โบอิ้งถูกปรับ 3.9 ล้าน ติดตั้งชิ้นส่วนเสี่ยงชำรุดในเครื่อง 737 ถึง 133 ลำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608588

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2562 เวลา 11:50 น.

โบอิ้งถูกปรับ 3.9 ล้าน ติดตั้งชิ้นส่วนเสี่ยงชำรุดในเครื่อง 737 ถึง 133 ลำ

FAA สหรัฐสั่งปรับโบอิ้ง 3.9 ล้านดอลลาร์ ฐานไม่ควบคุมมาตรฐานรางสแลทด้านหน้าปีกของเครื่อง 737 NG

สำนักบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA) ได้สั่งปรับบริษัทโบอิ้งเป็นจำนวนเงิน 3.9 ล้านดอลลาร์ (118 ล้านบาท) จากการที่โบอิ้งไม่สามารถควบคุมมาตรฐานซัพพลายเออร์ในการติดตั้งชิ้นส่วนรางสแลทของด้านหน้าปีกบนเครื่องบิน Boeing 737 รุ่น NG จำนวนถึง 133 ลำ

FAA ระบุว่า โบอิ้งล้มเหลวในการควบคุมคุณภาพจากซัพพลายเออร์ให้มีมาตรฐานเพียงพอต่อการประกันคุณภาพของบริษัท อีกทั้งโบอิ้งได้ส่งมอบเครื่องบินให้ลูกค้าทั้งๆที่ทราบปัญหาถึงข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นต่อชิ้นส่วนเหล่านี้

ส่วนแถลงการณ์ของโบอิ้งระบุว่า โบอิ้งไม่ยอมรับความรับผิดจากการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว แต่กล่าวว่าพวกเขาตระหนักถึงความกังวลของ FAA

ก่อนหน้าเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา FAA ได้ออกคำสั่งให้สายการบินตรวจสอบชุดรางสแลท (slat tracks) ซึ่งอยู่ด้านหน้าของปีบนเครื่อง 737 กว่า 300 ลำทั้งในรุ่น NG และ MAX ซึ่งอาจมาจากซัพพลายเออร์ที่ไม่ได้มาตรฐานและต้องเปลี่ยนใหม่ทันทีหากพบความผิดพลาด แม้ว่าความล้มเหลวของอุปกรณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลเสียถึงขึ้นเครื่องบินเสียสูญเสียการควบคุม แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะทำงานผิดพลาดจนนำไปสู่ความเสียหายของเครื่องได้

ทั้งนี้ โบอิ้งยังมีเวลาอีก 30 วันในการยอมจ่ายค่าปรับหรือยื่นอุทธรณ์ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของเครื่อง 737 MAX ซึ่งยังทางโบอิ้งยังคงเลือนลางและยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นที่ชัดเจน

Photo : AFP

เกาหลีเหนือเปิด”เมดิคอลทัวร์”จับกลุ่มลูกค้าชาวจีน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608583

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2562 เวลา 10:38 น.

เกาหลีเหนือเปิด"เมดิคอลทัวร์"จับกลุ่มลูกค้าชาวจีน

เกาหลีเหนือเตรียมเปิดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในปีหน้า จับกลุ่มคนจีน ดึงใช้บริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ”ระดับสากล”

รอยเตอร์รายงานว่า หนังสือพิมพ์โรดองชินมุนของเกาหลีเหนือเผยว่า รัฐบาลเปียงยางได้เปิดตัวบริษัทการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพื่อหวังเพิ่มช่องทางรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่อย่างที่เกาหลีเหนือสามารถทำได้ จากการถูกคว่ำบาตรประเด็นนิวเคลียร์

รายงานระบุว่า การจัดตั้งบริษัทด้านทางการท่องเที่ยวเชิงแลกเปลี่ยนของรัฐบาลนี้ เพื่่อตอบสนองความต้องการด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้น รวมถึงการเข้ารักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสอดคล้องกับระดับสากล โดยรวมถึงการผ่าตัดเนื้องอก ผ่าตัดต้อกระจก และใส่รากฟันเทียม

หน่วยงานใหม่ของรัฐบาลเปียงยางนี้ จะดำเนินการคลินิกสุขภาพใกล้กับแหล่งน้ำพุร้อน ซึ่งเกาหลีเหนืออ้างว่าแร่ธาตุพิเศษในน้ำพุร้อนช่วยรักษาอาการปวดเส้นประสาท ข้ออักเสบ โรคหัวใจ และโรคผิวหนัง

ปีนี้มีชาวจีนไปท่องเที่ยวนยังเกาหลีเหนือกว่า 350,000 คน ทำรายได้ให้มากถึง 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เดือนที่ผ่านมานายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือได้เยี่ยมชมรีสอร์ทน้ำพุร้อนใกล้เมือง Yangdok ซึ่งกำลังจะก่อสร้างเสร็จ โดยรัฐบาลเปียงยางตั้งเป้าเป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทว่าความจริงคือผู้ให้บริการทางการแพทย์หลายแห่งในเกาหลีเหนือยังขาดแคลนเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์พื้นฐานทางการแพทย์หลายรายการ

วิจัยชี้เอเชียแปซิฟิกมองจีนเป็นภัยคุกคามมากกว่าสหรัฐ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608566

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 19:35 น.

วิจัยชี้เอเชียแปซิฟิกมองจีนเป็นภัยคุกคามมากกว่าสหรัฐ

ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกมองอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนเป็นเรื่องบวก แต่ในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกกลับมองการขยับขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทหารของจีนเป็นภัยคุกคาม ขณะที่ภาพลักษณ์ของสีจิ้นผิงติดลบในสายตาชาวโลก

ศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) เผยผลสำรวจภาพลักษณ์ของประเทศจีนและประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จากการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกือบ 39,000 คนใน 34 ประเทศทั่วโลก พบว่า 58% ของประชาชนใน 16 ประเทศมองความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีนว่าเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะมีผลประโยชน์ร่วมกัน และ 52% มองการลงทุนจากจีนในแง่บวก และโดยเฉลี่ยแล้วประชาชนใน 17 ประเทศโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยกับอิทธิพลทางเศรษฐกิจจีนมากกว่าอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

อย่างไรก็ดี การผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกของจีนไม่ได้สร้างความประทับใจให้กับประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียแปซิฟิกเท่าไรนัก ผลวิจัยของพิวชี้ว่าตั้งแต่ปี 2002-2019 ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นมองจีนในแง่ลบ อันเป็นผลมาจากการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเพิ่มกำลังทางทหารของจีน

นอกจากนี้ ทั้ง 6 ประเทศข้างต้นยังกังขาการลงทุนของจีน โดยครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามในแต่ละประเทศเหล่านี้ (ญี่ปุ่น 75% ตามด้วยออสเตรเลีย 60%) มองว่าการเข้ามาลงทุนของจีนในประเทศของตัวเองเป็นเรื่องแย่ เนื่องจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่มีล้นเหลือของแดนมังกร

ส่วนอิทธิพลทางการทหารของจีนนั้น โดยเฉลี่ย 79% ของผู้ตอบแบบสอบถามในฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มองว่าเป็นเรื่องแย่ โดยยกให้สหรัฐเป็นพันธมิตรที่พึ่งพาได้มากกว่าจีน

ด้านภาพลักษณ์ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก็ไม่สู้ดีนัก ผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 29% เท่านั้นที่เชื่อว่าผู้นำจีนทำในสิ่งที่ถูกต้อง กลุ่มประเทศที่ไม่เชื่อถืออยู่ในแถบเอเชียแปซิฟิก อเมริกาเหนือ และยุโรปตะวันออก ขณะที่ในตะวันออกกลางและแอฟริกาแถบใต้ทะเลทรายซาฮาร่า ความไม่เชื่อถือในตัวผู้นำจีนสูงกว่าในแถบเอเชียแปซิฟิกเล็กน้อย

ทว่าโดยรวมแล้ว 40% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าสีจิ้นผิงมีภาพลักษณ์ที่ดี อีก 41% มองว่าไม่ดี

นอกเหนือจากนั้น ศูนย์วิจัยพิวยังระบุอีกว่าภาพลักษณ์ในแง่ลบของจีนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในแคนาดาและสหรัฐนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา เนื่องจากทั้งสองประเทศล้วนมีปัญหากับจีน ความสัมพันธ์จีน-แคนาดาถึงจุดต่ำสุดหลังจากทางการแคนาดาจับกุมตัวเมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเหว่ยเมื่อปลายปีที่แล้วในข้อหาฉ้อโกงสถาบันการเงินตามคำร้องขอของทางการสหรัฐ

ขณะที่จีนกับสหรัฐก็พัวพันในสงครามการค้ายาวนานกว่า 18 เดือนโดยต่างฝ่ายต่างตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่นำเข้าจากฝ่ายตรงข้ามตอบโต้กันไปมาหลายครั้ง

ในแง่ของความเป็นพันธมิตร ประเทศส่วนใหญ่ยกให้สหรัฐเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือกว่าจีน ขณะเดียวกันก็มองว่าทั้งสหรัฐและจีนเป็นภัยคุกคาม โดยประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือมองว่าสหรัฐเป็นภัยคุกคามมากกว่า ส่วนในเอเชียแปซิฟิกมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่ง

ไฟป่าล้อมนครซิดนีย์ ทำท้องฟ้าเปลี่ยนสีส้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608560

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 18:53 น.

