ชิลีประท้วงวุ่นทั่วประเทศ ผู้นำถอนตัวเจ้าภาพเอเปก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605015

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 11:41 น.

ชิลีประท้วงวุ่นทั่วประเทศ ผู้นำถอนตัวเจ้าภาพเอเปก

ชิลีแคนเซิลเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก 2 งาน เซ่นประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ

ประธานาธิบดีเซสเตียน ปิเญรา ผู้นำชิลีประกาศตัดสินใจยกเลิกการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่ระดับโลก 2 งานคือ การประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปก (APEC) ซึ่งกำลังจะมีขึ้นวันที่ 16-17 พ.ย.นี้

และการประชุมโลกร้อนของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 25 (COP 25) ตามกำหนดในวันที่ 2-13 ธ.ค.นี้ เนื่องจากเหตุประท้วงรัฐบาลชีลีที่บานปลายการเป็นการประท้วงใหญ่และยังไม่มีท่าทีจะยุติลง

สำหรับการประชุมเอเปกในครั้งนี้ คาดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสีจิ้งผิง จะใช้เวทีการประชุมดังกล่าวลงนามข้อตกลงในเฟสแรกของการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ

ผู้นำชิลีได้กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบระบุว่า เขาต้องการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในประเทศและใส่ใจปัญหารวมถึงผลประโยชน์ของชาวชิลีเป็นอย่างแรก

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการจัดประชุมสำคัญทั้งสองงานนั้นจะย้ายไปจัดที่ประเทศใดแทน

เหตุประท้วงใหญ่ในชิลีกินระยะเวลานานเกือบ 3 สัปดาห์แล้ว สืบเนื่องจากการเรียกร้องด้านค่าครองชีพและความไม่พอใจในรัฐสวัสดิการ ส่งผลให้เกิดการประท้วงทำลายสาธารณะสมบัติ เกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ ชาวชิลีในหลายเมืองทั่วประเทศออกมาเดินขบวนครั้งใหญ่เรียกร้องให้ประธานาธิบดีปืเญราลาออกจากตำแหน่ง

ไฟไหม้ปราสาทชูริ มรดกโลก 600 ปีของญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605006

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 10:42 น.

ไฟไหม้ปราสาทชูริ มรดกโลก 600 ปีของญี่ปุ่น

ไฟไหม้ปราสาทชูริ มรดกโลกเก่าแก่สมัยอาณาจักรริวกิว บนเกาะโอกินาว่า

สำนักข่าวเอ็นเอชเครายงานว่า เมื่อเวลาราว 02.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นบนเกาะโอกินาว่าของญี่ปุ่น ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้เผาทำลายบริเวณโถงหลังและอาคารโดยรอบของปราสาทชูริ ปราสาทเก่าแก่อายุกว่า 600 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก

 

รายงานระบุว่า หน่วยดับเพลิงท้องถิ่นของเมืองนาฮา ได้รับแจ้งเหตุเพลิงใหม่ช่วงเวลาตีสองของเช้าวันพฤหัสบดี จึงรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุพร้อมระดมรถดับเพลิงถึง 30 คัน หลังจากพบว่าไฟได้โหมกระหน่ำไหม้นานสองชั่วโมง จนพบว่าเพลิงไหม้ได้โหมทำลายอาคารอย่างน้อยหกหลังของปราสาทแล้ว หนึ่งในนั้นรวมถึงท้องพระโรงไซเด็น อายุเก่าแก่กว่า 600 ปี ซึ่งเป็นอาคารหลักตรงกลางของตัวปราสาท และมีขนาดใหญ่ที่สุดด้วยขนาด 4,200 ตารางเมตร

 

เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานถึง 7 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง ขณะที่พบว่าบางส่วนยังคงคุกกรุ่นอยู่ สำหรับปราสาทชูริมีลักษณะเป็นป้อมปราการก่อสร้างขึ้นเมื่อช่วงศตวรรษที่ 14 หรือกว่า 500 ปีสมัยอาณาจักรริวกิว บางส่วนของปราสาทได้รับความเสียหายจากสมรภูมิโอกินาว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

 

ในปี 1993 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งชาติ จากนั้นในปี 2000 มีการบูรณะโครงสร้างครั้งใหญ่ ก่อนที่ต่อมาจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก

ยังไม่ทราบถึงสาเหตุของเพลิงไหม้รวมถึงเบื้องต้นไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ

Photo: Twitter @rRBdKC22AAplz6k / AFP

ไกลโฟเซตอันตรายหรือไม่ รัฐบาลย้ำใช้ได้ นักวิทย์บอกอาจก่อมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604964

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 19:06 น.

ไกลโฟเซตอันตรายหรือไม่ รัฐบาลย้ำใช้ได้ นักวิทย์บอกอาจก่อมะเร็ง

โพสต์ทูเดย์ยกข้อมูลทั้ง 2 ฝ่ายมาให้ดูกันชัดๆ ว่า รัฐบาลสหรัฐคิดอย่างไรกับสารเคมีชนิดนี้ และนักวิทยาศาสตร์มีทัศนะอย่างไร

สหรัฐบอกประเมินแล้วใช้ได้ – ในเว็บไซต์ของสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อม (EPA) ของสหรัฐระบุว่า ไกลโฟเซตเป็นสารกำจัดวัชพืชที่ใช้กันอย่างแพร่หลายซึ่งควบคุมวัชพืชใบกว้างและหญ้า ได้รับการจดทะเบียนเป็นยาฆ่าแมลงในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1974 ตั้งแต่มีการลงทะเบียนไกลโฟเซตครั้งแรก EPA ได้ทำการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยในการใช้สารนี้ รวมถึงมีการประเมินทุกๆ รอบ 15 ปี เช่นเดียวกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่นๆ

แต่ผู้ผลิตเจอฟ้องถึง42,000คดี – แม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะยืนยันว่าใช้ได้ แต่จากรายงานข่าวของรอยเตอร์สวันที่ 30 ตุลาคม บริษัท Bayer ของเยอรมนีเจ้าของบริษัท Monsanto ผู้ผลิตไกลโฟเซตกำลังเผชิญกับคดีฟ้องร้อง 42,700 คดีในสหรัฐอเมริกาที่กล่าวหาบริษัทว่าไกลโฟเซตเป็นสารก่อมะเร็งต่อพวกเขา ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากถึงสองเท่าจากเมื่อเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ ราคาหุ้นของ Monsanto ลดลงถึง 30% ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หลังจากศาลรัฐแคลิฟอร์เนียมีคำตัดสินว่า Monsanto จะต้องเตือนผู้บริโภคถึงความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งจากการใช้ผลิตภัณฑ์ Roundup

สหรัฐบอกไม่อันตรายไม่ก่อมะเร็ง – ในเดือนเมษายน 2019 EPA มีการเปิดเผยรายงานการประเมิน ซึ่งยังคงพบว่าไกลโฟเซตไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนหากใช้ไกลโฟเซตตามข้อระบุในปัจจุบัน และไกลโฟเซตไม่ใช่สารก่อมะเร็ง (carcinogen) โดยที่ EPA อ้างว่าได้พิจารณาฐานข้อมูลที่มีความเข้มข้นและมีความสำคัญกว่าข้อมูลของสำนักงานสากลว่าด้วยการวิจัยมะเร็ง (IARC) และสอดคล้องกับองค์กรอื่นๆ ในยุโรป, ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

อนามัยโลกบอกอาจเสี่ยงมะเร็ง – สำนักงานสากลว่าด้วยการวิจัยมะเร็ง (IARC) ขององค์การอนามัยโลก ประเมินว่ายาสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเซต และสารกำจัดแมลงมาลาไทออน ไดอะซีนอน อาจเป็นสารก่อมะเร็ง (จัดอยู่ใน Group 2A คือ “อาจจะ”) ในส่วนของไกลโฟเซตนั้น “มีหลักฐานจำกัดเรื่องของการก่อมะเร็งในมนุษย์ คือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน หลักฐานเกี่ยวกับการรับสัมผัสสารก่อมะเร็งมนุษย์มาจากภาคเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ โดยมีผลการศึกษาจากสหรัฐ แคนาดา และสวีเดนที่เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2544 นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าไกลโฟเซตยังสามารถทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง”

สหรัฐบอกสารตกค้างในอาหารไม่อันตราย – EPA ระบุว่า การตกค้างของไกลโฟเซตในอาหารหรือสิ่งของบริโภคอื่นๆปลอดภัยที่จะบริโภค หากมีการใช้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดย EPA ได้ระบุมาตรฐานเอาไว้ในเว็บไซต์ และหากรัฐบาลสหรัฐพบว่ามีไกลโฟเซตตกค้างเกินมาตรฐานจะทำการยึดอาหารเหล่านั้น EPA ยังย้ำว่า “การมีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ตรวจพบได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าสารตกค้างจะอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัย”

นักวิทย์เตือนอาจสะสมพิษไม่รู้ตัว – ปัจจุบันมีการตัดแต่งพันธุกรรมพืชให้ทนทานต่อการใช้ไกลโฟเซตมากขึ้นจากการศึกษาของ Charles M. Benbrook พบว่า 56 % ของพืชที่ใช้ไกลโฟเซตนั้นเป็นพืชตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อให้ทนทานต่อสารเคมีฆ่าศัตรูพืช เรื่องนี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักวิทยาศาสตร์ว่า พืชที่ทนไกลโฟเซตมากขึ้นอาจสะสมสารนี้มากเกินไปโดยที่เราไม่รู้ตัว Félix Carvalho กล่าวว่า “ด้วยเหตุนี้ พืชไร่เหล่านี้จึงสะสมไกลโฟเซตในปริมาณที่สูงอยู่ภายในพืช … มีหลักฐานว่าเรากำลังเผชิญกับปริมาณไกลโฟเซตและสารประกอบอื่นๆ ของสูตรกำจัดวัชพืชที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การสัมผัสกับสารดังกล่าวอาจเป็นอันตรายได้”

 

อ้างอิง

“Glyphosate” United States Environmental Protection Agency. https://www.epa.gov/ingredients-used-pesticide-products/glyphosate

Zimmer, Katarina. (Febuary 7, 2018). “How Toxic is the World’s Most Popular Herbicide Roundup?”. The Scientist. https://www.the-scientist.com/news-opinion/how-toxic-is-the-worlds-most-popular-herbicide-roundup-30308

Benbrook, Charles M. (2016; 28(1): 3) “Trends in glyphosate herbicide use in the United States and globally”. Environmental Sciences Europe. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5044953/

Burger, Ludwig (October30, 2019). “Bayer says U.S. plaintiffs on glyphosate more than double since July”. Reuters. https://www.reuters.com/article/us-bayer-results/bayer-says-u-s-plaintiffs-on-glyphosate-more-than-double-since-july-idUSKBN1X90K1

คนรวยอย่างซักเคอร์เบิร์กบอก “ไม่มีใครคู่ควรกับการมีเงินเยอะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604952

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

คนรวยอย่างซักเคอร์เบิร์กบอก "ไม่มีใครคู่ควรกับการมีเงินเยอะ"

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ชายหนุ่มที่มั่งคั่งเป็นอันดับ 5 ของโลก เอ่ยปากว่าไม่มีใครคู่ควรกับการมีเงินเยอะๆ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค เผยมุมมองต่อคำว่า “มหาเศรษฐี” ในที่ประชุมพนักงานที่สำนักงานใหญ่ของเฟซบุ๊คในเมืองเมนโลพาร์ก รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐว่า “ผมไม่รู้ว่าใครคนหนึ่งควรจะมีเงินเท่าไร บางครั้งก็คิดว่าไม่ควรมีใครมีเงินมากขนาดนั้น…ผมคิดว่าถ้าคุณทำอะไรดีๆ คุณก็ได้ผลตอบแทน แต่ผมคิดว่าความมั่งคั่งที่สะสมได้นั้นไม่สมเหตุสมผล”

ซักเคอร์เบิร์กซึ่งครอบครองทรัพย์สินเกือบ 70 ล้านเหรียญสหรัฐ เจ้าของตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 5 ของโลกจากการจัดอันดับของบลูมเบิร์ก ตอบคำถามจากพนักงานที่ถามความคิดเห็นของเขาต่อคำพูดของ เบอร์นีย์ แซนเดอร์ส หนึ่งในผู้เสนอตัวชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ที่บอกว่า “ไม่ควรมีมหาเศรษฐี”

โดยในการประชุมเดียวกันนี้ซักเคอร์เบิร์กยังเอ่ยถึงความกังวลของใครหลายๆ คนที่ว่าองค์กรการกุศลชาน ซักเคอร์เบิร์ก ที่เขาร่วมก่อตั้งกับ พริสซิลา ชาน ภรรยา เพื่อรองรับการบริจาคหุ้น 99% ของเฟซบุ๊ค เป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสังคมหรือไม่ ว่า “บางครั้งมันก็ไม่ได้ประโยชน์สูงสุดหรอก แต่มันก็ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการที่รัฐบาลเข้าไปสนับสนุน”

ภายหลังมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา อาทิ “ทำไมคนพวกนี้ถึงชอบพูดว่าเงินไม่สำคัญ แต่ก็ไม่เคยหยิบยื่นให้คนอื่น” “การมีเงินเยอะมันเป็นปัญหาตั้งแต่เมื่อไรเหรอ” “ถ้าคิดว่าไม่คู่ควรก็บริจาคซะสิ ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล คนไร้บ้าน ครอบครัวที่เดือดร้อน มีตั้งหลายตัวเลือก กล้าบริจาคมั้ยล่ะ”

5G ปีหน้าแข่งดุ แอปเปิ้ล-โนเกีย เร่งพัฒนาสู้หัวเว่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604954

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 17:26 น.

5G ปีหน้าแข่งดุ แอปเปิ้ล-โนเกีย เร่งพัฒนาสู้หัวเว่ย

คาดแอปเปิ้ลอาจเป็นตัวไอโฟน 5G รุ่นแรกปีหน้า ส่วนโนเกียระดมวิศวกรกว่า 300 เร่งพัฒนาหวังชิงส่วนแบ่งหัวเว่ย

นิเคอิเอเชี่ยนรีวิวรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวภายในของบริษัทควอลคอมม์ ผู้ผลิตชิปประมวลผลชื่อดังระบุว่า ทางควอลคอมม์ได้จับมือกับบริษัทแอปเปิ้ล ระดมซัพพลายเออร์จากหลายภาคส่วนเพื่อเตรียมผลิตไอโฟน 5G เครื่องแรกในปีหน้า

รายงานระบุว่า ไอโฟน 5G รุ่นแรกนี้จะมีทั้งหมด 3 รุ่น โดยใช้ชิปประมวลผลที่รองรับเทคโนโลยี 5G ซึ่งชิปดังกล่าวได้รับการออกแบบโดยบริษัทควอลคอมม์

รายงานไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดอย่างแน่ชัด รวมถึงทางบริษัทแอปเปิ้ลและควอลคอมม์ยังไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้

ด้านโนเกีย บริษัทโทรคมนาคมของฟินแลนด์ก็มีรายงานออกมาเช่นกันว่าได้ว่าจ้างวิศวกรเพิ่มอีกถึง 350 คน ในปีที่ผ่านมา เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยี 5G ให้ทันกับคู่แข่งอย่างหัวเว่ยของจีน และอีริคสันของสวีเดน ให้ทันภายในปี 2020 ซึ่งคาดว่าจะเป็นปีแห่งเทคโนโลยี 5G ที่หลายประเทศเตรียมเปิดใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว รวมถึงหวังชิงส่วนแบ่งจากหัวเว่ย ซึ่งตกเป็นประเด็นข้อพิพาทในหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นด้านความปลอดภัยต่อ5Gของหัวเว่ย

ฮานอยทดลองวิ่งรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604937

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 15:08 น.

ฮานอยทดลองวิ่งรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศ

ชมภาพ “เมโทรฮานอย” ทดลองวิ่งเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ให้ประชาชนนั่งฟรี 20 วัน ก่อนเปิดให้บริการเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของเวียดนาม

สื่อท้องถิ่นเวียดนามรายงานว่า กรุงฮานอยเตรียมเปิดทดลองเดินรถไฟฟ้าเชิงพาณิยช์ของรถไฟฟ้าฮานอยเมโทรเต็มรูปแบบเป็นเวลา 20 วันเพื่อทดสอบระบบต่างๆของสถานีและตัวรถไฟฟ้า รวมถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่ประจำสถานี ก่อนจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

Photo : evnexpress

ฮานอยเมโทรจะถือเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของเวียดนาม ซึ่งสายที่เตรียมเปิดให้บริการนี้เป็นสายที่วิ่งระหว่าง Cat Linh-Ha Dong ระยะทาง 13 กิโลเมตร จากสถานีCat Linh ใจกลางกรุงฮานอย ไปยัง สถานี Yen Nghia ในเขต Ha Dong ทางตะวันตกเฉียงใต้ รวมทั้งสิ้น 12 สถานี

