ยูทูบเบอร์จิ๋ววัย 8 ขวบแชมป์ทำเงินสูงสุด 3 ปีมียอดวิว 35,000 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609630

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

ยูทูบเบอร์จิ๋ววัย 8 ขวบแชมป์ทำเงินสูงสุด 3 ปีมียอดวิว 35,000 ล้าน

ไรอัน คาจิ เจ้าของแชนแนล Ryan’s World หนูน้อยวัย 8 ขวบที่ความสามารถล้นเหลือ รีวิวของเล่นจนได้ดีมีคนตามเพียบ ปีนี้ปีเดียวโกยค่าขนม 26 ล้านเหรียญ

โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะยูทูบเป็นเวทีปล่อยของแสดงความสามารถ และยังเป็นที่บ่มเพาะศิลปิน เซเลบริตี้ และคนดังมากมาย จนช่องทางนี้กลายเป็นความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่หลายๆ คน

คนที่ติดตามดูคลิปในยูทูบจะเห็นว่าตอนนี้เด็กๆ เริ่มหันมาเป็นยูทูบเบอร์กันตั้งแต่อายุยังน้อยมาก แถมบางคนยังมาแรงแซงหน้ารุ่นพี่ไปแล้ว

อย่างยูทูบเบอร์วัยกระเตาะที่เราจะพูดถึงนี้ อายุเพียง 8 ขวบเท่านั้น แต่สามารถครองตำแหน่งยูทูบเบอร์ที่ทำรายได้มากที่สุดถึง 2 ปีซ้อน ทั้งในปีนี้และปีที่แล้ว จากการจัดอันดับของฟอร์บส์

น้องคนนี้มีชื่อว่า ไรอัน คาจิ หรือชื่อจริงคือ ไรอัน กวน หนุ่มน้อยช่างจ้อเจ้าของแชนแนล Ryan’s World

ฟอร์บส์เผยว่าทั้งปีนี้ยูทูบของไรอันทำเงินได้ถึง 26 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4 ล้านเหรียญสหรัฐ

Ryan’s World เปิดตัวเมื่อปี 2015 โดยตอนนี้ใช้ชื่อว่า Ryan ToysReview ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคลิปการแกะกล่องและรีวิวของเล่น

พอไรอันเริ่มโตขึ้นรูปแบบของรายการก็เริ่มโตขึ้นตามอายุของน้อง

จากการเล่นของเล่นอย่างเดียวก็เสริมด้วยคลิปให้ความรู้อย่างการทดลองวิทยาศาสตร์

ถึงจะเพิ่งเริ่มต้นได้เพียง 3 ปี แต่แชนแนลนี้มียอดซับสไครบ์ถึง 22.9 ล้าน สูงกว่าแชนแนลของผู้ใหญ่บางคนเสียอีก

แต่ละคลิปเรียกยอดวิวได้หลักพันล้าน หากนับรวมยอดวิวตั้งแต่คลิปแรกจนถึงคลิปล่าสุดก็เกือบ 35,000 ล้านวิวแล้ว

คลิปที่มียอดวิวสูงที่สุดเป็นคลิป Huge Eggs Surprise Toys Challenge ที่น้องวิ่งตามหาไข่ที่คุณแม่นำไปซ่อนไว้ในสไลเดอร์เป่าลมยักษ์ ทำยอดได้กว่า 1.9 พันล้านวิว

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมชาวโซเชียลจึงชอบดูคลิปหนุ่มน้อยคนนี้ เมื่อปลายปีที่แล้วไรอันให้คำตอบกับ NBC ว่า “เพราะว่าผมเอนเตอร์เทนเก่ง แล้วก็ตลกด้วย”

เมื่อลองคิดๆ ดูก็น่าจะจริงอย่างที่น้องบอก เพราะคลิปของไรอันหรือยูทูบเบอร์วัยกระเตาะคนอื่นมันจะมีความน่ารัก ไร้เดียงสา มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง ตรงนี้น่าจะเป็นเสน่ห์ดึงดูดคนดูได้อยู่หมัด

ข้อนี้มีผลวิจัยจากสถาบันวิจัย Pew มาการันตี ว่าวิดีโอที่มีเด็กอยู่ในคลิปจะมียอดวิวสูงกว่าคลิปประเภทอื่นถึง 3 เท่า

คริส สโตเกล วอล์กเกอร์ นักเขียนเจ้าของผลงานหนังสือ Youtuber เผยว่าเคสของไรอันถือว่าน่าทึ่งมาก เพราะยูทูบเบอร์ส่วนใหญ่ไม่สามารถเดินมาถึงจุดที่มียอดวิวหลายพันล้านวิวได้

นอกจากเป็นยูทูบเบอร์ชื่อดังแล้ว ไรอันยังมีไลน์ของเล่นและเสื้อผ้าวางขายในห้างดังของสหรัฐ รวมทั้งมีรายการในช่อง Nickelodeon ช่องเคเบิลสำหรับเด็กชื่อดังในสหรัฐเพิ่มเติมด้วย

มาถึงตรงนี้ ถ้าจะพูดว่ายุคนี้ยูทูบเบอร์เป็นพี่เลี้ยงเด็กที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกก็ไม่ผิดนัก แถมพี่เลี้ยงเด็กคนนี้ยังเชี่ยวชาญในการปั้นคนดังอย่างไรอันมาแล้วหลายคน

 

โหวตสวนแบบสร้างสรรค์ ร่วมอุดมการณ์พรรค แต่ไม่หักหลังตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609629

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 19:10 น.

โหวตสวนแบบสร้างสรรค์ ร่วมอุดมการณ์พรรค แต่ไม่หักหลังตัวเอง

ขณะที่บ้านเรากำลังวิวาทกันเรื่อง “โหวตสวน” ของสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ทั้ง 4 คน ซึ่งทำให้ทั้งสี่ถูกขับออกจากพรรค และยังถูกผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ต่อว่าแบบไม่มีชิ้นดี

ข้ามไปที่สหรัฐ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติให้ดำเนินกระบวนการถดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบ

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีเสียงส่วนใหญ่เป็นพรรคเดโมแครต ดังนั้นคะแนนเสียงโหวตให้ถอดถอนทรัมป์จึงมากพอ แต่หลังจากนั้นต้องไปต่อที่วุฒิสภาซึ่งจะชี้ขาดว่าทรัมป์จะพ้นตำแหน่งหรือไม่ สภานี้มีเสียงส่วนใหญ่มาจากพรรครีพับลิกันพรรคพวกของทรัมป์เอง ดังนั้นโอกาสรอดจึงสูงมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ในการโหวตชั้นสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ในพรรคเดโมแครตเองยังมีสมาชิก 3 คนโหวตสวนเพื่อร่วมพรรค โดยไม่รับรองกระบวนการถดถอน นับว่าเป็นข่าวใหญ่รองลงมา และเข้ากับสถานการณ์บ้านเราพอดี

สมาชิกเดโมแครตทั้ง 3 คนจะถูกพรรคไล่ออกหรือไม่? ผู้เขียนเชื่อว่าไม่ เพราะนี่เป็นเรื่องปกติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่สมาชิกพรรคจะต้องฟังมติพรรคก็จริง แต่หากขัดต่อมโนธรรมของตัวเองแล้วจะออกเสียงขัดต่อพรรคก็ย่อมได้

แน่นอนว่า พรรคจะต้องใช้มาตรการทางวินัยลงโทษ แต่หากมีเหตุผลมากพอก็อาจจะไม่ลงโทษก็ได้ เช่น ในเวลานั้นพรรคมีเสียงเหลือเฟือที่จะผ่านมติ

พรรคการเมืองในระบบประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าจะมีเสรีภาพไปเสียทุกอย่าง สมาชิกจะต้องปฏิบัติตามมติพรรค เรียกว่า Party-line vote คือต้องออกเสียงในญัตติต่างๆ ตามคนอื่นๆ ในพรรค เรื่องนี้เป็นพันธกิจที่สำคัญมากสำหรับสมาชิกพรรคหนึ่งๆ เพราะหากขืนมติพรรคแล้ว แม้แต่เสียงเดียวก็อาจทำให้เกิดความพลิกผันได้

เช่น หากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีเสียงของพรรคการเมือง 2 พรรคเกือบเท่าๆ กัน การโหวตสวนจะเป็นอันตรายอย่างมากเพราะจะทำให้พรรคหนึ่งชนะไปแบบฉิวเฉียด กรณีที่ล่อแหลมเช่นนี้มักจะไม่มีการโหวตสวนกัน แต่กรณีที่เกิดขึ้นจริงในการถดถอนทรัมป์ ในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ มีคนในพรรคเดโมแครตถึง 233 คน ส่วนรีพับลิกกัน 197 คน หากมีแค่ 3 คนจากเดโมแครตโหวตสวนก็ไม่น่ากังวลอะไร เพราะคะแนนยังห่าง

ดีเสียอีกที่คนในเดโมแครตจะใช้โอกาสนี้แสดงให้ประชาชนเห็นว่าพวกเขาสังกัดพรรคก็จริง แต่ก็มีความคิดเป็นของตัวเอง

ในบางประเทศการโหวตสวนมติพรรค เรียกว่าการข้ามฟลอร์ (Crossing the floor) หมายถึงการลุกจากที่นั่งในสภาของพรรคตน ข้ามฟลอร์อยู่อีกข้างหนึ่งของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นโวหารเท่านั้นไม่ได้หมายความว่าจะมีการลุกไปนั่งจริงๆ ในบางประเทศมีกฎหมายเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองลงโทษสมาชิกที่ทำ Crossing the floor ได้ด้วยการขับออกจากพรรค เช่น อินเดีย และบังกลาเทศ

ที่อังกฤษนักการเมืองสามารถโหวตสวนได้ “แต่อย่าให้บ่อย” และมีมาตรฐานชัดเจนของวิป (Whip) หรือผู้คุมวินัยพรรคว่าสมาชิกสามารถโหวตสวนได้หรือสามารถไม่ออกเสียงได้หรือขาดประชุมได้ในกรณีได้บ้าง มาตรฐานมีดังนี้

single-line whip ขาดประชุมได้ ไม่ออกเสียงตามพรรคได้

two-line whip สมาชิกจะต้องประชุม แต่หากมาไม่ได้จะต้องแจ้งล้วงหน้า

three-line whip สมาชิกห้ามขาดประชุมและห้ามโหวตสวนโดยเด็ดขาด ยกเว้นกรณีคอขาดบาดตาย หากละเมิดอาจถูกขับออกจากพรรค กรณีที่ต้องสั่งการแบบ three-line whip ก็เช่นการออกเสียงไม่ไว้วางใจ

three-line whip เป็นคำสั่งเด็ดขาด ไม่ว่าคำสั่งของพรรคจะขัดต่อมโนธรรมของสมาชิกแค่ไหนก็ตาม สมาชิกมีพันธะต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีข้อแม้

แต่บางประเทศโหวตสวนครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่ถูกขับออกไป เช่นที่ออสเตรเลียมีกรณีของบาร์นาบี จอยซ์ แห่งพรรค National Party of Australia ที่โหวตสวนถึง 19 ครั้ง และกรณีของเรก ไรท์ แห่งพรรค Liberal Party of Australia ที่โหวตสวนถึง 150 ครั้ง

