าว ได้รับข้อมูลจากเจสัน หว่อง ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของฮ่องกง ซึ่งใช้ข้อมูลจากกรมตรวจคนเข้าเมือง หว่อง เผยว่าเฉพาะกลุ่มทัวร์จีนแผ่นดินใหญ่ที่มาเยือนฮ่องกงลดลงเกือบ 90% โดยรวมแล้วมีคนมาเที่ยวเพียง 620,000 คนทั้งๆ ที่ช่วงคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาทองของการท่องเที่ยวและการช้อปปิ้งฮ่องกง

ในระยะหลัง ผู้ประท้วงมักทำแฟลชม็อบภายในห้างสรรพสินค้า โดยเล็งเป้าหมายไปที่ศูนย์การค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับแผ่นดินใหญ่ เมื่อเข้าไปก่อกวนแล้วอาจถึงขั้นทำลายข้าวของร้านค้าที่พกเขาคิดว่าเกีย่วพนกับแผ่นดินใหญ่ให้ได้รับความเสียหาย

แม้แต่ในวันคริสต์มาสอีฟและวันคริสต์มาส ซึ่งเป็นวันหยุดและวันสันทนาการของชาวฮ่องกง ผู้ประท้วงก็ยังบุกไปที่ห้างสรรพสินค้าในเกาลูนและปะทะกับตำรวจจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 20 ราย

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เหตุการณ์ความไม่สงบไม่เพียงทำให้ชาวเมืองจำนวนมากหลีกเลี่ยงการไปห้างสรรพสินค้าเท่านั้น นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็ยังไม่แห่แหนกันมาเหมือนเคย ฮ่องกงซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางสำหรับนักช้อปมียอดค้าปลีกในเดือนตุลาคมทำสถิติลดลงถึง 24% และตอนนี้กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยครั้งแรกในรอบทศวรรษ

“ประชาชนจำนวนไม่น้อยและนักท่องเที่ยวที่มาฮ่องกงย่อมต้องรู้สึกผิดหวังที่เห็นการเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสอีฟของพวกเขาถูกทำลายโดยกลุ่มก่อการจลาจล การกระทำที่ผิดกฎหมายดังกล่าวไม่เพียงแต่บั่นทอนให้อารมณ์รื่นเริง แต่ยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจในท้องถิ่นด้วย” แคร์รี่ หลั่ม ผู้บรหารสูงสุดของฮ่องกงกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมหลังเกิดการปะทะกัน 2 วันติดในวันคริสต์มาสอีฟและวันคริสต์มาส

Photo by DALE DE LA REY /AFP

ปีนี้มีการสังหารหมู่ในสหรัฐมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610391

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 12:38 น.

ปีนี้มีการสังหารหมู่ในสหรัฐมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ฐานข้อมูลที่รวบรวมโดยสำนักข่าว AP หนังสือพิมพ์ USA Today และมหาวิทยาลัย Northeastern University พบว่ามีการสังหารหมู่ในสหรัฐในปี 2562 มากกว่าปีใดๆ หากจะย้อนหลังไปถึงอย่างน้อยในช่วงทศวรรษที่ 1970

โดยรวมแล้วมีการสังหารหมู่ 41 ครั้ง ซึ่งการสังหารหมู่ในที่นี้หมายถึงการฆาตกรรมที่มีผู้เสียชีวิต 4 คนขึ้นไปซึ่งไม่รวมผู้กระทำความผิด ในจำนวนนั้นมี 33 กรณีเป็นการกราดยิงสังหาร รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตกว่า 210 คน

การสังหารหมู่ส่วนใหญ่แทบจะไม่เป็นข่าวในระดับประเทศ แสดงถึงความล้มเหลวในการทำให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น สาเหตุเพราะการสังหารหมู่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในสถานที่สาธารณะ เช่นการสังหารหมู่ในเมืองเอลปาโซและเมืองโอเดสซาในรัฐเท็กซัส เมืองเดย์ตันในรัฐโอไฮโอ เมืองเวอร์จิเนียบีช รัฐเวอร์จิเนีย และเมืองเจอร์ซีย์ซิตี รัฐนิวเจอร์ซีย์

