ทำไมเราถึงเชื่อคนอย่างแชร์แม่มณี ทฤษฎีคนโง่กว่าอธิบายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605364

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 18:54 น.

ทำไมเราถึงเชื่อคนอย่างแชร์แม่มณี ทฤษฎีคนโง่กว่าอธิบายได้

ในทางเศรษฐกิจมีทฤษฎีหนึ่งซึ่งอธิบายพฤติกรรมของคนที่เชื่อว่าการเล่นแชร์ลูกโซ่ หรือการเก็งกำไรของที่ดูเหมือนจะไม่มีราคาค่างวดจะทำให้พวกเขารวยเอาง่ายๆ ทฤษฎีที่ว่านั้นคือ Greater fool theory แปลเป็นไทยว่า “ทฤษฎีคนโง่กว่า”

ความโง่ที่ว่านี้ เกิดขึ้นจากความโลภล้วนๆ เพราะเชื่อว่าราคาของวัตถุหนึ่งๆ ไม่ได้ถูกกำหนดโดยค่าที่แท้จริงของมัน ซึ่งเป็นความเชื่อและความคาดหวังที่ไม่มีเหตุผล เช่นเชื่อว่า การฝากเงินไว้กับ “แม่” คนหนึ่งแค่ 1,000 จะได้ผลตอบแทนถึง 930 บาท หรือคิดเป็น 93% ซึ่งไม่ว่าจะในทางทฤษฎีหรือปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น นี่คือความเชื่อที่ไร้เหตุผล คือไม่อิงกับเหตุและผลทางเศรษฐศาสตร์

แต่เมื่อเรามีคนโง่แล้วหนึ่งคนที่เชื่อว่าสิ่งของที่ได้มา (หรือเงินที่ลงทุนไป) จะมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เขาก็หวังว่าจะมีคนโง่กว่าที่จะเต็มใจซื้อของที่มีราคาแพงอย่างไร้เหตุผลนั้น และคนที่โง่กว่านั้นก็คิดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนลืมนึกไปว่ามันมีความเสี่ยงที่เท้าแชร์จะจ่ายคืนทั้งต้นและดอกไม่ไหว (Default Risk)

ทั้ง 2 คนนี้ไม่ได้คิดว่าตัวเองโง่ เพียงแต่มีความคาดหวังว่า จะรวยแบบง่ายๆ

ตัวอย่างที่พบเห็นกันอยู่บ่อยๆ คือแชร์ลูกโซ่ ที่เกิดขึ้นจากความคาดหวังว่าจะรวยดอกเบี้ยแบบง่ายๆ ตราบใดที่ที่มีคนโง่กว่าหลงเชื่อไปลงทุนลูกโซ่นี้ก็จะโตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีคนเกิดตาสว่างขึ้นและเรียกร้องเงินต้นและดอกเบี้ย เมื่อนั่นเองที่ Default Risk หรือความเสี่ยงที่จะถูกเบี้ยวจะกลายเป็นจริงในทันที และเจ้าของแชร์จะหาทางหลบลี้หนีหน้าไป

อีกกรณีคือการเก็งกำไรในวัตถุที่มูลค่าในตัว หรือมูลค่าแท้จริง (Intrinsic value) ไม่น่าจะสูงขนาดนั้น แต่เพราะ “คนโง่” และคนโง่กว่าหลงเชื่อว่ามันจะมีราคามากขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจว่าเมื่อก่อนมันไม่มีราคาค่างวดอะไรนัก จนทำให้เกิดฟองสบู่ขึ้นมา เมื่อเกิดฟองสบู่ขึ้นมันก็มีโอกาสที่จะแตก หรือมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้เงินลงทุนคืนมา (Default Risk) เพราะราคาของสิ่งนั้นถูกปั่นโดยไม่อิงกับเหตุผล เหมือนฟองสบู่ที่เหมือนจะมีอยู่จริงๆ แต่ที่จริงแล้วมันบอบบางจนแตะต้องไม่ได้

กรณีที่โด่งดังที่สุดคือโรคคลั่งทิวลิปในประเทศเนเธอร์แลนด์สมัยศตวรรษที่ 17 เหตุเกิดจากการปั่นราคาหัวทิวลิปจนสูงเกิดความจริง เนื่องจากความคลั่งไคล้ของประชาชน จนทำให้ทิวลิปมีราคาแพงกว่าทองและใช้เป็นวัตถุแลกเปลี่ยนเสมือนเงินตรา จนกระทั่งมีการประมูลและปั่นราคาเกินจริง สุดท้ายฟองสบู่ก็แตกลง เพราะราคาทิวลิปจริงๆ มันไม่กี่สตางค์ แต่เพราะความโลภและความหลงทำให้คนคิดว่ามันจะทำกำไรไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

พนักงานไมโครซอฟต์ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นถึง 40% หลังบริษัททดลองหยุด 3 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605350

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 16:30 น.

พนักงานไมโครซอฟต์ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นถึง 40% หลังบริษัททดลองหยุด 3 วัน

เรื่อง: ณัฐพันธ์ ส่งวิรุฬห์

ไมโครซอฟต์ ประจำประเทศญี่ปุ่นได้อนุญาตให้พนักงานไมโครซอฟต์กว่า 2,300 ราย ในบริษัททำงานเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นการทดลองรูปแบบการทำงานใหม่ตามนโยบายของโครงการ Work Life Choice Challenge ที่เปิดตัวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตามรายงานข่าวจาก CNBC

ซึ่งจากการเฝ้าติดตามผลการทดลองในเดือนสิงหาคม ปรากฏว่ายอดขายของพนักงานสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 39.9% แถมยังลดต้นทุนการใช้ไฟฟ้าบริษัทไป 23.1% และลดการใช้กระดาษไปได้ถึง 58.7% รวมทั้งพนักงานมีความพึงพอใจมากถึง 92.1% กับการทำงานเหลือ 4 วัน

สำหรับกลยุทธ์การปรับวันทำงานเหลือ 4 วันถือว่าหลาย ๆ บริษัททั่วโลกเคยนำมาใช้และประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องการลดความเครียดในการทำงานของพนักงาน แต่ในครั้งนี้ถือได้ว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นกับบริษัทในญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีชั่วโมงทำงานมากที่สุดในโลก

โรคคลั่งทิวลิป เมื่อความโลภทำให้คนรวยกลายเป็นยาจก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605349

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 16:23 น.