ไฟป่าล้อมนครซิดนีย์ ทำท้องฟ้าเปลี่ยนสีส้ม

ไฟป่าหลายจุดลุกลามล้อมนครซิดนีย์ ดับเพลิงหวั่นไฟลามเข้าใกล้เขตเมือง

สถานการณ์ไฟป่าในหลายพื้นที่ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นมาอีกรอบ หลังจากมีกระแสลมแรงได้พัดโหมให้ไฟลุกลามขึ้นอีกรอบ โดยเจ้าหน้าที่หวั่นว่าไฟป่าดังกล่าวอาจลุกลามจนเข้าใกล้ชุมชนในเขตนครซิดนีย์ เนื่องจากกระลมมีแนวโน้มพัดให้ไฟลุกลามไปทางทิศตะวันออก

REUTERS/John Mair

 

ขณะนี้พบว่ามีกลุ่มไฟป่าขนาดใหญ่ขั้นวิกฤตอย่างน้อยสองจุดคือในเขต Green Wattle Creek ใกล้อุทยานแห่งชาติ Kanangra-Boyd และอีกจุดในบริเวณ Gospers Mountain ของเขตWirraba ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครซิดนีย์ ขณะที่มีไฟป่าแห่งย่อยๆกระจายตัวมากกว่า 150 จุดซึ่งยังรุนแรงเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปดับไฟได้ทันที

ทางการระบุว่า ขณะนี้มีไฟป่าระดับรุนแรง 8 แห่งที่อยู่ใกล้ชุมชน ซึ่งทางการหวั่นว่าไฟอาจลุกลามเข้ามาในเขตเมือง

หน่วยดับเพลิงชนบทของนิวเซาท์เวลส์ระบุในวันนี้ว่า มีกลุ่มไฟป่าขนาดใหญ่รวมตัวกลายเป็นไฟป่าขนาดยักษ์อยู่ทางตอนเหนือของซิดนีย์ราว 60 กิโลเมตร ซึ่งเขตชุมชนที่ใกล้ที่สุดคือเมืองRichmond ในเขตเทศบาล Hawkesbury ซึ่งมีประชาการราว 64,000 คน อันเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่บริเวณรอบนอกของเขตมหานครซิดนีย์

ABC News

 

สถานการณ์ไฟป่าดังกล่าวส่งผลให้มีรายงานในวันนี้ว่า ท้องฟ้าเหนือนครซิดนีย์ได้เปลี่ยนเป็นสีส้มอันเป็นผลจากกระแสลมที่พัดหอบเอาหมอกควันเข้าปกคลุม

ทั้งนี้ ทางรัฐนิวเซาท์ได้สรุปเหตุไฟป่าได้คร่าชีวิตประชาชนไปแล้ว 4 ราย เผาผลาญบ้านเรือนประชาชนไปแล้วกว่า 680 หลัง

Photo : Bianca de Marchi/AAP

 

ไม่ใช่แค่คนที่กระทบ โลกร้อนยังทำให้นกตัวเล็กลงด้วย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608536

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 16:04 น.

ไม่ใช่แค่คนที่กระทบ โลกร้อนยังทำให้นกตัวเล็กลงด้วย

ทีมนักวิจัยสหรัฐพบข้อมูลที่น่าตกใจว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้นกตัวเล็กลง

ทีมนักวิจัยและอาสาสมัครซึ่งนำโดย ไบรอัน วีคส์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากวิทยาลัยสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เก็บซากนกอพยพที่บินชนตึกในเมืองชิคาโกรัฐอิลลินอยส์ 70,716 ซากจาก 52 สายพันธุ์ที่อยู่อาศัยในทวีปอเมริกาเหนือแล้วทำการวัดขนาด

จากการศึกษาพบว่า นับตั้งแต่ปี 1978-2016 หรือในช่วง 38 ปี ความยาวของกระดูกขาช่วงล่างของนก ซึ่งเป็นวิธีปกติที่ใช้วัดขนาดลำตัว สั้นลง 2.4% ในขณะที่ความยาวของปีกกลับเพิ่มขึ้น 1.3%

ตัวอย่างนกที่ทำการวิจัย ภาพ : Field Museum

ช่วงเวลาดังกล่าวประจวบเหมาะกับช่วงที่อุณหภูมิของโลกค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ทีมวิจัยเชื่อว่าขนาดตัวนกที่เล็กลงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากขนาดตัวของสัตว์มักจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่พวกมันอาศัยอยู่ โดยสัตว์สายพันธุ์เดียวกัน หากอาศัยอยู่ในโซนที่มีอากาศเย็นจะตัวใหญ่กว่ากลุ่มที่อาศัยในเขตที่อุ่นกว่า เพื่อช่วยให้ร่างกายรักษาความร้อนเอาไว้

ทีมยังตั้งทฤษฎีต่อไปว่า การอพยพหนีความหนาวถือเป็นภารกิจสำคัญของนก และเมื่อนกเหล่านี้ตัวเล็กลงพวกมันก็จะมีพลังงานสะสมเพื่อใช้ในการอพยพเป็นระยะทางไกลน้อยลงไปด้วย ธรรมชาติจึงทดแทนด้วยการพัฒนาปีกให้ยาวขึ้น เพื่อให้นกสามารถอพยพได้ตลอดรอดฝั่ง

ภาพ : Field Museum/Kate Golembiewski

ทฤษฎีดังกล่าวมีหลักฐานสนับสนุน อย่างในปี 2014 งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าแพะพันธุ์อัลไพน์ตัวเล็กลงเนื่องจากอุณหภูมิอุ่นขึ้น และในปีเดียวกันงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งยังพบอีกว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาสทำให้ซาลาแมนเดอร์ตัวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังเผยอีกว่า งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ถือเป็นการศึกษาตัวอย่างนกที่มากที่สุด และการค้นพบนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าสัตว์ต่างๆ จะตอบสนองและปรับตัวกับภาวะโลกร้อนอย่างไร เพราะโดยปกติแล้วการศึกษาในประเด็นดังกล่าวมักจะมุ่งเน้นที่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์และช่วงเวลาในการดำรงชีวิต เช่น การอพยพ การออกลูก แต่การวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่ารูปร่างและโครงสร้างของตัวสัตว์ก็สำคัญเช่นกัน

ตร.อินเดียวิสามัญผู้ต้องหาฆ่าข่มขืน “สัตวแพทย์หญิง” ขณะคุมตัวทำแผน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608525

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 15:03 น.

ตร.อินเดียวิสามัญผู้ต้องหาฆ่าข่มขืน "สัตวแพทย์หญิง" ขณะคุมตัวทำแผน

ตำรวจอินเดียยิง 4 ผู้ต้องหาแก๊งรุมโทรมฆ่าสัตวแพทย์หญิง อ้างทั้ง 4 พยายามหลบหนีระหว่างคุมตัวทำแผนประกอบคำสารภาพ

วันนี้ ( 6 ธ.ค.) ตำรวจนครไฮเดอราบัด ของอินเดียได้ทำการวิสามัญ 4 ชายฉกรรจ์ผู้ต้องหาในคดีฆ่าข่มขืนสัตวแพทย์หญิงอายุ 27 ปี ระหว่างที่ตำรวจกำลังพาทั้ง 4 ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ จากเหตุการณ์ฆ่าข่มขืนที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธของสัปดาห์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ตำรวจไฮเดอราบัดได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ไปทำแผนประกอบคำสารภาพช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ ท่ามกลางการเฝ้ามุงดูของประชาชนที่โกรธแค้น กระทั่งผู้ต้องหาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิง ระหว่างที่พยายามขโมยปืนจากเจ้าหน้าที่และพยายามหลบหนี

สำหรับร่างของเหยื่อที่เป็นสัตว์แพทย์หญิง ถูกพบเป็นศพในสภาพไหม้เกรียมจากการจุดไฟเผาร่างอย่างโหดเหี้ยม หลังเธอหายขาดการติดต่อกับครอบครัวไปนานกว่า 10 วัน

คดีนี้ได้จุดประเด็นความไม่พอใจจนเกิดการเดินขบวนของประชาชนหลายหมื่นทั่วอินเดีย เรียกร้องให้นักการเมืองและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจัดการการผู้ต้องหาโดยเร่งเด่วน

ตามคำแถลงของตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาซึ่งถูกคุมตัวทำแผนประกอบคำสารภาพในช่วงเช้าตรู่ราว 6.30 น ได้พยายามหลบหนี เป็นเหตุให้ตำรวจจึงวิสามัญคนร้ายทั้ง 4 ขณะที่มีตำรวจสองนายได้รับบาดเจ็บเช่นกัน

หลังทราบข่าวการวิสามัญ 4 คนร้าย บรรดาชาวบ้านที่โกรธแค้นที่มาเฝ้าดูการทำแผน ได้โห่ร้องยินดี มีการจุดประทัดฉลอง พร้อมทั้งมีการเดินขบวนไปตามท้องถนนเพื่อยกย่องการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เช่นเดียวกับครอบครัวของสัตวแพทย์หญิงผู้ตกเป็นเหยื่อรุมโทรม ได้กล่าวผ่านสื่อว่า “ความยุติธรรมเกิดขึ้นแล้ว .. ตำรวจทำดีมากและฉันต้องการไม่ให้มีการดำเนินการใด ๆ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

ทั้งนี้ สำหรับคดีฆ่าข่มขืนถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอินเดีย ซึ่งทุกครั้งนำมาซึ่งความไม่พอใจในสังคมอินเดียเป็นวงกว้าง

มีอะไรในแผนปฏิรูประบบบำนาญของ “มาครง” ถึงทำให้คนฝรั่งเศสออกมาประท้วงเกือบล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608516

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 13:47 น.

มีอะไรในแผนปฏิรูประบบบำนาญของ "มาครง" ถึงทำให้คนฝรั่งเศสออกมาประท้วงเกือบล้าน

ปารีสแทบอัมพาต เซ่นแรงงานนับล้านประท้วงใหญ่วันแรก ต้านแผนปฏิรูประบบบำนาญ ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาบานปลายเป็นความรุนแรง ระบบขนส่งทั่วประเทศชะงัก

เมื่อวานนี้ (5 ธ.ค.) สหภาพแรงงานหลายกลุ่มในฝรั่งเศสได้นัดรวมตัวเดินขบวนประท้วงในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงปารีส เพื่อต่อต้านแผนการปฏิรูประบบบำนาญของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง

การเดินขบวนครั้งนี้ส่งผลให้มีรายงานเหตุปะทะรุนแรงระหว่างตำรวจปราบจลาจล กับผู้ประท้วง มีการยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ขณะมีรายงานว่าผู้ชุมนุมได้จุดไฟเผาทรัพย์สินสาธารณะต่างๆจนได้รับความเสียหาย

ในการประท้วงวันแรก พบว่าโรงเรียนหลายแห่งในกรุงปารีสหยุดทำการเรียนการสอน เช่นเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอาทิ หอไอเฟล และบางพิพิธภัณฑ์ได้ปิดให้บริการ เช่นเดียวกับระบบขนส่งมวลชนทั่วประเทศอย่างบริษัท SNCF ผู้ให้บริการรถไฟความเร็วสูง TGV ได้ประท้วงหยุดให้บริการเช่นกัน กระทบตารางเดินรถกว่า 90% ทั่วประเทศ มีเพียงบริการรถไฟภูมิภาคราว 30% เท่านั้นที่ยังให้บริการอยู่

บริการรถไฟฟ้ากรุงปารีส (Paris metro) ราว 10 สายหยุดวิ่ง มีเพียงบางสายเท่านั้นที่ยังให้บริการอยู่ ส่วนเที่ยวบินระยะสั้นภายในประเทศหลายร้อยเที่ยวบินก็งดให้บริการเช่นเดียวกัน

แกนนำสหภาพแรงงานอ้างว่ามีผู้ประท้วงนัดรวมตัวในกรุงปารีสนับล้านคน แต่บางรายงานระบุว่ามีอยู่ราว 8 แสนคน ขณะที่การประท้วงดังกล่าวได้ขยายวงไปยังเมืองใหญ่ทั่วประเทศทั้ง บอร์กโดซ์ นองต์ และลียง

ขณะเดียวกันคาดว่าผู้ประท้วงยังคงนัดรวมตัวประเทศต่อไปในวันนี้ ( 6 ธ.ค.) ที่บริเวณ Place de la Nation โดยทางด้านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประกาศเตือนผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ในวันนี้ (6 ธ.ค.) การขนส่งมวลชนในกรุงปารีส (RATP) รถไฟระหว่างเมืองในฝรั่งเศส (SNCF) และเที่ยวบินของสายการบิน Air France จะเปิดให้บริการอย่างจำกัด และคาดว่ากลุ่มสหภาพแรงงานจะยังคงประท้วงหยุดงานต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 9 ธันวาคม

แผนบำนาญที่มาครงห้ามแตะ?

ฝรั่งเศสได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบบำนาญแห่งชาติที่ครอบคลุมในหลายอาชีพถึง 42 รูปแบบตามแต่ละสาขาอาชีพ ทั้งแต่ระบบบำนาญของแรงงานในภาครัฐ ไปจนถึงระบบบำนาญเอกชน มีรูปแบบแตกต่างกันออกไปทั้งในแง่เกณฑ์อายุการเกษียณ ไปจนถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ

ที่ผ่านมา รัฐบาลมาครงยังไม่ได้เสนอแนวทางหรือรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะปฏิรูประบบบำนาญแห่งชาติอย่างไร แต่รัฐบาลเพียงแต่กล่าวว่าต้องการจัดทำระบบขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนระบบบำนาญในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้วิธีเพิ่มเพดานอายุเกษียณ หรืออาจลดผลประโยชน์ในระบบบำนาญ

สำหรับระบบบำนาญของฝรั่งเศสนั้น หากเป็นแรงงานในภาคเอกชนจะมีการคำนวนผลประโยชน์ที่จะได้รับหลังเกษียณที่ค่อนข้างซับซ้อน โดยยึดจากค่าจ้างสูงสุดที่ได้รับในรอบ 25 ปี ส่วนแรงงานในภาครัฐ ผลประโยชน์จะขึ้นอยู่กับรายได้ในช่วง 6 เดือนก่อนเกษียณ

 

ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเอดัวร์ ฟีลิป กล่าวว่า ภายใต้ระบบบำนาญรูปแบบเก่าจะยิ่งทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณสูงขึ้น โดยอาจสูงถึง 17,000 ล้านยูโร ในปี 2025 ซึ่งภายใต้ระบบบำนาญปัจจุบันส่งผลให้งบขาดดุลต่อจีดีพีของฝรั่งเศสสูงถึง 14% ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในประเทศขาดดุลต่อจีดีพีสูงที่สุดในโลกอยู่แล้ว

ไม่เพียงแค่นั้น มาครงยังตระหนักว่าในอนาคตฝรั่งเศสจะไม่ต่างจากในหลายๆประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัย เขาจึงมองว่าระบบบำนาญรูปแบบใหม่ (universal pension) จะเป็นธรรมมากกว่าระบบในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ฝรั่งเศสได้ขยายเพดานวัยเกษียณจากอายุ 60 ปี เป็น 62 ปี แต่ก็ยังคงอยู่ในมาตรฐานของกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งในสหราชอาณาจักรนั้นอายุเกษียณอยู่ที่ 66 ปี

สภาผู้แทนฯสหรัฐ เดินหน้าร่างญัตติถอดถอน “ทรัมป์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608499

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 10:44 น.

สภาผู้แทนฯสหรัฐ เดินหน้าร่างญัตติถอดถอน "ทรัมป์"

สภาผู้แทนสหรัฐเตรียมร่างบทบัญญัติชี้มูลความผิดทรัมป์แล้ว คาดลงมติถอดถอนให้ได้ก่อนคริสต์มาส

เมื่อวานนี้ (4 ธ.ค. ) ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของไทย นางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐสังกัดพรรคเดโมแครต ได้แถลงสั่งให้คณะกรรมาธิการยุติธรรมของสภาผู้แทน ร่างญัตติในการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว

นางแนนซี่ กล่าวในตอนหนึ่งของการแถลงว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ด้วยความความจงรักภักดีต่อบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ รัฐธรรมนูญสหรัฐ และหัวใจที่เต็มไปด้วยความรักต่ออเมริกาในวันนี้ฉันขอให้สภาดำเนินการร่างญัตติการฟ้องรองถอดถอน”

“ข้อเท็จจริงของปธน.ทรัมป์คือการที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยูเครนอย่างชัดเจนและโต้แย้งไม่ได้ … ประธานาธิบดีทำให้เราไม่มีทางเลือก”

 

นางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนฯสหรัฐ

ทั้งนี้ ในการแถลงนางเปโลซี่นางไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ร่างญัตติดังกล่าวจะถูกยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนฯซึ่งมีสส.เดโมแครตครองเสียงข้างมากเมื่อใด แต่รายงานข่าวเชื่อว่าบทบัญญัติถอดถอนนี้ จะเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 12 ธ.ค. และคาดสภาจะทำการลงมติได้ก่อนช่วงวันหยุดยาวเทศกาลคริสต์มาส

ระหว่างเสร็จสิ้นการแถลงข่าว ได้มีนักข่าวจาก Sinclair TV network ถามประธานแนนซี่ว่า “ที่เธอทำเช่นนี้เพราะเธอเกลียดประธานาธิบดีทรัมป์หรือไม่?”

นางเปโลซี่ ตอบว่า “ดิฉันไม่ได้เกลียดใครทั้งสิ้น .. ในฐานะคาทรอลิก ดิฉันไม่ได้เกลียดใคร อย่ากล่าวโทษดิฉันด้วยความเกลียดชังเลย”

“เรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งข้อเท็จจริงคือการฝ่าฝืนคำสาบานตนของประธานาธิบดีเอง .. และในฐานะชาวคาทอลิกฉันไม่พอใจที่คุณใช้คำว่าเกลียดในประโยคที่พูดกับฉัน ฉันสวดอ้อนวอนให้ประธานาธิบดีตลอดเวลา ดังนั้นอย่ายุ่งกับฉันเมื่อพูดถึงเรื่องแบบนี้”

หากว่าบัญญัติดังกล่าวผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนแล้ว ก็จะถูกนำส่งไปพิจารณาต่อยังวุฒิสภาซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่สังกัดรีพับลิกกันในปีหน้า โดยวุฒิสภายังต้องตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนผู้นำสหรัฐว่า สมควรถูกฟ้องร้องและวุฒิสภาควรลงมติถอดถอนหรือไม่ แต่หลายฝ่ายคาดว่าเป็นไปได้ยากที่วุฒิสภาจะโหวตรับมติของสภาผู้แทนเรื่องการถอดถอนดังกล่าว

ก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยรายงาน 300 หน้า ของผลการไต่สวนโดยสภาผู้แทนฯสหรัฐ ซึ่งระบุว่าผู้นำสหรัฐได้ใช้อำนาจในการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในจากกรณียูเครน ที่ผู้นำสหรัฐพยายามกดดันให้ผู้นำยูเครนเล่นงานบุตรชายนายโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2020 เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งในปีหน้าอย่างชัดเจน การกระทำของปธน.ทรัมป์เป็นการล้มล้างนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ และยกประโยชน์ส่วนตันมากกว่าความมั่นคงของชาติ”

#ฉลองไม่ฉลาม แม้แต่ต้นตำรับอย่างจีนยังสั่งห้ามเสิร์ฟเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608472

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

#ฉลองไม่ฉลาม แม้แต่ต้นตำรับอย่างจีนยังสั่งห้ามเสิร์ฟเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงรัฐบาล

หูฉลามกลายเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตัวเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ในสังคมไทย

จากกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การรับประทานเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐ จนนักแสดงคนดังอย่างป้อง ณวัฒน์ และผู้คนในโลกโซเชียลมีเดียพากันท้วงติงและติดแฮชแท็ก #ฉลองไม่ฉลาม วันนี้โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอข้อมูลน่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับหูฉลามดังนี้

การตัดครีบฉลามเพื่อนำมาแปรรูปเป็นหูฉลามเสิร์ฟนั้น ส่วนใหญ่ตัดกันสดๆ ก่อนที่ฉลามเคราะห์ร้ายเหล่านั้นจะถูกโยนลงทะเลอย่างไม่ไยดีทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ฉลามที่ไร้ครีบเหล่านี้จะค่อยๆ จมลงสู่ก้นทะเลแล้วขาดอากาศหายใจตายอย่างช้าๆ หรือไม่ก็ถูกสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร

จากการศึกษาของสหภาพระหว่างประเทศพื่อการอนุรักษ์ธรรรมชาติ (IUNC) พบว่าแต่ละปีมีฉลามถูกฆ่าตายราว 100 ล้านตัว ในจำนวนนี้อย่างน้อย 73 ล้านตัวถูกฆ่าเพื่อเอาครีบมาทำหูฉลาม และในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนได้ขยายตัวมากขึ้น ทำให้การบริโภคหูฉลามเป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะเมนูที่เป็นเครื่องบ่งบอกระดับฐานะ ระหว่างปี 1985-2001 พบว่าการบริโภคหูฉลามเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว

ความต้องการของตลาดเป็นตัวเร่งให้เกิดการล่าฉลามมากขึ้น แต่ในทางกลับกันกว่าฉลามแต่ละตัวจะเติบโตต้องใช้เวลาราว 12-15 ปี ส่วนตัวเต็มวัยก็สืบพันธุ์ช้า ทั้งยังใช้เวลาตั้งท้องเฉลี่ย 1-3 ปี การเกิดของฉลามจึงไม่สามารถชดเชยจำนวนฉลามที่ถูกฆ่า การล่าฉลามเกินขีดจำกัดจึงส่งผลให้ประชากรฉลาม 10 สายพันธุ์ลดลงถึง 98% จนเข้าสู่ขั้นเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

นอกจากนี้ WildAid Thailand ระบุว่า การลดจำนวนของฉลามยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศท้องทะเล เนื่องจากฉลามอยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่อาหารแห่งท้องทะเล ทำหน้าที่รักษาความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและความสมดุลของมหาสมุทร หากไม่มีฉลาม ระบบนิเวศทางทะเลอาจถูกทำลายและล่มสลายในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ทำให้นานาประเทศเริ่มหันมาให้ความสนใจในการอนุรักษ์ฉลาม อาทิ 13 รัฐของสหรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก อิลลินอยส์ แมสซาชูเซตส์ เทกซัส มีกฎหมายห้ามขายหรือครอบครองหูฉลาม ออสเตรเลียห้ามตัดครีบตอนที่ฉลามยังมีชีวิต ขณะที่ในมาเลเซีย 1 ใน 10 ประเทศที่นำเข้าส่งออกหูฉลามมากที่สุดในโลกระหว่างปี 2000-2009 ทางการประกาศแบนเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงของรัฐบาลในปี 2007

ในปี 2012 รัฐบาลจีนก็ออกคำสั่งเช่นเดียวกับมาเลเซีย ล่าสุดแคนาดาออกกฎหมายห้ามนำเข้าส่งออกหูฉลามที่ไม่ได้ติดมากับตัวฉลาม ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศ G20 หลังจากกำหนดให้การตัดครีบฉลามผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 1994

ญี่ปุ่นเตรียมฉีด 7 ล้านล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608470

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 18:33 น.

ญี่ปุ่นเตรียมฉีด 7 ล้านล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ

“รัฐบาลอาเบะ” ออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนใหญ่กว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ รับมือผลกระทบขึ้นภาษีบริโภค-เศรษฐกิจชะลอตัว

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า คณะรัฐมนตรีของนากรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ เห็นชอบแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินสูงถึง 26 ล้านล้านเยน (ราว 239,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 7 ล้านล้านบาท) เพื่อรับมือต่อผลกระทบหลังจากที่ญี่ปุ่นประกาศขึ้นภาษีบริโภคจาก 8% เป็นระดับ 10% ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อรับมือต่อผลกระทบของข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ และระหว่าง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในปีหน้า

มาตรการนี้รัฐบาลญี่ปุ่นหวังจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายช่วงหลังมหกรรมกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ซึ่งจะมีแนวโน้มซบเซาลงหลังผ่านงานมหกรรมกีฬาดังกล่าว อีกทั้งเพื่อฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และพายุฮากิบิสที่พัดถล่มก่อนหน้านั้น

นายกอาเบะได้กล่าวต่อที่ประชุมร่วมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและพรรครัฐบาลว่า “เราได้จัดทำมาตรการที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของเราสามารถรอดพ้นจากความเสี่ยงขาลง”

ถือเป็นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับแรกในรอบ 3 ปี มุ่งเน้นการใช้จ่ายด้านสาธารณะที่วงเงิน 13.2 ล้านล้านเยน ครอบคลุมการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่บริษัทด้านการก่อสร้างสำหรับฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ

ทั้งนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเป็นมูลค่าอีกหลายแสนล้านเยนด้วยการที่รัฐบาลอาจมอบเงินแคชแบ็กจำนวน 5,000 เยนเพื่อใช้จ่ายที่ร้านค้าทั่วญี่ปุ่นให้กับผู้บริโภคที่ชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่นมูลค่า 20,000 เยนขึ้นไป คาดว่าจะเริ่มต้นเดือนกันยายนปีหน้า

ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นประกาศการเติบโตทางเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสามของปีนี้ ในระดับต่ำสุด โดยเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลสืบเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและข้อพิพาททางการค้า

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเพิ่มบริการฝึกอบรมงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อายุระหว่าง 30 และ 40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด