ทรัมป์คิดจะใช้อาเซียนสู้จีน แต่ดูถูกอาเซียนเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605487

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 19:44 น.

ทรัมป์คิดจะใช้อาเซียนสู้จีน แต่ดูถูกอาเซียนเกินไป

ทำไมทรัมป์ส่งเบอร์ 31 ในรัฐบาลมาคุยกับเบอร์ 1 ของอาเซียนบทวิเคราะห์โดยกรกิจ ดิษฐาน

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หมดความสำคัญในสายตาสหรัฐไปพักใหญ่ในช่วงที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ต่อมารัฐบาลโอบามาเริ่มกลับมาให้ความสำคัญอีกครั้งแต่ไม่มากเท่าที่ควร จนกระทั่งถึงสมัยของโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงแรกมีความคาดหวังกันว่าทรัมป์จะกลับมาสนใจอาเซียนอีก เพราะปล่อยให้จีนเข้ามาสนิทสนมกับภูมิภาคนี้นานเกินไปแล้ว

แต่ทรัมป์ไม่ใช่พวกที่นิยมโลกาภิวัฒน์แถมยังสนใจแต่ผลประโยชน์ของชาติตัวเอง ทำให้ทรัมป์ไม่รู้จักวิธีถนอมน้ำใจประเทศอื่นๆ โดยเบี้ยวการประชุมอาเซียนซัมมิตถึง 2 ครั้ง ครั้งก่อนยังพอให้อภัยได้ด้วยการส่งไมค์ เพนซ์มาเป็นตัวแทน ซึ่งยังถือเป็นระดับผู้นำของรัฐบาล แต่ในการประชุมที่เมืองไทยคราวนี้ทรัมป์ส่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงมาเป็นตัวแทน เป็นการลดระดับความสำคัญของอาเซียนกันเห็นๆ

ผลก็คือในการประชุมนอกรอบระหว่างสหรัฐ-อาเซียน ในบรรดาสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ มีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่ส่งระดับรัฐมนตรีเข้าประชุม ส่วนที่เหลือคือไทย ลาว และเวียดนามมีระดับนายกรัฐมนตรีเข้าประชุมด้วยตัวเอง

เห็นได้ชัดว่าอาเซียนตอบโต้การเสียมารยาททางการทูตของทรัมป์ด้วยการส่งรัฐมนตรีเข้าประชุม ส่วนผู้นำไม่ยอมเข้ามาร่วมด้วยเพราะถือเป็นการ “ลดตัว” ไปคุยกับระดับที่ต่ำกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การถือตัวแต่เป็นวิธีปฏิบัติทางการทูต ดังเช่นที่คาร์ลอส โดมิงเกซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฟิลิปปินส์กล่าวว่า “ผมเดาว่าบรรดาผู้นำจะเข้าร่วมการประชุมก็ต่อเมื่อมีผู้อยู่ในฐานะเดียวกันมาอยู่ที่นี่”

คำว่าผู้อยู่ในฐานะเดียวกัน คือ counterparts หมายความว่า ผู้นำคุยกับผู้นำ รัฐมนตรีคุยกับรัฐมตนตรี ปลัดคุยกับปลัด ที่ปรึกษาก็ต้องคุยกับระดับที่ปรึกษา หากพลาดไปจากนี้ถือว่าผิดกติกามารยาททางการทูต

เมื่อเราดูที่ลำดับขั้นของผู้บริหารประเทศสหรัฐ (United States order of precedence) ซึ่งเป็นลำดับพิธีการทางการทูต เราจะพบว่าอันดับที่ 1 คือประธานาธิบดี อันดับที่ 2 รองประธานาธิบดี อันดับที่ 3 ผู้ว่าการรัฐต่างๆ อันดับ 4 ประธานสภาผู้แทนราษฎร อันดับ 5 ประธานศาลสูงสุด อันดับ 6 – 7 อดีตประธานาธิบดีและรอง อันดับ 8 – 9 เอกอัครราชทูตประจำประเทศต่างๆ และประจำสหประชาชาติ อันดับ 10 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วข้ามไปยังรัฐมนตรีกระทรวงอื่นๆ ที่อันดับ 15 จากนั้นขอข้ามไปที่ตำแหน่งที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ปรากฎว่าอยู่ในอันดับที่ 31

ยิ่งมาดูกันที่ลำดับการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในกรณีที่ประธานาธิบดีเสียชีวิตหรือลาออกกะทันหัน จะมีการเลื่อนตำแหน่งบุคคลในรัฐบาลขึ้นมาแทน โดยจะให้ความสำคัญกับรัฐมนตรีก่อน ส่วนที่ปรึกษานั้นไม่ได้อยู่ในข่าย

ว่าด้วยศักดิ์และศรีแล้วตำแหน่งนี้ด้อยว่าเอกอัครราชทูตสหรัฐเสียอีก แถมยังด้อยกว่ารัฐมนตรีพาณิชย์วิลเบอร์ รอส ที่เดินทางมาด้วยกัน แต่แถลงการณ์ของทำเนียบขาวจัดให้ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาตินำหน้ารัฐมนตรี แล้วแบบนี้จะไม่ให้ที่ประชุมอาเซียนเกิดความอิหลักอิเหลื่อได้อย่างไร?

เราไม่รู้ว่าทรัมป์คิดอะไรถึงคาดหวังจะให้ผู้นำอาเซียนไปคุยระดับที่ปรึกษาของเขา แต่ในทางการทูตแล้วถือเป็นเรื่องที่หมิ่นศักดิ์ศรีกัน แม้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะแถลงว่าเป็นการประชุมตามปกติของอาเซียนที่จะมีระดับนายกรัฐมนตรี 3 ประเทศเป็นตัวแทน เรียกว่าอาเซียนทรอยก้า แต่เมื่อพิจารณาจากท่าทีของสื่อทั่วโลกแล้วจะเห็นว่ามองไปทางเดียวกันหมดคือ นี่คือการตอบโต้ของอาเซียน ไม่ใช่วิธีปฏิบัติปกติแน่ๆ

สำนักข่าว AP ใช้คำว่า Trump’s proxy ซึ่งเป็นคำในด้านลบ แทนที่จะใช้คำว่า Envoy หรือ Representative ซึ่งมีความหมายอันทรงเกียรติ

ซ้ำร้ายที่ฝ่ายสหรัฐเองเสียอีกที่แสดงอาการไม่พอใจ โดยนักการทูตสหรัฐรายหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าว Kyodo ว่า “เรากังวลเป็นอย่างมากกับการตัดสินใจดังกล่าว” แปลเป็นภาษาคนทั่วไปก็คือ “เราไม่พอใจที่ผู้นำอาเซียนเมินเรา”

ความจริงก็คือสหรัฐเมินผู้นำอาเซียนก่อน ไม่เฉพาะอาเซียนเท่านั้นแต่ยังมีผู้นำอินเดีย จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ที่ถูกทรัมป์เบี้ยว สื่อต่างประเทศถึงขนาดใช้คำว่า snub ซึ่งแปลว่าไม่แยแสเพราะไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ (spurn disdainfully)

ทรัมป์อาจจะคิดว่าส่งระดับตัวแทนไปคุยกับ “ประเทศเล็กๆ” ในอาเซียนก็เพียงพอแล้ว หารู้ไม่ว่านี่คือเวทีการเจรจาระดับโลกที่มีตัวบิ๊กๆ มาประชุมกันโดยพร้อมเพรียง ทรัมป์ทำแบบนี้เท่ากับบอกกับอาเซียนว่าอาเซียนเป็นกลุ่มต๊อกต๋อย แค่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับท้ายๆ มาก็เพียงพอแล้ว

ที่ยอกย้อนก็คือ รอเบิร์ท โอไบรอัน ผู้แทนของทรัมป์โจมตีจีนว่าทำตัวเป็นจักรวรรดินิยมหมายจะให้อาเซียนยอมสยบ แต่การสหรัฐกลับแต่ทำตัวเป็นเจ้าใหญ่นายโตเสียเองโดยคิดว่า “อันดับที่ 31” ในรัฐบาลของเขาสมควรแก่ฐานะของ “ลำดับที่ 1” หรือ 2 ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไม่น่าแปลกใจที่อาเซียนจะไม่อยากคบหา ทำให้ทรัมป์สิ้นพันธมิตรสู้จีนไปอีกหนึ่งแถมยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกด้วย

และผู้ที่ยิ้มหน้าบานที่สุดคือจีนที่ไม่ต้องออกแรงทำอะไร สหรัฐก็สะดุดขาตัวเองล้มเองเอาดื้อๆ

ชิลีประท้วงต่อเนื่องสามสัปดาห์ติด ทำคนเสียชีวิตแล้ว 20 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605491

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 18:35 น.

ชิลีประท้วงต่อเนื่องสามสัปดาห์ติด ทำคนเสียชีวิตแล้ว 20 ราย

ปากท้อง รายได้และรัฐธรรมนูญ สามประเด็นหลักฉุดคนชิลีนับหมื่นเดินขบวนประท้วงรุนแรงต่อเนื่อง

ประชาชนชาวชิลีนับหมื่นคนยังคงออกมาเดินขบวนประท้วงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม โดยพวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาในประเด็นหลักด้านสวัสดิการสังคม ปากท้อง ความเท่าเทียมด้านรายได้ รวมถึงด้านการเมืองอย่างการแก้รัฐธรรมนูญ

มีรายงานว่าเมื่อวันจันทร์(4 พ.ย.) ที่ผ่านมาผู้ประท้วงนับหมื่นคนเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรุงซานติอาโก โดยผู้ชุมนุมไม่มีท่าทีหวั่นแม้ว่าจะเกิดเหตุแผ่นดินไหวถึง 6 แมกนิจูดทางภาคเหนือซึ่งได้รับแรงสั่นสะเทือนถึงเมืองหลวงด้วยเช่นกัน

แม้ว่าการประท้วงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาตัวเลขของผู้ชุมนุมจะลดน้อยลงจากการชุมนุมครั้งก่อนๆโดยผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เดินขบวนกันอย่างสงบ

แต่ก็ว่าผู้ชุมนุมบางส่วนปะทะอย่างรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ มีการใช้ขวดระเบิดเพลิงและหินเข้าใส่จนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 6 นาย พร้อมเกิดการปล้นสะดม ทำลายสาธารณะสมบัติ และร้านค้าต่างๆจนรัฐบาลต้องออกมาตรการเคอร์ฟิวหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีรายงานผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 20 ราย

ชนวนเหตุการประท้วงแรกเริ่มมาจากความไม่พอใจนโยบายปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ได้บานปลายขยายผลเป็นความไม่พอใจในรัฐบาลของประธานาธิบดีเซบาสเตียน ปิเญรา

Marcos Díaz ครูวัย 51 ปีหนึ่งในผู้เดินขบวนชุมนุม กล่าวว่า บรรดาบริษัทใหญ่ๆต่างได้รับผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลทั้งสิ้น คนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานกว่าร้อยละ 60 มีรายได้ต่ำกว่าระดับความยากจน การเติบโตของจีดีพีคือสิ่งที่ซ่อนความไม่เท่าเทียมของประเทศนี้ไว้

ตามรายงานของสหประชาชาติในปี 2017 พบว่า คนรวย1%ของประชากรในชิลี ครอบครองความมั่งคั่งถึง 33% ซึ่งนั่นทำให้ชิลีกลายเป็นหนึ่งประเทศที่ไม่เท่าเทียมทางรายได้มากที่สุดในกลุ่ม OECD รองจากเม็กซิโก

นอกจากประเด็นทางเศรษฐกิจ ผู้ประท้วงชิลียังเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญชิลีฉบับปัจจุบันถูกร่างขึ้นในสมัยนายพลออกุสโต ปิโนเช่ ไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยยึดฉันทามติจากประชาชน

เช่นเดียวกับ Maria Eliana Ramirez หนึ่งในผู้ชุมนุมวัย 73 ปี ระบุว่า นอกเหนือจากประเด็นความเท่าเทียมทางรายได้แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เป็นอีกประเด็นที่สำคัญมากเช่นกัน

 

“รัฐธรรมนูญของเรามาจากยุคเผด็จการ ซึ่งถูกออกแบบด้วยแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่(neoliberal economic) นั่นทำให้เรามีรัฐบาลที่บริหารงานแบบบริษัท”

แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลของประธานาธิบดีปิเญราจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม เช่นการอนุมัติการเพิ่มเงินสวัสดิการบำนาญแห่งชาติ แต่ก็ไม่อาจลดทอนความรุนแรงของการประท้วงลงได้ โดยผู้ชุมนุมหัวรุนแรงได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีปิเญราลาออกจากตำแหน่ง

กลต.สหรัฐ แนะวิธีจับโป๊ะแชร์ลูกโซ่ รู้ให้ทันก่อนหมดตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605458

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 18:30 น.

กลต.สหรัฐ แนะวิธีจับโป๊ะแชร์ลูกโซ่ รู้ให้ทันก่อนหมดตัว

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) เผยวิธีจับผิดการลงทุนที่เข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่ ที่มักจะมีลักษณะคล้ายๆ กันไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ให้ได้ระวังกันไว้ดังนี้

ได้ผลตอบแทนสูงโดยไม่มีความเสี่ยงหรือเสี่ยงน้อย ทุกๆ การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ยิ่งการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงยิ่งมีความเสี่ยงมาก กลต.สหรัฐแนะว่าเมื่อใดก็ตามที่มีการการันตีว่าจะได้ผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ตายตัวให้สงสัยไว้ก่อนเลย

ให้ผลตอบแทนคงเส้นคงว่าเกินไป มูลค่าการลงทุนมักจะมีขึ้นมีลงอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะการลุงทุนที่มีความเสี่ยงสูงๆ ดังนั้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ ตลอดไม่ว่าสถานการณ์ตลาดการลงทุนโดยรวมจะเป็นอย่างไรก็ควรเฉลียวใจไว้บ้าง

ไม่มีการจดทะเบียน แชร์ลูกโซ่มักจะเป็นการลงทุนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์หรือกับทางการ การจดทะเบียนอย่างเป็นทางการจะช่วยให้นักลงทุนได้เข้าถึงข้อมูลสำคัญของบริษัท เช่น การดำเนินการ สินค้า การเงิน เป็นต้น

คนชักชวนลงทุนไม่มีใบอนุญาต ข้อบังคับของ กลต. กำหนดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและบริษัทที่สังกัดต้องได้รับใบอนุญาตและจดทะเบียนอย่างถูกต้อง แต่แชร์ลูกโซ่ส่วนใหญ่ไม่มีการจดทะเบียนหรือขอใบอนุญาต

มีกลยุทธ์ซับซ้อนและ/หรือเป็นความลับ กลต. สหรัฐแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนที่ผู้ลงทุนไม่เข้าใจหลักการลงทุนหรือไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ

ไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร การที่บริษัทไม่สามารถแสดงข้อมูลการลงทุนเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ลงทุนดู รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวทางบัญชีที่น่าสงสัย ล้วนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอาจไม่มีการนำเงินไปลงทุนตามที่สัญญาไว้

ได้รับเงินคืนยาก ไม่ว่ากับทั้งเงินผลตอบแทนหรือการถอนการลงทุน ให้จำไว้เสมอว่าเครือข่ายแชร์ลูกโซ่มักจะชักชวนให้ลูกแชร์นำผลตอบแทนมาลงทุนต่อ และมักจะสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าสำหรับเงินที่นำมาลงทุนต่อ เพื่อจูงใจไม่ให้ลูกแชร์ถอนเงิน

เมื่อทราบอย่างนี้แล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่หรือการหลอกต้มตุ๋นลงทุนรูปแบบอื่นอย่างไร

กลต. สหรัฐแนะนำว่า ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหน้าใหม่หรือลงทุนมาหลายปีแล้ว ก็ควรตั้งคำถามและตรวจสอบคำตอบนั้นๆ กับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ก่อนจะนำเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงไปลงทุน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและการเสียเงิน ดังนี้

  • ผู้ชักชวนลงทุนได้รับใบอนุญาตหรือไม่
  • บริษัทที่จะไปลงทุนมีการจดทะเบียนหรือไม่
  • ความเสี่ยงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนเป็นอย่างไร
  • เราเข้าใจการลงทุนนี้หรือไม่
  • หากมีปัญหาจะขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง

กัปตันจีนถูกแบนห้ามบิน หลังพาสาวนั่งถ่ายรูปใน Cockpit

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605480

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 17:24 น.

กัปตันจีนถูกแบนห้ามบิน หลังพาสาวนั่งถ่ายรูปใน Cockpit

กัปตันจีนถูกห้ามบินตลอดชีวิต เหตุละเมิดความปลอดภัย ด้วยการอนุญาตผู้โดยสารนั่งถ่ายรูปในห้อง Cockpit ขณะทำการบิน

เซาท์ไช่น่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า นักบินรายหนึ่งของสายการบิน Air Guilin ถูกแบนห้ามทำการบินตลอดชีวิต จากการที่พบว่าเขาได้ละเมิดกฎมาตรฐานความปลอดภัยด้วยการอนุญาตให้ผู้โดยสารหญิงรายหนึ่ง นั่งเก้าอี้นักบินในระหว่างที่กำลังทำการบินอยู่

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 10 เดือนที่แล้วในเที่ยวบินที่ GT1011 ระหว่างเมืองกุ้ยหลิน ไปยังนครหยางโจว โดยหญิงคนดังกล่าวทราบชื่อภายหลังว่า Chen Yuying เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัย Guilin Tourism University เธอได้โพสต์ภาพของเธอนั่งบนเก้าอี้กัปตันภายในห้องนักบินของเครื่องแอร์บัสเอ320 พร้อมข้อความว่า ขอขอบคุณกัปตันเป็นอย่างยิ่ง เธอรู้สึกตื่นเต้นมาก ความฝันของเธอหลังเรียนจบ เธออยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่อง

แม้ว่าภาพดังกล่าวจะถูกถ่ายขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคมแล้ว แต่กลับได้รับการส่งต่อและถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เว่ยป๋อกันอย่างแพร่หลายตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่งผลให้ทางสายการบินได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ ระบุว่าได้สั่งห้ามบินของนักบินคนดังกล่าวแล้วแม้จะไม่ได้ระบุชื่อของนักบินรายนี้ เนื่องจากละเมิดกฎความปลอดภัยทางอากาศอย่างชัดเจนโดยการอนุญาตให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปภายในห้องนักบิน

อย่างไรก็ดี รายงานไม่ได้ระบุว่าคำสั่งห้ามบินตลอดชีวิตนี้ หมายถึงการเพิกถอนใบอนุญาตการบิน หรือการไล่ออกจากสายการบิน ขณะที่นักบินที่สองและลูกเรือคนอื่นๆในไฟลท์ดังกล่าวถูกสั่งพักงานชั่วคราว เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม

เมื่อปีที่แล้วเคยเกิดกรณีคล้ายกันกับสายการบินตงไห่ โดยสั่งห้ามบิน 6 เดือนและถูกตัดสิทธิ์ผู้ฝึกสอนการบินต่อนักบินรายหนึ่งที่อนุญาตให้ภรรยาเข้าไปภายในห้องนักบิน

 Photo: Weibo

จีนประกาศเดินหน้าเปิดตลาดในประเทศ ทลายกำแพงการค้าโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605459

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 15:25 น.

จีนประกาศเดินหน้าเปิดตลาดในประเทศ ทลายกำแพงการค้าโลก

สีจิ้นผิงลั่น จีนจะเดินหน้าทลายกำแพงการค้า หนุนแฟร์เทรด เปิดตลาดเสรีในประเทศมากขึ้น

วันนี้ ( 5 พ.ย.) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีนได้กล่าวแถลงการณ์เปิดงาน China International Import Expo หรือ CIIE ครั้งที่สอง ซึ่งจัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ โดยงานนี้มีบุคคลสำคัญระดับสูงของรัฐบาลหลายประเทศอาทิ รัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี รวมถึงประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศสร่วมงานด้วย

ผู้นำจีนได้กล่าวในตอนหนึ่งของคำแถลงระบุเรียกร้องทุกฝ่ายให้พยายามรักษาคุณค่าหลักและหลักการพื้นฐานของระบบการค้าพหุภาคี และส่งเสริมการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน และ การอำนวยความสะดวก

“ประชาคมโลกต้องทลายกำแพงการค้า ยึดหลักแฟร์เทรด และต่อต้านการค้าแบบเน้นผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว”

แม้ว่าผู้นำจีนจะไม่ได้กล่าวถึงประเทศใด แต่ก็เชื่อได้ว่าสีจิ้นผิงกำลังพูดถึงท่าทีการค้าของสหรัฐภายใต้การนำของรัฐบาลโดนัดล์ ทรัมป์ ที่ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกีดกันการค้าต่อจีน ซึ่งเร็วๆนี้ทั้งสองชาติมีกำหนดเตรียมลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรก

นอกจากนี้ ปธน.สียังได้ผลักข้อเสนอ 3 ข้อสำหรับโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจในงานดังกล่าว ซึ่งได้แก่ การร่วมกันสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้างและร่วมมือกัน, การร่วมกันสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้างและมีนวัตกรรม และ การร่วมกันสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้างและแบ่งปันกัน

ผู้นำจีนยังให้คำมั่นด้วยว่า จีนจะเปิดกว้างการค้าและการลงทุนของต่างชาติมากขึ้นด้วยการปรับลดรายการธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน (negative list) รวมถึงออกมาตรการสนับสนุนอาทิ พัฒนาสภาพแวดล้องทางธุรกิจ สานต่อความร่วมมือทวิภาคี รวมถึงเดินหน้าสร้างสรรโครงการหนึ่งแถบหนึ่งทางให้ขยายความร่วมมือและเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“จีนจะพยายามนำเข้าสินค้าที่มีคุณภาพสูงมากขึ้นและจะลดภาษีนำเข้าสินค้าและต้นทุนในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศลง รวมถึงจีนจะลงนามสัญญาการค้าเสรีกับนานาชาติมากขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศรวมถึงความร่วมมือทางด้านนวัตกรรมระหว่างประเทศด้วย”

สหรัฐเดินหน้าถอนตัวข้อตกลงปารีสอย่างเป็นทางการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605440

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 13:46 น.

สหรัฐเดินหน้าถอนตัวข้อตกลงปารีสอย่างเป็นทางการ

รัฐบาลทรัมป์สวนกระแสโลก เริ่มขั้นแรกถอนตัวParis Agreement

คณะบริหารของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ได้เริ่มขั้นตอนแรกของการถอนตัวจากข้อตกลงกรุงปารีสว่าด้วยการแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกแล้ว ขั้นตอนดังกล่าวเป็นเฟสแรกของกระบวนการถอนตัวจากข้อตกลงปารีสซึ่งจะมีผลในอีก 1 ปีหลังจากนี้

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นหนึ่งในดำริของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการเพิ่มการเติบโตทางอุตสาหกรรมอเมริกัน แม้ว่าในหลายรัฐบาลและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเรียกร้องให้นานาชาติใส่ใจกับปัญหาผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด

ด้านนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ทวีตข้อความชี้ว่าที่ผ่านมาสหรัฐได้ดำเนินหลายมาตรการลดการปล่อยค่าคาร์บอนในช่วงหลายปีก่อนหน้า แม้ว่าจะมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น

การเริ่มกระบวนการถอนตัวจากข้อตกลงปารีสของสหรัฐ นับว่าสวนทางกับกระแสสิ่งแวดล้อมของโลก ที่ผู้คนหลายประเทศออกมาเดินขบวนประท้วงเรียกร้องให้ผู้นำประเทศของพวกเขาแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งทรัมป์กำลังทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือทำให้สหรัฐติดกับดักการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

แม้สหรัฐจะเริ่มกระบวนการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส แต่การบังคับใช้ข้อตกลงปารีสยังคงมีผลบังคับใช้กับชาติอื่นๆที่ลงนามร่วมกันไว้ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในอนาคตต่อไป

เฟซบุ๊กเล็งเปลี่ยนโลโก้บริษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605427

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 11:53 น.