การสังหารส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคนที่รู้จักกันมาก่อน เกี่ยวกับความขัดแย้งในครอบครัว ยาเสพติด หรือความรุนแรงในแก๊ง หรือผู้ที่มีโกรธแค้นเพื่อนร่วมงานหรือญาติ

แต่ในหลายกรณีเจตนาของผู้กระทำผิดยังคงเป็นปริศนาอยู่

เช่น กรณีที่มีการสังหารหมู่ครั้งแรกของปี 2562 เมื่อชายวัย 42 ปีใช้ขวานจามแม่กับพ่อเลี้ยงแฟนสาวและลูกสาววัย 9 เดือนจนตายในเมืองแคลกามัส รัฐโอเรกอน ส่วนคนที่อยู่ในเหตุการณ์อีก 2 คนเป็นเพื่อนร่วมห้องและเด็กหญิงอายุ 8 ปีพยายามหลบหนีได้สำเร็จ การอาละวาดของคนร้ายสิ้นสุดลงเมื่อตำรวจตอบโต้ยิงฆาตกรจนเสียชีวิต

กรณีนี้ คนร้ายมีเรื่องทะเลาะกับตำรวจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ทราบว่าเหตุจูงใจที่ผลักดันให้เขาโจมตีคนในครอบครัวตัวเองคืออะไร เขาเพิ่งผ่านฝึกอบรมงานที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ และแม้จะมีการโต้เถียงกับญาติของเขาเป็นครั้งคราวแต่ส่วนใหญ่กล่าวว่าไม่มีอะไรผิดปกติจนต้องกังวลว่าเขาอาจจะทำเรื่องไม่คาดฝัน

ปัญหาการก่อเหตุสังหารหมู่จึงไม่ได้มีแค่ปมเงื่อนเรื่องอาวุธปืนเสรี แต่ยังมีปมเงื่อนเรื่องแรงจูงใจที่เป็นปริศนาในหลายๆ กรณีด้วย

เปิดหลักฐานดัตช์ พระเจ้าตากสินไม่ได้หนีจากกรุงศรีแต่ไปตามคำสั่งพระเจ้าเอกทัศน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610354

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 15:39 น.

เปิดหลักฐานดัตช์ พระเจ้าตากสินไม่ได้หนีจากกรุงศรีแต่ไปตามคำสั่งพระเจ้าเอกทัศน์

เรารู้กันดีว่าก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยา “พระยาตาก” หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รวบรวมไพร่พลจำนวน 1,000 นายเดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2309 หรือก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกประมาณ 3 เดือน

ใน พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวถึงตอนนี้ไว้ว่า “ขณะเมื่อกรุงเทพมหานคร (กรุงศรีอยุธยา) ยังมิได้เสียนั้น พระเจ้าอยู่หัวอันมีอภินิหารนับในเนื้อหน่อพุทธางกูรเจ้า (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ตรัสทราบพระญาณว่า กรุงศรีอยุธยาจะเป็นอันตราย แต่เหตุที่อธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม จึงอุตสาหะด้วยกำลังกรุณาแก่สมณพราหมณาจารย์และบวรพุทธศาสนาจะเสื่อมศูนย์ จงชุมนุมพรรคพวกพลทหารจีนไทยประมาณพันหนึ่ง สรรพด้วยเครื่องศาสตราวุธประกอบด้วยทหารผู้ใหญ่นั้น … ยกออกไปตั้ง ณวัดพิชัย …ฝ่ากองทัพพะม่าออกมาเป็นเพลาย่ำฆ้องค่ำยามเสาร์ ได้รบกันกับพะม่า พะม่ามิอาจต่อต้านบารมีได้ถอยไป ก็ดำเนิรด้วยพลทหารโดยสวัสดิภาพไปทางบ้านเข้าเม่าก็บรรลุถึงบ้านสามบัณฑิต”

จากบันทึกตอนนี้จะเห็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเล็งเห็นว่า “กรุงศรีอยุธยาจะเป็นอันตราย” คือจะเสียเมืองเพราะ “อธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม” หมายความว่าพระมหากษัตริย์และประชาชนมิได้มีคุณธรรม จึงทรงพากำลังไพร่พลยกหนีออกมาตั้งหลัก จากนั้นทรงรบตามรายทางทั้งพม่าและไทยด้วยกันเพื่อสร้างฐานที่มั่นของพระองค์เอง

คำถามก็คือทำไม “อธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม” เรื่องนี้อาจเกี่ยวกับแผนการรับศึกพม่าที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ใน จดหมายความทรงจำ ของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพ) บันทึกไว้ว่า ” กรุงเก่าพม่ายกมา … ล้อมรอบเกาะเมืองอยู่กลาง พลในเมืองขึ้นหน้าที่ประจำช่องเสมาเมืองถึง 700,000 ประจุปืนทุกหน้าที่มิให้ยิงสู้ข้าศึก แผ่นดินต้น (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) อยู่หน้าที่วัดแก้ว ได้ยิงสู้พม่าครั้งหนึ่ง ต้องคาดโทษมิให้ยิง ให้แจ้งศาลาก่อน พม่าล้อมไว้สามปี แผ่นดินต้นหนีออกจากเมืองกับผู้คนพรรค์พวก 500 มีปืนถือติดมือแต่ท่าน หนีข้ามฟากไปตวันออก … หนีออกจากเมือง”

จากบันทึกนี้เราจะเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทำหน้าที่รักษาเมืองและทรงยิงปืนต่อสู้กับพม่า แต่ราชสำนักมีคำสั่งห้ามยิง ต่อมาพระองค์จึงพาพรรคพวกนีออกจากเมืองไป ในบันทึกนี้ระบุว่ามีเพียง 500 คน และพระองค์มีเพียงปืนติดตัวไปเท่านั้น

มีเรื่องเล่ากันว่า พระเจ้าเอกทัศน์ทรงห้ามยิงปืนใหญ่เพราะพระสนมตกใจกลัว เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่าให้ขุนนางฟังอยู่ใน “จดหมายหลวงอุดมสมบัติ” ว่าเป็นเพราะคนในกรุงศรีอยุธยายุคนั้นไม่รู้วิธีรบทัพจับศึกแล้วจึงใส่ดินปืนผิดเพี้ยนๆ พอใส่มากก็เสียงดังจนพระสนมนางในตกใจกันต้องเอาสำลีอุดหู พอใส่น้อยเกินไปปืนก็ยิงไม่ถึงค่ายพม่า

ทรงเล่าว่า “ครั้งพม่ายกเข้ามาทั้งค่ายอยู่วัดแม่นางปลื้มนั้น จะหาคนรู้วิชาปืนยิงปืนเป็นสู้รบกับพม่าก็ไม่มี สูญทแกล้วทหารเสียหมด รับสั่งสั่งให้เอาปืนปะขาวกวาดวัดขึ้นไปยิงสู้รบกันที่หัวรอ ต่างคนต่างก็ตกตื่นใจเอาสำลีจุกหู กลัวเสียงปืนจะดังเอาหูแตก ว่ากล่าวกันให้ใส่ดินแต่น้อย ครั้นใส่แต่น้อยกำหนดจะยิง ข้างน้ำข้างใน (หมายถึงพระสนมนางใน) ก็พากันร้องวุ่นวายเอาสำลีจุกหูไว้ กลัวหูจะแตก รับสั่งก็สั่งให้ผ่อนดินลงเสียให้น้อยลง จะยิงแล้วไม่ยิงเล่า แต่เวียนผ่อนลง ๆ ดินก็น้อยลงไปทุกที ครั้นเห็นว่า น้อยลงพอยิงได้แล้วก็ล่ามชนวนออกไปให้ไกลทีเดียว แต่ไกลอย่างนั้นคนยิงยังต้องเอาสำลีจุกหูไว้กลัวหูจะแตก ครั้นยิงเข้าเสียงปืนก็ดังพรูดออกไป ลูกปืนก็ตกลงน้ำหาถึงค่ายพม่าไม่”