Photo : evnexpress

การทดลองเดินรถระยะเวลา 20 วันเป็นขั้นตอนบังคับในกระบวนการตรวจสอบก่อนที่ผู้รับเหมาจีนจะส่งมอบโครงการให้กับทางการเวียดนาม แต่ทั้งนี้รายงานไม่ได้ระบุถึงกำหนดวันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ กรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์เป็นสองเมืองหลักของเวียดนาม ซึ่งกำลังมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายแรก โดยที่ฮานอยมีบริษัทของจีนเป็นผู้รับเหมา ส่วนที่นครโฮจิมินห์เป็นผู้รับเหมาจากญี่ปุ่น แต่ทั้งสองโครงการต้องเผชิญกับการส่งมอบล่าช้าเนื่องจากงบประมาณก่อสร้างที่บานปลาย

 

Photo : danviet

สำหรับฮานอยเมโทรสายแรกที่เตรียมเปิดให้นั่งฟรีเป็นเวลา 20 วันนี้ มีผู้รับเหมาโครงการคือบริษัท China China Railway Sixth Group Co Ltd ของจีน ซึ่งมีแผนจะส่งมอบให้ทางการเวียดนามตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ต้องประสบกับความล่าช้าและมาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยมีต้นทุนค่าปรับความล่าช้าเฉลี่ยเดือนละ 2 ล้านดอลลาร์

 

Photo : evnexpress

โครงการรถไฟ Cat Linh – Ha Dong เริ่มก่อสร้างในเดือนตุลาคม 2011 และมีกำหนดจะแล้วเสร็จใน 48 เดือนให้หลัง อย่างไรก็ดีเป็นเวลากว่า 8 โครงการยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ใช้อย่างเป็นทางการ เหตุผลที่โครงการยังไม่เสร็จส่งมอบล่าช้าเนื่องจากพบข้อบกพร่องจำนวนมากทั้งความล่าช้าในระบบราชการของเวียดนาม และมาตรฐานความปลอดภัยของผู้รับเหมาชาวจีน

 

Photo : evnexpress

 

 

 

Photo : evnexpress

 

Photo : danviet

 

Photo : danviet

 

Photo : danviet

เบร็กซิตวุ่นไม่จบ อังกฤษเตรียมเลือกตั้ง 12 ธันวาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604923

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 12:40 น.

เบร็กซิตวุ่นไม่จบ อังกฤษเตรียมเลือกตั้ง 12 ธันวาคม

สภาอังกฤษลงมติจัดเลือกตั้งทั่วไปในเดือนธันวาคม หวังระดมคะแนนเสียงผ่านมติร่างเบร็กซิตก่อนเส้นตายใหม่

วันนี้ 30 ต.ค. รัฐสภาอังกฤษได้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบ 430 เสียงต่อ 20 เสียง ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งจะนับเป็นการลงคะแนนเลือกตั้งในเดือนธันวาคมครั้งแรกในรอบ 96ปี นับตั้งแต่ปี 1923

การเห็นชอบให้จัดเลือกตั้งครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่ประชุมสหภาพยุโรปเห็นชอบให้เลือนเส้นตายเบร็กซิตจากวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เป็นวันที่วันที่ 31 มกราคมปีหน้า

เหตุที่สภาอังกฤษลงมติให้มีการจัดเลือกตั้งในเดือนธันวาคมเนื่องจาก รัฐบาลของนายกบอริส จอห์นสันต้องการลดความเสี่ยงที่อังกฤษต้องถอนตัวจากสมาชิกอียูในรูปแบบโนดีล รวมถึงต้องการระดมคะแนนเสียงข้างมากให้ได้หลังการเลือกตั้ง เพื่อมติร่างเบร็กซิตให้ได้ก่อนวันที่ 31 มกราคม ซึ่งคาดว่าหากเป็นไปตามแผนดังกล่าว อังกฤษอาจได้ฤกษ์ออกจากอียูก่อนเส้นตายในสิ้นเดือนมกราคมของปีหน้าโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายกังวลว่าการเลือกตั้งในเดือนธันวาคมจะมีจำนวนผู้มาลงคะแนนเสียงมากเพียงใด เนื่องจากประชาชนเบื่อหน่ายกับประเด็นเบร็กซิตที่ไม่รู้จะจบเช่นไร ประกอบกับอยู่ในช่วงฤดูหนาวที่มีช่วงเวลากลางวันสั้นกว่า โดยคาดว่าจะสามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ในวันรุ่งขึ้น

วิจัยใหม่พบ กรุงเทพฯไม่จมทะเลแค่รอบนอก แต่จะจมเกือบทั้งเมืองใน 31 ปีข้างหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604913

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 10:58 น.

วิจัยใหม่พบ กรุงเทพฯไม่จมทะเลแค่รอบนอก แต่จะจมเกือบทั้งเมืองใน 31 ปีข้างหน้า

วิจัยใหม่คาดภายในปี 2050 หลายเมืองใกล้ชายฝั่งในอาเซียนจะถูกทะเลกลืน จากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า Climate Central องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อมในรัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐ ได้เผยผลการวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยระบุว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นนั้นจะทำให้หลายเมืองโดยเฉพาะเมืองใกล้พื้นที่ชายฝั่งในแถบอาเซียนและประเทศใกล้เคียง มีความเสี่ยงถูกน้ำทะเลเข้าท่วม ไม่ว่ามนุษย์จะหามาตรการควบคุมการปล่อยค่าคาร์บอนแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายระดับน้ำทะเลจะยังคงเพิ่มสูงขึ้น

วิจัยก่อนหน้านี้ของ Climate Central คาดการณ์ว่าหลายเมืองในเอเชีย รวมถึงกรุงเทพมหานครจะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ทว่าจากการคำนวณใหม่โดยได้อาศัยวิธีการที่แม่นยำมากขึ้นจากภาพถ่ายดาวเทียมตามระดับความสูงของที่ดิน ซึ่งจากภาพถ่ายดาวเทียมก่อนหน้านี้ผู้วิจัยพบปัญหาที่ไม่สามารถแยกความสูงของตึกอาคารกับต้นไม้จากความสูงของระดับพื้นดินได้ จึงอาศัยเทคโนโลยีใหม่และนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบกับวิธีใหม่ในการประเมินผลกระทบของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในพื้นที่ขนาดใหญ่และพบว่าตัวเลขที่คาดคะเนไว้ในวิจัยก่อนหน้านี้อยู่ในแง่ดีเกินไป

ภาพ : New York Times

จากข้อมูลใหม่พบว่าตัวเลขผลกระทบของผู้คนตามเมืองใหญ่นั้นจะเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า หากเทียบกับวิจัยก่อนหน้า ภายในปี 2050 หรือในพ.ศ. 2593

หลายเมืองในพื้นที่ทางใต้ของเวียดนามเกือบจะหายไปจากแผนที่ รวมถึงนครโฮจิมินห์ ศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจของเวียดนามจะได้รับผลกระทบเกือบครึ่งเมือง ประเมินว่าผู้คนราว 20 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรเวียดนามที่อาศัยอยู่บนบกในขณะนี้ เสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำท่วมในอนาคต

งานวิจัยดังกล่าวประเมินแค่ปัจจัยผลกระทบการเพิ่มสูงของระดับน้ำทะเลเท่านั้น ยังไม่ได้นำปัจจัยเสริมด้านการเติบโตของประชากรในอนาคต หรือการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งจากการกัดเซาะของทะเลมารวมในวิจัยครั้งนี้ด้วย นั้นหมายความว่าในความเป็นจริง อาจเลวร้ายกว่าในรายงานฉบับนี้ระบุ

ภาพ : New York Times

สำหรับประเทศไทย พื้นที่เกือบทั้งหมดของกรุงเทพมหานคร หรือคิดเป็นพลเมืองมากกว่า 10 % ที่อาศัยบนพื้นดินใกล้ชายฝั่ง รวมถึงในกรุงเทพมหานครเสี่ยงได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลสูง หรือเผชิญกับอุทกภัย ภายในปี พ.ศ. 2593 เทียบกับผลวิจัยก่อนหน้าที่คาดว่าจะกระทบต่อประชาชนเพียง 1 % ของกรุงเทพฯเท่านั้น หรือเลวร้ายจากการประเมินครั้งก่อนถึง 12 เท่า

Loretta Hieber Girardet เจ้าหน้าที่บรรเทาความเสี่ยงจากภัยพิบัติขององค์การสหประชาชาติและเป็นผู้มีถิ่นพำนักในกรุงเทพกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะสร้างแรงกดดันให้กับเมืองในหลายๆด้าน ภาวะโลกร้อนไม่เพียงจะทำให้มีน้ำท่วมขังมากขึ้น แต่จะยิ่งผลักเกษตรกรให้ออกจากที่ดินเพื่อไปหางานทำในเมือง เนื่องจากผลกระทบทางภูมิอากาศต่อภาคเกษตร

 

ภาพ : New York Times

ประเมินคราวๆว่าจะมีประชากรราว 300 ล้านคนทั้งในอาเซียนและเมืองอื่นๆของเอเชียจะได้รับผลกระทบด้านความเสี่ยงน้ำท่วมในอนาคต

เช่นเดียวกับนครเซี่ยงไฮ้ ศูนย์ทางเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญของจีนและเอเชีย ประเมินว่าระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะเข้าท่วมพื้นที่ใจกลางของเมืองและบริเวณโดยรอบ

ส่วนกรุงจาร์กาต้าของอินโดนีเซียนั้น รายงานวิจัยได้ปรับตัวเลขผลกระทบลง สืบเนื่องจากที่ทางการอินโดฯเพิ่งประกาศแผนการย้ายเมืองหลวงไปยังเกาะกาลิมันตัน แต่ประเมินว่าจาร์กาต้าก็ยังคงได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน จากปัญหาการทรุดตัวของเมืองที่เผชิญอยู่ประกอบกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

คาดว่าในปี 2050 ประชากรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นสองพันล้าน และจะสูงขึ้นพันล้านคนภายในปี 2100 ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่จะอาศัยตามเมืองใกล้ชายฝั่ง ซึ่งมนุษย์ในอนาคตจะถูกธรรมชาติบังคับให้ต้องปรับตัวหรือย้ายออกจากพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ

ยิ่งมนุษย์ทำโลกร้อน ไฟป่าก็จะยิ่งรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604880

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

ยิ่งมนุษย์ทำโลกร้อน ไฟป่าก็จะยิ่งรุนแรง

นักวิทยาศาสตร์พบไฟป่าแคลิฟอร์เนียที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปีๆ มีภาวะโลกร้อนจากน้ำมือมนุษย์เป็นปัจจัยหลัก

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐเผชิญไฟป่ารุนแรงหลายครั้ง ปี 2017 เป็นปีที่ไฟป่าสร้างความเสียหายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ปีถัดมาไฟป่าเมนโดซิโนทุบสถิติเป็นไฟป่าที่กินพื้นที่มากที่สุดของแคลิฟอร์เนีย และจากสถิติที่ผ่านมาพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า 6 ใน 10 ไฟป่าที่กินพื้นที่มากที่สุดที่มีการบันทึกไว้เกิดขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้เอง

ส่วนในปีนี้ทางการรัฐแคลิฟอร์เนียต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งรัฐแล้ว หลังจากกระแสลมทำให้ไฟป่าในพื้นที่โซโนมาซึ่งเป็นแหล่งผลิตไวน์ชื่อดังอยู่เหนือการควบคุม ขณะที่ไฟป่าคินเคดทางตอนเหนือที่ปะทุขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมาก็ลุกลามกินพื้นที่กว่า 260 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในปีนี้ โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมไฟได้เพียง 15%

เหตุใดรัฐแคลิฟอร์เนียจึงเกิดไฟป่าบ่อยครั้ง

ปัญหาหลักคือภาวะโลกร้อน สถาบันความพร้อมเพื่อการรับมือสภาพภูมิอากาศของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์คลีย์ (CRI) ที่ทำการศึกษาผลกระทบของสภาพภูมิอากาศต่อพื้นที่เขตเบย์แอเรีย พบว่า ผลกระทบดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และพื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาผลาญจะเพิ่มขึ้น 77% ภายในปี 2100 หรืออีก 81 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากอุณหภูมิสูงขึ้น

โลกร้อนเกี่ยวกับไฟป่ายังไง

ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น และตั้งแต่ปี 2014-2018 ก็เป็นช่วง 5 ปี ปีที่แคลิฟอร์เนียมีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ผิวดินและพืชพรรณต่างๆ แห้งตามมา จึงกลายเป็นเชื้อเพลงชั้นดี การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังทำให้รูปแบบของฝนเปลี่ยนไปด้วย เมื่อปีที่แล้วแคลิฟอร์เนียมีปริมาณน้ำฝนเพียง 1 นิ้ว หรือ 20% ของปริมาณฝนปกติเท่านั้น และยังมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์ระบุว่า ภาวะโลกร้อนยังทำให้ฤดูฝนสั้นลง คือตกระหว่างเดือน ธ.ค.-ก.พ. ส่งผลให้เดือน เม.ย., พ.ค., ก.ย., ต.ค. และ พ.ย. มีอากาศแห้งซึ่งเอื้อต่อการเกิดไฟป่ามากขึ้น ดังนั้นไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียจึงเกิดเร็วขึ้นและยาวนานขึ้น พูดง่ายๆ คือ ยิ่งอากาศร้อนและแห้งยาวนานขึ้น ไฟป่าก็ยิ่งกินพื้นที่เป็นวงกว้าง ลุกลามรวดเร็ว สร้างความเสียหายมหาศาล และควบคุมยากขึ้น

มีหลักฐานหรือแค่คำกว่างอ้างลอยๆ

ผลการวิจัยหลายชิ้นต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่าภาวะโลกร้อนจากน้ำมือมนุษย์ทำให้ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นรายงานพิเศษที่ตีพิมพ์ในวารสาร Bulletin of the American Meteorological Society เมื่อปี 2015 ที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทำให้แคลิฟอร์เนียเสี่ยงเกิดไฟป่ามากขึ้น หรือผลการศึกษาในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อปี 2016 ที่ระบุในทำนองเดียวกันว่า ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากมนุษย์เป็นต้นตอให้พื้นที่ที่เกิดไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียเพิ่มเป็น 2 เท่า

นอกจากนี้ ยังมีผลวิจัยล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่ในวารสาร Earth’s Future ในสัปดาห์นี้ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียกินพื้นที่มากขึ้นในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา โดยนับตั้งแต่ช่วงปี 1970 เป็นต้นมา ไฟป่ามีขนาดใหญขึ้น 8 เท่า มีพื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาเพิ่มขึ้น 500%

กระแสลมช่วยโหมกระพือไฟ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไฟป่าแคลิฟอร์เนียโหมหนักคือ กระแสลมซานตาอานา ซึ่งเป็นกระแสลมที่พัดจากทางตะวันออกหรือตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ภาคใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ด้วยความที่ลมนี้พัดผ่านทะเลทรายโมฮาวีและภูเขาซานตาอานาจึงเป็นลมร้อนและแห้งแล้ง เมื่อกระแสลมนี้พัดผ่านไปที่ใดก็จะทิ้งความแห้งแล้งไว้ ลมนี้เกิดขึ้นได้ทุกฤดูตั้งแต่เดือน ก.ย.-พ.ค. แต่จะอันตรายที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากเป็นช่วงที่อากาศแห้งแล้งอยู่แล้ว เมื่อเจอลมซานตาอานาพัดเข้ามาอีก ต้นไม้และพื้นดินก็ยิ่งแห้งกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี หรือหากเกิดไฟป่าเป็นจุดเล็กๆ อยู่แล้ว ลมซานตาอานาก็จะยิ่งโหมกระพือไฟให้ลุกลามเป็นวงกว้าง

เข้าหน้าหนาวแล้วไม่หนาว เพราะปีนี้หิมะมาช้าถึง20วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604876

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 18:48 น.

เข้าหน้าหนาวแล้วไม่หนาว เพราะปีนี้หิมะมาช้าถึง20วัน

กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยประกาศว่าฤดูหนาวในเมืองไทยได้เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม แต่ผ่านมาแล้ว 12 วัน (19 ตุลาคม) ก็ยังไม่มีวี่แววว่าชาวไทยจะได้สัมผัสกับอากาศหนาว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เมื่อลองดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนเหนือของเอเชีย เราอาจเห็นภาพได้ขึ้นว่าทำไมฤดูหนาวถึงไม่มาตามนัด

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม สำนักข่าว Asahi ของญี่ปุ่นรายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาท้องถิ่นเมืองโคฟุง จังหวัด ยามานาชิเผยว่า ว่าสามารถมองเห็นหิมะผ่านยอดบนยอดภูเขาไฟฟูจิได้เป็นครั้งแรกในปีนี้เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ซึ่งช้ากว่า อัตราเฉลี่ยถึง 22 วัน และช้ากว่าปีที่แล้วถึง 26 วัน

ข้ามไปที่ที่คาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่รับลมหนาวจากไซบีเรียได้ก่อนใคร แต่ในปีนี้กรุงโซลเพิ่งอุณหภูมิลดลงใกล้ 0 องศา และเพิ่งจะเกิดแม่คนิ้ง หรือปรากฎการณ์น้ำค้างกลายเป็นน้ำเแข็งเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ซึ่งช้ากว่าปีที่แล้วถึง 15 วัน และช้ากว่าอัตราเฉลี่ย 1 วัน

เหตุการณ์ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าหนาวที่ไม่หนาวในเมืองไทย แต่มีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 ประเทศ จะเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก