พาราควอตอันตรายหรือไม่ ทำไมนักวิชาการเห็นไม่ตรงกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603910

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 21:09 น.

พาราควอตอันตรายหรือไม่ ทำไมนักวิชาการเห็นไม่ตรงกัน

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ก็เคยบอกว่าอาหารแปรรูปไม่อันตราย ก่อนจะมีผลวิจัยใหม่ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง

หลายคนอาจจะเคยสับสนทำตัวไม่ถูกกับผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายๆ ชิ้นที่ให้ผลกลับไปกลับมา อาทิ ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยระบุว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดงหรืออาหารที่ผ่านการแปรรูป แต่ต่อมากลับมางานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง แนะนำว่าไม่ควรรับประทานทั้งเนื้อแดงหรืออาหารแปรรูป เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง

สาเหตุของความสับสนนี้มาจากความยากของการวิจัย เนื่องจากวิทยาศาสตร์ว่าด้วยโภชนาการทางอาหารมีความไม่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัวมันเอง การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการรับประทานอาหารกับสุขภาพอาจจะไม่ได้ข้อมูลที่แน่นอน เนื่องจากมนุษย์แต่ละคนล้วนมีพฤติกรรมและพื้นฐานสุขภาพแตกต่างกัน การวิจัยจึงทำได้ที่ที่สุดเพียงเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่านั้น ดังนั้นผลการวิจัยแต่ละครั้งจึงอาจไม่ตรงกัน

เช่นเดียวกับสารพาราควอตที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในบ้านเราว่าตกลงแล้วสารเคมีชนิดนี้มีประโยชน์หรือมีโทษมากกว่ากัน และสมควรแบนหรือไม่ ฝั่งนักวิชาการบางรายบอกว่าไม่เป็นอันตราย ขณะที่ฝั่งของแพทย์บอกว่าอันตรายมากทั้งตกค้างในดินและร่างกายมนุษย์

ในระดับนานาชาติมีงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นรองรับว่าพาราควอตมีอันตรายจริง และปัจจุบันมีการประกาศห้ามใช้สารนี้แล้วถึง 53 ประเทศ อาทิ กัมพูชา ลาว เวียดนาม จีน เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี ฮังการี

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐ (CDC) ระบุว่าหากกลืนกินพาราควอตในปริมาณมากจะทำให้ปากและลำคอเจ็บปวดและบวมทันที ตามมาด้วยอาการทางระบบทางเดินอาหาร อาทิ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียหรืออาจถ่ายเป็นเลือด หากอาการรุนแรงอาจก่อให้เกิดภาวะขาดน้ำ เกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุล และความดันต่ำ

นอกจากนี้ ยังทำให้ไตวายเฉียบพลัน มึนงง หมดสติ หัวใจเต้นเร็ว หัวใจได้รับบาดเจ็บ ตับวาย ปอดเป็นแผล กล้ามเนื้ออ่อนแรง น้ำท่วมปอด ระบบหายใจล้มเหลว ส่วนในระยะยาวจะทำให้ปอดได้รับความเสียหาย ไตวาย หัวใจล้มเหลว หลอดอาหารตีบ โดยผู้ที่ได้รับสารพาราควอตในปริมาณมากมักจะเสียชีวิตในที่สุด เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาถอนพิษ

ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้พาราควอตเป็นสารเคมีอันตรายปานกลาง (ประเภท 2) แต่มีข้อสังเกตไว้ในรายงานว่าหากถูกดูดซึมเข้าร่างกายจะมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว และเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากรับประทานหรือสัมผัสกับผิวหนังเป็นบริเวณกว้าง

ส่วนเกษตรกรที่ฉีดพ่นสารพาราควอตเป็นประจำมักจะเกิดอาการอ่อนเพลียและเจ็บปวด รวมทั้งเกิดผื่นคันหรือผิวหนังไหม้ พุพอง หลุดลอก ติดเชื้อบริเวณเปลือกตา เล็บได้รับความเสียหายตั้งแต่เล็บซีดจนถึงเล็บหลุด จมูกเลือดออกเนื่องจากทางเดินหายใจส่วนบนระคายเคือง

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างพาราควอตกับการเกิดโรคพาร์กินสัน อาทิ ผลการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐเมื่อปี 2011 พบว่าสารพาราควอตทำให้เกิดอนุพันธุ์ออกซิเจนที่เป็นอันตรายกับโครงสร้างของเซลล์ และคนที่ใช้พาราควอตหรือยาปราบศัตรูพืชอื่นๆ มีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสัน ส่วนผลวิจัยอีกฉบับที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neurology เมื่อปี 2013 พบว่าการได้รับสารพาราควอตทำให้เสี่ยงเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า รวมถึงผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซึ่งตีพิมพ์ในวารสารระบาดวิทยาอเมริกัน พบว่าการได้รับสารพาราควอตภายในรัศมี 500 เมตรมีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้นถึง 75%

แต่ถึงอย่างนั้นในหลายประเทศ แม้แต่ในสหรัฐเองก็ยังใช้พาราควอตกันในวงกว้าง เพียงแต่มีข้อจำกัดว่าต้องได้รับใบอนุญาตจากทางการ

ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของสหภาพยุโรป เมื่อปี 2003 คณะกรรมาธิการยุโรปมีมติอนุมัติการใช้สารกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งสารพาราควอต แต่สวีเดน เดนมาร์ก ออสเตรีย และฟินแลนด์ ซึ่งห้ามใช้สารเคมีดังกล่าวก่อนหน้าแล้วได้ร่วมกันยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นของสหภาพยุโรปให้ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมาธิการยุโรป อีก 4 ปีต่อมา ศาลชั้นต้นของสหภาพยุโรปมีคำพิพากษากลับให้แบนสารพาราควอต เนื่องจากคำสั่งเดิมของคณะกรรมาธิการยุโรปไม่เป็นไปตามข้อกำหนดว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองสุขภาพของมนุษย์ เพราะบริษัทที่ยื่นขอใบอนุญาตจำหน่ายพาราควอตไม่ได้ระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างสารพาราควอตและโรคพาร์กินสันในขั้นตอนการขออนุญาต

หลังจากมีคำพิพากษา เยอรมนีเป็นประเทศแรกๆ ที่ประกาศให้ยุติการจำหน่ายและใช้สารพาราควอต แม้ว่าผู้จำหน่ายบางเจ้าจะยังมีสต็อกสินค้าค้างอยู่ก็ตาม ผิดกับสหราชอาณาจักรที่ค่อนข้างค่อยเป็นค่อยไป คือแม้จะประกาศว่าจะห้ามใช้พาราควอต แต่ก็เลื่อนการบังคับใช้ออกไปในระหว่างที่กำลังพิจารณาว่าจะแบนทันทีหรือรอให้หมดระยะเวลาการอุทธรณ์คำพิพากษา

นอกจากนี้ อังกฤษยังถูกโจมตีว่าใช้สองมาตรฐาน เพราะแม้ว่าสหภาพยุโรปจะส่งแบนพาราควอต แต่บริษัทผลิตสารเคมีสัญชาติสวิสที่ตั้งบริษัทอยู่ในอังกฤษกลับผลิตสารพาราควอตส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาหลายแสนตันนับตั้งแต่ปี 2015 หรือเฉลี่ยราว 41,000 ตันต่อปี จากข้อมูลของ Public Eye พบว่าพาราควอต 62% ที่ผลิตในอังกฤษถูกส่งไปยังประเทศยากจน อาทิ บราซิล เม็กซิโก อินโดนีเซีย กัวเตมาลา เวเนซุเอลา และอินเดีย

ด้านเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซีย ห้ามใช้พาราควอตตั้งแต่ปี 2002 เนื่องจากมีผลกระทบต่อสุขภาพ ทว่าในปี 2006 ทางการมีคำสั่งยกเลิกการแบนชั่วคราวเพื่อศึกษาการใช้พาราควอตในเชิงลึกและนำมาเป็นข้อมูลในการชั่งน้ำหนักว่ามีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน จนนำมาสู่การแบนครั้งล่าสุดซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2020

ซาลาฮุดดิน อายุบ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรเผยว่า แม้พาราควอตจะถูกกว่าสารกำจัดวัชพืชอื่น และเห็นผลทันตาแต่ไม่สามารถกำจัดวัชพืชได้ถึงราก ทำให้ต้องใช้บ่อยกว่าสารชนิดอื่น ขณะที่ราคาสารเคมีแต่ละชนิดก็ไม่แตกต่างกันมาก การห้ามใช้พาราควอตจึงไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการเกษตร

ขณะที่ในกัมพูชาซึ่งห้ามใช้พาราควอตตั้งแต่ปี 2003 แต่ยังมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศใกล้เคียงอย่างเวียดนามและลาว หรือจากจีนและอินเดีย โดยสารกำจัดวัชพืชที่ลักลอบจำหน่ายในตลาดมืดส่วนใหญ่เป็นสารเคมีอันตรายและหมดอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรไปแล้ว

หากในอนาคตไทยจะแบนพาราควอตและสารกำจัดศัตรูพืชอย่างอื่น คงต้องชั่งน้ำหนักผลดีผลเสีย รวมทั้งออกมาตรการป้องกันการลักลอบจำหน่ายพาราควอตในตลาดมืดให้ครบคลุม มิเช่นนั้นประชาชนคนไทยก็คงต้องรับผลกระทบจากสารเคมีเหล่านี้ต่อไป

กทม.ขอยอมแพ้ ขนส่งมะนิลาสาหัส เดินทางแค่5กม.ใช้เวลาเกือบ4ชั่วโมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603904

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 20:02 น.

กทม.ขอยอมแพ้ ขนส่งมะนิลาสาหัส เดินทางแค่5กม.ใช้เวลาเกือบ4ชั่วโมง

การจราจรในกรุงมะนิลาป ประเทศฟิลิปปินส์นั้นเลวร้ายมาก นอกจากท้องถนนจะติดขัดไปด้วยรถยนต์ประเภทต่างๆ แล้ว รถไฟฟ้าที่ควรจะช่วยแบ่งเบาภาระก็มีสถานะไม่ต่างกัน ทำให้ชาวมะนิลาต้องตื่นตั้งแต่ไก่โห่เพื่อเดินทางไปทำงานให้ทันเวลาและต้องคอยเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะอยู่ตลอดเวลาเพื่อไปให้ทัน

แต่ซัลวาดอร์ ปาเนโล โฆษกประธานาธิบดีอยากจะพิสูจน์ว่ามะนิลาไม่ได้มีปัญหาสาหัสขนาดนั้น เขาจึงรับคำท้าด้วยการใช้ขนส่งสาธารณะเดินทางมายังทำเนียบประธานาธิบดี

บ้านพักของปาเนโล อยู่ในเขตมาริกินา (Marikina) ซึ่งห่างจากทำเนียบประธานาธิบดี 10 กิโลเมตร และก่อนที่จะรับคำท้าเขาเขาบอกว่าจะเดินทางจากบ้านในเขตมาริกินา แต่จริงๆ แล้วคืนก่อนหน้านั้นเขากลับไปนอนที่บ้านของลูก ที่อยู่ในเขตนิวมะนิลา (New Manila) ที่อยู่ห่างจากทำเนียบประมาณ 5 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ต้องเดินทางอ้อมไปอ้อมมาหลายเส้นทาง

แม้ว่าจะเอาเปรียบด้วยการมานอนใกล้กว่าเดิม แต่มะนิลาไม่ได้ปราณีเขาเลย หลังจากที่ ปาเนโลออกจากบ้านเวลา 5:15 น. เขาเดิน 15 นาทีไปขึ้นรถสองแถว (รถจี๊ปนีย์) คันแรก หลังจากนั้นก็เปลี่ยนขึ้นอีกรวม 3 คัน เขาพยายามขึ้นรถไฟลอยฟ้า แต่ไม่สำเร็จทำให้ยิ่งสายไปอีก โชคดีที่มีคนขับมอเตอร์ไซค์ใจดีพาเข้าไปถึงจุดหมาย โดยสรุปแล้ว กว่าจะไปถึงทำเนียบก็ปาเข้าไป 8:46 น. เขาทำงานสายไปถึง 46 นาที และยังใช้เวลาบนท้องถนนเกือบ 4 ชั่วโมง

แม้ว่าจะแพ้การท้าทายครั้งนี้ แต่ปาเนโลยังอ้างว่า มะนิลาไม่ได้มีปัญหาขนส่งสาธารณะ แต่มีปัญหารถติดต่างหาก

