ประท้วงฮ่องกงทำพิษ เศรษฐกิจหดตัวรอบ 11 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605110

  • วันที่ 01 พ.ย. 2562 เวลา 14:17 น.

ประท้วงฮ่องกงทำพิษ เศรษฐกิจหดตัวรอบ 11 ปี

เศรษฐกิจฮ่องกงเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” เซ่นประท้วงยืดเยื้อนาน 5 เดือน ทัวร์หด-รีเทลหาย

ทางการฮ่องกงได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมาว่าอัตราการเติบโตทางเศรษญกิจของฮ่องกงหรือจีดีพี หดตัวลง 3.2% ในช่วงไตรมาสสามของปีนี้ นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่สองซึ่งเศรษฐกิจฮ่องกงหดตัวอยู่ที่ 0.5% นั่นหมายความว่าฮ่องกงได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วสืบเนื่องจากการประท้วงอันยืดเยื้อยาวนาน

นอกจากปัจจัยเหตุด้านการประท้วงแล้ว ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนก็เป็นอีกปัจจัยเสริมที่อาจยิ่งส่งผลเลวร้ายต่อศูนย์กลางการเงินของเอเชียแห่งนี้

เศรษฐกิจที่หดตัวในช่วงไตรมาสสามที่ 3.2% สืบเนื่องการสูญเสียรายได้จากบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกในฮ่องกง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวทื่ลดล โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนแรกของตุลาคมที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปถึง 50% จากช่วงปกติของปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับช่วงเดือนสิงหาคมที่ยอดค้าปลีกลดลงถึง 25%

นี่ยังไม่รวมถึงผลกระทบด้านการส่งออกที่ลดลง รวมถึงการจัดงานอีเว้นท์หรือการประชุมที่ต่างๆก็ถูกยกเลิก หรือย้ายไปจัดงานที่ประเทศอื่นอย่างสิงคโปร์แทน

Iris Pang นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร ING กล่าวว่า “การหดตัวของจีดีพีฮ่องกงจะดำเนินไปเรื่อยตลอดทั้งปี 2020 นั่นเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่แท้จริงไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค”

ทั้งนี้ หากเทียบเป็นรายปีแล้วจีดีพีฮ่องกงหดตัวเฉลี่ยที่ 2.9% ซึ่งจับเป็นตัวเลขที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปีวิกฤตการเงินโลกในปี 2008

“ครอบครัวทรัมป์” ขอย้ายบ้านไปอยู่ฟลอริด้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605096

  • วันที่ 01 พ.ย. 2562 เวลา 12:06 น.

"ครอบครัวทรัมป์" ขอย้ายบ้านไปอยู่ฟลอริด้า

ประธานาธิบดีทรัมป์และนางเมลาเนีย ทำเรื่องย้ายทะเบียนบ้านจากนิวยอร์ก ไปเป็นชาวฟลอริด้า เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ระบุว่า เลขที่ 1600 ถนนเพนซิลเวเนีย อันเป็นที่ตั้งของทำเนียบขาวจะเป็นสถานที่พำนักอย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดี และหวังในอีก 5 ปีข้างหน้าในสมัยที่สอง แต่ครอบครัวของเขาซึ่งทะเบียนบ้านพำนักในนครนิวยอร์กจะย้ายไปเป็นผู้พำนักในเขตปาล์มบีชรัฐฟลอริด้าแทน

ทรัมป์บอกว่า “ที่ผ่านมาทั้งครอบครัวเขาจ่ายภาษีให้ทั้งเมืองและรัฐนิวยอร์กเป็นจำนวนหลายล้านดอลลาร์ทุกปี แต่กลับได้รับการปฏิบัติที่แย่มากจากบรรดานักการเมืองท้องถิ่น”

ตามรายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า ครอบครัวทรัมป์จะย้ายบ้านจากเพนท์เฮาส์บนอาคารทรัมป์ทาวเวอร์ ในนครนิวยอร์ก ไปพำนักยังมาร์อะลาโกคลับ รีสอร์ตหรูธุรกิจของตระกูลทรัมป์ในฟลอริด้า เพื่อเหตุผลหลักคือผลประโยชน์ทางภาษีเนื่องจาก ตามกฎหมายรัฐฟลอริด้าไม่มีการจัดเก็บภาษีเงินได้ส่วนบุคคล รวมถึงมีอัตราภาษีมรดกที่น้อยกว่ารัฐนิวยอร์ก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นายแอนดรูวส์ โคว์โม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กสังกัดแดโมแครต ทวีตเยาะเย้ยว่า “โล่งอกเสียที เพราะทรัมป์ไม่ได้เสียภาษีให้รัฐอยู่แล้ว ขอให้ฟลอริด้าโชคดี”

ส.ส.สหรัฐโหวตเดินหน้าถอดถอนทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605090

  • วันที่ 01 พ.ย. 2562 เวลา 10:39 น.

ส.ส.สหรัฐโหวตเดินหน้าถอดถอนทรัมป์

สภาผู้แทนฯสหรัฐลงมติ 232 ต่อ 196 เสียง เดินหน้าไต่สวนเพื่อเปิดญัตติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สภาผู้แทนราษฏรสหรัฐซึ่งมีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากได้ลงคะแนนเสียงข้างมาก 232 ต่อ 196 เสียง เดินหน้ากระบวนการไต่สวนและเปิดอภิปรายเพื่อนำไปสู่กระบวนยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง โดยในจำนวนเสียงคัดค้านนอกจากจะมีส.ส.รีพับลิกกันแล้ว ยังมีส.ส. ของพรรคเดโมแครตร่วมออกเสียงคัดค้านด้วยสองคน

นางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐ และแกนนำเดโมแครตกล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนในสภาแห่งนี้ จะต้องพิทักษ์และปกป้องรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐ

ไม่มีใครที่สมัครเข้ามาทำงานในสภาเพื่อตั้งใจจะถอดถอนประธานาธิบดี เว้นเสียแต่ว่าการทำงานของผู้นำฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ นั้นสร้างความเสื่อมเสียและขัดต่อการให้สัตย์ปฏิญาณเรื่องการทำหน้าที่โดยชอบธรรม

 

… วิสัยทัศน์ของบิดาแห่งชาติของเรา ซึ่งประกาศอิสรภาพและก่อตั้งประเทศนี้ขึ้นมาก็เพื่อปกป้องหลักการแห่งเสรีภาพ รวมถึงคนหนุ่มสาวที่ต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยและธงชาติสหรัฐ … มาตรการที่ 2 แห่งรัฐธรรมนูญแม้จะให้อำนาจต่อประธานาธิบดี แต่เราก็มีกระบวนการตรวจสอบ รวมถึงคำสาบานตนต่อรัฐธรรมนูญ .. นั่นทำให้เราเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่เป็นเดิมพันทั้งหมดครั้งนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการปกป้องประธาธิปไตย”

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทวิตข้อความที่โจมตีเดโมแครตว่า “เป็นการล่าแม่มดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ”

ขั้นตอนหลังจากนี้คือคณะกรรมาธิการคองเกรสจะเปิดห้มีการไต่สวนเรื่องการถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐออกจากตำแหน่งอย่างเต็มรูปแบบได้อย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน

ก่อนหน้านี้มีนักการทูตสหรัฐและเจ้าหน้าที่หลายคน ไปแถลงให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนเกี่ยวกับกรณียูเครน ซึ่งล่าสุดคือนายทิม มอร์ริสัน อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการคองเกรสโดยระบุหลักฐานชัดเจนว่า ทรัมป์ได้พยายามตั้งเงื่อนไขการสนับสนุนทางทหารต่อยูเครน จากกรณีพยายามกดดันให้ยูเครนดำเนินการทางกฎหมายต่อลูกชายนายโจไบเดนจริง โดยหลังจากนี้นายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของทรัมป์จะเข้าให้การเป็นรายต่อไป

เหตุที่สภาสหรัฐเดินทางกระบวนการถอดถอนทรัมป์เนื่องจาก พบหลักฐานที่เชื่อได้ว่าทรัมป์พยายามใช้อำนาจของตนในฐานะประธานาธิบดีกดดัน ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ให้ดำเนินคดีทางกฎหมายต่อบุตรชายนายโจ ไบเดน ซึ่งทำธุรกิจอยู่ในยูเครน เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งนายไบเดนถือเป็นคู่แข่งทางการเมืองของทรัมป์ในการชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐในปี 2020

รวมทวีตดังเล่าเรื่องขนหัวลุกจากสัมผัสพิศวงของเด็กๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605069

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 20:14 น.

รวมทวีตดังเล่าเรื่องขนหัวลุกจากสัมผัสพิศวงของเด็กๆ

เมื่อเดือนมกราคมปี 2018 มีหนึ่งโพสต์ทวิตเตอร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและมีสื่อต่างประเทศนำมารายงานต่อ นั่นคือทวิตที่มีข้อความว่า “ถามคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กๆ อะไรคือสิ่งที่แปลกประหลาด/น่าขนลุกที่สุดที่เด็กเคยพูดกับคุณ? วันนี้คืนวันเสาร์ทำไมคุณไม่ลองเล่าเรื่องขนหัวลุกดูล่ะ?” หลังจากนั้นก็มีชาวทวิตเตอร์มาเล่าเรื่องชวนผวาพวกเขาเจอกับลูกๆ ของตัวเองกันอย่างสนุกสนาน เราได้รวบรวมเรื่องที่น่าสนใจมาให้อ่านรับขวัญวันฮาโลวีนกัน

@savingfilm เล่าว่า “ลูกชายของฉันเริ่มร้องเพลงที่ครั้งหนึ่งฉันเคยฟังบ่อยๆ แต่ซีดีพังเมื่อหลายปีก่อน ฉันถามเขาว่าเขาไปฟังมาจากที่ไหน เขาบอกว่าเขาจำได้ว่าได้ยินเมื่อเขาอยู่ในท้องของฉัน นั่นคือตอนที่ฉันทำซีดีพังพอดี”

@WhatADeelite เล่าว่า “เมื่อหลายปีก่อน คืนหนึ่งฉันได้ดูรายการ Unsolved Mysteries สามีของไปข้างนอก ดังนั้นมีแต่ฉันเท่านั้นและลูกชายของฉันที่อยู่ที่บ้าน เขาอาจจะ 2 ขวบในตอนนั้น เขามองข้ามไหล่ของฉันและถามว่า ‘ผู้ชายคนนั้นเป็นใครน่ะ’ ฉันบอกเลยว่าฉันไม่เคยกลัวอะไรขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต!”

@paulajanekelly เล่าว่า “ตอนที่ลูกสาวของเรายังเล็กเธอบอกเราว่า “คุณปู่มาหาหนูในเปลของหนูตอนกลางคืน” พ่อของฉันเสียชีวิตเมื่อหลานอายุได้หกเดือนและรักเธออย่างสุดซึ้ง”

@Artists_Ali “เมื่อหลานสาวของฉันอายุ 7 ขวบเธอถามเราว่าทำไมเราถึงเก็บคุณย่าคุณยายที่ตายแล้วไว้ทุกคนเลยในห้องใต้หลังคา … จากนั้นเธอก็หัวเราะ”

@TheOnlyLocs เล่าว่า “ตัวฉัน แม่ของฉัน และหลานสาวของฉันออกไปซื้อของ แม่ของฉันหยิบชุดออกมาหลานสาวของฉันพูดว่า “จะดูดีถ้าใส่มันในงานศพ” ระหว่างทางกลับบ้าน แม่ของฉันได้รับโทรศัพท์ถึงรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องเพิ่งจะเสียไป แล้วและแม่สวมชุดที่ที่ว่านั้นไปงานศพ”

@ali_booty เล่าว่า “ตอนที่น้องชายของฉันอายุ 3 ขวบ ฉันกับครอบครัวกำลังอยู่ในห้องนั่งเล่นและเขาเริ่มร้องเพลงแบบสุ่มๆ แม่ของฉันถามเขาว่าเขาเรียนรู้เพลงนี้จากที่ไหน เขาบอกว่า” ชายผู้ขาเดียวกับหมวกใบใหญ่สอนผม” เรื่องคือคุณปู่ใจดีของฉันเคยอาศัยอยู่ที่บ้านไร่และขาท่านถูกตัดไปข้างหนึ่ง”

@StephalicousM เล่าว่า “ลูกพี่ลูกน้อง 4 ขวบของฉันก็ขึ้นมานั่งบนตักฉันและเริ่มหัวเราะฉันถามเขาว่า “ขำอะไร” เขาบอกว่า “ตลกที่มีเด็กอยู่ในท้องพี่น่ะสิ” ตอนนั้นฉันยังไม่บอกใครเลยว่าฉันท้อง”

@snarkbat เล่าว่า “เด็กที่เพิ่งจะรับมาช่วยดูแลได้แค่ประมาณ 5 นาทีจ้องมาที่ฉัน แล้วหัวเราะคิกคักพูดว่า “พ่อของคุณเป็นตลก ทำไมคุณไม่หัวเราะล่ะ?” แล้วก็เดินออกไป เรื่องคือพ่อของฉันตายไปแล้ว 15 ปีแล้วและเด็กคนนี้อายุ 4 ขวบ”

@kyriemccauley เล่าว่า “มีหลายครั้งที่ลูกชายพูดถึง “ผู้ชายคนหนึ่ง” ในบ้านหลังเก่าของเรา (เขาบอกว่า “เขาตัวใหญ่เหมือนพ่อ แต่ไม่ใช่พ่อ”) เขาบอกว่าผู้ชายคนนั้นมักจะยืนอยู่ในห้องโถงมืดๆ หลังจากไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เป็นเวลาหลายเดือน จนวันหนึ่งเขาจ้องมองไปที่เพดานแล้วกระซิบว่า “ผู้ชายคนนั้นกลับมาแล้ว”

@xxviios เล่าว่า “ตอนหลานชายของฉันอายุ 2 ขวบ เขาเดินไปรอบ ๆ เพื่อแบ่งเครื่องดื่มจากขวดของเขาให้กับทุกคน แล้วเขาเดินไปที่ที่มุมห้องที่ว่างเปล่าแล้วให้เครื่องดื่มตรงนั้น”

@MXTracy66 เล่าว่า “ตอนที่ผมกำลังเดินป่ากับลูกชายผมที่ตอนนั้นอายุ 7 ขวบ ตอนนั้นเงียบจนน่าขนลุก จู่ๆ เขาพูดขึ้นมาว่า “ป่าต้องการการบูชายัญ”

สร้างเขื่อนกั้นโขงคือหนทางที่ลาวจะหลุดความยากจน แต่มันคุ้มไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605067

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 18:58 น.

สร้างเขื่อนกั้นโขงคือหนทางที่ลาวจะหลุดความยากจน แต่มันคุ้มไหม?

บทวิเคราะห์โดยกรกิจ ดิษฐาน ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ในแถลงการณ์เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ปี 2018 บุนยัง วอละจิดประธานประเทศลาว ประกาศว่าลาวตั้งเป้าที่จะหลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจน (ด้อยพัฒนา) ภายในปี 2020 และจะหวังจะเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (กำลังพัฒนา) ภายในปี 2030

สหประชาชนประกาศว่าตอนนี้ลาวสอบผ่านการหลุดพ้นสถานะประเทศยากจนไปได้แล้ว 3 ข้อ หากผ่านครบทุกข้อก็จะเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในปี 2024

ลาวพ้นจากความยากจนได้อย่างไร? และทำไมถึงกล้าที่จะฝันไปให้ถึงสถานะเกือบจะเท่าประเทศไทย (ที่อยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง) คำตอบก็คือการเป็น “แบตเตอรี่ของเอเชีย” นั่นคือการขายไฟฟ้านำรายได้เข้าประเทศ

ลาวเป็นประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด มีพื้นที่เพาะปลูกพอเลี้ยงตัวเองได้ แต่ไม่อาจส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อหวังกอบโกยได้เหมือนไทยและเวียดนาม ลาวไม่มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเหมือนกัมพูชาและเมียนมา และมีประชากรจำกัด แต่ลาวมีข้อได้เปรียบคือมีภูมิประเทศเหมาะกับการสร้างเขื่อน และครอบครองพื้นที่ที่แม่น้ำโขงไหลผ่านอันเป็นโตรกผาเหมาะกับการสร้างเขื่อนเช่นกัน

จากตัวเลขปี 2018 ลาวมีเขื่อนแล้ว 46 แห่ง และภายในปี 2020 จะมีเพิ่มขึ้นอีก 54 แห่ง หากสร้างเสร็จทันการณ์ คือภายในปีหน้าลาวจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 28,000 เมกะวัตต์ ซึ่งมากพอที่จะป้อนประเทศไทยได้ทั้งประเทศได้ทั้งปี และจาการประเมินโดยสมาคมพลังงานน้ำสากล (IHA) คาดว่าลาวจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 26.5 กิกะวัตต์ในอนาคต และบอกว่า “ในแง่ทรัพยากรพลังน้ำ ลาวเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกจุดคือ กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ในลาว 72% ผลิตจากเขื่อนพลังน้ำ โดยส่งออกไปต่างประเทศถึง 85 % และไฟฟ้าที่ส่งออกไปต่างประเทศ 95% ส่งมายังประเทศไทย โดยเมื่อปีที่แล้ว ลาวมีรายได้จากการพลังงานไฟฟ้า 1,546 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 46,656 ล้านบาท) คิดเป็นรายได้จากการส่งออกอันดับที่ 2

ดังนั้นเราจะอาจกล่าวได้ว่านโยบายแบตเตอรี่ของเอเชียสำเร็จได้เพราะไทย และลาวพ้นจากความยากจนได้เพราะไทย

และเพราะไทย ลาวจึงสร้างเขื่อนมากมาย การสร้างเขื่อนหลายแห่งในลาวก็ยังเป็นประเด็นด้านสังคมและสิทธิมนุษยชน เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น แต่ที่เลวร้ายกว่าคือแผนการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในลาวถึง 9 แห่ง (เสร็จแล้ว 1 แห่ง ที่ส่งผลมาถึงวิถีชีวิตของคนไทย และประเทศใต้ลำน้ำโขงคือกัมพูชาและเวียดนาม

เมื่อเดือนเมษายนปี 2018 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) คาดการณ์ว่าพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงถึง 40% จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง เรื่องนี้กระทบต่อการดำรงชีวิตของคนลาวอย่างแน่นอน เพราะแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาคือแหล่งอาหารที่สำคัญของคนยากคนจน

แม้ว่าจะไม่กินปลาเป็นอาหารหลัก แต่ระดับน้ำโขงมีส่วนสำคัญต่อวิถีชีวิตของผู้คน การสร้างเขื่อนตั้งแต่ในจีนและในลาวทำให้ระดับน้ำของแม่น้ำโขงผิดปกติ และแห้งที่สุดเป็นประวัติการณ์ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเผยว่า ระดับน้ำช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม ปี 2019 ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ระดับน้ำที่จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย ฝั่งตรงข้ามกับนครหลวงเวียงจันทร์ของประเทศลาว ระดับน้ำเหลือแค่ราว 1 เมตร

ในแถลงการณ์ที่ส่งถึงสำนักข่าว AFP คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงระบุว่าระดับน้ำของแม่น้ำโขง “ในช่วงเวลานี้อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานต่ำสุดอย่างมีนัยสำคัญและคาดว่าจะลดลงอีก (และ) มีความกังวลถึงช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง”

แม้ว่าลาวตั้งเป้าที่จะหลุดจากความยากจนภายในปีหน้า แต่รายได้จากการสร้างเขื่อนไปถึงคนลาวจริงหรือไม่? และแม่น้ำโขงที่กำลังจะแห้งผากมีผลดีต่อเกษตรกรทั้งลาวและไทยหรือ เพราะในเวลานี้ชาวลาวอยู่ในภาคเกษตรถึง 73.1% คน

รายได้ต่อหัวของคนลาวเพิ่มขึ้นมาเป็นลำดับ อยู่ในแนวโน้มที่น่าพอใจ แต่การหลุดพ้นจากความยากจนมีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน และคนลาวกับคนไทยต้องจ่ายด้วยชีวิตของแม่น้ำโขง

อ้างอิง

Agence Française de Développement. (10 October 2018). “In Laos, an Exemplary Hydroelectric Dam”.

Hutt, David. (25 April 2018). “The Truth About the New Laos Minimum Wage Hike”.

AFP. (26 July 2018). “Lao’s controversial hydro ambitions”.

International Hydropower Association. “Laos”. https://www.hydropower.org/country-profiles/laos

Vientiane Times. (19 June 2019 ). “Lao electricity exports increase, while imports fall”

AFP. (31 October 2019). “Mekong levels at lowest on record as drought and dams strangle river”.

รมว.ญี่ปุ่นไขก๊อกอีกราย ถูกแฉแจกของประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605059

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 17:32 น.

รมว.ญี่ปุ่นไขก๊อกอีกราย ถูกแฉแจกของประชาชน

รมว.ยุติธรรมญี่ปุ่นลาออก หลังถูกสื่อแฉว่าทั้งเขาและภรรยาซึ่งเป็นนักการเมืองเช่นกัน แจกของกำนัลให้ผู้ลงคะแนนในฐานเสียงของตน

นายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่นเผยว่าได้อนุมัติการขอลาออกของนายคัตสึยูกิ คาวาอิ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมแล้ว หลังจากที่นายคาวาอิเกิดกรณีอื้อฉาวที่มีสื่อหลายแห่งออกมาแฉว่า เขาได้แจกสิ่งของเป็นข้าวโพดและมันฝรั่งให้กับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในฐานเสียงของตนในจังหวัดฮิโรชิมะ

นอกจากนี้สื่อยังแฉว่านางอันริ คาวาอิ ภรรยาของเขาซึ่งเป็นนักการเมืองในสังกัดพรรครัฐบาลเช่นกัน ได้มอบสิ่งของให้กับฐานเสียงและจ่ายค่าตอบแทนให้ทีมงานจำนวนมากเกินกฎหมายกำหนด

การลาออกของนายคาวาอิมีขึ้นเพียงสัปดาห์เดียว หลังจากที่นายอิซชู ซึงาวาระ รมว.เศรษฐกิจได้แถลงลาออกไปก่อนหน้านั้น หลังนิตยสารแท็บลอยด์รายสัปดาห์ Shukan Bunshun ออกมาตีพิมพ์รายงานที่ระบุว่านายอิซชูได้ละเมิด”กฎหมายการเลือกตั้ง”ด้วยการสั่งให้คนของตนนำสิ่งของกำนัลอาทิ เมลอนราคาแพง รวมถึงเงิน”ช่วยเหลือ”มอบให้กับประชาชนในฐานเสียงของตน

กรณีของรมว.ญี่ปุ่นทั้งสองคนถูกจัดว่าเข้าข่ายกระทำการ “ละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง” เนื่องจากตามกฎหมายการเลือกตั้งของญี่ปุ่นระบุว่า ห้ามนักการเมืองรับหรือมอบสิ่งของหรือเงินให้แก่ประชาชน ไม่ว่าการมอบนั้น จะอยู่ในช่วงเลือกตั้งหรือไม่ก็ตามโดยมีโทษปรับสูงสุด 500,000 เยน

อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่านางอันริ ผู้เป็นภรรยาซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยเช่นกันนั้นจะลาออกจากตำแหน่งหรือไม่

ตร.ออสซี่ยึด”ไอซ์” 400 กก.ซุกขวดซอสพริก”ศรีราชาเวียดนาม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605051

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 16:11 น.

ตร.ออสซี่ยึด"ไอซ์" 400 กก.ซุกขวดซอสพริก"ศรีราชาเวียดนาม"

ออสเตรเลียยึดยาไอซ์มูลค่ากว่า 6,200 ล้านบาท ซุกในขวด”ซอสพริกศรีราชา”นำเข้าจากสหรัฐ

เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า ได้ทำการจับกุมชายสี่คนพร้อมยึดซอสพริกศรีราชา หลังพบว่ามีการซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน 400 กิโลกรีม ซ่อนอยู่ในภายขวดของซอสพริกแบรนด์ดังสัญชาติเวียดนาม มูลค่าสูงถึง 300 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 6,247 ล้านบาท

รายงานระบุว่า ซอสพริกศรีราชาจำนวน 768 ขวด ล็อตนี้ถูกนำเข้าผ่านทางแอร์คาร์โกจากสหรัฐเข้ามายังรัฐนิวเซาท์เวลส์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย (ABF) ตรวจพบถึงความผิดปกติ เนื่องจากพบร่องรอยของผงสีขาวอยู่บริเวณปากขวด เมื่อตรวจสอบจึงพบว่าภายในขวดที่มีซอสนั้น ยังมีถุงพลาสติกบรรจุยาไอซ์ปิดผนึกอย่างดีซุกซ่อนอยู่ภายใน

NSW POLICE

“พวกเขาพยายามอย่างมากที่จะตบตาเจ้าหน้าที่เพื่อทำให้ดูเหมือนเป็นซอสพริกทั่วไป” Matt O’Connor ผู้บัญชาการหน่วยABFกล่าว

กระทั่งตำรวจขยายผลการสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุมชาย 4 คน โดยจำนวนนี้ 3 รายถูกตั้งข้อหาการนำเข้าผิดกฎหมาย ส่วนอีกรายถูกต้องข้อหาฉ้อโกง

ขณะนี้ตำรวจออสเตรเลียประสานงานไปยังสหรัฐซึ่งเป็นประเทศต้นทางของซอสพริกดังกล่าว เพื่อขยายผลการสืบสวนต่อไป

รถไฟปากีสถานไหม้ทั้งคัน เหตุผู้โดยสารจุดแก๊สทำอาหาร สังเวย 65 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605031

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 14:13 น.

รถไฟปากีสถานไหม้ทั้งคัน เหตุผู้โดยสารจุดแก๊สทำอาหาร สังเวย 65 ศพ

ผู้โดยสารแอบจุดแก๊สต้มไข่ ทำรถไฟปากีฯวอดเกือบทั้งขบวน คนกระโดดหนีตายหนี

เกิดเหตุไฟไหม้ขบวนรถไฟขบวนหนึ่งที่วิ่งระหว่างนครการาจี ไปยังเมืองราวัลปินดี ในแคว้นปัญจาบ ทางตะวันออกของปากีสถาน ช่วงเช้าของวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

เนื่องจากเกิดการระเบิดของกระป๋องแก๊สจากการที่มีผู้โดยสารกลุ่มหนึ่งพยายามใช้แก๊สกระป๋องจุดเตาเพื่อต้มไข่บนตู้โดยสาร จนเกิดไฟไหม้ลุกลาม สร้างความเสียหายกับตู้โดยสารจำนวน 3 ตู้ วอดทั้งคัน มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 65 ราย บาดเจ็บกว่า 40 คน โดยรัฐมนตรีกระทรวงกิจการรถไฟปากีสถานกล่าวว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการกระโดดหนีออกจากรถไฟ ศพส่วนใหญ่ถูกไฟเผาไหม้จนยากจะระบุอัตลักษณ์ได้

 

 

สหรัฐเผยคลิปขณะจู่โจมฐานที่ซ่อนบิ๊กบอสไอซิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605024

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 13:15 น.

สหรัฐเผยคลิปขณะจู่โจมฐานที่ซ่อนบิ๊กบอสไอซิส

กลาโหมสหรัฐฯ เผยใช้หน่วย”เดลต้าฟอร์ซ” ในปฏิบัติการบุกสังหารนายอะบู บักร์ อัลบัฆดาดี ผู้นำรัฐอิสลาม

กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้แถลงข่าวเปิดเผยถึงความคืบหน้ารายละเอียดของปฏิบัติการสังหารนายอะบู บักร์ อัลบัฆดาดี ผู้นำกลุ่มรัฐอิสลามที่บ้านพักในจังหวัดอิดลิบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

พล.อ. แฟรงค์ แมคเคนซี่ ผู้บัญชาการหน่วย US Central Command กล่าวว่าปฏิบัติการนี้มีขึ้นหลังจากแหล่งข่าวลับของสหรัฐสามารถเก็บดีเอ็นเอของนายอัลบัฆดาดีจนระบุตัวตนได้ชัดเจน พร้อมพบหลักฐานที่ระบุถึงฐานที่มั่นลับของนายบัฆดาดีว่าซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย

พลเอกแมคเคนซี่ได้นำคลิบวิดีโอที่ถ่ายทางอากาศ รวมถึงภาพนิ่งบางส่วนของปฏิบัติการครั้งนี้ซึ่งมีขึ้นในช่วงเวลากลางคืน มาเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าว โดยระบุว่าหน่วยทหารที่รับผิดชอบในครั้งนี้คือหน่วยเดลต้าฟอร์ซหลายนายรวมตัวบริเวณกำแพงบ้านนายบัฆดาดี หลังจากโรยตัวจากเฮลิปคอปเตอร์

ก่อนจะมีการเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อบรรดาลูกสมุนของบัฆดาดี ก่อนที่หน่วยทหารสหรัฐจะทำการบุกเข้าไปในบ้านพัก

พลเอกแมคเคนซี่ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลของเจ้าหน้าที่เดลต้าฟอร์ซที่เข้าร่วมปฏิบัติการนี้ รวมถึงสุนัขที่ได้รับบาดเจ็บ โดยนายบัฆดาดีได้หนีเข้าไปซ่อนตัวภายในอุโมงค์พร้อมกับเด็กอีกสองคน ทั้งคู่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี กระทั่งจนมุม ก่อนที่บัฆดาดีจะจุดชนวนระเบิดเสื้อกั๊กจนเสียชีวิตทั้งหมด

หัวหน้าหน่วยเซนต์คอมยังเผยอีกว่า มีผู้ที่ลูกสมุนของบัฆดาดีที่อยู่ด้านบนถูกสังหารหลายราย มีสมาชิกไอซิสถูกสังหารเนื่องจากต่อต้านการจับกุมรวม 6 ราย เป็นหญิง 4 ชาย 2 รวมนายบัฆดาดี และเด็กอีก 2 คน นอกจากนี้ยังมีลูกสมุนไอซิสยอมจำนนให้จับกุมสองราย ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐไม่เปิดเผยข้อมูล นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐยังสามารถกู้คืนเอกสารและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สำคัญๆ ของกลุ่มไอเอสได้ในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย

จากนั้นหน่วยทหารสหรัฐได้นำร่างบัฆดาดีกลับมายังฐานเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ ก่อนจะระเบิดทำลายฐานที่มั่นดังกล่าวเพื่อไม่ให้เป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์ของบรรดาลูกสมุนไอซิสที่ยังหลงเหลืออยู่

เชื่อได้มั้ย เมื่องานวิจัยเรื่องพาราควอตทำโดยคนที่มีเอี่ยวในบริษัทขายสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604970

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เชื่อได้มั้ย เมื่องานวิจัยเรื่องพาราควอตทำโดยคนที่มีเอี่ยวในบริษัทขายสารเคมี

ตีแผ่ความจริง ทีมวิจัยที่บอกว่าสารกำจัดศัตรูพืชไม่เป็นอันตรายกับผู้บริโภคมีสายสัมพันธ์กับบริษัทผลิตสารเคมีรายใหญ่

เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมนักวิจัยเผยผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของสารกำจัดศัตรูพืช โดยระบุว่า ไม่มีหลักฐานทั้งทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์ชี้ว่าการได้รับสารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยข้อมูลสารพิษตกค้างและการได้รับสารกำจัดศัตรูพืชแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมีสารพิษตกค้างในร่างกายในระดับต่ำกว่าระดับที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ทว่าต่อมา กลุ่ม U.S. Right to Know ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยไม่แสวงผลกำไรด้านอุตสาหกรรมอาหาร เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยทั้งสามคนล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเคมีเกษตร ได้แก่ สตีฟ ซาเวจ ที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมเคมีเกษตรและอดีตพนักงานของบริษัทผลิตสารเคมี DuPont อีกคนหนึ่งคือ แคโรล เบิร์นส์ อดีตนักวิทยาศาสตร์ของ Dow Chemical บริษัทผลิตสารเคมีที่ควบรวมกิจการกับ DuPont ปัจจุบันนั่งตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัท Cortevia Agriscience บริษัทในเครือของ DowDuPont

ส่วน คาร์ล วินเทอร์ ทีมวิจียอีกคนหนึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหารแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส แม้จะไม่เคยทำงานในบริษัทผลิตสารเคมีแต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกัน นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเผยว่าทางมหาวิทยาลัยได้รับเงินสนับสนุนการวิจัยจากภาคอุตสาหกรรมเคมีเกษตรราวปีละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้วยเหตุนี้ U.S. Right to Know จึงมองว่าผลการวิจัยที่ทั้งสามคนทำร่วมกันอาจจะถูกบิดเบือนหรือออกแบบให้เป็นประโยชน์กับภาคธุรกิจ