บางคนจึงแต่งเรื่องเสริมไปว่าพระยาตากไม่พอใจที่ราชสำนักเหยาะแหยะกลัวกระทั่งเสียงปืนใหญ่ ทำให้ทำศึกไม่ถนัดเห็นทีจะต้องเสียกรุงเป็นแม่นมั่น จึงพาพรรคพวกหนีออกจากรุงไปตามเอาดาบหน้า แต่เรื่องนี้เจือไปด้วยเรื่องแต่งเสียมาก

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พระยาตากได้ยกทัพหนีออกจากกรุง แต่คำว่า “หนี” นี้อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะมีหลักฐานใหม่ระบุว่ามิได้ทรงหนี แต่เป็นเพราะพระเจ้าเอกทัศน์ต่างหากที่สั่งให้พระยาตากออกจากกรุงศรีอยุธยาไประดมคนมาช่วยสู้ศึกพม่า

ไม่กี่ปีมานี้ มีการเปิดเผยจดหมายที่พระยาพิพัฒน์โกษา ผู้ดำรงตำแหน่งพระยาคลัง (เทียบเท่ารับมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและพาณิชย์) ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ส่งไปถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ที่เมืองบาตาเวีย (จาการ์ตา ประเทศอินโดนเซียในปัจจุบัน) เพื่อแแจ้งข่าวคราว และขอให้เริ่มการค้ากันอีกครั้ง

จดหมายฉบับนี้ให้ข้อมูลที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2309 ขณะที่พระยาตากยกทัพออกจากกรุงศรีฯ

โพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟได้ทำการแปลจดหมายฉบับนี้และอธิบายไปพร้อมๆ กัน เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้านประวัติศาสตร์ เนื้อความจดหมายเริ่มต้นด้วยการเกริ่นว่า “จดหมายจาก (รักษาการ) พระคลัง พระยาพิพัฒน์โกษา ถึงรัฐบาลสูงสุดในบาตาเวีย 13 มกราคม พ.ศ. 2312” จากนั้นเนื้อความมีอยู่ว่า

“ด้วยเล็งเห็นว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมิตรภาพที่สนิทสนมและจริงใจอยู่ระหว่างอาณาจักรสยามกับบริษัทอันทรงเกียรติ ก่อนหน้า ฯพณฯ ยังส่งผู้แทนและคนรับใช้อื่นๆ มาที่สยามด้วย พวกเขาตั้งถิ่นอยู่อาศัยที่สยามและมีบ้านพักสร้างขึ้นเพื่อเก็บสินค้าต่างๆ ที่นำมาโดยเรือของบริษัท และชาวสยามได้ซื้อหาสินค้าเหล่านั้น อดีตพระคลังท่านก่อนๆ ก็ไม่ได้ละเลยที่จะส่งมอบสินค้าที่บริษัทสั่งมาเป็นประจำทุกปี”

อธิบาย – ความตอนนี้เอ่ยถึงหมู่บ้านของชาววิลันดา (ชาวฮอลันดา) ในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสถานีการค้าของชาววิลันดาหรือชาวดัตช์ ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเอกาทศรถให้ตั้งสถานีการค้าแห่งแรก เมื่อพ.ศ. 2151 (ค.ศ. 1608)  แต่ชาวดัตช์ได้อพยพหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาก่อนที่กรุงจะแตกไม่นาน และสถานีการค้าถูกเผาทำลายไปพร้อมกับกรุง

“นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังขอรายงานว่าเมื่อพม่าศัตรูของเรา ก่อสงครามกับสยาม กษัตริย์แห่งสยามได้ส่งขุนนางชื่อว่าพระยาตากไปยังเมืองจันทบูรเพื่อรวบรวมกำลังคนที่นั่นและนำคนมาช่วยเหลือสยาม (หมายถึงอยุธยา) แต่ภารกิจนี้ไม่สามารถบรรลุผลได้ทันการณ์และอาณาจักรสยามก็พ่ายแพ้โดยศัตรูดังกล่าว และกษัตริย์พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางทั้งหมดและข้าแผ่นดินทั้งปวงถูกสังหารหรือต่างหนีไป ด้วยเหตุนี้ที่แผ่นดินสยามจึงถูกทำลายจนหมดสิ้น จนไม่มีผู้ใดมีสิทธิปกครอง เว้นแต่พระยาตากที่กล่าวมาข้างต้น”