แต่ ปาเนโล ไม่ใช่คนที่ชาวฟิลิปปินส์น่าจะพอใจนัก เพราะก่อนหน้านี้เขาแนะให้หักเงินเดือนเพราะไปทำงานสาย แต่เมื่อเดินทางแบบประชาชนทั่วไป เขากลับทำงานสายกว่า แต่อ้างว่า กฎหนี้ใช้กับเขาไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดีทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วันไม่มีหยุด

ข้อมูลจาก

No transport crisis? Panelo gets to work after nearly 4-hour commute.https://www.rappler.com/nation/242293-salvador-panelo-commutes-marikina-malacanang-october-2019

Duterte’s spokesman takes three-hour commute to work after accepting public transport dare.https://www.scmp.com/news/asia/southeast-asia/article/3032650/dutertes-spokesman-takes-three-hour-commute-work-after?fbclid=IwAR1vGwViKxdKuRIdi7kXgwDxpM_9Z_gbW_5ITThz9cEgSw7PanPuvAzlt6Q

ผู้นำฟิลิปปินส์ประสบอุบัติเหตุตกบิ๊กไบค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603893

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 18:48 น.

ผู้นำฟิลิปปินส์ประสบอุบัติเหตุตกบิ๊กไบค์

ประธานาธิบดีดูเตอร์เต ได้รับบาดเจ็บหลังประสบอุบัติเหตุร่วงมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ขณะขี่เล่นในทำเนียบ

เอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ ได้รับบาดเจ็บเบริเวณสะโพก พร้อมกับได้แผลถลอกเล็กน้อย จากการที่เขาประสบอุบัติเหตุตกจากมอเตอร์บิ๊กไบค์ขณะขับขี่เล่นอยู่ภายในทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา

โฆษกทำเนียบเผยว่า ผู้นำฟิลิปปินส์วัย 74 ปี ซึ่งชื่นชอบการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ได้ประสบเหตุในระหว่างที่เขานำมอเตอร์ไซค์ออกมาขับขี่ภายในบริเวณทำเนียบ กระทั่งเสียหลักร่วงจขณะจอดรถและพยายามก้มลงไปเก็บรองเท้า แต่ขอให้ไม่ต้องเป็นกังวล เนื่องจากประธานาธิบดีดูเตอร์เตปลอดภัยดี และได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว

อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องสุขภาพของประธานาธิบดีดูเตอร์เตนั้นจะได้รับความสนใจจากสาธารณะ รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน ที่ระบุว่ารัฐบาลกำลังปกปิดปัญหาสุขภาพของประธานาธิบดี

การประสบอุบัติเหตุครั้งนี้ มีขึ้นหลังจาก 10 วันก่อนหน้านี้ ดูเตอร์เตได้ยอมรับว่าตนเองเป็นโรค Myasthenia Gravis จนมีอาการกล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆอ่อนแรงในบ้างครั้ง ซึ่งโรคนี้ดูเตอร์เตบอกว่าเกิดจากพันธุ์กรรมในครอบครัว

อังกฤษ-อียูเห็นชอบข้อตกลงเบร็กซิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603887

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 18:25 น.

อังกฤษ-อียูเห็นชอบข้อตกลงเบร็กซิต

นายกอังกฤษเห็นชอบข้อตกลงเบร็กซิตกับอียูแล้ว รอเสนอเข้าสภาลงมติรับรอง แต่ก็เสี่ยงถูกโหวตคว่ำอีก

นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และนายฌ็อง-โคลท ยุงเคอร์ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ประกาศผ่านทางทวิตเตอร์ถึงความสำเร็จในการเจรจาห็นชอบข้อตกลงเบร็กซิต (brexit with deal) เพื่อนำอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งใกล้จะถึงกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 ต.ค. นี้

นายยุงเคอร์กล่าวว่า ร่างข้อตกลงเบร็กซิตฉบับนี้นับว่าเป็นธรรมและเท่าเทียมที่สุด ในการยึดมั่นถึงการหาทางออกครั้งนี้

สอดคล้องกับนายจอห์นสันที่กล่าวเช่นกันว่า อังกฤษสามารถทำความตกลงที่ยิ่งใหญ่กับอียูได้สำเร็จ

ยังคงไม่ชัดเจนถึงรายละเอียดของข้อตกลงเบร็กซิตฉบับใหม่นี้ อีกทั้งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะทั้งอียูและอังกฤษจะสามารถลงนามเพื่อบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้หรือไม่ เนื่องจากยังต้องรอการผ่านลงมติเห็นชอบจากสภาอังกฤษเสียก่อน

