ติดอาวุธดิจิทัลให้ประชาธิปไตย คุยกับออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีดิจิทัลไต้หวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604705

  • วันที่ 27 ต.ค. 2562 เวลา 18:55 น.

ติดอาวุธดิจิทัลให้ประชาธิปไตย คุยกับออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีดิจิทัลไต้หวัน

เรื่องและสัมภาษณ์โดยกรกิจ ดิษฐาน

ออเดรย์ ถัง (Audrey Tang) ได้รับฉายาว่าเป็นคนในวงการคอมพิวเตอร์ที่ยอดที่สุดคนหนึ่งของไต้หวัน เป็นทั้งแฮคเกอร์เพื่อพลเมือง (civic hacker) นักปฏิวัติดิจิทัลผู้มีอุดมการณ์อนาธิปไตย (individualist anarchism) และเป็นรัฐมนตรีดิจิทัลของไต้หวันในวัยเพียง 38 ปี

ออเดรย์ ถัง ยังเป็นสตรีข้ามเพศ และทำให้เธอกลายเป็นรัฐมนตรีสตรีข้ามเพศคนแรกของโลก และตอนที่เป็นรัฐมนตรียังมีอายุเพียง 35 ปี ทำให้เป็นรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไต้หวัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับออเดรย์ ถังก็คือแนวคิดการสร้างประชาธิปไตยด้วยการปฏิวัติดิจิทัล ผ่านการสร้างประชาสังคมดิจิทัล ซึ่งเริ่มแล้วที่ไต้หวัน และเธอเดินทางมาแบ่งปันประสบการณ์เรื่องนี้ระหว่างร่วมงานประชุม Conference on Social Innovation and Civic Participation ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา

รากฐานประชาสังคมยุคใหม่

สิ่งที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย คือการวางรากฐานประชาสังคมให้แข็งแกร่ง รวมถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ โพสต์ทูเดย์ได้ซักถามแง่คิดเกี่ยวกับการสร้างรากฐานนี้ในไต้หวัน ซึ่งและออเดรย์ ถังตอบว่า ในไต้หวันมีแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างชุมชน และการสร้างชุมชนไม่ได้หมายถึงการสร้างโครงสร้างทางกายภาพ แต่ยังสร้างโครงสร้างด้านความเชื่อมั่น ดังนั้นผู้ที่มีส่วนร่วม จึงเป็นคนจากหลากหลายสาขาอาชีพ อาจเป็นได้ทั้งศิลปินหรือนักออกแบบหรือสถาปนิก หรืออาชีพที่แตกต่างกัน ตราบใดที่พวกเขาตกลงที่จะมีวิสัยทัศน์หรืออยู่ในชุมชนร่วมกัน เพื่อที่จะมีผู้คนเข้ามาร่วมและพบปะกันทุกสัปดาห์ได้ง่ายๆ แบ่งปันอาหาร ฟังดนตรีร่วมกัน ร่วมกันอภิปราย แล้วรากฐานแนวคิดก็จะเกิดขึ้น และเรื่องนี้ได้รับการรับรองจากรัฐบาลไต้หวันตั้งแต่เริ่มต้น

“ดังนั้นความคิดที่ว่านี้ก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเป็นนายกเทศมนตรีหรือมีพันธสัญญา (กำหนดตัวแทน) เพราะทุกคนมีส่วนร่วมด้วยตัวเอง โดยอาจเป็นชุมชนอย่างชุมชนที่มีคน 1,000 คนและตัดสินใจที่จะใช้เทคโนโลยีบางอย่างร่วมกันโดยทำงานร่วมกับนักพัฒนาเทคโนโลยี ในปี 1994 เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมเริ่มมีแผนสร้างชุมชนทั่วไต้หวัน ตอนนั้นเราไม่มีแม้แต่การเลือกตั้งประธานาธิบดี ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว แนวคิดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับประชาธิปไตยหรือนายกเทศมนตรีหรือประธานาธิบดี แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับภาคสังคมตามที่นิยามโดยผู้ที่เข้าร่วม การสร้างความถูกต้องตามกฎหมายโดยสมัครใจ แบบนี้ผู้ประกอบการทางสังคมอาจเป็นองค์กรการกุศลได้นับตั้งแต่วันที่ตัดสินใจอนาคตของท้องถิ่นร่วมกัน ฉันคิดว่านี่เป็นรากฐานของนวัตกรรมทางสังคมในไต้หวันอย่างมากมาย และในทุกวันนี้พวกเขามีความชอบธรรมมากขึ้น ผู้คนไว้วางใจพวกเขามากขึ้นและภาคสังคม เมื่อเทียบกับภาครัฐ”

อินเทอร์เน็ตคือสิทธิมนุษย์ชน

พื้นฐานของระบอบประชาธิไตยคือการมีส่วนร่วมของประชาชน ในทัศนะของออเดรย์ ถัง สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในปัจจุบันนี้ คือการเข้าถึงบรอดแบนด์ (การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต) เพราะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตคือการเข้าถึงองค์ความรู้ การติดต่อสื่อสารกัน และช่องทางตรวจสอบภาครัฐ ความท้าท้ายก็คือการเข้าถึงบรอดแบนด์อาจจะยังไม่ครอบคลุม

“การผลักดันแนวคิดนี้คือสิ่งที่ยากที่สุดคือตอนนี้ เพราะในเขตเทศบาลหรือในพื้นที่ชนบทห่างไกล ถ้ามีเพียง 50% ของคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ต แล้วคุณก็ใช้นโยบายใหม่ที่อาศัยการเข้าถึงบรอดแบนด์ โดยที่อีกครึ่งหนึ่งเข้าไม่ถึงระบบอัตโนมัติ มันก็จะไม่สำเร็จ เพราะภาคสังคมถูกแบ่งครึ่ง ดังนั้นไต้หวันจึงทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากโดยผลึกกำลังสายเคเบิลใยแก้วนำแสง ดาวเทียม และช่องทางทุกอย่าง เพื่อให้แน่ใจว่าแม้ในสถานที่ห่างไกลที่สุดตอนนี้ก็ยังมีสัญญาณครอบคลุม 98% และราคาไม่แพงมาก”

รัฐมนตรีดิจิทัลไต้หวันชี้ว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นปรากฏหลายส่วนที่พูดถึงการเข้าถึงบรอดแบนด์ในฐานะสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ระบุว่าในปี 2020 ทุกคนต้องมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เป็นสากลและราคาไม่แพง และปีนี้้เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็จะถึงปี 2020 และไต้หวันมีการเข้าถึง 98% แล้ว

เรื่องอะไรในสังคมที่ต้องมาก่อน

ขบวนการแฮคเกอร์เพื่อพลเมือง (civic hacker) ในไต้หวันนั้นก้าวหน้ามาก มีการจัดตั้งโอเพ่นซอร์ซที่เรียกว่า G0v (กอฟ ซีโร่) ซึ่งเป็นการระดมกำลังของภาคประชาสังคมเพื่อตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เป็นแพล็ตฟอร์มในการผลักดันนโยบาย แม้ว่าจะยังความแตกแยกด้านอุดมการณ์ในไต้หวัน คือฝ่ายที่ต้องการประกาศเอกราชและฝ่ายที่ยังต้องการเชื่อมโยงกับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ประชาธิปไตยโดยตรงผ่านประชาสังคมดิจิทัล ทำให้ประชาชนเริ่มตระหนักในปัญหารากฐานที่สำคัญมากกว่าการ “เอาจีน” หรือ “ไม่เอาจีน”

ออเดรย์ ถัง พูดถึงในเรื่องนี้ว่าความแตกแยกทางการเมืองที่กี่ยวกับความสัมพันธ์ (กับจีน) เป็นประเด็นถกเถียงทางการเมืองในไต้หวันเป็นเวลานาน แต่เธอยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการผลักดันระบอบประชาธิปไตยโดยตรงผ่านการทำประชามติ ผ่านการยื่นคำร้องงบประมาณแบบมีส่วนร่วม จึงไม่ใช่แค่การเลือกนายกเทศมนตรีหรือประธานาธิบดี พวกเขายังสามารถเลือกประเด็นได้ ดังนั้นปัญหาระหว่างไต้หวันกับจีนจึงไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป สิ่งที่เป็นประเด็นตอนนี้คือเรื่องวิถีชีวิตพื้นฐาน เช่น ความสเมอภาคในการแต่งงานระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ที่ต้องใช้ประชาธิปไตยโดยตรงในการชี้ขาด แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องประนีประนอมกับค่านิยมในสังคมด้วย

“เราดำเนินการสร้างเสมอภาคกันในสิทธิในการแต่งงาน แต่เพียงเพื่อข้อบังคับทางกฎหมายและแต่ไม่เกี่ยวกับบรรดาเครือญาติ ดังนั้นเราจึงเชื่อมโยงส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายแพ่ง (กับสิทธิการสมรส) แต่ไม่ทำกับส่วนอื่นๆ ของประมวลกฎหมายแพ่งที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างครอบครัว โดย (ในด้านหนึ่ง) เราใช้วิธีที่สร้างสรรค์มากๆโดยการลงประชามติและประชาธิปไตยโดยตรง วิธีนี้เป็นการถนอมน้ำใจแบบคนเอเชียโดยไม่ต้องสูญเสีย (หรือ) เกิดความรู้สึกความแตกแยกขึ้นในประเด็นนี้โดยเฉพาะ ต้องขอบคุณประชาธิปไตยโดยตรงผ่านการลงประชามติ และฉันคิดว่ายิ่งเราเข้าร่วมในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมแบบนี้มากเท่าไหร่ คนก็ยิ่งจะไม่คิดว่าการเมืองเป็นความสัมพันธ์ด้านตัวบทกฎหมายเท่านั้น ดังนั้นฉันคิดว่าระบอบประชาธิปไตยโดยตรงคือการช่วยเหลือสังคมในการแก้ไข”

อนาธิปไตยใหม่ที่สร้างสรรค์

ออเดรย์ถึงยังมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยระบุว่ามีแนวคิดอนาธิปไตย (Anarchism) ซึ่งหมายถึงการปกครองที่ไร้อำนาจรัฐ การที่ปัจเจกบุคคลมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองโดยตรง แต่เธอยังย้ำว่าเธอเป็นอนาธิปไตยที่อนุรักษ์นิยมที่ไม่มุ่งทำลายล้างโครงสร้างสังคมแบบถอนรากถอนโคนอย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่มองอนาธิปไตยในลักษณะนั้น และแนวคิดอนาธิปไตยยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันประชาธิปไตยดิจิทัลที่เธอเป็นแกนหลักคนหนึ่งของแนวคิดนี้

“ฉันคิดว่าเพราะฉันเรียนรู้การบริหารปกครองที่ดี (governance ซึ่งเป็นหัวใจหลักของประชาธิปไตย) มาจากอินเทอร์เน็ต โดยการมีส่วนร่วมในคณะทำงานเว็บยุคแรกในชุมชนซอฟต์แวร์เสรี ในโอเพ่นซอร์ซ และชุมชนเปิดออนไลน์ใเดๆ ก็ตาม เรื่องนี้ทำให้ฉันมีแนวคิดเรื่องการบริหารปกครองที่ดีอิงกับความสมัครใจไม่ใช่การบีบบังคับ ฉันยังผ่านการเรียนด้านปรัชญาและมนุษยศาสตร์ ซึ่งหมายความว่า ฉันยังการอนุรักษ์สิ่งที่สำคัญต่อผู้คน แทนที่จะใช้ระบบดิจิตอลเป็นวิธีในการกวาดล้างทุกสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับกระแสหลัก”

แนวคิดอนาธิปไตยของออเดรย์เมื่อผสานเข้ากับประชาสังคมดิจิตัล กลายเป็นประชาธิปไตยดิจิทัล หรือ E-democracy ซึ่งนิยามของประชาธิปไตยดิจิทัล คือการผสมผสานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย คือแบบของรัฐบาลยุคใหม่ที่ประชาชนที่บรรลุนิติภาวะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมกำหนดความเป็นไปของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน เช่นการข้อเสนอการพัฒนาและการเสนอกฎหมาย สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นที่ไต้หวันแล้ว

จะสู้กับอำนาจนิยมดิจิทัลอย่างไร

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในยุคที่เกิดประชาสังคมดิจิทัล แต่กลับเกิดกระแสการเซ็นเซอร์การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐอย่างหนักหน่วงทำให้เกิดข้อกังขาว่าประชาธิปไตยดิจิทัล จะเฟื่องฟูจริงหรือ ออเดรย์ ถังตอบคำถามในเรื่องนี้ว่า

“หากคุณเริ่มด้วยประชาธิปไตย คุณก็จะได้ประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งขึ้น หากคุณเริ่มการตรวจสอบ (ของภาครัฐ) ก็จะถูกตรวจสอบมากขึ้น หากคุณเริ่มต้นด้วยการควบคุมจากบนลงล่าง คุณก็จะได้ดิจิทัลที่มีการควบคุมหนาแน่น” ออเดรย์ ถัง กล่าว “ดังนั้นถ้าคุณเริ่มต้นด้วยการตั้งค่าเริ่มต้นที่ถูกต้อง ก็หมายความว่าคุณจะมุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

ออเดรย์ ถึงขยายความว่า ถ้ามองในแง่หลักการแล้ว โลกดิจิทัลสามารถทวีคูณทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว เช่น ผ่านแฮชแท็ก ผ่านการร้องเรียน ซึ่งถือเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยตรง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีการควบคุมประชาชนโดยตรง ดิจิทัลก็จะกลายเป็นเครื่องมือช่วยในการควบคุมโดยตรงของเผด็จการเช่นกัน แน่นอนว่า สังคมเผด็จการนก็ยังสามารถพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลได้

แต่โดยธรรมชาติแล้ว อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่เชื่อโยงกันและกัน ซึ่งหมายความว่าแม้จะมีรูปแบบปกครองที่แตกต่างกันก็ยังเชื่อมโยงกันได้ ประชาชนจะต้องสร้างลิ้งก์เชื่อมโยงระหว่างกันและกัน และเชื่อมโยงนวัตกรรมของแต่ละฝ่ายเพื่อผลักดันแนวคิดที่ปฏิบัติได้ และเริ่มร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์พลเมือง เพื่อสร้างนวัตกรรมแนวราบ

ปลิดชีพผู้นำรัฐอิสลาม กับ5เรื่องที่คุณต้องรู้ของชายที่ทำให้โลกผวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604670

  • วันที่ 27 ต.ค. 2562 เวลา 14:56 น.

ปลิดชีพผู้นำรัฐอิสลาม กับ5เรื่องที่คุณต้องรู้ของชายที่ทำให้โลกผวา

สื่อของสหรัฐรายงานว่า อะบู บักร์ อัลบัฆดาดี ผู้นำของรัฐอิสลามเสียชีวิตแล้วระหว่างตกอยู่ในวงล้อมการโจมตีของกองทัพสหรัฐในภูมิภาคอิดลิบ ประเทศซีเรีย รายงานระบุว่าอัลบัฆดาดีอาจจะฆ่าตัวตายด้วยเสื้อกั๊กติดระเบิดพลีชีพ ระหว่างที่กองกำลังปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐกำลังบุกเข้าไป โดยอัลบัฆดาดี เป็นเป้าหมายของปฏิบัติการลับที่ได้รับอนุมัติจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ต่อไปนี้เป็นเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับชายที่ถูกตั้งให้เป็นเคาะลีฟะฮ์แห่งรัฐอิสลาม ซึ่งเคยนำกองทัพบุกตะลุยยึดพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลของตะวันออกกลาง พร้อมกับความหวังที่จะสร้างรัฐเคาะลีฟะฮ์ขึ้นมาใหม่ แต่แล้วความฝันของเขาก็ถูกทำลาย ดินแดนของรัฐอิสลามบั่นทอนกำลังทีละน้อยๆ พร้อมกับที่ตัวเขาหายไปจากการรับรู้ของสื่อท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องอาการบาดเจ็บและการเสียชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเมื่อปรากฎข่าวที่ยืนยันได้อีกครั้ง กลายเป็นว่าเขาถูกบีบในวงล้อมให้ต้องฆ่าตัวตายในที่สุด

1. อัลบัฆดาดี  เป็นชาวอิรักเกิดเมื่อปี 1971 เป็นคนเก็บตัวสุดขีด ตอนที่ยังหนุ่มเป็นคนขี้อาย ไม่เตะตา เป็นนักวิชาการศาสนาที่ต่อต้านความรุนแรง แม้แต่ตอนเป็นผู้นำรัฐอิสลามแล้วก็ยังเก็บตัวเป็นความลับสุดยอด จนแม้แต่สมาชิกในองค์กรยังไม่รู้จักเขา ไม่สังเกตเห็น เพราะไม่โดดเด่น แม้รู้ว่ามีผู้นำกลุ่มแต่สมาชิกต่างก็เรียกเขาว่าเป็น “ชีคล่องหน” และเมื่อเป็นผู้นำระดับเคาะลีฟะฮ์ในภายหลังแล้ว เขาก็ยังมีนิสัยเหมือนเดิม แม้แต่นิสัยไม่ชอบความรุนแรง ซึ่งดูจะขัดกับปฏิบัติการหลายๆ อย่างของกลุ่มที่เขาเป็นแกนนำ

2. ครูสอนศาสนาหนุ่มขี้อาจกลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มติดอาวุธ JJASJ หลังจากสหรัฐรุกรานอิรักในปี 2003 ต่อมาเขาร่วมกลุ่มนักรบ MSC ในปี 2006 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรัก (ISI) ในเวลานั้นเป็นสาขาหนึ่งของกลุ่มอัลกออิดะห์ และกลายเป็นผู้นำกลุ่มในปี 2010 หลังจากนั้นเขาเป็นผู้วางแผนโจมตีหลายครั้งในอิรัก จนกระทั่งในปี 2013 กลุ่ม ISI ขยายการโจมตีเข้าไปในซีเรีย จึงเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐอิสลามแห่งอิรักและลีแวนต์ (ISIL) โดยที่เขามีสถานะเป็นผู้นำทั้งในทางโลกและทางศาสนา ชี้นำโดยกฎหมายอิสลามที่เคร่งครัด

3. เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ISIL ประกาศสถาปนารัฐอิสลาม หรือรัฐเคาะลีฟะฮ์ทั่วโลก โดยมีอัลบัฆดาดีดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ ได้ชื่อว่า “อัลบัฆดาดี อิบรอฮีม” แลวเปลี่ยนชื่อกลุ่ม ISIL มาเป็นแค่ “รัฐอิสลาม” (IS) และ นี่คือจุดเริ่มต้นของกลุ่มรัฐอิสลามที่โลกรู้จักกัน และในวันที่ 4 กรกฎาคม 2014 เขาก็ปรากฎกายต่อสื่อครั้งแรกที่มหาสุเหร่าอัลนูรี ในเมืองโมซุล หลังจากนั้น “ชีคล่องหน”ก็ ไม่ล่องหนอีก มีการเผยแพร่คลิปเสียงชี้นำกลุ่มออกมาเป็นระยะ จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2019 มีการเปิดเผยคลิปเสียงครั้งสุดท้าย

4. แต่ก่อนที่อัลบัฆดาดีจะเสียชีวิต (จากการประกาศในวันที่ 27 ตุลาคม 2019) มีข่าวเรื่องการโจมตีและการจับกุม หรือแม้แต่ข่าวการเสียชีวิตของเขามาตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยเดือนเมษายนปี 2015 มีข่าวลือว่าเขาถูกโจมตีจนเป็นอัมพาต และต่อมาในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันมีการแก้ข่าวว่าเขายังไม่ตาย เดือนมิถุนายน 2016 อิรักอ้างว่าอัลบัฆดาดีบาดเจ็บจากการโจมตีของสหรัฐ เดือนเดียวกันนั้นมีข่าวลือว่าเขาตายแล้ว หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้วออกมาเป็นระยะแม้แต่จากฝั่งรัสเซีย แต่ไม่เป็นความจริงเลยสักข่าวเดียว

5. ก่อนที่อะบู บักร์ อัลบัฆดาดีจะเสียชีวิตเขาได้แต่งตั้งทายาทเอาไว้แล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2019 เขาผู้นั้นคือ อับดุลลอฮ์ การ์ดาช เจ้าของฉายา ‘Professor’ ซึ่งมีข่าวว่าได้รับบาดเจ็บเมื่อเดือนกันยายน นอกจากนี้อัลบัฆดาดียังเป็นแกนนำรุ่มก่อตั้ง IS คนสุดท้าย แกนนำส่วนใหญ่ถูกสังหารไปมากมาย ดังนั้นแม้จะตั้งทายาทสืบทอดอำนาจไว้แต่เนิ่นๆ แต่เสถียรภาพของกลุ่มนี้ได้สั่นคลอนลงไปมากแล้ว

ตัด GSP มีสัญญาณมาตั้งแต่กลางปีแต่รัฐบาลขยับไม่ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604648

  • วันที่ 27 ต.ค. 2562 เวลา 12:27 น.

ตัด GSP มีสัญญาณมาตั้งแต่กลางปีแต่รัฐบาลขยับไม่ทัน

หลายคนกำลังหาที่มาที่ไปว่าทำไมสหรัฐจึงตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรสินค้า (GSP) กับไทย บางทฤษฎีชี้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการแบน 3 สารพิษ เพราะก่อนหน้านี้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐส่งจดหมายแสดงความกังวล (เนื่องจากกระทบต่อธุรกิจสารเคมีของสหรัฐ) บางทฤษฎีโยงว่าเกี่ยวข้องกับการที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ไปพบนายเหรินเจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหัวเว่ย ซึ่งเป็นคู่กรณีของรัฐบาลสหรัฐ และเป็นหนึ่งในสาเหตุของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ

ทฤษฎีเหล่านี้ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐตัดสิทธิ์ไทยเพราะปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวในภาคการประมง และมีสัญญาณบ่งชี้มานานหลายเดือนแล้วว่าไทยจะถูกเล่นงานในประเด็นนี้ และอันที่จริงแล้ว สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้เริ่มการพิจารณาสถานะของไทยมาตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2018 โดยมีประเทศที่อยู่ในข่ายพิจารณาพร้อมกันคือ อิรัก อินโดนีเซีย โบลิเวีย อุซเบกิสถาน ผลก็คือไทยกับยูเครนถูกตัดสิทธิ์พร้อมกันในวันที่ 25 ตุลาคม 2019 ดังนั้นไม่มีเรื่องเบื้องหลังอะไรมากไปกว่าการพิจารณาตามขั้นตอนของสหรัฐ

ก่อนหน้านี้มีสัญญาณออกมาเป็นระยะเช่นกัน

มีนาคม – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะตัดยุติสถานะ GSP กับอินเดีย และในเดือนมิถุนายนจึงประกาศตัดสิทธิในที่สุด โดยอ้างว่าสหรัฐถูกกันไม่ให้เข้าถึงตลาดอินเดียได้อย่างเหมาะสมและสมเหตุสมผล นอกจากนี้อินเดียยังเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์จาก GSP มากที่สุดในปี 2017 ทว่า การตัดสิทธิ GSP ก่อให้เกิดข้อกังขาอย่างมาก เพราะแม้แต่พันธมิตรของสหรัฐอย่างอินเดีย ก็ยังไม่หนีไม่พ้นจากนโยบายชาตินิยมของทรัมป์ และในตอนนั้นภาคธุรกิจในไทยมองว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิอินเดียน้อย และไทยน่าจะได้รับประโยชน์เสียด้วยซ้ำ (ดู Thais keen as India gets Trump treatment, Bangkok Post)

พฤษภาคม – สัญญาณอันตรายเริ่มชัดขึ้น เมื่อรัฐบาลสหรัฐตัดสิทธิ GSP ของตุรกีไปอีกราย โดยอ้างว่าตุรกีมีเศรษฐกิจที่พัฒนาเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยแวดล้อมที่ต้องพิจารณาคือ ตรุกีเคยเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของสหรัฐมานาน จนกระทั่งเกิดความพยายามก่อรัฐประหารตุรกีในปี 2016 โดยตุรกีสงสัยว่าสหรัฐให้การหนุนหลังผู้ก่อเหตุ จึงเริ่มขัดแย้งกับสหรัฐ มีการพิจารณาเรื่องสถานะของตุรกีในฐานะพันธมิตรนาโต และล่าสุดคือการที่ตุรกีส่งกำลังเข้าไปในซีเรียโดยไม่แยแสสหรัฐ