ย้อนกลับมาที่สหรัฐ การโหวตสวนเป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน ดาวเด่นในสภาที่โหวตสวนมากที่สุดแล้วในตอนนี้คือ อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ แห่งพรรคเดโมแครตและสมาชิกสภาหญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ปรากฎว่าเธอโหวตสวนพรรคถึง 31 ครั้งแล้วเฉพาะแค่ในสมัยประชุม 2019-20 นี้

แต่เธอก็ยังไม่ใช่สมาชิกที่โหวตสวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพราะอยู่ในอันดับ 208 เท่านั้น

มาถึงตอนนี้ เราจะเห็นแล้วว่าโหวตสวนเป็นทั้งการไม่มีวินัยต่อกลไกลพรรคการเมืองตามวิถีรัฐสภา ขณะเดียวกันก็ยังเป็น “ความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย” ที่แสดงถึงการเคารพทัศนะส่วนบุคคล

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยในรัฐบาลชุดนี้ มีการโหวตสวนมาแล้ว คือกรณีของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่โหวตสวนมติพรรคภูมิใจไทยในการเลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นพรรคภูมิใจไทยได้ตั้งคณะกรรมการสอบนายสิริพงศ์ไปตามระเเบียบ (ปรากฎว่าปัจจุบันนายสิริพงศ์ นั่งตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมาธิการกีฬา)

ในเวลานั้น หนึ่งในผู้ที่แสดงความชื่นชมคือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่กล่าวในทวิตเตอร์ @Thanathorn_FWP ว่า “”สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ” เป็น ส.ส.พรรคภูมิใจไทยเพียงหนึ่งเดียวที่งดออกเสียง ไม่โหวต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี – วันนี้เขาเป็น ส.ส. ที่กล้าหาญมากที่สุดในสภา”

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาพรรคอนาคตใหม่ได้สั่งขับสมาชิก 4 คนออกไปจากพรรคเพราะโหวตสวนในญัตติต่างๆ ต่างกรรมต่างวาระกัน ตามด้วยกระแสต่อต้านสมาชิก “งูเห่า” ทั้งสี่คนทั้งในพรรคอนาคตใหม่และในโลกโซเชียล

น่าสนใจว่าหนึ่งในสี่ที่ถูกขับคือ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ ที่เคยเสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องผิดที่อนาคตใหม่ขจะขับ ส.ส. ทั้ง 4 คนออกจากพรรค เพราะวินัยพรรคเป็นสิ่งสำคัญ (แต่น่าสนใจว่าทำไมภูมิใจไทยจึงไม่ขับนายสิริพงศ์ หรือ “เสี่ยโต้ง” ทั้งๆ ที่กรณีของเขานั้นหากเทียบกับอังกฤษแล้วนี่คือระดับ three-line whip)

อนึ่ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่สำนักงานอัยการสูงสุดว่า เขา “ให้ความสำคัญกับสมาชิก ให้สมาชิกมีบทบาท มีสิทธิ มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย”

“โอกาสได้แสดงความคิดเห็น” ที่นายธนาธรบอก คงไม่ใช่การแสดงความเห็นส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคในสภาเป็นแน่แท้

ภาพ Pattarapong Chatpattarasill / Bangkok Post

อินเดียตัดอินเตอร์เน็ต สกัดผู้ประท้วงลุกฮือค้านกฎหมายพลเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609620

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 17:58 น.

อินเดียตัดอินเตอร์เน็ต สกัดผู้ประท้วงลุกฮือค้านกฎหมายพลเมือง

อินเดียวิกฤต สั่งแบนชุมนุมที่สาธารณะ-ตัดอินเตอร์เน็ตทั่วเมืองหลวง สกัดผู้ชุมนุมรวมตัวประท้วงต้านกฎหมายสถานะพลเมืองกีดกันมุสลิม

เอเอฟพีรายงานว่า สองผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ของอินเดียยืนยันถึงการได้รับคำสั่งจากรัฐบาลตัดการเข้าอินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือบางส่วนของกรุงนิวเดลี เพื่อสกัดการนัดรวมตัวชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านกฎหมายสถานะพลเมืองที่กีดกันชาวมุสลิม โดยที่ผู้ชุมนุมซึ่งไม่พอใจการผ่านกฎหมายดังกล่าวมีแผนนัดรวมตัวครั้งใหญ่ในหลายพี้นที่ทั่วประเทศ

ที่รัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากถึง 200 ล้านคน ทางการได้ออกคำสั่งห้ามชุมนุมเกิน 4 คน เช่นเดียวกับที่เมืองบังกาลอร์ อันเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไอทีของประเทศ รวมถึงกรุงนิวเดลี เมืองหลวงต่างก็ใช้คำสั่่งห้ามชุมนุมในที่สาธารณะเช่นกัน

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า วันนี้ (19 ธ.ค.) ผู้ชุมนุมได้นัดรวมตัวกันใน 13 เมืองใหญ่ทั่วประเทศเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อกฎหมายดังกล่าว

 

มีอะไรในกฎหมายสัญชาติของอินเดีย?

ย้อนไปเมื่อ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลพรรคชาตินิยมฮินดู (BJP) ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้ออกกฎหมายให้สัญชาติเป็นกรณีพิเศษแก่ชาวฮินดู, ซิกข์, พุทธ, เชน และคริสต์ ที่อพยพจากประเทศอัฟกานิสถาน, บังกลาเทศ และปากีสถานเข้ามาในอินเดียก่อนปี 2015 แต่จะไม่อนุญาตให้สัญชาติแก่ชาวมุสลิมที่มาจาก 3 ประเทศมนข้างต้น โดยรัฐบาลอินเดียให้เหตุผลว่า ผู้ที่นับถือฮินดู, ซิกข์, พุทธ, เชน และคริสต์ ถือเป็นชนกลุ่มน้อยทางศาสนาใน 3 ประเทศเหล่านี้

 

การออกกฎหมายดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจขึ้นหลายพื้นที่ทั่วอินเดีย โดยเฉพาะในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอิสลาม ซึ่งมองว่ารัฐบาลนายกโมดี เลือกปฏิบัติและไม่เห็นความสำคัญของพลเมืองมุสลิมในประเทศที่มีอยู่ราว 200 ล้านคน หรือคิดเป็น 14% ของจำนวนประชากรทั้งหมดที่มีอยู่กว่าพันล้านคนของอินเดีย

การชุมนุมประท้วงดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลา 8 วันแล้ว โดยก่อนหน้าเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานการชุมนุมในหลายพื้นที่ทั้ง 9 รัฐทั่วประเทศ จนบานปลายเป็นการปะทะกันของผู้ประท้วงกับตำรวจปราบจลาจล รวมถึงมีรายงานว่าตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคน

จีนทดสอบเรือขนสินค้าไร้คนขับสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609598

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 16:30 น.

จีนทดสอบเรือขนสินค้าไร้คนขับสำเร็จ

จีนทดสอบเรืออัจฉริยะไร้คนขับได้สำเร็จเป็นลำแรก

สื่อท้องถิ่นจีนรายงานว่า จีนประสบความสำเร็จในการทดสอบแล่นเรือบรรทุกสินค้า (cargo ship) ไร้คนขับได้เป็นลำแรกของประเทศ โดยการทดสอบมีขึ้นที่นอกชายฝั่งของมณฑลกวางตุ้ง โดยเรือขนสินค้าความยาว 12.86 เมตรลำนี้มีชื่อว่า “Jindouyun 0 hao” วิจัยและพัฒนาโดยบริษัท Yunzhou Tech ได้ทำการทดสอบแล่นอัตโนมัติเป็นครั้งแรกจากเกาะDong’ao ในเขตจูไห่ ไปยังเทียบท่ายัง ท่าเรือหมายเลข 1 ของสะพานฮ่องกง – จูไห่ – มาเก๊าได้เป็นผลสำเร็จ

เรือลำนี้เป็นโครงการรวมมือระหว่าง Yunzhou Tech บริษัทด้านเทคโนโลยีในจูไห่ กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหวู่อั่น โดยโครงการนี้เริ่มต้นวิจัยและพัฒนาช่วงปลายปี 2017 กระทั่งผ่านการทดสอบอย่างเสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อวันอาทิตย์ (15 ธ.ค.) ที่ผ่านมา

ประธานบริษัท Yunzhou Tech เรือลำนี้ใช้เทคโนโลยีควบคุมเรือแบบดิจิตอลเอไอ ควบคู่กับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า พร้อมระบบควบคุมระยะไกลรวมถึงมีเซ็นเซอร์ป้องกันการชนของเรือลำอื่นๆใกล้เคียง

หลังจากนี้เรือลำดังกล่าวจะทำหน้าที่แล่นขนส่งสินค้าไปมาระหว่างเกาะจูไห่กับชายฝั่งจีนควบคู่กับการทดสอบในขั้นต่อไป โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มระบบขนส่งสินค้าทางเรือในอนาคตของจีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งได้ถึง 20% และลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงได้ถึง 15% จากต้นทุนรูปแบบขนส่งในปัจจุบัน

 

 

อิสราเอลพบโรงงานน้ำปลายุคโรมัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609581

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 14:47 น.

อิสราเอลพบโรงงานน้ำปลายุคโรมัน

นักโบราณคดีอิสราเอลค้นพบซากโรงงานน้ำปลาอายุ 2,000 ปีสมัยอาณาจักรโรมัน

หน่วยงานด้านโบราณวัตถุและโบราณคดีของอิสราเอลเปิดเผยว่า ได้ค้นพบซากแหล่งผลิตน้ำปลายุคอาณาจักรโรมันที่เก่าแก่นับย้อนได้ถึงศตวรรษที่ 1 หรือเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว บริเวณแหล่งขุดค้นนอกเมืองอัชเคลอน ทางใต้ของอิสราเอล

Israel Antiquities Authority

รายงานระบุว่าการค้นพบนี้มีขึ้นระหว่างที่ทางการท้องถิ่นเมืองอัชเคลอน ทำการปรับปรุงพื้นที่เพื่อเตรียมสร้างศูนย์กีฬาสำหรับเยาวชน โดยจากการขุดค้นพบหลักฐานสำคัญเป็นบ่อสำหรับหมักปลา หม้อดินเผาสำหรับเก็บรักษาน้ำปลา “Garum” ซึ่งเป็นซอสปรุงรสชนิดหนึ่งของชาวโรมัน รวมถึงเศษหินอ่อนแกะสลักสไตล์โรมัน

Israel Antiquities Authority

สำหรับGarum เครื่องปรุงรสเค็มสำคัญของชาวโรมัน ที่พวกเขามักพกใส่คนโทดินเผาติดตัวในการเดินทัพของกองทัพโรมันในทุกครั้ง โดยโรงงานนี้ถือเป็นเพียงโรงงานหมักน้ำปลาของโรมันเพียงไม่กี่แห่งที่มีการค้นพบในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เนื่องจากโรงงานGarumสมัยโรมันส่วนใหญ่มักถูกค้นพบในแถบคาบสมุทรไอบีเรียและในอิตาลี

สร้างเมืองแห่งโอกาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609578

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 14:23 น.

PostToday Podcast:Deep Talk Ep.20 สร้างเมืองแห่งโอกาส ส่องรากฐานของหังโจว

“Deep Talk ถอดรหัสสตาร์ทอัพ” Podcast ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้กำลังไล่ล่าความสำเร็จทางธุรกิจ

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

จีนจัดทำระบบประเมินผลงานรัฐบาล พร้อมรายงานผลต่อสาธารณะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609558

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 12:29 น.

จีนจัดทำระบบประเมินผลงานรัฐบาล พร้อมรายงานผลต่อสาธารณะ

จีนเตรียมทำระบบประเมินผลงานภาครัฐ เปิดกว้างประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจต่อหน่วยงานรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ที่ประชุมคณะมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Office of the State Council) เตรียมจัดทำระบบประเมินผลงานรัฐบาล เพื่อสำรวจความพึงพอใจของประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจที่มีต่อการบริหารและการบริการของรัฐบาลในทุกระดับของประเทศ

รายงานระบุว่า แบบประเมินนี้คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมให้เปิดให้ทั้งภาคเอกชนและประชาชนให้คะแนนรัฐบาลผ่านทางระบบออนไลน์ได้ภายในสิ้นปี 2020 โดยมีจุดมุ่งหมายรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐในทุกระดับ

ทั้งนี้ ผลคะแนนการประเมินจะมีการเปิดเผยต่อสาธารณะด้วยว่าหน่วยงานใดได้คะแนนข้อร้องเรียนในเชิงลบมากที่สุด รวมถึงยังสร้างกลไกที่สามารถติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาต่างๆ

ที่มา : http://www.xinhuanet.com/

อนาคต”ทรัมป์”จะเป็นเช่นไร หลังสภาล่างโหวต”ยกแรก”ถอดถอนท่วมท้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609547

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 11:05 น.

อนาคต"ทรัมป์"จะเป็นเช่นไร หลังสภาล่างโหวต"ยกแรก"ถอดถอนท่วมท้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือผู้นำสหรัฐคนที่ 3 ในที่ถูกสภาผู้แทนฯลงมติถอดถอน

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก ได้ลงมติรับรองบทบัญญิต 2 ข้อว่าด้วยการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมติแรกคือ การถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบ กับมติที่สองคือ ขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา

สภาผู้แทนฯสหรัฐลงมติแรก “ใช้อำนาจโดยมิชอบ” ด้วยคะแนนเสียง 230 ต่อ197เสียง

ขณะที่มติที่สองคือ “ขัดขวางการตรวจสอบของรัฐสภา” ด้วยคะแนน 229 ต่อ 198 เสียง

ในการโหวตรับรองทั้งสองญัตติไม่มีคะแนนเสียงใดจากฝั่งรีพับลิกกัน ซึ่งเป็นพรรคที่ประธานาธิบดีทรัมป์สังกัด ลงคะแนนโหวตเห็นชอบถอดถอนเลย

ผลการลงมติทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำคนที่สามในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน ที่ถูกสภาล่างตั้งข้อหาขอถอดถอน

 

ยกที่สอง

หลังจากนี้วุฒิสภาสหรัฐ จะเริ่มกระบวนการพิจารณาพร้อมลงมติว่าจะถอดถอนประธานาธิบดีหรือไม่ในเดือนมกราคมปี 2020 โดยที่ประชมวุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งพรรครีพับลิกกันครองเสียงข้างมากอยู่นั้น จะต้องลงมติด้วยคะแนนเสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของวุฒิสภาซึ่งมีทั้งหมด 100 เสียง จึงจะมีผลให้ประธานาธิบดีถูกถอดถอน

เป็นที่สังเกตว่า ในการมติของสภาล่างสหรัฐ ไม่มีส.ส.คนใดจากฝั่งรีพับลิกกันโหวต”เห็นชอบ” ถอดถอนทรัมป์เลย เรื่องดังกล่าวจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่ถูกถอดถอน เพราะพรรครีพับลิกกันครองเสียงข้างมากอยู่ในวุฒิสภา

ในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ มีประธานาธิบดีถูกถอดถอนในสภาล่างมากแล้วสองครั้ง คือในสมัยประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสัน ผู้นำคนที่ 17 ของสหรัฐ กับคนที่สองคือประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งทั้งคู่ถูกสภาล่างทำหน้าที่ตั้งข้อหาไต่สวนเพื่อถอดถอน แต่วุฒิสภาไม่เห็นชอบกับข้อกล่าวหาทั้งสอง ส่วนกรณีของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เขาได้ลาออกก่อนที่กระบวนการดังกล่าวจะเสร็จสิ้น

ส่งท้ายทศวรรษที่ 2010 ยุคสมัยแห่งการก่อรัฐประหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609527

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 19:42 น.

ส่งท้ายทศวรรษที่ 2010 ยุคสมัยแห่งการก่อรัฐประหาร

ปี 2019 กำลังจะสิ้นสุดลงโดยที่หลายคนยังไม่ทันตั้งตัว และยังไม่รู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การสิ้นสุดของปี 2019 แต่ยังเป็นการสิ้นสุดของทศวรรษที่ 2010s อีกด้วย

ทศวรรษที่ 2010s ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความพลิกผันอย่างหนักหน่วงของการเมืองโลก เพราะเต็มไปด้วยสงคราม การก่อรัฐประหาร และการปฏิวัติ ยังไม่นับความเปลี่ยนแปลงของอุดมการณ์ทางการเมืองจากเสรีนิยมที่เบ่งบานในทศวรรษที่ 2000s แต่เกิดกระแสพลิกกลับ กลายเป็นการผงาดขึ้นมาของอุดมการณ์ฝ่ายขวา