เฟซบุ๊กเล็งเปลี่ยนโลโก้บริษัท

เฟซบุ๊กเตรียมเปลี่ยนโลโก้บริษัทใหม่ หวังปรับภาพลักษณ์แบรนด์ในเครือ

เฟซบุ๊กยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียได้ออกแถลงการณ์ที่ระบุว่าบริษัทเตรียมปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์หรือโลโก้ของบริษัท Facebook Inc. ใหม่ ซึ่งหวังจะใช้เป็นตัวแยกความแตกต่างชัดเจนระหว่างบริษัทFacebook Inc.และสังคมออนไลน์ Facebook โดยหวังว่าการสร้างโลโก้ใหม่นี้จะช่วยให้แอปพลิเคชั่นและบริการอื่นๆในเครือเฟซบุ๊กอย่างว็อตสแอป (WhatsApp), อินสตาแกรม (Instagram) และโอคูลัส (Oculus) ไม่แปดเปื้อนกรณีอื้อฉาวด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานที่เฟซบุ๊กกำลังเผชิญในขณะนี้

new company logo for Facebook

 

สำหรับโลโก้ใหม่จะมีลักษณะเป็นคำว่า Facebook แบบเต็มๆ โดยจะเริ่มนำมาใช้งานในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าบนเว็บไซต์ของบริษัทเฟซบุ๊ก รวมถึงบริการอื่นๆในเครือเฟซบุ๊กทั้ง Instagram, WhatsApp และ Oculus ส่วนโลโก้ตัว F สีขาวพื้นสีฟ้าแบบที่คุ้นหน้าคุ้นตาเรานั้นยังคงเป็นโลโก้ของเฟซบุ๊กที่เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์แบบเดิม

Antonio Lucio ซีเอ็มโอของเฟซบุ๊กเชื่อว่า การเพิ่มโลโก้แบรนด์ใหม่ของ Facebook ให้กับบริการในเครือ จะทำให้ผู้คนมอง Facebook ที่เป็นบริษัทในแง่บวกมากขึ้น อีกทั้งจะยิ่งทำให้แอปอย่าง Instagram, WhatsApp และ Oculus เป็นที่รู้จักต่อคนทั่วไปมากขึ้นว่าเป็นแอปในเครือของเฟซบุ๊ก เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าอินสตาแกรมและว็อตสแอปเป็นของเฟซบุ๊ก

เอมิเรสต์ขึ้นแท่นเบอร์ 6 มีน้ำมันสำรองมากสุดของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605403

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 10:30 น.

เอมิเรสต์ขึ้นแท่นเบอร์ 6 มีน้ำมันสำรองมากสุดของโลก

ยูเออีพบบ่อน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ขนาดมหึมา ดันยูเออีขยับเป็นอันดับ 6 ของโลกประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรองมากสุด

เอเอฟพีรายงานว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ หรือ UAE ประเทศผู้ผลิตน้ำมันแถวหน้าของกลุ่มโอเปกได้ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถึงการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ซึ่งมีปริมาณมหาศาลที่ส่งผลให้ยูเออีกกลายขยับขึ้นเป็นประเทศอันดับ 6 ของโลกที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุด จากปัจจุบันซึ่งอยู่ในอันดับ 7 ของโลก

สภาการปิโตรเลียมแห่งยูเออี (SPC) กล่าวว่า การค้นพบแหล่งน้ำมันแห่งใหม่นี้มีปริมาณน้ำมันดิบถึง 7 พันล้านบาร์เรล และมีก๊าซธรรมชาติมากถึง 58 ล้านล้านลูกกาศก์ฟุต

Abu Dhabi National Oil Co. (ADNOC) รัฐวิสาหกิจน้ำมันของยูเออีระบุในแถลงการณ์ว่า การค้นพบนี้ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของยูเออีจะเพิ่มขึ้นเป็น 105 พันล้านบาร์เรล ขยับเป็นอันดับ 6 ของโลก แซงหน้าคูเวต ส่วนปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 273 ล้านล้านคิวบิกฟุต

สำหรับยูเออีมีปริมาณสูบน้ำมันดิบต่อวันราว 3 ล้านบาร์เรล และผลิตก๊าซธรรมชาติดิบประมาณ 10.5 พันล้านลูกบาศก์ฟุต

แฟ้มภาพ AFP

ข้อตกลงการค้าใหญ่ที่สุดในโลกลอยแพอินเดีย ลั่นพร้อมแล้วค่อยมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605378

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 20:39 น.

ข้อตกลงการค้าใหญ่ที่สุดในโลกลอยแพอินเดีย ลั่นพร้อมแล้วค่อยมา

นักการทูตและเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ร่วมการประชุมอาเซียนซัมมิตเผยว่า ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีจะเดินหน้าต่อไปโดยทิ้งอินเดียไว้ข้างหลัง หลังจากที่อินเดียขวางที่ประชุมไม่ให้สรุปข้อตกลงในช่วงนาทีสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวควรจะผ่านความเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว

การคำคัดค้านของอินเดียทำให้ความหวังในการลงนามในข้อตกลง RCEP ในการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในสุดสัปดาห์นี้ต้องชะงักลง ทั้งที่ทุกฝ่ายเฝ้ารอให้ข้อตกลงนี้ผ่านความเห็นชอบในที่สุดหลังจากการเจรจายาวนานและดุเดือดนานถึง 7 ปี

อินเดียอ้างว่ากังวลเรื่องการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจากจีน จนอาจจะกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ และนายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมทีแห่งอินเดียเผชิญกับแรงกดดันในประเทศให้ถอนตัวออกจาก RCEP โดยมีรายงานข่าวว่า สหภาพแรงงานอินเดียมีการประท้วงเรียกร้องให้พิจารณาทบทวนการเจรจาในขั้นสุดท้าย

ทั้งนี้ โมทียังกล่าวกับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ข้อตกลง RCEP จะทำให้เกิดการขาดดุลทางการค้าที่อินเดียแบกรับไว้ไม่ได้

ด้านเจ้าหน้าที่รายหนึ่งของอินเดียในกรุงนิวเดลีเผยกับ Bloomberg ว่า อินเดียพยายามผลักดันให้ 15 ประเทศสมาชิก RCEP ช่วยให้ความกระจ่างเรื่องความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุล และเปิดตลาดบริการและการลงทุนของอินเดีย และอินเดียตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมเพราะต้องการปกป้องแรงงานภาคบริการและเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกรายอื่นๆ เห็นด้วยกับข้อความของข้อตกลงฉบับร่าง เพื่อเตรียมลงนามข้อตกลงในปีหน้า และจะทิ้งอินเดียไว้ข้างหลังจนกว่าอินเดียจะพร้อมจึงค่อยรับกลับมาร่วมข้อตกลงอีกครั้ง

“มีประเทศที่เข้าร่วม 15 ประเทศที่ตัดสินใจก้าวไปข้างหน้าก่อน เมื่อใดก็ตามที่อินเดียพร้อม ก็สามารถเข้าร่วมได้” เล่ออวี้เฉิง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายนสกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่กรุงเทพฯว่า “เนื้อหาของ RCEP เสร็จสิ้นแล้ว” ซึ่งหมายความการเจรจาได้จบลงแล้วโดยไม่มีอินเดียรวมอยู่ด้วย แต่เขายังกล่าวว่า “เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีอินเดียเข้ามาร่วม และแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้น”

แหล่งข่าวทางการทูตในกรุงเทพกล่าวกับ AFP ว่า หากอินเดียเข้าร่วมด้วยจะช่วยถ่วงดุลจีนซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และRCEP จะมีมูลค่าเชิงกลยุทธ์ที่ดีกว่าหากรวมอินเดีย หากไม่มีอินเดียก็ไม่มีความสมดุล”

แม้ว่าจะไม่มีอินเดียเข้าร่วมก็ตาม แต่ RCEP ยังจะเป็นสนธิสัญญาการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจชั้นนำของโลกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนถึง 30% ของ GDP ทั้งโลก และครอบคลุมประชากรโลกครึ่งหนึ่ง ประกอบไปด้วยกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศพร้อมกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ที่จะช่วยฉุดเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ผู้เชี่ยวชาญเกรงว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทั่วโลก

วิเคราะห์ประชุมอาเซียน เมื่อ “อาเซียน” ตบหน้า “สหรัฐฯ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605370

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 19:33 น.

PostToday Podcast BigTalkBigStory Ep.79 ปิดฉากไม่สวย เวทีผู้นำอาเซียนวุ่น 7 ชาติสมาชิกบอยคอตสหรัฐฯไม่ร่วมสังฆกรรมวันสุดท้ายกับมะกัน

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday