Audi เตรียมปลดพนักงานล็อตใหญ่ 9,500 คนใน 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607617

  • วันที่ 27 พ.ย. 2562 เวลา 16:03 น.

Audi เตรียมปลดพนักงานล็อตใหญ่ 9,500 คนใน 5 ปี

Audi ยกเครื่องครั้งใหญ่ ปลดพนักงานเกือบหมื่น หวังลดคอสต์ในองค์กร เปลี่ยนผ่านผลิตรถยนต์ EV

Audi ยักษ์ใหญ่ยานยนต์หรูสัญชาติเยอรมัน ในเครือบริษัท Volkswagen Group ได้เปิดเผยเมื่อวานนี้ (26 พ.ย.) ว่า บริษัทมีแผนเตรียมปลดพนักงานจำนวนมากถึง 9,500 คน ภายในปี 2025 ซึ่งตำแหน่งงานที่จะได้รับผลกระทบนี้คิดเป็น 10% ของบริษัทและล้วนเป็นพนักงานของ Audi ในเยอรมนีทั้งสิ้น

แถลงการณ์ระบุว่า กระบวนการปลดพนักงานนี้จะเป็นไปตามนโยบายเกษียณอายุก่อนกำหนด และการปรับลดพนักงานที่ประจำอยู่ในโรงงาน Audi สองแห่งในเยอรมนี โดยการปรับลดครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลให้ Audi ประหยัดค่าใช้จ่ายนในองค์กรลงถึง 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะช่วยให้บริษัทกลับมาทำกำไรได้ราว 9-11%

นอกจากการปลดพนักงานแล้ว Audi มีแผนเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเตรียมเปิดรับพนักงานใหม่ 2,000 ตำแหน่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้าและแพลต์ฟอร์มดิจิตัล เพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้สและเทคโนโลยีดิจิตัลในรถยนต์แบบเต็มรูปแบบ

ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของ Audi ครั้งนี้ เป็นไปตามกระแสของค่ายรถยนต์หลายบริษัทในเยอรมนีที่เตรียมปรับตัวเข้าสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า เช่นเดียวกับซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ของเยอรมนีอย่าง Bosch และ Continental ก็ประกาศเช่นกันว่าจะมีการปรับลดพนักงานหลายพันครั้งเพื่อลดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ผลกระทบจากการการชะลอตัวในเศรษฐกิจโลก และกฎระเบียบด้านมลพิษอันเข้มงวดในหลายประเทศ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ค่ายรถยนต์ทั้งในเยอรมนีและทั่วโลกต้องปรับตัวเช่นกัน

อย่างไรก็ดี คนงานของ Audi อีกกว่า 50,000 คนจะยังคงทำงานในโรงงานที่ Ingolstadt และ Neckarsulm ต่อไปจนถึงปี 2029 อันเป็นผลสืบเนื่องจากการเจรจาระหว่างบริษัทกับสหภาพแรงงาน

ทั้งนี้ ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา Audi ต้องประสบปัญหายอดขายและกำไรที่ลดลง อันสืบเนื่องจากการที่ Volkswagen ซึ่งเป็นบริษัทแม่ถูกเปิดโปงว่ามีการโกงการตรวจวัดค่าปล่อยไอเสีย จนส่งเสียต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และหันไปซื้อรถยนต์จากค่ายรถคู่แข่งอย่าง Mercedes-Benz และ BMW แทน ประกอบกับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมาเร่ง Audi จึงเร่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดเพื่อหวังชิงส่วนแบ่งจากค่ายรถคู่แข่ง โดยในปีที่ผ่านมา Audi ได้ทำการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วคือ E-Tron และ E-Tron Sportback

“ดูเตอร์เต” โทษโลจิสติกส์ไม่ดี ทำซีเกมส์ปินส์ไม่พร้อมแข่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607589

  • วันที่ 27 พ.ย. 2562 เวลา 14:08 น.

"ดูเตอร์เต" โทษโลจิสติกส์ไม่ดี ทำซีเกมส์ปินส์ไม่พร้อมแข่ง

ผู้นำฟิลิปปินส์อึ้ง หลังพบการจัดแข่งขันซีเกมส์ไม่มีความพร้อม สั่งสอบสวนทันที

สื่อท้องถิ่นฟิลิปปินส์รายงานว่า ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ผู้ทำฟิลิปปินส์ได้เผยหลังเดินทางถึงยังเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลี

เมื่อเดินทางถึงโฆษกประจำทำเนียบผู้นำฟิลิปปินส์ได้เผยว่า ประธานาธิบดีดูเตอร์เต รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก หลังทราบถึงสภาพความไม่พร้อมด้านต่างๆของการจัดการแข่งขันซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ซึ่งส่งผลให้นักกีฬาต่างชาติที่เข้ารวมการแข่งขันได้รับผลกระทบ เช่น การได้รับอาหารไม่ถูกต้องกับหลักศาสนา นักกีฬาไม่ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางหรือการเข้าพักและอื่นๆ

Salvador Panelo โฆษกประจำผู้นำฟิลิปปินส์ยังระบุอีกว่า ประธานาธิบดีดูเตอร์เตทราบดีว่าปัญหาหลักเกิดจากด้านโลจิสติกส์ และคอรัปชั่น ซึ่งเรื่องนี้ทางรัฐบาลจะดำเนินการสอบสวนคณะกรรมาธิการจัดซีเกมส์ (PHISGOC) ทั้งระหว่างการแข่งขันและหลังสิ้นสุดการแข่งขัน ในทันที รวมถึงเตรียมสอบกรณีคบเพลิงมูลค่า 45 ล้านเปโซ ภายในสเตเดียมที่เตรียมใช้จุดไฟในพิธีเปิดการแข่งขันด้วย

ทั้งนี้ สมาคมกีฬาต่างประเทศที่ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันซีเกมส์ ที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ได้มีข้อร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการซีเกมส์แห่งฟิลิปปินส์ในหลายประเด็น ตั้งแต่ปัญหาที่พักนักกีฬาไม่พร้อม สถานที่แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนยังสร้างไม่เสร็จ การคมนาคมรับส่งนักกีฬาจากสนามบินไปยังโรงแรม หรือไปยังสถานที่ฝึกซ้อม รวมถึงการจัดอาหารที่ไม่เพียงพอ

มิชลินปลด 3 ดาว ร้าน “ซูชิจิโร่” เจ้าดังแห่งโตเกียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607576

  • วันที่ 27 พ.ย. 2562 เวลา 12:40 น.

มิชลินปลด 3 ดาว ร้าน "ซูชิจิโร่" เจ้าดังแห่งโตเกียว

มิชลินไกด์ปลดดาว “ซูชิจิโร่แห่งโตเกียว” เหตุไม่เปิดให้คนทั่วไปจองโต๊ะ

มิชลินไกด์โตเกียวเผยว่า ได้ทำการปลดดาวมิชลินจากร้านซูกิยะบาชิ จิโร่ หรือที่รู้จักกันในชื่อร้านซูชิจิโร่ ร้านซูชิดังแห่งกรุงโตเกียว หลังจากที่ร้านแห่งนี้เคยได้รับ 3 ดาวมิชลิน มาตั้งแต่ปี 2007

โฆษกหญิงของมิชลินไกด์โตเกียวอธิบายว่า “เราทราบว่าร้านสึกิยะบาชิ จิโร่ (Sukiyabashi Jiro) ไม่เปิดรับการจองโต๊ะจากคนทั่วไป จึงถือว่าไม่เข้าข่ายการรับรองร้านในมิชลินไกด์ เพราะแนวคิดหลักของมิชลินไกด์คือร้านอาคารที่ทุกคนเข้าถึงได้”

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวนั้นทางร้านซูชิจิโร่ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์หรือแสดงท่าทีใดๆ

สำหรับร้านซูชิจิโร่ เป็นที่รู้จักจากการที่เป็นร้านซูชิในตำนานซึ่งยากต่อการจองโต๊ะเพื่อเข้ารับประทาน ร้านแห่งนี้เปิดดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 1965 โดยนาย จิโร่ โอโนะ ซึ่งปัจจุบันแม้จะอายุ 94 แล้ว แต่เขายังคงดำเนินกิจการร้านซูชิขนาดเล็กที่มีเพียง 10 ที่นั่งแห่งนี้อยู่ในปัจจุบัน

เรื่องราวของ ซูชิจิโร่ เคยได้รับการถ่ายทอดผ่านสารคดีในปี 2011 ที่มีชื่อว่า “Jiro Dreams of Sushi” ยิ่งทำให้ซูชิจิโร่เป็นที่รู้จักของนักชิมทั่วโลก

ครั้งหนึ่ง ร้านแห่งนี้เคยให้การต้อนรับประธานาธิบดีบารัก โอบามา กับนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ มาแล้วระหว่างการเยือนกรุงโตเกียวในปี 2014 ทั้งนี้ มีร้านอาคารในกรุงโตเกียวทั้งหมด 11 ร้านที่ได้รับ 3 ดาวซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดของดาวมิชลิน

Photo : White House

ทรัมป์เล็งยกสถานะ “แก๊งค้ายาเม็กซิโก” เป็นกลุ่มก่อการร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607568

  • วันที่ 27 พ.ย. 2562 เวลา 11:58 น.

ทรัมป์เล็งยกสถานะ "แก๊งค้ายาเม็กซิโก" เป็นกลุ่มก่อการร้าย

หากปธน.ทรัมป์ จัดสถานะให้แก๊งค้ายาเม็กซิโกเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” นั่นหมายความว่าสหรัฐอาจใช้วิธีเดียวที่ใช้กับกลุ่มก่อการร้าย จัดการแก๊งยาเม็กซิโก

เมื่อวานนี้ (26 พ.ย.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีวิทยุทางออนไลน์ว่า เขากำลังพิจารณาประกาศจัดสถานะให้แก๊งค้ายาเสพติดเม็กซิโก อยู่ในประเภทเดียวกับกลุ่มก่อการร้าย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนประธานาธิบดีทรัมป์ เรียกร้องให้มีสงครามปราบปรามยาเสพติด จากการที่เกิดเหตุผู้หญิงและเด็กชาวอเมริกันจากชุมชนคริสตเตียนมอร์มอนทางตอนเหนือของเม็กซิโกถูกแก๊งค้ายาสังหารด้วยปืน

เมื่อนาย Bill O’Reilly พิธีกรในรายการดังกล่าวถามประธานาธิบดีทรัมป์ว่า หากยกสถานะแก๊งยาเม็กซิโกเป็นกลุ่มก่อการร้ายจริง จะมีการใช้โดรนโจมตีรวมถึงยุโธปกรณ์ต่างๆเช่นเดียวกับที่ใช้กับกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์เลี่ยงจะตอบในประเด็นนี้

“ผมยังไม่อยากพูดว่าผมจะทำอะไร แต่พวกเขากำลังจะได้รับมอบหมาย” “ผมจะยกสถานะพวกแก๊งค้ายา และแน่นอน มันไม่ใช่ขั้นตอนอะไรที่ซับซ้อนเลย” ปธน.ทรัมป์ตอบ

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวส่งผลให้รัฐมนตรีต่างประเทศเม็กซิโก ออกมาแสดงท่าทีด้วยการขอเข้าพบนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เพื่อหารือเรื่องดังกล่าวเป็นการส่วนตัวในทันที

โจรกรรมเครื่องเพชรหมื่นล้าน พิพิธภัณฑ์เยอรมนีไม่มีประกันภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607553

  • วันที่ 27 พ.ย. 2562 เวลา 10:58 น.

โจรกรรมเครื่องเพชรหมื่นล้าน พิพิธภัณฑ์เยอรมนีไม่มีประกันภัย

เยอรมนียอมรับ ไม่ได้ทำประกันภัยศิลปวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เดรสเดิน หลังเครื่องเพชรสมบัติราชวงศ์ถูกขโมยไปเป็นมูลค่าถึง 33,000 ล้านบาท

จากกรณีที่เครื่องเพชรและอัญมณีโบราณซึ่งถูกจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ Grünes Gewölbe หรือ Green Vault พระราชวังกลางเมืองเดรสเดิน ในรัฐซัคเซินของเยอรมนี เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา

ความคืบหน้าของเหตุดังกล่าาว ทางตำรวจรัฐซัคเซินเผยว่า ช่วงเวลาราว 05.00 น. กลุ่มคนร้ายซึ่งเชื่อว่ามีกันอย่างน้อยสองคน ได้ใช้วิธีลัดวงจรด้วยการตัดการทำงานของระบบไฟฟ้าและระบบเตือนภัยพิพิธภัณฑ์บริเวณกล่องรวมสายไฟเข้าอาคารที่บริเวรด้านนอกใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำ

จากนั้นคนร้ยได้งัดลูกกรงเหล็กพร้อมทุบกระจกหน้าต่างเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์ โดยภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นคนร้ายสองคนในความมือกำลังกวาดเอาอัญมณีโบราณและเครื่องเพชรหลายรายการก่อนหลบหนีไปทางหน้าต่าง พร้อมกับรถยนต์คันหนึ่งที่จอดรออยู่ด้านนอก

 

ตำรวจยอมและผู้เชี่ยวชาญเกรงว่า เหตุการณ์ปล้นครั้งนี้อาจไม่สามารถติดตามเอาสมบัติล้ำค่ากลับคืนมาได้ และอาจต้องสูญหายตลอดกาล เนื่องจากคนร้ายมักใช้วิธีการแกะเพชรและอัญมณีออกเป็นชิ้นๆเพื่อนำออกขาย

เครื่องเพชรและอัญมณีโบราณที่ถูกโจรกรรมไปครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในคอลเลคชั่นเครื่องประดับราชวงศ์ที่สร้างขึ้นในปี 1723 ในสมัยของพระเจ้าออกัสตัสที่ 2 แห่งโปแลนด์ ทรงดำรงสถานะเป็นผู้ปกครองแห่งซัคเซิน อัญมณีและเครื่องประดับ “อันประเมินค่ามิได้” ที่หายไปประกอบด้วย กริชประดับเพชร เข็มกลัดเพชร สร้อยเพชร และสร้อยไข่มุก อายุเก่าแก่เกือบ 300 ปี รวมมูลค่าถึง 1,000 ล้านยูโร หรือกว่า 33,000 ล้านบาท นับเป็นการโจรกรรมเครื่องเพชรและอัญมณีโบราณที่มีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่

 

 

ด้านทางการรัฐบาลท้องถิ่นรัฐซัคเซิน ซึ่งเป็นผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ Green Vault ใจกลางเมืองเดรสเดินแห่งนี้ ยอมรับว่า ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณของพิพิธภัณฑ์สาธารณะอันจำกัด ทำให้ทางพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ทำประกันภัยสูญหายต่อศิลปวัตถุและอัญมณีที่จัดแสดง

กระทรวงการคลังแห่งรัฐซัคเซินยอมรับเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า การที่พิพิธภัณฑ์ไม่ได้ทำประกันภัยไว้เป็นข้อปฏิบัติตามมาตรฐาน เพราะโดยปกติแล้วหากรัฐต้องรับภาระจ่ายเบี้ยประกันนั้นก่อเกินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อแผนงบประมาณในระยะยาว เนื่องจากเบี้ยประกันจะสูงขึ้นตามระยะเวลา

Julia Ries หัวหน้าฝ่ายศิลปะวัตถุและเครื่องประดับของบริษัทประกันภัย Ergo Group AG กล่าวว่า โดยปกติแล้ว พิพิธภัณฑ์หลายแห่งมักใช้วิธีการแชร์หรือแลกเปลี่ยนการจัดแสดงผลงานระหว่างกัน พวกเขามักจะไม่ใช้วิธีการจัดแสดงคอเล็กชั่นถาวร เนื่องจากงบประมาณของพิพิธภัณฑ์สาธารณะมีจำกัด สมบัติทุกชิ้นมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์งานศิลปะบางชนิดไม่อาจประเมินมูลค่าเป็นเงินได้ หากมันสูญหาย ก็อาจสูญหายไปตลอดกาล

ลูกชายฆ่าพ่อแม่หมกตู้เย็น คดีสะเทือนขวัญเมืองฮุสตัน 54 ปียังปิดไม่ลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607521

  • วันที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 20:00 น.

ลูกชายฆ่าพ่อแม่หมกตู้เย็น คดีสะเทือนขวัญเมืองฮุสตัน 54 ปียังปิดไม่ลง

ย้อนรอย The Icebox Murders หรือฆาตกรรมยัดตู้เย็นในเมืองฮุสตันของสหรัฐที่ยังปิดคดีไม่ลงแม้จะผ่านไปถึง 54 ปีแล้ว

จากประเด็นที่กำลังเป็นที่พูดถึงในบ้านเราอย่างการพบศพหญิงรายหนึ่งถูกฆ่าหั่นศพยัดตู้เย็น โดยผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งคือลูกชายวัย 20 ปีที่ตัดสินใจยิงตัวตาย แต่ก็มีการตั้งข้อสงสัยหลายอย่าง อาทิ ปืนที่ลูกชายใช้ปลิดชีพตัวเองตกอยู่ด้านขวา แต่ผู้ตายถนัดซ้าย เป็นต้น

ในต่างประเทศมีคดีที่คล้ายๆ กับคดีดังกล่าวหลายคดี แต่ที่น่าสนใจคือ คดีฆ่าพ่อแม่หมกตู้เย็นที่เกิดขึ้นที่เมืองฮุสตัน รัฐเทกซัสของสหรัฐเมื่อปี 1965 ซึ่งมีผู้ต้องสงสัยเป็นลูกชายที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นจนถึงตอนนี้ตำรวจก็ยังไม่สามารถคลี่คลายปมสังหารและจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ กลายเป็นหนึ่งในคดีสะเทือนขวัญที่สุดของเมืองฮุสตัน

ย้อนไปเมื่อ 54 ปีที่แล้ว ชาร์ลส์ โรเจอร์ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวและนักบินวัย 43 ปี อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับ เฟร็ด คริสโตเฟอร์ และเอ็ดวินา โรเจอร์ส พ่อและแม่วัย 81 และ 79 ปีตามลำดับ แต่จู่ๆ มาร์วิน มาร์ติน หลานชายติดต่อทั้งคู่ไม่ได้หลายวัน เมื่อมาเคาะประตูบ้านก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงตัดสินใจแจ้งตำรวจ

เมื่อเจ้าหน้าที่พังประตูเข้าไปข้าวของภายในบ้านดูปกติเรียบร้อยดี ยกเว้นอาหารที่ถูกตั้งทิ้งไว้ในห้องนั่งเล่น เจ้าหน้าที่อีกรายที่เปิดตู้เย็นก็พบกับเนื้อที่ผ่านการล้างแล้วแต่ไม่ได้ใส่ถุงห่อหุ้มวางเรียงอย่างเรียบร้อยอยู่ในช่องต่างๆ ตอนแรกเจ้าหน้าที่คิดว่าเป็นเนื้อหมู ทว่าต้องผงะเมื่อกำลังจะปิดตู้เย็นแล้วเหลือบไปเห็นศีรษะมนุษย์ 2 ศีรษะวางอยู่ในช่องแช่ผัก

ทั้งสองศีรษะก็คือศีรษะของสองสามีภรรยา และเนื้อที่เจ้าหน้าที่คิดว่าเป็นเนื้อหมูก็คือชิ้นส่วนแขนขาและลำตัวของทั้งคู่ ต่อมาเจ้าหน้าที่ยังพบอวัยวะภายในของผู้ตายในท่อระบายน้ำใกล้บ้าน ที่บ่งบอกว่าอวัยวะเหล่านี้ถูกควักออกมาหั่นแล้วทิ้งลงชักโครก ขณะที่ชิ้นส่วนที่เหลือไม่เคยถูกพบอีกเลย

บรรดานักข่าวต่างขนานนามคดีนี้ว่า The Icebox Murders หรือ ฆาตกรรมยัดตู้เย็น จากลักษณะการเก็บชิ้นส่วนของเหยื่อไว้ในตู้เย็น

จากการชันสูตรศพพบว่าสองสามีภรรยาถูกฆ่าโหดตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 1965 ซึ่งตรงกับวันพ่อ โดยเฟร็ดผู้เป็นพ่อถูกค้อนทุบที่ศีรษะ ถูกควักลูกตา และอวัยวะเพศถูกตัด ส่วนเอ็ดวินาถูกทุบตีและถูกยิงศีรษะในลักษณะที่เหมือนเป็นการลงโทษ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าร่างของทั้งคู่ถูกหั่นที่ห้องน้ำชั้นบนของบ้านโดยฝีมือของ “บุคคลที่รู้จักการวิภาคของมนุษย์อย่างดี”

แม้ฆาตรกรจะชำระล้างเลือดของผู้ตายอย่างดี แต่เจ้าหน้าที่พบรอยเลือดหลงเหลือในบริเวณบ้าน รวมทั้งในห้องนอนของลูกชาย และเลื่อยเจาะรูกุญแจที่เปื้อนเลือด ส่วนค้อนพบอยู่ในบ้านแต่เจ้าหน้าที่ไม่ยืนยันว่าพบรอยนิ้วมือหรือไม่ แต่กลับไม่พบตัวเจ้าของห้องที่กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง แม้ต่อมาตำรวจจะตามหาตัวเขาแทบพลิกแผ่นดิน แต่ก็ไม่เคยพบลูกชายของบ้านนี้อีกเลย

มีการเปิดเผยหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญว่า ชาร์ลส์เป็นคนรักสันโดษ และมักจะคุยกับพ่อแม่ผ่านกระดาษโน้ตที่สอดผ่านประตู จนเพื่อนบ้านบางคนยังไม่ทราบว่าเจ้าตัวอาศัยอยู่กับพ่อแม่ เพราะมักจะออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่และกลับเข้าบ้านค่ำๆ

จนกระทั่งในปี 1975 หรือ 10 ปีหลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้ชาร์ลส์เป็นบุคคลสาบสูญทางกฎหมาย เพื่อจัดการทรัพย์สิน คดีนี้จึงยังไม่มีการจับกุมผู้กระทำผิดและยังปิดไม่ลงจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี ในปี 1997 ฮิวจ์ การ์เดนเนียร์ เจ้าหน้าที่นิติบัญชีศาสตร์ และมารธา การ์เดนเนียร์ นักสืบมือสมัครเล่น เจ้าของหนังสือ The Ice Box Murders ตั้งทฤษฎีว่าแรงบันดาลใจในการลงมือของชาร์ลส์คือ เขาถูกพ่อแม่ทำร้ายร่างกายและจิตใจตั้งแต่เด็กๆ เมื่อเขาโตขึ้นพ่อแม่ยังโกงที่ดินที่เขาเป็นเจ้าของด้วยการปลอมลายเซ็น อีกทั้งชาร์ลส์ยังเป็นเจ้าของบ้านที่ทั้งสามคนอาศัยอยู่ แต่แม่กลับนำบ้านไปจำนองแล้วเอาเงินไปใช้เสียเอง ทำให้เกิดความโกรธแค้น

นอกจากนี้ สองสามีภรรยากาเดนเนียร์ยังระบุในหนังสืออีกว่า หลังจากลงมือฆ่า ชาร์ลส์หนีไปยังอเมริกากลางแล้วไปเสียชีวิตที่นั่น ซึ่งแม้จะเป็นทฤษฎีที่มีความเป็นไปได้ แต่ก็ยังเป็นเพียงทฤษฎี

สุดท้ายแล้ว โลกนี้อาจไม่ได้คำตอบว่าใครฆ่าสองสามีภรรยา และฆ่าทำไม

ฟาร์มรัสเซียทดลองใช้แว่น VR หวังช่วยให้วัวอารมณ์ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607504

  • วันที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 16:47 น.

ฟาร์มรัสเซียทดลองใช้แว่น VR หวังช่วยให้วัวอารมณ์ดี

ฟาร์มในรัสเซียทดลองให้วัวใส่แว่น VR ส่องทุ่งหญ้าเขียวขจี หวังกระตุ้นน้ำนม

มอสโกไทม์รายงานว่า ฟาร์มแห่งหนึ่งในเมือง Krasnogorsk ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมอสโก กำลังทำการทดลองให้วัวใส่แว่นโลกเสมือนจริง หรือ VR โดยหวังจะสร้างบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับวัว ให้วัวลดความเครียด เพื่อหวังกระตุ้นการผลิตน้ำนมให้มากขึ้น

ฝ่ายสำนักการเกษตรประจำภูมิภาคเผยว่า ” ผูเชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าวัวได้ลดความวิตกกังวลและมีอารมณ์ดีขึ้นต่อปฏิสัมพันธ์ในฝูง”

ทั้งนี้ เกษตรกรในพื้นที่กำลังร่วมมือกับนักพัฒนาและสัตวแพทย์ ในการสร้างซอฟต์แวร์โลกเสมือนจริงผ่านแว่น VR เป็นภาพของทุ่งหญ้าอันอบอุ่นในช่วงฤดูร้อน โดยได้อ้างงานวิจัยจากเนเธอร์แลนด์และในสกอตต์แลนด์ว่า บรรยากาศที่ดีและเงียบสงบจะช่วยเพิ่มการผลิตน้ำนมให้วัวได้ โดยทีมพัฒนาวางแผนที่จะขยายการทดลอง VR หากว่าการทดลองครั้งนี้ให้ผลลัพธ์ในเชิงบวก

“ไมเคิล บลูมเบิร์ก” ทุ่มเกือบพันล้านบาท ซื้อโฆษณาเลือกตั้ง 2020

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607500

  • วันที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 16:05 น.

"ไมเคิล บลูมเบิร์ก" ทุ่มเกือบพันล้านบาท ซื้อโฆษณาเลือกตั้ง 2020

ไมเคิล บลูมเบิร์ก ลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2020 เพราะหวั่นว่า “ปธน.ทรัมป์” จะได้รับเลือกอีกสมัย

เป็นที่ชัดเจนแล้วเมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) ว่ามหาเศรษฐีผู้รวยอันดับ 9 ของโลก และเป็นเจ้าพ่อสื่ออย่าง นายไมเคิล บลูมเบิร์ก วัย 77 ปี ได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการ ลงสมัครในนามพรรคเดโมแครต ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2020

ชื่อของ “ไมค์ บลูมเบิร์ก” เป็นที่สนใจมาโดยตลอด เพราะเคยมีรายงานข่าวมาหลายครั้งว่าเขาอาจตัดสินใจลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่ก็ได้ปฏิเสธข่าวมาโดยตลอด กระทั่งช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามีรายงานข่าวที่ยืนยันว่าบลูมเบิร์กเตรียมลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐในปี 2020

“ผมรู้วิธีว่าจะเอาชนะทรัมป์ได้อย่างไร ผมมีวิธีนั้นอยู่แล้ว และผมจะทำมันอีกครั้ง”

“ผมลงสมัครเพื่อเอาชนะโดนัลด์ ทรัมป์ และสร้างอเมริกาขึ้นใหม่อีกครั้ง เราไม่สามารถทนกับการกระทำอันไร้จริยธรรมและบ้าบิ่นของประธานาธิบดีทรัมป์ได้อีกต่อไป” หนึ่งในคำแถลงเปิดตัวของบลูมเบิร์ก

ขณะเดียวกันก่อนหน้าการประกาศเปิดตัวไม่กี่วัน มีรายงานจาก Advertising Analytics บริษัทด้านสำรวจโฆษณาในสหรัฐ ที่เผยว่า “ไมค์ บลูมเบิร์ก” ได้ทุ่มเงินจำนวนอย่างน้อย 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 936 ล้านบาท ซื้อโฆษณารณรงค์ประชาสัมพันธ์การสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาในหลายรัฐ

 

โดยพบว่าเงินส่วนใหญ่ถูกลงไปกับการซื้อโฆษณาหาเสียงในรัฐฐานเสียงรีพับลิกกัน และถือเป็น “Swing State” ที่มีจำนวน Electoral College หลายที่นั่ง อาทิ ฟลอริด้า โอไฮโอ มิชิแกน ยูทาห์ และเท็กซัส

แม้ว่าข้อมูลยังคงเป็นตัวเลขแบบคราวๆ แต่ทว่ามูลค่าดังกล่าว นับว่าสูงกว่าคราวที่ทีมหาเสียงของบารัค โอบาม่า เคยใช้เงินซื้อโฆษณาที่ 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

รายงานยังระบุด้วยว่า ทีมหาเสียงของเขาอาจใช้เงินในการรณรงค์แคมเปญหาเสียงสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์

ศึกสองมหาเศรษฐี

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ไมค์ บลูมเบิร์ก ระบุว่า เหตุที่เขาลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น เพราะเขารู้สึกกังวลว่าผู้สมัครของเดโมแครตในปัจจุบัน ยังไม่มีใครที่จะสมน้ำสมเนื้อมากพอจะสามารถมีชัยชนะเหนือประธานาธิบดีทรัมป์ในการเลือกตั้งปีหน้าได้ผลโพลจาก Morning Consult ได้สำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้จัดทำผลสำรวจระหว่าง ปธน.ทรัมป์ กับ นายบลูมเบิร์ก ผลโพลระบุว่า คะแนนนิยมของบลูมเบิร์กมีมากกว่าทรัมป์ร้อยละ 6 โดยเขาได้คะแนนที่ 43 ส่วนทรัมป์ได้ที่ 37 แต่นั้นเป็นการสำรวจโพลช่วงสองอาทิตย์ก่อนที่บลูมเบิร์กจะประกาศตัวอย่างเป็นทางการ

แม้ว่าคะแนนนิยมในตัวบลูมเบิร์กของจะสูงกว่าทรัมป์ แต่หากเทียบกับในบรรดาผู้สมัครเดโมแครตด้วยกันแล้ว บลูมเบิร์กอาจต้องสู้ชิงชัยกับดาวเด่นในเดโมแครตหลายราย โดยเฉพาะนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ผู้ประกาศลงชิงตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ และกำลังเป็นดาวเด่นในพรรคเดโมแครต แม้ว่าไบเดนถูกสกัดขาด้วยข่าว “เรื่องอื้อฉาวในยูเครน” จากกรณีการทำธุรกิจของบุตรชายของเขา แต่เดโมแครตก็เดินเกมส์กลับด้วยการใช้กรณีนี้เปิดไต่สวนเพื่อเริ่มกระบวนการถอดถอนทรัมป์ในขณะนี้

 

 

สำหรับ ไมเคิล บลูมเบิร์ก จัดว่าเป็นมหาเศรษฐีนักการเมืองท้องถิ่นนิวยอร์กที่ใครๆก็รู้จัก เขาเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ระหว่างปี 2002-2013

ตัวเขาเคยเป็นสมาชิกมาแล้วทั้งรีพับลิกกัน ก่อนจะผันมาเป็นผู้สมัครอิสระ และล่าสุดลงสมัครในนามเดโมแครต

ในปี 2016 เขาประกาศในที่ประชุมพรรคเดโมแครตว่าจะให้การสนับสนุนนางฮิลลารี่ คลินตัน จากนั้นในปี 2018 ได้ลงสมัครเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งให้เงินสนับสนุนพรรคมากถึง 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนั่นได้ช่วยให้เดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งกลางเทอมได้อีกครั้ง

แม้ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีเจ้าพ่อสื่อผู้รวยที่สุดอันดับ 9 ของโลก แต่ไมค์ บลูมเบิร์ก จัดว่าเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีใจบุญที่บริจาคเงินก้อนใหญ่ให้องค์กรการกุศลมากมาย ประเมินว่าเขาบริจาคเงินให้กับองค์กรต่างๆไปแล้วถึง 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนั่นมากกว่าทรัพย์สินของประธานาธิบดีทรัมป์ สมัยที่ยังเป็นนักธุรกิจอสังหาฯเสียอีก

อย่างไรก็ ขณะนี้ยังยากจะคาดเดาว่า ไมค์ บลูมเบิร์ก จะเป็น “ม้ามืด” ที่สามารถโค่นทรัมป์ได้หรือไม่ เพราะเขาเพิ่งประกาศแคมเปญหาเสียงเพียงไม่กี่วัน รวมถึงเขายังต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนภายในเดโมแครตด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ กลยุทธ์ใช้เงินหาเสียงของบลูมเบิร์กนั้นจะสามารถซื้อใจชาวอเมริกันได้มากน้อยเพียงใด

“ลูอิส” เจ้าโคอาล่าหนีไฟป่า ตายแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607479

  • วันที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 14:04 น.

"ลูอิส" เจ้าโคอาล่าหนีไฟป่า ตายแล้ว

แพทย์จำใจการุณยฆาต “ลูอิส” โคอาล่าหนีไฟป่าออสเตรเลีย

โรงพยาบาล Koala Hospital Port Macquarie ของออสเตรเลียได้เปิดเผยว่า ทางทีมแพทย์ได้ทำการฉีดยาทำการุณยฆาตแก่เจ้าลูอิส (Lewis) โคอาล่าเพศผู้ ที่โด่งดังจากกรณีปรากฎคลิปวิดิโอที่มีหญิงรายหนึ่งถอดเสื้อนอกของตนเองออก ก่อนจะฝ่ากองไฟเข้าช่วยเหลือจากมันจากไฟป่าที่กำลังโหมกระหน่ำในรัฐนิวเซาท์เวลส์

ในแถลงการณ์ระบุว่า เจ้าลูอิสมีสภาพแย่ลงอันสืบเนื่องจากบาดแผลไฟไหม้ โดยในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปเปลี่ยนผ้าพันแผล แต่พบว่าลูอิสมีอาการแย่ลง ทางทีมแพทย์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทำการุณยฆาต

“เป้าหมายของโรงพยาบาลคือสวัสดิภาพของสัตว์ ดังนั้นการตัดสินใจดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์เช่นกัน เราขอขอบคุณทุกการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ เจ้าลูอิสได้รับการช่วยเหลือจากนาง Toni Doherty ที่พบว่ามันกำลังตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเปลวเพลิงจากไฟป่าในเขต Long Flat ทางตะวันตกราว 50 กิโลเมตรของ Port Macquarie

ลูอิสได้รับการตั้งชื่อตาม Ellenborough Lewis ผู้เป็นหลานของนาง Doherty โดยเมื่อมันได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพบว่ามีสภาพบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้อย่างรุนแรงบริเวณมือเท้าแขนและด้านในของขา

นาง Doherty เผยต่อรายการ TodayShow Australia ว่าในวันที่เกิดเหตุเธอกำลังขับรถผ่านบริเวณดังกล่าว กระทั่งเจอโคอาล่าตัวหนึ่งเดินข้ามถนนในสภาพย่ำแย่ เธอจึงตัดสินใจจอดรถก่อนจะถอดเสื้อของตนออก จนเหลือเพียงเสื้อชั้นใน ก่อนจะฝ่าเปลวเพลิงเข้าช่วยโคอาล่าตัวนี้ออกจากก่อนไฟ โดยใช้เสื้อของเธอห่อหุ้มมันไว้แล้วนำส่งโรงพยาบาล

Doherty เผยว่า เธอไม่รู้ว่าการช่วยโคอาล่าต้องทำอย่างไร แต่เธอทำไปตามสัญชาติญาณเท่านั้น และเธอเพิ่งเคยเห็นโคอาล่าร้องไห้เป็นครั้งแรก ภาพการช่วยเหลือลูอิสส่งผลให้ทั่วโลกร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือลูอิสเป็นจำนวนรวมถึง1.66 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

เศรษฐีทุ่ม20ล้านบาท ประมูลสมบัติ “ฮิตเลอร์” หวังเก็บพ้นมือนีโอนาซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607470

  • วันที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 13:14 น.

เศรษฐีทุ่ม20ล้านบาท ประมูลสมบัติ "ฮิตเลอร์" หวังเก็บพ้นมือนีโอนาซี

มหาเศรษฐีเลบานอนทุ่มเงินนับล้าน ประมูลสมบัติส่วนตัวหลายชิ้นของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” มอบให้องค์การยิว

นาย Abdallah Chatila มหาเศรษฐีนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ชาวเลบานอน ได้ทุ่มเงินประมูลเป็นจำนวน 6 แสนยูโร หรือเกือบ 20 ล้านบาท ในการประมูลทรัพย์สินส่วนตัว 10 ชิ้นของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำนาซี โดยนาย Chatila ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุที่ทุ่มเงินไปกับการประมูลครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะต้องการสิ่งของเหล่านี้มาครอบครอง แต่ต้องการไม่ให้สิ่งของเหล่านี้ตกอยู่ในมือของกลุ่มขวาจัดนีโอนาซี ซึ่งแนวคิดดังกล่าวกำลังแพร่ขยายในหลายภูมิภาคของเยอรมนีและยุโรปในขณะนี้

ในจำนวนสิ่งของทั้ง 10 ชิ้นที่นาย Chatila ประมูลมานั้น ชิ้นที่มีมูลค่ามากที่สุดคือหมวกทรงสูงซึ่งฮิตเลอร์เคยใช้งาน ได้ถูกประมูลมาในราคา 50,000 ยูโร (ราว 1.6 ล้านบาท)

 

ภาพ : AFP

 

“กลุ่มชาตินิยมขวาจัดและกลุ่มต่อต้านชาวยิว กำลังแพร่กระจายไปทั่วยุโรปและทั่วโลก … ผมไม่ต้องการให้วัตถุเหล่านี้ตกอยู่ในมือคนผิดและถูกใช้ไปโดยผู้มีเจรตาไม่บริสุทธิ์” นาย Chatila กล่าวกับสื่อท้องถิ่นในสวิสเซอร์แลนด์

นาย Chatila ได้มอบสิ่งของที่ประมูลมาได้ทั้งหมดมอบให้แก่ สมาคม Keren Hayesod ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลของอิสราเอลทั้งนี้ นอกจากนาย Chatilaแ แล้ว ในการประมูลดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันประมูล Hermann Historica ยังมีสมบัติซึ่งเกี่ยวข้องกับนาซีเยอรมนีอีกถึง 147 ชิ้น ที่ถูกนำออกประมูล ซึ่งแม้ว่าการประมูลดังกล่าวจะได้รับเสียงวิจารณ์ แต่ทาง Hermann Historica ระบุว่า ผู้ประมูลหลายรายส่วนใหญ่เป็นพิพิธภัณฑ์ของรัฐ นักสะสม รวมถึงมีขั้นตอนอันรัดกุมที่ป้องกันไม่ให้สมบัติวัตถุเหล่านี้ตกอยู่ในมือนีโอนาซีรองรับไว้แล้ว

Photo : REUTERS