เอสโตเนียเรียนกันอย่างไรถึงทำคะแนน PISA สูงลิ่ว ขณะที่การอ่านเด็กไทยแย่ลงต่อเนื่อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608266

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 20:04 น.

เอสโตเนียเรียนกันอย่างไรถึงทำคะแนน PISA สูงลิ่ว ขณะที่การอ่านเด็กไทยแย่ลงต่อเนื่อง

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เผยผลการสอบวัดความรู้นักเรียนนานาชาติประจำปี 2019 (PISA) โดยให้นักเรียนอายุ 15 ปีจำนวน 600,000 คนจาก 79 ประเทศทั่วโลกทำแบบทดสอบความสามารถด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ พบว่านักเรียนจากเมืองหลักของจีน 4 แห่งได้แก่ กรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง ทำคะแนนรวมทั้ง 3 ด้านได้มากที่สุด ส่วนสิงคโปร์แชมป์เก่าตกไปอยู่อันดับ 2

ขณะที่นักเรียนไทยทำคะแนนได้ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของ OECD ในทุกๆ ด้าน โดยมีทักษะการอ่านแย่ลงต่อเนื่อง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์คงที่

แต่ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศในกลุ่ม OECD อาทิ แคนาดา ฟินแลนด ไอร์แลนด์ มีค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียนต่อคนเพิ่มขึ้นกว่า 15% ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ประเทศเอสโตเนียที่ได้คะแนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ทั้งๆ ที่ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาลดลง 30% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD

เอสโตเนียให้ความสำคัญกับคุณภาพการเรียนรู้ในระดับอนุบาลเป็นอย่างแรก เด็กๆ ที่นั่นเข้าเรียนชั้นอนุบาลกันตั้งแต่อายุ 3 ขวบ หรืออาจจะอายุน้อยกว่านั้น โดยในชั้นนี้นักเรียนจะได้รับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับประถม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสังคม การแสดงความกล้าหาญและมั่นใจในการยกมือถามสิ่งที่สงสัย การรู้จักตั้งคำถาม โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นที่มีครูเป็นส่วนสำคัญ

นี่คือวิธีการที่เอสโตเนียใช้ในการบ่มเพาะความรู้ให้กับเยาวชน เพื่อให้นักเรียนมีความพร้อมทั้งด้านอารมณ์และร่างกายในการเรียนรู้ให้มากที่สุด

ผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับลูกวัยอนุบาลราว 80 ยูโร หรือราว 2,683 บาท ต่อเดือนต่อคน แต่หลังจากนั้นทุกอย่างฟรี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียน อาหารกลางวัน หรือรถรับส่ง โดยมีการศึกษาของฟินแลนด์เป็นต้นแบบ

นอกจากนี้ การขยับชั้นจากอนุบาลไปยังชั้นประถมศึกษาก็ไม่มีการให้คะแนนเพื่อแบ่งระดับของเด็กนักเรียน แต่ทุกคนจะได้รับการ์ดแสดงความพร้อมระบุทักษะความสามารถ พัฒนาการ และสิ่งที่เด็กๆ ต้องทำเพิ่มเติม ซึ่งผิดกับระบบการศึกษาของไทยที่สอบวัดผลกันอย่างเอาเป็นเอาตายตั้งประชั้นประถม

เอสโตเนียยังให้ความสำคัญกับครูผู้สอน โดยให้อิสระในการออกแบบการเรียนการสอนเพื่อให้เหมาะสมกับลูกศิษย์ของตัวเอง แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของหลักสูตรการศึกษาของชาติ รานโด้ กูสติก อาจารย์ใหญ่โรงเรียน Jakob Westholmi Gumnaasium ในกรุงทาลลินน์ เผยว่า “ผมคิดว่าครูคือเหตุผลหลักที่ทำให้นักเรียนของเราได้คะแนนดี เนื่องจากครูมีอิสระในการสอน และตัวนักเรียนเองก็พร้อมจะเรียนรู้”

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าการศึกษาของเอสโตเนียจะไร้ปัญหา ปัจจุบันครูของเอสโตเนียหลายคนใกล้จะเกษียณอายุราชการแล้ว และแม้รัฐบาลจะพยายามผลักดันในการสรรหาบุคลากร ทว่าก็ยังไม่เพียงพอ

สำหรับระบบที่ให้ความสำคัญกับครูผู้สอนอย่างมาก การรักษาความสำเร็จของระบบการศึกษาถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลเอสโตเนีย

สหรัฐซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ล็อตใหญ่ทีเดียว 9 ลำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608251

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 18:17 น.

สหรัฐซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ล็อตใหญ่ทีเดียว 9 ลำ

ทัพเรือสหรัฐสั่งต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์รุ่นใหม่รวดเดียว 9 ลำ เล็งส่งประจำการคานอำนาจจีนในแปซิฟิก

กระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาระบุว่า ทัพเรือสหรัฐมีคำสั่งต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ล็อตใหม่ถึง 9 ลำ เป็นมูลค่าสูงที่สุดที่เคยมีมาของกองทัพ ถึง 22,200 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6 แสนล้านบาท

เรือดำน้ำนิวเคลียร์ล็อตใหม่นี้จะเป็นเรือชั้นเวอร์จิเนีย (Virginia-class attack submarines) โดยหากแล้วเสร็จทั้ง 9 ลำจะถูกส่งเข้าประจำการในกองเรือแปซิฟิก

ข้อตกลงสั่งต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ล็อตใหญ่ของทัพเรือสหรัฐมีขึ้นเพียงไม่กี่เดือนจากที่ผู้บัญชาการกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐได้เตือนว่า กองทัพเรือจีนเริ่มสะสมยุทโธปกรณ์และขยายฐานกองเรือในทะเลฝั่งแปซิฟิกมากขึ้น รวมถึงกองเรือลาดตระเวนของสหรัฐในแปซิฟิกก็ยังมีไม่เพียงพอ

สำหรับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ชั้นเวอร์จิเนีย เป็นเรือดำน้ำขึดความสามารถสูงของทัพสหรัฐที่สามารถสูงทั้งในการโจมตีต่อเรือดำน้ำด้วยกัน เรือระดับผิวน้ำ ปฏิบัติการพิเศษด้านข่าวกรอง และการลาดตระเวน โดยเรือใหม่ทั้ง 9 ลำนั้น จะได้รับการอัพเกรดระบบให้เหนือชั้นกว่าเรือชั้นเวอร์จิเนียในรุ่นก่อนๆ ซึ่งนั่นจึงทำให้มูลค่าของสัญญาซื้อดังกล่าวอาจเพิ่มสูงถึง 24,000 ล้านดอลลาร์

ผู้เชี่ยวชาญในกระทรวงกลาโหมเผยต่อซีเอ็นเอ็นว่า สหรัฐกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากจีนโดยเฉพาะในแถบแปซิฟิก จากการที่พบว่าจีนกำลังขยายฐานกำลังเรือที่ประจำการในแปซิฟิกมากขึ้น

รายงานของกระทรวงกลาโหมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 พบว่า กองทัพจีนจะมีเรือดำน้ำเข้าประจำการเพิ่มขึ้นระหว่าง 65-70 ลำ ในปี 2020

เรือดำน้ำใหม่ทั้ง 9 ลำนี้จะได้รับการต่อที่อู่ต่อเรือในรัฐคอนเน็กติกัต โดยคาดว่าจะมีกำหนดส่งมอบลำแรกได้ในปี 2025 จนถึงปี 2029

ศาลสหรัฐเริ่มไต่สวนคดี”มัสก์”หมิ่นนักดำน้ำถ้ำหลวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608234

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 16:32 น.

ศาลสหรัฐเริ่มไต่สวนคดี"มัสก์"หมิ่นนักดำน้ำถ้ำหลวง

ศาลแอลเอเตรียมพิจารณาคดีหมิ่นประมาทระหว่าง อีลอน มัสก์ กับ เวิร์น อันสเวิร์ธ หนึ่งในนักดำน้ำถ้ำหลวง

เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า ศาลแขวงในนครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย มีกำหนดเริ่มกระบวนการไต่สวนคดีหมิ่นประมาทระหว่างนายอีลอน มัสก์ กับนายเวอร์นอน หรือ เวิร์น อันสเวิร์ธ ในวันนี้ (3 ธ.ค) ตามเวลาท้องถิ่นฝั่งตะวันตกของสหรัฐ

คดีหมิ่นประมาทระหว่างเจ้าพ่อเทสล่า กับอดีตนักดำน้ำถ้ำหลวงชาวอังกฤษ มีขึ้นในระหว่างภารกิจช่วยเหลือ 12 นักฟุตบอลทีมหมูป่าในจังหวัดเชียงราย จากการที่นายมัสก์ได้เสนอความช่วยเหลือนำทีมนักฟุตบอลหมูป่าออกจากถ้ำหลวงด้วยการใช้กระสวยขนาดเล็ก

แต่ทว่า นายอันเวิร์ธนักดำน้ำชาวอังกฤษซึ่งเป็นคนแรกๆที่เข้ามาในพื้นที่ถ้ำหลวงได้กล่าวถึงนายมัสก์ผ่านการสัมภาษณ์ของซีเอ็นเอ็น เยาะเย้ยกระสวยขนาดเล็กของนายมัสก์ว่ามันไม่สามารถใช้งานได้จริง

กระทั่งต่อมามัสก์ได้ทวิตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 22 ล้านบัญชีโดยเรียกนายอันสเวิร์ธว่าเป็นพวก “pedo guy” ซึ่งทนายของมัสก์อ้างว่าเป็นหมายถึงการนำเอาเรือดำน้ำหรือกระสวยขนาดเล็กสอดประสานกัน แต่คำดังกล่าวเป็นคำดูถูกที่หมายถึงพวกใคร่เด็ก ซึ่งเป็นคำเหยียดหยามที่ใช้กันทั่วไปในแอฟริกาใต้บ้านเกิดของเขา

แม้ภายหลังมัสก์จะทวิตขอโทษ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัท แต่ต่อมาเขาก็ได้โจมตีนายอันสเวิร์ธอีกครั้งผ่านอีเมล์ที่ส่งให้สำนักข่าวหนึ่ง ในหนึ่งเดือนต่อมาว่า อันเวิร์ธเป็นพวก”ชอบขืนใจเด็ก”

การพิจารณาที่จะมีขึ้นนี้จะเป็นไปตามการโต้แย้งของทนายทั้งสองฝ่าย โดยคาดว่าคณะลูกขุนจะเรียกนายมัสก์ขึ้นให้การในศาลเป็นคนแรก

นักวิทย์พบเครือข่ายในสมองที่ทำให้คนคิดฆ่าตัวตาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608231

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 16:12 น.

นักวิทย์พบเครือข่ายในสมองที่ทำให้คนคิดฆ่าตัวตาย

นักวิทยาศาสตร์พบกระแสสองสายในสมองที่ทำให้คนเกิดความคิดอยากฆ่าตัวตาย เพิ่มความหวังในการเฝ้าระวังคนที่อยู่ในความเสี่ยง

ปัจจุบันนี้การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของชาวโลก แต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 800,000 คน และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 2 ในกลุ่มคนอายุ 15-29 ปี สำหรับประเทศไทย กรมสุขภาพจิตเผยว่า ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศอยู่ที่ 6.32 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปีที่แล้วมีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 4,137 คน เป็นชาย 3,327 คน หรือร้อยละ 80 และเป็นหญิง 810 คน ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า

ล่าสุดหลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยมากว่า 2 ทศวรรษ โดยทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของสมองถึง 131 ครั้ง ในกลุ่มอาสาสมัครกว่า 12,000 คน ก็พบเครือข่ายภายในสมอง 2 ตัวที่ทำให้คนเราคิดและลงมือจบชีวิตตัวเอง

เครือข่ายสมอง 2 เครือข่ายที่ว่าอยู่บริเวณสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า กลีบสมองส่วนหน้าที่ตรงกลางและด้านข้าง ที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้ทำให้เกิดความคิดในแง่ลบ และเครือข่ายที่ 2 คอร์เท็กซ์ส่วนหน้าด้านล่างและรอยนูนกลีบหน้าผากส่วนหน้าด้านล่าง ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจและควบคุมพฤติกรรม โดยการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้มีผลต่อการพยายามฆ่าตัวตาย

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Molecular Psychiatry ยังระบุอีกว่า การเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายสมองทั้งสองส่วนจะส่งผลให้คนเราเกิดความคิดในแง่ลบ เฉยเมยต่อความคิดเชิงบวก และมีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น

ฮิลลารี บลัมเบิร์ก จากวิทยาลัยการแพทย์เยลในสหรัฐ เผยว่า งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นหาหนทางในการลดการฆ่าตัวตาย และเพิ่มโอกาสในการยื่นมือเข้าไปช่วยคนที่เกิดความคิดดังกล่าว

ภาพ : www.neurosciencenews.com

“คิม”ถาม”ทรัมป์” อยากได้ของขวัญคริสต์มาสแบบไหน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608209

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 14:26 น.

"คิม"ถาม"ทรัมป์" อยากได้ของขวัญคริสต์มาสแบบไหน

เกาหลีเหนือเตือนสหรัฐอย่าลืมเส้นตายเรื่องปลดอาวุธนิวเคลียร์ ย้ำผลลัพธ์ขึ้นกับรัฐบาลวอชิงตันจะเลือกเอง

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือได้ออกแถลงการเตือนสหรัฐเรื่องใกล้กำหนดเส้นตายของการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับเกาหลีเหนือซึ่งจะถึงกำหนดในช่วงสิ้นปีนี้

Ri Thae Song รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือซึ่งดูแลเรื่องนี้ ระบุในแถลงการณ์ว่า การเรียกร้องเจรจาเพิ่มเติมของรัฐบาลวอชิงตัน ไม่มีความสำคัญอื่นใด นอกจากเรื่องโง่ๆ เกาหลีเหนือได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ทำให้การดำเนินการใดๆที่เกี่ยวกับโครงการที่ทางเกาหลีเหนือได้ริเริ่มต้องถดถอย ที่เหลือขึ้นอยู่กับสหรัฐว่าจะตัดสินใจเลือกผลลัพธ์แบบใด

“สิ่งที่เหลืออยู่ในตอนนี้คือรัฐบาลสหรัฐต้องตัดสินใจเอง และขึ้นอยู่กับสหรัฐว่าต้องการเลือกรับของขวัญคริสต์มาสแบบใด”

ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาความคืบหน้าของการเจรจาปลดนิวเคลียร์ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐ มีอันต้องสะดุด จากที่ทั้งสองไม่อาจเห็นชอบข้อตกลงร่วมกันได้ แม้ว่าจะมีการพบกันของทั้งผู้นำสหรัฐและผู้นำเกาหลีเหนือกันถึง 3 ครั้งแล้ว

“ให้อเมริกาใส่ชื่อหัวเว่ยในบัญชีดำตลอดไปก็ได้” จากผู้ก่อตั้งหัวเว่ยถึงสหรัฐ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608189

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 12:35 น.

"ให้อเมริกาใส่ชื่อหัวเว่ยในบัญชีดำตลอดไปก็ได้" จากผู้ก่อตั้งหัวเว่ยถึงสหรัฐ

โนแคร์! “เหริน เจิ้งเฟย”ผู้ก่อตั้งหัวเว่ยประกาศกร้าว “ให้อเมริกาใส่ชื่อหัวเว่ยในบัญชีดำตลอดไปก็ได้ เพราะเราอยู่ได้สบาย ๆ อยู่แล้ว”

หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุด และผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับสองของโลก ประกาศกร้าวว่าบริษัทเลิกสนใจการโจมตีอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลทรัมป์ไปนานแล้ว

“เราไม่คาดหวังว่าสหรัฐอเมริกาจะถอนชื่อหัวเว่ยออกจากบัญชีดำ ให้อเมริกาใส่ชื่อหัวเว่ยในบัญชีดำตลอดไปก็ได้ เพราะเราอยู่ได้สบาย ๆ อยู่แล้ว” เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย ประกาศระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ กับหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หัวเว่ยถูกรวมเข้าไปอยู่ในบัญชี Entity List ของสหรัฐอเมริกา มีผลบังคับไม่ให้หัวเว่ยทำธุรกิจใด ๆ กับบริษัทสัญชาติอเมริกัน นับเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่หัวเว่ยมองว่ามีผลกระทบเพียงเล็กน้อยกับธุรกิจของบริษัท

ภายหลังจากการถูกขึ้นบัญชีดำ ผู้ก่อตั้งหัวเว่ยได้คาดการณ์ไว้ว่า หัวเว่ยอาจต้องสูญเสียรายได้ราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การประเมินของเขากลับไม่ถูกต้อง เพราะบริษัทประกาศว่ารายได้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีเติบโตสูงขึ้นถึง 24% ในเดือนกันยายน

แอนดี้ เพอร์ดี้ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของหัวเว่ย เทคโนโลยี่ สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า บริษัทซื้อชิ้นส่วนจากบริษัทอเมริกาไปเป็นมูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 ซึ่งหากขาดรายได้จากการสั่งซื้อของหัวเว่ย บริษัทสหรัฐฯ จะต้องขาดทุนมหาศาล

แม้ว่าจะโดนแบน แต่ เหริน กล่าวย้ำว่า เขาไม่เคยเกลียดสหรัฐฯ และหัวเว่ยก็จะไม่ปิดประตูใส่ประเทศใด ๆ เพื่อประโยชน์ด้านความก้าวหน้าและการพัฒนาด้านดิจิทัลอย่างรวดเร็วของโลก

ซีอีโอของหัวเว่ยกล่าวย้ำมาโดยตลอดว่า เขายึดถือหลัก “ความร่วมมือที่เปิดกว้างเพื่อความสำเร็จร่วมกัน” และต้องการที่จะทำงานกับทุกประเทศทั่วโลกเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโลกยุคดิจิทัล

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เหรินได้ประกาศขายเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย รวมถึงองค์ความรู้และลิขสิทธ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ให้แก่บริษัทสหรัฐฯ เขาย้ำว่าข้อเสนอของเขานั้นเป็นเรื่องจริง และยังเปิดรับอยู่ แต่จนขณะนี้ก็ยังไม่มีบริษัทใดติดต่อเข้ามา

เมื่อนักข่าวถามเรื่องข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐานของสหรัฐฯ ที่ว่า หัวเว่ยอาจต้องปฏิบัติตามกฎหมายในการส่งข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าให้แก่รัฐบาลจีน หากมีการร้องขอ เหรินกำชับว่า เขาและพนักงานเกือบ 200,000 คนทั่วโลกจะปฏิเสธคำร้องขอนั้น พร้อมยืนยันว่า บริษัทมีมาตรการที่เข้มงวดต่อการทำผิดกฎระเบียบของพนักงาน และบุคคลใดก็ตามที่ทำความผิด จะได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง

เหริน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงทุกคน ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องการสอดแนมมาหลายต่อหลายครั้งว่า มันไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด นี่เป็นเพียงการโจมตีโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองของสหรัฐฯ ซึ่งหวังทำลายการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย ถึงกระนั้นก็ตาม บริษัทก็ยังนำโด่งในฐานะผู้ให้บริการโซลูชั่น 5G ที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุด และได้คว้าสัญญา 5G เชิงพาณิชย์ไปแล้วกว่า 50 ฉบับทั่วโลก หัวเว่ยจะไม่มีวันหยุดพัฒนานวัตกรรมด้าน 5G, AI และโมบายเทคโนโลยี โดยถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ลงทุนด้าน R&D มากที่สุดในโลก ในอีก 5 ปีข้างหน้า หัวเว่ยมีแผนที่จะทุ่มงบถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมและ R&D ทั่วโลก

ภาพ เอเอฟพี

หมัดแรกจีนโต้กม.สหรัฐ ห้ามเรือรบ-เครื่องบินกองทัพเข้าฮ่องกง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608188

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 12:34 น.

หมัดแรกจีนโต้กม.สหรัฐ ห้ามเรือรบ-เครื่องบินกองทัพเข้าฮ่องกง

จีนตอบโต้ฮ่องกงบิลล์ ห้ามเรือรบ-เครื่องบินกองทัพเข้าฮ่องกง พร้อมคว่ำบาตร NGO สหรัฐหลายแห่ง

จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้ลงนามในกฎหมายสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง ซึ่งเป็นมาตรการทางการทูตและการลงโทษทางเศรษฐกิจกับฮ่องกง จากเหตุที่ฮ่องกงเกิดการประท้วงรุนแรงมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่งผลให้ทางด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ทางการปักกิ่งได้ออกมาตรการไม่อนุญาตให้เรือรบและอากาศยานของกองทัพสหรัฐเข้าเทียบท่าหรือลงจอดยังฮ่องกง รวมถึงยังได้ออกประกาศคว่ำบาตรองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐหลายองค์กร อาทิ National Endowment for Democracy, the National Democratic Institute for International Affairs, the International Republican Institute, Human Rights Watch, และ Freedom House. ซึ่งทางการจีนระบุว่ากลุ่มองค์กรเอ็นจีโอเหล่านี้สนับสนุนความรุนแรงและการประท้วงของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลฮ่องกง

พร้อมกันนี้ โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนระบุว่า จีนเรียกร้องให้สหรัฐแก้ไขข้อผิดพลาด และหยุดการกระทำใดๆก็ตาม ที่แทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง รวมถึงจีนมีหลักฐานอย่างชัดเจนที่ชี้ว่า NGO เหล่านี้สนับสนุนกิจกรรมความรุนแรงที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนฮ่องกง

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ยอมรับผ่านสื่อว่ากฎหมายฮ่องกงที่เขาลงนามไปวันที่ 27 พ.ย. นั้น เพื่อแสดงจุดยืนที่สนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกง แต่ก็ทำให้การบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างจีนยุ่งยากขึ้นเช่นกัน

ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า การผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์การเจรจาการค้าดีขึ้น แต่ต้องรอดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเขายังคงพอใจกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

Hong Kong Airlines ขอเงินกู้ฉุกเฉินแบงก์จีน 4 พันล้านหยวน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608169

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 11:26 น.

Hong Kong Airlines ขอเงินกู้ฉุกเฉินแบงก์จีน 4 พันล้านหยวน

แบงก์จีน 8 แห่ง ปล่อยกู้ 4 พันล้านหยวน อุ้มสถานะการเงิน Hong Kong Airlines ก่อนถูกชี้ชะตาถูกถอดใบอนุญาต

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า HNA Group บริษัทแม่ของสายการบินฮ่องกงแอร์ไลน์ ได้รับการอนุมัติจากธนาคารหลายแห่งของรัฐบาลจีนปล่อยเงินกู้มูลค่ารวมถึง 4 พันล้านหยวน (ราว 17,200 ล้านบาท) ในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับสารการบิน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ที่หน่วยงานออกใบอนุญาตการบินฮ่องกง (ATLA) แถลงการณ์ว่าฮ่องกงแอร์ไลน์เสี่ยงถูกถอดใบอนุญาตทางการบิน จากการที่เผชิญสภาวะขาดทุนต่อเนื่อง แถมซ้ำร้ายได้รับผลกระทบจากการชุมนุมอันยืดเยื้อนานกว่า 6 เดือน

(ATLA) มีกำหนดชี้ชะตาว่าฮ่องกงแอร์ไลน์จะถูกถอนใบอนุญาตหรือไม่ภายในวันที่ 7 ธันวาคมนี้

เงินกู้จำนวนดังกล่าวทางบริษัทแม่ของฮ่องกงแอร์ไลน์ระบุว่า จะถูกใช้ในการเสริมสภาพคล่อง จ่ายเงินเดือนให้พนักงาน รวมถึงใช้ใน Operating cost ต่างๆของบริษัท ซึ่งทางบริษัทยอมรับว่าเงินกู้ก้อนนี้จะช่วยให้สายการบินยังคงทำการบินต่อไปได้หลังวันที่ 7 ธันวาคมนี้หรือไม่ แต่ทางการบินยังคงต้องให้บริการผู้โดยสารต่อไป

ธนาคารหลักที่ให้เงินกู้คือ China Development Bank ซึ่งดูแลการปรับโครงสร้างของ HNA โดยเงินกู้จำนวน 4 พันล้านหยวนนี้มากจากธนาคารของรัฐ 8 แห่ง แต่ละแห่งปล่อยเงินกู้ราว 500 ล้านหยวน ระยะเวลาชำระเงินกู้คืนภายใน 3 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 4.75%

ปัจจุบันฮ่องกงแอร์ไลน์มีนี้สะสมอย่างน้อย 50,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทจะจัดการอย่างไร แต่มีรายงานก่อนหน้านี้ว่าบริษัทอาจตัดสินใจขายสายการบิน HK Express ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำในเครือให้กับบริษัทคู่แข่งอย่าง Cathay Pacific ด้วยมูลค่าเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงในเดือนมีนาคมปีหน้า

นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าบริษัทสายการบินจากจีนแผ่นดินใหญ่อาจเข้าซื้อกิจการของฮ่องกงแอร์ไลน์ด้วย เพื่อรักษาเส้นทางบินระหว่างฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่ และเพื่อเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Cathay Pacific

Photo : Airbus

สหรัฐขู่เก็บภาษีสินค้าฝรั่งเศส 100% ตอบโต้ภาษีดิจิตอล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608156

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 10:36 น.

สหรัฐขู่เก็บภาษีสินค้าฝรั่งเศส 100% ตอบโต้ภาษีดิจิตอล

สหรัฐขู่เก็บภาษีสินค้าฝรั่งเศสตั้งแต่เครื่องสำอาง กระเป๋า จนถึง ไวน์ ตอบโต้ฝรั่งเศสตั้งภาษีดิจิตอลบริษัทสหรัฐ

คณะบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เสนอเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีต่อฝรั่งเศสเป็นมูลค่าถึง 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 72,648 ล้านบาท) เพื่อตอบโต้จากการก่อนหน้านี้ฝรั่งเศสผ่านกฎหมายภาษีดิจิตอล (Digital services tax) ซึ่งเลือกปฏิบัติและส่งผลกระทบต่อบริษัทด้านไอทียักษ์ใหญ่ของสหรัฐหลายแห่ง ทั้ง Facebook Apple Inc. Google และ Amazon

สินค้าของฝรั่งเศสที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมีหลายรายการอาทิ ไวน์ ชีส กระเป๋า เครื่องสำอาง ไปจนถึงโยเกิร์ต ซึ่งบางรายการอาจคิดภาษีสูงสุถึง 100% คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ได้ในช่วงกลางเดือนมกราคมปีหน้า หากสำนักผู้แทนการค้าของทั้งสองชาติไม่อาจหาทางเจรจากันได้

นอกจากนี้ทางคณะผู้แทนการค้าสหรัฐยังระบุว่า สหรัฐกำลังจับตาท่าทีของ ออสเตรีย อิตาลี และตุรกี เป็นพิเศษ ซึ่งอาจมีมาตรการทางภาษีในลักษณะคล้ายกับฝรั่งเศสต่อบริษัทของสหรัฐเช่นกัน

“หมา” จากปากทรัมป์อาจทำให้สถานการณ์ก่อการร้ายแย่ลง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608107

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

"หมา" จากปากทรัมป์อาจทำให้สถานการณ์ก่อการร้ายแย่ลง

ทรัมป์ต้องบ้าบิ่นหรือไม่รู้อิโหน่อิเหน่แน่ๆ ถึงใช้คำว่า “หมา” หลายครั้ง ในคำแถลงข่าวการปลิดชีพอัล บัฆดาดี ผู้นำกลุ่มรัฐอิสลาม เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562

จากการนับของผู้เขียนพบว่า ทรัมป์ย้ำคำว่า dog ถึง 8 ครั้งใน 6 ประโยคจากแถลงการณ์สั้นๆ พร้อมกับการตอบคำถามผู้สื่อข่าว โดยข้อความที่เขาเอ่ยถึงสุนัขมีดังนี้

1. (ในแถลงการณ์) “เมื่อเขา (ถูกไล่) มาถึงปลายอุโมงค์ ระหว่างที่สุนัขของเราไล่ล่าเขา เขาจุดชนวนเสื้อกั๊กติดระเบิดฆ่าตัวตาย สังหารตัวเองกับลูกทั้งสามคน”

2. “เขาตายเหมือนสุนัข เขาตายเหมือนคนขี้ขลาด โลกนี้ปลอดภัยมากขึ้นแล้ว”

3. (ตอบคำถามผู้สื่อข่าว) “และนั่นคือสาเหตุที่เขาตายเหมือนสุนัข เขาตายเหมือนคนขี้ขลาด เขาส่งเสียงครวญครางกรีดร้องและร้องไห้”

4. “ที่จริงมีสุนัขตัวหนึ่งบาดเจ็บ K9 ได้รับบาดเจ็บตอนเข้าไปในอุโมงค์ แต่เราก็ไม่เสียใคร”

5. “ฟังนะ ไม่มีใครเจ็บเลย K9 ของเรา อย่างที่พวกเขาเรียกมัน – ผมเรียกว่าสุนัข สุนัขที่สวยงาม สุนัขที่มีความสามารถ – ได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวกลับมา แต่เราไม่มีทหารบาดเจ็บ”

6. “เราไม่มีใครเจ็บเลย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสุนัขถึงเยี่ยมมาก เรามีหุ่นยนต์พร้อมส่งเข้าไปในอุโมงค์ แต่เราไม่ได้ส่งไป เพราะเรากำลังติดตามเขาอย่างใกล้ชิด”

ทรัมป์ใช้คำว่าสุนัขใน 2 บริบทคือ การเหยียดอัล บัฆดาดี ว่า “ตายเหมือนสุนัข” และชื่นชมสุนัขทหารของสหรัฐว่ายอดเยี่ยมในปฏิบัติไล่ล่าผู้ก่อการร้าย จนไม่มีทหารที่เป็นคนเป็นๆ เสียชีวิต และไม่ต้องใช้หุ่นยนต์เลย

หากใครมีความรู้เรื่องศาสนาอิสลามแล้วจะทราบว่า การเลี้ยงสุนัขไม่เป็นที่นิยมกันในหมู่ผู้นับถือศาสนาอิสลาม แม้จะเลี้ยงได้แต่ก็มีข้อกำหนดปฏิบัติ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามจะส่งผลต่อผลบุญทางศาสนา และไม่สนับสนุนการเลี้ยงสุนัขเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อนเล่น บางคนไม่แตะต้องสุนัข ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเปรียบเทียบผู้นำศาสนากับพฤติกรรมเหมือนสุนัข และถูกไล่ล่าโดยสุนัข (อเมริกัน)

มีคำถามในเว็บไซต์ islamqa.info ว่า “จะทำอย่างไรกับคนที่เรียกคนมุสลิมว่าเป็นสุนัข หมู หรือคำดูหมิ่นอื่นๆ การทำเช่นนี้ถือเป็นบาปหรือไม่?”

คำตอบที่อ้างจากหนังสือ Fatawa Al-Imam Al-Nawawi กล่าวว่า “ถือเป็นบาป และเขาผู้นั้นควรถูกลงโทษ (โดยตุลาการศาสนา) และควรจะแสดงความสำนึกผิดด้วย”

แม้ทรัมป์อาจจะไม่ได้ตั้งใจที่จะดูหมิ่นศาสนาอิสลาม แต่การใช้คำพูดดูหมิ่นผู้นำรัฐอิสลามว่าตายเหมือนสุนัขอาจเป็นเหตุให้อีกฝ่ายโจมตีกลับได้ และอาจเป็นได้ว่าชาวมุสลิมที่ไม่เกี่ยวกับรัฐอิสลามอาจไม่พอใจเช่นกัน

ถ้าเราตั้งสมมติฐานว่า ทรัมป์ทราบดีเรื่องสถานะของสุนัขในศาสนาอิสลาม แต่ตั้งใจที่จะพูดเปรียบเปรยในเชิงดูหมิ่น ก็อาจเป็นพราะเขามั่นใจแล้วว่ากลุ่มรัฐอิสลามไม่มีศักยภาพที่จะโจมตีตอบโต้ได้อีก

แต่มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่ทรัมป์คาดไว้ เพราะมีบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญที่ชี้ว่าสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลามที่ถูกตีแตกอาจหนีไปยังภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะในแอฟริกา อัฟกานิสถาน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้