รัฐบาลให้เวลาฮ่องกงแอร์ไลน์แก้ปัญหาขาดทุนใน 5 วัน ถ้าไม่สำเร็จถอนใบอนุญาต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608106

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 16:30 น.

รัฐบาลให้เวลาฮ่องกงแอร์ไลน์แก้ปัญหาขาดทุนใน 5 วัน ถ้าไม่สำเร็จถอนใบอนุญาต

รัฐบาลฮ่องกงออกคำสั่งให้สายการบินฮ่องกงแอร์ไลนส์ปรับปรุงสถานะทางการเงินภายใน 1 สัปดาห์ มิเช่นนั้นอาจถูกพักหรือเพิกถอนใบอนุญาต อยู่หรือไป 7 ธ.ค.นี้รู้ผล

หน่วยงานออกใบอนุญาตการบินของฮ่องกง (ATLA) ออกแถลงการณ์ว่าสายการบินฮ่องกงแอร์ไลน์ต้องปรับปรุงสถานะทางการเงินให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมภายใน 1 สัปดาห์ มิเช่นนั้นจะถูกพักหรือเพิกถอนใบอนุญาต โดย ATLA จะประกาศผลการพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 7 ธ.ค.นี้

ฮ่องกงแอร์ไลนส์ซึ่งเป็นสายการบินใหญ่อันดับสามของฮ่องกงและอยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่ม HNA ของจีน เผชิญภาวะขาดทุนต่อเนื่อง ก่อนที่จะได้รับผลกระทบซ้ำจากเหตุชุมนุมประท้วงกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในฮ่องกงที่ยืดเยื้อมากว่า 6 เดือน โดยเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาทางสายการบินแจ้งกับผู้ถือหุ้นว่าต้องอัดฉีดเงินเข้าบริษัทอีกอย่างน้อย 2,000 ล้านเหรียญฮ่องกง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกถอนใบอนุญาตการบิน และยังแจ้งอีกว่าในปี 2018 สายการบินขาดทุน 3,000 ล้านเหรียญฮ่องกง

ที่ผ่านมาสายการบินพยายามลดต้นทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดเส้นทางการบิน โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สายการบินประกาศยุติเส้นทางไปยังเมืองแวนคูเวอร์ของแคนาดา เมืองโฮจิมินห์ของเวียดนาม และเมืองเทียนจินของจีน ทั้งยังประกาศชะลอการจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน และล่าสุดแจ้งผ่านเว็บไซต์ว่าระบบความบันเทิงบนเครื่องจะใช้งานไม่ได้จนกว่าจะมีการแจ้งการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ในปีนี้สายการบินหลายรายต้องประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก อาทิ เจ็ตแอร์เวยส์ของอินเดีย โธมัสคุกของอังกฤษ และว้าวของไอซ์แลนด์

ภาพ : http://www.airbus.com

ไต้ฝุ่นคัมมูริจ่อขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ หวั่นกระทบซีเกมส์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608088

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 15:25 น.

ไต้ฝุ่นคัมมูริจ่อขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ หวั่นกระทบซีเกมส์

ฟิลิปปินส์สั่งอพยพชาวบ้านนับแสนเตรียมรับมือพายุไต้ฝุ่นคัมมูริ คาดขึ้นฝั่งพรุ่งนี้เช้า หวั่นกระทบการแข่งขันซีเกมส์

ทางการฟิลิปปินส์สั่งอพยพประชาชนใน จ.อัลไบ บนเกาะลูซอนทางตอนใต้ของประเทศราว 100,000 คนไปยังที่ปลอดภัยก่อนที่พายุไต้ฝุ่นคัมมูริที่คาดว่าจะมีความรุนแรงเทียบเท่ากับพายุเฮอร์ริเคนระดับ 3 กำลังจะพัดขึ้นฝั่งเกาะลูซอนซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงมะนิลาและสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในช่วงกลางคืนของวันนี้ (2 ธ.ค.) หรือเช้าของวันพรุ่งนี้ (3 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

กรมอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์เผยว่า ไต้ฝุ่นคัมมูริซึ่งเป็นไต้ฝุ่นลูกที่ 20 ในปีนี้ของฟิลิปปินส์ มีแรงลมอยู่ที่ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะทวีความรุนแรงเป็น 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยคาดว่าเกาะลูซอนที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด จะมีฝนตกประมาณ 20-30 เซนติเมตร ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม

นอกจากนี้ ทางการฟิลิปปินส์ยังกังวลว่าพายุดังกล่าวจะกระทบกับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ทว่าทางผู้จัดการแข่งขันระบุว่าเตรียมแผนรับมือเหตุฉุกเฉินไว้แล้ว โดยอาจต้องเลื่อนการแข่งขันบางรายการเนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวย

นักการเมืองสายม็อบปลุกประชาธิปไตยรับใช้ตัวเอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608078

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 13:33 น.

นักการเมืองสายม็อบปลุกประชาธิปไตยรับใช้ตัวเอง

นักการเมืองผู้นำม็อบ หรือ เดมะก็อก (Demagogue) หมายถึงผู้นำฝูงชนที่ปลุกเร้าให้คนจำนวนมากก่อการวุ่นวาย โดยใช้กระบวนการประชาธิปไตยโน้มน้าวด้วยวาทะศิลป์ที่ลำเอียง บิดเบือนความจริง และยัดข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้คนธรรมดารู้สึกต่อต้านชนชั้นนำ

ไรน์ฮาร์ด ลูธิน (Reinhard Luthin) นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน นิยามนักการเมืองผู้นำม็อบเอาไว้ว่า

“ผู้นำม็อบคืออะไร? เขาเป็นนักการเมืองที่มีทักษะในการปราศรัย ใช้ทั้งคำเยินยอและคำหยาบคาย รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางในการอภิปรายประเด็นสำคัญ มักให้คำมั่นสัญญาไปเรื่อยเพื่อให้ความหวังกับทุกคน ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลของมหาชน และปลุกเร้าอคติทางเชื้อชาติ ทางศาสนา และชนชั้น คนแบบนี้มีความต้องการอำนาจโดยไม่ต้องอาศัยหลักการ ชักนำให้เขาแสวงหาความเป็นผู้นำแห่งมวลชน นานหลาสยศตวรรษแล้วที่คนประเภทนี้ฝึกฝนทักษะของการเป็น ‘คนของประชาชน’ เป็นผลผลิตของขนบทางการเมืองที่เก่าแก่พอๆ กับอารยธรรมตะวันตกนั่นเอง”

อารยธรรมตะวันตกที่ลูธินเอ่ยถึง คือระบอบประชาธิปไตยที่มีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ แต่ตั้งแต่ยุคนั้นแล้วที่มีคนใช้วาทะศิลป์ปลุกเร้าให้ประชาชนละทิ้งความมีเหตุมีผลแล้วหันมาใช้อารมณ์ตัดสินชะตากรรมของบ้านเมือง

ประเทศประชาธิปไตยต้นแบบอย่างสหรัฐก็พบปัญหาคนที่ชักนำประชาชนแบบผิดๆ อยู่บ่อยๆ และมีนักคิดติติงเรื่องนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว เช่น เจมส์ เฟนิมอร์ คูเปอร์ (James Fenimore Cooper) ที่เขียนบทความเรื่อง “ว่าด้วยผู้นำม็อบ” (On Demagogues) โดยนิยามความหมายของคำว่า ผู้นำม็อบ (demagogue) ไว้ว่า “ผู้นำแห่งการปลุกปั่น” เขาบอกว่า

“ลักษณะพิเศษของผู้นำม็อบก็คือการกอบโกยผลประโยชน์ให้ตนเอง โดยทำเป็นอุทิศตนเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างลึกซึ้ง บางครั้งก็มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้คนชั่วร้าย ไร้หลักการและเห็นแก่ตัวให้ทำประโยชน์ให้ตัวเองแล้วทำร้ายผู้อื่น เวทีแสดงละครตบตาของผู้นำม็อบคือระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนคือผู้ที่ถืออำนาจ เป็นนายที่เขาแสร้งเป็นบ่าวคอยรับใช้อย่างดีที่สุดเพื่อที่เขาจะกอบโกยที่ลงทุนลงแรงไป ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องแยกให้ออกระหว่างคนที่ทำงานหนักเพื่อประชาชนเพื่อประโยชน์ของคนทั่วไป กับคนที่ลงแรงเพื่อประชาชนแต่หวังที่จะกอบโกยเข้าตัวเอง”

คูเปอร์ ได้แนะนำวิธีแยกนักการเมืองเพื่อประชาชนกับนักการเมืองที่ตบตาว่าเป็นคนของประชาชนเอาไว้ดังต่อไปนี้

1. บอกว่าตัวเองเป็นคนของสามัญชนคนทั่วไป และเป็นผู้ที่ต่อต้านชนชั้นนำ (ซึ่งไม่ได้หมายถึงชนชั้นสูงศักดิ์ แต่หมายถึงผู้นำประเทศทั่วๆ ไป)

2. คนพวกนี้พยายามที่จะใกล้ชิดกับประชาชนสนิทสนมจนผิดสังเกต ต่างจากนักการเมืองอื่นๆ ที่จะเข้าถึงประชาชนอย่างดูเป็นธรรมชาติ

3. เมื่อสนิทสนมกับประชาชนแล้ว ก็จะใช้โอกาสนี้กอบโกยคะแนนนิยมเพื่อที่จะใช้ผลักดันตัวเองให้ไปถึงเป้าหมายที่หวังไว้

4. คนพวกนี้มักจะขู่ที่ทำลายกฎระเบียบ สถาบันการปกครอง หรือแม้แต่กฎหมายที่มีอยู่เดิม

งานเขียนของ เจมส์ เฟนิมอร์ คูเปอร์ แม้จะผ่านมาถึง 100 กว่าปีแล้ว (เขียนในปี 1838) แต่ยังคงใช้ได้ดีในปัจจุบัน เพราะโลกไม่เคยร้างจากนักการเมืองจอมตบตาที่ทำให้ประชาชนคิดว่าเขาคือผู้กอบกู้

ชายผู้อยู่เบื้องหลังการควบคุมตัวชาวมุสลิม 1 ล้านคน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608012

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

ชายผู้อยู่เบื้องหลังการควบคุมตัวชาวมุสลิม 1 ล้านคน

เอกสารลับที่เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของพรรคคอมมิวนิสต์ จูไห่หลุน (Zhu Hailun) มีบทบาทสำคัญในการวางแผนและดำเนินการกวาดล้างชาวอุยกูร์กว่า 1 ล้านคนเข้าไปอยู่ในค่ายกักกัน

หลังจากการจลาจลนองเลือดทางเชื้อชาติสั่นสะเทือนภูมิภาคทางตะวันตกของจีนเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์ก็หันมาใช้สมาชิกระดับนำของพรรคที่มีความสามารถอันหาได้ยากเพื่อกู้คืนระเบียบในภูมิภาคนี้ เขาเป็นเจ้าหน้าที่จีนชาวฮั่นที่พูดอุยกูร์อันเป็นภาษาของชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมเตอร์กอย่างคล่องแคล่ว ตอนนี้เอกสารลับที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นว่า จูไห่หลุนมีบทบาทสำคัญและอย่างเป็นทางการในการวางแผนและดำเนินการกวาดล้างชาวอุยกูร์กว่า 1 ล้านคนเข้าไปอยู่ในค่ายกักกัน

เอกสารดังกล่าวตีพิมพ์ในปี 2017 ลงนามโดยจูไห่หลุน ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมาธิการการเมืองและกฎหมายของพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคซินเจียง นักภาษาศาสตร์อุยกูร์คนหนึ่งจำได้ว่าเป็นลายเซ็นของจูไห่หลุน เนื่องจากนักภาษาศาสตร์อุยกูร์คนนี้้เคยทำงานเป็นนักแปลในเมืองคัชการ์ ตอนที่จูเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นนำของเมือง

“เมื่อผมเห็นเอกสารเหล่านั้น ผมรู้ว่าพวกมันมีความสำคัญ” อับดูเวลี อายุป นักภาษาศาสตร์กล่าว “เขาเป็นคนที่ต้องการควบคุมอำนาจทุกอย่างไว้ในกำมือของเขา” ตอนนี้ อายุป อยู่ในต่างแดน

ตอนนี้ จู วัย 61 ยังไม่ตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวหลังจากถูกร้องขอไปหลายครั้งแล้ว

จูไห่หลุน เป็นที่เกลียดชังในหมู่ชาวอุยกูร์ที่เขาปกครองหลายปีก่อนที่จะมีการปราบปรามในซินเจียง แม้ว่าเขาจะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดก็ตาม

เขาเกิดในปี 1958 ในเขตชนบทของมณฑลเจียงซูริมชายฝั่งของจีน ในช่วงที่เขาเป็นวัยรุ่น เกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่สับสนอลหม่านของจีน จูถูกส่งตัวไปยังเขตคาร์กิลิกซึ่งอยู่ลึกลงไปในเขตที่อยู่ของชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ของซินเจียง หลังจากนั้นจูก็ไม่เคยจากซินเจียงเลย

จูเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 1980 และไต่เต้าในระบบราชการของซินเจียง โดยรับตำแหน่งในเมืองขนาดใหญ่ ในทศวรรษที่ 90 เขาพูดภาษาอุยกูร์อย่างคล่องแคล่ว ถึงขนาดที่สามารถแก้ไขความผิดพลาดของนักแปลประจำตัวระหว่างการประชุม

“ถ้าคุณไม่เห็นหน้าเขาคุณจะนึกไม่ออกเลยว่าเขาเป็นคนจีนฮั่น เมื่อเขาพูดอุยกูร์เขาพูดเหมือนอุยกูร์ เพราะเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับคนอุยกู้” นักธุรกิจชาวอุยกูร์พลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศตุรกีกล่าว แต่เขาปฏิเสธที่จะเผยชื่อเพราะกลัวจะถูกตามล่า

นักธุรกิจรายนี้ได้ยินชื่อจูไห่หลุนครั้งแรกจากเพื่อนชาวอุยกูร์ที่ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ขณะทำธุรกิจ เพื่อนของเขาประทับใจและบรรยายว่าจูเป็นคนที่มีความสามารถมากหากเทียบกับราชการของชาวฮั่นที่ชาวอุยกูร์ทำงานด้วย แต่หลังจากหลายปีที่ได้ติดตามดูจูไห่หลุนรับหน้าที่ปราบปรามและการจับกุมคนท้องถิ่น ในไม่ช้านักธุรกิจก็เริ่มตาสว่าง

“เขาเป็นสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เป็นคนที่ฉลาดแกมโกงจริงๆ ชนิดทำเอาคุณหัวหมุนได้” นักธุรกิจกล่าว “เขาเป็นตัวละครสำคัญของนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ในการควบคุมซินเจียงตอนใต้ ”

อายุป นักภาษาศาสตร์ได้พบกับจูไห่หลุนในปี 1998 เมื่อเขามาตรวจสอบเมืองที่เขาอาศัยอยู่ จูไห่หลุนมีชื่อเสียงเลื่องลือเนื่องจากมักจะสั่งการบุกค้นบ้านชาวอุยกูร์ตอนตี 3 ทำให้คนท้องถิ่นร้องเพลงพื้นบ้านที่โด่งดังที่ชื่อ “จูไห่หลุนกำลังจะมา” เพื่อล้อเลียนท่าทีอันแข็งกร้าวไม่ยืดหยุ่นของเขา

“เขาออกคำสั่งกับชาวนาชาวไร่เหมือนพวกนั้นเป็นทหาร พวกเราทุกคนเป็นทหารของเขา” อายุปกล่าว “ชาวจีนฮั่นควบคุมบ้านเกิดของเรา แต่เรารู้ว่าเราต้องยืนหยัดในสถานที่ของเรา ”

ครั้งหนึ่งในการประชุม อายุปกล่าวว่า จูไห่หลุนบ่นกับเจ้าหน้าที่ของเมืองว่าชาวนาชาวไร่ขัดคำสั่งให้ปลูกพืชผลบางชนิดและกำลังสนับสนุนกลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรง ทันใดนั้นเขาก็ขัดจังหวะด้วยการเรียกคัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ของศาสนาอิสลามว่า “ไร้สาระที่สุดอย่างที่สุด”

และเขายังกล่าวว่า “พระเจ้าของพวกแกคือขยะดีๆ นี่เอง” คำพูดของจูทำให้ที่ประชุมตกใจจนนิ่งเงียบ

อายุปกล่าวว่า จูไห่หลุนเปรียบเทียบวัฒนธรรมอุยกูร์ว่าเหมือนกับอัฟกานิสถานซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงให้ทันสมัย

“เขาเห็นว่าตัวเองเป็นผู้ช่วยให้รอด” อายุปกล่าว “เขาคิดว่าเขามาที่นี่เพื่อนำความทันสมัย ชีวิตสมัยใหม่ อุดมการณ์สมัยใหม่มาสู่ชาวอุยกูร์”

หลายเดือนหลังจากการจลาจลในวันที่ 5 กรกฎาคม 2009 ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนในเมืองอูหลู่มู่ฉี เมืองหลวงของซินเจียง จูไห่หลุนถูกทาบทามมารับตำแหน่งเลขาฯ เขตปกครองคนใหม่ ตอนแรกรัฐบาลกลางที่ปักกิ่งเกือบจะย้ายเจ้าหน้าที่จากมณฑลอื่นมารับหน้าที่นี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการฝึกเจ้าหน้าที่ในพรรคเพื่อรับตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่รับหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงในอูหลู่มู่ฉีสรุปว่า จูไห่หลุนมีความแข็งแกร่งกว่าเจ้าหน้าที่ที่อาวุโสมากกว่า และจำเป็นที่จะต้องให้เขารับหน้าที่นี้

“พวกนั้นไม่พอใจสุดๆ” อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการชาวอุยกูร์ที่ปฏิเสธที่จะเผยเพราะกลัวถูกตามล่าตัว “เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เป็นเพราะคนที่นี่บอกว่าเขามีผลงานโดดเด่นในการรักษาเสถียรภาพ เขาจึงถูกดันขึ้นมา แลัวตั้งเป็นเลขาธิการพรรคฯ สาขาอูหลู่มู่ฉี ”

เมื่อได้รับการแต่งตั้ง จูไห่หลุนใช้เวลาสามวันขลุกอยู่ในกองบัญชาการตำรวจของเมือง โดยประกาศว่าจะกระชับอำนาจของรัฐบาล (เพื่อปราบจลาจล) ตำรวจตะลุยผ่านย่านที่อยู่อาศัยของชาวอุยกูร์ พร้อมปืนไรเฟิลและจับกุมผู้ต้องสงสัยนับร้อยคนมาดำเนินคดี และมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดนับหมื่นกล้อง

แต่แทนที่จะเยียวยาความแตกแยกของกลุ่มชาติพันธุ์ ในเดือนเมษายน 2014 การกวาดล้างยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เดินทางมาถึงซินเจียงเพื่อเยี่ยมชมของรัฐ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังสีจิ้นผิงเดินทางกลับ ก็เกิดระเบิดที่สถานีรถไฟอูหลู่มู่ฉี มีผู้เสียชีวิต 3 คนและบาดเจ็บ 79 คน

หลังจากเหตุการณ์นั้น สีจิ้นผิง สาบานว่าจะกระชับพื้นที่ให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น

ในปี 2016 รัฐบาลกลางได้แต่งตั้งผู้นำคนใหม่ของซินเจียง คือเฉินเฉวียนกั๋ว ซึ่งชื่อของเขานั้นมีความหมายว่า “ทั่วประเทศ” เฉินได้สร้างชื่อเสียงในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ใช้ไม้แข็งอย่างหนักหน่วง เป็นผู้บุกเบิกกลยุทธ์การเฝ้าระวังแบบดิจิตอลในทิเบต

จูไห่หลุน เป็นมือขวาของเขา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยและฝ่ายบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาค จูไห่หลุนได้วางรากฐานระบบเฝ้าระวังของรัฐที่สามารถระบุเป้าหมายที่จะจับกุมได้โดยอัตโนมัติ เขาสำรวจพื้นที่เพื่อตรวจสอบศูนย์กักกัน สถานีตำรวจ จุดตรวจ และส่วนประกอบอื่นๆ ของอุปกรณ์เฝ้าระวังและการกักกันที่นำมาใช้ใหม่

หลังจากการแต่งตั้งเฉิน ชาวอุยกูร์ก็หายตัวไปหลายพันคน เอกสารที่รั่วไหลออกมาแสดงให้เห็นว่า จูไห่หลุนเป็นผู้ควบคุมการจับกุมครั้งใหญ่ ลงนามในคำสั่งให้ตำรวจใช้กล้องวงจรปิดดิจิตอล เพื่อตรวจสอบผู้คนที่เดินทางไปต่างประเทศโดยใช้แอพพลิเคชั่นมือถือ หรือตรวจสอบญาติของ “บุคคลที่น่าสงสัย” จากการรายงานของสถานีโทรทัศน์ของรัฐยังแสดงให้เห็นว่า จูยังเดินสายตรวจสอบค่ายในซินเจียง จุดตรวจและสถานีตำรวจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ปีที่แล้ว จูไห่หลุนก้าวลงจากตำแหน่งหลังจากอายุ 60 ปีซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติดั้งเดิมของพรรคคอมมิวนิสต์ ส่วนเฉินยังอยู่ในตำแหน่ง

“เฉินเฉวียนกั๋วมาในนามของพรรค” นักธุรกิจอุยกูร์กล่าว “ส่วนจูรู้วิธีการลงมือ รู้ว่าจะจับใคร และต้องทำอะไร”

แปลจาก “The man behind China’s detention of 1 million Muslims” โดย AP

ภาพจาก news.sina.com.cn

คนไต้หวัน ต้องสร้างสรรค์ ต้องเป็นสากล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608014

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 17:03 น.

คนไต้หวัน ต้องสร้างสรรค์ ต้องเป็นสากล

คนไทยส่วนใหญ่ จะรู้ว่าไต้หวันเป็นปลายทางท่องเที่ยวที่อยู่ในกระแสนิยม สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ หรือชอบความเก๋ไก๋ แปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบใคร ดังนั้น ถ้าถามเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว หรือถามเรื่องอาหารการกินของไต้หวัน เชื่อว่าจะมีข้อมูลอยู่ทั่วไปในเวบไซต์ หรือในบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว แต่เรื่องที่คนไม่ค่อยรู้คือ คนไต้หวันเป็นอย่างไร ซึ่งบางคนก็เข้าใจผิดไปว่าคนไต้หวันก็คือคนจีนนั่นแหละ หรือบางคนเคยบอกว่าคนไต้หวันมีความเป็นจีนผสมกับญี่ปุ่น หรือบางคนก็บอกว่าคนไต้หวันก็เหมือนชาวฮ่องกง คือเป็นคนจีนที่มีความเป็นสากล แต่ถ้าลองไปถามคนไต้หวันโดยตรง เกือบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “คนไต้หวัน ก็คือคนไต้หวัน คนไต้หวันไม่ใช่คนจีน คนไต้หวันไม่เหมือนญี่ปุ่น และคนไต้หวันก็ไม่เหมือนคนฮ่องกง……”

ไต้หวันเคยตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นถึง 50 ปี จึงยังคงมีร่องรอยของวัฒนธรรมญี่ปุ่นแทรกตัวอยู่บ้าง และแม้ว่าคนไต้หวันจะเป็นเชื้อสายจีนฮั่น เหมือนจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ก็จะมีความแตกต่างทาง แนวคิดอย่างมาก เพราะไต้หวันเป็นประชาธิปไตย ในขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่เป็นสังคมนิยม ดังนั้น กระบวนคิดและมุมมองของคนไต้หวัน จึงแตกต่างจากคนจีนแผ่นดินใหญ่โดยสิ้นเชิง และอีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ คือ เด็กไต้หวันเรียนหนังสือเก่งมาก ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มข้นและคุณภาพการศึกษาของไต้หวัน

ผลลัพธ์ด้านการศึกษาที่ดีของไต้หวัน คงเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากรากฐานที่ญี่ปุ่นทิ้งไว้ให้สมัยที่เข้ามาครอบครองไต้หวันร่วม 50 ปี บวกกับการเมืองระหว่างไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ทำให้ไต้หวัน พยายามให้โลกจดจำว่า ไต้หวันก็คือไต้หวัน ไต้หวันไม่ใช่ประเทศจีน(แผ่นดินใหญ่) และคนไต้หวันก็คือคนไต้หวัน (Taiwanese) ซึ่งต่างจากคนจีน (Chinese)

ช่วงปี ค.ศ. 1895-1945 เป็นยุคที่ไต้หวัน ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องดี แต่รากฐานการพัฒนาหลายๆอย่าง ก็เกิดขึ้นในยุคนั้น เรื่องแรกมีจุดเริ่มต้นจากการที่กองทัพญี่ปุ่น ต้องการพัฒนาให้ไต้หวันเป็นพื้นที่ปลูกข้าว เพื่อส่งกลับไปยังประเทศของตน จึงมีการจัดทำระบบชลประทานและพัฒนาพื้นที่ให้สามารถเพาะปลูกได้ ดังเช่นปัจจุบัน เรื่องที่สอง ก็คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นธุรกิจหลักของไต้หวัน ณ ปัจจุบันนี้ ก็มีจุดเริ่มต้นขึ้นในสมัยอาณานิคมเช่นกัน

ส่วนเรื่องที่สาม คือ การวางรากฐานการศึกษา โดยสมัยนั้น ญี่ปุ่นได้กำหนดการศึกษาภาคบังคับ 6 ปี และจัดตั้งสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาขึ้น อันเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ไต้หวันสามารถพัฒนาระบบการศึกษามาได้จนถึงทุกวันนี้ และยังส่งผลให้คนไต้หวันมีอัตราการรู้หนังสือสูงเกือบ 100 %

นอกจากการวางรากฐานการศึกษาที่ยาวนานตั้งแต่สมัยอาณานิคมแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง ที่เชื่อว่าส่งผลต่อการพัฒนาของไต้หวัน นั่นก็คือเรื่องการเมืองระหว่างรัฐบาลจีน กับคนไต้หวัน ซึ่งประเด็นนี้ ก็มีที่มาจากการต่อสู้ทางความคิดของสองพรรคใหญ่ในประเทศจีน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเป็นการต่อสู้กันระหว่าง พรรคคอมมิวนิสต์จีน (ฝั่งเหมาเจ๋อตุง) กับพรรคก๊กมินตั๋ง (ฝั่งเจียงไคเช็ค) ที่ทำให้เกิดรัฐบาลพลัดถิ่น ของพรรคก๊กมินตั๋ง ในไต้หวัน จนสถาปนาสาธารณรัฐจีน (Republic of China) ขึ้นบนเกาะไต้หวัน ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์จีนบนแผ่นดินใหญ่ ก็สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น (People’s republic of China) กลายเป็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อในสิทธิความเป็นรัฐบาล ที่ชอบธรรมของตน ทำให้คนไต้หวันเชื่อว่า ตนไม่ควรอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลจีน ในขณะที่จีน ก็เชื่อว่า ไต้หวันยังคงเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน

เด็กไต้หวันมีความเก่งวิทยาศาสตร์และคณิตศาตร์อย่างโดดเด่น

วันเวลาผ่านไป ทั้งสองฝั่ง ก็พัฒนาจนมาถึงปัจจุบัน ที่จีนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก ส่วนไต้หวันก็พัฒนาทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการปกครองของตนเอง จนมีประชาธิปไตยที่รุ่งเรือง จีนกับไต้หวันจึงไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน หรือไต้หวันเป็นประเทศ ก็ยังไม่ได้มีความชัดเจน

อำนาจที่เพิ่มขึ้นของจีน ทำให้มีเพียงบางประเทศในโลกเท่านั้น ที่ยอมรับสถานะว่าไต้หวันเป็นประเทศ ดังนั้น ไต้หวันจึงพยายามให้โลกยอมรับและจดจำว่า ไต้หวันไม่ใช่จีน, คนไต้หวันก็ไม่ใช่คนจีน, ไต้หวันมีรัฐบาลของตนเอง, ไต้หวันมีการปกครองของตนเอง และไต้หวันมีวัฒนธรรมของตนเอง

จากปัจจัยต่างๆ ทำให้คนไต้หวันถูกบ่มเพาะให้เป็นคนเก่ง มีความรักชาติ เป็นคนใฝ่รู้ มีความเป็นสากล มีความกระตือรือล้น มุ่งมั่นและขยันขันแข็ง ซึ่งบุคลิกทั้งหมดถูกหล่อหลอม ผ่านระบบการศึกษา อันเป็นแบบฉบับของตนเอง

ถ้าย้อนหลังกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1980s จะเป็นยุคที่เศรษฐกิจของไต้หวัน เติบโตอย่างต่อเนื่องจากภาคอุตสาหกรรม จนไดัชื่อว่าเป็นหนึ่งในสี่เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย (ร่วมกับ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และสิงคโปร์) โดยเน้นส่งออกสินค้าไฮเทคเป็นหลัก ส่งผลให้ตลาดแรงงาน มีความต้องการคนเก่ง ที่มีความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เด็กนักเรียนของไต้หวันจึงแข่งขันกันเรียนสายวิทย์ เพื่อได้โอกาสในการเข้าทำงานในบริษัทที่มั่นคง เป็นเหตุให้เด็กไต้หวันมีความโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

คนไต้หวันมีอัตราการรู้หนังสือสูงเกือบ 100 เปอร์เซ็น

ความเก่งวิทย์เก่งคณิตของเด็กไต้หวัน เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน จากผลการสอบวัดความรู้นักเรียนนานาชาติ (PISA) ในปี 2006 ซึ่งเป็นปีที่ไต้หวันเข้าร่วมทดสอบเป็นครั้งแรก ผลปรากฎว่าครั้งนั้น เด็กนักเรียนไต้หวันทำคะแนน วิชาคณิตศาสตร์ได้เป็นอันดับที่ 1 ทำคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ได้เป็นอันดับที่ 4 ส่วนทักษะวิชาการอื่น อยู่อันดับที่ 16 ดังนั้น เรื่องของคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นั้น เด็กไต้หวันไม่แพ้ใครในโลกแน่นอน

ในขณะเดียวกัน ผลคะแนนที่ออกมา ก็ทำให้ไต้หวันตระหนักว่า เด็กไต้หวันจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้งาน ซึ่งต้องเริ่มต้นจากฝึกให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์เป็นนิสัยเสียก่อน

ประกอบกับ รัฐบาลก็เริ่มตระหนักว่า อุตสาหกรรมของไต้หวัน อาจถึงทางตัน ถ้ายังขาดการใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไต้หวันจึงพยายามแสดงตัวอย่าง ให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า ความสร้างสรรค์สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับต้นทุนเดิมๆ ได้ จะเห็นได้จาก มีการจัดสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของไต้หวัน ที่พัฒนาจากสถานที่ธรรมดา หรือโรงงานที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว นำมาปรับแต่ง และจัดแสดงอย่างสร้างสรรค์ จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจขึ้นมา

จากแนวคิดการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ทำให้เกิดประโยชน์ 2 ด้านกับไต้หวัน ประโยชน์ด้านแรกคือ คนไต้หวันจะได้ซึมซับกับบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่สร้างสรรค์ อาจช่วยกระตุ้นให้อยากคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาบ้าง ส่วนประโยชน์อีกด้านหนึ่ง ก็จะช่วยสร้างภาพให้กับนักท่องเที่ยวจดจำว่า “นี่แหละ คือไต้หวัน” เพราะต้องไม่ลืมว่า ไต้หวันต้องการให้โลกยอมรับว่าไต้หวันคืออีกหนึ่งประเทศ

ไต้หวัน มีชื่อทางการว่าสาธารณรัฐจีน

ทุกวันนี้ แม้ว่าไต้หวันจะใช้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาราชการ แต่ไต้หวันก็ส่งเสริมให้คนของตนพัฒนาขีดความสามารถด้านภาษาอังกฤษ เพื่อเชื่อมต่อกับโลกสากลอย่างกว้างขวางมากขึ้น และเพื่อดึงดูดให้คนเก่งๆ อยากเข้ามาทำงานที่ไต้หวัน เหมือนที่คนทั่วโลกตัดสินไปทำงานสิงคโปร์ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร ทั้งนี้รัฐบาลไต้หวันตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี ค.ศ. 2030 ไต้หวันจะเข้าสู่การเป็นประเทศสองภาษาให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษจะต้องให้เด็กนำไปใช้ได้จริง

สรุปว่า คนไต้หวันมีลักษณะเด่น แบบเดียวกับที่หลายๆประเทศอยากได้และอยากให้เป็น นั่นก็คือ (1) เป็นคนที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2) เป็นคนรักชาติ (3) เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ (4) เป็นคนที่มีขีดความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ดังนั้น ต่อให้ต่างชาติจะเชื่อในสถานะความเป็นประเทศหรือไม่ แต่รับรองว่า พวกเขาเชื่อในคุณภาพของคนไต้หวันได้อย่างแน่นอน

ไทยตกเป็นเหยื่อโจมตีทางไซเบอร์ ฉกข้อมูลบัตรเครดิตขายตลาดมืด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608011

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

ไทยตกเป็นเหยื่อโจมตีทางไซเบอร์ ฉกข้อมูลบัตรเครดิตขายตลาดมืด

บริษัทซอฟท์แวร์ด้านการปกป้องข้อมูลจากการโจมตีทางไซเบอร์ เตือนธุรกิจโรงแรมและการบริการทั่วโลกกว่า 20 แห่ง รวมทั้งในไทย ตกเป็นเป้าการโจมตีของมัลแวร์ เพื่อล้วงข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าไปขายในตลาดมืด

บริษัทซอฟท์แวร์ชื่อดัง แคสเปอร์สกี้ ตรวจพบการโจมตีทางไซเบอร์จากกลุ่มแฮกเกอร์ที่เรียกตัวเองว่า RevengeHotels ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจโรงแรมและการบริการ จนถึงขณะนี้มีโรงแรม 20 แห่งจากทั่วโลกในบราซิล อาร์เจนตินา โบลิเวีย ชิลี คอสตาริกา ฝรั่งเศส อิตาลี เม็กซิโก โปรตุเกส สเปน ตุรกี รวมทั้งในไทยตกเป็นเหยื่อ และคาดว่าตัวเลขโรงแรมที่ถูกโจมตีจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากบางแห่งได้รับลิงค์ข้อมูลที่มีไวรัสแล้ว

ดิมิทรี เบสตูเชฟ หัวหน้าทีมวิเคราะห์และวิจัยประจำภูมิภาคละตินอเมริกาของแคสเปอร์สกี้ เผยว่า “ในขณะที่ผู้ใช้กังวลว่าจะปกป้องข้อมูลของตัวเองอย่างไร คนร้ายก็พุ่งเป้าไปที่ธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งปกป้องตัวเองจากการโจมตีทางไซเบอร์ไม่มากพอ ทั้งยังมีข้อมูลส่วนตัวมากมาย ธุรกิจการโรงแรมและธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องเก็บข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าต้องเพิ่มความระมัดระวังและติดตั้งโซลูชั่นระดับมืออาชีพเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลที่จะกระทบกับทั้งลูกค้าและชื่อเสียงของโรงแรม”

นอกจากนี้ แคสเปอร์สกี้ยังระบุอีกว่า กลุ่ม RevengeHotels เริ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2015 และเริ่มพบการเคลื่อนไหวมากขึ้นในช่วงปีนี้ โดยเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มแฮกเกอร์อย่างน้อย 2 กลุ่มคือ Revenge Hotels และ ProCC ที่มีเป้าหมายโจมตีธุรกิจในภาคบริการและการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพื่อล้วงข้อมูลบัตรเครดิตที่โรงแรมเก็บไว้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ รวมทั้งข้อมูลที่ได้จากตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์

มัลแวร์ที่กลุ่ม RevengeHotels ใช้โจมตีจะมาพร้อมกับอีเมลที่แนบไฟล์ Word, Excel หรือ PDF ที่ปลอมแปลงมาอย่างดี โดยเนื้อหาจะถูกเรียบเรียงอย่างละเอียดและอ้างตัวตนจริงของบุคคลในองค์กรที่น่าเชื่อถือ แล้วทำทีเป็นขอจองโรงแรมสำหรับคนกลุ่มใหญ่

แคสเปอร์สกี้ ยังเตือนอีกว่า แม้จะระมัดระวังอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังมีคนหลงเชื่อเปิดอีเมลและดาวน์โหลดเนื้อหาที่คนร้ายส่งมา เนื่องจากคนร้ายจะระบุรายละเอียดต่างๆ ชัดเจน อาทิ สำเนาเอกสารทางกฎหมายและเหตุผลที่ต้องการจองโรงแรม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ก็ยังพอมีจุดให้สังเกตนั่นก็คือ การใช้โดเมนปลอมที่ใกล้เคียงกับโดเมนจริงขององค์กร

เมื่อคอมพิวเตอร์ของโรงแรมถูกมัลแวร์เล่นงานก็จะถูกมิจฉาชีพควบคุมจากระยะไกล และยังพบว่ามีการนำข้อมูลที่ได้มาไปขายในตลาดมืดอีกทอดหนึ่งด้วย โดยมัลแวร์จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่ได้จากคลิปบอร์ด เอกสารที่สั่งพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ และภาพถ่ายหน้าจอ เนื่องจากทางโรงแรมมักจะจัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าที่ตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ ส่งมาให้เพื่อเรียกเก็บเงิน

แคสเปอร์สกีแนะนำการใช้บัตรเครดิตให้ปลอดภัยว่า นักท่องเที่ยวควรใช้บัตรเครดิตเสมือนจริง (virtual payment card) ทำธุรกรรมกับตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ เพราะบัตรเครดิตเสมือนจริงจะใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น รวมทั้งให้ชำระค่าใช้จ่ายของโรงแรมผ่านกระเป๋าสตางค์เสมือนจริง เช่น Apple Pay หรือ Google Pay หรือบัตรเครดิตสำรองที่มีการจำกัดวงเงิน

ส่วนผู้ประกอบการโรงแรมควรตรวจสอบระบบการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า และเลือกใช้โซลูชั่นที่น่าเชื่อถือให้ดูแลจัดการปกป้องระบบข้อมูล ไปจนถึงการอบรมฝึกฝนเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้เกี่ยวกับการโจมตีทางไซเบอร์

จีนเริ่มใช้ระบบสแกนหน้ายืนยันตัวตนก่อนใช้อินเทอร์เน็ต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607986

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 14:35 น.

จีนเริ่มใช้ระบบสแกนหน้ายืนยันตัวตนก่อนใช้อินเทอร์เน็ต

ทางการจีนเริ่มใช้บังคับกฎระเบียบใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่ลงทะเบียนใช้งานซิมโทรศัพท์มือถือต้องสแกนใบหน้าก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันตัวตน

รัฐบาลจีนประกาศกฎการสแกนใบหน้าในการลงทะเบียนใช้ซิมการ์ดเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีผลบังคับใช้จริงในวันนี้ (1 ธ.ค. 2019) โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิอันชอบธรรมและผลประโยชน์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

ที่ผ่านมาผู้ลงทะเบียนใช้งานซิมโทรศัพท์มือถือใหม่หรือเข้าใช้อินเทอร์เน็ต ต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเช่นที่ปฏิบัติกันในหลายประเทศ และต้องถ่ายภาพเพื่อยืนยันตัวตน ทว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ รัฐบาลจีนพยายามให้ประชาชนทุกคนยืนยันตัวตนที่แท้จริง อาทิ ในปี 2017 ทางการกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตตรวจสอบตัวตนที่แท้จริงก่อนที่ผู้ใช้งานจะโพสต์เนื้อหาต่างๆ

แต่นับจากนี้เป็นต้นไป ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจีนต้องสแกนใบหน้าเพิ่มอีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับในบัตรประจำตัวประชาชนที่ให้ไว้หรือไม่ เพื่อให้รัฐบาลสามารถระบุตัวตนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือได้ทุกคน

อย่างไรก็ดี หลังทางการประกาศกฎดังกล่าว บรรดาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนต่างแสดงความกังวลว่ารัฐบาลเริ่มเก็บข้อมูลของประชาชนมากขึ้นๆ เช่น ผู้ใช้เว่ยปั๋วรายหนึ่งระบุว่า “เราเริ่มถูกจับตามองอย่างเช้มงวดขึ้นทุกวัน รัฐบาลจีนกลัวอะไรพวกเรา”

ขณะที่อีกหลายคนบ่นว่าข้อมูลในอินเทอร์เน็ตของพวกเขารั่วไหลบ่อยครั้ง “เมื่อก่อนพวกโจรจะรู้ว่าเราชื่ออะไร แต่อนาคตโจรพวกนี้จะรู้จักกระทั่งหน้าตาของพวกเรา” ผู้ใช้เว่ยปั๋วอีกรายกล่าว ซึ่งความคิดเห็นนี้มียอดไลค์กว่า 1,000 ครั้ง ส่วนอีกรายหนึ่งเผยว่า “กฎนี้ออกโดยไม่ได้รับความยินยอมของสาธารณชน”

Tiktok องุ่นเปรี้ยว ของ ซักเคอร์เบิร์ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607982

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 13:02 น.

Posttoday Podcast:DeepTalk Ep.18 Tiktok องุ่นเปรี้ยว ของ ซักเคอร์เบิร์ก

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

ชัยชนะของสหรัฐเหนือรัฐอิสลาม คือความหายนะของอาเซียน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607952

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ชัยชนะของสหรัฐเหนือรัฐอิสลาม คือความหายนะของอาเซียน

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน มีรายงานจากสำนักข่าว Bloomberg ว่า สหรัฐกำลังทำการเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมเครือข่ายระดับภูมิภาคของรัฐอิสลาม (Islamic State) ในอัฟกานิสถานและแอฟริกา หลังจากการตายของผู้นำกลุ่มคือ อะบู บักร์ อัลบัฆดาดี

เอกอัครราชทูต นาธาน เซลส์ ผู้ประสานงานต่อต้านการก่อการร้ายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า กลุ่มในเครือของรัฐอิสลามในแอฟริกาตะวันตก, พื้นที่ส่วนใหญ่ของซาฮารา และจังหวัดคอร์ซานในอัฟกานิสถานยังคงเป็น “ภัยคุกคามที่ร้ายแรง” ที่จะต้อง “ตัดตอนไม่ให้แพร่กระจายมากขึ้น”

เซลส์ บอกว่า “เราต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรในภูมิภาคที่มีความกังวลเหมือนเรา เกี่ยวกับภัยคุกคามเหล่านี้ เพื่อนำสรรพกำลังในระดับประเทศทั้งหมดมาใช้”

เอกอัครราชทูต นาธาน เซลส์ กล่าวถึงเรื่องนี้จากที่ประชุมมในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มในเครือรัฐอิสลาม และที่เซลส์เดินทางมาที่นี่ก็ไม่แค่ร่วมประชุมตามปกติ เพราะแม้ว่าเขาจะเอ่ยถึงสมุนรัฐอิสลามในเอเชียกลางและแอฟริกา แต่ฐานที่มั่นจริงๆ อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างหาก

เซลส์เดินทางมาถึงฟิลิปปินส์ เพราะสหรัฐมีแผนการจะจัดตั้งศูนย์ในประเทศฟิลิปปินส์เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับวิธีรับมือกับผู้ที่สนับสนุนเครือข่ายรัฐอิสลามในภูมิภาค และตอบสนองในกรณีที่มีการโจมตีของผู้ก่อการร้าย

ตามโครงการนี้ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความร่วมมือในชายแดน เพื่อสกัดการเข้ามาของนักรบ อาวุธ และเงินที่ใช้ในการก่อการร้าย โดยสหรัฐพร้อมที่จะลงโทษและขึ้นบัญชีดำสถาบันการเงิน เช่นธนาคารและบริษัทที่ทำหน้าที่ประสานงานทางการเงินให้กลุ่มก่อการร้าย

คำถามคือทำไมสหรัฐฆ่าอะบู บักร์ อัลบัฆดาดีที่ตะวันออกกลาง แล้วทำไมต้องมาสกัดขบวนการรัฐอิสลามที่่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อถูกสัมภาษณ์โดยผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว BenarNews เซลส์ตอบว่า “จนถึงตอนนี้เราเห็นข้อบ่งชี้เพียงเล็กน้อยที่รัฐอิสลามสนใจที่จะมุ่งมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ความจริงต้องบอกว่า ที่นี่ไม่ใช่หนึ่งในภูมิภาคที่นักสู้รัฐอิสลามจะเข้ามาด้วยความกระตือรือร้น”

เขาบอกด้วยว่า “เท่าที่เห็น เรายังไม่เห็นปัญหาใหญ่ แต่เราต้องมั่นใจว่าจะต้องรักษาสถานะนี้ไว้”

คำพูดของเซลส์ดูเหมือนจะขัดกับท่าทีของสหรัฐในการร่วมมือเพื่อปราบกลุ่มรัฐอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแข็งขัน และจะว่าไปแล้วคำพูดของเซลส์เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะเขายังเตือนว่าแท็คติกการโจมตีที่ใช้กันในตะวันออกกลาง เช่น ระเบิดฆ่าตัวตายอาจนำมาใช้ในการโจมตีที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้นำเข้ามาคือบรรดาครูสอนศาสนาในท้องถิ่น

เซลส์บอกเองกับปากว่า “ระเบิดฆ่าตัวตายเป็นอะไรที่เราไม่เคยเห็นกันใน … เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งเมื่อระยะใกล้ๆ เร็วๆ นี้ เรากังวลว่ากลุ่มอย่างรัฐอิสลามและผู้เห็นใจกลุ่มนี้อาจเลียนแบบสิ่งที่พพวกเขาเห็นในซีเรียหรืออัฟกานิสถาน”

ดังนั้นการที่เขาบอกในตอนแรกว่ายังไม่มีการเคลื่อนไหนมากนักของกลุ่มรัฐอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเป็นคำพูดที่ต้องฟังหูไว้หู

เกาะมินดาเนาทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์เป็นพื้นที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค เพราะมีทั้งกลุ่มแบ่งแยกดินแดน และกลุ่มที่เป็นสายเดียวกับรัฐอิสลาม และตอนนี้มินดาเนาเป็นพื้นที่เดียวในแถบนี้ที่กลุ่มรัฐอิสลามตั้งจังหวัดปกครองขึ้นมาได้ (wilayat)

ส่วนภาคใต้ของไทยนั้นยังไม่ใช่พื้นที่ที่กลุ่มรัฐอิสลามจะมาเคลื่อนไหวจริงๆ จังๆ แต่อาจจะต้องระวังการเลียนแบบวิธีการโจมตีในตะวันออกกลาง โดยกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้เอาไว้

น้ำลายน้องหมาอันตรายกว่าที่คิด ชายเยอรมันเสียชีวิตเพราะถูกสุนัขเลีย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607948

  • วันที่ 30 พ.ย. 2562 เวลา 21:00 น.

น้ำลายน้องหมาอันตรายกว่าที่คิด ชายเยอรมันเสียชีวิตเพราะถูกสุนัขเลีย

ชายเยอรมันวัย 63 ปี เสียชีวิตจากการติดเชื้อแบคทีเรียร้ายแรงในน้ำลายสุนัข

รายงานทางการแพทย์ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ European Journal of Case Reports in Internal Medicine ระบุว่า ชายชาวเยอรมันวัย 63 ปีมีสุขภาพแข็งแรงและไม่เคยถูกสุนัขกัดหรือข่วนก่อนได้รับเชื้อ มีเพียงกับสัมผัสและถูกสุนัขที่เลี้ยงไว้เลียเท่านั้น

แพทย์ลงความเห็นว่าผู้เสียชีวิตได้รับเชื้อแบคทีเรียจากการถูกสุนัขเลีย โดยแบคทีเรียที่คร่าชีวิตชายคนดังกล่าวคือ capnocytophaga canimorsus ซึ่งพบได้ทั่วไปในน้ำลายสุนัขและแมว แต่มักไม่ค่อยพบการติดต่อไปสู่มนุษย์นอกจากการถูกสุนัขหรือแมวกัด

รายงานระบุว่า ระยะแรกคนไข้มีอาการคล้ายกับคนเป็นไข้ ทว่าต่อมาอาการเริ่มรุนแรงขึ้นจนติดเชื้อในกระแสเลือด และเกิดจุดเลือดใต้ผิวหนัง รวมทั้งรอยช้ำ สีผิวซีด และเนื้อตาย แม้จะได้รับการรักษาอย่างดีในห้องผู้ป่วยวิกฤต แต่สุขภาพของคนไข้ก็แย่ลงๆ จนอวัยวะภายในล้มเหลว

นอกจากนี้ ในรายงานยังเตือนเจ้าของสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขและแมวอีกว่า หากมีอาการคล้ายกับเป็นไข้แต่ร่วมกับอาการผิดปกติอื่นให้รีบไปพบแพทย์

ทั้งนี้ สตีเฟ่น โคล อาจารย์ภาควิชาสัตวแพทย์จุลชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยสัตวแพทย์แห่งเพนซิลเวเนีย เผยว่า แบคทีเรีย capnocytophaga canimorsus เป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในน้ำลายสุนัขและมักจะไม่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรง ทว่ากับผู้ได้รับเชื้อบางรายแบคทีเรียนี้อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง แต่เกิดขึ้นได้ยากมาก

นอกจากชายชาวเยอรมันแล้ว เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา หญิงชาวอเมริกันต้องถูกตัดแขนและขา เนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรียชนิดเดียวกันจากการถูกลูกสุนัขที่เลี้ยงไว้เลียบาดแผล

ภาพ : European Journal of Case Reports in Internal Medicine