เกรต้า ธุนแบร์ก จะกลับยุโรปอย่างไร หลังชิลีแคนเซิล COP25

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605217

  • วันที่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 17:33 น.

เกรต้า ธุนแบร์ก จะกลับยุโรปอย่างไร หลังชิลีแคนเซิล COP25

เกรต้า ธุนแบร์ก จะกลับยุโรปเพื่อร่วมประชุม COP25 ที่สเปนทันหรือไม่ หลังชิลีประเทศเจ้าภาพยกเลิกจัดงาน

เกรต้า ธุนแบร์ก สาวน้อยนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐและแคนาดา ได้ทวีตข้อความแสดงความเสียใจที่เธอไม่สามารถเดินทางไปเยือนประเทศในแถบอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ได้ หลังจากที่ชิลีซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติปี 2019 หรือ COP25 ที่กรุงซานติอาโก ประกาศยกเลิกการเป็นเจ้าภาพ

ไม่นานหลังการถอนตัวของชิลี ด้านสเปนได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัด COP25 ตามกำหนดเดิมในวันที่ 2-13 ธันวาคมนี้

เกรต้า ธุนแบร์ก ซึ่งเดินทางออกจากยุโรปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยการเล่นเรือใบที่ชื่อว่า Malizia II ออกจากอังกฤษข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังนครนิวยอร์ก แต่การออนทัวร์ทวีปอเมริกาของเธอต้องสะดุดเมื่อชิลีประกาศยกเลิกการประชุมเนื่องจากสถานการณ์ชุมนุมประท้วงในประเทศที่ยื้ดเยื้อ

ขณะนี้ธุนแบร์กอยู่ที่นครลอสแองเจลิส และกำลังออนทัวร์อเมริกาไปได้ครี่งทางต้องรีบเปลี่ยนแผนการเดินทางกลับยุโรปให้ทันกับการประชุม COP25 ที่สเปน แต่ด้วยความที่เธอปฏิเสธจะใช้วิธีการเดินทางด้วยการโดยสารเครื่องบินพาณิชย์ ด้วยเหตุผลที่ว่าการโดยสารเครื่องบินข้ามแอตแลนติกมีค่าการปล่อยมลพิษถึง 183,910 ปอนด์ต่อไฟล์ท เธอจึงต้องใช้เวลาเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยการนั่งเรือใบเป็นเวลา 15 วันแทน

หากเทียบกับการโดยสารเครื่องบินพาณิชย์จะใช้เวลาเดินทางราว 8- 10 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าหลังจากที่ธุนแบร์กเดินทางถึงนิวยอร์ก เรือ Malizia II ที่พาเธอแล่นมาสหรัฐนั้น ได้เดินทางกลับฝรั่งเศสไปแล้ว

ในทวิตของธุนแบร์กเธอบอกว่า ตอนนี้เธอต้องหาทางเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนดติกภายในเดือนพฤศจิกายน .. หากใครสามารถช่วยเธอในเรื่องนี้ได้เธอจะขอบคุณมาก

เดโมแครตจะถอดถอนทรัมป์ไปทำไม ในเมื่อปีหน้าก็เลือกตั้งแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605214

  • วันที่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

เดโมแครตจะถอดถอนทรัมป์ไปทำไม ในเมื่อปีหน้าก็เลือกตั้งแล้ว

โดย … ชยพล พลวัฒน์ ข่าวต่างประเทศ Posttoday Exclusive

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างนั้น มีมติด้วยคะแนน 232 ต่อ 196 อนุมัติให้มีการเปิดไต่สวนอย่างเป็นทางการเพื่อนำไปสู่ญัตติถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่ง

ชนวนเหตุที่เดโมแครตเดินหน้าอิมพิชเมนต์ คือกรณีที่พบหลักฐานซึ่งเชื่อได้ว่าทรัมป์อาจใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดี กดดันผู้นำต่างชาติ ซึ่งก็คือประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน หาทางเช็คบิลนายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และเป็นคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในศึกเลือกตั้งปี 2020 เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางทหารและเศรษฐกิจที่สหรัฐจะมอบให้ยูเครน

เดโมแครตตั้งคำถามว่า หากทรัมป์เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวจริง อาจเข่าข่ายทำผิดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ

ทันทีที่สภาล่างคองเกรสลงมติ ทรัมป์ได้ทวิตข้อความโจมตีว่า “นี่เป็นการล่าแม่มดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน”

 

ขั้นตอนหลังจากนี้คือคณะกรรมาธิการชุดต่างๆของคองเกรสจะเชิญ บุคคลที่เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมาสอปปากคำ ไต่สวน หรือให้ข้อมูลซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเปิดเผยต่อสาธาณะ ซึ่งบุคคลต่อไปที่ถึงคิวจะขึ้นให้การต่อคณะกรรมาธิการคองเกรสคือนายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นของทรัมป์ ซึ่งถูกทรัมป์ไล่ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

การตรวจสอบดำเนินไปตามขึ้นตอน … ทรัมป์จะมีมูลความผิดจริงหรือไม่ ก็เป็นไปตามกระบวนการหลังจากนี้ เราจะได้รู้กัน

แต่ที่บอกว่าเป็นการยากที่เดโมแครตเนื่องจากว่า หากสภาผ่านขั้นตอนกระบวนการตรวจไต่สวนตรวจสอบจนชัดเจนแล้ว จะมีน้ำหนักพอให้ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติถอดถอนประธานาธิบดีได้หรือไม่

กระบวนการอิมพีชเมนต์มีขั้นตอนอย่างไร

กระบวนการถอดถอนประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลักๆคือ เมื่อสภาผู้แทนฯสหรัญเชื่อว่าประธานาธิบดีผิดจริง หรือมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าทำผิดจริง ไม่ว่าจะทั้งการเข้าข่ายการกบฏ, ติดสินบน, อาชญากรรมร้ายแรง หรือความผิดทางอาญาอื่นๆ พวกเขาจะเริ่มต้นการฟ้องร้องประธานาธิบดี กระบวนการไต่สวนอย่างเป็นทางการจะตามมา (ขณะนี้คองเกรสอยู่ในขั้นตอนนี้)

เมื่อเชื่อว่าปธน.ผิดจริงฝ่ายนิติบัญญัติจะทำการร่างหนังสือถอดถอนไปยังสภา สภาผู้แทนฯจะทำการโหวตรอบแรกโดยใช้เสียงส่วนมากตัดสิน หากสภาผู้แทนฯมีเสียงข้างมากให้ประธานาธิบดีเข้าข่ายถูกถอดถอน กระบวนการพิจารณาคดีจะเริ่มต้นขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่เป็นโจทก์ฟ้องประธานาธิบดี ด้านประธานาธิบดีสามารถใช้ทนายสู้คดีได้ ขั้นตอนนี้ทั้งสภาและจำเลย(ประธานาธิบดี) จะงัดหลักฐานทุกอย่างและข้อโต้แย้งสู้ดคีกัน ก่อนที่สภาจะทำการโหวตรอบสองและต้องได้คะแนนเสียงมากกว่า 2 ใน 3 ประธานาธิบดีจึงจะถูกถอดถอน

 

แนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ

วุฒิสมาชิกของสภาสหรัฐชุดปัจจุบันประกอบด้วย 53 เสียงจากรีพับลิกกัน 45 เสียงจากแดโมเครต และอีก 2 เสียงจากส.ว.อิสระ นั้นหมายความว่าวุฒิสภาซึ่งมีพรรครีพับลิกกันครองเสียงข้างมาก จะต้องลงคะแนนเสียงให้ได้อย่างน้อย 67 เสียง ซึ่งนั้นหมายถึงจะต้องมี “ส.ว.งูเห่า” ฝั่งรีพับลิกกันอย่างน้อย 20 เสียง โหวตถอดถอนทรัมป์

ซึ่งหากถึงขั้นตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าส.ว.รีพับลิกกันจะหักหลังทรัมป์ด้วยการโหวตสวนทางพรรคหรือไม่ .. (แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะมี ส.ว.ดาวเด่นของรีพับลิกกันหลายคนไม่ชอบทรัมป์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว)

แล้วเดโมแครตจะเดินหน้าถอดถอนทรัมป์ทำไม ในเมื่อปีหน้า (2020) สหรัฐจะต้องเลือกตั้งประธานาธิบดีอยู่แล้ว?

ปัจจุบันเดโมแครตมีผู้สมัครชิงตำแหน่งปธน.2020 ถึง 17 คน แม้จะลดลงจากเดิมซึ่งมีอยู่ 27 คน เนื่องจากประกาศถอนตัวไปก่อนหน้านี้

แต่เชื่อหรือไม่ว่าในบรรดาผู้สมัครเดโมแครตทั้งหมด ทรัมป์บอกผมไม่กลัวใครเลย (เว้นเสียแต่คนเดียว คือ โจเซฟ ไบเดน หรืออดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน) นักวิเคราะห์การเมืองอเมริกันทุกฝ่ายมองตรงกันว่า โจ ไบเดน นี่แหละคือ “คู่ชก” ในศึกเลือกตั้ง 2020 ตัวจริงของทรัมป์

 

อดีตรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน

เกมส์นี้แท้จริงคือการงัดข้อของสองพรรคใหญ่

ทรัมป์พยายามเล่นเกมส์สกัดขาคู่แข่งเลือกตั้งด้วยการอ้างว่าบุตรชายไบเดน เอี่ยวคอรัปชั่นในยูเครน เช่นเดียวกับเลือกตั้งในปี 2016 ทรัมป์ก็ได้ใช้เกมส์เดียวกันนี้กับ ฮิลลารี่ คลินตัน คู่แข่งเลือกตั้งที่ใครๆก็เชื่อว่าทรัมป์ไม่มีวันชนะเลือกตั้ง

การพ่ายแพ้ของเดโมแครตครั้งนั้น ทำให้มาคราวนี้เดโมแครตรู้ดีกว่าหากจะเล่นงานทรัมป์ ต้องใช้เกมส์แรง เดโมแครตจะไม่ยอมทรัมป์เดินหมากอยู่ฝ่ายเดียวแน่นอน ดังนั้นการเดินหน้ากระบวนการถอดถอน แม้เดโมแครตอาจจะรู้อยู่แก่ใจว่ายังไงเสีย ก็ไม่อาจถอดถอนทรัมป์ได้สำเร็จ แต่ก็ยังดีไม่ทำอะไรเลยและปล่อยให้ศัตรูกระทำอยู่ฝ่ายเดียว

ผลสำรวจของสำนักข่าววอชิงตันโพสต์ และเอบีซี ชี้ว่าร้อยละ 49% ของชาวอเมริกันต้องการให้ทรัมป์พ้นจากทำเนียบขาว ขณะร้อยละ 47% บอกว่าไม่ต้องการอิมพีชเมนต์

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้มีรายงานจากสื่อสหรัฐหลายสำนักที่ชี้ตรงกันว่าคะแนนนิยมในตัวปธน.ทรัมป์กำลังลดลง 

ยังไม่ชัดเจนว่าระยะเวลาของกระบวนการอิมพิชเมนต์ทั้งหมดจะดำเนินไปสิ้นสุดที่ตรงจุดไหนแต่ทว่าการกระชับแนวรบของเดโมแครตในครั้งนี้ผลจะเป็นเช่นไร โลกจะได้รู้กันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่กำลังจะขึ้นในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2020

มหาเธร์แนะอาเซียนต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605213

  • วันที่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 15:58 น.

มหาเธร์แนะอาเซียนต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

ผู้นำมาเลเซียแนะอาเซียนต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเข้าไปสู้ในเวทีการค้าโลก

นายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย เผยกับบรรดาผู้นำธุรกิจที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2562 ที่ประเทศไทยว่า อาเซียนต้องใช้อำนาจของตลาดที่มีประชากรรวมกันถึง 650 ล้านคนและรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมในยุคที่แต่ละประเทศต่างปกป้องสิทธิทางการค้าของตนเอง

ผู้นำมาเลเซียวัย 94 ปี ยังกล่าวอีกว่าอาเซียนควรเรียนรู้จากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐแล้วต่อสู้กลับ โดยยกตัวอย่างกรณีที่ตะวันตกแบนการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเซียว่าหากสหรัฐตัดลดการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเซีย มาเลเซียก็จะตัดลดการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเช่นกัน ซึ่งอาเซียนก็สามารถใช้อำนาจความเป็นตลาดใหญ่ต่อรองได้เช่นกัน

“เราไม่ต้องการเข้าสู่สงครามการค้า แต่บางครั้งที่มีคนมาทำไม่ดีกับเรา เราก็ไม่ต้องทำดีกับเขา เราควรเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าไปเดี่ยวเราจะถูกรังแก” มหาเธร์กล่าว

“แมร์เคิล” เยือนเดลี ท่ามกลางฝุ่นพิษระดับอันตราย โดยไม่สวมหน้ากากป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605202

  • วันที่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 13:28 น.

"แมร์เคิล" เยือนเดลี ท่ามกลางฝุ่นพิษระดับอันตราย โดยไม่สวมหน้ากากป้องกัน

นายกฯเยอรมนี เยือนเมืองหลวงอินเดีย ท่ามกลางค่ามลพิษอันตรายสุดของโลก จากปัญหาหมอกควัน

นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ต้องเดินตรวจแถวทหารที่ทำเนียบประธานาธิบดี ร่วมกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี โดยที่ผู้นำทั้งสองไม่สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นพิษ ท่ามกลางสภาพหมอกควันพิษในกรุงนิวเดลี ซึ่งถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีค่ามลพิษทางอากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพสูงที่สุดของโลก โดยมีค่าดัชนี AQI สูงสุดถึง 743 ซึ่งอยู่ในระดับเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ

สำหรับปัญหาหมอกควันพิษในเดลี ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยมากถึง 20 ล้านคนนั้นประกอบจากหลายปัจจัยทั้งไอเสียจากรถยนต์และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเผาทางการเกษตร ขณะที่เว็บไซต์ของสถานทูตสหรัฐระบุว่า มีค่าฝุ่นPM 2.5  สูงเกินเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกถึง 19 เท่า

WTO ไฟเขียวจีน มีสิทธิเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 3.6 พันล้านต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605191

  • วันที่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 12:07 น.

WTO ไฟเขียวจีน มีสิทธิเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 3.6 พันล้านต่อปี

อนุญาโตฯ WTO ให้สิทธิจีนคว่ำบาตรภาษีสินค้ามะกัน 3.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี เซ่นข้อพิพาทมาตรการทุ่มตลาดของสหรัฐ

อนุญาโตตุลาการขององค์การการค้าโลกหรือ WTO ได้เผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยได้ให้สิทธิต่อทางการจีนสามารถตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐเป็นมูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สืบเนื่องจากข้อพิพาทที่จีนฟ้องต่อ WTO เนื่องจากสหรัฐไม่ยอมยกเลิกการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping หรือ AD) ส่งผลให้บรรดาผู้ส่งออกของจีนได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวเป็นมูลค่าถึง 3,579 พันล้านดอลลาร์ ทางจีนจึงขอทาง WTO ให้สามารถกำหนดกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในมูลค่าที่เท่ากันในแต่ละปีเพื่อชดเชยความเสียหาย

การตัดสินใจครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่องค์การการค้าโลกอนุญาตให้ประเทศจีนกำหนดภาษีในข้อพิพาททางการค้า

กรณีข้อพิพาทนี้มีขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2013 จากการที่รัฐบาลปักกิ่งได้ยื่นฟ้องสหรัฐว่า มาตรการดังกล่าวที่สหรัฐใช้กับหลายประเทศรวมถึงจีนนั้นไม่สอดคล้องและไม่สมเหตุสมผลต่อหลักการค้าเสรีของ WTO

คำตัดสินของ WTO ครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐกับจีนกำลังจะลงนามในข้ อตกลงการค้าในเฟสแรกในเดือนนี้ ซึ่งปธน.ทรัมป์ได้เผยถึงสถานที่การลงนามแล้วว่าอาจเป็นที่รัฐไอโอว่า ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับกผลกระทบจากสงครามการค้ามากที่สุด หลังจากก่อนหน้านี้คาดว่าจีนและสหรัฐอาจใช้เวทีประชุมเอเปกลงนามข้อตกลงดังกล่าว แต่ชิลีซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพได้ยกเลิกการจัดประชุมสืบเนื่องจากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลอันยื้ดเยื้อ

คาดทั้ง 39 ศพท้ายรถบรรทุก เป็นชาวเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605184

  • วันที่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 10:25 น.

คาดทั้ง 39 ศพท้ายรถบรรทุก เป็นชาวเวียดนาม

ตำรวจอังกฤษเชื่อศพทั้ง 39 ร่างที่พบท้ายรถบรรทุกในอังกฤษนั้น อาจเป็นชาวเวียดนามทั้งหมด

สำนักงานตำรวจเขตเอสเซกส์ ได้ออกแถลงการถึงความคืบหน้ากรณีพบศพผู้เสียชีวีตชาวเอเชียจำนวน 39 ศพท้ายรถบรรทุกในเขตอุตสาหกรรมทางตะวันออกของกรุงลอนดอนเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมานั้น

ทางตำรวจระบุว่า ขณะนี้จากหลักฐานทั้งหมดเท่าที่มี เชื่อว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดจะเป็นพลเมืองเวียดนาม ซึ่งขณะนี้ทางตำรวจกำลังเร่งประสานงานกับรัฐบาลเวียดนามและครอบครัวของผู้เสียชีวิตเพื่อหาหลักฐานการสอบสวนเพิ่มเติม

 

“ทางตำรวจได้ติดต่อโดยตรงกับหลายครอบครัวในเวียดนามและในอังกฤษ ส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่าผู้ตกเป็นเหยื่อในครั้งนี้ได้เสียชีวิตระหว่างพยายามเดินทางเข้าอังกฤษ”

ก่อนหน้านั้นที่ทางอังกฤษระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 39 รายนั้นอาจเป็นพลเมืองจีน แต่เชื่อว่าผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายอาจใช้วิธีการปลอมแปลงสัญชาติ

 

ขณะนี้ทางอังกฤษยังต้องรอการรวบรวมหลักฐานยืนยันอัตลักษณ์ เนื่องจากอยู่ในเขตอำนาจศาลของหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่หลายครอบครัวในเวียดนามกำลังเฝ้ารอข่าวอย่างจดจ่อ พร้อมเกรงว่าหนึ่งใน 39 ศพนั้นอาจเป็นคนในครอบครัวของตน

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดเงียอานของเวียดนามก็มีรายงานเมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยสองรายที่คาดว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องคดีค้ามนุษย์ แต่ไม่ชัดเจนว่าจะเกี่ยวข้องกับทั้ง 39 ศพนี้หรือไม่

ดราม่ากฎหมายเยาวชนจีน เด็ก 13 ฆ่าข่มขืนเด็ก 10 ขวบแต่ไม่ต้องรับโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605163

  • วันที่ 01 พ.ย. 2562 เวลา 21:00 น.

ดราม่ากฎหมายเยาวชนจีน เด็ก 13 ฆ่าข่มขืนเด็ก 10 ขวบแต่ไม่ต้องรับโทษ

สังคมจีนเกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดว่าควรคุ้มครองเยาวชนที่ทำผิด หรือควรปกป้องคนที่ถูกกระทำมากกว่ากัน

เมื่อเร็วๆ นี้เกิดคดีสะเทือนขวัญขึ้นที่ประเทศจีน โดยเหยื่อเป็นเด็กหญิงวัย 10 ขวบจากเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ถูกคนร้ายพาตัวไปที่บ้านแล้วลงมือข่มขืนก่อนจะแทงจนเสียชีวิต แล้วถูกนำร่างไปทิ้งไว้ในป่าใกล้ๆ บ้านของเหยื่อ และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ คนร้ายเป็นเด็กชายอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น

แม้จะก่อคดีอุกฉกรรจ์แต่เด็กชายรายนี้ไม่ถูกตั้งข้อหา แต่จะถูกส่งตัวไปยังสถานพินิจเป็นเวลา 3 ปีแทน เนื่องจากตามกฎหมายอาญามาตรา 17 ของจีนกำหนดไว้ว่า เยาวชนอายุตั้งแต่ 14 ปีแต่ยังไม่ถึง 18 ปีที่ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือเจตนาทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ชีวิต หรือลงมือข่มขืน ปล้น ค้ายาเสพติด วางเพลิง อาจได้รับโทษสถานเบา

ส่วนเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 14 ปีจะไม่ถูกตั้งข้อหาและลงโทษ แต่ผู้ปกครองต้องอบรมหรืออาจถูกส่งตัวไปยังสถานพินิจซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น หลักกฎหมายนี้เรียกว่า doli incapax ในภาษาละติน หมายความว่า ไม่สามารถรู้ผิดชอบ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษเยาวชนด้วยโทษเดียวกับผู้ใหญ่ เนื่องจากกฎหมายมองว่ายังไม่มีวุฒิภาวะแยกแยะความถูกผิดในการกระทำของตัวเอง

เมื่อผลของการตัดสินเป็นเช่นนี้จึงเกิดการถกเถียงในสังคมจีนว่าเยาวชนที่กระทำความผิดต้องมีอายุเท่าไรจึงจะต้องรับโทษและจะลงโทษอย่างไร หลายคนเรียกร้องให้ทางการลงโทษเด็กชายวัย 13 ปีในคดีฆ่าข่มขืนนี้หนักขึ้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงอายุ เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งโต้กลับว่าต้องกำหนดอายุไว้สูงๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิของเยาวชนที่กระทำผิดให้ได้มีโอกาสกลับตัวกลับใจ

นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายคุ้มครองเยาวชน เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีมานี้เกิดคดีที่ผู้เยาว์เป็นผู้กระทำผิดทำนองเดียวกันนี้บ่อยครั้ง อาทิ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เด็กชายวัย 13 ปีแทงแม่จนเสียชีวิตหลังมีปากเสียงกัน แต่กลับถูกส่งตัวกลับบ้านภายใต้เงื่อนไขว่าต้องตั้งผู้พิทักษ์ระหว่างที่ทางการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากไม่สามารถตั้งข้อหาได้

อีกคดีหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว เด็กชายวัย 12 ปีจากเมืองหูหนานแทงแม่เสียชีวิต แต่ก็สามารถกลับไปเรียนตามปกติหลังก่อเหตุเพียง 9 วัน ในเดือนเดียวกันเด็กชายวัย 13 ปีสารภาพว่าใช้ค้อนทุบพ่อและแม้จนเสียชีวิต แต่ได้รับการปล่อยตัวกลับไปโรงเรียนเช่นเดียวกัน โดยที่ไม่มีใครต้องรับโทษทางอาญาเลย

อันที่จริงแต่ละประเทศกำหนดอายุของผู้กระทำความผิดที่ต้องรับโทษไว้ต่างกัน จากข้อมูลของเครือข่ายสากลด้านสิทธิเยาวชน (CRIN) ประเทศแถบยุโรปกำหนดไว้ที่ 12-16 ปี ยกเว้นในอังกฤษ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และสวิตเซอร์แลนด์ที่กำหนดให้เยาวชนอายุ 10 ปีต้องรับโทษ

ขณะที่ในหลายประเทศและหลายรัฐกำหนดอายุผู้กระทำผิดไว้ค่อนข้างต่ำ เช่น รัฐนอร์ทแคโรไลนาของสหรัฐ กำหนดไว้ที่ 6 ปี ใน 19 รัฐอื่นกำหนดไว้ที่ระหว่าง 7-11 ปี และแม้สหรัฐจะมีกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ทว่าเยาวชนที่เป็นผู้กระทำผิดหลายคนที่ก่อคดีร้ายแรงจะถูกพิจารณาคดีเช่นเดียวกับผู้ใหญ่

ด้านประเทศอินเดีย สิงคโปร์ บรูไน มาลาวี กำหนดอายุผู้กระทำผิดที่ต้องรับโทษไว้ที่ 7 ปี ส่วนแซมเบียและเคนยา 8 ปี ทว่าข้อมูลของคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติซึ่งแนะนำให้กำหนดอายุผู้กระทำผิดที่ต้องรับโทษไว้ที่ 12 ปี ระบุว่าประเทศเหล่านี้จะตั้งข้อหาเยาวชนในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเยาวชนคนนั้นๆ มีความสามารถในการแยกแยะความถูกผิดเท่านั้น

ทั้งนี้ จีนกำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายให้ลงโทษผู้เยาว์ได้หนักขึ้น โดยกำหนดระดับความผิดไว้ 3 ระดับ ตั้งแต่พฤติกรรมไม่ดีไปจนถึงการก่ออาชญากรรมร้ายแรง และกำหนดมาตรการลงโทษ 8 อย่างซึ่งใช้บังคับกับเยาวชนอายุต่ำกว่า 14 ปีด้วย เช่น ไปตัวไปยังโรงเรียนสำหรับเยาวชนที่กระทำความผิด เพื่อไม่ให้ผู้เยาว์ที่ทำความผิดถูกปล่อยตัวกลับบ้านโดยไม่ต้องได้รับโทษเช่นในหลายคดีที่ผ่านมา

***หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นเรือนจำในเมืองมอนเทอร์เรย์ของเม็กซิโก Photo by Julio Cesar AGUILAR / AFP

เตือนไข้หวัดหมูลามทั่วเอเชีย ฉุดราคาเนื้อหมูแพงหูฉี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605147

  • วันที่ 01 พ.ย. 2562 เวลา 19:30 น.

เตือนไข้หวัดหมูลามทั่วเอเชีย ฉุดราคาเนื้อหมูแพงหูฉี่

นับตั้งแต่เริ่มระบาดในจีนเมื่อกลางปีที่แล้ว โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรก็แพร่กระจายไปอีกหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงเพื่อนบ้านของไทยอย่างเวียดนาม ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ นับจนถึงตอนนี้มีอย่างน้อย 50 ประเทศแล้วที่ได้รับผลกระทบ

ล่าสุด มาร์ก ชิพพ์ รองผู้อำนวยการองค์กรสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เผยว่า หมูทั่วโลกอย่างน้อย 1 ใน 4 จะติดเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรตาย ส่งผลให้เนื้อหมูขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามต่อการเลี้ยงหมูเชิงพาณิชย์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา

ขณะที่ โมนีค เอลัวต์ ผู้อำนวยการใหญ่องค์กรสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เตือนว่า เชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรจะระบาดไปอีกหลายประเทศในเอเชียซึ่งขณะนี้มีหลายประเทศต้องฆ่าหมูไปแล้วนับล้านตัว และยังไม่มีประเทศไหนรับมือการระบาดครั้งนี้ได้ “ทุกประเทศมีความเสี่ยงหมด ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรืออยู่ไกลจากแหล่งระบาด เนื่องจากมีแหล่งที่มาของการปนเปื้อนเชื้อโรคมากมาย”

โรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกรซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สามารถแพร่กระจายได้จากทั้งการที่นักท่องเที่ยวนำแฮมหรือแซนด์วิชหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของเนื้อหมูที่ติดเชื้อเข้าประเทศ การสัมผัสกับพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือติดจากการหายใจ หรือการนำของเหลือจากร้านอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อมาเลี้ยงหมู

ขณะนี้เชื้อดังกล่าวได้แพร่กระจายไปยังหลายประเทศในเอเชีย รวมทั้งเวียดนาม ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ โดยองค์กรสุขภาพสัตว์โลกเตือนว่ายังมีอีกหลายประเทศเสี่ยงถูกเชื้อไวรัสนี้โจมตีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ติดกับแหล่งที่เชื้อระบาด

การระบาดของเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรครั้งล่าสุดนี้ทำให้ประชากรหมูในเอเชียหายไปจากตลาดหลายล้านตัว โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งเป็นแหล่งผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดในโลกและประเทศบริโภคเนื้อหมูเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ที่ต้องฆ่าหมูไปมากกว่า 100 ล้านตัว ส่งผลให้ขาดคลนเนื้อหมูจนทางการต้องออกมาตรการบรรเทาความต้องการในประเทศ อาทิ นำเนื้อหมูแช่แข็งสำรองของประเทศออกสู่ท้องตลาด 10,000 ตัน และเร่งนำเข้าเนื้อหมูแช่แข็งจากยุโรปและสหรัฐ

ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ จีนต้องนำเข้าเนื้อหมูกว่า 1.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 44%

ถึงกระนั้นเนื้อหมูก็ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภค ทำให้ราคาขายปลีกถีบตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรของจีนพบว่าราคาเนื้อหมูพุ่งขึ้นกว่า 170% นับตั้งแต่ปีที่แล้ว การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันนี้ยังทำให้อัตราเงินเฟ้อของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 3% ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา จาก 2.8% ในเดือนก่อนหน้า

ยิ่งกว่านั้นคือการระบาดของเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไม่เพียงทำให้ประชากรหมูในเอเชียลดลงเท่านั้น แต่ยังทำให้ปริมาณเนื้อหมูในตลาดโลกน้อยลงด้วย จึงฉุดให้ราคาเนื้อหมูโลกสูงขึ้นตาม อย่างในแถบยุโรปพบว่าราคาเนื้อหมูที่ยังไม่ชำแหละเพิ่มขึ้นแล้ว 31% ส่วนลูกหมูเพิ่มขึ้น 56% ในช่วงปีที่ผ่านมา

ไอซิสตั้งบิ๊กบอสคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605151

  • วันที่ 01 พ.ย. 2562 เวลา 17:58 น.

ไอซิสตั้งบิ๊กบอสคนใหม่

กลุ่มรัฐอิสลามยอมรับ “บัฆดาดี” เสียชีวิตแล้วจริง ลั่นอเมริกันจะไม่มีวันเป็นสุข

กลุ่มรัฐอิสลามหรือ ไอซิส ได้แถลงการออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า นายอะบู บักร์ อัลบัฆดาดี อดีตผู้นำได้เสียชีวิตลงแล้ว ห้าวันหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่านายบัฆดาดีได้ระเบิดปลิดชีพตนเอง ระหว่างที่ทัพสหรัฐมีปฏิบัติการโจมตีบัฆดาดีขณะซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักทางภาคเหนือของซีเรีย

คำประกาศยืนยันดังกล่าวของกลุ่มไอซิส เป็นคลิปบันทึกเสียงที่ถูกอัพโหลดผ่านแอปพลิเคชั่นเทเลแกรม และถูกเผยแพร่ส่งต่อ ซึ่งนอกจากยอมรับการเสียชีวิตของบัฆดาดีแล้ว ยังยอมรับอีกว่านาย Abu Hassan al-Muhajir โฆษกของกลุ่มไอซิส ผู้ถูกว่าตัวเป็นผู้นำรัฐอิสลามต่อจากบัฆดาดี ก็ได้เสียชีวิตลงแล้วเช่นกัน โดยปฏิบัติการร่วมของกองกำลังเคิร์ด กับทัพสหรัฐ ซึ่งถูกสังหารตามหลังการตายของบัฆดาดีเพียงไม่กี่ชั่วโมง

กลุ่มรัฐอิสลามระบุว่านาย Ibrahim al-Hashemi al-Qurayshi จะขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มไอซิสคนใหม่หลังการตายของอัลบัฆดาดี

ไม่มีข้อมูลที่ระบุอย่างชัดเจนว่า al-Qurayshi เป็นใคร แต่นอกจากไอซิสจะประกาศชื่อของผู้นำกลุ่มคนใหม่แล้ว

กลุ่มไอซิสยังได้เตือนไปยังสหรัฐว่า สหรัฐจะไม่มีวันอยู่เป็นสุข และจะต้องรับผิดชอบต่อการตายของอัลบัฆดาดี

“พวกอเมริกันรู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันรัฐอิสลามได้แผ่ขยายไปยังยุโรปและแอฟริกากลางแล้ว และจะยิ่งขยายตัวไปทั่วตั้งแต่ตะวันออกไปจรดตะวันตกด้วยพรของพระผู้เป็นเจ้า”

นักการเมืองอินโดฯ ผู้หนุนกฎหมายห้ามคบชู้ ถูกเฆี่ยนฐานมีชู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605139

  • วันที่ 01 พ.ย. 2562 เวลา 17:12 น.

นักการเมืองอินโดฯ ผู้หนุนกฎหมายห้ามคบชู้ ถูกเฆี่ยนฐานมีชู้

นักการเมืองท้องถิ่นอาเจะห์ ผู้หนุนกฎหมายชารีอะฮ์ ถูกเฆี่ยนประจาน 28 ครั้ง หลังถูกจับได้ว่าเป็นชู้เสียเอง

เอเอฟพีรายงานว่า นาย Mukhlis bin Muhammad วัย 46 ปี ผู้นำศาสนาชุมชนและสมาชิกสภาอาเจะห์อูเลมา (MPU) ของจังหวัดอาเจะห์ ถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนประจาน 28 ครั้ง จากการที่เขาถูกจับได้ว่าแอบคบชู้ เช่นเดียวกับหญิงที่เป็นชู้กับนาย Mukhlis ก็ถูกเฆี่ยนประจาน 23 ครั้ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

นาย Mukhlis เป็นหนึ่งในสมาชิกสภาท้องถิ่นอาเจะห์ที่สนับสนุนให้มีใช้บทลงโทษต่อความผิดต่างๆตามกฎหมายชารีอะฮ์ รวมถึงเป็นคนที่มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายห้ามมีชู้ในอาเจะห์

รายงานระบุว่า การลงโทษของนาย Mukhlis และสตรีที่เป็นชู้ครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากเขาถูกแฉว่าแอบมี สัมพันธ์ลับกับสตรีคนหนึ่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

นาย Husaini Wahab รองนายกเทศมนตรีเมืองอาเจะห์กล่าวว่า “นี่เป็นกฎหมายของพระผู้เป็นเจ้า … ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากทำผิดก็ต้องถูกลงโทษเหมือนกันหมด ไม่เว้นแต่สมาชิกสภาท้องถิ่น นอกจากนี้เขา(Mukhlis)จะถูกไล่ออกจากการเป็นสมาชิกสภาศาสนาด้วย”

MPU เป็นกลุ่มสภาของบรรดาผู้นำศานาชุมชนที่คอยให้ข้อแนะนำต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย และหลักศาสนาอิสลามให้กับหน่วยงานและสภาท้องถิ่นของอาเจะห์

สำหรับนาย Mukhlis เป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่มมุสลิมหัวอนุรักษ์นิยมในท้องคนแรกของอาเจะห์ที่ถูกลงโทษด้วยการโบยนับตั้งแต่มีการใช้กฎหมายชารีอะฮ์ตั้งแต่ปี 2005 และมีการใช้กฎหมายดังกล่าวในการลงโทษความผิดอย่างแพร่หลายตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทัั้งการค้าประเวณี การคบชู้ คนรักร่วมเพศ เล่นการพนัน รวมถึงดื่มแอลกอฮอลล์