นับเฉพาะการรัฐประหาร ทศวรรษที่ 2010s มีทั้งความพยายามรัฐประหารและการยึดอำนาจที่สำเร็จมากที่สุดยุคสมัยหนึ่ง เหตุการณ์ที่ช็อคโลกที่สุด (แต่ก็พอจะคาดเดาได้ในเวลาเดียวกัน) คือรัฐประหารในประเทศไทย ปี 2014 (พ.ศ. 2557)

ย้อนกลับไปในตอนนั้น นานาประเทศไม่ยอมรับการยึดอำนาจของกองทัพไทยและถูกตำหนิจากประชาคมโลก เช่น จอห์น เคอร์รี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ประณามการก่อรัฐประหารโดยกล่าวว่ารู้สึกผิดหวัง และจะกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

สหภาพยุโรประงับการทำข้อตกลงกับไทย เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้ฟื้นคืนระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และการปกครองโดยพลเมืองโดยเร็ว

อย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องของนานาประเทศที่จะให้ไทยคืนระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วนั้นไม่เป็นผล

แม้ว่าการรัฐประหารในไทยจะเกิดขึ้นทีหลังหลายประเทศ แต่วิกฤตการเมืองไทยเป็นตัวจุดชนวนกระแสการเมืองโลกหลายอย่าง เช่น การเมืองเรื่องของสีเสื้อ และการรัฐประหารเพราะเมื่อย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 2000s โลกของเราแทบจะลืมการรัฐประหารไปแล้ว จนกระทั่งวิกฤตการเมืองไทยบ่มเพาะให้ “ผีของรัฐประหาร” กลับมาหลอกหลอนระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2006 หรือพ.ศ. 2549

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภาพโดย Posttoday – photo

หลังจากนั้นโลกของเราเหมือนถูกปลดล็อค เพราะมี “coup d’état” เกิดขึ้นถี่ยิบ จากปี 2006 ในไทย ตามด้วยการยึดอำนาจโดยทหารในปี 2009 ที่ประเทศฮอนดูรัส

เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 2010s การยึดอำนาจเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนสลับกันกับการปฏิวัติประชาชน การปฏิวัติมวลชนที่เชิญทหารเข้าร่วม และการโค่นล้มเผด็จการ

เฉพาะรัฐประการก่อน ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2010 เกิดรัฐประหารที่ประเทศไนเจอร์ โดยทหารบุกเข้าไปจับตัวประธานาธิบดีมามาดู ทันจา กลางทำเนียบกลางวันแสกๆ แล้วตั้ง “สภาสูงสุดเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย”

วันที่ 21 มีนาคม 2012 เกิดรัฐประหารที่ประเทศมาลี ทหารมาลีที่ไม่พอใจรัฐบาลบุกเข้ายึดทำเนียบและสถานที่สำคัญไว้ แล้วตั้ง “คณะกรรมาธิการแห่งชาติเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและรัฐ”

การชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร ปี 2557 ภาพโดย Post Today / ภัทรชัย ปรีชาพานิช

วันที่ 12 เมษายน เกิดยึดอำนาจที่ประเทศที่กินี-บิสเซา เมื่อกองทัพขวางการเลือกตั้งกลางคัน แล้วตั้ง “สภาการเปลี่ยนผ่านแห่งชาติ” ขึ้น อ้างว่าเพราะรัฐบาลพลเรือนต้องการยืมมือต่างชาติเพื่อจะปฏิรูปกองทัพ

วันที่ 3 กรกฎาคม 2013 กองทัพอียิปต์โค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีโมฮาเมห็ด มอร์ซี แล้วฉีกรัฐธรรมนูญปี 2012 อ้างว่าเพื่อยุติความขัดแย้งในบ้านเมืองหลังเกิดการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อ แล้วทหารตั้งประธานศาลฏีกาเป็นผู้นำประเทศชั่วคราว

วันที่ 22 พฤษภาคม 2014 เกิดการรัฐประหารที่ประเทศไทย โค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แล้วตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

วันที่ 21 กันยายน 2014 กองกำลังกบฎฮูษียึดอำนาจจากประธานาธิบดีอับดราบูฮ์ มันซูร์ ฮาดี แต่การยึดอำนาจครั้งนี้ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองเยเมนที่ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะซาอุดีอาระเบียแทรกแซงกิจการภายในของเยเมนด้วยการส่งกองกัพเข้ามาโจมตีและปิดล้อมทางเรือ อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือประธานาธิบดีฮาดี

กลุ่มเสื้อแดงนัดจุดเทียนไม่เอารัฐประหาร ทหารเข้าพื้นที่ห้าม เพราะ คสช.สั่งห้ามชุมนุมเกิดน 5 คน ทำให้เสื้อแดงไม่พอใจ ตะโกนโห่ร้อง ทำให้ทหารจับตัวมวลชลเสื้อแดงไปจำนวน 5 คนที่มีลักษณะการชุมนุมที่รุยแรง ที่ลานสกายวอล์กหน้าหอศิลป์ กรุงเทพ – Bangkok Post / Pattarapong Chatpattarasill

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2017 กองทัพซิมบาบเวยึดอำนาจจากประธานาธิบดีโรเบิร์ท มูกาเบ ที่ครองอำนาจมานานถึง 30 ปีจากนั้นกองทัพจัดการกับเครือข่ายอำนาจของมูกาเบที่ถูกเรียกว่าเป็น “อาชญากร” และควบคุมตัวมูกาเบไว้

วันที่ 11 เมษายน 2019 เกิดการรัฐประหารที่ซูดาน หลังเกิดการประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจค่าครองชีพที่แพงขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2018 จนกระทั้งกองทัพยึดอำนาจากประธานาธิบดีโอมาร์ อัลบาชีร์ ที่ครองอำนาจมานานเกือบ 30 ปี จากนั้นทหารตั้ง “สภากองทัพเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” แต่การประท้วงก็ไม่จบลงง่ายๆ

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถ่ายภาพกับทหารที่รักษาความสงบระหว่างการชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร – Bangkok Post / Pattarapong Chatpattarasill

เราจะเห็นได้ว่าประเทศที่ทำรัฐประหารสำเร็จล้วนแต่เป็นประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกา ยกเว้นไทยที่มีเศรษบกิจอยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนา รายได้ปานกลางค่อนข้างสูง แต่ไทยเป็นทั้งตัวการทำให้เกิดกระแสยึดอำนาจและยังเกิดรัฐประหารถึง 2 ครั้งในระยะทศวรรษที่ 2000s – 2010s ซึ่งนับเป็นสถิติที่ไม่ค่อยจะน่าภูมิใจนัก

นี่กล่าวมานี้เป็นแค่การรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จ ยังมีความพยายามก่อรัฐประหารอีก ที่โด่งดังที่สุดคือความพยายามรัฐประหารที่ตุรกี ระหว่างวันที่ 15 – 16 กรกฎาคม 2016 ที่จบลงด้วยความล้มเหลวของฝ่ายกบฎ ทำการเกิดการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองครั้งใหญ่ ทำให้เกิดความร้าวฉานระหว่างสหรัฐกับรัฐบาลตุรกี ที่กล่าวหาว่าสหรัฐให้การหนุนหลังฝ่ายกบฎ ความร้าวฉานนี้ส่งผลกระทบต่อ ดุลอำนาจการเมืองโลก เพราะตุรกีสลัดตัวจากสหรัฐและนาโต้ แล้วเอนเอียงมาทางรัสเซีย จนกระทบต่อสงครามในซีเรียอีกต่อหนึ่ง

รวมแล้วมีทั้งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จถึง 42 ครั้ง ไม่เรียกว่าเป็นทศวรรษแห่งการรัฐประหารก็คงไม่ได้

“มะริด เมียนมา” ขุมทรัพย์ใหม่ของนักลงทุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609524

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

“มะริด เมียนมา" ขุมทรัพย์ใหม่ของนักลงทุน

เมืองมะริด ประตูเศรษฐกิจด้านการลงทุนแห่งใหม่ของเมียนมา ที่กำลังจะเฉิดฉายในอีกไม่กี่ปีนี้

*********************

หลังจาก “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา” เปิดประเทศให้ชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนได้ 100% พร้อมปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้เอื้อกับนักธุรกิจ “เมืองมะริด” จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดที่เมียนมาตั้งเป้าให้เป็นเมืองการค้าการลงทุนและอีกประตูเศรษฐกิจของประเทศแถบนี้

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสเมืองที่มีระบบเศรษฐกิจ วิถีชีวิต วัฒนธรรม เฉพาะตัวแห่งนี้เพื่อดูถึงสถานะความพร้อมที่คาดกันว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้ามะริดจะเป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่าลงทุน

เปิด “เมืองมะริด” หมุดการค้า-การลงทุนใหม่

มะริด เป็นเมืองหนึ่งในเขตตะนาวศรี ตั้งอยู่ตอนใต้ของเมียนมา เป็นเมืองท่าสำคัญด้านการประมง สภาพภูมิประเทศมีทรัพยากรทางธรรมชาติสมบูรณ์มากโดยเฉพาะทรัพยากรในทะเล

วีระ ศรีวัฒนตระกูล นายกสมาคมส่งเสริมพัฒนาการค้าการลงทุนประจวบ-มะริด อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2 สมัย ฉายภาพให้ฟังว่า สภาพเศรษฐกิจของมะริดส่วนใหญ่มาจากการประมงและท่องเที่ยว ส่วนการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และพาณิชย์ตอนนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

มะริดเมื่อ 8 ปีก่อนไม่มีการพัฒนาเท่าในปัจจุบัน เนื่องจากระบบคมนาคมสาธารณูปโภค อาทิ การเดินทาง ไฟฟ้า น้ำประปา ยังไม่พัฒนา เพราะสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของประชาชนราว 1 .4 ล้านคน และภาคอุตสาหกรรมต่างๆในเมือง แต่ทว่าเมื่อ 3 ปัจจัยเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆก็เชื่อว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนให้หลั่งไหลเข้ามาลงทุนได้

“มะริดมีความพร้อมด้านฐานะการเงิน เพราะมีความมั่งคั่งจากอุตสาหกรรมประมง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาเปรียบเหมือนกุญแจล็อคเอาไว้ คือความไม่พร้อมด้านสาธารณูปโภค งบประมาณจากรัฐบาลในการเข้ามาสนับสนุน”

อดีตผู้ว่าฯประจวบ มองว่า ไม่กี่ปีต่อจากนี้มะริดจะเป็นเมืองที่มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมาก เพราะปัจจุบันมีการทำถนนจากจุดผ่านแดนด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เชื่อมไปถึงมะริดตรงนี้จะเท่ากับเป็นการเปิดประตูเศรษฐกิจให้มะริดเกิดการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวมากขึ้น

นายกสมาคมส่งเสริมการลงทุนประจวบ-มะริด เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนไทยเข้าไปทำธุรกิจในเมืองมะริดมากขึ้น หนึ่งในนั้นเป็นบริษัทเอกชนไทยที่มีศักยภาพด้านบริหารจัดการน้ำที่ได้สัมปทานเข้าไปผลิตน้ำประปาเป็นเจ้าแรก ซึ่งเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของมะริด เพราะชาวเมืองจะมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภค และมันจะเป็นอีกปัจจัยเพื่อช่วยดึงดูดนักลงทุนให้เข้าไป

เมืองมะริด

เมียนมา เปิดกว้างพร้อมซัพพอร์ตนักลงทุน

สำหรับการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐของเมียนมา อู้ ทล่ะ ตั้น ประธานหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมจังหวัดมะริด เล่าว่า มะริดเป็นเมืองประมง เกษตร มีประชากรจำนวนกว่า 1.4 ล้านคน มีเสถียรภาพการพัฒนาเศรษฐกิจที่สูงมาก เพราะมีระบบคมนาคมทางถนนดีเชื่อมโยงกับด่านสิงขร ชายแดนไทยไม่ถึง 200 กิโลเมตร ซึ่งเชื่อว่าอนาคตมะริดจะเป็นศูนย์กลางการค้าในย่านนี้

พร้อมมองว่าภายใน5ปี มะริดจะเป็นพื้นที่ที่น่าลงทุนมาก เพราะจะมีความพร้อมสมบูรณ์ทั้งระบบขนส่ง ไฟ น้ำประปา โดยตอนมีบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการน้ำจากประเทศไทยเข้ามาดูแลพัฒนาระบบน้ำของเมือง ซึ่งตอนนี้ได้ทำเอ็มโอยูกับรัฐบาลเมียนมาแล้ว และกำลังเริ่มดำเนินการต่อไป ส่วนระบบไฟฟ้าตอนนี้กำลังพัฒนาเพื่อให้มะริดมีความมั่นคงทางด้านพลังงานมากขึ้น

ประธานหอการค้าจังหวัดมะริด ทิ้งท้ายว่า ตนเองในฐานะตัวแทนชาวเมืองจึงขอเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนไม่ว่าภาคอุตสาหรรม ประมง เกษตรหรือการท่องเที่ยว เพราะอนาคตมะริดจะเป็นอีกหนึ่งเมืองย่านนี้ที่น่าลงทุน

ขณะที่ H.E. U Myint Swe รองประธานาธิบดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กล่าวว่า ตอนนี้สภาพเศรษฐกิจของประเทศน่าลงทุนมาก ตอนนี้กำลังมีการพัฒนาโครงการทวายน้ำลึก ดังนั้นรัฐบาลจึงอยากเชิญนักลงทุนภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนเพื่อร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมา โดยรัฐบาลจะคอยสนับสนุนและผลักดัน

น้ำประปาฝีมือคนไทย ช่วยเพื่อนบ้านให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ขณะที่ ดร.คณพศ นิจสิริภัช ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทไบรท์ บลู วอเตอร์ เอกชนไทยที่ได้รับสัมปทานผลิตน้ำประปาในเมืองมะริด กล่าวว่า บริษัทมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการทำระบบน้ำอุตสาหกรรม ประปา บริหารจัดการแหล่งน้ำ ปัจจุบันดำเนินธุรกิจหลายพื้นที่ของประเทศไทย อาทิ จังหวัดสมุทรสาคร ภูเก็ต ปทุมธานี ลำพูน เชียงใหม่ และตอนนี้กำลังขยายไปเมียนมา

สำหรับโครงการพัฒนาระบบน้ำประปาในเมืองมะริด หลังได้รับการติดต่อให้เข้าไปดำเนินการสำรวจเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี พบว่าเป็นเมืองที่มีศักยภาพมาก แต่ติดปัญหาหลักอย่างหนึ่งคือระบบสาธารณูปโภคไฟฟ้าและน้ำประปายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้รัฐบาลเมียนมากำลังเร่งดำเนินการพัฒนาเรื่องไฟฟ้า

ส่วนน้ำประปาเพื่อใช้อุปโภคบริโภค ปัจจุบันมะริดยังใช้น้ำบาดาลซึ่งอาจมีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่และหากใช้เป็นระยะเวลานานอาจทำให้ดินทรุด และอนาคตอาจมีสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นไปเรื่อยเพราะเป็นเมืองติดทะเลซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล

ดร.คณพศ เปิดเผยว่า หลังทางบริษัทได้รับการอนุมัติโครงการพัฒนาน้ำประปาในมะริดจากรัฐบาลเมียนมา คาดว่าจะเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างได้ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2563 และจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีครึ่ง ในการเดินท่อระยะทางกว่า 60 กิโลเมตร เพื่อดึงน้ำจากต้นแม่น้ำตะนาวศรี เข้ามาสู่โรงกรองซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองมะริด จากนั้นจะสามารถส่งน้ำให้ประชาชนในเมืองได้

ประธานกรรมการบริษัทไบรท์ บลู วอเตอร์ฯ คาดว่า หลังเริ่มดำเนินการผลิตน้ำประปาจะผลิตน้ำได้วันละ 1 แสนคิว ส่วนการจัดจำหน่ายจะขายในราคาสมเหตุสมผลและถูกกว่าในปัจจุบัน นอกจากนี้คาดว่าไม่เกิน 5 ปี เมื่อเมืองมะริดมีความเจริญขึ้นอาจต้องเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ 3 แสนคิวต่อวัน เพราะมองว่าเมื่อระบบสาธารณูปโภคดีจะทำให้นักลงทุนเข้ามามากขึ้น

“เรามองว่าถ้าสามารถทำคุณภาพน้ำให้ดีได้ และขายในราคาที่ถูกลง ก็จะทำให้ประชาชนชาวเมียนมาได้ใช้ของที่มีคุณภาพ และจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้มะริดมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน”

อู้ ทล่ะ ตั้น ประธานหอการค้าฯมะริด(ซ้าย) – ดร.คณพศ นิจสิริภัช ประธานกลุ่มบริษัทไบรท์ บลู วอเตอร์(ขวา)