จีนเดินหน้าพัฒนา 6G หลังเพิ่งเปิดตัว 5G ไม่ถึงเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605875

  • วันที่ 09 พ.ย. 2562 เวลา 14:02 น.

จีนเดินหน้าพัฒนา 6G หลังเพิ่งเปิดตัว 5G ไม่ถึงเดือน

จีนเริ่มพัฒนาเทคโนโลยี 6G อย่างเป็นทางการ เพียงไม่กี่วันหลังเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ทั่วประเทศ

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ประกาศจัดตั้งคณะทำงานสองกลุ่ม เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสาร 6G อย่างเป็นทางการ

การประกาศอย่างเป็นทางการของจีนครั้งนี้มีขึ้นในระยะเวลาไม่ถึงเดือน หลังจากที่จีนได้เปิดให้บริการเครือข่ายสื่่อสาร 5G เชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย 3 รายหลักของจีนเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

คณะทำงานสองกลุ่มนี้ กลุ่มแรกจะประกอบด้วยหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา 6G ขณะที่อีกกลุ่มจะประกอบด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์จากยมหาวิทยาลัยและสถาบันทั่วจีนทั้ง 37 แห่ง ซึ่งจะช่วยงานเชิงเทคนิคในการพัฒนาเทคโนโลยี 6G

ปัจจุบันหลายประเทศต่างเร่งพัฒนาแข่งขันด้านเทคโนโลยี 5G โดยเฉพาะจีนกับสหรัฐ ซึ่งเทคโนโลยีชนิดนี้จะส่งผลต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลกในแง่ของการส่งต่อข้อมูลที่มีความเร็วสูงมากกว่า 4G ถึง 20 เท่า ยิ่งจะทำให้การพัฒนาและการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นไปได้อย่างง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไร้คนขับ หรือการใช้เทคโนโลยีการเสมือนจริง (virtual reality) ในด้านต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่นการใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดคนไข้ทางไกล

การเปิดให้บริการ 5G ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการของจีนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังไม่แพร่หลายในการใช้งานปัจจุบันมากนัก แต่ก็เกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดเดิมที่คาดว่าจีนจะเปิดบริการดังกล่าวช่วงต้นปี 2020

ทั้งนี้ แม้ว่าเทคโนโลยี 6G ของจีนนั้นยังอยู่ใน”ขั้นต้น” อีกทั้งยังไม่ชัดเจนในเชิงเทคนิคว่าลักษณะของ6Gในจีนจะเป็นเช่นไร แต่ก็แสดงให้เห็นว่าจีนมุ่งให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออนาคต โดยหวังให้ก้าวต่อไปของจีนในทศวรรษหน้า จีนจะสามารถผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลก ควบคู่กับการเป็นมหาอำนาจทางการค้าในปัจจุบัน

ไฟป่านิวเซาท์เวลส์เผาบ้านออสซี่วอดนับร้อยหลัง คร่าชีวิตแล้ว 2 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605868

  • วันที่ 09 พ.ย. 2562 เวลา 12:19 น.

ไฟป่านิวเซาท์เวลส์เผาบ้านออสซี่วอดนับร้อยหลัง คร่าชีวิตแล้ว 2 ราย

ไฟป่าในรัฐนิวเซาท์เวลส์ลุกลามหนัก เผาบ้านเรือนประชาชนแล้วอย่างน้อย 150 หลัง

ทางการรัฐนิวเซาท์เวลส์เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย จากเหตุการณ์ไฟป่าประจำฤดูแล้งของรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยมีรายงานว่า สถานการณ์ไฟป่าในรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้เผาผลาญบ้านเรือนของประชาชนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 150 หลัง ในหลายพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของรัฐ ตัวเลขผู้สูญหาย 7 ราย ผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย

ออสเตรเลียกำลังเผชิญไฟป่าที่เกิดขึ้นประจำฤดูที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ พบเหตุไฟป่าไหม้ในหลายพื้นที่สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้างทั่วรัฐนิวเซาท์เวลส์มากกว่า 70 จุด สร้างความเสียหายกับพื้นที่รวมเกือบ 1,000 กิโลเมตร

ทางการนิวเซาท์เวลส์ได้สั่งอพยพชาวบ้านหลายพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของรัฐ จรดถึงเมืองฟอร์สเตอร์ซึ่งห่างไปทางเหนือจากนครซิดนีย์ราว 400 กิโลเมตร อีกทั้งยังประกาศให้ไฟป่า17 จุดเป็น สถานการณ์ฉุกเฉิน สืบเนื่องจากกระแสลมแรงและสภาพอากาศที่แห้งแล้งจากการที่มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ อีกทั้งมีปริมาณฝนตกน้อย จึงยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟป่ารุนแรงขึ้นและยากจะควบคุมได้ ทางการส่งทีมนักผจญเพลิงมากกว่า 1,500 นายเข้าควบคุมสถานการณ์

อินสตาแกรมเริ่มซ่อน “ยอดไลค์” ผู้ใช้บางรายในสหรัฐ หวังลดการแข่งกันโพสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605860

  • วันที่ 09 พ.ย. 2562 เวลา 11:24 น.

อินสตาแกรมเริ่มซ่อน "ยอดไลค์" ผู้ใช้บางรายในสหรัฐ หวังลดการแข่งกันโพสต์

“อินสตาแกรม” เริ่มทดลองซ่อนยอดไลค์สำหรับผู้ใช้บางรายในสหรัฐ หวังลดการแข่งขันและแรงกดดันระหว่างผู้ใช้งาน

สื่อต่างประเทศรายงานว่า อินสตาแกรมจะเริ่มทดลองซ่อนยอดไลค์สำหรับผู้ใช้บางรายในสหรัฐในช่วงสัปดาห์หน้านี้ แต่ไม่ได้ระบุว่ามีผู้ใช้งานจำนวนเท่าใดที่เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้

อดัม มอสเซอรี ซีอีโอของอินสตาแกรม ระบุว่า แนวคิดการซ่อมยอดไลค์เป็นความพยายามที่จะลดแรงกดดันสำหรับผู้ใช้อินสตาแกรม โดยลดการแข่งขันระหว่างผู้ใช้งาน

รายงานข่าวระบุว่า อินสตาแกรมได้เริ่มทำการทดลองซ่อนยอดไลค์ในแคนาดาในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก่อนที่จะขยายการทดลองไปยังออสเตรเลีย, บราซิล, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้ใช้งานอินสตาแกรมจะยังคงสามารถเห็นจำนวนไลค์ที่ได้รับสำหรับโพสต์ของตนเองได้ แต่ผู้ใช้อื่นๆ จะไม่สามารถเห็นยอดไลค์รวมเหล่านั้นได้

การขยายการทดลองในสหรัฐนั้นเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า อินสตาแกรมได้เห็นผลลัพธ์ที่ดีจากการซ่อนยอดไลค์ โดยมีการวิจัยที่ได้เชื่อมโยงการใช้โซเชียล มีเดียเข้ากับการเพิ่มขึ้นของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล และในขณะนี้ บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ก็กำลังพิจารณาที่จะยกเลิกการใช้ฟีเจอร์ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของบุคคล

ที่มา : อินโฟเควสท์

ภาพ : เอเอฟพี

ศาลสูงอินเดียเตรียมตัดสิน”คดีอโยธยา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605857

  • วันที่ 09 พ.ย. 2562 เวลา 10:56 น.

ศาลสูงอินเดียเตรียมตัดสิน"คดีอโยธยา"

อินเดียคุมเข้มมุสลิม-ฮินดู หวั่นขัดแย้งบานปลาย หลังศาลฎีกาอินเดียเตรียมพิพากษาสถานะ”มัสยิดบาบรี”

ทางการอินเดียส่งทหารนับพันนายเข้าคุมเข้มยังพื้นที่เมืองอโยธยา เมืองในรัฐอุตตรประเทศ ของอินเดีย จากการที่ในวันนี้ (9 พ.ย.) ศาลฎีกาของอินเดียเตรียมมีคำพิพากษาสถานะการเป็นเจ้าของมัสยิดบาบรีอ อันเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ซึ่งชาวฮินดูและชาวมุสลิม มีประเด็นขัดแย้งกันมานานหลายสิบปี

คาดว่าศาลสูงอินเดียจะมีคำพิพากษามุ่งไปยังประเด็นสถานะความเป็นเจ้าของที่ดินในมัสยิดดังกล่าว ซึ่งคดีได้รับการไต่สวนและเป็นข้อพิพาททางกฎหมายมานานหลายปี

 

สำหรับมัสยิดบาบรี ตามความเชื่อของชาวฮินดูว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ประสูติของพระราม หนึ่งในเทพที่พวกเขานับถือ ชาวฮินดูได้อ้างว่ามีการรื้อถอนโบสถ์พระรามมาสร้างมัสยิดบาบรีเมื่อปี 1728 ตามคำสั่งของพระเจ้าบาบูร์หรือบาบาร์แห่งราชวงศ์โมกุล

ในช่วงนั้นความขัดแย้งระหว่างชาวฮินดูและมุสลิมยังไม่บานปลาย แต่เริ่มมาเป็นประเด็นหลังอินได้รับเอกราชแล้วในปี 1949 ชาวฮินดูได้นำเทวรูปของพระลักษม์ พระราม และนางสีดาเข้าไปไว้ในมัสยิด

ต่อมาปี 1986 ศาลอินเดียตัดสินอนุญาตให้ชาวฮินดูเข้าไปสักการะเทวรูปในพื้นที่มัสยิดได้

กลุ่มฮินดูขวาจัดต้องการให้มีการสร้างโบสถ์พระรามในพื้นที่มัสยิด โดยมีพรรคการเมืองกลุ่มชาตินิยมฮินดูได้ใช้ประเด็นดังกล่าวในการหาเสียงกับชาวฮินดู จากนั้นในปี 1992 เกิดความตึงเครียดระหว่างสองศาสนา จากการที่ชาวอินดูสุดโต่งบุกเข้าทำลายมัสยิดของชาวมุสลิม การทำลายครั้งนั้นกระทบต่อมุสลิมทั้งโลก มีการประท้วงของชาวมุสลิมจนเกิดการปะทะกับชาวฮินดูในหลายเมืองของอินเดีย ทั้งนิวเดลี กัลกัตตา และบอมเบย์ จนมีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 2,000 คน

ศาลสูงอินเดียจะเริ่มมีคำตัดสินในวันนี้เวลา 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของอินเดีย โดยก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาทางการอินเดียได้เสริมกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เมืองอโยธยานับพันนาย พร้อมจัดหน่วยเฝ้าระวังทางไซเบอร์เพื่อจับตาโพสต์ข้อความยั่วยุทั้งก่อนและหลังศาลอินเดียจะมีคำพิพากษา

พนักงานหญิงโวย ชีวิตลำบากเพราะเจ้านายห้ามสวมแว่นสายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605845

  • วันที่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 20:42 น.

พนักงานหญิงโวย ชีวิตลำบากเพราะเจ้านายห้ามสวมแว่นสายตา

ปีนี้ผู้หญิงญี่ปุ่นต้องต่อสู้กับกฎระเบียบการแต่งตัวที่เข้มงวดในที่ทำงานกันหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่การบังคับให้สวมรองเท้าส้นสูง จนตอนนี้ลามมาถึงการห้ามสวมแว่นตาแล้ว

หลังจาก Nippon TV ทีวีท้องถิ่นของญี่ปุ่นออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาเจาะลึกว่าแต่ละบริษัทในแต่ละกลุ่มธุรกิจมีนโยบายห้ามพนักงานหญิงสวมแว่นตาในเวลาทำงานอย่างไรบ้าง ซึ่งออกอากาศไปเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน ก็ทำให้แฮชแท็ก #????? หรือที่แปลว่า ห้ามสวมแว่นตา ติดเทรนด์ในโลกโซเชียล และมีการถกเถียงประเด็นนี้กันอย่างดุเดือดในโลกออนไลน์

Nippon TV พบว่าแต่ละบริษัทต่างมีเหตุผลบังคับไม่ให้พนักงานหญิงสวมแว่นตาต่างๆ กันไป อาทิ สายการบินในประเทศอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย อุตสาหกรรมด้านความงามบอกว่าหากพนักงานสวมแว่นตาจะทำให้ลูกค้ามองเห็นเครื่องสำอางที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าพนักงานไม่ชัด ส่วนเครือร้านค้าปลีกให้เหตุผลว่าการสวมแว่นตาให้ความรู้สึกเย็นชา ขณะที่ร้านอาหารดั้งเดิมบอกว่าแว่นตาไม่เข้ากับชุดกิโมโน

ฝั่งของพนักงานหญิงรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Business Insider Japan ซึ่งทำสารคดีหัวข้อเดียวกันว่า เธอสายตาสั้นและต้องสวมคอนแทคเลนส์แทนแว่นตาวันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ทำให้ดวงตาเธอแห้ง ต้องพกน้ำตาเทียมและคอยหยอดบ่อยๆ ส่วนพนักงานของคลินิคเสริมความงามแห่งหนึ่ง เผยว่านอกจากห้ามสวมแว่นตาแล้ว ที่ทำงานของเธอยังมีข้อห้ามอีกสารพัด เช่น ห้ามมีเส้นขนในบริเวณที่ลูกค้าสามารถมองเห็นได้ ห้ามอ้วน ห้ามทำผิวสีแทน เป็นต้น

ด้านผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางรายถึงกับบอกว่ากฎห้ามพนักงานหญิงสวมแว่นตาไม่ต่างจากกฎเข้มงวดที่บังคับใช้ตามโรงเรียนทั่วประเทศ เช่น การบังคับให้นักเรียนที่มีผมสีอ่อนทำสีผมให้ดำ กำหนดความยาวผม สีชุดชั้นใน และความยาวกระโปรงสำหรับนักเรียนหญิง หรือบางแห่งก็ห้ามนักเรียนหญิงสวมถุงน่องในฤดูหนาว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ผู้หญิงญี่ปุ่นเกือบ 20,000 คนร่วมกันลงชื่อเรียกร้องให้ทางการยกเลิกกฎการแต่งกายในที่ทำงานที่บังคับให้ผู้หฐิงต้องสวมรองเท้าส้นสูง ทั้งๆ ที่บางงานต้องเดินขึ้นถาดอาหารเดินขึ้นลงบันไดวันละหลายรอบ โดยผู้หญิงมองว่าข้อบังคับนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ จนเกิดแฮชแท็ก #KuToo ทว่าทางการก็ยังไม่มีแผนออกกฎหมายให้เป็นไปตามคำเรียกร้องของพนักงานหญิง (อ่านเรื่องนี้ได้ที่ เราจะไม่ทน! สาวญี่ปุ่นล่าชื่อยกเลิกกฎบังคับสวมส้นสูงทำงาน)

ภาพ : อินสตาแกรม @allabout_news

 

มหาเศรษฐีทั่วโลกจนลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605829

  • วันที่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 18:36 น.

มหาเศรษฐีทั่วโลกจนลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ความวุ่นวายทางการเมืองและความผันผวนของตลาดหุ้นทำบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกมีทรัพย์สินลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ทศวรรษ

ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติ UBS เผยรายงานมหาเศรษฐี UBS/PwC Billionaires Report ประจำปี 2019 โดยพบว่าเมื่อปีที่แล้วทรัพย์สินของบรรดามหาเศรษฐีทั่วโลกมีมูลค่าลดลง 388,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 8.539 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนซึ่งมีมหาเศรษฐีมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ธนาคาร UBS คือหนึ่งในสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐและความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเมื่อปีที่แล้วลูกค้าของธนาคารมักจะหลีกเลี่ยงการซื้อขายและเลือกกู้ยืมเงินมากกว่าการสั่งสมเงินสด

รายงานฉบับนี้ระบุว่า ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีจีนลดลง 12.8% เมื่อคิดเป็นหน่วยเหรียญสหรัฐ เนื่องจากความผันผวนของตลาดหุ้นและการอ่อนค่าของค่าเงินหยวน บวกกับเมื่อปีที่แล้วเศรษฐกิจจีนเติบโตในระดับช้าที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ทำให้มหาเศรษฐีบางรายหลุดโผมหาเศรษฐี ถึงกระนั้นก็ยังมีมหาเศรษฐีจีนหน้าใหม่เกิดขึ้นในทุกๆ 2-2.5 วัน

แม้ว่าจำนวนมหาเศรษฐีจากทั่วทุกมุมโลกจะลดลง แต่ในสหรัฐกลับตรงกันข้าม เพราะมีมหาเศรษฐีเกิดใหม่ถึง 33 คนใน 12 เดือน เนื่องจากบรรดาเจ้าของกิจการสายเทคโนโลยียังสั่งสมความมั่งคั่งได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง จอห์น แมทธิวส์ หัวหน้าฝ่ายการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคลของธนาคาร UBS ในสหรัฐ เผยว่า ข้อเท็จจริงนี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐมีความยืดหยุ่น ฟื้นตัวได้เร็ว

อย่างไรก็ดี แม้การฟื้นตัวของตลาดหุ้นในช่วงปลายปีที่แล้วจะช่วยให้มหาเศรษฐีมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ตระกูลที่ร่ำรวยอันดับต้นๆ ของโลกก็ยังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า การแยกตัวจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ไปจนถึงปัญหาภาวะโลกร้อน คนกลุ่มนี้จึงพยายามเก็บเงินสดไว้มากกว่า

เหมืองเยอรมนีระเบิด คนงานติดใต้ดิน 30 ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605818

  • วันที่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 17:38 น.

เหมืองเยอรมนีระเบิด คนงานติดใต้ดิน 30 ชีวิต

เกิดเหตุเหมืองในเยอรมนีระเบิด ทำคนงาน 30 ชีวิตติดอยู่ใต้ดิน ยังไม่ทราบชะตากรรม

สื่อท้องถิ่นเยอรมนีรายงานว่า เมื่อเวลาราว 09.00 น. ของวันนี้ (8 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดระเบิดที่เหมืองแร่โปแตชในเมือง Teutschenthal รัฐแซคโซนี – อันฮัลต์ ทางตะวันออกของเยอรมนี

รายงานระบุว่า เหมืองแห่งนี้ปัจจุบันไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว และแปร่สภาพเปลี่ยนเป็นสถานที่ทิ้งขยะแทน โดยพบว่าคนงานอย่างน้อย 2 คนบาดเจ็บ ขณะที่ยังมีคนงานราว 30 คน ติดอยู่ภายในบริเวณเซฟโซนของเหมืองที่มีอ็อกซิเจนเพียงพอสำหรับการหายใจ อยู่ลึกลงไปใต้ดินราว 700 เมตร ทีมกู้ภัยได้เริ่มกระบวนการช่วยเหลือแล้ว

ภาพ : bild.de

“ของเล่นผู้ใหญ่” มูลค่า 39 ล้านบาท ถูกขโมยหายระหว่างขนส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605815

  • วันที่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 17:19 น.

"ของเล่นผู้ใหญ่" มูลค่า 39 ล้านบาท ถูกขโมยหายระหว่างขนส่ง

ตำรวจอังกฤษเร่งล่าหัวขโมยแอบฉก ‘เซ็กส์ทอย’ มูลค่ารวมล้านปอนด์ จากรถบรรทุกขณะเตรียมส่งออก

สื่ออังกฤษรายงานว่า ตำรวจในมณฑลนอร์ทแธมตันเชอร์ ประเทศอังกฤษเร่งล่าตัวหัวขโมยแอบฉกสินค้าประเภท ‘เซ็กส์ทอย’ จากรถบรรทุกในระหว่างกำลังขนส่ง รวมมูลค่าของสินค้าที่สูญหายถึง 1 ล้านปอนด์ (เกือบ 39 ล้านบาท)

รายงานระบุว่า สินค้าเหล่านี้กำลังอยู่ระหว่างเดินทางจากโรงงานผลิตในเมือง Kettering ไปยังท่าเรือในเมืองFelixstowe ของมลฑลซัฟฟอล์ก

ตำรวจคาดว่าปฏิบัติการโจรกรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาราว 01.00 น ถึง 6.30 น. ของเช้าวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ระหว่างที่รถบรรทุกกำลังแล่นบนถนนสาย A43 ไปยังสาย A14 เนื่องจากพบว่าตัวล็อกท้ายตู้คอนเทนเนอร์มีร่องรอยถูกสกัด

รายการสินค้าที่สูญหายมีมูลค่าตั้งแต่ 2.99 ปอนด์ไปจนถึงแพงสุดที่ 99.99 ปอนด์ รวมมูลค่าที่หายไปทั้งสิ้นถึง 1 ล้านปอนด์

ทั้งนี้ สำหรับบริษัทผู้ผลิตของเล่นผู้ใหญ่สัญชาติอังกฤษรายดังกล่าว เคยได้รับรางวัลออกแบบ”สินค้า”ดีเด่นมาแล้วหลายรายการ โดยบริษัทแห่งนี้มีโรงงานผลิตทั้งในอังกฤษและในจีน

แฟ้มภาพ AFP / ภาพประกอบข่าวไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

วิจัยชี้บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายกับหัวใจด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605809

  • วันที่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 16:18 น.

วิจัยชี้บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายกับหัวใจด้วย

วิจัยล่าสุดยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อันตรายเฉพาะกับปอดเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียกับระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Cardiovascular Research ระบุว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดเสียหาย เพราะมีทั้งนิโคติน สสารที่มีอนุภาคเล็กๆ โลหะ และสารปรุงแต่งรสชาติ

จากการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอพบว่า อนุภาคเล็กๆ ที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตและส่งผลกับหัวใจโดยตรงเช่นเดียวกับการสูดอากาศที่มีมลพิษเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่นิโคตินซึ่งพบในบุหรี่มวนด้วย ทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ส่วนผสมอื่นที่ถูกสูดเข้าไปอาจนำมาสู่การติดเชื้อ เซลล์ในร่างกายถูกสารอุนมูลอิสระทำลาย การไหลเวียนของโลหิตไม่สม่ำเสมอ ส่วนอนุภาคขนาดเล็กเชื่อมโยงกับการเกิดลิ่มเลือดที่ทำให้เส้นเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคความดันสูง บุหรี่ไฟฟ้ายังมีสารฟอร์มัลดีไฮด์ซึ่งถูกจัดอยู่ในสารก่อมะเร็งและทำให้หัวใจของหนูทดลองได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่พบความเป็นไปได้ในการก่ออันตรายของสุขภาพในสารปรุงแต่งให้เกิดกลิ่นต่างๆ ที่รับเข้าสู่ร่างกายผ่านการสูดดมเข้าปอด

ผลวิจัยฉบับนี้มีขึ้นหลังจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ประกาศว่ามีผู้เสียชีวิตจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วอย่างน้อย 37 ราย และมีผู้ป่วยด้วยอาการทางปอดอีกเกือบ 2,000 รายเมื่อเดือนที่แล้ว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าตัวเลขผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 7 ล้านคนในปี 2011 เป็น 41 ล้านคนในปี 2018 เนื่องจากมีรูปลักษณ์และรสชาติที่ดึงดูดผู้ใช้วัยรุ่น อีกทั้งผู้ผลิตยังโฆษณาอย่างหนักหน่วงว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน เฉพาะที่สหรัฐพบนักเรียนมัธยมปลายถึง 1 ใน 4 ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นจาก 2 ปีก่อน 15%

ศึกสองมหาเศรษฐี “ไมเคิล บลูมเบิร์ก” จ่อลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605808

  • วันที่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 16:16 น.

ศึกสองมหาเศรษฐี "ไมเคิล บลูมเบิร์ก" จ่อลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ

เศรษฐีเจ้าพ่อสื่อผู้รวยเบอร์ 9 ของโลก “ไมเคิล บลูมเบิร์ก” อาจลงสมัครสู้ศึกเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีจากทรัมป์

เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า นายไมเคิล บลูมเบิร์ก มหาเศรษฐีผู้รวยเป็นอันดับ 9 ของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ และเป็นเจ้าของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก อาจพิจารณาลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2020 ในสังกัดพรรคเดโมแครต เพื่อหวังชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากทรัมป์

รายงานระบุว่า Howard Wolfson ที่ปรึกษาของนายบลูมเบิร์กระบุว่า เขารู้สึกกังวลว่าผู้สมัครของเดโมแครตในปัจจุบัน ยังไม่มีใครที่จะสมน้ำสมเนื้อมากพอจะสามารถมีชัยชนะเหนือประธานาธิบดีทรัมป์ในการเลือกตั้งปีหน้าได้

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวมาแล้วว่านายบลูมเบิร์กวัย 77 ปีอาจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ลงสมัคร และเลือกสนับสนุนผู้สมัครในสังกัดแดโมแครตแทน

ทั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าอดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กผู้นี้จะลงสมัครหรือไม่ แต่มีรางานว่านายบลูมเบิร์กอาจยื่นสมัครอย่างเป็นทางการในช่วงการเลือกตั้งไพรม์เมรี่ที่รัฐอลามาบา ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 มีนาคมปีหน้า

ขณะที่นิวยอร์กไทมส์อ้างแหล่งข่าวว่า มีโอกาสที่นายบลูมเบิร์กจะยื่นเอกสารการสมัครภายในสัปดาห์นี้

ท่าทีล่าสุดของบลูมเบิร์กมีขึ้นในช่วงเดียวกับที่ สภาผู้แทนฯสหรัฐ ซึ่งนำโดยเดโมแครตเดินหน้าสอบสวนประธานาธิบดีทรัมป์ กรณีที่เชื่อว่าทรัมป์อาจใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดี กดดันนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี้ กรณีการทำธุรกิจของบุตรชายของนายโจ ไบเดน หนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสังกัดเดโมแครจ จึงอาจมองได้ว่านายบลูมเบิร์กหวั่นว่าชะตาของนายไบเดน จะคล้ายกับการแพ้เลือกตั้งของฮิลลารี่ คลินตัน