อธิบาย – จากเนื้อความตอนนี้ทำให้เราทราบว่า ก่อนจะเสียกรุง กษัตริย์แห่งสยามคือพระเจ้าเอกทัศน์ได้ทรงส่งพระยาตากออกไปจากกรุงศรีอยุธยาที่ถูกปิดล้อมเอง โดยให้มุ่งหน้าไปยังเมืองจันทบูรหรือจันทบุรี ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกและเป็นเมืองท่าสำคัญทั้งยังไม่ถูกพม่ายึดครอง เพื่อที่จะระดมกำลังคนมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ แต่ “แต่ภารกิจนี้ไม่สามารถบรรลุผลได้ทันการณ์” นั่นคือกรุงแตกเสียก่อน

“พระยาตากพร้อมด้วยกำลังคนจำนวนหนึ่งยกทัพเข้ามาเมือง (ซึ่งถูกไฟไหม้และถูกปล้นโดยศัตรูแล้วละทิ้งไป) ซึ่งทุกคนที่หนีเข้าป่าต่างกลับมาเข้าร่วมกับท่าน พร้อมกับเลือกและยอมรับว่าท่านเป็นเจ้านายและผู้ปกครองของพวกเขา ดินแดนนี้จึงกลับมาคืนสู่สภาพปกติอีกครั้ง และที่จริงแล้วรุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิม ตอนนี้มีเรือสำเภาและเรือค้าอื่นๆ มาเยือนมากกว่าแต่ก่อน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอให้ ฯพณฯ สร้างคลังของบริษัทที่นี่ (ในธนบุรี) เพื่อรับรองผู้แทนบริษัทด้วยคนรับใช้หลายคน เพื่อทำการค้าขายเเหมือนดังแต่ก่อน พร้อมกับว่าสัญญาว่าทุกอย่างที่บริษัทต้องการ ข้าพเจ้าจะสั่งคนของพระคลังให้จัดหาให้โดยไม่มีบิดพริ้ว”

อธิบาย –  ในตอนนี้ เล่าถึงตอนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกทัพกลับไปที่กรุงศรีอยุธยา ราษฎรที่หลบหนีตามป่าก็กลับเข้ามาสวามิภักดิ์กับพระองค์ เนื้อความตอนนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่ตรงที่บอกว่า “พร้อมกับเลือกและยอมรับว่าท่านเป็นเจ้านายและผู้ปกครอง” เพื่อให้แน่ใจเราจึงตรวจเนื้อความจดหมายในภาษาดัตช์ซึ่งใช้คำว่า gekozen en erkend (เลือกและยอมรับ) จริงๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกและน่าสนใจมาก เพราะภารกิจตั้งตัวเป็นเจ้าไม่จำเป็นจะต้องผ่านการเลือกหรือการยอมรับ แต่พระคลังของสยามใช้คำนี้ เพราะอาจต้องการย้ำว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ชอบธรรม เพราะประชาชนเลือกเองและยอมรับท่านเอง มิได้บังคับขู่เข็ญอย่างเผด็จการ

“ครานี้เห็นว่าอาวุธปืนทั้งหลายไม่ว่าชนิดไหนต่างก็ถูกข้าศึกขนย้ายอกไปจนหมด ข้าพเจ้าเห็นว่าเราต้องการปืนคาบศิลาคุณภาพดีสัก 1,000 กระบอกเพื่อป้องกันกรณีที่จะเกิดขึ้นซ้ำรอย ข้าพเจ้าและขุนนางทุกคนขอวอนต่อ ฯพณฯ ด้วยมิตรภาพอันดีที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ โปรดส่งสิ่งเหล่านี้มาพร้อมกันเมื่อเรือมุ่งหน้ากลับมายังทิศทางเดิมพร้อมด้วยสินค้าในราคาที่คล้ายกันมาก่อน”

