หนุ่มเนปาลพิชิต 14 ยอดเขาแปดพันเมตรเร็วสุดในโลกด้วยเวลาเพียง 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604873

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 18:10 น.

หนุ่มเนปาลพิชิต 14 ยอดเขาแปดพันเมตรเร็วสุดในโลกด้วยเวลาเพียง 6 เดือน

หนุ่มเนปาลวัย 36 ปี ทำสถิติพิชิต”ภูเขาแปดพันเมตร”ทั้ง 14 แห่งในเวลาเพียง 6 เดือน

นายนีร์มัล ปูร์จา (Nirmal Purja) หนุ่มเนปาลวัย 36 ปี อดีตทหารในกองทัพอังกฤษ ได้สร้างสถิติเป็นมนุษย์ผู้พิชิตยอดเขาแปดพันเมตร (Eight-thousander) ซึ่งเป็นยอดเขาทั้ง 14 แห่งที่มีความสูงกว่า 8,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลของเทือกเขาหิมาลัย ในระยะเวลาเพียง 6 เดือน โค่นแชมป์เก่าที่ใช้เวลาถึง 8 ปี

รายงานระบุว่า นายปูร์จา ซึ่งเป็นอดีตทหารได้เริ่มการกิจพิชิด”ภูเขาแปดพันเมตร”เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา ด้วยการเริ่มปีนภูเขาในเนปาล 6 ยอดเขาแรกประกอบด้วย อันนะปุรณาสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก

 

 

ตามด้วยเดาลากิรีสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก กันเจนชุงคาสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก เอเวอเรสต์สูงที่สุดในโลก โลตเซสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก มาคาลูสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก

จากนั้นข้ามไปไต่เขาในปากีสถานคือ ยอดเขานังกาปาร์บัตสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก ยอดเขาแกเชอร์บรูม 2 อยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก ต่อด้วยเคทู สูงอันดับ 2 ของโลก บรอดพีกสูงอันดับ 12 ของโลก

ก่อนกลับไปปีนยอดเขาที่เนปาลอีกสองยอดคือ โชโอยู สูงป็นอันดับ 6 ของโลกและมานาสลู สูงเป็นอันดับ 8ของโลก

และปิดท้ายด้วยยอดเขาชิชาพังมะ ยอดเขาสูงที่สุดใน ประเทศจีน และสูงเป็นอันดับที่ 13 ของโลก ทางใต้ของธิเบตจนครบทั้่ง 14 เทือกเขา ใช้เวลาในการปีทั้งสิ้น 6 เดือน 1 สัปดาห์ ทำลายสถิติก่อนหน้านี้ที่เคยมีนักไต่เขาจากเกาหลีใต้คือคิม ชางโฮ ใช้เวลา 7 ปี 11 เดือน 14 วัน เพื่อพิชิตเขาทั้ง 14 แห่ง

การพิชิตภูเขาแปดพันเมตรทั้ง 14 แห่งครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเป็นไปได้ (Project Possible) ของเขาซึ่งได้รับความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกด้านต่างๆของภารกิจครั้งนี้จากบริษัทไต่เขาเซเวนซัมมิต

ก่อนหน้านี้นายได้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากเขาโพสต์ภาพของบรรดานักไต่เขาที่รอต่อแถวเพื่อขึ้นสู่ยอดสูงสุดของเอเวอร์เรสต์ฝั่งประเทศเนปาลเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ภาพดังกล่าวสร้างข้อถกเถียงกันจากหลายฝ่ายที่บอกตรงกันว่าแม้แต่บนยอดเขาที่สูงสุดของโลกก็ยังคราคร่ำไปด้วย”นักท่องเที่ยว”

 

อินเดียสุดยื้อ หนูน้อย 2 ขวบ ติดในหลุมลึก 25 เมตรนาน 3 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604862

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 16:19 น.

อินเดียสุดยื้อ หนูน้อย 2 ขวบ ติดในหลุมลึก 25 เมตรนาน 3 วัน

อินเดียกู้ร่างไร้วิญญาณของเด็กชาย 2 ขวบ หลังติดในหลุมลึก 26 เมตรนานกว่า 3 วัน แม้เจ้าหน้าที่พยายามช่วยสุดความสามารถ

เจ้าหน้าที่อินเดียได้เก็บกู้ร่างของเด็กชายสุจิตร วิลสัน วัย 2 ขวบ ขึ้นมาจากหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร ความลึก 26 เมตร หลังจากที่เด็กชายคนดังกล่าวได้เสียชีวิตลงในระหว่างที่เจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ

รายงานระบุว่าเด็กชายสุจิตรได้พลัดตกลงไปในหลุมที่ใช้สำหรับสูบน้ำบาดาลขณะกำลังเล่นอยู่ใกล้บ้านนอกเมืองทิรุชิราพพาลีของรัฐทมิฬนาดูเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

กระทั่งเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนระดมกำลังราว 500 คนเข้าร่วมปฏิบัติการนานถึง 80 ชั่วโมงพร้อมอุปกรณ์ทุกชนิดเท่าที่หาได้ในภารกิจกู้ภัยหนูน้อยขึ้นมาจากบ่อด้วยหลากหลายวิธีการ

มีการให้ออกซิเจนและน้ำผ่านท่อ พร้อมกับระดมเครื่องขุดเจาะหลากชนิดในภารกิจกู้ภัย พร้อมใช้กล้องจับความร้อนเพื่อสังเกตอุณหภูมิร่างกายของเด็ก

ตลอดภารกิจกู้ภัยเต็มไปด้วยอุปสรรคเนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทีมกู้ภัยใช้เครื่องขุดลงไปในชั้นดินได้ลึกเพียง 13.7 เมตรเท่านั้น พร้อมมีความพยายามใช้หุ่นยนต์ส่งเชือกลงไปด้านล่างเพื่อหวังดึงหนูน้อยขึ้นมา

https://twitter.com/ANI/status/1188994020560629765

เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า เด็กน้อยไม่ได้สติตั้งแต่ช่วงเช้าวันอาทิตย์ ยังคงมีลมหายใจอยู่ แต่ไม่สามารถตรวจสอบสภาพได้ว่าเป็นเช่นไรเนื่องจากได้ไหลลงไปลึกกว่าเดิมเป็นระยะเกือบ 30 เมตร

กระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถกู้ศพของหนูน้อยขึ้นมาได้ในด้วยอุปกรณ์พิเศษ ซึ่งสภาพร่างที่กู้ขึ้นมาได้เด็กอยู่ในสภาพเริ่มเน่าเปื่อยแล้ว

 

ภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ได้รับความสนใจจากบรรดานักการเมืองอินเดียหลายคน ไม่เว้นแต่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ที่ทวิตข้อความแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของหนูน้อย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีกรณีเด็กตกลงไปในบ่อน้ำที่ไม่ใช้แล้วในแถบชนบทของอินเดีย ก่อนหน้านี้ในปี 2006 เด็กน้อยวัย 6 ขวบรายหนึ่งนรัฐฮาร์ยานา ได้กลายเป็นข่าวดังทั่วโลกหลังทีมกู้ภัยสามารถช่วยขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย หลังติดอยู่ในบ่อลึก 18 เมตร นาน 48 ชั่วโมง

ปลาช่อนยักษ์อเมซอน จากใกล้สูญพันธุ์กลายเป็นเนื้อปลายอดนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604860

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 16:06 น.

ปลาช่อนยักษ์อเมซอน จากใกล้สูญพันธุ์กลายเป็นเนื้อปลายอดนิยม

ปลาอะราไพม่า หรือที่นิยมเรียกกันในภาษาไทยว่า ปลาช่อนยักษ์อเมซอน ซึ่งมีขนาดโตเต็มที่ถึง 2 เมตร และอาจหนักได้ถึง 200 กิโลกรัม เป็นปลาท้องถิ่นอเมริกาใต้ และถือเป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกพันธุ์หนึ่ง

ปลาอะราไพม่าเคยมีสถานะใกล้สูญพันธุ์มาก่อน แต่ทุกวันนี้ได้รับการอนุรักษ์จนขยายพันธุ์เป็นจำนวนมาก จาก 2,500 ตัวในปี 1999 มาอยู่ที่ 190,000 ตัวเมื่อปี 2018 กลายเป็นปลาที่นิยมรับประทานกันมากโดยเรียกมันว่า “ปลาค็อดอเมซอน” โดยปรุงแบบปลาค็อดโรยเกลือ ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมอย่างหนึ่งในบราซิล นอกจากนี้ยังนิยมเสิร์ฟกันในภัตตาคารหรูในนครริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล โดยเป็นปลาที่ไม่มีก้างจึงนิยมทำเป็นสเต็ก

ทุกวันนี้ ปลาอะราไพม่ามีราคาขายในท้องตลาดกิโลกรัมละ 53 บาท แต่หากขายให้ภัตตาคารจะได้ถึงกิโลกรัมละ 363 บาท

Photo by RICARDO OLIVEIRA / AFP

Photo by RICARDO OLIVEIRA / AFP

Photo by RICARDO OLIVEIRA / AFP

Photo by RICARDO OLIVEIRA / AFP

Photo by RICARDO OLIVEIRA / AFP

Photo by RICARDO OLIVEIRA / AFP

Photo by HO / Mamiraua Institute of Sustainable Development / AFP

Photo by HO / Mamiraua Institute of Sustainable Development / AFP

Photo by HO / Mamiraua Institute of Sustainable Development / AFP

Photo by HO / Mamiraua Institute of Sustainable Development / AFP

ส.ส.สหรัฐเตรียมโหวตถอดถอนทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604844

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 14:39 น.

ส.ส.สหรัฐเตรียมโหวตถอดถอนทรัมป์

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเดินหน้าเตรียมลงคะแนน”ขั้นแรก”ของกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์

นางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐ สังกัดเดโมแครต ได้แถลงระบุว่า สภาผู้แทนฯสหรัฐเตรียมลงคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการในขั้นตอนแรกของกระบวนการถอนถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งภายในสัปดาห์นี้

ในการเปิดเผยผ่านจดหมายของนางเปโลซีการลงคะแนนเสียงเป็นกระบวนการใช้สิทธิ์ที่เหมาะสมต่อประธานาธิบดีและบรรดาที่ปรึกษาของเขา

“สัปดาห์นี้ เราจะทำการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดในการสอบสวนที่กำลังดำเนินการอยู่โดยคณะกรรมการของเรา ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเอกสาร หมายศาล บันทึก คำให้การต่างๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถอดถอน”

นางเพโลซีกล่าวว่า การทำเช่นนี้เพื่อขจัดความสงสัยใดๆว่า คณะทำงานของปธน.ทรัมป์อาจระงับเอกสาร ป้องกันการสืบพยาน เพิกเฉยต่อหมายศาล หรือขัดขวางการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายระเอียดของการลงคะแนนดังกล่าว แต่เชื่อว่าการลงคะแนนในขั้นแรกจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้

ก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฏรซึ่งนำโดยพรรคเดโมแครตได้เปิดประเด็นการสอบสวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ โดยให้เหตุผลว่าทรัมป์ได้ใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดีกดดันผู้นำยูเครนให้จัดการกับบุตรชายนายโจ ไบเดน คู่แข่งทางการเมือง เพื่อเอื้อผลประโยชน์ในการชิงตำแหน่งเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2020

แต่ทางทำเนียบขาวโดยโฆษกประจำทำเนียบโต้ว่า กระบวนการสอบสวนของพรรคเดโมแครตนั้นเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขาดความโปร่งใสในการสอบสวน

ฉลามออสซี่ดุ ทำร้ายสองนักท่องเที่ยวอังกฤษบาดเจ็บเสียเท้าขวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604823

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 12:18 น.

ฉลามออสซี่ดุ ทำร้ายสองนักท่องเที่ยวอังกฤษบาดเจ็บเสียเท้าขวา

สองนักท่องเที่ยวอังกฤษถูกฉลามในออสเตรเลียจู่โจมบาดเจ็บสาหัส เหยื่อหนึ่งรายสูญเสียเท้าขวา

สื่อท้องถิ่นออสเตรเลียรายงานว่า เกิดเหตุฉลามเข้าจู่โจมสองนักท่องเที่ยวหนุ่มชาวอังกฤษที่บริเวณนอกชายฝั่งของของรีสอรต์ในรัฐควีนสแลนด์จนได้รับบาดเจ็บสาหัส หนึ่งรายต้องสูญเสียเท้าด้านขวา

รายงานระบุว่าสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเป็นชายวัย 22 ปี และ 28 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างการทัวร์ดำน้ำใกล้หมู่เกาะวิทซันเดย์ (Whitsunday Islands) ซึ่งเป็นแหล่งรีสอร์ตพักผ่อนที่มีชื่อเสียงของควีนส์แลนด์ โดยนักท่องเที่ยงทั้งสองถูกฉลามตัวหนึ่งจู่โจมทำร้ายเมื่อเวลาราว 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้

เหยื่อวัย 22 ปีถูกฉลามโจมตีจนได้รับบาดเจ็บที่ขาเป็นแผลฉกรรจ์ ก่อนที่หลังจากนั้นเชื่อว่าฉลามตัวเดียวกันนี้ได้เข้าทำร้ายนักท่องเที่ยวอีกรายวัย 28 ปีจนต้องสูญเสียเท้าหนึ่งข้าง

หลังเกิดเหตุหน่วยพยาบาลฉุุกเฉินรัฐควีนส์แลนด์รีบรุดมายังที่เกิดเหตุ กระทั่งพบกับเหยื่อทั้งสองในสภาพบาดเจ็บที่ขาอย่างสาหัสก่อนรีบนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการทรงตัว

ทั้งนี้ สำหรับเกาะวิทซันเดย์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวดำน้ำยอดนิยมของออสเตรเลีย เนื่องจากอยู่ใกล้กับบริเวณปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ โดยปีที่ผ่านมาพบกรณีฉลามเข้าทำร้ายมนุษย์ในหลายครั้ง เช่นในเดือนพฤศจิกายนปี 2018 นาย Daniel Christidis วัย 33 ปีถูกฉลามเข้าทำร้ายระหว่างดำน้ำกับเพื่อนจนเสียชีวิต

แฟ้มภาพ : AFP

ทรัมป์ยกย่องสุนัขฮีโร่ ไล่ต้อนผู้นำไอเอสจนมุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604811

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 10:33 น.

ทรัมป์ยกย่องสุนัขฮีโร่ ไล่ต้อนผู้นำไอเอสจนมุม

สหรัฐนำร่าง อะบู บักร์ อัลบัฆดาดี ทิ้งทะเล ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ยกย่องสุนัขฮีโร่ ไล่ต้อนผู้นำไอเอสจนมุมก่อนปลิดชีพ

ทางการสหรัฐโดยพลเอกมาร์ค มิลลีย์ ประธานเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐได้เปิดเผยแถลงการณ์เกี่ยวกับการปลิดชีพนายอะบู บักร์ อัลบัฆดาดี อดีตกาหลิบ หรือผู้นำกลุ่มรัฐอิสลามจากปฏิบัติการณ์ของกองทัพสหรัฐเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนายอัลบัฆดาดีระเบิดปลิดชีพตนเองนายที่สุด แต่ทั้งนี้จากคำแถลงของเพนตากอนไม่ได้ให้รายละเอียดมากนักว่าจัดการกับศพของนายอัลบัฆดาดีอย่างไร

แต่ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากสื่อหลายแห่งในสหรัฐว่า กองทัพได้นำศพของนายอัลบัฆดาดีฝังในทะเล เช่นเดียวกับคราวที่สหรัฐมีปฏิบัติการปลิดชีพบินลาเดนในปี 2011 แล้วนำศพของเขาฝังในทะเลอาหรับ

เหตุที่สหรัฐต้องฝังศพของทั้งสองผู้นำลงในทะเล ก็เพื่อมิให้เป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์ของบรรดาลูกสมุนหัวรุนแรง

นอกจากนี้ เริ่มมีการเปิดเผยรายเอียดของปฏิบัติการปลิดชีพนายอัลบัฆดาดีออกมาเรื่อยๆ โดยระบุว่าสหรัฐมีสายข่าวที่สามารแทรกซึมเข้าไปในที่พักของเขาได้ จนสามารถนำเสื้อผ้าบางส่วนของนายอัลบัฆดาดีออกมาเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ กระทั่งสหรัฐมีปฏิบัติการดังกล่าว

ทรัมป์กล่าวในตอนหนึ่งช่วงการแถลงข่าวว่า “สุนัขของเราไล่ล่าจนสุดปลายอุโมงค์ ก่อนที่ระเบิดส่งผลให้อุโมงค์ถล่มลงมา”

ส่งผลให้กลายฝ่ายให้ความสนใจถึงสุนัขตัวดังกล่าว โดยภายหลังได้มีการเผยว่าระหว่างที่ทหารสหรัฐบุกเข้าไปยังฐานลับของนายอัลบัฆดาดี เขาได้พยายามหนีลงอุโมงค์ใต้ดิน กระทั่งถูกสุนัขของกองทัพตัวหนึ่งไล่ต้อนลงไปในอุโมงค์จนนายอัลบัฆดาดีจนมุน ก่อนที่เขาจะจุดระเบิดซึ่งผูกติดกับเสื้อกักปลิดชีพตนเอง ส่วนสุนัขตัวดังกล่าวได้รับบาดเจ็บและอยู่ระหว่างการรักษาแต่อาการปลอดภัยดี

ต่อมาด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ทวิตข้อความพร้อมภาพยกย่องสุนัขของกองทัพตัวดังกล่าวที่สามารถไล่ต้อนนายอัลบัฆดาดีกระทั่งจนมุม แต่ไม่มีการเปิดเผยชื่อ เพศ หรืออายุของสุนัขตัวดังกล่าว เพราะเป็นข้อมูลลับด้านความมั่นคง นอกจากนี้สหรัฐยังสามารถจับตัวชาย 2 คนได้ พร้อมยืดเอกสารอีกหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

ชาวญี่ปุ่นกว่า80%สนับสนุนให้ผู้หญิงครองบัลลังก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604777

  • วันที่ 28 ต.ค. 2562 เวลา 18:22 น.

ชาวญี่ปุ่นกว่า80%สนับสนุนให้ผู้หญิงครองบัลลังก์

โฆษกของรัฐบาล ยังกล่าวว่ารัฐบาลจะศึกษาปัญหาอย่างถี่ถ้วน หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ผลสำรวจโดยสำนักข่าวเคียวโดในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่สนับสนุนให้สตรีสามารถสืบทอดบัลลังก์เป็นจักรพรรดินี ในช่วงเวลาที่ราชวงศ์ญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนเชื้อพระวงศ์ชาย โดยเสียงสนับสนุนให้ผู้หญิงครองบัลลังก์สูงถึง 81.9% ซึ่งผลลัพธ์นั้นสอดคล้องกับการสำรวจในปีที่ผ่านมา ที่ประชาชนสนับสนุนให้ผู้หญิงขึ้นครองบัลลังก์มากขึ้น

การสำรวจความเห็นครั้งนี้ มีขึ้นหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ พร้อมกับมีกระแสการถกเถียงกันเรื่องการสืบทอดราชบัลลังก์ที่จะสืบทอดผ่านเชื้อพระวงศ์ชายเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีเชื้อพระวงศ์ชายที่สามารถเป็นรัชทายาทได้เพียง 3 พระองค์ คือ เจ้าชายอากิชิโน พระอนุชาของจักรพรรดิพระชนมายุ 53 พรรษา เจ้าชายฮิซาฮิโตะพระโอรสของเจ้าชายอากิชิโนพระชนมายุ 13 พรรษา และและเจ้าชายฮิตาชิพระชนมายุ 83 ปี พระปิตุลา (ลุง) ของจักรพรรดิ

ขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตทรงมีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว คือเจ้าหญิงไอโกะพระชนมายุ 17 พรรษา ซึ่งแต่ไรมาไม่เพียงแต่เชื้อพระวงศ์สตรีจะถูกกีดกันจากการสืบทอดบัลลังก์เท่าน้น แต่ยังสูญเสียฐานันดรศักดิ์หากแต่งงานกับสามัญชน และลูกๆ ที่เกิดมาจะไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์อีกต่อไป

ประเด็นเรื่องการขาดแคลนรัชทายาทชายเป็นเรื่องร้อนที่ถกเถียงในวงกว้าง แม้แต่โยชิฮิเดะ สุงะ โฆษกของรัฐบาล ยังกล่าวว่ารัฐบาลจะศึกษาปัญหา “อย่างถี่ถ้วน” หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมของญี่ปุ่นยังคงคัดค้านการแก้ไขกฎณเฑียรบาลเพื่ออนุญาตให้สตรีขึ้นครองบัลลังก์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มนักการเมืองแนะนำให้ออกกฎหมายพิเศษเพื่อให้บุรุษจากสายตระกูลอื่นของพระราชวงศ์ที่ถูกยกเลิกฐานันดรหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สามารถเป็นตัวเลือกในการเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ได้

ฝนเหลืองอเมริกัน จากบริษัทสารเคมีระดับโลกสู่สมรภูมิที่เข่นฆ่าชาวเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604747

  • วันที่ 28 ต.ค. 2562 เวลา 14:26 น.

ฝนเหลืองอเมริกัน จากบริษัทสารเคมีระดับโลกสู่สมรภูมิที่เข่นฆ่าชาวเวียดนาม

ด้วยความไม่พอใจที่สหรัฐตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรสินค้า (GSP) ของไทย ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว เห็นว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้อกับการที่สหรัฐส่งจดหมายแสดงความกังวลที่ไทยแบน 3 สารพิษ แอ๊ด คาราบาวจึงแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ชื่อว่าเพลง “ฝนเหลือง” เพื่อตอบโต้สหรัฐ

ในเนื้อเพลงผู้แต่งกล่าวไว้ว่าสหรัฐ “เคยใช้ฝนเหลืองเข่นฆ่าคนเวียตนาม” และในเวลานี้ “ฝนเหลืองเพื่อการเพาะปลูก อเมริกาจะเข่นฆ่าคนไทย”

แต่ “ฝนเหลือง” คืออะไร?

1. สิ่งที่เรียกว่าฝนเหลือง ที่จริงแล้วเรียกว่าสารสีส้ม (Agent Orange) กองทัพสหรัฐในเวียดนามใช้สารเคมีเพื่อทำลายใบไม้เพื่อที่จะเปิดป่าให้โล่ง เพื่อที่จะสามารถเห็นความเคลื่อนไหวของพวกเวียดกงที่มักจะกบดานในป่าทึบ สหรัฐใช้สารเคมีกำจัดพืชอย่างหนักในเวียดนามระหว่างปี 1961 – 1971 ในปฏิบัติการที่มีชื่อว่า แรนช์แฮนด์ (Operation Ranch Hand) สหรัฐใช้หนักมือมากจนทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสารนี้ในปี 1966 แต่นอนว่าผู้ได้รับประโยชน์คือผู้ผลิต

2. บริษัทมอนซานโต้ ดาวเคมิคัล และไดมอนด์แชมล็อก เป็นผู้ผลิตหลักของฝนเหลืองให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ส่วนสนามบินที่ใช้เป็นฐานปล่อยเครื่องบินทิ้งสารเคมีอยู่ที่เมืองดานัง และเมืองเบียนฮหว่า จากการตรวจสอบพบว่าสนามบินดานังมีสารปนเปื้อนสูงกว่ามาตรฐานสากลถึง 350 เท่า

3. ปฏิบัติการนี้ทำลายพื้นที่ถึง 31,000 ตารางกิโลเมตรในเวียดนาม และยังลามเข้าไปในลาวและกัมพูชา ทำให้วิสัยทัศน์การมองเห็นป่าเพิ่มขึ้นสูงสุด 75% ในแนวราบ และ 80% ในแนวดิ่ง และสามารถทำแผนที่เส้นทางลำเลียงของกองเทัพเวียดนามเหนือ-เวียดกงได้ คือเส้นทางโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh trail) แต่สุดท้ายสหรัฐก็ต้องถอนทัพออกไป และเวียดนามใต้พ่ายแพ้ในที่สุด

4. มีประชาชนในเวียดนาม 3 ล้านคนได้รับสารพิษและล้มป่วยจากสารสีส้ม ทั้งโรคมะเร็ง โรคผิวหนังร้ายแรง แม่หลายคนที่ได้รับสารนี้ส่งผ่านสารพิษผ่านทางน้ำนม ทำให้เด็กที่ได้รับสารนี้จะมีร่างกายทุพพลภาพ เช่น เพดานปากแหว่ง ไม่มีตา มีสภาพจิตไม่สมประกอบ มีนิ้่วมือหรือนิ้วเท้าเพิ่มขึ้นมา ทุกวันนี้ยังมีผู้ป่วยจากสารสีส้มในเวียดนามอยู่มากมาย และนับตั้งแต่ปี 1978 มีคดีฟ้องร้องหลายกรณีต่อมอนซานโต้ ดาวเคมิคัล และไดมอนด์แชมล็อกที่ผลิตสารเหล่านี้

5. ส่วนสิ่งที่เรียกว่าฝนเหลือง (Yellow rain) คือข้อกล่าวหาของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ อเล็กซานเดอร์ เฮก์ ในปี 1981 ที่ระบุว่าสหภาพโซเวียตใช้สารเคมี T-2 mycotoxin ในเวียดนาม ลาว และกัมพูชาโปรยลงมาจากเครื่องบินเพื่อทำสงครามกำราบฝ่ายต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์หลังสหรัฐถอนตัวจากอินโดนีจีนแล้ว พยานเล่าว่ามีการโปรยของเหลวเหนียวสีเหลืองจากเครื่องบินคล้ายกับฝนสีเหลือง ทำให้มีผู้คนล้มตายไปหลายหมื่นคน แต่ข้อกล่าวหานี้ไม่มีการยืนยัน

ภาพประกอบคือ  Le Van O จังหวัดเกียนซาง ทางใต้ของเวียดนาม ผู้ที่เชื่อหาว่าเป็นเหยื่อของสารสีส้มจนทุพลภาพ เข้าร่วมการประชุมระดับนานาชาติเกี่ยวกับผลกระทบของสารสีส้มในสงครามเวียดนาม ที่กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ภาพถ่ายโดย AFP PHOTO / HOANG DINH Nam

สหรัฐตัดGSPไทยเท่ากับทำร้ายตัวเอง ทำให้จีนได้เปรียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604729

  • วันที่ 28 ต.ค. 2562 เวลา 11:34 น.

สหรัฐตัดGSPไทยเท่ากับทำร้ายตัวเอง ทำให้จีนได้เปรียบ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 หลังจากที่สหรัฐเตรียมที่จะตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรสินค้า (GSP) กับอินเดีย ซึ่งลงมือทำจริงในเดือนมิถุนายน กลุ่มธุรกิจชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า The Coalition for GSP ในกรุงวอชิงตัน ซึ่งส่งเสริมการทำ GSP เพื่อประโยชน์ของสหรัฐและประเทศคู่ค้า เปิดเผยรายงานว่า จากตัวเลขทางการค้าของสหรัฐในเวลานั้น (ก่อนเดือนพฤษภาคม 2019) พบว่า ระบบ GSP ช่วยทำให้บริษัทสัญชาติอเมริกันออมเงินเพิ่มขึ้น 105 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งเดิมอยู่ที่เพียง 28 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นอัตราสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 2 เท่าที่มีการเก็บสถิติกันมา

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2019 ระบบ GSP ช่วยให้บริษัทอเมริกันออมเงินได้เพิ่มมากขึ้น 285 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่าช่วงไตรมาสแรกของปี 2018 ถึง 63 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา

หลังจากที่สหรัฐเริ่มทำสงครามการค้ากับจีนแล้ว มีการนำเข้าจากประเทศ GSP มากขึ้น ส่วนการนำเข้าจากจีนลดลง โดยเฉพาะสินค้าจีนประเภทที่เข้าข่ายถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นถึง 90%

ทางกลุ่มชี้ว่า การยกเลิก GSP ของอินเดีย ตุรกี และประเทศอื่นๆ ที่ในขณะอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ คือไทย และอินโดนีเซีย (ซึ่งปรากฎว่าไทยถูกถอด) จะทำให้บริษัทและคนงานชาวอเมริกันจำนวนมากที่พึ่งพา GSP มาหลายปีจะต้องประสบปัญหา เพราะไม่มีแหล่งวัตถุดิบแทนที่หลังจากไม่สามารถนำเข้าจากจีนได้ การตัด GSP จึงเท่ากับเป็นการบั่นทอนวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่นคือการลดการนำเข้าจากจีน เพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจของสหรัฐ

แต่แทนที่สหรัฐจะหันไปพึ่งตลาดที่ถูกกว่า คือตลาดประเทศ GSP สหรัฐกลับหันมาเล่นงานประเทศเหล่านี้ด้วย ทำให้ส่งผลกระทบต่อตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ The Coalition for GSP ยังเตือนว่า บริษัทอเมริกันจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกลับไปพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบจากจีนอีก จากการสำรวจความเห็นพบว่ามีบริษัทอเมริกันถึง 30% ที่คิดจะพึ่งจีน หากรัฐบาลตัดสิทธิกลุ่มประเทศ GSP

ไทยไม่ดีพอ? ทำไมสหรัฐต้องถอน GSP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604706

  • วันที่ 27 ต.ค. 2562 เวลา 18:57 น.

The Expert Ep.10 เหตุใด “สหรัฐ”จึงตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรสินค้า (GSP) จริงหรือไม่กับเหตุผลที่อ้างว่า ไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาแรงงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday