ญี่ปุ่นเผยไทยขนยาเข้าประเทศผ่าน”นาริตะ”มากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607816

  • วันที่ 29 พ.ย. 2562 เวลา 11:33 น.

ญี่ปุ่นเผยไทยขนยาเข้าประเทศผ่าน"นาริตะ"มากสุด

ทางการญี่ปุ่นเผยสถิติจับลักลอบยาเสพติดผ่านสนามบินมากสุดเป็นประวัติการณ์ พบต้นทางจากไทยอันดับหนึ่ง

อาซาฮี ชิมบุน รายงานว่า สำนักศุลกากรนาริตะได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา เกี่ยวสถิติการจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดผ่านสนามบินนาริตะ โดยพบว่าช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ศุลกากรนาริตะตรวจพบการลักลอบขนยาเสพติดสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการจับกุมมา โดยหากเทียบกับสถิติการจับกุมของปีที่แล้ว ในแง่ของคดีเพิ่มขึ้น 4.3% ขณะที่สัดส่วนยาเสพติดที่ยึดได้เพิ่มเป็น 6.8%

จำนวนผู้ถูกจับกุมเมื่อตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 133 ราย ปริมาณยาเสพติดที่จับกุมได้รวม 272 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งในแการจับกุมหากเทียบกับปี 2011 ซึ่งเคยจับได้มากสุด 116 ราย ขณะที่ปี 2013 ญี่ปุ่นเคยยึดยาเสพติดได้มากสุดรวม 269 กิโลกรัม ซึ่งจากทั้งสองสถิตินั้นพบว่าหากเทียบกับช่วง10เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ ได้ทำลายสถิติทั้งในแง่จำนวนผู้กระทำผิดและปริมาณยาเสพติดที่ญี่ปุ่นเคยจับได้

รายงานระบุว่า ยาเสพติดที่จับได้ส่วนใหญถูกลักลอบผ่านการโดยสารสายการบินต้นทุนต่ำที่มีต้นทางจากประเทศไทย

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศุลกากรนาริตะพบชายแคนาดาถูกจับหลังพบว่าพยายามลักลอบขนยาเสพติดจากแคนาดาเข้าญี่ปุ่น เป็นปริมาณมากถึง 30 กิโลกรัม ผ่านทางสนามบิน ซึ่งถือเป็นการยึดยาเสพติดล็อตใหญ่สุดเท่าที่เคยพบผ่านวิธีการขนทางสนามบิน

ขณะที่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้จับหญิงไทย 8 คน พยายามลักลอบขนยาเสพติดน้ำหนักรวม 8 กิโลฯ ผ่านการซ่อนไว้ตามส่วนต่างๆของร่างกายรวมถึงภายในอวัยวะเพศ โดยพบว่าทั้ง 8 ทำทีเดินทางเข้าญี่ปุ่นผ่านสายการบินต้นทุนต่ำที่มีต้นทางจากไทย

ญี่ปุ่นยังพบว่าผู้ลักลอบหลายรายได้ใช้กลอุบายในการทำทีเดินทางท่องเที่ยว ด้วยวิธีแบบ “shotgun” หรือการกระจายตัวกันขน บางรายอาจใช้วิธีโดยสารมาในเที่ยวบินเดียวกัน ทั้งนี้ทางสำนักตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรนาริตะจะหารือเพื่อเตรียมมาตรการรับมือสำหรับปีต่อไป

ที่มา : https://www.asahi.com/articles/ASMCW5PX9MCWUDCB010.html

File Photo : Kyodo

ทรัมป์ทำเซอร์ไพรส์เยือนอัฟกานิสถาน เผยตอลีบานต้องการเจรจา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607810

  • วันที่ 29 พ.ย. 2562 เวลา 10:42 น.

ทรัมป์ทำเซอร์ไพรส์เยือนอัฟกานิสถาน เผยตอลีบานต้องการเจรจา

ปธน.ทรัมป์ สร้างเซอร์ไพรส์เยี่ยมทหารสหรัฐในอัฟกานิสถาน พร้อมเผยว่ากลุ่มตอลีบานต้องการเปิดการเจรจาอีกครั้ง

ช่วงคืนของวานนี้ (28 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นในกรุงคาบูล ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการพักผ่อนช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลขอบคุณพระเจ้า ได้เดินทางโดยเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน จากรัฐฟลอริด้ามายังฐานทัพสหรัฐ Bagram Air Field ในอัฟกานิสถาน เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจเหล่าทหารสหรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในอัฟกานิสถานช่วงวันหยุดเทศกาลขอบคุณพระเจ้า

การมาเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอัฟกานิสถานครั้งแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยผู้นำสหรัฐใช้เวลาอยู่ราว 3 ชั่วโมง

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทักทายทหารสหรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในต่างแดน พร้อมเสิร์ฟไก่งวงแก่เหล่าทหาร

นอกจากการเยี่ยมให้กำลังใจแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้เผยอีกว่า ทางกลุ่มตอลีบาน ได้ยื่นข้อเสนอเปิดการเจรจาสองฝ่ายอีกครั้ง หลังจากที่สหรัฐและตอลีบานยุติการเจรจาไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากการที่ทางกลุ่มได้ก่อเหตุโจมตีด้วยคาร์บอมบ์ในกรุงคาบูล ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บไป 12 หนึ่งในนั้นคือทหารสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบางฝ่ายมองว่าความเคลื่อนไหวของทรัมป์ครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หาเสียง แต่ความหวังที่จะรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพระหว่างสองฝ่ายเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่ทั้งสองแลกเปลี่ยนกันปล่อยตัวประกัน โดยทางอัฟกานิสถานปล่อยแกนนำกลุ่ม 3 ราย ขณะที่ตอลีบานได้ปล่อยสองตัวประกันชาวสหรัฐ

“ซูจี ขอเกาหลีใต้ช่วยปั้นบอยแบนด์เมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607788

  • วันที่ 28 พ.ย. 2562 เวลา 18:57 น.

"ซูจี ขอเกาหลีใต้ช่วยปั้นบอยแบนด์เมียนมา

อองซาน ซูจี ขอผู้นำเกาหลีใต้ช่วยเทรนนิ่ง “Project K” กลุ่มศิลปินบอยแบนด์ของเมียนมา

สำนักข่าวอารีรังของเกาหลีใต้รายงานเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนนครปูซาน เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอด ASEAN-Korea summit ได้กล่าวต่อประธานาธิบดี มุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ ในประเด็นความร่วมมือด้านการทูต โดยนางซูจีได้ร้องขอให้เกาหลีใต้ช่วยฝึก “Project K” กลุ่มศิลปินบอยแบนด์ของเมียนมา

ประธานาธิบดีมุน กล่าวว่า การฝึกวง Project K นั้นสามารถเป็นความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์ระหว่างสองประเทศได้ รวมถึงให้คำมั่นว่าจะพิจารณาโปรแกรมที่เหมาะสมต่อกลุ่มศิลปินต่างชาติวงนี้

Project K เป็นศิลปินบอยแบนด์สัญชาติเมียนมาที่ทำการแสดงในสไตล์ K-Pop โดยศิลปินกลุ่มนี้ยังได้รับรางวัลที่สองจากการแข่งขัน K-Pop International Cover Dance ที่กรุงโซล เมื่อเดือนที่ผ่านมา

http://www.arirang.com/News/

Panasonic เลิกผลิตชิป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607785

  • วันที่ 28 พ.ย. 2562 เวลา 18:25 น.

Panasonic เลิกผลิตชิป

Panasonic ยักษ์ใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่น ยกธงขาวสู้ชิปจีน-เกาหลีไม่ได้ ขายธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ให้ไต้หวัน

บริษัท พานาโซนิค ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า มีแผนเลิกกิจการในธุรกิจการผลิตชิป หรือ เซมิคอนดักเตอร์ โดยมีแผนทำการขายกิจการในส่วนดังกล่าวให้กับบริษัท Nuvoton Technology Corp. ของไต้หวัน เป็นมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ (ราว 7,560 ล้านบาท) ภายในช่วงเดือนมิถุนายนปีหน้า

รายงานระบุว่า การเลิกสายธุรกิจผลิตเซมิคอนดักเตอร์นี้ จะไม่กระทบต่อพนักงานที่มีอยู่ราว 2,400 คน ทั้งในโรงงานที่ญี่ปุ่น และในต่างประเทศ

ช่วงปีที่ผ่านมา พานาโซนิคได้ขายโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ทั้งในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยหากย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 พานาโซนิคเคยเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก

ทว่าช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ การแข่งขันในธุรกิจผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ของโลกกำลังแข่งขันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะผู้ผลิตสัญชาติจีน และเกาหลีใต้ ดังจะสังเกตได้จากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์สัญชาติจีน และเกาหลีใต้ที่ออกผลิตภัณฑ์หลากชนิดแข่งกันตีตลาดทั่วโลก

เช่นเดียวกับสายธุรกิจการผลิตจอแอลซีดี (LCD) ที่พานาโซนิคประกาศยุติการผลิตภายในปี 2021 เช่นกัน เนื่องจากเผชิญการแข่งขันอันดุเดือดจากผู้ผลิตสัญชาติจีนและเกาหลีใต้ที่ครองส่วนแบ่งตลาดจอ LCD ทั่วโลก

ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของพานาโซนิคขาดทุน 215 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,500 ล้านบาท)

การขายธุรกิจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่บริษัทต้องการจะลดต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ราว 100 พันล้านเยน (920 ล้านเหรียญสหรัฐ) ภายในสิ้นปีนี้ในเดือนมีนาคม 2022

เกาหลีใต้แบนเบียร์ญี่ปุ่น ยอดส่งออกเหลือศูนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607763

  • วันที่ 28 พ.ย. 2562 เวลา 16:17 น.

เกาหลีใต้แบนเบียร์ญี่ปุ่น ยอดส่งออกเหลือศูนย์

กระแสแบนสินค้าญี่ปุ่นในเกาหลีใต้ ทำยอดส่งออกเบียร์ญี่ปุ่นไปแดนกิมจิเดือนตุลาคมลดเหลือ 0

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า จากการเปิดเผยข้อมูลของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นพบว่า ยอดการส่งออกเบียร์สัญชาติญี่ปุ่นไปยังตลาดในเกาหลีใต้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาหดตัวเหลือ 0 เมื่อเทียบกับยอดในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มูลค่าการส่งออกเบียร์จากญี่ปุ่นไปยังเกาหลีใต้มีมูลค่าถึง 800 ล้านเยน ( กว่า 227 ล้านบาท)

ตลาดเกาหลีใต้ถือเป็นผู้บริโภคเบียร์หลักของญี่ปุ่น หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของการส่งออกเบียร์ไปทั่วโลกของเบียร์สัญชาติญี่ปุ่น

ยอดการส่งออกเบียร์ที่เหลือศูนย์ของญี่ปุ่นครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากเดือนกันยายนที่ผ่านมา ยอดส่งออกเบียร์ไปเกาหลีใต้ร่วงถึง 99.9% เทียบกับช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว นับเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรมเบียร์ของญี่ปุ่น โดยบริษัทเบียร์แดนอาทิตย์อุทัยที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ Kirin, Asahi และ Sapporo

นอกเหนือจากเบียร์แล้ว สินค้าประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สาเก และเสื้อผ้า แบรนด์ญี่ปุ่นที่ส่งออกไปจำหน่ายในเกาหลีใต้ก็หดตัวเช่นกัน

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างโตเกียวและโซลได้ลดลงถึงจุดต่ำสุดในรอบหลายปี อันสืบเนื่องจากข้อพิพาทเรื่องการที่เกาหลีใต้ขอให้ญี่ปุ่นจ่ายชดเชยการบังคับใช้แรงงานเกาหลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เรื่องดังกล่าวส่งผลให้ญี่ปุ่นใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าต่อเกาหลีใต้ จนนำไปสู่การปลุกกระแสชาตินิยมในเกาหลีใต้ให้บอยคอตสินค้าญี่ปุ่น

รัสเซียพบฟอสซิลแช่แข็งอายุ 18,000 ปี แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นหัวของตัวอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607743

  • วันที่ 28 พ.ย. 2562 เวลา 14:58 น.

รัสเซียพบฟอสซิลแช่แข็งอายุ 18,000 ปี แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นหัวของตัวอะไร

ทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซียพบฟอสซิลดึกดำบรรพ์อายุถึง 18,000 ปีที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่นักวิทย์กลับไม่แน่ใจว่าเป็นหัวของสุนัขหรือหมาป่ากันแน่

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซียได้ค้นพบซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ที่ถูกแช่แข็งและยังคงมีสภาพสมบูรณ์อย่างมากที่บริเวณใกล้กับเมือง ยาคุตสค์ ในแถบไซบีเรียตะวันออก

จากการตรวจสอบของนักบรรพชีวินวิทยาในสวีเดนพบว่า ซากของสัตว์จำพวกสุนัขตัวนี้ยังคงมีขนและฟันที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก เนื่องจากถูกแช่แข็งโดยอาการในภูมิภาคไซบีเรียอันหนาวเหน็บ โดยจากการตรวจหาค่าคาร์บอนพบว่า ฟอสซิลนี้มีอายุเก่าแก่มากถึง 18,000 ปี แต่ทว่าจากการตรวจสอบ DNA เพื่อระบุชนิดของสิ่งมีชีวิต นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามันคือสุนัข หรือ หมาป่ากันแน่

 

David Stanton นักวิจัยจากศูนย์บรรพชีวีนวิทยาของสวีเดน กล่าวว่า จากการตรวจสอบและเก็บมูล ซากนี้มีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง คือทั้งหมาป่า และสุนัข

“เรามีข้อมูลจำนวนมากอยู่แล้วและด้วยจำนวนข้อมูลนั้นคุณคาดว่าจะบอกได้ว่ามันเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ความจริงที่ว่าเราไม่อาจแนะนำได้ว่ามันมาจากประชากรที่เป็นบรรพบุรุษของทั้งสุนัขและหมาป่า”

 

Stanton บอกว่า ความน่าสนใจของซากฟอสซิลตัวนี้คือ มันอยู่ในช่วงเวลาของวิวัฒนาการจากหมาป่ามาสู่สุนัขในปัจจุบัน

“เราสนใจว่าไม่ว่าจะเป็นสุนัขหรือหมาป่าหรือบางทีมันเป็นอะไรที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสอง”

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์วางแผนที่จะใช้การทดสอบข้อมูลจีโนมเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟอสซิลชนิดนี้เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นกำเนิดของมัน

สหรัฐจ่อหั่นงบฯหนุน NATO

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607707

  • วันที่ 28 พ.ย. 2562 เวลา 12:22 น.

สหรัฐจ่อหั่นงบฯหนุน NATO

เดิมทีสหรัฐให้เงินหนุน NATO คิดเป็นราว 22% ของงบประมาณ แต่คณะบริหารทรัมป์ต้องการหั่นเงินดังกล่าวเหลือราว 16%

ซีเอ็นเอ็นรายงานโดยระบุแหล่งข่าวเป็นเจ้าหน้าที่ภายในองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ทั้งทางฝั่งยุโรป และในสหรัฐ โดยระบุว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังเตรียมตัดลดเงินสนับสนุนนาโต้

รายงานข่าวดังกล่าว มีขึ้นท่ามกลางคำถามมากมายเกี่ยวกับท่าทีของสหรัฐต่อการรักษาความสัมพันธ์กับบรรดาหลายชาติพันธมิตรในยุโรป

ที่ผ่านมาสหรัฐให้เงินสนับสนุนนาโต้อยู่ที่ราว 22% ของงบประมาณที่ได้รับ ซึ่งครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาสำนักงานใหญ่ รวมถึงการปฏิบัติการทางทหารบางส่วน

เจ้าหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมสหรัฐรายหนึ่งเผยกับซีเอ็นเอ็นว่า คณะบริหารของทรัมป์ต้องการปรับลดงบประมาณในนาโต้ ให้เหลือราว 16% ซึ่งอยู่ในใกล้เคียงกับเยอรมนีซึ่งอยู่ที่ 14.8% แม้ว่าสหรัฐจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าก็ตาม

ทั้งเจ้าหน้าที่สหรัฐและนาโต้ ยอมรับตรงกันว่า การหั่นงบสนับสนุนนี้จะทำให้นาโต้เสี่ยงต่อการขาดดุลงบประมาณ

หลายครั้งที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์ประเทศสมาชิกนาโต้บางชาติที่ไม่ร่วมกันสนับสนุนงบประมาณกับแบบ”แฟร์ๆ” โดยเฉพาะกับเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจที่มีจีดีพีขนาดใหญ่ แต่เยอรมนีไม่ได้จ่ายเงินสนับสนุนในสัดส่วนร้อยละ2% ของจีดีพีประเทศตามข้อตกลงของนาโต้ที่ทุกชาติสมาชิกมีร่วมกัน แม้ว่าก่อนหน้านี้ชาติสมาชิกนาโต้จะให้คำมั่นว่าจะเพิ่มเงินสนับสนุนร่วมกันให้ได้ที่ราว 2% ของจีดีพีในแต่ละประเทศ ภายในปี 2024

ทรัมป์ลงนามกฎหมายฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607690

  • วันที่ 28 พ.ย. 2562 เวลา 10:34 น.

ทรัมป์ลงนามกฎหมายฮ่องกง

ปธน.ทรัมป์ออกโรงป้องฮ่องกง ลงนามกฎหมายสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกงแล้ว แม้จีนเตือนสหรัฐเตรียมรับผลที่จะตามมา

วันนี้ (28 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตันดี.ซี. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ได้ลงนามใช้กฎหมายสนับสนุนสิทธิและประชาธิปไตยในฮ่องกงแล้วอย่างเป็นทางการและจะมีผลบังคับใช้ในทันที

กฎหมายดังกล่าวมาจากการที่ทั้งสภาผู้แทนฯและวุฒิสภาเห็นชอบร่างบัญญัติมาตรการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง อันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินมาตรการทางการทูตและการลงโทษทางเศรษฐกิจกับฮ่องกง จากเหตุที่ฮ่องกงเกิดการประท้วงรุนแรงมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน

กฎหมายดังกล่าวจะมีผลต่อฮ่องกงอย่างไร?

กฎหมายฉบับนี้มุ่งตรวจสอบว่า รัฐบาลจีนในฐานะผู้ถือแนวคิด 1 ประเทศ 2 ระบบ นั้นยังคงทำตามบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงมีการริดรอนต่อสิทธิของชาวฮ่องกงภายใต้แนวคิดดังกล่าวหรือไม่ โดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐจะต้องทำรายงานประเมินประเด็นดังกล่าวอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ว่าฮ่องกงยังคงอยู่ในสถานะ 1 ประเทศ 2 ระบบที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวฮ่องกง รวมถึงสถานะของฮ่องกงยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเงินในเอเชียอยู่หรือไม่ พื่อให้เป็นไปตามกฎหมายนโยบายสหรัฐ-ฮ่องกง ฉบับปี 1992

หากพบว่ามีการละเมิดในเรื่องดังกล่าว ทางสหรัฐก็จะมีมาตรการดำเนินการคว่ำบาตรในด้านต่างๆต่อเจ้าหน้าที่จีนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ในแถลงการณ์ของทำเนียบขาวยังระบุด้วยว่า การที่ผู้นำสหรัฐลงนามกฎหมายดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้นั้น เป็นไปด้วย”ความเคารพ” ต่อประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และชาวฮ่องกงทุกคน ว่าจะสามารถหาทางออกและยุติความขัดแย้งร่วมกันได้

อย่างไรก็ดี ก่อนการลงนามกฎหมายฉบับนี้ ทางการจีนได้ออกโรงเตือนรัฐบาลสหรัฐก่อนหน้านี้ว่า ให้ระวังผลกระทบที่จะตามมา โดยเฉพาะในแง่ของผลกระทบทางการค้าและการเจรจาการค้าระหว่างสองชาติ

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังลงนามในกฎหมายลูกว่าด้วยการห้ามบริษัทสหรัฐส่งออกสินค้าทางทหารและอุปกรณ์ปราบจลาจล ซึ่งรวมถึงแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง แก่ทางการฮ่องกง เพื่อเป็นไปตามการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในฮ่องกง

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังลงนามในกฎหมายห้ามผู้ประกอบการของสหรัฐส่งออกสินค้าทางทหารและอุปกรณ์ในการควบคุมฝูงชน ที่รวมถึงแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ให้แก่สำนักงานตำรวจฮ่องกง เพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยชนให้แก่พลเมืองฮ่องกง

UN เตือนถ้ายังไม่หยุดปล่อยคาร์บอนหายนะจะมาเยือนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607657

  • วันที่ 27 พ.ย. 2562 เวลา 20:25 น.

UN เตือนถ้ายังไม่หยุดปล่อยคาร์บอนหายนะจะมาเยือนโลก

องค์การสหประชาชาติเตือน โลกจะเผชิญหายนะโลกร้อนถ้านานาประเทศยังไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่านี้และเร็วกว่านี้

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เผยรายงานภาพรวมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ ทั่วโลกประจำปี 2019 (Emissions Gap Report) โดยพบว่า นานาประเทศยังปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 1.5% ต่อปี และเมื่อปีที่แล้วมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 55 กิกะตัน ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นอีก 3.2 องศาเซลเซียสภายในปี 2100

รายงานยังระบุอีกว่า 4 ปีหลังจากการลงนามในข้อตกลงว่าด้วยสภาพอากาศปารีสว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อน ประเทศเหล่านั้นกลับไม่สนใจคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์และยังเดินหน้าปล่อยก๊าซอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง 2 ประเทศที่ปล่อยก๊าซมากที่สุดในโลกอย่างจีนและสหรัฐ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่า หากต้องการรักษาระดับอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากยุคอุตสาหกรรม ทุกประเทศต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 7.6% ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งสามารถทำได้หลายทาง อาทิ ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ่านหิน หยุดการตัดไม้ทำลายป่า หันไปใช้พลังงานทดแทน รวมทั้งลดจำนวนรถยนต์ที่ใช้แก๊สและเชื้อเพลิงดีเซลบนท้องถนน

นอกจากนี้ รายงานของ UNEP ยังจับตาการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศมั่งคั่งในกลุ่มจี 20 ซึ่งปล่อยก๊าซรวมกันเป็นสัดส่วน 78% ของก๊าซที่ทั้งโลกปล่อยออกมา จนถึงขณะนี้มีเพียงสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร อิตาลี และฝรั่งเศสเท่านั้นที่มีเป้าหมายระยะยาวในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลือศูนย์

ส่วนอีก 7 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ และสหรัฐ ต้องลงมือลดการปล่อยก๊าซให้มากกว่าที่ทำอยู่ ขณะที่อีก 3 ประเทศคือ อินเดีย รัสเซีย และตุรกี กำลังดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 15% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่รายงานฉบับนี้ระบุว่าเป้าหมายของทั้งสามประเทศนี้ยังต่ำเกินไปที่จะช่วยโลก

ชาบูหม่าล่าไม่สุกเป็นเหตุ ทำชายจีนพบพยาธิตัวตืดขึ้นสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607655

  • วันที่ 27 พ.ย. 2562 เวลา 18:40 น.

ชาบูหม่าล่าไม่สุกเป็นเหตุ ทำชายจีนพบพยาธิตัวตืดขึ้นสมอง

ชายจีนพบพยาธิตัวตืดในสมอง คาดมาจากการกินชาบูหม้อไฟที่เนื้อปรุงไม่สุก

ชายคนงานก่อสร้างชาวจีนวัย 46 ปี ประสบกับอาการชักเกรงจากการที่พยาธิตัวตืดในสมอง โดยคาดว่าจะเป็นผลมาจากการรับประทานชาบูหม้อไฟที่เนื้อผ่านการปรุงแบบสุกๆดิบๆ

เรื่องดังกล่าวได้รับการเปิดเผยผ่านรายงานที่ตีพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วของโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงของจีน โดยระบุว่า นายจู (นามสมมติ) จากเมือง Luzhou ทางตะวันออกของมณฑลเจ้อเจียง ได้ซื้อเนื้อหมูและเนื้อแกะมาปรุงในชาบูหม้อไฟซุปหม่าล่า

หลังรับประทานซุปหม้อไฟดังกล่าวได้เพียงไม่กี่วัน เขาเริ่มมีอาการเวียนศีรษะ และปวดศีรษะตลอดทั้งวัน ขณะที่ช่วงกลางคืนนายจูพบว่ามีอาการชักเกรงคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก เพื่อนๆในแคมป์คนงานก่อสร้างจึงรีบนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ซึ่งผล CT สแกนพบร่องรอยหินปูนในกระโหลกศีรษะ (intercranial calcifications) แต่ทว่านายจูปฏิเสธการตรวจเพิ่มเติม เนื่องจากไม่มีเงินเพียงพอ ก่อนจะเดินทางกลับบ้าน

อย่างไรก็ตาม อาการของนายจูยิ่งเป็นหนักขึ้น เขาจึงเดินทางไปโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง แพทย์ได้ทำการสแกน MRI กระทั่งพบว่ามีตัวอ่อนพยาธิตืดหมูอยู่ภายในสมอง

หัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงสันนิฐานว่า นายจูติดเชื้อพยาธิตัวตืดผ่านระบบทางเดินอาหารจากการที่เข้ารับประทานเนื้อหมูและเนื้อแกะที่ไม่ได้รับการปรุงสุก

นายจูยังยอมรับผ่านรายงานว่า เขาไม่ได้เคี้ยวเนื้ออย่างละเอียดพอ รวมถึงซุปหม่าล่ารสเผ็ดที่รับประทานนั้นเป็นสีแดง จึงยากจะแยกแยะว่าเนื้อปรุงสุกแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ อาการล่าสุดของนายจูดีขึ้นตามลำดับ หลังแพทย์ทำการรักษาตามขั้นตอน พร้อมลดแรงดันภายในสมองเขาแล้ว

Photo : First Affiliated Hospital of Zhejiang University