มิถุนายน – ต้นเดือนมิถุนายน มีรายงานข่าวว่าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) กำลังพิจารณาถอดถอนสิทธิ์ GSP ของไทยกับอินโดนีเซีย เนื่องจากการละเมิดสิทธิแรงงาน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการไม่เปิดตลาดให้เสรีมากพอสหรัฐธุรกิจสหรัฐได้เข้าไปดำเนินการ

มิถุนายน – ต่อมาบริษัท Maybank Kim Eng Research เตือนว่า ไทยเสี่ยงที่จะสูญเสียสถานะพิเศษตามเงื่อนไข GSP โดยสหรัฐกำลังพิจารณาว่าไทยเปิดตลาดนำเข้าเนื้อสุกรของสหรัฐเพียงพอหรือไม่ และสิทธิแรงงานของไทยเหมาะสมแล้วหรือไม่ จะเห็นได้ว่า สหรัฐจับตาเรื่องสิทธิแรงงานมาหลายเดือนแล้ว (และอันที่จริงเป็นประเด็นที่สหรัฐเตือนไทยมาโดยตลอด) อย่างไรก็ตาม Maybank ยังเห็นว่าสหรัฐยังใช้ GSP เพื่อเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับประเทศคู่กรณี หรือในเวลานี้ใช้การตัดสิทธิ GSP เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองในช่วงที่กำลังทำสงครามการค้ากับจีน

มิถุนายน – ปลายเดือนมิถุนายน ยังไม่มีสัญญาณว่าสหรัฐจะเล่นงานไทย ตรงกันข้ามมีการเปิดเผยรายงานว่าด้วยการค้ามนุษย์ (TIP) โดยรัฐบาลสหรัฐประจำปี 2019 ปรากฎว่า ไทยยังคงอยู่ในสถานะเดิมคือ Tier 2 หรือระดับถูกจับตา พร้อมระบุว่า ไทยมีความคืบหน้าในการตรวจสอบพบเหยื่อการค้ามนุษย์ และลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ไทยจะต้องปรับปรุงมาตรฐานหลายๆ ด้านที่ยังไม่ถึงถึงมาตรฐานขั้นต่ำ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ ไทยอยุ่ในระดับ Tier 3 ที่ต่ำที่สุดในปี 2014 และปรับขึ้นมา Tier 2 ในปี 2018

กันยายน – ลิวอิส คาเรช ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เดินทางมายังประเทศไทย และเสนอให้รัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายแรงงาน เพื่อให้แรงงานต่างด้าวสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ตามหลักปฏิบัติสากลด้านการคุ้มครองงแรงงาน และเขายังเสนอให้ไทยแก้กฎหมายปกป้องแรงงานต่างด้าวจากการถูกนายจ้างไทยลงโทษเพราะจัดตั้งสหภาพแรงงานด้วย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ทางการไทยกังวลกับคำขู่ของสหรัฐ เพราะการต่ออายุ GSP ขึ้นกับดุลพินิจของสหรัฐ (ดู US tells Thailand to allow foreign worker unions, Bangkok Post)

ตุลาคม – สัญญาณที่ USTR ส่งมาถึงไทยในเดือนกันยายนกลายเป็นจริงในที่สุด เมื่อสหรัฐประกาศตัดสิทธิ GSP ของไทยในเดือนถัดมา โดยในจดหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งไปถึงประธานสภาพผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา กล่าวว่า เขาได้ระงับการสิทธิ GSP ของผลิตภัณฑ์ไทยบางประเภท เนื่องจากไทยไม่ได้ดำเนินการปกป้องแรงงานตามาตรฐานสากลเรื่องสิทธิแรงงาน

อ้างอิง

• GSP: Notice Regarding a Hearing for Ongoing Country Practice Reviews of Bolivia, Ecuador, Georgia, Indonesia, Iraq, Thailand, and Uzbekistan and for the Ongoing Country Designation Review of Laos Notice https://ustr.gov/sites/default/files/files/gsp/2018-22374.pdf

• Regarding the 2018 GSP Annual Product Review and Initiation of Country Practice Review of Thailand https://ustr.gov/sites/default/files/gsp/frn/FRN%20accepted%20product%20petitions%20and%20Thailand.pdf

• Thais keen as India gets Trump treatmenthttps://www.bangkokpost.com/business/1692404/thais-keen-as-india-gets-trump-treatment

• Maybank: Thai GSP perks at riskhttps://www.bangkokpost.com/world/1695332/maybank-thai-gsp-perks-at-risk

• Thailand remains in Tier 2 for trafficking effortshttps://www.bangkokpost.com/thailand/general/1699340/thailand-remains-in-tier-2-for-trafficking-efforts

• US tells Thailand to allow foreign worker unionshttps://www.bangkokpost.com/business/1548022/us-tells-thailand-to-allow-foreign-worker-unions

• USTR Announces GSP Enforcement Actions and Successes for Seven Countrieshttps://ustr.gov/about-us/policy-offices/press-office/press-releases/2019/october/ustr-announces-gsp-enforcement#

ถอดรหัส “เกาหลีใต้” ผนึกกำลังปฏิรูปการศึกษาเพื่อความสำเร็จของชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604632

  • วันที่ 27 ต.ค. 2562 เวลา 10:18 น.

ถอดรหัส “เกาหลีใต้” ผนึกกำลังปฏิรูปการศึกษาเพื่อความสำเร็จของชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า ในการก้าวไปสู่ความสำเร็จของเรื่องเดียวกัน ทำไมบางประเทศประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว บางประเทศทำได้ช้า และบางประเทศก็ยังไม่มองไม่เห็นหนทางแห่งความสำเร็จนั้นเลย แน่นอนว่าปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้นมีหลายประการ และยังแตกต่างกันไปตามบริบทของประเทศนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณ ความพร้อมของบุคลากร ความร่วมมือของคนในชาติ ไปจนถึงอิทธิพลจากโลกภายนอกที่มีต่อประเทศนั้นๆ ก็ส่งผลต่อการพัฒนาได้เช่นกัน

“เกาหลีใต้” หนึ่งในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าอยู่แถวหน้าของการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ที่สุดของโลก นอกจากนี้ยังเป็นที่กล่าวขานกันว่า คนเกาหลีนั้น มีการปลูกฝังประชาชนให้มีความรักในประเทศชาติอย่างสูง คนเกาหลีส่วนมาก ขยัน มุ่งมั่น ทำงานหนัก ทำงานจริงจัง เพื่อความสำเร็จของประเทศชาติ องค์กร หรือหมู่คณะ ถ้าตั้งเป้าว่าจะต้องทำอะไรให้สำเร็จแล้ว พวกเขาจะทำอย่างสุดความสามารถเลยทีเดียว

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมุ่งมั่นด้านการศึกษา คือการสอบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของ เด็กเกาหลีที่เรียกกันว่าสอบ “ซูนึง” หรือการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย โดยเป้าหมายสูงสุดของทุกคนคือ “Reach for the SKY” ซึ่ง ตัวอักษร S-K-Y ที่หมายท้องฟ้านั้น คืออักษรตัวแรกของ 3 สุดยอดมหาวิทยาลัยในฝันของเด็กเกาหลี ซึ่งประกอบด้วย Seoul National University, Korean University และ Yonsei University

การได้เข้าเรียนใน 3 สุดยอดมหาวิทยาลัยดังกล่าว เชื่อว่าเป็นตัวกำหนดอนาคตทางการศึกษา และเป็นใบเบิกทางให้ได้เข้าทำงานบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลี โดยแต่ละปีจะมีเด็กเข้าสอบกว่าครึ่งล้านคน แต่มีเด็กเพียงประมาณ 1 % เท่านั้น ที่สอบเข้า 3 สุดยอดมหาวิทยาลัยได้ ดังนั้นภายหลังประกาศผลสอบ จึงมีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ จะได้รับข่าวดี และสำหรับเด็กในประเทศที่คนมีความมุ่งมั่นจริงจังสูงมากขนาดนี้  บางคนจึงทำใจรับไม่ได้กับความผิดหวัง  หรือต้องทนอยู่กับความเครียดความกดดันจากการเตรียมตัวสอบ จึงเกิดเป็นโศกนาฎกรรมอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อจำนวนของความสำเร็จในเรื่องนี้ไม่เพียงพอที่จะแบ่งปันให้ทุกคน  รัฐบาลเกาหลีจึงมีแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยยังคงความมุ่งมั่นสู่ความเป็นสุดยอดนั้นไว้ หากแต่มีทางเลือกอื่นที่ยังคงส่งเสริมให้คนเกาหลีให้ความสำคัญต่อคุณวุฒิทางการศึกษาซึ่งเป็นหนึ่งบันไดขั้นสำคัญที่จะนำไปสู่โอกาสที่จะได้ทำงานดีๆ และมีรายได้มั่นคงในอนาคต

แนวคิด Happy Education for All Students เป็นสิ่งทีรัฐบาลเกาหลีใต้คิดขึ้น เพื่อย้ำกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่นำไปสู่ความสุขของทุกคน โดยก่อนอื่นเด็กนักเรียนต้องรู้ก่อนว่านอกเหนือจากการต้องสอบเข้า 3 มหาวิทยาลัยในฝันแล้วชีวิตของพวกเค้ายังมีทางเลือกอื่นๆ ที่จะไปสู่ความสำเร็จได้ ด้วยการฝึกให้เด็กมีความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อให้มีความสามารถในการใช้ชีวิตจริง

แนวทางนี้มีการกำหนดหลักสูตรให้มีภาคเรียนอิสระ (Free Semester) เพื่อที่ให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านการทำกิจกรรม การทำโครงงาน มีการโปรโมตแคมเปญ Employment first, Advancement to University later หรือ ทำงานก่อน เข้ามหาวิทยาลัยทีหลังก็ได้  เป็นหนึ่งในการรณรงค์ให้นักเรียนลดความกดดันตนเองว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังให้ได้

ในขณะเดียวกันก็ยังพัฒนาหลักสูตรแบบ Dual System หรือ การทำงานจริงควบคู่ไปกับการเรียน เพื่อให้นักเรียนสายอาชีพ ประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยมีหลักสูตรการศึกษาที่เรียกว่า PRIME หรือ Program for Industrial needs-Matched Education สร้างให้เด็ก มีความพร้อม สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้เด็กมองเห็นทางเลือกที่จะไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้

นอกจากความพยายามทำให้การศึกษาเป็นเครื่องมือ สร้างประโยชน์สำหรับทุกคนแล้ว ระบบการศึกษาของเกาหลีใต้ยังมีจุดเด่นอีกด้านคือ การสร้างอัจฉริยะด้วยการศึกษาสำหรับอัจฉริยะ ซึ่งเป็นแนวคิดการ “พัฒนาหนึ่งคน เพื่อประโยชน์ของอีกหลายคน” หมายถึงการพัฒนาคนเก่งที่มีพรสวรรค์ให้ดึงศักยภาพของตนออกมาให้ได้สูงสุด เพื่อให้สามารถใช้ความรู้ความสามารถมาสร้างประโยชน์กับประเทศชาติได้

การพัฒนาในลักษณะนี้มาจากแนวคิดที่ว่า การส่งเสริมการศึกษาสำหรับเด็กที่มีพรสวรรค์นั้น มีความสำคัญไม่ใช่แค่เฉพาะตัวเด็กเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศชาติและสังคมของพวกเขาด้วย โดยเด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ หรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ในสาขาเฉพาะด้าน เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ หรือ ภาษาต่างประเทศ หากได้รับส่งเสริมและพัฒนาความสามารถพิเศษเหล่านั้น จะทำให้ดึงพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ออกมาได้มากที่สุด ซึ่งนอกจากจะทำให้เด็กคนนั้นได้พัฒนาแล้ว ยังส่งผลอย่างมากต่อการพัฒนาของสังคม และประเทศที่พวกเขาอยู่ด้วย

นั่นจึงนำมาสู Gifted Science High school เป็นหนึ่งในรูปแบบ ของโรงเรียน สำหรับเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ โดยโรงเรียนลักษณะนี้จะเป็นโรงเรียนกินนอน เพื่อให้เด็กทุ่มเทกับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ซึ่งเกาหลีใต้ เริ่มพัฒนาหลักสูตรการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ทั้งนี้การเรียนที่นี่จะไม่มีเกรด แต่ละวิชาจะมีแค่ ผ่าน หรือ ไม่ผ่าน เท่านั้น เด็กที่เรียนที่นี่สามารถทำงานวิจัยได้ โดยเพื่อเป็นการสร้างความฉลาดทางสติปัญญา และความฉลาดทางอารมณ์คู่กัน เด็กเหล่านี้ต้องทำกิจกรรมกลุ่ม ต้องเข้าร่วมชมรม ต้องทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมควบคู่ไปกับการเรียนวิชาการ แม้ว่าจะเป็นเด็กที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการเหมือนกัน แต่เด็กแต่ละคนจะมีความถนัดในรายละเอียดที่ต่างกัน ดังนั้นหลักสูตรจึงเปิดกว้างให้เด็กเลือกที่จะลงลึกในรายวิชาที่ตนเองสนใจได้

เด็กที่เรียนจบจากโรงเรียนแห่งนี้ มีประมาณปีละ 100 คน ส่วนใหญ่ก็เข้าเรียนต่อที่ Seoul National University ที่เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ หรือไม่ก็เรียนต่อที่สถาบัน KAIST มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ หรือไม่เช่นนั้น ก็ไปที่ POSTECH มหาวิทยาลัยวิจัยเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศเช่นกัน

อย่างไรก็ตามประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือการประยุกต์เอา Gifted education มาใช้แบบผิดเพี้ยน ตัวอย่างเช่น บางโรงเรียน ตั้งห้อง Gifted ขึ้นมา สอบคัดเลือกโดยให้เด็กทำข้อสอบชุดเดียวกัน ใครได้คะแนนสูง ก็ได้เรียน เสร็จแล้วก็ให้ครูเก่งๆ ไปสอนห้องนี้ ออกข้อสอบให้ยากกว่าห้องปกติ เพื่อให้มีสถิติเด็กเข้าเรียนต่อในสถาบันดังๆ ให้ได้จำนวนมากที่สุด ผลลัพธ์คือ โรงเรียนได้ชื่อเสียง ห้องเรียน Gifted ได้รับความนิยม หรือเก็บค่าเล่าเรียนได้แพงขึ้น แต่ต้องคำถามต่อไปว่าวิธีการแบบนี้ ได้ดึงเอาศักยภาพของเด็กแต่ละคนที่มีพรสวรรค์ออกมาใช้เต็มที่แล้วหรือยัง แล้ววิธีการแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างทรัพยากรบุคคล คุณภาพให้แก่สังคมจริงหรือไม่

เด็กเกาหลีใต้ที่มีพรสวรรค์ทางด้านวิทยาศาสตร์ มักจะเข้าเรียนต่อในสถาบันการศึกษาชั้นนำอยู่ไม่กี่แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ สถาบัน KAIST หรือ Korean Advanced Institute of Science and Technologyเหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะนักศึกษาที่นี่ ได้ทุนเรียนฟรีจากรัฐบาลและจากมหาวิทยาลัย

สถาบัน KAIST เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1971 เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเร่งพัฒนา เศรษฐกิจในยุคนั้น ในปัจจุบัน สถาบันนี้คือเบื้องหลังความสำเร็จ ของการพัฒนาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของเกาหลีใต้ ภายใต้ 3 ปัจจัยหลักสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยแรก มหาวิทยาลัยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อคนที่มีพรสวรรค์ มีทั้งอาจารย์เก่งๆ และนักศึกษาที่เก่งมากๆ ปัจจัยที่สอง คือ โปรแกรมการสอนของเรา ที่เน้นการวิจัย ที่มีนวัตกรรมทันสมัย แบบสหวิทยาการ การวิจัยที่เสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนสูง และหลายโครงการที่มุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาพลังงาน, สิ่งแวดล้อม, และทรัพยากรน้ำ อย่างยั่งยืน ปัจจัยที่สาม คือ วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อสังคม เปลี่ยนโฉมวิทยาศาสตร์ และสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้สังคม

นอกจากสถาบัน KAIST แล้ว  POSTECH ยังเป็นอีกหนึ่งสถาบันการศึกษายอดนิยม ที่เป็นต้นทางของนวัตกรรมและสิ่งสร้างสรรค์ใหม่ๆของเกาหลีใต้ เพราะความเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน จึงมีความคล่องตัวในการบริหารงาน ทำให้ POSTECH เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่เติบโตเร็วที่สุด ทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีความพร้อม ทางด้านเครื่องไม้เครื่องมือและบุคลกรมากที่สุดอีกด้วย

เด็กที่จะเข้ามาเรียนทีนี่ได้ต้องเป็นเด็กเก่ง แต่เด็กที่จะเรียนจบจากที่นี่ได้ ต้องมี 3 คุณสมบัติเป็นอย่างน้อย คือ มีขีดความสามารถทำวิจัย  มีคิดสร้างนวัตกรรม  และต้องมีความสร้างสรรค์ โดยการวิจัยในที่นี่ ไม่ได้หมายถึงการวิจัยในสิ่งที่มีคนทำอยู่แล้ว แต่หมายถึงการวิจัยโดยบุกเบิกสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยแนวทางที่ว่านวัตกรรมหมายถึงการแก้ปัญหาโดยวิธีที่แตกต่างและดีกว่า ต้องใช้ความกล้าในการคิดต่าง และลงมือทำตามนั้น ทดลองทำ ถ้ามันล้มเหลว ก็วิเคราะห์ว่าทำไมมันล้มเหลว แล้วลองใหม่ เพราะถ้ายังอยู่ในกรอบ จะไม่มีความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น

การเรียนรู้จากเกาหลีใต้ ทำให้เข้าใจได้ว่าความสำเร็จของประเทศนี้ มาจากหลายองค์ประกอบด้วยกัน ปัจจัยหลักสำคัญคือ ความมุ่งมั่งของคนเกาหลีที่เอาจริงเอาจังกับทุกเรื่องที่ทำ แม้ว่าระบบการศึกษามุ่งพัฒนาทุกคนด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป แต่รูปแบบการเรียนรู้นั้นมีแนวทางเดียวกันคือกระตุ้นให้คนคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการถูกปลูกฝังว่าเป้าหมายสูงสุดคือประโยชน์ของคนหมู่มาก เมื่อมองเห็นความสำเร็จของส่วนรวมเป็นหลัก หน่วยงานองค์กรต่างๆ จึงมีข้อจำกัดของความร่วมมือที่น้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย ต่างล้วนมองหาแนวทางเพื่อพัฒนาร่วมกัน ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือความสำเร็จของประเทศชาติอย่างยั่งยืนนั่นเอง

จ.ชิบะอ่วมซ้ำ ญี่ปุ่นเร่งกู้ภัยพื้นที่น้ำท่วม-ดินถล่มฝั่งตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604623

  • วันที่ 26 ต.ค. 2562 เวลา 18:12 น.

จ.ชิบะอ่วมซ้ำ ญี่ปุ่นเร่งกู้ภัยพื้นที่น้ำท่วม-ดินถล่มฝั่งตะวันออก

ทางการญี่ปุ่นเร่งค้นหาและช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ จ.ชิบะทางตะวันออกของประเทศ หลังพายุฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย ซ้ำรอยพื้นที่เดิมที่เพิ่งเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นฮากิบิสและไต้ฝุ่นฟ้าใส

ขณะนี้แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้วแต่พื้นที่บางส่วนใน จ.ชิบะยังคงมีน้ำท่วมขัง บ้านเรือนราว 4,700 หลังยังไม่มีน้ำประปาใช้ ขณะที่รถไฟบางสายต้องหยุดให้บริการหรือล่าช้าออกไป

เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 รายในจำนวนนี้ 1 รายเสียชีวิตเพราะถูกน้ำพัดพาไปขณะขับรถ ส่วนใน จ.ชิบะ มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 9 รายทั้งจากการถูกน้ำพัดพาไปและถูกซากบ้านที่ถูกโคลนถล่มจนพังลงมาทับร่าง

นายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ได้เรียกประชุมเร่งด่วนในวันนี้และขอให้เจ้าหน้าที่พยายามช่วยเหลือชาวบ้านให้เต็มกำลังและรวดเร็วที่สุด รวมทั้งให้เร่งจ่ายกระแสไฟฟ้า น้ำประปา และบริการอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ ปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ จ.ชิบะและฟุกุโอกะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเพียงครึ่งวันมีปริมาณเท่ากับน้ำฝนเฉลี่ยในพื้นที่ทั้งเดือน

อธิบายประท้วงใหญ่ชิลี เกิดอะไรขึ้นกับประเทศดีที่สุดในลาตินอเมริกา ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604619

  • วันที่ 26 ต.ค. 2562 เวลา 16:53 น.

อธิบายประท้วงใหญ่ชิลี เกิดอะไรขึ้นกับประเทศดีที่สุดในลาตินอเมริกา ?

โดย .. ชยพล พลวัฒน์ ข่าวต่างประเทศ Posttoday Exclusive

สถานการณ์ชุมนุมประท้วงใหญ่ในชิลีโดยมีจุดเริ่มต้นจากประเด็นขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าเมโทรในกรุงซานติอาโกได้บานปลายรุนแรง และยกระดับกลายเป็นการขับไล่ประธานาธิบดีเซบาสเตียน ปิเญรา แล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับชิลี ประเทศซึ่งได้ชื่อว่า “ดีที่สุด” ในอเมริกาใต้ เหตุใดผู้คนถึงออกมาประท้วงแสดงความไม่พอใจรัฐบาลกันได้มากมายถึงเพียงนี้ Posttoday Exclusive ขออธิบายสถานการณ์ที่เกิดดังนี้

 

AFP

 

ที่บอกว่าชิลีเป็นประเทศดีที่สุดในอเมริกาใต้นั้น ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะในบรรดากลุ่มประเทศลาตินอเมริกานั้น ชิลีมีอัตตรารายได้ประชากรต่อหัวสูงที่สุดเฉลี่ยกว่า 16,000-20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยจำนวนประชากรราว 18 ล้านคน

GDP ในปี 2018 โดยเฉลี่ยโตราว 3% อัตราเงินเฟ้อต่ำ ดัชนีคอรัปชั่นต่ำกว่าประเทศอื่นๆในอเมริกาใต้ด้วยกัน รวมถึงรัฐบาลมีการจัดสวัสดิด้านสาธารณสุข การศึกษา ระบบบำนาญให้กับประชาชนอย่างถ้วนหน้า และเป็นเพียงประเทศเดียวในอเมริกาใต้ที่ถูกจัดอยู่ในสถานะประเทศพัฒนาแล้วของ OECD

 

AFP

 

จู่ๆเกิดอะไรขึ้นกับชิลี

1. ชนวนเหตุที่จุดม็อบชิลีให้ลุกฮือประท้วงรัฐบาลสืบเนื่องจาก ภาครัฐต้องการขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินราว 4% จาก 800 เปโซชิลี (ราว 34 บาท) เป็น 830 เปโซชิลี (ราว 35 บาท) ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่องจากการประกาศขึ้นราคาก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนมกราคมที่ขึ้นค่าโดยสาร 20 เปโซชิลี โดยให้เหตุผลว่ามีต้นทุนทางพลังงานที่สูงขึ้นและเงินเปโซที่อ่อนค่าลง

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นบรรดานักเรียน นักศึกษา เริ่มออกมาเดินขบวนประท้วงในใจกลางกรุงซานติอาโก ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทั่งถึงจุดเริ่มความรุนแรงในวันที่ 19 ต.ค. มีรายงานการบุกเผาภายในสถานีรถไฟฟ้า เกิดความรุนแรงหลายพื้นที่ทั่วเมือง จนทางการต้องส่งเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลเข้าคุมสถานการณ์จนเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่

ความรุนแรงครั้งนั้น รัฐบาลชิลีต้องประกาศภาวะฉุกเฉินภายในเมืองหลวง

 

AFP

 

2. กรุงซานติอาโกนับว่าเป็นเมื่อที่มีระบบขนส่งรถไฟฟ้าที่ทันสมัยและครอบคลุมที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศอเมริกาใต้ ระยะทางรวมกว่า 140 กิโลเมตร สถานีให้บริการทั้งหมด 136 สถานี

ด้านรัฐบาลชิลีโดยประธานาธิบดีเซบาสเตียน ปิเญรา ก็ไม่ได้นิ่งเฉย ได้ออกมาแถลงประณามเหตุรุนแรง พร้อมให้คำมั่นเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการสังคม ด้วยมาตรการเพิ่มเงินบำนาญรายเดือนขึ้นต่ำจาก 109,704 เปโซ เป็น 131,499 เปโซ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนจาก 301,000 เปโซ เป็น 350,000 เปโซ และลดอัตราค่าไฟฟ้าลงภายในเดือนหน้า

แต่ทว่าคำแถลงดังกล่าวดูจะไม่สามารถลดทอนความไม่พอใจของผู้ประท้วงได้

สถานการณ์ประท้วงในกรุงซานติอาโกยังคงทวีความรุนแรง ผู้ประท้วงนับหมื่นคนซึ่งรวมถึงประชาชนทั่วไปและกลุ่มสหภาพแรงงานออกมาเดินขบวนในหลายพื้นที่ทั่วเมือง ทางการได้ส่งเจ้าหน้าที่ 20,000 คนเข้าควบคุมสถานการณ์ มีการปะทะพร้อมยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ราย

 

เซบาสเตียน ปิเญรา ผู้นำชิลี ภาพ : AFP

 

3. การชุมนุมประท้วงไม่ได้อยู่แค่ในกรุงซานติอาโกอีกต่อไป ได้ขยายผลไปยังเมืองอื่นๆทั่วประเทศ รัฐบาลประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินในแคว้นอันโตฟากัสตา, บัลปาราอี, วัลดิเวีย, ชิลลัน, ทัลคา, เตมูโก และปุนตาอาเรนัส

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา การประท้วงครั้งนี้กลายเป็นการชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไปแล้ว เนื่องจากทางการเทศบาลซานติอาโกประเมินว่ามีประชาชนออกมาชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีเซบาสเตียน ปิเญรา จำนวนมากถีงหลักล้านคน หรือคิดเป็นมากกว่า 5% ของประชากรทั้งประเทศ

AFP

ภาพจำ(ครั้งเผด็จการ)ยังคงชัดเจน

การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ กับผู้ประท้วงตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการวางเพลิง ทำลายทรัพย์สินและปล้นสะสม จนเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเข้าปราบปราม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย (บางรายงานระบุ 16ราย) ผู้บาดเจ็บนับร้อยคน และมีผู้ชุมนุมถูกจับกุมไปมากเกือบ 7,000 คน ทำให้ภาพจำของชิลีสมัยภายใต้การปกครอง นายพลออกุสโต ปิโนเชต์ ผู้นำเผด็จการที่เคยปกครองชิลีมานาน 16 ปี ย้อนกลับมาในความทรงจำของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากนับเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่ชิลีส่งทหารหลายนายลงถนนปราบผู้ชุม ยิ่งเติมเชื้อไฟให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น

ไม่เพียงแค่นั้น การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของเซบาสเตียน ปิเญรา อดีตมหาเศรษฐีผู้ผันตัวเล่นการเมือง เขาได้พยายามรื้อฟื้นนโยบายเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายหลายอย่างของเขาถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มนายทุน

กรณีเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมและใช้กำลังปราบปรามประชาชนนั้น ส่งผลให้นางมิเชล บาร์เชลเลต อดีตประธานาธิบดีหญิงของชิลีและเป็นอดีตคู่แข่งทางการเมืองของปธน.ปิเญรา ซึ่งขณะนี้เธอนั่งเก้าอี้ประธานสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประกาศว่าจะเข้าตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ชิลีว่าละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่

AFP

เจริญที่สุดและเหลื่อมล้ำที่สุด

แม้ชิลีจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศเจริญที่สุดในอเมริกาใต้ แต่ก็เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงไม่แพ้กัน ตามรายงานของ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD พบว่า ชิลีมีช่องวางทางรายได้ต่อประชากรสูงถึง 65% นับว่ามากว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ด้วยกัน ชาวชิลีหลายคนรู้สึกว่าค่าครองชีพกำลังเพิ่มสูงขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยม ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและยารักษาโรคสูงขึ้น เงินบำนาญของรัฐอยู่ในระดับต่ำ ตามข้อมุลของสถาบันสถิติแห่งชาติชิลีระบุว่า แรงงานชิลีกว่าครึ่งของทั้งประเทศมีรายได้เพียง 550 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว16,500 บาท) หรือน้อยกว่านั้น เช่นเดียวกับรายงานในปี 2018 ระบุว่ารายได้ของคนรวยในชิลีสูงกว่าคนจนถึง 13.6 เท่า อีกทั้งข้อมูลในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่าชิลีมีอัตราว่างงานสูงถึง 6.9%

 

AFP

แล้วผู้ประท้วงต้องการอะไร

ผู้ประท้วงคนหนึ่งเผยกับรอยเตอร์ว่า พวกเขาต้องดิ้นรนในทุกเดือนเพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข ค่าเช่า และค่าสาธารณูปโภคอื่นๆที่สูงขึ้น ประชาชนหลายคนยังไม่ได้รับเงินบำนาญของรัฐ หรือได้รับในจำนวนน้อยไม่พอต่อการยังชีพ

อย่างไรก็ดี การประท้วงครั้งใหญ่และรุนแรงครั้งนี้ ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย รวมถึงกลุ่มผู้ประท้วงก็ไม่มีแกนนำและเป้าหมายเรียกร้องต่อรัฐบาลที่ชัดเจน ส่งผลให้หลายฝ่ายหวั่นว่าสถานการณ์ต่อไปจะดำเนินไปในทิศทางใด โดยขณะนี้ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่มีเพียงข้อเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเซบาสเตียน ปิเญรา ลาออกจากตำแหน่งเท่านั้น

ภาพของผู้ชุมนุมหลากหลายวัยกับข้อความเรียกร้องหลายประเด็นอาทิ “ความยุติธรรม” “เงินบำนาญ” “ปิเญราลาออก” “ความเท่าเทียม” และ “เพิ่มรายได้ให้ประชาชน” ภาพ : AFP

 

AFP

 

AFP

สิงคโปร์ทุ่มงบสองหมื่นกว่าล้านบาทแจกโบนัสประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604615

  • วันที่ 26 ต.ค. 2562 เวลา 15:26 น.

สิงคโปร์ทุ่มงบสองหมื่นกว่าล้านบาทแจกโบนัสประชาชน

รัฐบาลสิงคโปร์ทุ่มงบ 1,100 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือ 24,338 ล้านบาท แจกโบนัสประชาชน 1.4 ล้านคนสิ้นปีนี้ ในโอกาสครบรอบ 200 ปีของประเทศและช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน

เงินโบนัสที่รัฐบาลจะแจกครั้งนี้มาในหลายรูปแบบ อาทิ เงินสดในรูปแบบของการคืนภาษีสินค้าและบริการ (GST Voucher Scheme) การเติมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (CPF) และโบนัสสำหรับคนทำงานที่มีรายได้ระดับกลาง

เงื่อนไขที่จะได้รับเงินโบนัสคือต้องเป็นชาวสิงคโปร์ที่มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เกิน 28,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 619,524 บาทในปี 2018 กลุ่มนี้จะได้รับเงินสดผ่าน GST Voucher 150 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 3,318 บาทสำหรับผู้ที่มีบ้านมูลค่าไม่เกิน 13,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 287,636 บาท และ 300 เหรียญสิงคโปร์ สำหรับผู้ที่มีบ้านมูลค่าไม่เกิน 21,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 464,643 บาท และต้องมีอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 1 ชิ้น

ขณะที่แรงงาน 400,000 คนที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ระบบสวัสดิการสำหรับคนทำงาน อาทิ อายุ 35 ปีขึ้นไปและมีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 2,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 44,251 บาท จะได้รับเงินโบนัสจากรัฐบาล รวมทั้งเงินเพิ่มอีก 10% ของรายได้ตลอดทั้งปีของปี 2018 หรือเงินขั้นต่ำ 100 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 2,212 บาท เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายประจำวัน

ส่วนผู้พิการที่อายุต่ำกว่า 35 ปีในปี 2018 และมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ระบบสวัสดิการสำหรับคนทำงาน จะได้รับเงินโบนัสราว 100-150 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 2,212-3,318 บาท ขึ้นอยู่กับรายได้ในปีก่อนหน้า

สำหรับชาวสิงคโปร์ที่มีอายุ 50-64 ปี จะได้รับเงิน 300-1,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 6,637-22,125 บาท ขึ้นอยู่กับฐานเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบธรรมดาและแบบพิเศษ หรือบัญชีเงินเกษียณอายุ

และในสิ้นปีนี้ชาวสิงคโปร์ที่จ่ายภาษีจะได้รับเงินคืน 50% หรือไม่เกินคนละ 200 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 4,425 บาท

นอกจากนี้ ยังมีการแจกเงินที่ดำเนินการไปแล้วอีก เช่น การเติมเงินเข้าบัญชีเพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียน 570,000 คน โดยนักเรียนชั้นประถมและมัธยม ได้รับคนละ 150 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 3,318 บาท ส่วนคนที่อายุ 17-20 ได้รับ 500เหรียญสิงคโปร์ หรือ 11,062 บาท

โดยระหว่างการแถลงงบประมาณประจำปี เฮงสวีเคียต รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เผยว่า ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา หากสถานะการเงินของประเทศเอื้ออำนวย รัฐบาลก็จะแบ่งปันเงินที่เกินดุลนี้กับประชาชนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนเป็นพิเศษ

สงครามการค้าลามไทย ทรัมป์ระงับการค้าปลอดภาษี อ้างเหตุผลปัญหาแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604603

  • วันที่ 26 ต.ค. 2562 เวลา 13:20 น.

สงครามการค้าลามไทย ทรัมป์ระงับการค้าปลอดภาษี อ้างเหตุผลปัญหาแรงงาน

ประธานาธิบดีทรัมป์มีคำสั่ง ระงับให้สิทธิทางภาษีต่อสินค้าส่งออกหลายรายการของไทย ระบุยังไม่พอใจการพัฒนาสิทธิแรงงาน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งระงับการค้าปลอดภาษีกับสินค้าไทยหลายรายการ โดยยกเหตุผลว่าไทยไม่แก้ไขปัญหาด้านสิทธิแรงงานให้ดีเท่าที่ควรตามสิทธิแรงงานสากล

การระงับให้สิทธิทางภาษีการค้าครั้งนี้มีมูลค่ารวมถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 39,200 ล้านบาท โดยสินค้าไทยหลักๆ ที่จะได้รับกระทบส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหารทะเลส่งออกทั้งหมด คิดเป็น 1 ใน 3 ของสินค้าที่ได้รับสิทธิทางภาษีตามมาตร Generalised System of Preferences (GSP) ของสหรัฐฯ

ในจดหมายที่ทรัมป์ส่งถึงประธานสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐ และรองประธานาธิบดีอธิบายว่า ไทยไม่ได้ดำเนินมาตรการส่งเสริมแรงงานให้สามารถเลี้ยงชีพได้ตามสิทธิแรงงานสากล ดังนั้นจึงมีคำสั่งระงับการค้าปลอดภาษีกับสินค้าไทยหลายรายการ โดยจะมีผลในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือในวันที่ 25 เมษายน ปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มสินค้าดังกล่าวที่ส่งออกไปยังสหรัฐจะถูกเก็บภาษี

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีคำสั่งคืนสิทธิพิเศษทางภาษีต่อประเทศยูเครน เป็นมูลค่า 36 ล้าน โดยให้เหตุผลว่าเห็นความก้าวหน้าด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา

แฟ้มภาพ Photo: Mandel Ngan/ AFP

39 ศพซุกท้ายรถบรรทุก อาจมีชาวเวียดนามด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604598

  • วันที่ 26 ต.ค. 2562 เวลา 11:45 น.

39 ศพซุกท้ายรถบรรทุก อาจมีชาวเวียดนามด้วย

ครอบครัวเวียดนามหวั่น 39 ศพที่พบท้ายรถบรรทุกในอังกฤษอาจมีญาติรวมอยู่ด้วย

จากกรณีรายงานข่าวที่พบร่างผู้เสียชีวิตจำนวน 39 ศพ ท้ายตู้คอนเทนเนอร์ของรถบรรทุกในอังกฤษนั้น แม้ว่าทางอังกฤษจะออกมาระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตทั้ง 39 ศพ ซึ่งแบ่งเป็นหญิง 8 รายและชาย 31 รายนั้นมีสัญชาติจีนทั้งหมด

แต่ทว่ามีรายงานที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 39 ศพนั้นอาจมีพลเมืองเวียดนามรวมอยู่ด้วย โดยเรื่องดังกล่าวได้รับการเปิดเผยโดยองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในเวียดนาม ที่ได้รับการติดต่อจากมารดาของนางสาว Pham Thi Tra My วัย 26 ปี พร้อมทั้งเปิดเผยหลักฐานเป็นข้อความแชทจากลูกสาวมีเนื้อหาบอกรักและสั่งลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมระบุว่าเธอเหมือนกำลังจะตายเพราะหายใจไม่ออก

ข้อความดังกล่าวถูกส่งเมื่อเวลา 22.28 น. ของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่นในอังกฤษ สองชั่วโมงก่อนที่รถบรรทุกคันดังกล่าวจะออกจากท่าเรือ Zeebrugge ในเบลเยียม

ด้านบีบีซีได้เผยว่า Pham Ngoc Tuan พี่ชายของนางสาว Tra My กล่าว่าได้จ่ายเงินจำนวน 30,000 ปอนด์ในการให้น้องสาวเดินทางไปอังกฤษกับเอเจนซี่ในเบลเยี่ยมซึ่งทำการลักลอบขนคนเข้าเมือง โดยเดินทางออกจากเวียดนามผ่านไปยังจีน ก่อนจะเข้ายุโรป โดยมีจุดหมายปลายทางที่อังกฤษ

มีครอบครัวชาวเวียดนามอย่างน้อย 6 ครอบครัวออกมาเปิดเผยข้อมูล พร้อมแสดงความกังวลว่าญาติๆของตนอาจเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต สอดคล้องกับที่มีญาติของนาย Nguyen Dinh Luong วัย 20 ปี ออกมาเผยเช่นกันว่า นาย Dinh Luong อาจเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต 39 ศพด้วย

อย่างไรก็ดี รายงานข่าวดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันหรือมีการเปิดเผยผลชันสูตรที่ชัดเจนจากทางตำรวจเขตเอสเซกส์ แต่ทางสถานทูตอังกฤษในเวียดนามได้ประสานงานกับทางตำรวจอังกฤษแล้ว

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษเผยว่า มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอีก 4 รายสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว

เกาหลีใต้ขอทิ้งสถานะ”ประเทศกำลังพัฒนา” ใน WTO

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604589

  • วันที่ 26 ต.ค. 2562 เวลา 10:05 น.

เกาหลีใต้ขอทิ้งสถานะ"ประเทศกำลังพัฒนา" ใน WTO

โสมใต้ไม่เอาแล้ว “ประเทศกำลังพัฒนา” ทิ้งสถานะไม่ขอรับความช่วยเหลือจาก WTO

รอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวานนี้ (25 ต.ค.) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ได้ประกาศว่า รัฐบาลมีมติงดใช้สถานะ”ประเทศกำลังพัฒนา” เพื่อขอรับความช่วยเหลือพิเศษจากองค์การการค้าโลก (WTO) แล้ว

ก่อนหน้านี้ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กดดันให้องค์การการค้าโลก ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการขึ้นสถานะประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากพบว่าประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจหลายแห่ง กำลังใช้ผลประโยชน์ที่ได้จากสถานะดังกล่าว ในการขอรับสิทธิพิเศษทางการค้าจาก WTO ที่ได้เปรียบทางการค้าต่อสหรัฐฯ

ประเทศที่มีศักยภาพทางเศษรฐกิจแต่ยังอยู่ในสถานะประเทศกำลังพัฒนาของ WTO อาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เม็กซิโก ตุรกี และเกาหลีใต้

รมว.คลังเกาหลีใต้อธิบายว่า เป็นเรื่องยากที่จะบอกกับประชาคมโลกว่าเกาหลีใต้เป็นประเทศกำลังพัฒนา หากเทียบกับศักยภาพทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงจะปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าอย่างสูงสุด โดยเฉพาะด้านสินค้าเกษตรต่อการเจรจาการค้าในอนาคต