โรคคลั่งทิวลิป เมื่อความโลภทำให้คนรวยกลายเป็นยาจก

ความโลภของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด แม้กาลเวลาผ่านไปหลายร้อยปีก็ยังมีคนติดกับดักเดิมๆ แบบนี้อยู่เสมอ โดย กรกิจ ดิษฐาน

“นานมาแล้ว กระทาชายนายหนึ่งเดินทางไปหาความมึนเมา ที่ร้านสุราเล็กๆ อันเป็นสถานที่รวมตัวของคนเกือบทั้งเมืองในช่วงค่ำ ก่อนที่เรื่องจะจบลงที่ความไร้สติเพราะฤทธิ์สุรา ชายผู้นี้กลับทำเรื่องที่ไร้สติยิ่งกว่า เมื่อฉวยเอาเหง้าดอกทิวลิปใกล้ๆ มือขึ้นมาฝานเป็นชิ้นๆ ด้วยสำคัญผิดคิดว่าเป็นหัวหอม แต่แท้จริงแล้วมันคือเหง้าดอกทิวลิปราคาหลายพันเหรียญสหรัฐ ที่เจ้าของร้านเตรียมนำขึ้นประมูล ชีวิตของชายขี้เมาผู้น่าสงสารจึงต้องจบลงในตะราง รอจนกว่าจะมีเงินมาไถ่ถอนหนี้ที่เกิดจากการสวาปามเหง้าทิวลิปโดยไม่รู้ตัว!”

อาจเป็นเรื่องเล่าขานที่ฟังเหลือเชื่อ ถ้าเหง้าทิวลิปหัวหนึ่งอาจมีราคาดังทอง แต่แม้จะเป็นเรื่องเล่าจริง อย่างน้อยมันก็เป็นภาพสะท้อนที่ดีของเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 17 ห้วงเวลาที่คนทั้งประเทศกำลังบ้าคลั่งกับการเป็นเจ้าของเหง้าทิวลิปราคาแพงเสียยิ่งกว่าแพง ปรากฏการณ์นั้นได้รับการขนานนามว่า Tulip mania หรือ โรคคลั่งทิวลิป อันเป็นกรณีศึกษาภาวะฟองสบู่แตกครั้งแรกของโลก

แน่นอน ชาวโลกอาจรู้สึกได้ถึงความโปรดปรานในดอกไม้ชนิดนี้ของประชาชนชาวแดนกังหันลมอยู่ก่อนแล้ว แต่หลายท่านคงไม่ทราบว่า ก่อนที่ดอกไม้ชนิดนี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์คู่เนเธอร์แลนด์ มันเคยสร้างความปั่นป่วนให้คนทั้งประเทศ เมื่อแรกนำเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้จากตุรกี อันเป็นต้นกำเนิดเมื่อปี 1593

ความที่ต้องนำเข้าจากถิ่นไกลโพ้น กอปรกับรูปลักษณ์อันแปลกตา ทำให้ ดอกทิวลิป กลายเป็นของสะสมล้ำค่าของประดาชนชั้นสูงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหง้าที่ติดเชื้อโรค “โมเซอิก” ซึ่งจะทำให้ สีของกลีบดอกมีรูปลักษณ์คล้ายเปลวเพลิง เหง้าทิวลิปที่ทุกวันนี้แทบไร้มูลค่า จึงกลายเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่ง และนับเป็นการริเริ่มหันเห “มูลค่าจริง” ของดอกไม้ประเภทหนึ่ง สู่ “มูลค่าเทียม” ที่จะกลายเป็นหายนะต่อมา

จากปริมาณที่น้อยนิด ทำให้พ่อค้าหัวใสหลายรายเริ่มมีความคิดที่จะปั่นราคาเหง้าดอกทิวลิปให้สอดคล้องกับความต้องการที่มีอย่างไม่จำกัด ซึ่งสัมฤทธิผลอย่างง่ายดาย เมื่อราคาดอกทิวลิปพันธุ์เด่นๆ ที่แตะระดับหลายร้อยฟลอรินส์ (ค่าเงินของเนเธอร์แลนด์ขณะนั้น) อยู่แล้ว ถูกปั่นจนมีราคาเป็นหลายพัน บางพันธุ์ถูกปั่นราคาจนมากกว่าเดิมถึง 20 เท่า!

หากไม่เห็นภาพ ขอให้พิจารณาจากราคาแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้า หรือ บาร์เตอร์ ของเหง้าดอกทิวลิปที่มีราคาแพงเกือบสูงสุดนามว่า “อุปราช” ซึ่ง 1 เหง้าสวยๆ ต้องแลกมาด้วย ข้าวสาลี 4 ตัน, ข้าวไรย์ 8 ตัน, เตียงนอน 1 หลัง, วัว 4 ตัว, หมู 8 ตัว, แกะ 12 ตัว, อาภรณ์อย่างดี 1 ชุด, ไวน์ 2 ถัง, เบียร์ 4 ตัน, เนย 2 ตัน, เนยแข็ง 1 พันปอนด์ และเครื่องเงิน 1 ชุด รวมแล้วมีมูลค่าในปัจจุบันถึง 4 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท)

ด้วยสนนราคาถึงขนาดนี้ มิพักจะเอ่ยถึงพันธุ์ “เซมเพอร์ เอากุสตุส” ที่เพียงเหง้าหนึ่ง อาจซื้อเมืองได้ทั้งเมืองด้วยซ้ำ!

เมื่อราคาของเหง้าดอกไม้ธรรมดาๆ แพงจนกลายเป็นสินทรัพย์ชั้นยอด ผู้คนจากชั้นต่างๆ ของสังคมจึงถูกดึงดูดเข้าสู่วังวนของความโลภ ตลาดหุ้นหลายแห่งผุดขึ้นทั่วเมืองสำคัญของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่เมืองเล็กๆ ไกลปืนเที่ยง ยังเปลี่ยนร้านสุราเป็นตลาดค้าหลักทรัพย์กับเขาด้วย

ในชั่วพริบตา ยาจกกลายเป็นเศรษฐี และเศรษฐีกลายอภิมหาเศรษฐี จากการเก็งกำไรผ่านการซื้อขายเหง้าทิวลิปเพียงไม่กี่ครั้ง!

เนเธอร์แลนด์ในขณะนั้นเปี่ยมไปด้วยความคึกคัก ทุกผู้ทุกนาม ต่างเฝ้าฝันถึงความมั่งคั่ง หลายคนขายบ้าน และสินทรัพย์ที่หามาได้ทั้งชีวิต เพื่อเป็นเจ้าของเหง้าดอกทิวลิปเพียงเหง้าเดียว

แต่กฎหนึ่งของการเก็งกำไรและภาวะฟองสบู่ที่ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือ ผู้ที่อยู่รอดและเสวยความร่ำรวยมีเพียงพวก “เงินฉลาด” (Smart Money) ที่เก็งกำไรในระดับบนสุดของตลาดหลักทรัพย์ เท่านั้น ส่วนบรรดาแมลงเม่าทั้งหลายได้เพียงลิ้มรสความสุขชั่วครู่ และรอวันฟองสบู่แตกอย่างน่าสลดใจ โดยไม่ทันตั้งตัว!

และเวลานั้นมาถึงในปี 1637 หลังจากที่ทิวลิปพุ่งขึ้นสูงสุด บรรดาเงินฉลาดทั้งหลาย ต่างพร้อมใจกันเทขายดอกทิวลิปในทันที ทันใด ทำให้ราคาเหง้าทิวลิปที่แพงลิบลิ่ว ดิ่งฮวบอย่างน่าใจหาย บางพันธุ์ไร้ราคาไปโดยปริยาย ที่ดีกว่าอาจเหลือมูลค่าเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น

ในชั่วพริบตา มหาเศรษฐีกลายเป็นยาจก และยาจกหลายคนต้องหาทางออกด้วยการจบชีวิต อีกหลายร้อยคนต้องหิวโซ เพราะไม่อาจใช้เหง้าทิวลิปไร้มูลค่าเพื่อประทังชีวิต

รัฐบาลดัตช์พยายามมองดูห่างๆ เมื่อฟองสบู่แตกโพละ แต่ในที่สุดต้องกระโจนเข้ามากู้เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพินาศ ด้วยการจัดคณะกรรมการไกล่เกลี่ย และขออำนาจศาลสั่งให้การซื้อขายบางช่วงถือเป็นโมฆะ เพื่อให้บรรดาเงินฉลาดและแมลงเม่าทั้งหลายพบกัน ครึ่งทาง แต่มาตรการแล้วมาตรการเล่า กลับเยียวยาเศรษฐกิจของประเทศเพียงเล็กน้อย และแดนกังหันลมต้องพบกับความบอบช้ำไปอีกนานนับปี

โชคร้าย ที่มนุษย์เรียนรู้จากประวัติศาสตร์น้อยมาก เพราะเพียง ไม่นานอีกเพื่อนร่วมโลกกับชาวดัตช์ ต้องพบกับภาวะฟองสบู่อีกหลายระลอก ต่างกรรมต่างวาระกัน ตั้งแต่ฟองสบู่หุ้นเซาท์ซีของอังกฤษ ฟองสบู่สหรัฐยุคทศวรรษที่ 1920 ไปจนถึงฟองสบู่แตกยุคดอตคอม

แม้แต่แชร์ชื่อดังในบ้านเรา ก็เกิดขึ้นเพราะรากฐานคล้ายๆ กันนั่นคือความโลภและความไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ

ทรัมป์เชิญผู้นำอาเซียนประชุมสุดยอดพิเศษ หลังเบี้ยวอาเซียนซัมมิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605317

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 14:04 น.

ทรัมป์เชิญผู้นำอาเซียนประชุมสุดยอดพิเศษ หลังเบี้ยวอาเซียนซัมมิต

สำนักข่าว AP รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้เชิญผู้นำประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดพิเศษ ที่สหรัฐในต้นปีหน้า หลังจากผิดนัดการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศไทยในคราวนี้

โรเบิร์ท โอไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งทรัมป์ส่งมาเป็นตัวแทนแทนการประชุมอาเซียนซัมมิตที่ประเทศไทย ได้อ่านจดหมายเชิญจากทรัมป์ในการประชุมนอกรอบระหว่างสหรัฐ-อาเซียนเมื่อวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน

นอกจากจดหมายเชิญจากทรัมป์แล้ว โรเบิร์ท โอไบรอัน ผู้แทนของทรัมป์ยังโจมตีอย่างรุนแรงโดยกล่าวว่าจีนใช้การข่มขู่เพื่อที่จะหยุดยั้งไม่ให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนอกชายฝั่ง ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักความเคารพซึ่งกันและกัน ต่อความยุติธรรม และต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

“ภูมิภาคนี้ไม่มีความสนใจในลัทธิจักรวรรดินิยมใหม่ ซึ่งประเทศใหญ่สามารถปกครองผู้อื่นโดยอ้างหลักการอำนาจคือความชอบธรรม สหรัฐกำลังช่วยเหลือเพื่อนอาเซียนของเราในการรักษาอธิปไตยของพวกเขา” โอไบรอันกล่าวโดยโจมตีจีนว่าเป็นพวกลัทธิจักรวรรดินิยมคาดว่าท่าทีของโอไบรอันเป็นการตอบโต้ที่จีนพยายามประนีประนอมกับอาเซียนในเรื่องน่านน้ำทะเลจีนใต้ โดยนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงกล่าวว่า จีนและอาเซียนจะมีระเบียบปฏิบัติในน่านน้ำทะเลจีนใต้ร่วมกันภายใน 3 ปี

ทั้งนี้ การที่ทรัมป์ขาดการประชุมจึงเป็นโอกาสสำหรับจีนและมหาอำนาจอื่นๆ ในภูมิภาค ที่ยกระดับอิทธิพลของตนเองในการประชุมครั้งนี้ ไม่เพียงเท่านั้น การที่ทรัมป์ส่งผู้แทนระดับที่ปรึกษามายังเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีนักในทางการทูตอีกด้วย

ตามปกติแล้ว การประชุมระหว่างสหรัฐ-อาเซียนจะมีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมตามพิธีการทางการทูต แต่ในครั้งนี้ประเทศในกลุ่มอาเซียน 7 จากทั้งหมด 10 ประเทศได้ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศมาร่วมประชุมแทน เนื่องจากตัวแทนของสหรัฐเป็นเพียงที่ปรึกษาด้านความมั่นคงเท่านั้น

มีเพียงเจ้าบ้านคือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีของเวียดนามและลาวเท่านั้นที่เป็นระดับผู้นประเทศ เข้าร่วมประชุมกับโอไบรอัน ผู้แทนที่ทรัมป์ส่งมา โดยเมื่อปีที่แล้วทรัมป์ส่งรองประธาน ไมค์ เพนซ์ไปร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นระดับผู้นำประเทศ

จีนจับหมากับหมูเป็นๆ มาทดลองแรงกระแทกในอุบัติเหตุรถยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605277

  • วันที่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 19:38 น.

จีนจับหมากับหมูเป็นๆ มาทดลองแรงกระแทกในอุบัติเหตุรถยนต์

องค์กรเพื่อสิทธิสัตว์ PETA เปิดเผยข้อมูลว่า หน่วยงานด้านการจราจรและโรงพยาบาลในจีนใช้หมูและสุนัขเป็นๆ ในการทดสอบแรงกระแทกจากการขับขี่รถยนต์ ข่าวนี้สร้างความขุ่นเคืองให้กับกลุ่มคนที่รักสัตว์ทั่วโลก

หน่วยงานที่ถูกกล่าวหาคือสถาบันวิจัยการแพทย์จราจร แห่งโรงพยาบาลต้าผิง ในเขตเมืองฉิงชิ่ง ประเทศจีน โดยทีทงานวิจัยได้จับเอาหมูและสุนัขเป็นๆ มาทำการทดลองดังนี้

ผู้ทดลองทำการจับสุนัขให้มานั่งบนเบาะรูปตัวแอลในท่านั่งของมนุษย์ โดยใช้ผ้ามัดไว้ จากนั้นติดแผ่นจานเข้ากับหัวของสัตว์ขึงไว้ด้วยลวดเหล็ก แล้วเย็บเซ็นเซอร์ลงในหัวของพวกมัน แล้วดึงหูให้หัวจับตั้งขึ้น ใช้ค้อนทุบลงบนแผ่นจาน ทำให้หัวของสุนัขที่จะถูกกระแทกอย่างรุนแรงไปข้างหลังจนคอหักด้วยแรกทุบ สัตว์ทดลองถูกฆ่าให้ตายแล้วทำการผ่าชันสูตร

นักทดลองทำการผูกสุกรเป็นๆ เข้ากับเลื่อนโลหะเป็นเวลาแปดชั่วโมงโดยไม่ให้น้ำหรืออาหาร จากนั้นแทงโลหะเข้าไปในกระดูกเชิงกรานของพวกมัน เสียบขั้วไฟฟ้าเข้าไปในช่องท้อง จากนั้นจับกระแทกเข้ากับผนัง ทำให้กระดูกสันหลัง, เชิงกรานและอวัยวะภายในของพวกมันบาดเจ็บสาหัส จากนั้นฆ่าและผ่าชันสูตร

นักทดลองทำการอดอาหารหมูเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้อดน้ำเป็นเวลาหกชั่วโมง มัดไว้กับเบาะรถยนต์ด้วยเข็มขัดนิรภัยและเชือกจากนั้นกระแทกเข้ากับผนัง ทำให้พวกมันบาดเจ็บสาหัส มีอาการฟกช้ำ และบาดแผล; ทำให้เกิดเลือดออกจากอวัยวะภายใน และส่งผลให้สัตว์ที่ถูกทดลองครึ่งหนึ่งตายทันที แล้วจากนั้นผ่าชันสูตร

องค์กรเพื่อสิทธิสัตว์ PETA ชี้ว่า หมูและสุนัขนั้นมีความแตกต่างทางด้านร่างกายจากมนุษย์ และบริษัทรถยนต์ต่างก็ทราบข้อเท็จจริงนี้เมื่อหลายปีก่อนว่าการทดลองประเภทนี้ไร้ประโยชน์ และไม่ได้ทำให้เราทราบว่าเวลามนุษย์ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จะเกิดอาการเช่นไร

PETA เผยว่าทุกวันนี้ บริษัทต่างก็หันมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่นการศึกษาในมนุษย์ทางคลินิก การสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขั้นสูง การถ่ายภาพทางการแพทย์ 3 มิติและหุ่นจำลองอันทันสมัยสำหรับการวิจัยรถชน นักวิจัยคนอื่นยังใช้ศพมนุษย์และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (หุ่นดิจิตอลเพื่อทดสอบการชน) เพื่อจุดประสงค์เดียวกัน

PETA

“สมรภูมิอาเซียน” ระวังเป็นเหยื่อมหาอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605275

  • วันที่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 19:10 น.

The Expert Ep.11 วิเคราะห์สมรภูมิอาเซียน ระวังเป็นเหยื่อมหาอำนาจ

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

อาเซียนจะต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของทั้งจีนและสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605260

  • วันที่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 15:25 น.

อาเซียนจะต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของทั้งจีนและสหรัฐ

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

อาเซียนถูกปรามาสมากนานหลายปีว่าเป็นแค่เสือกระดาษ เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบทบาทของอาเซียนเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศอื่นๆ เช่นจีนกับสหรัฐ ซึ่งในอาเซียนเองก็เลือกฝั่งเลือกฝ่ายจนแตกคอกันมาแล้ว

อาเซียนมีทฤษฎีหนึ่งที่ใช้แก้เป็นมาตรฐานในกลุ่ม คือ Constructive Engagement (การแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์) ที่ใช้คำหรูหราจนไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร ก็เพราะอาเซียนมีปรัชญาว่าจะไม่แทรกแซงกิจการพวกเดียวกันเอง แต่จะไม่ให้ยุ่งก็ไม่ได้เพราะเป็นกลุ่มเดียวกัน ดังนั้นจะต้องแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ คือหาช่องแทรกแซงอย่างบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

เช่น กรณีของพม่าในยุคที่ปกครองด้วยทหาร อาเซียนถูกชาติตะวันตกกดดันให้ต้องแทรกแซงพม่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งอาเซียนก็หาทางเอาตัวรอดมาได้โดยแทรกแซงพม่าด้วยวาจาเล็กๆ น้อยๆ ส่วนพม่าก็เข้าใจสถานการณ์โดยยอมให้แทรกแซงได้แค่นั้น

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ที่ประชาธิปไตยเบ่งบานในไทย ไทยถือเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยและเศรษฐกิจทุนนิยมในภูมิภาค ในเวลานั้น ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ (สมัยรัฐบาลชวน 2) จึงเสนอแนวคิดใหม่ที่เรียกว่าความเกี่ยวพันอย่างยืดหยุ่น (Flexible engagement) เพื่อให้อาเซียนเข้าไปแทรกแซงพม่าได้มากขึ้น ซึ่งเราอาจเรียกได้ว่าช่วงนี้ไทยเป็นผู้นำเข้าแนวคิดตะวันตกนิยม-อเมริกันนิยมเข้ามาในภูมิภาค

ในตอนนี้ทั้ง Constructive Engagement และ Flexible engagement ไม่ใช่สิ่งสำคัญของอาเซียนอีกต่อไป เพราะอาเซียนไม่ได้มีปัญหากันเอง แต่กำลังเป็นหมากตัวสำคัญของสงครามเย็นระหว่างสหรัฐและจีน ดังนั้นเอาเซียนจะต้องหาทฤษฎีใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่

ตัวอย่างเช่น สหรัฐและจีนต่างก็มีทฤษฎีของตัวเองในการรักษาความเป็นใหญ่เอาไว้ สีจิ้นผิง เสนอทฤษฎี “ความฝันจีน” เพื่อสร้างจีนให้เป็นมหาอำนาจด้วยค่านิยมแบบจีนและวิถีเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบจีน ขณะที่ทรัมป์ประกาศทฤษฎีต่อต้านโลกาภิวัฒน์และสนับสนุนชาตินิยม (สุนทรพจน์เร็วๆ นี้ของทรัมป์กล่าวว่า The future does not belong to globalists. The future belongs to patriots) พูดง่ายๆ คือทั้งจีนและสหรัฐมองเข้าหาตัวเอง จะมองไปข้างนอกก็ต่อเมื่อมีประโยชน์ต่อตน

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงเทพฯ ควรจะเป็นการพบกันระหว่างทรัมป์กับผู้นำจีน แต่ทรัมป์ยกเลิกกำหนดการณ์ ซึ่งพอเข้าใจเพราะฝ่ายจีนส่งหลี่เค่อเฉียงมาไม่ใช่สีจิ้นผิง และอันที่จริงทรัมป์ก็เพิ่งไปคุยกับสีจิ้นผิงในการประชุม G20 ที่โอซาก้าเมื่อเดือนมิถุนายน

เรื่องการค้าและความสัมพันธ์ทั่วไป ทรัมป์กับสีคุยกันแล้วที่โอซาก้า เหลือแค่การชิงพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น การที่ทรัมป์มีกำหนดการณ์จะมาร่วมประชุมที่กรุงเทพฯ แสดงว่ามีเจตนาที่จะมาโน้มน้าวภูมิภาคนี้ให้เป็นพวกเดียวกับตน

แต่แล้วทรัมป์ก็สับขาหลอกด้วยการบอกว่าจะไม่มากรุงเทพฯ แล้วาส่งที่ปรึกษาประธานาธิบด้านกิจการความมั่นคงแห่งชาติ รอเบิร์ท ซี. โอไบรอัน (Robert C. O’Brien) เป็นผู้นำทีม โดยมีผู้ติดตรมคือวิลเบอร์ รอส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

จากแถลงการณ์ของทำเนียบขาว เราจะเห็นได้ว่าทรัมป์ส่งทีมด้านความมั่นคงมาเป็นทัพหน้าที่กรุงเทพฯ แล้วให้ทีมการค้าเป็นฝ่ายติดตาม ดังนั้นสิ่งที่เขามุ่งหวังคือการดึงอาเซียนมาเป็นพวกจริงๆ ส่วนเรื่องการค้าเป็นเรื่องรอง ทั้งๆ ที่อาเซียนต่างบอบช้ำจากสงครามการค้าจีนสหรัฐอย่างหนัก ขนาดที่นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัดแห่งมาเลเซียที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับโลกตะวันตกยังบอกให้อาเซียนผนึกกำลังกันเพื่อต่อต้านทรัมป์

รอเบิร์ท ซี. โอไบรอันไม่ใช่ผู้แทนธรรมดาๆ เขาผู้นี้เป็นกุนซือทรัมป์ด้านความมั่นคงที่มีแนวคิดแบบเดียวกับทรัมป์คือชาติเป็นใหญ่ อเมริกันเป็นใหญ่ และชาติอมริกันจะยิ่งใหญ่ได้จะต้องสร้างพันธมิตร

สิ่งที่สะท้อนแนวคิดของโอไบรอันได้ดีที่สุดคือหนังสือของเขาที่ชื่อ “ขณะที่อเมริกากำลังหลับไหล: การรื้อฟื้นการเป็นผู้นำของอเมริกาในยุคที่โลกอยู่ในวิกฤต (While America Slept: Restoring American Leadership to a World in Crisis) ซึ่งโจมตีนโยบายสายพิราบของรัฐบาลโอบามา และมองจีนเป็นภัยคุกคาม ในหนังสือเล่มนี้เขาบอกชัดเจนว่า

“สหรัฐควรที่จะอยู่ข้างเดียวกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งพยายามที่จะปกป้องสิทธิด้านน่านน้ำของประเทศสมาชิกในการสัญจรอย่างเสรีในน่านน้ำสากลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ความพยายามของอาเซียนที่จะบังคับใช้ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea) เมื่อปี 2002 สมควรที่จะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2011 แนวปฏิบัติบาหลีเป็นความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยในแนวร่วมนี้ แต่จะต้องมีการทำมากกว่านี้ โดยการสนับสนุนทางการทูตของสหรัฐ อาเซียนจะมีน้ำหนักมากกว่าขึ้นในการเจรจาเรื่องปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติกับจีน”

ที่ปรึกษาของทรัมป์ย้ำว่า “พันธมิตรที่ดีที่สุดของสันติภาพในแปซิฟิกคือสหรัฐที่แข็งแกร่ง และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรของตน เพื่อให้มั่นใจว่าการผงาดของจีนจะเป็นการผงาดที่สันติจริง”

จีนก็มองเกมนี้ขาด โดยเน้นไปที่การคุยเรื่องทะเลจีนใต้ เพื่อซื้อใจอาเซียนก่อนที่สหรัฐจะดึงความสนใจไป จีนเตะถ่วงเรื่องการกำหนดกติกาการใช้น่านน้ำร่วมกัน (Code Of Conduct) มานานหลายปี จนหลังการประชุมที่โอกาซาจบไปไม่ถึงเดือน จู่ๆ ในเดือนกรกฎาคมจีนก็ยอมที่จะคุยกับอาเซียนในเรื่องนี้ และล่าสุด นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงย้ำอีกครั้งว่าอีก 3 ปีได้มีกติกาใช้ร่วมกัน แน่นอนว่าพอมีกติกาทั้งจีนและอาเซียนจะกระทบกระทั่งกันน้อยลง นี่คือการแก้เกมของจีนโดยพยายามให้อาเซียนวางใจจีนว่าจะไม่ฮุบน่านน้ำทะเลจีนใต้ได้แต่ผู้เดียว

แม้แต่อินเดียที่อยาจกะมาเกี่ยวพันกับอาเซียนก็ไม่ได้มาเจรจาเรื่องการค้า แต่มาคุยโฆษณาตัวเอง นากยรับมนตรี นเรนทระ โมที ขึ้นเวทีไม่ได้พูดถึงการค้า แต่พูดว่าอินเดียเจริญก้าวหน้าอย่างไรบ้างในด้านเทคโนโลยี สาธารณูปโภคขึ้นพื้นฐาน และการสาธารณสุข คุยเรื่องอินเดียกำจัดความยากจนกับปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างไร แล้วย้ำว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของอินเดีย”

โมทีมาคุยเรื่องตัวเองถึงกรุงเทพฯ ทำไมถ้าไม่ใช่มาโฆษณาว่าอินเดียในยุคของเขาพร้อมที่จะเป็นหุ้นส่วนที่ทรงพลังของอาเซียนพอๆ กับสหรัฐและจีน พูดๆ ง่ายๆ ก็คืออาเซียนกำลังถูกทั้ง 3 ประเทศนี้ยื้อแย่งไปเป็นพวกตน

แต่อาเซียนสนใจเรื่องปากท้องมากกว่า โมทีเองก็ย้ำเช่นกันว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะลงทุนในอินเดีย ทว่า โมทีคนเดียวกันนี่เองที่ทำให้ที่ประชุมสรุปข้อตกลงการค้าเสรีไม่ได้ในนาทีสุดท้าย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อินเดียตกลงไปแล้วว่าจะให้ผ่านเพื่อเตรียมประกาศในวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน แต่เมื่อโมทีมาถึงเขาบอกว่าอยาจะให้ขยายเป้าหมายด้านภาคบริการมากกว่านี้

การเจรจาย่อมต้องการการต่อรอง แต่การมาเปลี่ยนท่าทีตอนนาทีสุดท้ายกิจผ่านมติมันดูแปลกเกินไป และเราพึงเข้าใจว่า “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค” RCEP เป็นการผลักดันของจีน

ชัดแล้วว่ามหาอำนาจกำลังใช้เวทีอาเซียนมางัดข้อกัน โดยที่อาเซียนได้แต่หวังลมๆ แล้งๆ เรื่องผลประโยชน์ทางการค้า

ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต แห่งฟิลิปปินส์ กล่าวเตือน (ผ่านทางโฆษกของเขา) ว่า “ภูมิทัศน์ในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ตระหนักถึงการผงาดของพญามังกร (จีน) ในโลกที่ยังคงถูกครอบงำโดยพญาอินทรีทะยาน (สหรัฐ) เขาเรียกร้องให้ผู้นำอาเซียนจะต้องไม่เลือกหรือถูกบังคับให้เลือกข้าง โดยเขาชี้ให้เห็นถึงสิ่งเรียกว่า ‘ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์’ ที่เกิดขึ้นจากผู้นำที่ผ่านมาของฟิลิปปินส์ ซึ่งขณะนี้เขาได้ทำการแก้ไขผ่านนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระของเขาแล้ว”

ที่ผ่านมาฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างที่ดีของการเลือกสหรัฐ และเป็นศัตรูกับจีน ผลก็คือฟิลิปปินส์ถูกสหรัฐครอบงำและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจกับจีน เมื่อดูเตร์เตดำเนินนโยบายที่เป็นตัวของตัวเอง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จีนเริ่มมองฟิลิปปินส์เป็นมิตรมากขึ้นแม้จะยังขัดแย้งเรื่องน่านน้ำ ขณะเดียวันสหรัฐก็ไม่มีช่องทางที่จะเข้ามาปลุกระดมในอาเซียนโดยมีวาระซ่อนเร้น

จีนซื้อใจอาเซียน ยันอีก3ปีมีกติกาใช้ทะเลจีนใต้ร่วมกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605245

  • วันที่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 12:06 น.

จีนซื้อใจอาเซียน ยันอีก3ปีมีกติกาใช้ทะเลจีนใต้ร่วมกัน

นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีนกล่าวที่กรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์หลังจากพบปะกับบรรดาผู้นำจากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยกล่าวว่า จีนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาวในทะเลจีนใต้

ในการประชุมสุดยอดที่กรุงเทพฯ หลี่อ้างถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติ (Code Of Conduct) ในการใช้น่านน้ำทะเลจีนใต้ร่วมกัน โดยเป็นมาตรการที่นานาประเทศต่างเฝ้ารอมานาน และจะเสร็จสิ้นภายในสามปี

“เรายินดีที่จะทำงานร่วมกับอาเซียนภายใต้ฉันทามติที่ได้บรรลุถึง เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในระยะยาวในทะเลจีนใต้ตามตารางเวลาที่กำหนดเป็นเวลาสามปี” หลี่กล่าวในแถลงการณ์

ก่อนหน้านี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานอาเซียนกล่าวแสดงความคาดหวังงว่าอาเซียนกับจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องกติกาใช้ทะเลจีนใต้ร่วมกัน ปรากฎว่าจีนสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศจะหารือในประเด็นนี้

หลังจากจีนถูกกล่าวหาว่าเตะถ่วงการเจรจาทำให้ล่าช้าเป็นเวลาหลายปี ทั้งยังดำเนินการสร้างหมู่เกาะเทียมกับด่านทหารบนแนวปะการัง จนถูกประชาคมอาเซียนโต้แย้งมาโดยตลอด แต่ล่าสุดในปีนี้ จีนตกลงที่จะเริ่มการเจรจาและทั้งสองฝ่ายประกาศว่าการเจรจารอบแรกจากทั้งหมดสามรอบเสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

หลี่เรียกว่าความคืบหน้านี้ว่า  “เป็นหมายหลักที่สำคัญ” เพื่อความมั่นคงในภูมิภาค เขากล่าวว่าจีนมุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการเจรจากับสมาชิกอาเซียนซึ่งทั้งสี่ประเทศได้แก่ บรูไนมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่เผชิญหน้ากันในข้อพิพาทเรื่องน่านน้ำ

ระเบียบปฏิบัติดังกล่าวมีผลผูกพันทางกฎหมาย ถือเป็นเป้าหมายของสมาชิกอาเซียนที่ยาวนานหลายปี ซึ่งต่างไม่ยินยอมที่จีนอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำโดยไม่คำนึงถึงอธิปไตยของประเทศอาเซียน และยังเป็นการขัดขวางการสำรวจพลังงานและการประมงของประเทศอาเซียน

ทั้งนี้ การอ้างสิทธิ์ทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้ที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง ทำให้ประเทศสมาชิดอาเซียนขัดแย้งกับจีน เพราะต่างก็อ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำนี้เช่นกันและทับซ้อนกันในหลายพื้นที่

ท่าทีของจีนในครั้งนี้ นับเป็นความคืบหน้าอย่างไม่คาดฝัน จากที่ก่อนหน้านี้ในการประชุมสุดยอดอาเซียนมักจะสะดุดในประเด็นน่าน้ำทะเลจีนใต้มาโดยตลอด และเมื่อคราวที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพการประชุมนั้นอาเซียนขัดแย้งกันเองและกับจีนอย่างรุนแรงในประเด็นนี้

“รีวิวชีวิตนักรีวิว” อาชีพที่ทำเงินได้ไม่รู้จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605244

  • วันที่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 11:46 น.

PostToday Podcast:Deep Talk Ep.15 รีวิวชีวิตนักรีวิว อาชีพที่ทำเงินได้ไม่รู้จบ

“Deep Talk ถอดรหัสสตาร์ทอัพ” Podcast ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้กำลังไล่ล่าความสำเร็จทางธุรกิจ

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

ชาร์ลส์ พอนซี ต้นกำเนิดแชร์ลูกโซ่สุดฉาวแห่งยุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605225

  • วันที่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 19:59 น.

ชาร์ลส์ พอนซี ต้นกำเนิดแชร์ลูกโซ่สุดฉาวแห่งยุค

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยผ่านไป กลยุทธ์แชร์ลูกโซ่ก็ยังใช้ได้ตลอด

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า “แชร์ลูกโซ่” ที่ถือเป็นการฉ้อโกงประชาชนด้วยการหลอกให้นำเงินมาลงทุน โดยจูงใจว่าจะได้ผลตอบแทนสูงๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มีการนำเงินไปลงทุน เพียงแค่นำเงินจากสมาชิกรายหนึ่งไปจ่ายผลตอบแทนให้สมาชิกอีกรายหนึ่งเป็นทอดๆ

แชร์ลูกโซ่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Ponzi Scheme ซึ่งตั้งตามชื่อของ ชาร์ลส์ พอนซี (Charles Ponzi) ที่กลายเป็นคนดังในทางฉาวจากการใช้แลร์ลูกโซ่หลอกเงินคนอื่นในช่วงปี 1920 พอนซีเคยให้สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนคนที่นำเงินมาลงทุนกับเขา 50% ของเงินต้น ภายใน 45 วัน และ 100% ภายใน 3 เดือน แต่สุดท้ายแชร์ลูกโซ่ของเขาก็ล้มลง สร้างความเสียหายราว 20 ล้านเหรียญสหรัฐในขณะนั้น หรือราว 257 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน

พอนซีเป็นชาวอิตาลี ชีวิตช่วงวัยรุ่นของเขาค่อนข้างลำบาก เพราะครอบครัวมีปัญหาทางการเงิน พอนซีต้องทำงานเป็นพนักงานไปรษณีย์ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่บังเอิญคบเพื่อนที่เอาแต่เที่ยวเตร่ไม่สนใจการเรียน สุดท้ายจึงเรียนไม่จบและไม่มีเงินเก็บเลย

ต่อมาพอนซีย้ายไปอยู่สหรัฐด้วยเงินติดตัวเพียง 2.50 เหรียญสหรัฐ พร้อมกับความหวังว่าจะมีเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐเหมือนกับวัยรุ่นอิตาเลียนที่เดินทางไปแสวงโชคที่สหรัฐแล้วมีฐานะร่ำรวยกลับอิตาลี พอนซีเริ่มจากการทำงานเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหารจนได้เลื่อนขั้นเป็นพนักงานเสิร์ฟแต่สุดท้ายก็ถูกไล่ออก เพราะโกงเงินทอนลูกค้าและลักขโมยของ

ปี 1907 พอนซีย้ายไปอยู่ที่เมืองมอนทรีอัลของแคนาดา และจับพลัดจับผลูได้ทำงานเป็นผู้ช่วยในธนาคาร Banco Zarossi ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับแนวคิด “การนำเงินจากลูกค้าคนหนึ่งไปจ่ายให้ลูกค้าอีกคนหนึ่ง” หรือเรียกง่ายๆ ว่าแชร์ลูกโซ่เป็นครั้งแรก เนื่องจากธนาคารแห่งนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก 6% ซึ่งสูงกว่านาคารทั่วไปถึง 2 เท่า โดยใช้เงินจากบัญชีเงินฝากที่เพิ่งเปิดใหม่มาจ่ายดอกเบี้ยให้ลูกค้าเก่า ไม่นานธนาคารแห่งนี้ก็ล้มลงโดยที่เจ้าของธนาคารหอบเงินก้อนโตหนีไปเม็กซิโก

ต่อมาชีวิตของพอนซีจับพลัดจับผลูได้รู้จักกับ Internal reply coupon (IRC) หรือบัตรที่สามารถใช้แลกเป็นแสตมป์สำหรับส่งจดหมายตอบกลับไปต่างประเทศ เขาพบช่องโหว่ว่า IRC ในสหรัฐมีราคาสูงกว่าในอิตาลี เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งหากนำไปขายที่สหรัฐจะทำกำไรได้และไม่ผิดกฎหมาย

เมื่อเห็นโอกาสทำเงิน พอนซีจึงก่อตั้งบริษัทเพื่อระดมเงินมาซื้อ IRC เขายังตระเวนไปหาเพื่อนฝูงในเมืองบอสตันของสหรัฐเพื่อชักชวนมาลงทุนโดยสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ย 50% ของเงินต้นภายใน 45 วัน จ่าย 100% ภายใน 3 เดือน ในขณะที่ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยเพียง 5% เท่านั้น หลายคนจึงหลงเชื่อนำเงินมาลงทุนและได้ผลตอบแทนตามที่พอนซีรับปากไว้

ปี 1920 พอนซีตัดสินใจก่อตั้งบริษัทของตัวเองเพื่อดำเนินกิจการแชร์ลูกโซ่ เพียงเดือนแรกก็มีผู้หลงเชื่อลงทุน 18 คน รวมมูลค่า 1,800 เหรียญสหรัฐ และพอนซีก็จ่ายผลตอบแทนให้จริงตามสัญญา ทำให้มีการพูดกันปากต่อปากจนมีสมาชิกใหม่เข้ามาลงทุนมากขึ้นๆ เพียง 1 เดือนเงินลงทุนก็เพิ่มจาก 5,000 เหรียญสหรัฐเป็น 25,000 เหรียญสหรัฐ (64,189 เหรียญสหรัฐ เป็น 320,948 เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน) ในช่วงหลังมีเงินเข้าบริษัทราววันละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (12.84 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน)

การจ่ายผลตอบแทนสูงกว่าปกติทำให้บางคนเกิดความสงสัย เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่พอนซีจะจ่ายค่าตอบแทนการลงทุนสูงลิ่วในระยะเวลาสั้นๆ บวกกับบริษัทเฟอร์นิเจอร์ได้ฟ้องร้องพอนซีที่ไม่มีเงินสดจ่ายค่าเฟอร์นิเจอร์ ทำให้ผู้คนเริ่มสงสัยว่าพอนซีผลักดันชีวิตตัวเองจากศูนย์สู่ระดับมหาเศรษฐีในเวลาสั้นๆ ได้อย่างไร จึงมีการขุดคุ้ยเกิดขึ้น

ในช่วงนี้เองที่บางคนเริ่มถอนเงินลงทุนคืน และต่อมาทางการได้เข้ามาตรวจสอบบัญชีของบริษัทและพบว่าธุรกิจนี้ก็คือแชร์ลูกโซ่ดีๆ นี่เอง และตัวพอนซีเองก็เป็นหนี้ถึง 7 ล้านเหรียญสหรัฐ (89.86 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน) จนในที่สุดแชร์ลูกโซ่วงนี้ก็ล้มในเวลาเพียง 9 เดือนกว่าๆ  โดยพอนซีถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง 86 กระทง และถูกตัดสินจำคุก และเนรเทศออกจากสหรัฐในปี 1934 ขณะที่สมาชิกได้รับเงินคืนไม่ถึง 30% ของเงินลงทุน