นักบินกดปุ่มฉุกเฉินผิด ทำสนามบินดัตช์ป่วนคิดว่าถูกไฮแจ็ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605641

  • วันที่ 07 พ.ย. 2562 เวลา 10:46 น.

นักบินกดปุ่มฉุกเฉินผิด ทำสนามบินดัตช์ป่วนคิดว่าถูกไฮแจ็ค

สนามบินสคิปโฮลอัมสเตอร์ดัมวุ่น นักบินสายการบินสเปนเผลอกดปุ่มแจ้งเตือนภัยไฮแจ็ค

ช่วงค่ำของเมื่อวานนี้ (6 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นเนเธอร์แลนด์ เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายที่สนามบินนานาชาติสคิปโฮลอัมสเตอร์ดัม ของเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารพลุกพล่านที่สุดของยุโรป จากการที่นักบินของสายการบิน Air Europa สายการบินสัญชาติสเปนเที่ยวบินที่กำลังจะออกกรุงอัมสเตอร์ดัม ไปยัง กรุงมาดริด เนื่องจากนักบินในเที่ยวบินดังกล่าวเผลอกดปุ่มฉุกเฉินภายในห้องนักบินแจ้งทางสนามบินว่าเครื่องบินถูกจี้ หรือมีการจับตัวผู้โดยสารเป็นตัวประกัน

ส่งผลให้ทางหน่วยฉุกเฉินรุดเข้ามายังพื้นที่สนามบินพร้อมปิดพื้นที่บางส่วนของสนามบินเพื่อความปลอดภัย กระทั่งต่อมาทางสายการบิน Air Europa ได้ออกแถลงขอโทษต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ญี่ปุ่นทิ้งชินคันเซ็น 10 ขบวน เสียหายจมน้ำพายุฮากิบิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605610

  • วันที่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 18:27 น.

ญี่ปุ่นทิ้งชินคันเซ็น 10 ขบวน เสียหายจมน้ำพายุฮากิบิส

บริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออกประกาศปลดระวางรถไฟชินคันเซ็นทั้ง 96 คัน ที่เสียหายจากน้ำท่วมพายุฮากิบิส

สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานว่า นาย Yuji Fukasawa ประธานบริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออก หรือ JR East ได้แถลงข่าวในวันนี้ (6 พ.ย.) ระบุว่าทางบริษัทได้ตัดสินใจปลดระวางรถไฟความเร็วสูงที่ให้บริการในเส้นทางในเส้นทางโฮะกุริกุชิงกันเซ็ง ระหว่างกรุงโตเกียว-คานาซาวะ (Hokuriku Shinkansen) จำนวน 10 ขบวนซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกน้ำท่วมขณะจอดอยู่ภายในศูนย์ซ่อมจังหวัดนากาโนะ จากเหตุพายุฮิกิบิสพัดถล่มญี่ปุ่นเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

รายงานระบุว่าชินคันเซ็นทั้ง 10 ขบวนที่จะปลดระวางนี้ประกอบด้วยตู้โดยสารทั้งสิ้น 96 คัน รวมมูลค่าความเสียหาย 11,800 ล้านเยน

ขณะเดียวกัน รถไฟชินคันเซ็นของบริษัท JR West ซึ่งร่วมวิ่งให้บริการในสายโฮะกุริกุชิงกันเซ็ง ก็จะทำการปลดระวางรถไฟสองขบวนซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมด้วยเช่นกัน

ประธาน JR East กล่าวว่าเหตุที่ต้องปลดระวางรถไฟเกือบทั้งหมดนั้นเนื่องจากระบบมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบเบรกได้รับความเสียหาย จนไม่อาจซ่อมแซมได้ หรือหากบางส่วนซ่อมได้ก็อาจเป็นอันตรายต่อผู้โดยสาร

ทั้งนี้ ประธาน JR East กล่าวว่าบริษัทมีเป้าหมายฟื้นฟูการให้บริการของชินคันเซ็นโฮคุริคุกลับมาเต็มรูปแบบได้ในเดือนมีนาคมปีหน้า รวมถึงจะหามาตรการแผนรับมือป้องกันน้ำท่วมโรงซ่อมบำรุงในอนาคตเพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมจนเสียหายต่อขบวนรถไฟเช่นนี้อีก

ชาวคาตาลันชุมนุมประท้วงราชวงศ์สเปน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605604

  • วันที่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 17:41 น.

ชาวคาตาลันชุมนุมประท้วงราชวงศ์สเปน

ชาวคาตาลันนับพันชุมนุมประท้วงราชวงศ์สเปน เผาพระฉายาลักษณ์กษัตริย์เฟลิเปที่ 6 เหตุไม่พอใจประเด็นเอกราชแคว้นคาตาลัน

สำนักข่าว El PAIS สื่อท้องถิ่นสเปนรายงานเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่าชาวบาร์เซโลน่าจำนวนหลายพันคนได้ชุมนุมประท้วงต่อต้านราชวงศ์สเปน จากการที่สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีเลติเซีย เจ้าหญิงเลโอนอร์ เจ้าหญิงแห่งอัสตูเรียส และเจ้าหญิงโซเฟีย เสด็จพระราชดำเนินไปยังนครบาร์เซโลน่า ในการพระราชทานรางวัล Princess of Girona Awards

 

รายงานระบุว่าผู้ชุมนุมซึ่งเป็นชาวคาตาลันได้รวมตัวกันอย่างน้อย 3 กลุ่มเดินขบวนไปตามถนนทั่วนครบาเซโลนา ได้มีการเผาพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 รวมถึงพร้อมใจชูป้ายข้อความประท้วงสถาบันกษัตริย์ของสเปน และมีการเผาธงชาติสเปน

การเดินขบวนครั้งนี้นับเป็นการสืบเนื่องจากความไม่พอใจต่อราชวงศ์สเปนและรัฐบาลมาดริด จากกรณีความพยาลงประชามติแบ่งแยกแคว้นคาตาลันออกเป็นเอกราชเมื่อปี 2017 จนส่งผลให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองกระทั่งนำไปสู่การที่รัฐบาลมาดริดต้องใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเข้าควบคุมการเมืองของแคว้นคาตาลัน

ความไม่พอใจของชาวคาตาลันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากการที่เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 ทรงมีพระราชดำรัสต่อเหตุการณ์ในคาตาลันว่า การลงประชามติเอกราชของคาตาลันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเป็นการละเมิดต่อหลักประชาธิปไตยและความเป็นเอกภาพของประเทศ

พระบรมราชดำรัสดังกล่าวนั้นทำให้ชาวคาตาลันยิ่งมองว่าราชวงศ์สเปนไม่แยแสต่อข้อเรียกร้องของพวกเขา และยิ่งทำให้มีการต่อต้านราชวงศ์สเปนในแคว้นคาตาลันมากขึ้น

Ernest Maragall แกนนำกลุ่มสนับสนุนสาธารณรัฐคาตาลันกล่าวว่า “ที่เราชุมนุมวันนี้ เพราะเราต้องการคาตาลันที่เป็นสาธารณรัฐ เพราะนั่นคือประชาธิปไตยที่แท้จริงของชาวคาตาลัน กษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ไม่มีค่าใดๆในสายตาเราอีกแล้ว”

 

ด้านผู้สนับสนุนการประท้วง โดยเฉพาะผู้นำกลุ่มสาธารณรัฐคาตาลันนิยมฝ่ายซ้าย เอร์เนสต์ มารากัลล์ ได้ให้ความเห็นว่า “เราต้องการแสดงให้เห็นว่า เราคาตาลันเป็นสาธารณรัฐนิยม สาธารณรัฐคือประชาธิปไตยที่แท้จริง ทั้งกษัตริย์และสถาบันไม่มีค่าอะไรใดๆในสายตาของคาตาลันอีกต่อไป”

 

อย่างไรก็ดี ในพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชาธิบดีในงานพระราชทานรางวัล Princess of Girona Awards พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งเป็นภาษาถิ่นคาตาลัน เช่นเดียวกับ เจ้าหญิงเลโอนอร์ รัชทายาทแห่งสเปนก็ทรงมีพระราชดำรัสเป็นภาษาถิ่นคาตาลันตอนหนึ่งว่า “ดินแดนคาตาลันแห่งนี้จะเป็นสถานที่พิเศษในใจของข้าพเจ้าเสมอ”

หากประมาทอาจจะสาย จับตาปัญหาภาคใต้กับขบวนการรัฐอิสลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605594

  • วันที่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 16:39 น.

หากประมาทอาจจะสาย จับตาปัญหาภาคใต้กับขบวนการรัฐอิสลาม

หลังจากที่ฐานที่มั่นในซีเรียและอิรักของขบวนการรัฐอิสลามถูกปิดล้อมจนกระทั่งหัวหน้ากลุ่มถูกสังหาร ก็เกิดความกังวลขึ้นมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า สมาชิกรัฐอิสลามที่เป็นชาวมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์อาจะเผ่นกลับมาบ้านเกิดแล้วซ่องสุมกำลังคนก่อความวุ่นวายขึ้น

โดยเฉพาะมาเลเซีย มีกลุ่มนิยมรัฐอิสลามลักลอบออกนอกประเทศไปร่วมรบที่ซีเรียถึงหลักร้อยคน แน่นอนว่าไม่เฉพาะแต่ทางการมาเลเซียเท่านั้นที่กังวลเรื่องนี้ ประเทศไทยที่มีปัญหาชายแดนภาคใต้ก็ควรจะกังวลด้วย

ก่อนอื่นเรามาไล่เรียงดูปฏิกิริยาของประเทศในอาเซียนหลังการล่มสลายของศูนย์กลางรัฐอิลามกันก่อน สำนักข่าว Reuters ได้ทำการสัมภาษณ์ เดลฟิน โลเรนซานา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของฟิลิปปินส์ ซึ่งกล่าวว่าอุดมการณ์รัฐอิสลามฝังรากลึกในหมู่เยาวชนมุสลิมที่ไม่ได้รับการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้บนเกาะมินดาเนา แม้ว่าการสังหารผู้นำรัฐอิสลามจะถือเป็นข่าวที่น่าตกใจ แต่จะทำให้กลุ่มชะงักงันเพียงชั่วคราว เพราะองค์กรนี้ฝังรากลึกไปทั่วโลกแล้ว

อาย็อบ ข่าน ไมดิน พิตเชย์ ผู้บัญชาการตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายของมาเลเซียกล่าวกับ Reuters ว่า “เป็นข่าวดี แต่การเสียชีวิตของเขา (ผู้นำรัฐอิสลาม) มีผลสะเทือนเล็กน้อยที่นี่ เพราะปัญหาหลักยังคงเป็นการแพร่กระจายของอุดมการณ์รัฐอิสลาม”

อุดมการณ์รัฐอิสลามคืออะไร? คือการสถาปนารัฐอิสลาม หรือเคาะลีฟะฮ์ สร้างสังคมที่เคร่งครัดในศาสนา ใช้กฎหมายศาสนาในการจัดระเบียบสังคม และมีแนวคิดทำสงครามญิฮาดในระดับโลก ในด้านแนวคิดทางศาสนากลุ่มรัฐอิสลามมีความใกล้ชิดอย่างเหนียวแน่นกับขบวนการวะฮาบีย์ ซึ่งเป็นพวกอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง และขบวนการสะลาฟีย์ ซึ่งมีแนวคิดรื้อฟื้นศาสนาอิสลามให้บริสุทธิ์เหมือนในยุคแรกเริ่ม

ในเรื่องแนวคิดทางศาสนาอาจไม่ใช่ปัญหาน่าวิตกเท่ากับการระดมผู้คนทำสงครามญิฮาดในระดับโลก ทำให้รัฐอิสลามยากที่จะตายเพราะได้ปลูกฝังแนวคิดนี้ไว้ทั่วโลกแล้ว และเอเชียตะวันเออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญ

ขณะที่มินดาเนาเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มติดอาวุธสายรัฐอิสลาม มาเลเซียทำหน้าที่เหมือนเป็น “ศูนย์กลางการแวะพักของผู้ก่อการร้าย” จากการตั้งข้อสังเกตของ The Straits Times สื่อในสิงคโปร์และ The Star สื่อมาเลเซีย

ผู้บัญชาการตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายของมาเลเซียชี้ว่า เพราะนโยบายวีซ่าฟรีสำหรับประเทศในตะวันออกกลางและบางประเทศในแอฟริกาทำให้มาเลเซียเป็นจุดหมายแรกของกลุ่มติดอาวุธข้ามชาติ นับตั้งแต่ปี 2013 สามารถจับกุมผู้ก่อการร้ายชาวต่างชาติได้ถึง 38 รายที่มาใช้มาเลเซียเป็นทางผ่าน

มาเลเซียมักถูกมองว่ามีส่วนกับปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งแน่นอนว่ามาเลเซียมีส่วนจริงๆ เพราะเป็นที่กบดานของกลุ่มเคลื่อนไหวในภาคใต้ เช่น BRN แต่เรายังไม่ทราบชัดเจนว่าการที่มาเลเซียเป็นประเทศทางผ่านของกลุ่มก่อการร้าย มีส่วนทำให้ผู้การการร้ายกลุ่มต่างๆ (เช่นรัฐอิสลาม) เข้ามาเกี่ยวข้องกับภาคใต้ของไทยหรือไม่

คำถามเรื่องอิทธิพลของรัฐอิสลามในภาคใต้ของไทย มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเป้าหมายของขบวนกการใน 3 จังหวัดต่างจากอุดมการณ์ของพวกรัฐอิสลาม เช่น ดร. ดันแคน แมคคาร์โก ผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้บอกกับ Al Araby ว่าการต่อสู้ในภาคใต้นั้นมีพื้นฐานอุดมการณ์ต่างจากรัฐอิสลาม

ขณะที่ดร. ซคารี อาบูซา แห่งสถาบัน National War College ในกรุงวอชิงตัว ถึงกับชี้ว่าการต่อสู้ใน 3 จังหวัดภาคใต้เป็นเรื่องชาตินิยมมลายู-ปาตานีไม่ใช่เรื่องศาสนา โดยเขากล่าวกับ The Diplomat ว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มหลักของไทย ไม่ได้เป็นกลุ่มข้ามชาติในแง่อุดมการณ์ พวกเขาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มุ่งมั่นที่จะสร้างรัฐบ้านเกิด ไม่ใช่รัฐอิสลาม (เคาะลีฟะฮ์)”

หากเป็นไปตามทัศนะนี้ สามจังหวัดชายแดนใต้จึงไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับรัฐอิสลาม แต่นี้่เป็นเพียงข้อสังเกต เราจำเป็นต้องเสาะหาข้อเท็จจริงเพื่อยืนยันว่าทั้ง 2 กลุ่มไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันจริง เพราะถ้าเกี่ยวกันจริงแล้วการปราบปรามจะยิ่งยากขึ้น

หากว่ากันที่หลักฐาน องค์กร Crisis Group ซึ่งศึกษาการเมืองระหว่างประเทซระบุในรายงานเกี่ยวกับภาคใต้ของไทยว่า “นับจนถึงวันนี้ (2017) ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานว่าพวกญิฮาดเข้ามาใน (ภาคใต้ของไทย) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่มแบกแยกดินแดนนี้ เป็นกลุ่มชาตินิยมซึ่งมีเป้าหมายคือการสถาปนารัฐอิสระ”

แต่รายงานนี้ออกมาในปี 2017 ก่อนที่ศูนย์กลางรัฐอิสลามจะล่มสลายและสมาชิกรัฐอิสลามเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะกลับมากบดานที่บ้านเกิด

แต่โปรดสังเกตถึงรายงานจาก Bernama ว่า สมาชิกรัฐอิสลามในมาเลเซียซื้อหาอาวุธมาจากภาคใต้ของไทย เนื่องจากอาวุธปืนเป็นสิ่งที่หายากมากในมาเลเซีย คนๆ นี้คือ “อาแว แวอียา” ชาว จ.นราธิวาส ซึ่งทางการมาเลเซียประกาศจับในฐานะมีความเชื่อมโยงกับรัฐอิสลาม

อย่างไรก็ตามสำนักข่าวอิสรารายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 20 เม.ย.61 ว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ในขณะนั้น) บอกว่านายอาแวนั้น “พบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอส แต่เป็นพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่ชอบคุยโม้โอ้อวด พยายามสร้างการยอมรับในสื่อสังคมออนไลน์ ก็พยายามที่จะอุปโลกน์ตัวเองว่าเป็นบีอาร์เอ็น ว่าเป็นไอเอส”

ดร. อาบูซา เตือนผ่าน Al Araby ว่า หากทางการไทยและมาเลเซียไม่รับมือกับภัยคุกคามของสมาชิกรัฐอิสลาม ก็อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะพวกคนหนุ่มในภาคใต้อาจหมดความอดทนกับการต่อสู้อันยาวนาน จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากนักรบต่างชาติ

อ้างอิง

Martin Petty, Rozanna Latiff. “After Baghdadi death, Southeast Asia expects long fight against Islamic State’s influence” (May 11, 2019). Reuters

Lamont Mark Smith “Malaysia remains a ‘transit hub for terrorists’ – and it’s visa-free travel that makes it a ‘first choice’” (November 6, 2019). Business Insider.

Austin Bodetti. “How the Thai Conflict Is Boosting Islamic State in Malaysia” (October 17, 2018). The Diplomat.

International Crisis Group. “Jihadism in Southern Thailand: A Phantom Menace ” (November 8, 2017).

สำนักข่าวอิสรา. “ผบ.ทบ.ย้ำหนุ่มไทยโยงไอเอสแค่ “คุยโม้” – แต่ทหารคุมตัวยังไม่ยอมปล่อย!” (วันจันทร์ ที่ 23 เมษายน 2561).

มือมีดแฝงตัวเป็นฐานเสียง บุกแทงนักการเมืองฮ่องกงบาดเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605589

  • วันที่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 16:20 น.

มือมีดแฝงตัวเป็นฐานเสียง บุกแทงนักการเมืองฮ่องกงบาดเจ็บ

นักการเมืองฮ่องกงฝ่ายโปรจีนแผ่นดินใหญ่ ถูกคนร้ายแฝงตัวเป็นผู้สนับสนุนแทงบาดเจ็บ ขณะเดินหาเสียง

สื่อฮ่องกงรายงานว่าเมื่อช่วงสายของวันนี้ เกิดเหตุคนร้ายเป็นชายใช้มีดเป็นอาวุธบุกแทงทำร้ายนายจูเนียส โฮ วัย 57 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง นักการเมืองฝ่ายโปรรัฐบาลปักกิ่งจนได้รับบาดเจ็บ ขณะกำลังรณรงค์หาเสียง

ภาพจากคลิปวิดิโอ ระบุว่าคนร้ายได้แฝงตัวทำทีเป็นผู้สนับสนุนนายโฮได้เดินเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้ ขณะที่เขาและสมาชิกพรรคกำลังหาเสียงในเขตเทียนมุน ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองของฮ่องกงใกล้กับชายแดนจีน ก่อนจะทำที่เป็นมอบดอกไม้ให้นายโฮพร้อมขอถ่ายรูป ก่อนจะใช้มีดแทงเข้าที่หน้าอกด้านซ้าย

ในเวลานั้นหนึ่งในทีมงานของนายโฮได้เข้าช่วย จึงถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บด้วยอีกราย ทั้งนี้ในระหว่างลงมือคนร้ายได้ตะโกเป็นภาษาจีนกวางตุ้งประณามนายโฮด้วย

รายงานระบุว่านายโฮยังคงรู้สึกตัวแม้ได้รับบาดเจ็บก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่คนร้ายถูกควบคุมตัวได้ในที่เกิดเหตุ

Photo: Galileo Cheng.

แม้จะยังไม่ชัดเจนถึงมูลเหตุจูงใจในการทำร้ายร่างกายครั้งนี้ แต่ตำรวจเชื่อว่าสืบเนื่องจากสถานการณ์ประท้วงในฮ่องกงที่กินเวลานานกว่า 5 เดือน ซึ่งนายโฮเป็นนักการเมืองฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงในแง่ลบต่อบรรดาผู้ชุมนุมที่ไม่พอใจรัฐบาลฮ่องกง ทั้งยังเคยมีภาพเขาจับมือกับกลุ่มมาเฟียที่หยวนหลง ที่ก่อเหตุทำร้ายผู้ประท้วงฮ่องกงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาด้วย

โบอิ้งจ่องานเข้า อดีตคนวงในเผยปัญหาเครื่อง 787

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605582

  • วันที่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 15:26 น.

โบอิ้งจ่องานเข้า อดีตคนวงในเผยปัญหาเครื่อง 787

โบอิ้งอาจเจองานเข้ารอบใหม่ หลังอดีตคนวงในอ้างบริษัทจงใจละเลยปัญหาระบบออกซิเจนในห้องโดยสารของเครื่อง 787 ดรีมไลเนอร์

ดูเหมือนปีนี้ทั้งปีจะไม่ใช่ปีของโบอิ้งคอมปานี่ ผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์รายใหญ่ของสหรัฐ นับตั้งแต่กรณีการตกสองครั้งของเครื่องโบอิ้ง 737 MAX ซึ่งก็ยังไม่มีทีท่าที่ชัดเจนว่าโบอิ้งจะแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นต่อสายการบินและผู้โดยสารได้อย่างไร

ปัญหา 737 MAX ยังไม่ทันคลี่คลาย ดูเหมือนว่าโบอิ้งอาจกำลังจะเจอกับปัญหาใหม่ สืบเนื่องจากสำนักข่าวบีบีซีได้รายงานโดยระบุถึงนาย John Barnett อดีตผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพของโบอิ้ง ประจำโรงงานโบอิ้งในรัฐเซาท์แคร์โรไลน่า ที่ระบุว่า ระบบออกซิเจนภายในห้องโดยสารของเครื่อง 787 ดรีมไลเนอร์ อาจมีปัญหาออกซิเจนภายในห้องโดยสารไม่เพียงพอ หากเครื่องบินประสบการสูญเสียความดันอากาศ

นาย John Barnett ผู้เคยทำงานเป็นหัวหน้าวิศวกรควบคุมคุณภาพให้กับโบอิ้งมานาน 32 ปี ก่อนจะเกษียณในเดือนมีนาคม 2017 เผยว่า ระบบออกซิเจนในห้องโดยสารของเครื่อง 787 อาจทำงานได้ไม่ถึง 25% ของระบบออกซิเจนทั้งหมดภายในห้องโดยสาร นั่นหมายความว่า หากเครื่องบินเกิดสูญเสียความดันอากาศที่ระดับความสูง35,000 ฟุต ผู้โดยสารบนเครื่องจะหมดสติภายในเวลาไม่กี่วินาที

นาย Barnett อ้างว่าในการทดสอบออกซิเจนในห้องโดยสาร พบว่าโบอิ้งได้ติดตั้งชิ้นส่วนระบบออกซิเจนในห้องโดยสารเครื่อง 787 ที่ไม่เหมาะสมกับการใช้งานและมีเปอร์เซ็นต์ระบบล้มเหลว เพื่อให้เครื่อง 787 สามารถเข้าสู่สายการผลิตได้ทันในปี 2009

นอกจากนี้นาย Barnett ยังเผยอีกว่าในการทดสอบระบบต่างๆของเครื่อง 787 ที่มีกว่า 300 ระบบ พบว่าในจำนวนนี้ 75 ระบบไม่ได้ปรับใช้งานอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ดี ด้านบริษัทโบอิ้งได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่า “ระบบออกซิเจนในห้องโดยสารของเครื่องบินทุกลำที่เราผลิต มีการทดสอบอย่างเข้มงวดหลายครั้งก่อนส่งมอบให้กับสารการบิน รวมถึงทุกระบบของเครื่องบินจะต้องเข้ารับการทดสอบเป็นตามมาตรฐานความปลอดภัยของโบอิ้ง หลังเครื่องบินผ่านการให้บริการแล้วไประยะหนึ่งแล้ว”

อย่างไรก็ดีโบอิ้งได้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ระบบออกซิเจนในห้องโดยสารบางส่วนที่ได้รับจากซัพพลายเออร์ถูกนำไปปรับใช้อย่างไม่เหมาะสม แต่ตอนนี้โบอิ้งได้ทำการแก้ไขโดยการเปลี่ยนระบบดังกล่าว รวมถึงนำชิ้นส่วนที่ผิดพลาดออกจากสายการผลิตแล้ว

ทั้งนี้ เครื่อง 787 ดรีมไลเนอร์นับเป็นเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง โดยนับตั้งแต่ที่มีการผลิตเครื่อง 787 ออกสู่ตลาดการบินโลก ยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแต่อย่างใด ปัจจุบันทั่วโลกมีเครื่องรุ่น 787 ให้บริการมากกว่า 800 ลำ

Photo : Wikimedia Commons

ทักษะภาษาอังกฤษคนไทยหล่น 3 ปีติด รั้ง 74 ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605556

  • วันที่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 13:02 น.

ทักษะภาษาอังกฤษคนไทยหล่น 3 ปีติด รั้ง 74 ของโลก

ดัชนีความสามารถภาษาอังกฤษคนไทยร่วงต่อเนื่อง 3 ปีติด อยู่ในระดับต่ำมาก เวียดนาม อินโดฯ อันดับดีกว่าไทย

Education First ได้เผยดัชนีการจัดอันดับทักษะด้านภาษาอังกฤษจากกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักหรือภาษาราชการ หรือ EF English Proficiency Index ประจำปี 2019 โดยพบว่าปีนี้ ทักษะความสามารถด้านภาษาอังกฤษของคนไทยร่วงต่อเนื่องเป็นปีที่สามติดต่อกัน อยู่ในอันดับที่ 74 จากทั้งหมด100 ประเทศ ได้ผลคะแนนรวม 47.62 ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับต่ำมาก (very low proficiency)

หากย้อนไปในปี 2018 ทักษะความสามารถด้านภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่ในอันดับที่ 64 จากทั้งหมด 88 ประเทศ ด้วยคะแนน 48.54 ขณะที่ปี 2017 อยู่ในอันดับ 53 จากทั้งหมด 80 ประเทศด้วยคะแนน 49.7

จากการจัดอันดับดังกล่าวส่งผลให้ ประเทศไทยกลายเป็นมีคะแนนต่ำสุดเป็นอันดับสามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยในบรรดาประเทศอาเซียนพบว่า สิงคโปร์เป็นอันดับหนึ่งของชาติในอาเซียนที่มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับสูงมาก และถูกจัดเป็นอันดับ 5 ของโลก ตามด้วยฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อยู่ในกลุ่มประเทศเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษระดับสูง

เวียดนามในอันดับ 52 ของโลก ตามด้วยอินโดนีเซียในอันดับ 61 ซึ่งแม้ถูกจัดในระดับ Low Proficiemcy แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าไทย

ส่วนเมียนมาร์และกัมพูชาถูกจัดอยู่ในระดับต่ำมาก (very low proficiency) ตามหลังไทยที่86 และ 94 ตามลำดับ

หากเทียบเป็นรายภาคแล้ว ภาคกลางและภาคเหนือของไทยมีความสามารถทางภาษาอังกฤษสูงกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้เล็กน้อย โดยกรุงเทพมีความเชี่ยวชาญทักษะภาษาอังกฤษมากที่สุดของประเทศ รองลงมาคือนนทบุรี เชียงใหม่ ชลบุรี และขอนแก่น ตามลำดับ

รายงานดังกล่าวยังเตือนว่า ประเทศต่างๆอย่างไทยและกัมพูชา เป็นประเทศที่พึ่งพาเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยงเป็นหลัก แต่ยังคงล้าหลังด้านทักษะภาษาอังกฤษ และอาจได้รับผลกระทบจากการขาดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ด้วยภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศโดยพฤตินัยที่นักท่องเที่ยวใช้สื่อสาร และเป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกจุดหมายปลายทางในการเดินทาง

ทั้งนี้ สำหรับดัชนีความสามารถทางภาษาอังกฤษมากจากการอ้างอิงและการวิเคราะห์ผ่าน 2.3 ล้านคนที่ทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษซึ่งจัดทำโดย Education First

แฟ้มภาพ : Bangkok Post

https://www.ef.com/__/~/media/centralefcom/epi/downloads/full-reports/v9/ef-epi-2019-english.pdf

นิวซีแลนด์ไม่ได้มีดีแค่ “ครีมรกแกะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605540

  • วันที่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 11:06 น.

นิวซีแลนด์ไม่ได้มีดีแค่ "ครีมรกแกะ"

อะไรคือของดีที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักนิวซีแลนด์ แต่หนึ่งในนั้นไม่มีครีมรกแกะ

เมื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับนางจาร์ซินดาร์ อาร์เดิน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ซึ่งเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนซัมมิต

พลเอกประยุทธ์ได้กล่าวตอนรับนายกหญิงนิวซีแลนด์ในประเด็นความร่วมมือหลายด้าน โดยนายกไทยได้ยกย่องการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของนิวซีแลนด์ด้วยการยกตัวอย่างว่า นิวซีแลนด์มีสินค้าส่งออกสำคัญอย่างครีมรกแกะ และกีวี เรื่องดังกล่าวทำให้แม้แต่นางอาร์เดิน นายกนิวซีแลนด์เป็นต้องงงๆว่าครีมรกแกะคืออะไร (sheep placenta) ถึงขนาดที่สื่อในนิวซีแลดน์ต้องลงพื้นที่ทำสำรวจโรงงานสินค้าชนิดนี้ซึ่งขึ้นชื่อในต่างประเทศ แต่กลับไม่เป็นที่รู้จักของคนนิวซีแลนด์

แล้วนิวซีแลนด์มีอะไรดีบ้าง?

สำหรับนิวซีแลนด์ประเทศหมู่ที่สวยงามในแถบแปซิฟิกใต้ ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาเมารีว่า Aotearoa อันแปลว่าดินแดนแห่งเมฆสีขาวแห่งนี้ มีทั้งธรรมชาติอันสวยงามและสิ่งขึ้นชื่อหลายอย่าง โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอสิ่งขึ้นชื่อที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักนิวซีแลนด์มาให้คนไทยรู้จักกัน

มานูก้า ฮันนี่ (Manuka Honey)

สินค้าประเภทสกินแคร์ที่ขึ้นชื่อของนิวซีแลนด์ไม่ใช่ครีมรกแกะ แต่คือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมานูก้า ฮันนี่ หรือน้ำผึ้งมานูก้า ซึ่งเกิดจากการที่ผึ้งไปผสมเกสรกับต้นมานูก้าอันมีแหล่งกำเนิดและเติบโตทางธรรมชาติในนิวซีแลนด์

มานูก้าอันนี้ได้รับการจัดว่าน้ำผึ้งที่มีคุณภาพดีทีสุดในโลก มีคุณสมบัติทางยาที่สามารถใช้บำบัดอาการต่างๆทั้งภายในภายนอก นั่นทำให้สกินแคร์หลายแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศนิยมออกผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของน้ำผึ้งมานูก้า แถมนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนนิวซีแลนด์สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์จากมานูก้าฮันนี่ได้ตามร้านค้าทั่วไป

ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเกิดประเด็นระหว่างนิวซีแลนด์กับออสเตรเลียเรื่องการขึ้นทะเบียนเครื่องหมายการค้ามานูก้าฮันนี่ว่าจะต้องเป็นน้ำผึ้งที่ผลิตจากนิวซีแลนด์เท่านั้น เพราะเป็นพืชท้องถิ่นนิวซีแลนด์ แต่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็มีการผลิตในออสเตรเลียด้วยเช่นกัน

ผลิตภัณฑ์ครีมรกแกะที่ออสเตรเลียก็มีผลิตและจำหน่ายเช่นเดียวกับนิวซีแลนด์ แต่ดูเหมือนนิวซีแลดน์จะให้ความสำคัญกับมานูก้าฮันนี่มากกว่าเพราะเป็นสินค้าที่สร้างชื่อให้นิวซีแลนด์รู้จักไปทั่วโลก

 

 

ผลิตภัณฑ์จากแกะ

ประเมินว่าทั่วนิวซีแลนด์มีแกะราว 29 ล้านตัว มากกว่าประชากรทั้งประเทศที่มีราว 4.9 ล้านคนเสียอีก นั่นหมายความว่าในนิวซีแลนด์มีจำนวนแกะ 6 ตัว ต่อประชากร 1 คน

ทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นอกจากมีประวัติศาสตร์ร่วมกันแล้ว สิ่งที่เหมือนกันของสองประเทศคือผลิตภัณฑ์จากแกะ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า สิ่งทอจากขนแกะ หรือเนื้อแกะแปรรูป และแน่นอนว่าผลิตภัณฑ์จากรกแกะ

นิวซีแลนด์และออสเตรเลียต่างก็มีโรงงานผลิตสกินแคร์จากรกแกะมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่น่าแปลกที่กลับไม่เป็นที่สนใจและเป็นที่รู้จักมากนักจากคนในประเทศ

ตลาดขนาดใหญ่ของสกินแคร์รกแกะมักเป็นประเทศแถบเอเชียอย่างญี่ปุ่น แคนาดา มาเลเซีย เกาหลี ไทย รวมถึงสหรัฐ

ยังไม่ชัดเจนว่าตลาดผลิตภัณฑ์รกแกะในประเทศหรือต่างประเทศมีขนาดใหญ่เพียงใด เนื่องจากยังไม่มีการแกะสถิติที่แน่ชัดของมูลค่าสินค้ารกแกะ แต่จากรายงานของสื่อนิวซีแลนด์ระบุว่าบริษัทแห่งหนึ่งที่ผลิตสกินแคร์รกแกะในนิวซีแลนด์ทำรายได้มากถึง 2.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี

 

 

เมารีและลอร์ดออฟเดอะริง

นิวซีแลนด์ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งชนเผ่าเมารี วัฒนธรรมอันโดดเด่นของชาวเมารีคือการเต้นระบำแบบฮากา (HAKA)  แต่เดิมฮากาถูกแสดงก่อนการต่อสู้เพื่อข่มขู่ศัตรูและใช้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีต้อนรับและกิจกรรมพิเศษอื่น ๆเช่นการต้อนรับบุคคลสำคัญต่างชาติ

หากบ้านเราโชว์ศิลปะรำไทย นิวซีแลนด์ก็มีการระบำแบบฮากา … ในการแข่งขันรักบี้เวิร์ลคัพช่วงที่ผ่านมา ทีมชาตินิวซีแลนด์ก็โชว์การเต้นฮากาเพื่อข่มขวัญทีมคู่แข่งตามธรรมเนียมเช่นกัน

นอกจากวัฒนธรรมชาวเมารีแล้ว นิวซีแลนด์ยังเป็นประเทศขึ้นชื่อด้านการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ .. นับตั้งแต่ภาพยนต์เรื่องเดอะลอร์ดออฟเดอะริงภาคแรกออกฉาย คนทั่วโลกได้รู้จักธรรมชาติอันสวยงามของนิวซีแลนด์ผ่านภาพยนต์ดังกล่าวมากขึ้น

 

 

ภาคการศึกษา

นิวซีแลนด์นอกจากจะมีสินค้าส่งออกด้านการเกษตร รวมถึงการท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันสวยงามแล้ว “ภาคการศึกษาของนิวซีแลนด์” ก็จัดเป็น”ของดี”ที่สร้างชื่อให้กับนิวซีแลนด์เช่นกัน ระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนที่ใดบนโลก ดังจะเห็นได้จากการจัดอันดับของ The economic intelligence unit education for future index จะพบว่านิวซีแลนด์อยู่ในอันดับ 3 ของโลกที่มีระบบการศึกษาเพื่ออนาคตดีที่สุด และเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ

สหรัฐถอนตัวข้อตกลงปารีสประเทศเดียวสะเทือนทั้งโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605510

  • วันที่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

สหรัฐถอนตัวข้อตกลงปารีสประเทศเดียวสะเทือนทั้งโลก

สหรัฐเป็นทั้งประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ก็เป็นแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีแก้ปัญหาโลกร้อนสำหรับประเทศกำลังพัฒนา การถอนตัวจึงกระทบทั้งตัวข้อตกลงรวมถึงทั้งโลก

ในที่สุดประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ก็เริ่มกระบวนการถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงขอองสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นทางการด้วยการแจ้งไปยังองค์การสหประชาชาติ หลังจากทรัมป์ประกาศเจตนารมณ์นี้มาตั้งแต่ปี 2017 ทำให้สหรัฐเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงนี้

ข้อตกลงปารีสเป็นส่วนหนึ่งของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2015 โดยกำหนดว่าประเทศต่างๆ ทั้ง 188 ประเทศรวมทั้งสหรัฐ จะต้องร่วมกันรักษาระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นจากยุคก่อนอุตสาหกรรมเกิน 2 องศาเซลเซียส และจะพยายามเพิ่มขึ้นอีกเพื่อไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

แต่ทรัมป์มองว่าข้อตกลงนี้ทำให้สหรัฐแบกรับภาระหนักกว่าประเทศอื่นและทำให้คนอเมริกันตกงาน ทั้งยังมักตั้งคำถามถึงความไม่ยุติธรรมของข้อตกลงนี้ระหว่างสหรัฐกับประเทศอื่น ครั้งหนึ่งทรัมป์เคยกล่าวว่า ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นตัวการของภาวะโลกร้อนอันดับต้นๆ อย่างจีนและอินเดียไม่ต้องแบกรับภาระหนักเหมือนสหรัฐภายใต้ข้อตกลงปารีส

อันที่จริงข้อกล่าวหาของทรัมป์ว่าข้อตกลงปารีสไม่ป็นผลดีกับเศรษฐกิจของสหรัฐนั้น มีรายงานจากบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 ระบุว่าข้อตกลงปารีสจะช่วยเสริมสร้างให้เกิดการลงทุนมูลค่าราว 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในตลาดภายในปี 2030 จุดนี้นักวิเคราะห์มองว่าเมื่อสหรัฐถอนตัวจะทำให้คู่แข่งรายใหญ่ของสหรัฐเข้ามาแทนที่

ส่วนที่ทรัมป์อ้างว่าข้อตกลงไม่เป็นธรรรมกับสหรัฐนั้น ข้อตกลงปารีสเปิดช่องให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซและการดำเนินการของตัวเอง ไม่มีการบังคับหรือภาระผูกพันว่าสหรัฐต้องทำแบบนี้ จีนหรืออินเดียต้องทำแบบนี้ ต่างกับพิธีสารเกียวโตที่กำหนดพันธกรณีผูกพันต่อประเทศอุตสาหกรรมให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นสหรัฐมีสิทธิ์เสนอเป้าหมายที่คิดว่าเป็นธรรมกับประเทศตัวเองได้

อีกทั้งการประกาศถอนตัวของทรัมป์ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันเริ่มส่งสัญญาณว่าเห็นต่างจากทรัมป์ ผลการสำรวจความคิดเห็นของหลักสูตรการสื่อสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของมหาวิทยาลัยเยลเมื่อช่วงต้นปีพบว่า ชาวอเมริกัน 7 ใน 10 คน คิดว่าภาวะโลกร้อนกำลังเล่นงานโลก และ 6 ใน 10 คนเป็นห่วงสถานการณ์นี้

การถอนตัวของทรัมป์นอกจากจะเป็นการแสดงความไม่รับผิดชอบในฐานะประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 ของโลกและอาจทำให้แผนการลดควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสยากลำบากขึ้น ทั้งในแง่ของการที่สหรัฐเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกตัวการของภาวะโลกร้อนมากเป็นอันดับ 2 ของโลกแล้ว ทั้งในแง่ของการเป็นแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นด้วย

จุดยืนไม่สนใจภาวะโลกร้อนของทรัมป์ยังสร้างความผิดหวังให้กับผู้นำธุรกิจ ภาคธุรกิจของสหรัฐไม่ว่าจะเป็นกูเกิล แอปเปิล และบริษัทอื่นๆ รวมทั้งผู้ผลิตเชื้อเพลิงจากฟอสซิลอย่างเอ็กซอนโมบิล ล้วนเป็นเสียงสำคัญที่สนับสนุนให้ทรัมป์ปฏิบัติตามกรอบข้อตกลงปารีสต่อไป ดาร์เรน วูดส์ ซีอีโอของเอ็กซอนโมบิลถึงกับเขียนจดหมายส่วนตัวไปถึงทรัมป์ว่า “สหรัฐอยู่ในจุดที่แข่งขันได้ในข้อตกลงปารีส และการอยู่ต่อหมายถึงการได้เข้าไปร่วมโต๊ะเจรจาเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม”

อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้นำสหรัฐมุ่งมั่นที่จะถอนตัวจากข้อตกลงปารีส แต่บรรดารัฐบาลท้องถิ่น ภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย และองค์กรต่างๆ ในสหรัฐได้เข้าร่วมกับขบวนการ We Are Still In (พวกเรายังอยู่) ที่เคลื่อนไหวคัดค้านการถอนตัว และปฏิญาณว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงหันไปพึ่งพาพลังงานทดแทนให้มากขึ้น ด้าน ไมเคิล บลูมเบิร์ก ทูตด้านสภาพภูมิอากาศององค์การสหประชาชาติและนักธุรกิจชาวอเมริกัน ประกาศว่า กำลังเร่งระดมเงินทุนมาเติมเงินทุนเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนที่ขาดเหลือซึ่งเกิดจากการถอนตัวของทรัมป์

ทั้งนี้ หากนานาประเทศไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสได้ปัญหาต่างๆ จะตามมามากมายจากการวิจัยขององค์การนาซา ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิสุดขั้ว ประเทศแถบร้อนจะเผชิญกับวันที่มีอากาศร้อนมากขึ้น หากโลกร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ประชากรโลกราว 14% หรือราว 420 ล้านคน จะต้องเจอคลื่นความร้อน 1 ครั้งในทุกๆ 5 ปี

ความแห้งแล้ง การจำกัดไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะความแห้งแล้งในแถบยุโรปใต้ แอฟริกาเหนือ แอฟริกาใต้ อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย นอกจากนี้ ภาวะโลกร้อนยังทำให้น้ำแข็งละลายในอัตราที่รวดเร็วกว่าปกติ พื้นที่แถบชายฝั่งของโลกกว่า 70% จะมีระดับน้ำทะเลเพื่มขึ้น 20 เซนติเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายเมืองที่อยู่ต่ำ ชายหาดถูกกัดเซาะ เป็นต้น

กับดักละเมิดลิขสิทธิ์ ล่อให้คนทำผิดเพื่อที่ตัวเองจะได้มีผลงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605506

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 21:11 น.

กับดักละเมิดลิขสิทธิ์ ล่อให้คนทำผิดเพื่อที่ตัวเองจะได้มีผลงาน

ในทางกฎหมาย มีหลักการหนึ่งซึ่งจำเลยสามารถใช้อ้างความบริสุทธิ์ได้หากถูกล่อลวงให้กระทำความผิด ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Entrapment เป็นหลักการที่ใช้กันในหลายประเทศ

ในประเทศไทยเรามักจะได้ยินเรื่องที่เจ้าหน้าที่ล่อซื้อยาเสพติดหรือล่อซื้อการค้าประเวณี หากความผิดนั้นสำเร็จลงแล้ว เช่น ผู้ค้ายาเสพติดมียาเสพติดไว้ในครอบครอง แล้วตำรวจเพียงแต่ไปล่อซื้อมา ผู้ต้องหาจะอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ไม่ได้

แต่หากยังไม่มีการลงมือทำอะไร แล้วเจ้าหน้าที่หรือใครก็ตามไปล่อให้คนๆ นั้นละเมิดกฎหมาย ก็จะถือเป็นการลวงให้กระทำความผิด หรือ Entrapment กลายเป็นว่าจำเลยไม่ผิด และคนที่ล่อให้ทำผิดอาจจะถูกดำเนินคดีเสียเอง

ส่วนใหญ่การล่อให้กระทำความผิดมักเป็นความทางอาญา บางคดีตำรวจรู้ว่าจำเลยมีแนวโน้มที่จะกระทำความผิด แต่แทนที่จะรอให้อีกฝ่ายบลงมือ ตำรวจกลับไปกระตุ้นให้จำเลยทำความผิด เช่นกรณีของผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายชาวแคนาดาคู่หนึ่ง ชื่อ Nuttall กับ Korody ถูกตำรวจบริติชโคลัมเบียล่อลวงให้ลงมือวางระเบิดเพื่อก่อการร้าย โดยล่อให้ทั้ง 2 เข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติ และหากไม่ปฏิบัติตามเครือข่ายจะเก็บพวกเขา

ศาลบริติชโคลัมเบียชี้ขาดว่าทั้งคู่ไม่มีความผิดและมีคำพิพากษาว่า “โลกเรามีผู้ก่อการร้ายมากพอแล้ว เราไม่ต้องการให้ตำรวจสร้างคนพวกนี้เพิ่มขึ้นมาอีก”

ที่สหรัฐมีใช้ Entrapment มาเป็นข้อแก้ต่างได้หากจำเลยถูกล่อล่วงจากเจ้าหน้าที่รัฐให้กระทำความผิด โดยบริษัทกฎหมาย Hart Powell, S.C. อธิบายเงื่อนไขไว้ว่า 1. แผนการที่จะกระทำความผิดต้องมาจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา 2. เจ้าหน้าที่รัฐโน้มน้าวให้ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดกฎหมาย 3. ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ทำความผิดหากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง

มีเหมือนกันที่ Entrapment ถูกนำมาใช้เป็นตัวล่อให้เป้าหมายทำความผิดคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และมีความฟ้องร้องกัน เช่นกรณีหนึ่งที่เยอรมนีเมื่อปี 2009 มีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ชื่อ Daniel Finger ดาวโหลดคลิปวิดิโอวาบหวิวทางเว็บไซต์แชร์ไฟล์แต่ถูกเจ้าของคลิปฟ้องร้องฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาตอบโต้ว่า เจ้าของลิขสิทธิ์ได้ว่าจ้างบริษัทหนึ่งล่อลวงให้เขาดาวโหลดไฟล์ดังกล่าว ซึ่งเข้าข่าย Entrapment

โดยในกฎหมายของเยอรมนีระบุไว้ชัดเจนว่า “ผู้กระตุ้นให้กระทำ หรือล่อลวงให้กระทำจะต้องรับโทษ หากล่วงให้คนผู้หนึ่งกระทำความผิดกฎหมายโดยตั้งใจ”

ในเมืองไทยเคยมีกรณีหนึ่งเมื่อปี 2540 โดยบริษัท M ได้ว่าจ้างผู้ตรวจสอบเพื่อทำการล่อซื้อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายคอมพิวเตอร์แต่ต้องสงสัยว่าละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ล่อซื้ออำพรางตัวเป็นลูกค้าได้พูดคุยเกี่ยวกับการซื้อคอมพิวเตอร์กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ล่อซื้อขอให้ติดตั้งโปรแกรมสำหรับการเขียนเอกสารและการบัญชีลงในคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในธุรกิจส่วนตัวของเขา ซึ่งจำเลยที่ 3 บอกว่าสามารถติดตั้งโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ฟรีๆ

หลังจากทำการซื้อ ผู้ล่อซื้อนำคอมพิวเตอร์ไปให้ช่างเทคนิคตรวจดูพบว่าโปรแกรมทั้งหมดที่พบเป็นโปรแกรมที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท M จึงทำการฟ้องร้องจำเลยทั้งหมด 3 คน คดีความไปถึงขึ้นฎีกา ปรากฎว่าศาล

ในความเห็นของศาลโจทก์ได้สร้างสถานการณ์ทั้งหมด เพื่อจุดประสงค์ในการดำเนินคดีทางอาญากับจำเลย โดยที่จำเลยไม่ไดมีความคิดที่จะละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแต่ถูกล่อลวงโดยโจทก์ ศาลศาลจึงตัดสินว่า เนื่องจากโจทก์มีส่วนในการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิ์ฟ้องร้องจำเลยได้