ซึ่งเสียงในสภาอังกฤษขณะนี้ปรากฎว่าพรรครัฐบาลได้กลายเป็นเสียงข้างน้อยไปแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา สภาสามัญได้โหวตด้วยมติ 328 ต่อ 301 เสียง คัดค้านร่างเบร็กซิตในแบบ”ไม่มีข้อตกลง”ของนายจอห์นสัน โดยในจำนวนคะแนนเสียง 380 เสียงที่ค้านแผนของนายจอห์นสันครั้งนี้ มีเสียงของสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมรวมอยู่ด้วยถึง 21 คน

นอกจากนั้น การลงมติข้อตกลงเบร็กซิตฉบับใหม่ในครั้งนี้ยังต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคDPUของไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นพรมแดนเดียวของอังกฤษที่อยู่ติดกับประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งก็คือประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งทาง DPU ได้มีคำแถลงในทันทีว่าจะไม่สนับสนุนแผนของนายจอห์นสัน เนื่องจากไม่มีหลักประกันใดๆเกี่ยวกับการจัดการพรมแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (backstop) ส่งผลให้ร่างเบร็กซิตฉบับใหม่ที่จะเข้าสภาครั้งนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ผ่านการรับรอง

ทัวริสต์อังกฤษถูกตม.สหรัฐกักตัวนาน 2 สัปดาห์ หลังเผลอขับรถข้ามแดนโดยไม่รู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603881

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 17:31 น.

ทัวริสต์อังกฤษถูกตม.สหรัฐกักตัวนาน 2 สัปดาห์ หลังเผลอขับรถข้ามแดนโดยไม่รู้ตัว

นทท.อังกฤษเที่ยวแคนาดา แต่ถูกตม.สหรัฐกักตัว 2 สัปดาห์ เหตุเผลอขับรถข้ามพรมแดนเข้าสหรัฐโดยไม่รู้ตัว ก่อนถูกขับพ้นประเทศ

สื่อท้องถิ่นแคนาดารายงานว่า นักท่องเที่ยวอังกฤษครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบด้วย นายเดวิด และนางไอลีน คอนเนอร์ส พร้อมกับบุตรชายวัย 3 เดือนของเขา และไมเคิล ลูกพี่ลูกน้องเดวิด กับนางเกรซ ภรรยาของเขาและลูกสาวฝาแฝดวัย 2 ขวบ รวมทั้งสิ้น 7 คน ได้ถูกทางหน่วยตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ (ICE) ควบคุมตัวเป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์จากการที่ทางตม.สหรัฐ ระบุว่าครอบครัวนี้ได้ขับรถข้ามพรมแดนจากแคนาดาเข้าสหรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต

เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ครอบครัวนี้กำลังอยู่ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวนอกเมืองแวนคูเวอร์ ในจังหวัดบริติชโคลัมเบียของแคนาดา แต่ทว่าในระหว่างการขับรถอยู่นั้น เกิดมีฝูงสัตว์เดินอพยพปิดกั้นเส้นทางที่ครอบครัวนี้ผ่าน

ไมเคิลซึ่งเป็นผู้ขับได้ขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว แต่เผลอข้ามพรมแดนสหรัฐเข้าไปในรัฐวอชิงตันโดยไม่รู้ตัว

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้ทาง ICE กักตัวเป็นเวลานานเกือบ 2 สัปดาห์ ครอบครัวนี้พร้อมกับลูกวัย 3 เดือนของเดวิด เป็นเหตุให้ทางกระทรวงต่างประเทศอังกฤษต้องประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือ

คำแถลงการณ์จากครอบครัวนี้ระบุว่า พวกเขาถูกทางการสหรัฐ “ปฏิบัติเหมือนเป็นอาชญากร” ขณะถูกคุมตัวในสหรัฐฯ แต่ทาง ICE ปฏิเสธจะออกมาให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ สหรัฐกับแคนาดามีพรมแดนติดกันเป็นระยะทางยาวถึง 8,891 กิโลเมตร ซึ่งมีพรมแดนร่วมกันในหลายส่วนที่สามารถข้ามผ่านไปได้อย่างง่ายดาย

PHOTO : Goole Map / nationalpost

เศรษฐีฮ่องกงรวยขึ้น 3 พันล้าน จากนโยบายรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603851

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 14:57 น.

เศรษฐีฮ่องกงรวยขึ้น 3 พันล้าน จากนโยบายรัฐบาล

เศรษฐีอสังหาฯแถวหน้าของฮ่องกงรวยขึ้นถึง 3 พันล้านเหรียญ จากนโยบายบ้านคนจนของรัฐบาลแลม

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จากคำแถลงนโยบายของนางแคร์รี่ แลม หัวหน้าบริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงเมื่อวานนี้ (16 ต.ค.) เธอได้ให้คำมั่นว่าจะออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนในด้านอสังหาฯ ด้วยการเพิ่มโครงการจัดสรรที่อยู่อาศัย 10,000 ยูนิตใน 3 ปีข้างหน้า และผลักดันแผนการกระตุ้นการขยายบ้านสาธารณะในโครงการของรัฐอีก 42,000 ยูนิต

แม้ว่านโยบายดังกล่าวยังไม่ได้มีผลเป็นรูปธรรม แต่ดูเหมือนนโยบายเหล่านี้จะยิ่งส่งผลให้บรรดาเศรษฐีเจ้าพ่อนักพัฒนาอสังหาฯในฮ่องกงรวยขึ้นกว่าเดิม

 

บลูมเบิร์กระบุว่า ความมั่งคั่งของเศรษฐีระดับ billionaires ด้านอสังหาฯ 6 รายรวมกันพุ่งขึ้น 3.3% สืบเนื่องจากคำแถลงนโยบายของแคร์รี่ แลม ประกอบไปด้วยกลุ่มบริษัท CK Asset Holdings Ltd. ของนายลีกาชิง เจ้าพ่ออสังหาผู้รวยที่สุดของฮ่องกง ตามาด้วยกลุ่ม Henderson Land Development Co.Ltd. ของนายลี เชา-กี เป็นมูลค่ารวมสูงถึง 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูลในดัชนีจัดอันดับมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก (Bloomberg Billionaires Index)

ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านที่ผู้คนในฮ่องกงออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาล นอกจากประเด็นด้านประชาธิปไตยแล้ว ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยหลักของการประท้วงตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา

ราคาที่พักอาศัยในฮ่องกงสูงขึ้นต่อเนื่องเกินกว่าที่ผู้คนจะเอื้อมถึง แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางการจะผ่อนปรนมาตรการปล่อยสินเชื่ออสังหา โดยผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรกสามารถกู้ได้สูงถึง 90% ของราคาอสังหา หรือ สูงสุดที่ 8 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่กำหนดให้กู้ได้ไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

แม้จะผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว แต่การซื้อห้องคอนโดราคา 8 ล้าน ด้วยเงินกู้ 90% เป็นระยะเวลา 30 ปีนั้นหมายความว่าคนฮ่องกงที่จะซื้อบ้านหลังแรกต้องมีเงินเดือน 57,838 ดอลลาร์ฮ่องกง แต่จากข้อมูลของรัฐบาลพบว่ารายได้โดยเฉลี่ยของคนฮ่องกงอยู่ที่ 17,500 ดอลลาร์ฮ่องกง

หลังข้อแถลงของแคร์รี่ แลม ดัชนีอสังหาฮั่งเซ็ง Hang Seng Properties Index ซึ่งล้วนเป็นหุ้นบริษัทอสังหารายใหญ่ของฮ่องกง เพิ่มขึ้น2.3% เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และยังคงเพิ่มอีก 2.2% ในวันนี้

ที่มา : https://www.bloomberg.com/news/articles/2019-10-17/hong-kong-tycoons-are-3-billion-richer-on-lam-s-housing-policy

สามมหานครเอเชีย ขึ้นแท่นเมืองระบบขนส่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603824

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 13:01 น.