อธิบาย – เนื้อความตอนนี้เป็นการขอร้องให้ทางบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ หรือ VOC ช่วยขายอาวุธปืนให้ทางธนบุรี ส่วน “ฯพณฯ” ในที่นี้หมายถึงผู้บริหารของบริษัทที่บาตาเวีย

“นอกจากนี้เนื่องจากอาณาจักรสยามและฮอลแลนด์เป็นมิตรที่เก่าแก่ยิ่งนัก ข้าพเจ้าจึงขอให้ ฯพณฯ กรุณาส่งสำเนา (จดหมาย) นี้ให้กับสมเด็จเจ้าชายแห่งออเรนจ์และนัสเซาและขอให้พระองค์แต่งตั้งตัวแทนบริษัทอีกครั้งเพื่อดำเนินการค้าบนพื้นฐานเดิมโดยเห็นว่ามิตรภาพยังคงเหมือนเดิมดังเมื่อก่อน หวังว่าไมตรีนี้จะยืนยาวนานและสมเด็จเจ้าชายทรงมีพระชนมายุยั่งยืนนาน”

อธิบาย – สมเด็จเจ้าชายแห่งออเรนจ์และนัสเซาที่จดหมายนี้เอ่ยถึง คือ Prince of Orange ผู้ดำรงตำแหน่งพระประมุขแห่งประเทศฮอลแลนด์หรือ Stadtholder ในช่วงเวลานั้นตรงกับรัชกาลของเจ้าชายวิลเลียมที่ 5 สมเด็จเจ้าชายแห่งออเรนจ์ ในเวลานั้นฮอลแลนด์ทำสงครามต่อต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้การเมืองในประเทศวุ่นวายอย่างมาก แต่บริษัท VOC ที่เมืองบาตาเวียอยู่ไกลเกินกว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

“สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าได้จัดหางาช้างที่ดีที่สุดสองหาบ ประกอบด้วยหาบหนึ่งมีสี่งาและอีกหาบหนึ่งมีห้างา สิ่งเหล่านี้ข้าพเจ้ามอบหมายให้จีนเฮ็ง ต้นหนชาวจีนเพื่อมอบให้กับ ฯพณฯ / วันศุกร์ที่ 13 ของเดือนที่ 3 ในปีชวด”

อธิบาย – พระคลังต้องการให้บริษัท VOC กลับมาตั้งสถานีการค้าและส่วตัวแทนมายังสยามอีกครั้ง แต่บริษัทวิลันดามิได้กลับมาตั้งห้างตามคำขออีก กรุงธนบุรีจึงต้องทำการค้ากับจีนเป็นหลัก

แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์ ความสำคัญของจดหมายฉบับนี้ไม่ได้อยู่ที่การติดต่อทางการค้า หากอยู่การยืนยันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงออกจากรุงศรีอยุธยา เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าเอกทัศน์ มิได้ละทิ้งเมืองโดยพลการแต่อย่างใด

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล / Post Today

อ้างอิง

Dhiravat na Pombejra, “Letter from the acting Phrakhlang Phya Phiphat Kosa in Siam to the Supreme Government in Batavia, 13 January 1769, and the answer from Batavia, 29 May 1769”. In: Harta Karun. Hidden Treasures on Indonesian and Asian-European History from the VOC Archives in Jakarta, document 28. Jakarta: Arsip Nasional Republik Indonesia, 2016.

