เกาหลีใต้เล็งออกกฎหมายต่อต้านการบุลลี่ในโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603765

  • วันที่ 16 ต.ค. 2562 เวลา 21:00 น.

เกาหลีใต้เล็งออกกฎหมายต่อต้านการบุลลี่ในโลกออนไลน์

ร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นหลังการจากไปของไอดอลคนดังที่ถูกผู้ใช้อินเทอร์เน็ตวิจารณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรงจนต้องจบชีวิตตัวเอง

โลกอินเทอร์เน็ตเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในที่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมของ Hate Speech หรือการเอ่ยวาจาประทุษร้าย จนคนที่เป็นเป้าหมายตัดสินใจจบชีวิตหนีความเจ็บปวดจากคนที่อาจจะไม่แม้แต่จะรู้จักหรือเห็นหน้าค่าตากันเลยสักครั้ง ในขณะที่เจ้าของถ้อยคำทิ่มแทงจิตใจเหล่านี้ทำไปเพราะความสะใจเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ได้ตระหนักถึงผลที่จะตามมาแม้แต่น้อย

ล่าสุดสมาชิกรัฐสภาของเกาหลีใต้อย่างน้อย 9 คนได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายต่อต้านการแสดงความคิดเห็นในช่องทางออนไลน์ด้วยถ้อยคำมุ่งร้าย หยาบคาย รุนแรง โดยคณะอนุกรรมการจะพิจารณารายละเอียดและข้อบังคับต่างๆ ภายในต้นเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการคณะดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนจากสมาคมศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ, สมาคมนักฟุตบอลคนดัง, สหภาพแรงงานของคนในวงการบันเทิง, สหภาพแรงงานข้าราชการ รวมทั้งคนดังที่ที่เคยหรือมีคนใกล้ชิดเคยตกเป็นเหยื่อการใช้ถ้อยคำรุนแรง

ร่างกฎหมายฉบับนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กฎหมายซอลลี” ซึ่งตั้งชื่อตามซอลลี นักร้องและนักแสดงเกาหลีใต้ที่เพิ่งตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง หลังจากทุกข์ทรมานกับภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากการถูกผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเธอด้วยถ้อยคำมุ่งร้ายมาตลอดเวลาที่เธออยู่ในวงการบันเทิง

หลังการเสียชีวิตของเธอจึงเกิดการล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎที่เข้มงวดกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่แสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำไม่เหมาะสม รวมทั้งเรียกร้องให้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผู้แสดงความคิดเห็นด้วย

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว สมาคมการบริหารงานวงการบันเทิงเกาหลี (CEMA) ได้ร่วมกับสมาคมธุรกิจธุรกิจบันเทิงและศิลปิน รณรงค์เกี่ยวกับการใช้ภาษาในโลกออนไลน์ ทว่าด้วยเหตุขัดข้องบางอย่างจึงไม่สามารถผลักดันเป็นกฎหมาย

ทั้งนี้ การสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการของเกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้ว พบว่า ในจำนวนนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยม 50,000 คนที่เคยเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน 10.8% ถูกกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ (cyberbullying) ซึ่งสูงกว่านักเรียนที่ถูกทำร้ายร่างกายที่มีเพียง 10%

เมื่อปลายปีที่แล้ว นักเรียนมัธยมปลายใน จ.ชุงช็องเหนือตัดสินใจฆ่าตัวตายหลังได้รับข้อความข่มขู่จากเพื่อน ส่วนอีกรายหนึ่งถูกเพื่อนข่มขืนแล้วนำเรื่องราวไปเปิดเผยทำให้มีคนส่งข้อความไปหาเธอทางเฟซบุ๊คเพื่อขอมีเพศสัมพันธ์ด้วยมากมาย จนเธอมีอาการซึมเศร้า

อีชางโฮ จากสถาบันนโยบายเยาวชนแห่งชาติ เผยว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์มีพัฒนาการจากเดิมมาก เนื่องจากฟีเจอร์ต่างๆ ในสมาร์ทโฟนเอื้ออำนวยต่อการลงมือ โดยจากเดิมที่ผู้กลั่นแกล้งจะทำโดยไม่เปิดเผยตัวตน แต่หากเป็นการกลั่นแกล้งผ่านสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ผู้ลงมือจะเป็นคนรู้จักของผู้ถูกกระทำ

ด้านผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต่างพยายามแก้ปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งทีมเฝ้าจับตาและลบคอมเม้นท์หรือโพสต์ที่ไม่เหมาะสมการเผยแพร่คำแนะนำให้ผู้ปกครองสอดส่องดูแลบุตรหลาน ทว่ายังไม่สามารถขจัดการกลั่นแกล้งได้

บทวิเคราะห์ สหรัฐใช้ประชาธิปไตยเป็นไม้ตายเล่นงานประเทศหัวดื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603770

  • วันที่ 16 ต.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

บทวิเคราะห์ สหรัฐใช้ประชาธิปไตยเป็นไม้ตายเล่นงานประเทศหัวดื้อ

ไม่ใช่ว่าประชาธิปไตยไม่ดี แต่มันกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีประเทศต่างๆ อย่างมีวาระซ่อนเร้น โดยกรกิจ ดิษฐาน

หลังจากถูกเตะถ่วงมาระยะหนึ่ง ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ก็ผ่านความเห็นชอบ พ.ร.บ. สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง (Hong Kong Human Rights and Democracy Act of 2019) ในที่สุด เพื่อที่จะสั่งการให้กระทรวงต่างๆ ในรัฐบาลสหรัฐ “ประเมิน” สถานการณ์ของฮ่องกงว่าสมควรได้รับการปฏิบัติโดยสหรัฐอย่างเป็นพิเศษหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือสภาพไฟเขียวให้รัฐบาลสหรัฐ ใช้มาตรการอะไรก็ได้เพื่อช่วยฝ่ายต่อต้านจีนในฮ่องกง

พ.ร.บ. ประชาธิปไตย (Democracy Act) หรือพ.ร.บ. สิทธิมนุษยชน (Human Rights Act) หรือชื่ออื่นๆ เป็นกฎหมายที่ประกาศความเป็นตำรวจโลกและผู้พิทักษ์ประชาธิปไตยของสหรัฐ เพราะใช้ข้ออ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเพื่อแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น

หากมองด้วยสายตาคนรักประชาธิปไตย กระบวนการออกกฎหมายประเภทอาจถือว่าชอบธรรม เพราะเกิดขึ้นจากความกังวลเรื่องการกดขี่ประชาชนในประเทศเป้าหมาย จากนั้นสภาคองเกรสจะเสนอร่างให้พิจารณา เมื่อผ่านการพิจารณาแล้วจะเปิดทางให้รัฐบาลใช้มาตรการตอบโต้ประเทศเป้าหมาย เพื่อให้เลิกทำตัวเป็นเผด็จการ หาไม่แล้วสหรัฐจะคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อบุคคลและองค์กร จะห้ามผู้นำและข้าราชการเข้าประเทศ

บางกรณี สหรัฐจะผ่านกฎหมายสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนั้นๆ กันแบบโต้งๆ เช่น พ.ร.บ. เสรีภาพและการสนับสนุนอิหร่าน (Iran Freedom and Support Act) เมื่อปี 2006 ให้สภาคองเกรสผันงบประมาณให้ประธานาธิบดีสหรัฐ 10 ล้านเหรียญ เพื่อนำไปสนับสนุนกลุ่มประชาธิปไตยที่ต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน

การเสนอกฎหมายก็ง่ายมาก เราสามารถจ้างล็อบบี้ยิสต์ทำการเคลื่อนไหวกับนักการเมืองสหรัฐ เพื่อผลักดันให้เสนอร่างกฎหมายลักษณะนี้ เช่น พรรคฝ่ายค้านของประเทศ A สามารถจ้างล็อบบี้ยิสต์ในวอชิงตันให้ดัน พ.ร.บ. ประชาธิปไตยเล่นงานรัฐบาลประเทศตัวเอง ในข้อหาเป็นเผด็จการหรือละเมิดสิทธิมนุษยชน

บทบาทของล็อบบี้ยิสต์ในนโยบายการต่างประเทศสหรัฐไม่ได้มีพลังเท่ากับประเด็นในประเทศ ยกเว้นว่ามีเรือ่งผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเราจะเห็นว่า พ.ร.บ. หนุนฮ่องกงออกมาในช่วงสงครามการค้า และทรัมป์เองเคยกล่าวว่า การปฏิบัติต่อจีนกับผู้ประท้วงในฮ่องกง มีผลต่อการเจรจาการค้า

ที่วอชิงตันมีบริษัทล็อบบี้ยิสต์ที่ชื่อ Hong Kong Democracy Council ซึ่งแกนนำประชาชาธิปไตย เช่นโจชัว หว่อง ไปร่วมงานเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2019 กลุ่มนี้เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงโดยเฉพาะ

อีกตัวอย่างหนึ่งของอิทธิพลของการล็อบบี้ต่อนโยบายต่างประเทศ คือบริษัทต่างๆ จ่ายเงิน 2,600 ล้านดอลลาร์ตลอดเวลา 8 ปีที่มีการเจรจาข้อตกลงนี้ เพื่อให้ล็อบบี้ยิสต์หาทางการกำหนดเนื้อหาของข้อตกลงการค้า TPP และทำให้สมาชิกคองเกรสกับชาวอเมริกันยอมรับมันให้ได้ (อ้างจาก Corporate Lobbying in Foreign Policy โดย Amy Skonieczny)

การล็อบบี้ถูกตำหนิว่าเป็การติดสินบนโดยถูกกฎหมาย แต่ก็มีผู้แก้ต่างว่ามันคือการรักษาสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญสหรัฐที่ระบุไว้ในมาตราแก้ไขที่ 1 ที่ระบุถึง “สิทธิในการร้องเรียนรัฐบาลให้ตอบรับกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม”

หากใช้นิยมนี้ บรรดาล็อบบี้ยิสต์ สมาชิกคองเกรส และรัฐบาลสหรัฐ ก็สามารถอ้างได้ว่าคือผู้ที่ช่วยแก้ไขความไม่เป็นธรรม เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ

ด้วยความที่มันเสนอได้ง่ายโดยใช้แค่ล็อบบี้ยิสต์ ร่าง พ.ร.บ. ในทำนองนี้จึงรอการพิจาณาอยู่เต็มสภาไปหมด แม้แต่ฉบับฮ่องกงก็รอพิจารณานานหลายปี กว่าจะผ่านเอาก็เมื่อสถานการณ์ในฮ่องกงสุกงอม คือผู้ประท้วงถือธงชาติสหรัฐขอให้ทรัมป์มาช่วยปลดปล่อย และเกิดสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐพอดี

สาเหตุหนึ่งที่ พ.ร.บ. พวกนี้ไม่ได้ผ่านสภาเสียที เพราะมันถูกผลักดันโดยกลุ่มผลประโยชน์นอกรัฐบาล ตราบใดที่ผลประโยชน์ยังขัดกับรัฐบาลเสียงส่วนใหญ่ในสภา มันจะค้างอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น แม้ว่ามันจะมีชื่อสวยหรูว่า “ประชาธิปไตย” “สิทธิมนุษยชน” และ “เสรีภาพ” แต่เบื้่องหลังของมันไม่ได้ขาวสะอาดขนาดนั้น

นี่เองที่ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะมองสหรัฐว่าเป็นประเทศที่ใช้ประชาธิปไตยรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใช่ประเทศที่ธำรงประชาธิปไตยด้วยความบริสุทธิ์ใจ

หลังจากที่สภาล่างของคองเกรสผ่าน พ.ร.บ. ฮ่องกงแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงว่า “ฮ่องกงเป็นของแผ่นดินใหญ่ และเรื่องในฮ่องกงก็เป็นเรื่องภายในของจีนแท้ๆ ไม่มีทางที่ต่างชาติจะมาแทรกแซงได้” ที่ต้องแถลงเช่นนี้ เพราะใน พ.ร.บ. ระบุว่า แม้ฮ่องกงจะเป็นส่วนหนึ่งของจีนแต่มีระบบกฎหมายและเศรษฐกิจที่ต่างกัน

การแถลงของจีนจึงเป็นการตอกย้ำว่า ต่อให้ระบบกฎหมายต่างกัน แต่ฮ่องกงก็ยังเป็นจีนอยู่วันยังค่ำ

ป.ล. นอกจาก พ.ร.บ. ชนิดนี้แล้ว ยังมีการ พ.ร.บ. ที่ออกมาเพื่อคว่ำบาตรเป้าหมายโดยตรง ในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยล็อบบี้ยิสต์ เพราะเงื่อนไขการเมืองระหว่างประเทศบีบให้รัฐบาลสหรัฐต้องลงมือเอง เช่น พ.ร.บ. สำหรับคว่ำบาตรคิวบา (5 ฉบับ) และอิหร่าน (2 ฉบับ) ทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นศัตรูเฉพาะหน้ามีอัตรายต่อความมั่นคง ไม่จำเป็นต้องไปชัก พ.ร.บ. ประชาธิปไตยที่ค้างอยู่ในสภาออกมาเล่นงาน

และนอกจาก พ.ร.บ. ประชาธิปไตยฮ่องกงแล้ว ในคราวนี้ สหรัฐยังผ่านกฎหมายตัวอื่นอีก 2 ฉบับที่อยู่ในข่ายพ.ร.บ. คว่ำบาตร คือ มติ H.Res. 543 ที่ประกาศสนับสนุนผู้ประม้วงในฮ่องกง และ พร.บ. ปกป้องฮ่องกง (Protect Hong Kong Act) ที่ห้ามส่งออกอุปกรณ์ควบคุมผู้ประท้วงไปยังฮ่องกง

เราคงเห็นแล้วว่า สหรัฐกำลังจะเล่นงานจีนอย่างไร

นักวิเคราะห์มอง “ราชวงศ์ญี่ปุ่น” เข้าถึงง่ายกว่ารัชสมัยก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603760

  • วันที่ 16 ต.ค. 2562 เวลา 18:32 น.

นักวิเคราะห์มอง "ราชวงศ์ญี่ปุ่น" เข้าถึงง่ายกว่ารัชสมัยก่อน

“พระจักรพรรดินารูฮิโตะและพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ได้ทลายม่านประเพณีของราชวงศ์เข้าสู่ยุคสมัยใหม่อย่างสง่างาม”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับราชวงศ์ญี่ปุ่นจากผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ระบุว่า นักวิเคราะห์หลายคนได้ให้ความเห็นว่าราชวงศ์เบญจมาศในรัชสมัยปัจจุบันสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม

เป็นเวลานานกว่า 6 เดือนแล้วที่สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะขึ้นครองราชย์เป็นพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นพระองค์ใหม่ ทั้งพระจักรพรรดินารูฮิโตะและพระจักรพรรดิมาซาโกะทรงทลายม่านประเพณี นำราชวงศ์เก่าแก่เข้าสู่ยุคใหม่ที่เป็นสากลมากขึ้น แถมทั้งสองพระองค์ทรงใช้ชีวิตที่แทบไม่ต่างจากคนสามัญทั่วไป

 

Hideya Kawanishi ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนาโกย่า กล่าวว่า “ทั้งสองพระองค์ได้สร้างความประหลาดใจให้กับชาวญี่ปุ่นที่ว่าก่อนหน้านี้สาธารณะกังวลว่าทั้งสองพระองค์อาจทรงมีปัญหาในการดำเนินชีวิตตามรอยรัชสมัยพระจักรพรรดิองค์ก่อน … โดยเฉพาะสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ที่เคยมีรายงานว่าประองค์ประสบปัญหามานานหลายปีในการปรับตัวต่อกรอบในราชสำนัก”

“พระจักรพรรดิและพระจักรพรรดินีพระองค์ก่อนทรงได้ชื่อว่าใกล้ชิดกับประชาชน .. แต่สำหรับพระจักรพรรดินารูฮิโตะกับพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ทั้งสองพระองค์ทรงใกล้ชิดยิ่งกว่านั้น ทั้งสองพระองค์แสดงให้เห็นว่าทรงไม่ต่างจากคนทั่วไป”

สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ พระชนมายุ 59 พรรษา ทรงได้รับการเลี้ยงดูจากพระมารดาโดยตรง นับเป็นพระราชวงศ์องค์แรกที่ทรงได้รับการอภิบาลจากพระมารดา แทนที่จะได้รับการเลี้ยงดูจากพยาบาลและพระอาจารย์ส่วนพระองค์

พระบิดาและพระมารดาของพระองค์พยายามทำให้ชีวิตในวัยเด็กเหมือนกับเด็กคนอื่นๆทั่วไป รวมถึงการนำอาหารกลางวันไปรับประทานด้วยตัวเอง

พระองค์ทรงได้รับการศึกษาจากทั้งในญี่ปุ่นและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ทำให้ทรงสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งพระจักรพรรดินารูฮิโตะและพระจักรพรรดิมาซาโกะทรงจัดงานเลี้ยงต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลขหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ทรงแหวกประเพณีด้วยการสื่อสารกับผู้นำสหรัฐด้วยภาษาอังกฤษโดยตรง แทนที่จะสื่อสารผ่านล่ามเหมือนในรัชสมัยก่อนหน้า

ที่จริงทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิใหญ่ และพระจักรพรรดินีพันปีหลวง ทรงสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่ด้วยโปรโตคอลทั้งสองพระองค์จึงสื่อสารกับผู้นำต่างชาติที่เยือนญี่ปุ่นผ่านล่าม

 

 

พระจักรพรรดินารูฮิโตะยังทรงเป็นกันเองกับสาธารณะด้วยทรงโพสต์ท่าเพื่อให้สาธารณะถ่ายภาพเซลฟี่เมื่อคราวเสด็จต่างประเทศ และแม้ประทับในญี่ปุ่น ทั้งสองพระองค์ก็ทรงเป็นกันเองกับเด็กๆ รวมถึงยังทรงเล่นกับสุนัขในระหว่างเสด็จเยี่ยมศูนย์พักพิงสัตว์

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ศาสตราจารย์ Hidehiko Kasahara ผู้เชี่ยวชาญราชวงศ์จากมหาวิทยาลัยเคโอ ที่ระบุว่า ก่อนหน้านี้พระจักรพรรดินีมาซาโกะ ทรงต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพเกี่ยวกับกฎระเบียบและการใช้ชีวิตในราชสำนัก ทรงเก็บพระองค์เงียบจากสาธารณะเป็นเวลานานหลายปี

“ตอนนี้หลายฝ่ายมองว่าทรงสามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี ทั้งการวางพระองค์ต่อสาธารณะ รวมถึงกรอบพิธีการในราชสำนักที่ดูจะผ่อนปรนมากขึ้น อีกทั้งยังทรงมีความมั่นพระทัยมากขึ้นเมื่อทรงพบปะกับบุคคลสำคัญต่างชาติ””ดูเหมือนว่าข้อกังวลหลายๆอย่างเริ่มจางหายไปแล้ว” Kasahara กล่าว

ประท้วงทำเศรษฐกิจฮ่องกงถดถอย แต่ท่องเที่ยวไทยได้อานิสงส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603734

  • วันที่ 16 ต.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

ประท้วงทำเศรษฐกิจฮ่องกงถดถอย แต่ท่องเที่ยวไทยได้อานิสงส์

นักท่องเที่ยวจีนหนีการประท้วงในฮ่องกงมาเที่ยวไทยช่วงวันหยุดยาว Golden Week ที่ผ่านมา

การประท้วงที่ฮ่องกงยืดเยื้อมานานหลายเดือน และส่อเค้าว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดลุกลามไปถึงการขัดขวางการแถลงนโยบายประจำของต่อสมาชิกสภาของ แคร์รี่ หลั่ม ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เหตุการณ์ความไม่สงบนี้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของฮ่องกงอย่างหนักจนฮ่องกงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินเมื่อปี 2007-2008 โดยไม่มีสัญญาณว่าจะฟื้นตัวเร็วๆ นี้

นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมามูลค่าการค้าปลีกของฮ่องกงก็ลดลงต่อเนื่องจนถึงเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาลดลงไปแล้วถึง 23% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากการบริโภคสินค้าหรูหรา อาทิ เครื่องประดับ นาฬิกา ลดลง ส่งผลให้ธุรกิจในย่านท่องเที่ยวแถบย่านเซ็นทรัล คอสเวย์เบย์ จิมซาจุ่ย ต้องปิดทำการก่อนกำหนดหรือหากเปิดก็แทบจะไม่มีลูกค้า ส่วนสนามบินก็เงียบเหงา เพราะนักท่องเที่ยวไม่เดินทางเข้าฮ่องกงแล้ว

ขณะที่ในช่วงวันหยุดยาว 7 วัน หรือ Golden Week ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-6 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น ปรากฏว่านักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งมีกำลังการซื้อสูง เดินทางเข้าฮ่องกงเพียง 672,000 คน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 55%

เชียนหวัน นักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก เผยว่า ในระยะสั้นเศรษฐกิจฮ่องกงเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากเสาหลักที่สำคัญต่อการเติบโต ทั้งการค้า การท่องเที่ยว และการเงินอยู่ในภาวะตึงเครียด ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือชื่อเสียงด้านการเป็นศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจของฮ่องกงที่สูญเสียไปยิ่งลดโอกาสสร้างการเติบโตในระยะยาว ซ้ำเติมเศรษฐกิจของฮ่องกงเข้าไปอีก

เหตุการณ์ความวุ่นวายยังส่งผลถึงธุรกิจบริการอย่างร้านอาหารทั่วเมือง พอล เฉิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของฮ่องกง เผยว่า ร้านอาหารในฮ่องกงทยอยปิดตัวไปแล้วราว 100 แห่ง ส่งผลให้พนักงานตกงานราว 2,000 คน ขณะที่ร้านค้าปลีกบางแห่งพยายามลดสาขาหรือลดจำนวนพนักงานเพื่อลดต้นทุน ส่วนการแข่งขันกีฬาและคอนเสิร์ตอีกหลายงานถูกยกเลิกเพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ดี ประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากเหตุการณ์ไม่สงบในฮ่องกงคือ ญี่ปุ่น ไทย และสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการท่องเที่ยวในช่วง Golden Week จากข้อมูลของ Ctrip บริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดของจีน พบว่าแม้ปีนี้ชาวจีนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศน้อยกว่าปีที่แล้ว 15% โดยเลือกเที่ยวตามสถานที่ทางประวัติศาสตร์ในประเทศมากกว่า  แต่กลุ่มที่เดินทางออกนอกประเทศยังเลือกญี่ปุ่น ไทย และสิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางหลักแทนฮ่องกง

ญี่ปุ่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้นัก่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าญี่ปุ่นแล้วถึง 4.5 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 11.7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเมืองยอดฮิตได้แก่ โอซากา โตเกียว เกียวโต ซับโปโร นาโงยา

เอมิลี กัว นักวิจัยจากบริษัทวิจัยด้านการตลาด Cherry Blossoms เผยว่า นักท่องเที่ยวจีนมักจะตระเวนไปยังสถานที่ท่องทางประวัติศาสตร์และได้สัมผัสชีวิตคนท้องถิ่น อาทิ ทัวร์วัด แหล่งมรดก หรืออีเว้นท์ที่เกี่ยวข้องกับัฒนธรรม

ขณะที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 2 ในช่วง Golden Week ของนักท่องเที่ยวจีน เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ชาวจีนเดินทางเข้าไทย 1.03 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว 19% โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาเที่ยวไทยแล้วกลับมาเที่ยวซ้ำ

ทว่า กัวเผยว่า ชาวจีนที่เดินทางมาไทยเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวที่เลือกไปญี่ปุ่น และมักจะเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่คุ้มค่าและงดงามเพื่อถ่ายภาพแชร์ในโลกโซเชียล ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเน้นการท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสกับวิถีชาวบ้าน อย่างการได้พูดคุยกับคนท้องถิ่น เดินป่า หรือทัวร์ชิมอาหาร แต่ก็มีนักท่องเที่ยวไม่น้อยที่ยอมจ่ายเงินมากกว่าเพื่อจะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ เช่น โรงแรมในชนบท หรือห้องพักที่เห็นวิวป่าไม้

จากข้อมูลของ Alipay แพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์ของจีน พบว่าการขายทัวร์ “ชิมทุเรียน” ให้นักท่องเที่ยวจีนได้ไปลิ้มลองทุเรียนสดๆ ถึงในสวนในไทยและมาเลเซียเพิ่มขึ้นถึง 60% จากปีก่อน

การช็อปปิ้งก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ข้อมูลของ Alipay ระบุว่าในช่วง Golden Week นักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายเงินในไทยมากเป็นอันดับ 2 โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อของในร้านค้าปลอดภาษี ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น

สิงคโปร์ก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดฮิตของชาวจีนเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ชาวจีนทำลายสถิติเดินทางเข้าสิงคโปร์มากถึง 390,000 คน  พุ่งขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายจากเดือนก่อนหน้า 46%

นักวิเคราะห์ต่างมองว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นในสิงคโปร์เป็นผลมาจากการหลีกหนีความวุ่นวายในฮ่องกง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่านักท่องเที่ยวจีนใช้โอกาสวันหยุดยาวเดินทางมาดูอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์

ตำรวจดัตช์ช่วยเด็ก 6 คนถูกขังในบ้านรอวันสิ้นโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603733

  • วันที่ 16 ต.ค. 2562 เวลา 16:30 น.

ตำรวจดัตช์ช่วยเด็ก 6 คนถูกขังในบ้านรอวันสิ้นโลก

ตำรวจเนเธอร์แลนด์พบครอบครัวปริศนา ขังเด็ก 6 ในบ้าน ตัดขาดจากโลกภายนอกนานถึง 9 ปี

สื่อท้องถิ่นเนเธอร์แลนด์รายงานว่า ตำรวจในจังหวัด Drenthe ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเนเธอร์แลนด์ ต้องเร่งไขปริศนา เมื่อพบว่ามีชายรายหนึ่งซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านกลางทุ่งอันห่างไกลผู้คน กักขังเด็กวัยรุ่นชายหญิงรวม 6 คน เป็นเวลานานถึง 9 ปี เพื่อรอคอย “วันสิ้นโลก”

เรื่องราวนี้เริ่มต้นเมื่อนาย Chris Westerbeek เจ้าของบาร์ในท้องถิ่นพบเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุราว 25 ปี เดินเข้ามาในร้านของเขาด้วยสภาพผมยาว หนวดเครารุงรัง เสื้อผ้าสกปรก ท่าทางสับสน เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในตอนแรกเขาไม่ยอมให้เด็กคนนี้เข้ามาในร้านเนื่องจากเนื้อตัวสกปรก และอาจสร้างความรังเกียจกับลูกค้าคนอื่น

 

หลังจากนั้นผ่านไปไม่กี่วัน ในวันที่ 13 ต.ค. เด็กหนุ่มคนดังกล่าวกลับมาที่ร้านเขาอีกครั้งในสภาพเดิมในช่วงที่ร้านใกล้ปิด และสั่งเครื่องดื่ม เขาจึงอาศัยจังหวะดังกล่าวพูดคุยกับเด็กหนุ่มดังกล่าว

เด็กหนุ่มบอกว่าเขากำลังหนี เขาไม่เคยไปโรงเรียนเลย และไม่ได้ตัดผมมานาน 9 ปีแล้ว เขามีพี่น้องที่ฟาร์ม เขาเป็นพี่คนโตสุด และเขาต้องการความช่วยเหลือ นาย Chirst จึงแจ้งตำรวจ

เรื่องราวหลังจากนั้นยิ่งสร้างความประหลาดใจ เมื่อตำรวจบุกเข้าไปยังบ้านพักหลังที่เด็กหนุ่มชี้จุด ซึ่งอยู่ห่างจากบาร์ของนาย Chirst ราว 4 กิโลเมตร

จึงพบว่าภายในบ้านยังมีเด็กคนอื่นๆทั้งชายหญิงอายุระหว่าง 18 -25 ปี อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นในลักษณะตัดขาดจากโลกภายนอก โดยมีผู้ปกครองเป็นชายวัย 58 ปีสัญชาติออสเตรีย รายงานระบุว่าชายคนนี้ไม่ได้เป็นบิดาผู้ให้กำเนิดของเด็กคนใดเลย

รายงานระบุด้วยว่าพบอุปกรณ์เป็นกล้องส่องทางไกลคอยสอดส่องดูรอบๆบ้าน อีกทั้งตามรายงานระบุว่าพวกเขาใช้ชีวิตเช่นนี้เพื่อรอคอยวันสิ้นโลก ในเบื้องต้นตำรวจได้จับกุมชายคนดังกล่าวไว้แล้ว พร้อมกับนำเด็กๆทุกคนเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาแล้ว

 

http://www.demorgen.be

นอกจากนี้ตำรวจยังพบว่า ด้านหลังตู้โชว์ในห้องนั่งเล่น มีบันไดลับพาลงไปห้องใต้ดิน สถานที่ครอบครัวนี้ใช้ชีวิตอยู่

บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ฟาร์มอันห่างไกลจากหมู่บ้าน โดยรอบบ้านปกปิดด้วยต้นไม้สูงรกรุงรัง ห่างจากถนน มีแปลงปลูกผักขนาดเล็กพร้อมกับคอกเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ

 

Chris Westerbeek

Roger de Groot นายกเทศมนตรีในพื้นที่ระบุว่า จากการตรวจสอบทะเบียนราษฎรพบว่าเด็กบางคนก็ไม่มีข้อมูลการแจ้งเกิดแต่อย่างใด ส่วนตัวเขาเชื่อว่าเด็กๆเหล่านี้ อาจถูกพาตัวมาที่นี่พร้อมแม่เมื่อ 9 ปีก่อน และแม่ของพวกเขาอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว

เรื่องดังกล่าวได้สร้างความประหลาดใจกับชาวเมืองที่อยู่ใกล้เคียงอย่างมาก หลายคนตามมาด้วยคำถามมากมายว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร ทางตำรวจกำลังเร่งสอบสวนพร้อมกับออกคำสั่งห้ามนักข่าวและคนภายนอกเข้ามาในพื้นที่ เพื่อเร่งคลี่คลายคดีปริศนานี้

ยลโฉมภาพรางวัลช่างภาพสัตว์ป่าแห่งปี 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603703

  • วันที่ 16 ต.ค. 2562 เวลา 13:53 น.

ยลโฉมภาพรางวัลช่างภาพสัตว์ป่าแห่งปี 2019

ช็อตเด็ดกระรอกตกใจจิ้งจอกจ้องประชิด คว้ารางวัลภาพถ่ายช่างภาพสัตว์ป่าประจำปี 2019

Yongqing Bao ช่างภาพชาวจีนคว้างรางวัลชนะเลิศภาพประกวดช่างภาพสัตว์ป่าแห่งปี (Wildlife Photographer of the Year) ประจำปี 2019 ด้วยผลงานภาพกระรอกท่าทางตกใจเมื่อพบจิ้งจอกทิเบตกำลังจ้องจู่โจมระยะประชิด ด้วยท่าทางสุดตลกของเจ้ากระรอก ซึ่งภาพดังกล่าวนาย Bao บันทึกได้ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขตเทือกเขาฉีเหลียน ระหว่างมณฑลชิงไห่กับมณฑลกานซูทางตอนเหนือของจีน เมื่อช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา

การประกวดช่างภาพสัตว์ป่าแห่งนี้ นั้นเป็นการประกวดภาพถ่ายของบรรดาสัตว์ป่าที่จัดขึ้นทุกปีโดย พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติแห่งลอนดอน (London’s Natural History Museum) ประเทศอังกฤษ

นาย Bao เจ้าของผลงานภาพถ่ายได้เล่าถึงช่วงเวลาลั่นชัตเตอร์ช็อตเด็ดนี้ว่า เขากำลังเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเจ้ากระรอกมาร์ม็อตตัวหนึ่งกับสุนัขจิ้งจอกทิเบตที่กำลังแอบติดตามเหยื่อโดยที่เจ้ากระรอกมาร์ม็อตตัวนั้นไม่ทันรู้ตัว กระทั่งมันหันมาเจอกับสุนัขจิ้งจอก จึงกลายเป็นท่าทางตกใจสุดฮาที่เขาเก็บภาพไว้ได้ ก่อนที่กระรอกมาร์ม็อตจะมุดลงรูหนีไป รอดตัวเกือบตกเป็นอาหารของเจ้าจิ้งจอกไปได้อย่างหวุดหวิด

Roz Kidman Cox ประธานกรรมการผู้ตัดสินกล่าวว่า “ภาพนี้เป็นจังหวะที่สมบูรณ์อย่างมาก การแสดงออกด้วยท่าทางของกระรอกทำให้พวกเราทึ่งมาก”

“ภาพถ่ายจากที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตนับเป็นภาพที่หาได้ยาก ภาพนี้แสดงให้เห็นความทรงพลังระหว่างจิ้งจอกกับกระรอกมาร์ม็อต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ ยิ่งทำให้ภาพนี้มีความพิเศษ”

ส่วนผู้ชนะในรางวัลช่างภาพสัตว์ป่ารุ่นเยาว์แห่งปีเป็นผลงานของ Cruz Erdmann หนุ่มน้อยชาวนิวซีแลนด์ ที่เก็บภาพของปลาหมึกตัวหนึ่งขณะที่เขากำลังดำน้ำตอนกลางคืนในบาหลีของอินโดนีเซีย ปรากฎเป็นภาพอันสวยงามของตัวปลาหมึกท่ามกลางการเปล่งสีในเวลากลางคืนเพื่อจับคู่ตามธรรมชาติ

Cruz Erdmann

คิมจองอึนโชว์เท่ ควบม้าบนเขาศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603684

  • วันที่ 16 ต.ค. 2562 เวลา 11:59 น.

คิมจองอึนโชว์เท่ ควบม้าบนเขาศักดิ์สิทธิ์

ผู้นำคิมโชว์พาวเวอร์ ขี่ม้าขาวบนเขาศักดิ์สิทธิ์”แพ็คตู” ส่งสารท้าทายสหรัฐฯ

สำนักข่าวกลางเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือ ได้เผยแพร่ภาพของผู้นำคิมจองอึน เทียบชั้นอัศวินขี่ม้าขาวบนเทือกเขาแพ็คตู ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เสมือนศูนย์รวมจิตวิญญาณของประเทศ และเป็นบ้านเกิดตามตำนานของตระกูลคิม

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นผู้นำคิมกำลังควบม้าขาวทะยานไปข้างหน้าผ่านทุ่งหิมะและป่าอันหนาวเหน็บบนเทือกเขาแพ็คตู

 

 

“การควบบนหลังม้าของผู้นำคิมบนเขาแพ็คตู เต็มไปด้วยด้วยอารมณ์ที่ลึกล้ำบนถนนแห่งการต่อสู้ที่ลำบากที่เขาต้องเผชิญในการสร้างประเทศที่ทรงพลัง ด้วยศรัทธาและจะแน่วแน่เหมือนดังความแข็งแกร่งของเขาแพ็คตู” รายงานของเคซีเอ็นเอระบุ

นายคิมจองอึนมักเดินทางเยือนเทือกเขาแพ็คตูในหลายครั้ง โดยเฉพาะก่อนการตัดสินใจกระทำบางอย่างที่สำคัญเช่นในปี 2013 ก่อนที่เขาจะตัดสินใจประหารชีวิตลุงของตนเอง รวมถึงในปี 2018 ก่อนที่จะเปิดการเจรจาระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้

 

หลังจากมีภาพและข้อความดังกล่าวออกไป สื่อในเกาหลีใต้ได้วิเคราะห์ถึงท่าที่ล่าสุดของผู้นำเกาหลีเหนือทันทีว่า รัฐบาลเปียงยางอาจกำลังเปลี่ยนท่าทีและจุดยืนในการเจรจาระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ใหม่ในปี 2020

แม้จะยังไม่ชัดเจนนักถึงท่าทีล่าสุดของผู้นำเกาหลีเหนือ แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายอาทิ Joshua Pollack ผู้เชี่ยวชาญเกาหลีเหนือที่ Middlebury Institute of International Studies ในแคลิฟอร์เนียเผยว่า “นี่เป็นแถลงการณ์เชิงต่อต้านท้าทายอย่างชัดเจน”

 

 

“นายคิมกำลังบอกต่อชาวเกาหลีและชาวโลกว่าต่อจากนี้ เกาหลีเหนือจะเดินไปตามทางของตนเองและสร้างประเทศที่แข็งแกร่งด้วยตนเอง โดยไม่สนการคว่ำบาตรจากสหรัฐอีกต่อไป ภาพการขี่ม้าขาวของเขาเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลคิม”

โดยเฉพาะกับสหรัฐที่ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อเกาหลีเหนือ หลังจากที่การเจรจาระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และนายคิมจองอึน ที่กรุงฮานอยของเวียดนามจะไม่ประสบผลสำเร็จ รวมถึงแม้ว่าคณะผู้แทนของสหรัฐและเกาหลีเหนือจะเปิดการเจรจารอบใหม่ที่กรุงสต็อกโฮล์มของสวีเดน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ และจบลงด้วยการที่แต่ละฝ่ายเมินความสนใจซึ่งกัน

นาซาเผยโฉมชุดอวกาศแบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603670

  • วันที่ 16 ต.ค. 2562 เวลา 10:38 น.

นาซาเผยโฉมชุดอวกาศแบบใหม่

นาซาเปิดตัวชุดนักบินอวกาศดีไซน์ใหม่ สำหรับสานต่อภารกิจอพอลโล กลับไปเหยียบดวงจันทร์ใน 5 ปีข้างหน้า ภายใต้ชื่อโครงการอาร์ทิมิส

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐหรือ นาซา ได้ทำการเปิดตัวชุดนักบินอวกาศดีไซน์ใหม่ที่จะถูกใช้ในภารกิจส่งนักบินอวกาศกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2024 ภายใต้ชื่อว่าโครงการฮาร์ทิมิส (Artemis program)

สำหรับการเปิดตัวต้นแบบชุดอวกาศดีไซน์ใหม่นี้ประกอบด้วย 2 รูปแบบคือ ชุดสำหรับภารกิจเดินสำรวจผิวดวงจันทร์ที่นาซาเตรียมส่งมนุษย์กลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งภายใน 5 ปีข้างหน้า กับชุดสำรวจภารกิจสำรวจดาวอังคารในอนาคต

 

 

โครงการอาร์ทิมิสนับเป็นโครงการส่งมนุษย์ไปสำรวจดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษของนาซา สานต่อภารกิจอพอลโลกที่นาซาส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 1972 โดยภารกิจอพอลโลนั้นยังไม่เคยมีนักบินอวกาศหญิงรวมภารกิจเลยแม้แต่คนเดียว

ดังนั้นในโครงการอาร์นิมิสนี้จะถือเป็นครั้งแรกที่มีการส่งนักบินอวกาศหญิงร่วมในการเดินทางสู่ดวงจันทร์ด้วย ซึ่งชุดอวกาศรุ่นใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า xEMU นี้ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสรีระของนักบินอวกาศหญิง มีความคล่องตัวขึ้นกว่าชุดเดิมทั้งในการเดิน การก้มตัวเพื่อหยิบวัตถุบนพื้น และการนั่ง

 

 

Pablo de Leon ผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศจากมหาวิทยาลัยนอร์ทดาโกต้า กล่าวกับสำนักข่าวเอ็นบีซีว่า ในชุดอวกาศรุ่นก่อนนั้นจะใช้ซิปรูดปิด ซึ่งมักประสบปัญหาฝุ่นจากดวงจันทร์ติดอยู่ตามซอกซิปทำให้ใช้งานได้ยาก แต่ในชุดใหม่นี้จะเป็นการสวมชุดจากด้านหลังพร้อมระบบปิดผนึกชุดที่นักบินอวกาศสามารถสวมได้ด้วยตัวเองอย่างสะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากชุด xEMU จะถูกออกแบบให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นแล้ว ยังสามารถกันสภาพอากาศภายนอกได้ตั้งแต่ 121 องศาเซลเซียส จนถึง -156 องศาเซลเซียส

ไม่มีเกียรติยศให้เผด็จการ สเปนย้ายศพผู้นำทหารพ้นอนุสรณ์สถาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603647

  • วันที่ 15 ต.ค. 2562 เวลา 20:01 น.

ไม่มีเกียรติยศให้เผด็จการ สเปนย้ายศพผู้นำทหารพ้นอนุสรณ์สถาน

ฟรันซิสโก ฟรังโก เป็นเผด็จการทหารที่เคยปกครองสเปนด้วยกำปั้นเหล็กมานานถึง 36 ปี และเคยใช้กำลังปราบปรามฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรงในสงครามกลางเมือง หลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี 1975 ศพได้รับการฝังไว้ที่อนุสรณ์สถาน Valley of the Fallen นอกกรุงมาดริด ซึ่งเป็นสุสานของทหารผู้เสียสละเพื่อชาติ และมีสัญลักษณ์คือไม้กางเขนขนาดมหึมาสูง 150 เมตรที่ฟรังโกสั่งให้สร้างขึ้นมา

แต่เมื่อสเปนกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย และพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย (คือพรรคสายสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์) ได้รับเลือกเป็นรัฐบาลในปี 2018 จึงมีความพยายามที่จะย้ายศพของเผด็จการรายนี้ออกจากสุสานแห่งเกียรติยศไปฝังที่อื่น ท่ามกลางกระแสคัดค้านของผู้ที่ยังนิยมเผด็จการฟรังโก และในที่สุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน ศาลสูงสเปนก็มีคำสั่งให้ขุดศพของฟรังโก้จาก Valley of the Fallen ไปฝังในสุสานธรรมดาๆ ในที่สุด

ในวันที่ 11 ตุลาคม รัฐบาลพรรคสังคมนิยม (PSOE) ประกาศว่าจะมีการย้ายศพของฟรังโกออกไปในเร็ววันนี้ โดยระบุว่าจะดำเนินการก่อนวันที่ 25 ตุลาคม ซึ่งจะถือเป็นการทำลายสัญลักษณ์ของเผด็จการแห่งสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในยุโรปตะวันตก

สำหรับกระบวนการขนย้าย จะเริ่มด้วยการเปิดแผ่นหินอ่อนน้ำหนัก 1,500 กิโลกรัมที่ด้านบนของหลุมฝังศพ จากนั้นจะนำร่างของฟรังโกเดินทางไปโดยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดล้อมบนถนนของพวกหัวรุนแรงฝ่ายขวาที่ยังเชิดชูเผด็จการรายนี้

ในเวลานี้ Valley of the Fallen ถูกปิดให้บริการแก่ประชาชนตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม กลุ่มผู้สนับสนุนฟรังโกจำนวนหนึ่งพยายามที่จะบุกเข้าไป แต่ถูกตำรวจสกัดกั้น

ทั้งนี้ ฟรันซิสโก ฟรังโก เป็นจอมพลผู้นำกองทัพฝ่ายคณะรักชาติในสงครามกลางเมืองสเปน (พ.ศ. 2479-2482) และได้รับชัยชนะเหนือฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ ที่มีกลุ่มสังคมนิยม กลุ่มคอมมิวนิสต์เป็นแกนนำสำคัญ หลังจากนั้นปกครองสเปนในฐานะเผด็จการในช่วงปี พ.ศ. 2479-2518

ทศวรรษแรกของการปกครองของฟรังโก หลังจากสิ้นสุดสงครามกลางเมืองในปี 2482 ได้มีการปราบปรามอย่างต่อเนื่องและสังหารฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจำนวนหนึ่ง คาดว่าจำนวนคนที่ถูกฆ่าตายในช่วงเวลานี้น่าจะอยู่ระหว่าง 15,000 ถึง 50,000 คน

นาซาพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารตั้งแต่40ปีก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603629

  • วันที่ 15 ต.ค. 2562 เวลา 17:48 น.

นาซาพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารตั้งแต่40ปีก่อน

กิลเบิร์ต แอล. ลีวิน (Gilbert V. Levin) หนึ่งในทีมงานของปฏิบัติการสำรวจดาวอังคารของยานไวกิ้ง เมื่อปี 1976 เผยแพร่บทความในวารสาร Scientific American ในปฏิบัติการทดสอบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ที่มีชื่อว่า Labeled Release (LR) ได้พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนั้น หลังจากการปล่อยสารอาหารลงในดิน แล้วรอให้สิ่งมีชีวิตมีปฏิกิริยาต่อสารอาหาร ปรากฎว่ามีผลเป็นบวก

ลีวินเผยว่า ในวันที่ 30 กรกฎาคม 1976 LR ส่งผลลัพธ์เบื้องต้นจากดาวอังคาร และน่าประหลาดใจผลเป็นบวกเมื่อการทดลองดำเนินไป พบผลบวกทั้งหมด 4 ครั้ง และสัญญาณจากยานไวกิ้ง 2 ลำที่ลงจอดห่างกันราว 6,400 กิโลเมตร ส่งสัญญาณการตรวจจับการหายใจของจุลินทรีย์บนดาวอังคาร ข้อมูลที่ได้จากจากดาวอังคารมีความคล้ายคลึงกับที่ LR ทำการทดสอบกับดินบนโลกของเรา

ตอนนั้น ลีวินบอกว่า “ดูเหมือนว่าเราตอบคำถามสุดท้ายแล้ว” นั่นคือมนุษยชาติได้พบคำตอบว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกเหนือจากโลกของเราหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การทดลองยานไวกิ้งไม่พบวัตถุชีวภาพ นาซาจึงสรุปว่าไม่มีสิ่งมีชีวิต และระบุว่าสิ่งที่พบโดย LR เป็นเพียงสิ่งที่เลียนแบบสิ่งมีชีวิต จากนั้น 43 ปี ต่อมา ไม่มีปฏิบัติการใดของนาซาบนดาวอังคารที่จะสานต่อการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่อเนื่องจากปฏิบัติการของยานไวกิ้ง มีแต่การนำดินจากดาวอังคารกลับมาศึกษาที่โลกของเรา

จนกระทั่งในปี 2018 ยานคิวริออสิตี้ (Curiosity) พบวัตถุชีวภาพบนดาวอังคาร และในปี 2021 จะมีการส่งยานไปดาวอังคารอีกครั้ง พร้อมด้วย SHERLOC เพื่อช่วยค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนั้น

ข้อมูลจาก

I’m Convinced We Found Evidence of Life on Mars in the 1970shttps://blogs.scientificamerican.com/observations/im-convinced-we-found-evidence-of-life-on-mars-in-the-1970s/