สามมหานครเอเชีย ขึ้นแท่นเมืองระบบขนส่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสุดในโลก

โตเกียว, ปักกิ่ง, สิงคโปร์ ขึ้นแท่นมีระบบขนส่งสาธารณะสุดรักษ์โลก พบคนนิยมใช้บริการมากกว่ารถส่วนตัว

รอยเตอร์รายงานว่า จากการเปิดเผยการวิจัยจาก Kantar บริษัทผู้ให้คำปรึกษาทางการตลาดและการวิจัยที่ระบุว่า มหานครใหญ่ในเอเชียทั้ง กรุงโตเกียว กรุงปักกิ่ง และสิงคโปร์ นับว่าเป็นเมืองที่มีระบบขนส่งสาธารณะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก

รายงานระบุว่าทั้งสามเมืองนี้ ได้รับการจัดอันดับสูงเป็นพิเศษเนื่องจากมีแนวโน้มของผู้สัญจรที่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือเดินเท้าไปทำงาน มากกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัว

การศึกษาดังกล่าวใช้วิธีสอบถามประชาชน 20,000 คนที่อาศัยและใช้ชีวิตใน 31 เมืองใหญ่ทั่วโลก เกี่ยวกับพฤติกรรมการเดินทางของพวกเขา

นอกจากมหานครทั้งสามแล้ว กรุงโซลของเกาหลีใต้ยังถือเป็นอีกเมืองหนึ่งในเอเชียที่ติดอันดับเช่นเดียวกัน

ขณะที่เมืองอื่นๆในยุโรปที่่ได้รับการจัดอันดับคือ กรุงลอนดอน กรุงโคเปนเฮเกน กรุงอัมสเตอร์ดัม และกรุงมอสโก ส่วนเมืองในทวีปแอฟริกาคือ กรุงไนโรบี และเมืองในอเมริกาใต้คือ นครเซาเปาโล

ไม่มีเมืองใดในสหรัฐฯ รวมถึงแถบอเมริกาเหนืออยู่ในการจัดอันดับดังกล่าว

“เมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกสร้างเพื่อรองรับรถยนต์ แต่น่าชื่นชมที่พวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสัญจรของผู้คนด้วยระบบขนส่งสาธารณะ” Rolf Kullen ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายที่ Kantar กล่าว

Kullen กล่าวว่าระบบขนส่งสาธารณะจะต้องขยายออกไปในเมืองต่างๆทั่วโลกเพื่อช่วยกำจัดรถยนต์ออกจากถนนและทำให้การเดินทางเป็นสีเขียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชานเมือง

“การลดจำนวนรถยนต์เป็นปัจจัยสำคัญในการลดมลพิษทางอากาศในเมืองและปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยทั่วไปของผู้อยู่อาศัยในเมือง”

ด้าน Jens Muller ผู้อำนวยการกลุ่มรณรงค์ขนส่งในยุโรป กล่าวว่า หากเทียบกับเมืองในยุโรปกับเมืองในเอเชียนั้น หลายเมืองในยุโรปจะมีความคิดเหมือนกันคือ ต้องย้ายคนออกจากเมือง ต่างจากเมืองในเอเชียที่มีแนวคิดนำรถยนต์ออกจากเมืองให้มากที่สุด

“ไม่ใช่ว่าผู้คนในเมืองทุกคนต้องการเดินทางด้วยรถยนต์ หลายคนต้องการเดินเท้าหรือใช้จักรยานไปทำงาน แต่ไม่สามารถทำได้”

บทเรียน “ลีกาชิง” นักธุรกิจไม่ควรพูดมากในวิกฤตการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603821

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 12:33 น.

Deep Talk Ep.13 บทเรียน “ลีกาชิง” นักธุรกิจไม่ควรจะพูดมากในวิกฤตการเมือง

*********************

“Deep Talk ถอดรหัสสตาร์ทอัพ” Podcast ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้กำลังไล่ล่าความสำเร็จทางธุรกิจ

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

คุก 16 ปีสองหนุ่มไทยลอบคนขนไอซ์เข้าอินโดฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603813

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 11:38 น.

คุก 16 ปีสองหนุ่มไทยลอบคนขนไอซ์เข้าอินโดฯ

ศาลอินโดนีเซียตัดสินจำคุกสองชายไทย 16 ปี ลอบขนไอซ์ 1 กก. เข้าประเทศ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ศาลในเมืองเด็นปาซาร์ จังหวัดบาหลีของอินโดนีเซีย ได้มีคำสั่งตัดสินโทษจำคุกเป็นเวลา 16 ปี ต่อสองชายไทยคือนาย นายอดิศร พลมาต อายุ 20 ปี และนายประกอบ สีตาแสง อายุ 30 ในฐานความผิดลักลอบขนยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนจำนวน 1 กิโลกรัมเข้าประเทศ

รายงานระบุว่าชายทั้งสองถูกจับได้ขณะเดินทางมาออกจากกรุงเทพมายังเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของท่าอากาศยานนานาชาติเดนปานซาร์จับกุมเมื่อปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา

คำตัดสินโทษของศาลชั้นต้นดังกล่าวน้อยกว่าข้อกล่าวหาเดิมที่อัยการอินโดฯยื่นให้ศาลตัดสินโทษจำคุก 18 ปี นอกจากนี้ศาลยังสั่งปรับทั้งสองเป็นจำนวนคนละ 142,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.3 ล้านบาท

ผู้ต้องหาทั้งสองไม่ขอสู้คดีต่อในศาลชั้นอุทธรณ์ ดังนั้นคำตัดสินของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สิ้นสุด

สำหรับอินโดนีเซียนับว่าเป็นประเทศที่มีโทษเดียวกับยาเสพติดอย่างรุนแรง โดยบทลงโทษในคดียาเสพติดสูงสุดคือการยิงเป้าประหารชีวิต

ทีวีอังกฤษเปิดช่องปลอดข่าวเบร็กซิตเอาใจผู้ชม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603802

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 10:46 น.

ทีวีอังกฤษเปิดช่องปลอดข่าวเบร็กซิตเอาใจผู้ชม

ข่าวในกระแส..แต่ผู้ชมเบื่อหน่าย ทีวีอังกฤษ”สกายนิวส์”เปิดช่องไม่มีรายงานข่าวเบร็กซิต

สถานีโทรทัศน์สกายนิวส์ของอังกฤษ ได้รายงานข่าวผ่านทางเว็บไซต์ของตนเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเปิดช่องโทรทัศน์แยกออกมาอีกช่องหนึ่งที่จะไม่มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการออกจากสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษ หรือเบร็กซิต เลยแม้แต่ข่าวเดียวภายใต้ชื่อช่อง Sky News Brexit-Free โดยได้ออกอากาศผ่านระบโทรทัศน์ของสกายแชลแนลแล้วช่วงเวลาระหว่าง 17.00 น. ถึงช่วงเวลา 23.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานระบุว่าแนวคิดนี้ของสกายนิวส์ได้อ้างอิงผลวิจัยจากสำนักวิจัยรอยเตอร์เพื่อการศึกษาด้านวารสารศาสตร์ (Reuters Institute for the Study of Journalism) ที่ระบุว่า มากกว่าหนึ่งในสามหรือกว่าร้อยละ 70 ของผู้ตอบแบบสำรวจเลี่ยงการเสพข่าวที่เกี่ยวกับเบร็กซิต โดยให้เหตุผลว่าเบื่อหน่ายประเด็นเบร็กซิตที่ถูกฝ่ายต่างถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้นนับตั้งแต่การลงประชามติในปี 2016

 

แม้ว่าในวันที่ 31 ตุลาคมนี้อังกฤษจะถึงกำหนดการออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ทว่าก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร รวมถึงผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นหลังจากเบร็กซิต ก็ยังคงไม่ชัดเจนว่าจะยื้ดเยื้อและสร้างความเสียหายต่อตลาดแรงงานและระบบเศรษฐกิจของอังกฤษมากเท่าใด

John Ryley ผู้อำนวยการสถานีสกายนิวส์ระบุว่า “Sky News Brexit-Free” นับเป็นก้าวที่กล้าหาญสำหรับสื่อของอังกฤษ ซึ่งเป็นไปตามการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยช่องนี้จะเน้นการรายงานข่าวที่ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเบร็กซิต รวมถึงไม่มีข่าวใดๆที่เกี่ยวกับรัฐสภาและสหภาพยุโรป โดยเน้นการรายงานข่าวสารอื่นๆในแบบเดิมตามสไตล์ของสกายนิวส์ หวังดึงกลุ่มผู้ชมที่เบื่อหน่ายข่าวเบร็กซิต แต่อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่าการเปิดตัวช่องนีจะเป็นไปแบบชั่วคราวหรือจะพัฒนาไปในรูปแบบอื่นหลังเบร็กซิตแล้วหรือไม่ ส่วนช่องสกายนิวส์แบบปกติก็จะรายงานข่าวในทุกประเด็นเหมือนเดิมต่อไป