กลุ่มเฟียต-เปอร์โยต์ ประกาศควบรวมกิจการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609516

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 17:38 น.

กลุ่มเฟียต-เปอร์โยต์ ประกาศควบรวมกิจการ

ค่ายรถสัญชาติฝรั่งเศส-อิตาลี จับมือควบรวมกิจการ จ่อขึ้นแท่นบริษัทยานยนต์ใหญ่เบอร์สี่ของโลก

PSA กรุ๊ป ผู้ผลิตรถยนต์เปอร์โยต์ของฝรั่งเศส และกลุ่ม Fiat-Chrysler Automobiles (FCA) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอิตาลี-สหรัฐ ประกาศเห็นชอบการควบรวมกิจการแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้การรวมกิจการของสองยักษ์ใหญ่ยานยนต์ครั้งนี้ ขึ้นแท่นเป็นบริษัทยานยนต์ใหญ่อันดับ 4 ของโลกในแง่การผลิต และเป็นอันดับ 3 ของโลกในแง่รายได้

คำแถลงร่วมกันของทั้ง PSA และ FCA ระบุว่า ในวันนี้ ได้ลงนามข้อตกลงควบรวมธุรกิจในแบบ 50/50 เพื่อกลายเป็นผู้ผลิตยานยนต์แบบดั่งเดิมที่มีกำลังการผลิตใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และมีรายได้เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยการควบรวมนี้จะไม่มีการปิดกิจการของโรงงานทั้งสองฝ่าย และว่าการควบรวมกิจการครั้งนี้จะทำให้บริษัทใหม่มีทรัพยากรและความเป็นผู้นำในแถวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์แบบยั่งยืนในอนาคต

คาดว่ากระบวนการควบรวมจะเสร็จสิ้นภายใน 12-15 เดือนนับจากนี้ โดยส่งผลให้บริษัทใหม่หลังการควบรวมกิจการ ขึ้นแท่นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ต่อจากอันดับหนึ่งคือ กลุ่มเรโนต์นิสสันมิตซูบิชิ ตามด้วย โตโยต้า และโฟล์คสวาเกน ตามลำดับ ด้วยพนักงานของกลุ่ม PSA-FCA ที่รวมกันมากกว่า 400,000 คน รายได้รวมเกือบ 170,000 ล้านยูโร่ และยอดขายต่อปีประมาณ 8.7 ล้านคัน ภายใต้รถยนต์หลากหลายแบรนด์ทั้ง Fiat, Alfa Romeo, Chrysler, Citroen, Dodge, DS, Jeep, Lancia, Maserati, Opel, Peugeot และ Vauxhall

การควบรวมกิจการของกลุ่ม PSA-FCA นับว่าสวนทางต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก โดยเฉพาะในเยอรมนี ประเทศผู้นำยานยนต์โลก จากการที่ก่อนหน้านี้บริษัทยานยนต์ของเยอรมนีหลายแห่ง ทั้ง Audi, Daimler, และ Volkswagen ประกาศลดพนักงานเพื่อปรับโครงสร้างองค์กรในการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ซีอีโอกลุ่มเฟียต เชื่อว่าการรวมมือของสองบริษัทที่มีแบรนด์อันแข็งแกร่งจะช่วยให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาดในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี การควบรวมกิจการครั้งนี้อาจไม่ใช้ “เวลาที่เหมาะสม” ของทั้งสองบริษัท เนื่องจากสำหรับกลุ่มเฟียตนั้น มีตลาดรถยนต์ส่วนใหญ่ในสหรัฐ โดยคิดเป็นมากกว่า 2 ใน 3 ของรถยนต์ที่บริษัทจำหน่ายล้วนอยู่ในตลาดสหรัฐ และไม่ควรเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนของการนโยบายเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านพลังงานภายใต้คณะบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ ประกอบกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐกำลังเติบโตภายใต้การนำของเทสล่าและอีกหลายแบรนด์ที่กำลังแข่งขันอย่างดุเดือด

ส่วนกลุ่มเปอร์โยต์นั้น กำลังเผชิญปัจจัยด้านลบจากตลาดรถยนต์ในยุโรปที่ชะลอตัว แม้ว่าจะขยายตลาดไปยังจีน แต่ก็ยังขาดความแข็งแกร่งในตลาดจีนซึ่งถือเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่สุดในโลก

หลี่เจียฉี ผู้ชายที่ขายลิปสติกได้มากที่สุดในจีนใน 30 วิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609512

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 17:22 น.

หลี่เจียฉี ผู้ชายที่ขายลิปสติกได้มากที่สุดในจีนใน 30 วิ

ในประเทศจีน พนักงานขายลิปสติกที่ฮอตที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่ผู้หญิง แต่กลับเป็นผู้ชาย

ผู้ชายคนนี้คือ หลี่เจียฉี หนุ่มจากเมืองหูหนานวัย 27 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ Lipstick Brother

หลี่เจียฉีสร้างสถิติไว้มากมาย ปี 2018 เขาเป็นเจ้าของสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ที่ขายลิปสติกได้มากที่สุดภายในเวลา 30 วินาที

หรือจะเป็นการขายลิปสติกได้ 15,000 แท่งภายในเวลาเพียง 5 นาทีในวันคนโสด 11.11 ของจีนเมื่อปีที่แล้ว และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครโค่นสถิตินี้ลงได้

นอกจากนี้ เจ้าตัวยังไลฟ์แข่งขายลิปสติกกับ แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา กรุ๊ป ในวันคนโสด ซึ่งปรากฏว่าหลี่เจียฉีทำยอดได้ถึง 1,000 แท่ง ขณะที่แจ็ก หม่า ขายได้พียง 10 แท่งเท่านั้นในเวลาเท่ากัน

จงเทียนหัว รองประธานอาวุโสของอาลีบาบา พูดถึงหลี่เจียฉีว่า มีชาวจีนกว่า 36 ล้านคนเข้ามาดูหลี่เจียฉีไลฟ์ขายลิปสติกในวันคนโสด และคาดว่าหลี่เจียฉีสร้างยอดขายให้อาลีบาบาได้ถึง 1,000 ล้านหยวนในเทศกาลนี้

ยอดขายถล่มทลายที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะสาวๆ ที่จะต้องเสาะหารีวิวสินค้าใหม่ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เทคนิคการขายของหลี่เจียฉี เขาเริ่มจากการแนะนำสินค้าสั้นๆ ด้วยท่าทางน่าเชื่อถือ ลองใช้ให้ดูกันจะจะ พูดอย่างตรงไปตรงมา ชิ้นไหนสวยก็บอกว่าสวย ไม่สวยก็บอกว่าไม่สวย ควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ

ก่อนจะตบท้ายด้วยการดึงความสนใจของคนดูด้วยประโยคติดปากว่า “โอ้ววว มายยย ก๊อดดด ซื้อเลยๆๆๆ”

เอกลักษณ์แบบนี้แหละที่ทำให้คนดูชอบ จางซี สาวเซี่ยงไฮ้วัย 28 ปีแฟนคลับของหลี่เจียฉี เผยกับเว็บไซต์ Sixth Tone ว่า “ไลฟ์ของหลี่เจียฉีทำเอาคนดูเคลิ้มตาม ดูแล้วรู้สึกว่าจะต้องรีบไปซื้อตาม สไตล์ของหลี่เหมือนเป็นการร่ายมนต์ใส่คนดู ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์คนอื่นที่ดูแข็งทื่อ”

หลี่เจียฉีเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวจีนในปี 2017 หลังจากที่เจ้าตัวรีวิวลิปสติก 380 แท่งภายในเวลา 2 ชั่วโมงในไลฟ์ขายของของเว็บไซต์ Taobao

แต่กว่าจะมีชื่อเสียงเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ขายลิปสติกทางออนไลน์ได้มากที่สุด เขาต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่นานจนเกือบล้มเลิกอาชีพนี้ไปแล้ว

เดิมหลี่เจียฉีทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านความงาม (BA) ของแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกแบรนด์หนึ่ง

แต่ด้วยความที่ต้องการหารายได้เพิ่ม จึงเริ่มไลฟ์ขายเครื่องสำอางโดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการไลฟ์ต้องทำอะไรบ้าง

ช่วง 2-3 เดือนแรกผลลัพธ์ไม่เป็นตามคาด มีทั้งฟีดแบ็กในแง่ลบ และคำถามตามมาว่าเป็นผู้ชายแต่ทำไมใช้เครื่องสำอาง ทำเอาเจ้าตัวอยากจะล้มเลิกแล้วหางานอื่นทำแทน

จุดเปลี่ยนของชีวิตหลี่เจียฉีมาจากคำพูดของเจ้านายที่บอกว่า “ลองทำต่ออีก 3 วัน ถ้า 3 วันแล้วยังไม่ดีขึ้นค่อยหยุดทำ” เขาจึงลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

การไลฟ์ครั้งต่อมาเริ่มดีขึ้นๆ คนดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 2 เท่า 4 เท่า ชาวจีนก็เริ่มยอมรับว่าผู้ชายก็ใช้เครื่องสำอางได้ หลี่เจียฉี เผยว่า ถ้าเขาไม่ลองทำต่ออีก 3 วันตามที่เจ้านายแนะนำ เขาอาจจะไม่มีโอกาสมาถึงจุดนี้ก็เป็นได้

ทุกวันนี้หลี่เจียฉีกลายเป็นตัวแทนของคนจีนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจกับภาพลักษณ์ของตัวเอง โดยเฉพาะหนุ่มๆ ทำให้เขามีผู้ติดตามในช่องทางโซเชียลถึง 45 ล้านคน และจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 20%

นอกจากนี้ หลี่เจียฉียังเป็นเสมือนเครื่องหมายการันตีให้กับเครื่องสำอางที่เขาแนะนำในรายการ และมักจะช่วยให้สินค้านั้นๆ ขายหมดเกลี้ยงในเวลาสั้นๆ

ในขณะที่เจ้าตัวทำรายได้ราวเดือนละ 10 ล้านหยวน

สื่อธุรกิจ Caixin ของจีนเปิดเผยว่าเจ้าของแบรนด์ต้องจ่ายเงินราว 100,000 หยวนสำหรับการไลฟ์ขายลิปสติกในแพลตฟอร์มของ Taobao 10 นาทีของหลี่เจียฉี 60,000 หยวนสำหรับเครื่องสำอางอย่างอื่น และ 30,000 หยวนสำหรับอาหาร

ส่วนคลิปสั้นๆ 15 วินาทีใน Douyin หรือ TikTok ในชื่อสามัญ ราคาสูงถึง 500,000 หยวน และ 1.2 ล้านหยวน หากคลิปยาว 60 วินาที สนนราคา 1.2 ล้านหยวน

เรื่องราวของผู้ชายคนนี้บอกเราอย่างหนึ่งว่าการไลฟ์ขายของให้รุ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป เพียงแต่ต้องสร้างเอกลักษณ์ให้ชัดเจน แตกต่างจากคนอื่น และจริงใจกับคนดู

ภาพ : IC

 

กองทัพปากีฯประณาม ศาลตัดสินโทษประหาร”มูชาร์ราฟ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609495

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 15:37 น.

กองทัพปากีฯประณาม ศาลตัดสินโทษประหาร"มูชาร์ราฟ"

“พลเอกมูชาร์ราฟ อดีตผบ.ทบ.ปากีสถานและประธานาธิบดี ผู้รับใช้ประเทศชาติมานานกว่า 40 ปี เสียสละสู้สงครามปกป้องเอกราช ไม่สามารถเป็นกบฏทรราชตามที่ตัดสินได้”

เอเอฟพีรายงานว่า จากกรณีที่ศาลพิเศษในกรุงอิสลามบัดของปากีสถานได้มีคำตัดสินด้วยมติ 2-1 ลงโทษประหารชีวิตพลเอกเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ วัย 72ปี อดีตผู้บัญชาการทหารบกของกองทัพปากีสถาน และอดีตประธานาธิบดีผู้ครองอำนาจประเทศมานานถึง 9 ปี จากการก่อรัฐประหารในปี 1999 จากฐานความผิดที่พลเอกมูชาร์ราฟใช้อำนาจพิเศษประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2007 ซึ่งถือเป็นความผิดฐานพยายามล้มล้างรัฐธรรมนูญ

คำตัดสินของศาลพิเศษปากีสถาน ส่งผลให้พลเอกมูชาร์ราฟ ถือเป็นผู้นำกองทัพคนแรกของประเทศที่ถูกตัดสินลงโทษด้วยการประหารชีวิตจากข้อหากบฏ

พลเอกมูชาร์ราฟ ซึ่งถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากความผิดดังกล่าวในปี 2013 ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากปากีสถานในปี 2016 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ โดยพบว่าขณะนี้เขาเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่นครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์

โดยภายหลังมีคำตัดสินของศาลพิเศษ ทางด้านกองทัพปากีสถานได้ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจผลคำตัดสินของศาลพิเศษดังกล่าว โดยระบุในตอนหนึ่งของคำแถลงการณ์ว่า “อดีตผู้บัญชาการทหารบก และประธานาธิบดีแห่งปากีสถาน ผู้รับใช้ประเทศชาติมานานกว่า 40 ปี ต่อสู้กับอริศัตรูในสงครามเพื่อปกป้องประเทศ ไม่สามารถเป็นผู้ทรยศชาติได้” พร้อมทั้งระบุอีกว่า “ดูเหมือนกระบวนการยุติธรรมจะไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย”

อันวาร์ มันศูร์ ข่าน อัยการสูงสุดของปากีสถานกล่าวในการตัดสินโทษประหารชีวิตว่า “การกระทำของพลเอกมูชาร์ราฟเป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญ”

อย่างไรก็ดี ไม่แน่ชัดว่านายมูชาร์ราฟจะสามารถเดินทางกลับปากีสถานได้หรือไม่ เพราะเขายังคงเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลในนครดูไบ ขณะที่หลังจากศาลพิเศษมีคำตัดสินดังกล่าว ได้มีกลุ่มผู้สนับสนุนนายพลมูชาร์ราฟ รวมตัวประท้วงแสดงความไม่พอใจพร้อมเรียกร้องความยุติธรรม

สำหรับอดีตประธานาธิบดีมูชาร์ราฟ ขึ้นสู่อำนาจผ่านการรัฐประหารในปี1999 ก่อนจะครองอำนาจเป็นผู้นำปากีสถานนานถึง 9 ปี

กระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2007 เขาได้ทำการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อหวังระงับใช้รัฐธรรมนูญ ช่วงก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินว่าการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยของเขามีความชอบธรรมหรือไม่

พร้อมทั้งยังสั่งจำกุมผู้นำกลุ่มการเมือง รวมถึงปลดคณะผู้พิพากษา การกระทำครั้งนั้นส่งผลให้เกิดการประท้วงใหญ่ในหลายพื้นที่ของปากีสถาน ซึ่งทั้งบรรดานักกฎหมายและนักการเมืองทั่วประเทศต่างร่วมประท้วงด้วย กระทั่งมูชาร์ราฟยอมลงจากตำแหน่งในปี 2008 ก่อนที่ต่อมาในปี 2013 จะถูกฟ้องร้องเอาผิดด้วยข้อหาดังกล่าว

เรือบรรทุกเครื่องบินจีนประกอบเองลำแรกเข้าประจำการแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609476

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 14:01 น.

เรือบรรทุกเครื่องบินจีนประกอบเองลำแรกเข้าประจำการแล้ว

สีจิ้นผิงเป็นประธานรับมอบเรือบรรทุกเครื่องบินจีนประกอบเองลำแรก “ซานตง” เข้าประจำการในกองทัพเรือจีน

เมื่อวานนี้ (17 ธ.ค.) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ได้เป็นประธานรับมอบเรือบรรทุกเครื่องบินซานตงเข้าประจำการในกองทัพเรือจีน ซึ่งเรือลำดังกล่าวถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินฝีมือจีนประกอบขึ้นเองลำแรก และเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองที่เข้าประจำการในกองทัพเรือของจีน ต่อจากเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงที่จีนซื้อต่อมาจากรัสเซีย

รายงานของซินหัวระบุว่า ประธานาธิบดีสีได้เดินไปเป็นประธานพิธีรับมอบเรือซานตงที่ท่ายูหลินในมณฑลไหหลำทางใต้ของจีน

การนี้ ผู้นำจีนได้มอบธงประจำกองทัพปลดแอกประชาชนจีน พร้อมหนังสือรับรองการตั้งชื่อเรือแก่กัปตันเรือ และผู้ตรวจการเมือง ก่อนที่ผู้นำจีนจะเดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศพร้อมตรวจดูอุปกรณ์และการทำงานต่างๆภายในเรือ

เรือซานตงคือเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองของกองทัพจีน ซึ่งประกอบโดยบริษัท Dalian Shipbuilding Industry ความยาวตัวเรือ 315 เมตร สามารถบรรทุกเครื่องบินได้รวม 38 -40 ลำ จำนวนนี้ 32 ลำเป็นเครื่องบินรบแบบ Shenyang J-15 และเฮลิคอปเตอร์ 8ลำ

ส่วนเรือเหลียวหนิง ซึ่งถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนนั้น เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นคุซเนตซอฟของโซเวียต ที่จีนนำมาปรับปรุงเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของประเทศ

สำหรับทั้งเรือซานตงและเหลียวหนิงมีลักษณะการออกแบบดาดฟ้าเรือสำหรับการปล่อยเครื่องบินในแบบ ski-jump style หรือหัวดาดฟ้าเรือเชิดขึ้น ซึ่งเป็นดีไซน์แบบเก่าที่ประหยัดงบประมาณ แตกต่างเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐที่ใช้เทคโนโลยี catapult ในการดีดตัวเพื่อส่งเครื่องบินทะยานขึ้นจากดาดฟ้าเรือ โดยสื่อท้องถิ่นในรัสเซียยังรายงานด้วยว่าเรือรบลำใหม่ของจีนนี้ ได้รับการออกแบบภายแนวคิดและวิศวกรรมของรัสเซีย

ออสเตรเลียเจอวันอากาศร้อนสุดในรอบ 6 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609460

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 12:01 น.

ออสเตรเลียเจอวันอากาศร้อนสุดในรอบ 6 ปี

ออสเตรเลียเผย เมื่อวานนี้ทั่วประเทศมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 40.9 องศา ทำลายสถิติร้อนสุดรอบ 6 ปี คาดร้อนกว่านี้ได้อีก

สำนักพยากรณ์อากาศออสเตรเลีย (The Bureau of Meteorology) เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 ธ.ค.) พบว่าทั่วประเทศมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดที่ 40.9 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าร้อนทำลายสถิติในรอบ 6 ปี จากเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2013 ซึ่งวัดอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดที่ 40.3 องศาเซลเซียส

ออสเตรเลียใช้วิธีวัดอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศเนื่องจากเป็นวิธีการวัดที่แม่นยำที่สุด โดยการบันทึกสถิติสูงที่สุดครั้งนี้ อยู่ในช่วงเดียวกับที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญปัญหาไฟป่าและภัยแล้งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ และควีนส์แลนด์

 

Sky News Weather

อย่างไรก็ดี สำนักพยากรณ์อากาศคาดว่า สัปดาห์นี้ทั่วประเทศอาจเจออุณหภูมิสูงอีกขึ้นอีกจนอาจทำลายสถิติดังกล่าว

ทั้งนี้ ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนปกคลุมทั่วประเทศ จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดไฟป่าขึ้นหลายร้อนจุดทั่วประเทศ ปัญหาไฟป่าที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงการรับมือเหตุไฟป่า รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายเมืองในออสเตรเลียเจออุณหภูมิสูงทำลายสถิติหลายเมือง อาทิ นครเพิร์ธ รัฐเวสต์เทิร์นออสเตรเลีย เจออุณหภูมิสูงทะลุปรอทติดต่อกันสามวันเกิน 40 องศา

มะกันรวมตัวชุมนุม หนุนถอดถอนทรัมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609448

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 10:41 น.

มะกันรวมตัวชุมนุม หนุนถอดถอนทรัมป์

ชาวอเมริกันทั่วประเทศหลายร้อยกลุ่มรวมตัวชุมนุม สนับสนุนสภาผู้แทนฯเตรียมลงมติถอนถอนทรัมป์วันนี้

สื่อสหรัฐรายงานว่า ในย่านไทม์สแควร์ใจกลางมหานครนิวยอร์ก กลุ่มผู้ชุมนุมได้รวมตัวกันราวร้อยคน เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐที่มีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากอยู่ เตรียมลงมติโหวตถอดถอนทรัมป์อย่างเป็นทางการในคืนวันพุธนี้ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน

นอกจากที่ใจกลางนครนิวยอร์กแล้ว มีรายงานว่าผู้ชุมนุมที่สนับสนุนการถอดถอนทรัมป์ได้นัดรวมตัวกันในหลายพื้นที่ทั่วสหรัฐจำนวนราว 500 แห่ง เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนกระบวนการถอดถอนทรัมป์ อาทิเช่น จตุรัสใจกลางนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ของสหรัฐ ได้มีผู้ชุมนุมราวร้อยคน รวมตัวแสดงจุดยืนสนับสนุนการลงมติของสภาผู้แทนฯสหรัฐเช่นกัน

สำหรับการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ของสภาผู้แทนฯสหรัฐ จะเริ่มการพิจารณาญัตติการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ช่วงคืนวันพุธตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน และอาจมีการลงมติในวันพฤหัสบดีนี้

ปล่อยแพะ ดีกว่าปล่อยพาล อย่าทำให้คุกเป็นแค่ที่พักของคนอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609421

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 20:25 น.

ปล่อยแพะ ดีกว่าปล่อยพาล อย่าทำให้คุกเป็นแค่ที่พักของคนอันตราย

เราจะทำอย่างไรไม่ให้คนที่ยังไม่สำนึกออกมาเพ่นพ่านในสังคมก่อนเวลาอันควร บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

ในภาพยนต์เรื่อง Shawshank Redemption มีคำพูดที่สะเทือนใจอยู่ประโยคหนึ่งซึ่งตัวละครบอกว่า “คนที่อยู่ในคุกนี้เป็นคนบริสุทธิ์ทุกคนนั่นแหละ” (Everyone in here is innocent) และความบริสุทธิ์ของตัวละครหลักในเรื่องก็เป็นจุดพลิกผันสำคัญของภาพยนต์เรื่องนี้

คำพูดนี้ไม่ได้หมายความว่าในคุกมีแต่แพะ แต่หมายความว่าในหมู่คนผิดจริงๆ มีคนที่ถูกกล่าวหาผิดๆ รวมอยู่ด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกล่าวหาลอยๆ เพราะมีการศึกษาในหลายประเทศ เช่นที่สหรัฐมีองค์กร The Innocence Project (โครงการผู้บริสุทธิ์) ซึ่งรายงานไว้ในปี 2014 ในสหรัฐมีผู้ต้องขังที่ไม่ได้ผิดถึง 2.3% – 5% แต่คนเหล่านี้ต้องสิ้นอิสระภาพ เพราะช่องโหว่ในกระบวนการทางกฎหมาย

บางคนติดคุกเกือบค่อนชีวิตจึงจะได้รับการพิสูจน์ว่าไม่มีความผิดแล้วได้รับอิสรภาพในช่วงปลายชีวิต แต่มันคุ้มกันหรือ?

สหรัฐเป็นประเทศที่ไม่ลดโทษพร่ำเพรื่อ นักโทษคดีอุกฉกรรจ์มักจะติดคุกกันหัวโต เพื่อที่จะได้สำนึกผิด เกิดความยำเกรงในกฎหมาย หรืออย่างน้อยก็หมดอิสรภาพอยู่ในนั้นจนแก่เฒ่า หมดกำลังที่จะทำร้ายผู้คนอีก

ตรงกันข้ามกับประเทศไทย ซึ่งนักโทษคดีร้ายแรงมักจะได้รับโอกาสลดโทษเป็นระยะๆ แม้ผู้เขียนจะรู้ว่ากรมราชทัณฑ์มีมาตรฐานที่ชัดเจนในการประเมินผู้ต้องขัง แต่กรณีของนายสมคิด พุ่มพวงทำให้ผู้เขียนชักไม่แน่ใจแล้วว่ามาตรฐานของกรมราชทัณฑ์ดีพอแค่ไหน

ในสหรัฐ การจะลดโทษผู้กระทำความผิด จะต้องพิจารณาครั้งแล้วครั้งเล่า โดยใช้คณะกรรมการทัณฑ์บน (Parole Board) ซึ่งประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายพื้นเพและสาขาอาชีพในการพิจารณาว่าควรจะปล่อยตัวผู้กระทำความผิดแล้วหรือยัง

ดังนั้นจึงเป็นการยากมากที่ฆาตกรต่อเนื่อง ฆาตกรฆ่าข่มขืน ฆาตกรหั่นศพจะได้รับโอกาสออกมาเพ่นพ่านข้างนอกอีก เช่นในกรณีของชาร์ลส์ แมนสัน ฆาตกรชื่อดังในทศวรรษที่ 60 – 70 ผู้วางแผนและลงมือฆ่า 7 ศพ ต้องโทษประหารชีวิต แต่เมื่อรัฐแคลิฟอร์เนียยกเลิกโทษนี้ก็เหลือแค่จำคุกตลอดชีวิตพร้อมโอกาสได้รับทัณฑ์บน แต่แมนสันติดคุกตั้งแต่ปี 1971 จนถึงปี 2017 จนตายไปเมื่ออายุ 83 ก็ยังไม่เคยได้รับโอกาสได้ออกไป

เขาติดคุกได้ 7 ปี ก็ได้โอกาสทัณฑ์บน แต่ไม่ผ่านการพิจารณา หลังจากนั้นก็เข้ารับพิจารณาอีก 12 ครั้ง ในระหว่างนั้นในปี 1997 แมนสันไม่ยอมมาพบคณะกรรมการทัณฑ์บนอีก การพิจารณาจึงต้องทำแบบลับหลัง แต่ก็ไม่ผ่านอยู่ดี ครั้งหลังสุดในปี 2012 (ซึ่งเป็นครั้งที่ 12) คณะกรรมการทัณฑ์บนระบุว่า แมนสันไม่มีสภาพพร้อมที่จะออกไปดำรงชีวิตแบบคนปกติ แล้วเลื่อนกำหนดพิจารณาออกไปถึง 15 ปี แทนที่จะเป็นทุกๆ 7 ปีเหมือนเคย แต่ก่อนที่จะถึงปี 2027 ที่เขาจะฟังคำชี้ขาดอีกครั้ง แมนสันก็ตายเสียก่อน

เราจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการทัณฑ์บนทำงานอย่างไม่บกพร่อง คือให้โอกาสผู้ต้องขังอยู่สม่ำเสมอ แต่เพราะผู้ต้องขังไม่มีทีท่าจะเป็นคนปกติได้ จึงต้องอยู่ในคุกต่อไป

ปัญหาก็คือเราไม่มีคุกมากพอสำหรับขังคน

สหรัฐเป็นประเทศที่มีผู้ต้องขังมากที่สุดในโลก ข้อมูลนี้อาจจะน่าตกใจเล็กน้อย แต่เราจะยิ่งตกใจมากกว่านี้หากรู้ว่าประเทศไทยมีผู้ต้องขังมากที่สุดอันดับที่ 6 ของโลก (วัดที่จำนวนประชากรคนคุก) ที่ต้องตกใจก็เพราะอันดับที่ 1 – 5 ล้วนแต่เป็นประเทศใหญ่ที่มีประชากรมหาศาล คือสหรัฐ จีน บราซิล รัสเซีย และอินเดีย

พูดสั้นๆ ก็คือไทยมีอัตราส่วนของคนติดคุกมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

ดังนั้นเราจึงพอที่จะเข้าใจได้หากกรมราชทัณฑ์ต้องแก้ปัญหาด้วยการระบายผู้ต้องขังออกมา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ในบรรดา “นักโทษชั้นดี” มีคนชั้นเลวออกออกมาคุกคามชีวิตประชาชนด้วย

แถมนักโทษชั้นดีที่มีความประพฤติดีจริงๆ ยังพลอยโดนหางเลขไปด้วย เพราะนับจากนี้ประชาชนจะมองพวกเขาด้วยความหวาดระแวง ส่วนกรมราชทัณฑ์อาจจะต้องเข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณาลดหย่อนโทษ (ซึ่งหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น)

อีกอย่างที่ต้องคิดให้หนักคือ กระบวนการอบรมผู้กระทำความผิดที่เราใช้อยู่ตอนนี้ทำให้คนไม่ดีกลายเป็นคนดีของสังคมหรือไม่ เพราะเมื่อดูจากสถิติจะพบว่าในปี 2558 มีอัตราผู้กระทำผิดถูกจับเข้าคุกอีกครั้ง 17% แต่ในปี 2559 กระโดดขึ้นมาที่ 25% และในปี 2560 พุ่งพรวดขึ้นมาเป็น 33%

การที่อดีตนักโทษกกลับมาเป็นนักโทษอีกครั้งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Recidivism ประทศที่มีอัตราสูงมากคือสหรัฐ 60% และอังกฤษ 50% คดีส่วนใหญ่ที่กลับมาเข้าคุกอีกเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง

หากแก้ไขจุดนี้ยังไม่ได้ ผู้เขียนอยากจะแนะนำให้กรมราชทัณฑ์รอบคอบกับการลดโทษผู้กระทำความผิดในคดีใช้ความรุนแรง เพราะสถิติมันบอกชัดอยู่

อย่างที่ผู้เขียนพาดหัวไว้ว่า “ปล่อยแพะ ดีกว่าปล่อยพาล” บางทีเราควรทุ่มเทเวลาให้กับช่วยคนบริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมจะดีกว่า ส่วนคนกระทำความผิดร้ายแรงนั้นไม่ต้องรีบปล่อยออกมาก็ได้

ปล่อยมาแล้วเป็นแบบนายสมคิด พุ่มพวง จะเป็นการทำงานที่เสียภาษีประชาชนไปเปล่าๆ

ข่าวลือรีดเงินผ้าอนามัย สะท้อนความกลัวรัฐขึ้นภาษีของประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609412

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

ข่าวลือรีดเงินผ้าอนามัย สะท้อนความกลัวรัฐขึ้นภาษีของประชาชน

40% ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 21 ปีผู้หญิงในประเทศยากจนต้องใช้สิ่งของอื่นแทนผ้าอนามัยที่มีราคาแพง หรือแม้แต่ในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศร่ำรวยกลับมีผู้หญิงอายุ 14-21 ปี ถึง 1 ใน 10 คนที่ไม่สามารถซื้อผ้าอนามัย

จากการให้ข่าวว่ารัฐบาลกำลังจะเก็บภาษีผ้าอนามัยจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงดุเดือดและติดเทรนด์ในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว แม้ทางกรมสรรพสามิตจะชี้แจงว่าไม่มีการเก็บภาษีสรรพสามิตผ้าอนามัย เก็บเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับสินค้าอื่นแล้วก็ตาม

โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงแต่ละคนจะมีประจำเดือนราว 2,535 วัน หรือเกือบ 7 ปีตลอดช่วงชีวิต แต่ละวันต้องใช้ผ้าอนามัยราว 3-4 ชิ้น เท่ากับว่าผู้หญิง 1 คนต้องใช้ผ้าอนามัยราว 7,605-10,140 ชิ้น และหากราคาผ้าอนามัยเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 5 บาทเท่ากับว่าผู้หญิงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายผ้าอนามัยสูงถึง 38,025-50,700 บาท

นี่ยังไม่นับรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ยาแก้ปวดท้องประจำเดือน การลางานหรือหยุดโรงเรียน

สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อผ้าอนามัยต่อเดือนในราคาหลักร้อยบาทต้นๆ ไม่ได้เป็นภาระ แต่สำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาจจะสูงเกินไป จนผ้าอนามัยกลายเป็นของใช้ที่อยู่เกินเอื้อมอย่างที่เคยเป็นประเด็นในโลกโซเชียลในบ้านเราเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่าผ้าอนามัยแพงจนต้องยอมอดข้าว

ปัญหานี้ไม่ได้มีเฉพาะในบ้านเรา สำนักข่าวบีบีซี เผยผลสำรวจขององค์กรการกุศลด้านสิทธิมนุษยชน Plan International เมื่อปี 2018 ว่า 40% ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 21 ปีผู้หญิงในประเทศยากจนต้องใช้สิ่งของอื่นแทนผ้าอนามัยที่มีราคาแพง โดยกระดาษทิชชูถือเป็นสิ่งของทดแทนอันดับ 1 ตามด้วยถุงเท้า เศษผ้าเก่า หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่ในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศร่ำรวยกลับมีผู้หญิงอายุ 14-21 ปี  1 ใน 10 คนไม่สามารถซื้อผ้าอนามัย

หากรัฐบาลยังเดินหน้าเก็บภาษี ราคาผ้าอนามัยอาจสูงเกินไปสำหรับผู้หญิงบางกลุ่ม การไม่ได้เข้าถึงผ้าอนามัยเพื่อสุขอนามัยที่ดีทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้ขาดโอกาสสำคัญในชีวิต อาทิ นักเรียนบางคนต้องหยุดโรงเรียน ทั้งๆ ที่ผ้าอนามัยเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานในชีวิตของผู้หญิง ในหลายประเทศมีการรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลยกเว้นภาษีผ้าอนามัย ขณะที่บางประเทศ อาทิ สกอตแลนด์ รัฐบาลได้ตั้งจุดแจกผ้าอนามัยฟรีตามโรงเรียนต่างๆ เพราะเห็นว่าการมีประจำเดือนเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มองว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการมีประจำเดือนเป็นภาระ นานนา โจเซฟีน โรลอฟฟ์ นักเคลื่อนไหวชาวเยอรมัน มองว่าผู้หญิงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการมีประจำเดือน และผ้าอนามัยก็ไม่ถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย การเก็บภาษีผ้าอนามัยเป็นการเลือกปฏิบัติกับผู้หญิง

ส่วนความเห็นจากอีกฝั่งหนึ่งมองว่าการลดภาษีจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากเงินภาษีในส่วนนี้ เมื่อปี 2016 รัฐแคลิฟอร์เนียไฟเขียวให้ยกเว้นภาษีผ้าอนามัยฉลุย แต่ในเวลาต่อมากลับถูก เจอร์รี่ บราวน์ ผู้ว่าการรัฐ ใช้สิทธิ์ระงับข้อยกเว้นนี้ โดยให้เหตุผลว่า “การลดภาษีก็ไม่ต่างกับรายจ่ายใหม่ของทางการ”

แต่ไม่ว่ารัฐจะเก็บหรือยกเว้นภาษีผ้าอนามัย สิ่งที่คนไทยทุกคนกังวลอยู่ลึกๆ ก็คือการที่รัฐประกาศว่าจะเก็บภาษีเพิ่มเติมจากภาษีที่คนไทยจ่ายให้รัฐบาลเป็นประจำ เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะงักงันเช่นเวลานี้แล้ว คนไทยส่วนใหญ่ยังกังวลว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่เราจ่ายไปจะถูกนำไปใช้โดยไม่มีประสิทธิภาพ

จากดัชนีภาพลักษณ์คอ์รัปชันของไทยประจำปี 2018 พบว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 99 โดยคะแนนลดลงจากปีก่อนหน้า 1 คะแนน เหลือ 36 คะแนน หมายความว่าการคอร์รัปชันของไทยยังสูง ประชาชนจึงอาจกังวลใจว่าภาษีที่จ่ายไปไม่ต่างอะไรกับการส่งเงินให้คนที่บริหารเงินไม่เป็น หรือส่งให้ “คนโกง” เลยด้วยซ้ำ

ประเด็นเรื่องรัฐบาลจะขึ้นภาษีจึงบเป็นที่ถกเถียงอย่างดุเดือดทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม และไม่ว่าจะเป็นภาษีอะไรก็ตาม

ศาลปากีสถานสั่งประหารชีวิต “นายพลมูชาร์ราฟ” ข้อหากบฏ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609385

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 15:01 น.

ศาลปากีสถานสั่งประหารชีวิต "นายพลมูชาร์ราฟ" ข้อหากบฏ

ศาลปากีสถานตัดสินประหารชีวิต “เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ” อดีตผู้นำเผด็จการ ในโทษฐานก่อกบฏ พยายามฉีกรธน.และประกาศภาวะฉุกเฉิน

ศาลพิเศษในกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานได้มีคำตัดสินโทษประหารชีวิตแก่ เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ อดีตผู้บัญชาการกองทัพและอดีตประธานาธิบดีของปากีสถาน จากการที่นายมูชาร์ราฟประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2007 ซึ่งถือเป็นความพยายามล้มล้างรัฐธรรมนูญ

องค์คณะผู้พิพากษาศาลพิเศษนี้ ประกอบด้วยหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงเปชวาร์ ผู้พิพากษาศาลสูงแคว้นสินธ์ และผู้พิพากษาศาลสูงลาฮอร์ นั่งบัลลังก์พิจารณาคดีเพื่อเอาผิดกับนายมูชาร์ราฟ ซึ่งถูกฟ้องร้องในปี 2013 จากความผิดฐานระงับใช้รัฐธรรมนูญ และประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างผิดกฎหมายเมื่อปี 2007

ข้อกล่าวหาดังกล่าวทำให้นายมูชาร์ราฟ กลายเป็นผู้นำกองทัพปากีสถานคนแรก ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏ โดยผู้พิพากษาศาลพิเศษปากีสถานมีมติ 2-1 เสียงให้ประหารชีวิตนายมูชาร์ราฟ

สำหรับอดีตประธานาธิบดีมูชาร์ราฟ ขึ้นสู่อำนาจผ่านการรัฐประหารในปี1999 ก่อนจะครองอำนาจเป็นผู้นำปากีสถานนานถึง 9 ปี

ในเดือนพฤศจิกายน 2007 เขาได้ทำการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อหวังระงับใช้รัฐธรรมนูญ ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินว่าการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยของเขามีความชอบธรรมหรือไม่ พร้อมทั้งยังสั่งจำกุมผู้นำกลุ่มการเมือง รวมถึงปลดคณะผู้พิพากษา การกระทำครั้งนั้นส่งผลให้เกิดการประท้วงใหญ่ในหลายพื้นที่ของปากีสถาน ซึ่งทั้งบรรดานักกฎหมายและนักการเมืองทั่วประเทศต่างร่วมประท้วงด้วย กระทั่งมูชาร์ราฟยอมลงจากตำแหน่งในปี 2008 ก่อนที่ต่อมาในปี 2013 จะถูกฟ้องร้องเอาผิดด้วยข้อหาดังกล่าว

ทั้งนี้ ในการตัดสินประหารชีวิตนายมูชาร์ราฟ ไม่ได้อยู่ในปากีสถาน เนื่องได้จากขออนุญาตเดินทางออกไปรับการรักษาโรคประจำตัวที่นครดูไบ โดยก่อนหน้านี้นายมูชาร์ราฟได้บันทึกคลิปวิดิโอของตนเองขณะเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล พร้อมระบุว่าด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ของตนประกอบกับมารดาที่อายุมาก จึงไม่อาจเดินทางกลับปากีสถานเพื่อฟังคำตัดสินได้ในเร็วๆนี้

โกลด์แมนแซคส์ ประกาศไม่ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทขุดน้ำมันในอาร์กติก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609374

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 14:16 น.

โกลด์แมนแซคส์ ประกาศไม่ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทขุดน้ำมันในอาร์กติก

โกลด์แมนแซคส์ถือเป็นแบงก์ใหญ่แห่งแรกในสหรัฐที่ประกาศไม่ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทน้ำมันในอาร์กติก หันมุ่งหนุนลงทุนพลังงานสะอาด

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า โกลแมนแซคส์ (Goldman Sachs) ได้เปิดเผยว่า ทางธนาคารได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการปล่อยเงินกู้สินเชื่อใหม่ โดยธนาคารจะไม่ปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทพลังงานที่มีแผนใช้เงินดังกล่าวในการขุดเจาะน้ำมันในแถบอาร์กติก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของธนาคาร ซึ่งนอกจากการขุดน้ำมันในแถบอาร์กติกแล้ว ยังรวมถึงการปล่อยเงินกู้หรือการลงทุนสำหรับบริษัทพลังงานความร้อนถ่านหินด้วย

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนลงทุนเป็นจำนวนเงินสูงถึง 750,000 ล้านดอลลาร์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า สำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงโครงการด้านความยั่งยืนอื่นๆที่เกี่ยวข้องอาทิ การขนส่ง การศึกษา และการผลิตอาหารเพื่ออนาคต

ความเคลื่อนไหวของโกลแมนแซคส์ มีขึ้นหลังจากที่บรรดานักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม และนักวิทยาศาสตร์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวในการผลักดันข้อผูกพันลดการปล่อยค่าคาร์บอน ในการประชุมCOP25 ที่กรุงมาดริดของสเปน

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทำเท่านั้น ยังรวมถึงพลังของภาคธุรกิจและการลงทุนที่ต้องร่วมลงมือทำด้วย” David Solomon ซีอีโอของโกลแมนแซคส์ระบุต่อสำนักข่าวไฟแนนเชียล ไทมส์ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Sierra Club รวมกับRainforest Action Network ซึ่งทั้งสองเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเปิดเผยว่า โกลแมน แซคส์ และ เจพี มอร์แกนเชส (JPMorgan Chase) เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินของสหรัฐที่สนับสนุนการปล่อยก๊าซคาร์บอน จากการที่สนับสนุนด้านเงินทุนแก่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่หลายแห่งของโลก รวมถึงซาอุดิอารัมโก ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของซาอุดิอาระเบียที่เพิ่งเปิดขายหุ้นไอพีโอไปเมื่อสัปดาห์ก่อน