เกิดอะไรขึ้นกับอาร์เจนตินา เพื่อนร่วมวิกฤตกับไทยที่ยังไม่หลุดจากตมมา20กว่าปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610350

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

เกิดอะไรขึ้นกับอาร์เจนตินา เพื่อนร่วมวิกฤตกับไทยที่ยังไม่หลุดจากตมมา20กว่าปี

ในปี 2540 ประเทศและอีกหลายประเทศในเอเชียที่กำลังไปได้สวยในศวรรษที่ 90 ต้องสะดุดขาตัวเองในวิกฤตการเงินที่ลุกลามไปทั่ว ทำให้ไทยที่กำลังถูกมองว่า “อาจจะเป็น” เสือตัวใหม่ของเอเชีย กลายเป็น “แมวเชื่อง” ไปในพริบตา

ในปีถัดมาคือ 2541 เกิดวิกฤตหนี้ขึ้นที่อาร์เจนตินาแม้จะต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ก็ทำให้ให้ไทยและอาร์เจนตินารู้สึกใกล้ชิดกันอย่างประหลาด และมักมีการเปรียบเทียบวิกฤตกับไทยและอาร์เจนตินาอยู่เนืองๆ แม้ว่ารากเหง้าของปัญหาจะต่างกันก็ตาม

ในขณะนี้รากฐานการเงินไทยแข็งแกร่งขึ้นมาก มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ การว่างงานต่ำ มีทุนสํารองระหว่างประเทศที่สูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ปัญหาด้านการเงินเพียงไม่กี่อย่าง คือยังมีหนี้ครัวเรือนสูง

-เบื้องหลังความวินาศ-

ขณะที่อาร์เจนตินายังคงจมปลักอยู่กับวิกฤตการเงินอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งๆ ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของอเมริกาใต้ แต่ตกอยู่ในสภาพ “ผิดนัดชำระหนี้อย่างชัดเจน” ตามคำกล่าวของประธานาธิบดีอัลแบร์โต แฟร์นานเดซ ซึ่งการ “ผิดนัดชำระหนี้อย่างชัดเจน” ในที่นี้หมายถึงความไร้ความสามารถของอาร์เจนตินาที่จะจ่ายหนี้โดยสิ้นเชิง สภาพจึงคล้ายกับล้มละลายในทางปฏิบัติ

ประธานาธิบดี แฟร์นานเดซ ยังถึงกับกล่าวว่าอาร์เจนตินากำลังประสบกับวิกฤตการณ์ที่คล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤตหนี้และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำใหญ่ในอาร์เจนตินามาถึงจุดที่รุนแรงที่สุด หลังจากปะทุขึ้นในปี 2541

อาร์เจนตินาจมปลักอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากความยากจน อัตราเงินเฟ้อ และการว่างงานสูง คาดว่า GDP ของอาร์เจนตินาจะลดลง 3.1% ในปี 2562

แฟร์นานเดซ ซึ่งดำเนินนโยบายสายกลางเอียงซ้าย กล่าวหาว่านโยบายตลาดเสรีของอดีตประธานาธิบดีเมาริซิโอ มาครี เป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจของอาร์เจนตินาต้องเลวร้ายลง เพื่อเป็นการควบคุมระบอบตลาด แฟร์นานเดซ ได้ประกาศปรับขึ้นภาษีการซื้อสกุลเงินต่างประเทศ การส่งออกสินค้าเกษตร และการขายรถยนต์ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มเงินบำนาญให้ผู้เกษียณอีก 10,000 เปโซ (ราว 5,040 บาท) และตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคนาน 6 เดือน

สำนักข่าว AFP ได้สรุปปัจจัยสำคัญห้าข้อของวิกฤตเศรษฐกิจอาร์เจนตินา และความท้าทายที่แฟร์นานเดซกำลังเผชิญเพื่อพยายามแก้ปัญหาของประเทศ

– 1. เงินเฟ้อ –

อาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาที่ล้มเหลวในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเหล่านี้อยู่ที่เพียง 4.7% แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เงินเฟ้อของอาร์เจนตินาจะพุ่งขึ้นถึง 57% ซึ่งมีแต่เวเนซุเอลาและซิมบับเวเท่านั้นที่สูงกว่านี้ และทั้ง 2 ประเทศมีสถานที่ย่ำแย่ในระดับวิกฤต

อัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาเลวร้ายมาระยะหนึ่งแล้วโดยอยู่ที่ละ 47.6% ในปี 2561 หลังจากที่ยุตินโยบายตรึงเงินเปโซกับดอลลาร์สหรัฐเป็นระยะเวลา 11 ปี ทำให้วิกฤตการณ์ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2544 เลวร้ายลงยิ่งขึ้น

วิกฤตของอาร์เจนตินาเลวร้ายหนักขึ้นเมื่อค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงฉับพลันเมื่อ 18 เดือนที่แล้ว โดยอ่อนค่ามากกว่า 50% ในปี 2018 และลดลงอีก 38% ในปีนี้

เงินเฟ้อที่เลวร้ายและมูลค่าที่ลดลงของเงินเปโซส่งผลกระทบต่ออำนาจการใช้จ่ายของอาร์เจนตินาอย่างมาก

– 2. เศรษฐกิจถดถอย –

อาร์เจนตินาอยู่ในภาวะถดถอยตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 โดยเมื่อปีที่แล้วเศรษฐกิจหดตัว 2.5% และ IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวอีก 3.1% ในปีนี้และ 1.3% ในปี 2563 ซึ่งจนถึงขณะนี้เศรษฐกิจหดตัวลงมา 17 เดือนติดต่อกันแล้ว

รัฐบาลใหม่หวังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายและคืนภาษีให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นภาคสำคัญ เพื่อป้องกันการว่างงานเพราะในเวลานี้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 10% และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

– 3. ความยากจน –

ความยากจนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อประชากร 41% ของจำนวนประชากรทั้งหมด 44 ล้านคนในอาร์เจนตินา หรือครึ่งหนึ่งของประชาชนมีปัญหาความยากจน จึงเป็นหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เมื่อต้นปีที่ผ่านมารัฐสภาได้ผ่านกฎหมายภาวะฉุกเฉินด้านอาหาร เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้กับโครงการเพื่อสังคม

แฟร์นานเดซยังผนึกกำลังกับภาคธุรกิจและองค์กรทางสังคมผลักดันโครงการ “จัดการกับความหิว” โดยการแจกจ่ายแสตมป์อาหาร

– 4. การขาดดุล –

มาตรการทางการเงินการคลังที่เข้มงวดของอดีตประนาธิบดีมาครีทำให้อาร์เจนตินาสามารถลดการขาดดุลงบประมาณหลักจากเกือบ 7% ของ GDP ในปี 2558 มาอยู่ที่ประมาณ 0.9% เปอร์เซ็นต์ในปีนี้

เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความมีวินัยทางการเงิน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ตกลงที่ปล่อยเงินกู้ยืมเงินเป็นจำนวน 57,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้มอบเงินบางส่วนไปแล้วเป็นจำนวน 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามแฟอร์นานเดซบอกว่าเขาจะปฏิเสธส่วนที่เหลือ

– 5. หนี้สิน –

หนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 335,000 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งรวมถึงเงินกู้ของ IMF และ IMF คาดว่าหนี้ของอาร์เจนตินาในอัตราส่วนต่อGDP จะสูงถึง 93% ภายในสิ้นปีนี้ เทียบกับ 53% เมื่อครั้งที่อดีตประธานาธิบดีดำรงตำแหน่ง อำนาจ

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือแฟอร์นันเดซกล่าวว่าอาร์เจนตินาอยู่ในภาวะ “ผิดนัดชำระหนี้อย่างชัดเจน” และโทษรัฐบาลของมาครีที่ทำให้รัฐบาลใหม่ไม่สามารถชำระหนี้ได้

รัฐบาลได้ย้ำว่าอาร์เจนตินาต้องการชำระหนี้ แต่ยืนยันว่า “เพื่อให้สามารถชำระเงินได้ เราต้องทำให้ตัวเรามีศักยภาพที่จะทำได้ และการทำเช่นนั้นเศรษฐกิจจะต้องเติบโต”

ในระหว่างนี้อาร์เจนตินาได้เลื่อนการชำระเงินครบกำหนดชำระจำนวน 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งทำให้บริษัทจัดอันดับ Fitch และ S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านการชำระหนี้ของอาร์เจนตินาลง ทว่า Fitch ปรับขึ้นมาอีกครั้งในเวลาต่อมา