คนสิงคโปร์วิจารณ์รัฐบาลพาประเทศไปเสี่ยงจนถูกรัสเซียหมายหัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677625

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 19:15 น.คนสิงคโปร์วิจารณ์รัฐบาลพาประเทศไปเสี่ยงจนถูกรัสเซียหมายหัว

ชาวสิงคโปร์เปิดประเด็นถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่คว่ำบาตรรัสเซียจนได้เรื่องถูกปูตินหมายหัวเป็นประเทศที่ไม่เป็นมิตร

จากกรณีที่รัสเซียเผยรายชื่อประเทศและดินแดนที่ไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย บริษัทสัญชาติรัสเซีย และพลเมืองรัสเซีย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างสิงคโปร์อยู่ด้วย มีชาวสิงคโปร์เข้าไปแสดงความคิดเห็นในเพจเฟซบุ๊คของสำนักข่าว The Strait Times ของรัสเซียกว่า 1,200 คอมเม้นต์ อาทิ

Calvin Cheng นักธุรกิจชาวสิงคโปร์และสมาชิกรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้งของสิงคโปร์เผยว่า “ตอนนี้ไม่มีใครต้องการรูเบิลแล้ว มันร่วงทุกวัน ปูตินคือตัวตลก”

Sari Riani Sarah บอกว่า “ปูตินทำให้เรานึกถึงว่าพวกนาซีปฏิบัติกับคนอื่นยังไง ถ้าปล่อยให้เขารุกรานประเทศเล็กๆ ไปเรื่อยๆ เขาก็จะรุกรานอยู่อย่างนั้น คนรัสเซียเท่านั้นที่จะโค่นเขาได้ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นประธานาธิบดีรัสไปไปตลอดกาลนะ”

Chen Poser อ้างคำพูดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ว่า “ชายชราประกาศสงคราม แต่กลับเป็นเยาวชนที่ต้องสู้และเสียชีวิต”

Augustine Appadurai บอกว่า “เราน่าจะทำอะไรเงียบๆ แทนที่จะตีฆ้องร้องป่าว พวกเราไม่ใช่มหาอำนาจ ประเทศใหญ่ๆ อื่นๆ ยังอยู่เงียบๆ เลย”

Serene Wong บอกว่า “น่าเศร้าที่ปูตินค่อยๆ บ่มเพาะความหวดกลัวให้กับทุกคนที่หวั่นเกรงผลกระทบที่จะตามมา…เวลาของเขาเหลือไม่มากแล้ว…แค่รอหน่อย”

Glenda Wang บอกว่า “ฉันต่อต้านสงคราม แต่หวังว่าสิงคโปร์จะคิดทบทวนถึงการกระทำต่อรัสเซียอีกครั้ง เราเข้าใจจริงๆ มั้ยว่าทำไมรัสเซียถึงเริ่มสงครามนี้? ทำไมเราต้องเข้าไปแทรกแซงและทำให้ตัวเองมีปัญหา? เราจำเป็นต้องเลือกข้างมั้ย? สหรัฐกับนาโตกำลังทะสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? ใครยั่วยุให้สงครามเปิดฉากขึ้น เป็นรัสเซียจริงๆ หรือ?”

Hanzo Oznah บอกว่า “นักการเมืองของเราไม่ฉลาดในการรับมือกับสถานการณ์การเมืองต่างประเทศ”

Cherlyn Leng บอกว่า “ว่าละว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อเราถูกเอ่ยถึงในทีวีต่างประเทศว่าเป็นประเทศเล็กๆ แต่ห้าวหาญเหมือนเสือ แล้วไงล่ะ มาแล้วไง ปูตินขี่หมีออกมา แล้วเสือเป็นตัวอะไรสำหรับเขาล่ะ”

Gioia Ng บอกว่า “ประณามคนทำผิด คนทำผิดควรถูกลงโทษ”

Brandie Deng บอกว่า “มันง่ายมากที่จะตกลงไปในกับดักของการคิดว่าการไม่ทำอะไรคือการกระทำที่ปลอดภัยที่สุด แต่มันไม่ใช่ การรุกรานของรัสเซียสั่งสะเทือนพลวัตรของโลก ถ้าเราทำอะไรไม่ชัดเจน การไม่ทำอะไรก็ไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัยที่สุดเช่นกัน”

C Shiyun Liu บอกว่า “เราเป็นประเทศเล็กๆ ที่ทำอะไรที่กล้าหาญเช่นนี้ การทำตัวเงียบๆ ในเวลาที่สำคัญเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป การเล่นใหญ่ไม่ได้หมายความว่าคุณกล้าหาญจริงๆ บางครั้งมันหมายถึงความโง่เขลาและความมั่นใจแบบผิดๆ การลงมือทำแบบผิดๆ ”

Dennis Cheng บอกว่า “ว้าว รัสเซียเป็นมิตรมากจนกระทั่งบุกยูเครนทั้งที่ไม่มีการยั่วยุและไร้เหตุผล (อีโมจิตบมือ) ต้องร่วมมือกับเขาเหรอถึงจะถูกมองว่าเป็นมิตร”

Lau Swee Kwong บอกว่า “สหรัฐและพันธมิตรคือผู้คุมกฎ ใครที่กล้าท้าทายกฎจะเป็นเป้าหมายต่อไปของการรุกรานหรือการปลดปล่อย ดังนั้นพวกนักภูมิรัฐศาสตร์ระดับปริญญาตรีทุกคนต้องรู้เรื่องนี้ไว้ด้วย”

Paul Tan คอมเม้นต์ในเชิงเสียดสีว่า “เราเป็นหนึ่งในเอเชียอีกครั้งจากการถูกรัสเซียหมายหัวว่า ‘กระทำการไม่เป็นมิตร’ เยี่ยมจริงๆ ช่างน่าภูมิใจ”

Shaoyang FengShui บอกว่า “บอกแล้วว่า เราประณามสงครามได้ เพื่อที่จุดยืนของเราจะได้ไม่ขัดกับความรู้สึกผิดชอบของเราและยูเอ็น ไม่ต้องทำมากกว่านี้”

Chia Louis บอกว่า “นักการเมืองของเราไม่ฉลาดจริงๆ แม้แต่สหรัฐยังกลับคำในการซื้อก๊าซและน้ำมัน (อีโมจิหัวเราะน้ำตาไหล)”

KS Gopal บอกว่า “เราเป็นประเทศเล็กๆ ควรวางตัวเป็นกลาง และป้องกันตัวเอง”

Glenn Fang มีท่าทีหนุนรัฐบาลสิงคโปร์โดยบอกว่า “เสียเพื่อนที่ค่าเงินกลายเป็นเศษกระดาษ ได้เพื่อน 141 คน คุ้มค่าแล้ว”

Steven Lim บอกว่า “นี่คือทักษะการรับมือวิกฤตโลกแบบ 3G/4G สักวันหนึ่งคนสิงคโปร์จะมีปัญหาเพราะการกระทำของคนที่เปิดเกมรุกฝั่งตัวเอง ปัญหา Covid-19 ในประเทศยังแก้ไม่ได้ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้คนสิงคโปร์ยังเสียชีวิตจากโรคประจำตัวอยู่เลย”

Samuel Tee บอกว่า “ผมหวังว่าพวกเราจะได้อะไรที่คุ้มค่ากับการตกลงเป็นศัตรูกับประเทศที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลอย่างรัสเซีย อะไรดีล่ะ? เครื่องบิน F-35 เพิ่มเหรอ ”

ส่วนอีกข่าวหนึ่งที่รัสเซียขู่ว่าจะตัดการส่งก๊าซธรรมชาติจากท่อส่งก๊าซนอร์ด สตรีม 1 ให้ยุโรป เพื่อตอบโต้ที่ชาติตะวันตกและยุโรป และชาติเอเชียบางประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออกมาตรการคว่ำบาตรหลังจากรัสเซียบุกยูเครน คอมเม้นต์ของชาวสิงคโปร์ออกมาหลากหลาย เช่น

Tan Kia Sin บอกว่า “ไม่ใช่การกระทำที่ฉลาด สหรัฐอาจเข้ามาเทกโอเวอร์ในฐานะซัพพลายเออร์” ซึ่ง Aidan Seow เข้ามาตอบกลับว่า “สหรัฐทำนายไว้แล้วเพราะมันเป็นประโยชน์กับพวกเขา”

Abwin Property บอกว่า “ตอนนี้หนาวมาก ไม่มีก๊าซให้ใช้ จะอยู่ยังไง”

Young Yun Fui บอกว่า “ทรัมป์เข้าใจ แต่ไบเดนไม่เข้าใจ…ทีนี้แหละ หายนะทั้งสหรัฐทั้งยุโรป”

Gerry Carroll คอมเม้นต์ว่า “ตัดก็ตัด ประเทศอื่นก็มี”

Arthur Teo คอมเม้นต์ว่า “ยุโรปทุบหัวตัวเองด้วยค้อนของตัวเอง รัสเซียคือผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุด ยุโรปนำเข้าข้าวสาลี แป้ง ข้าวโพด และอื่นๆ จากรัสเซีย”

Hasyim Jumadi บอกว่า “ตัดเลย แล้วให้สหรัฐจัดหาให้ พวกเขาอยากเป็นฮีโร่ก็ให้เป็นไปเลย”

Daniel Marcotte บอกว่า “มันคือแหล่งรายได้เดียวที่รัสเซียเหลืออยู่ ขุดขึ้นมาอีก ขุดขึ้นมาอีก”

Rizzy Rampz บอกว่า “เยี่ยมมาก ลดการส่งก๊าซ และด้วยความที่โลกมีกำลังการผลิตต่ำอยู่แล้ว มาดูกันว่ายุโรปจะอยู่ได้นานแค่ไหนท่ามกลางเงินเฟ้อสูงและปริมาณก๊าซมีน้อย จะนำเข้าจากสหรัฐก็เอาเลย แล้วมาดูกันว่ากระเป๋าใครจะฉีก”

Joel lee บอกว่า “ปูตินทำการบ้านมาแล้ว เขาไม่ได้โง่ เขารู้ว่าโลกจะคว่ำบาตร เขาได้เปรียบเรื่องก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน”

Jellisa Soon บอกว่า “ก็รู้ดีว่ารัสเซียอันตรายแต่พวกเขายังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซอย่างหนัก นั่นคือผลลัพธ์ของการพึ่งพาน้ำมันรัสเซีย ผู้นำโลกเสรีพวกนั้นช่างโง่นัก”

Jonathan Tang บอกว่า “ตัดเลย มันอาจเจ็บปวดแต่โลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่โดยไม่มีรัสเซีย”

Seah YM บอกว่า “รัสเซียจะเอาตัวรอดจากการคว่ำบาตรยาวนานของตะวันตกและยุโรปและปูตินจะอยู่ในอำนาจต่อไป แต่มันจะเป็นหายนะสำหรับยุโรปถ้าก๊าซและน้ำมันถูกตัดเนื่องจากความวุ่นวายทางสังคม และประชาชนจะผละงานหรือประท้วง และรัฐบาลจะถูกโหวตออก ยุโรปต้องจ่ายราคาทางการเมืองสูงกว่าเมื่อเทียบกับรัสเซีย”

Mark Seah บอกว่า “อียูและนาโตจะลงมือก็ต่อเมื่อมันกระทบกับพวกเขา กระเป๋าเงินของเขา ถ้าเป็นเรื่องอื่นมันก็จะมีแต่การคุย คุย และคุยที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ รัสเซียแค่ตัดก๊าซพวกเขาก็ตายแล้ว ไม่มีแม้ไฟฟ้าจะเปิดไฟสำหรับการคุย”

Sandra Parriott จากนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย บอกว่า “บางทีมันอาจจะถึงเวลาแบนให้คนรัสเซียเดินทางไปไหน ถึงเวลาให้คนที่ต้องการออกออกมา แล้วปูตินก็จะเหลือแต่คนสูงอายุที่ยังเชื่อทุกอย่างที่เขาพูดและยังโหยหาวันเวลาเก่าๆ ของสหภาพโซเวียต ถึงตอนนั้นก็ไม่คิดว่าปูตินจะแฮปปี้นะ”

Allen Sim บอกว่า “มันจะรุนแรงขึ้นอีก หากสหรัฐคว่ำบาตรก๊าซและน้ำมันรัสเซีย มันจะแตะนิวไฮ (140 เหรียญสหรัฐหรือมากกว่านั้น) นี่คือไพ่ตัวสำคัญของรัสเซียต่อตะวันตก ถ้าโอเปกไม่เพิ่มกำลังการผลิตก็จะยิ่งมีปัญหา โชคดีละกันนะ”

Tan Chuan Hock บอกว่า “รัสเซียเข้าสู่โหมดอยู่คนเดียวดีกว่า เป็นพี่น้องกับเกาหลีเหนือ”

Hasyim Jumadi บอกว่า “เอาเลย แล้วให้สหรัฐหาน้ำมันให้ นั่นคือสิ่งที่สหรัฐต้องการ ควบคุมเศรษฐกิจโลก ทำให้ดอลลาร์แข็ง ปล่อยให้พวกเขาทำ”

杨尊福 บอกว่า “รัสเซียอาจร่วมกับเวเนซุเอลาและประเทศอาหรับเพื่อลดการผลิตน้ำมัน และอาจจะจ้างนักรบเชเชนและตะวันออกกลาง ผู้นำที่ฉลาดๆ จะเป็นกลางและให้ความสำคัญกับการปกป้องประชาชนของตัวเองเป็นอันดับแรก”

Koey Yi Xiang บอกว่า “…สิงคโปร์ช่วยหยุดเลือกข้างได้มั้ย เราอยู่ในลิสต์ประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับรัสเซียแล้วนะ”

Alan Lin บอกว่า “ตาต่อตามีแต่จะทำให้โลกมืดมน”

Jasmine P’ng Siok Lee บอกว่า “มาตรการคว่ำบาตรทำงานทั้งสองฝั่ง ทุกประเทศที่ออกมาตรการจะได้รับผลกระทบด้วย เช่น ราคาพลังงานพุ่งขึ้น ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มและกระทบซัพพลายเชน แล้วยังจะราคาอาหารขึ้นอีก และอื่นๆ”

Phua Ch บอกว่า “ความขัดแย้งไม่มีผู้ชนะผู้แพ้ ระหว่างนั้นโลกจะเป็นแผลลึก”

Davis Lemar บอกว่า “พวกมหาอำนาจตะวันตกควรหยุดโลภและหิวอำนาจแล้วเคารพประเทศอื่นบ้าง”

Sayeem Chowdhury บอกว่า “รัสเซียควรตัดก๊าซและน้ำมันสัก 2-3 สัปดาห์แล้วคอยดูเยอรมนีและพวกที่เหลือเต้นเหมือนหางจิ้งจกที่หลุดออกมา ฮ่าฮ่า ตะวันตกไม่เคยคิดก่อนออกมาตรการลงโทษหรอก”

REUTERS/Evelyn Hockstein/Pool/File Photo

ชาวตะวันตกเริ่มไม่เห็นด้วย ธุรกิจร่วมคว่ำบาตรรัสเซียสุดโต่งเกินไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677620

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 18:00 น.ชาวตะวันตกเริ่มไม่เห็นด้วย ธุรกิจร่วมคว่ำบาตรรัสเซียสุดโต่งเกินไป

ความเห็นอีกด้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการระงับการให้บริการในรัสเซียของบรรดาบริษัทต่างชาติ

ขณะที่บริษัทต่างชาติแห่ถอนตัวออกจากรัสเซียเป็นการแสดงจุดยืนตอบโต้ที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารรุกรานยูเครน แต่ก็ยังมีบางแบรนด์ที่ยังคงเดินหน้าทำธุรกิจในรัสเซียต่อไป อย่างเช่น Uniqlo ซึ่งให้เหตุผลว่า “เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และชาวรัสเซียมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตเหมือนกับคนอื่นๆ”

รวมถึง McDonalds, Pepsi และ Coca-Cola ที่ยังคงไม่เคลื่อนไหว และถูกกดดันจากบรรดาผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในหลายประเทศทั่วโลก จนแฮชแท็ก #BoycottMcDonalds, #BoycottPepsi และ #BoycottCocaCola ติดเทรนด์บนทวิตเตอร์ตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยชาวเน็ตจำนวนมากประกาศว่าจะไม่อุดหนุนสินค้าตราบใดที่บริษัทเหล่านี้ยังคงดำเนินธุรกิจในรัสเซีย

Can you stop drinking Coca Cola please. They are refusing to withdraw from Russia. Let’s show them some people power.— Deborah Meaden (@DeborahMeaden) March 4, 2022

ขณะที่ The Independent ยืนยันว่าเครือซูเปอร์มาร์เก็ตในยูเครน 2 แห่งจะไม่จะวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Coca-Cola อีกต่อไป เนื่องจากบริษัทยังคงทำธุรกิจในรัสเซีย

ด้านโฆษกของบริษัท Coca-Cola Hellenic ผู้บรรจุขวดของ Coca-Cola ที่ควบคุมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปยังรัสเซียและประเทศอื่น ๆ กล่าวกับ TASS สำนักข่าวรัสเซียว่าการผลิตและโลจิสติกส์ของบริษัทในรัสเซียจะยังคงดำเนินงานตามปกติ บริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานในรัสเซีย ขณะที่บริษัท Coca-Cola เองกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะบริจาคเงิน 1 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนสภากาชาดยูเครน โรมาเนีย ฮังการี สโลวาเกีย และโปแลนด์

สำหรับ McDonalds และ Pepsi ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อะไร แต่บริษัททำรายได้ในรัสเซียคิดเป็น 9% และ 7% ของรายได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับการที่บรรดาบริษัทต่างชาติระงับการให้บริการในรัสเซีย อย่างการระงับของ Netflix ส่งผลกระทบผู้ใช้งานร่วม 1 ล้านคน ขณะที่ยังมีอีกหลายบริษัท อาทิ Microsoft, Apple, Spotify, Volkswagen, Dell, Ikea, H&M, Nike, Adidas, Disney และ Warner Bros. ที่ประกาศระงับดำเนินการในรัสเซีย

แม้ว่าจะมีผู้เห็นด้วยจำนวนมาก แต่อีกส่วนหนึ่งมองว่าวิธีนี้กระทบต่อพนักงานชาวรัสเซียซึ่งไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยและหวังว่าบริษัทจะชดเชยให้แก่พนักงานเหล่านั้น คนที่ถูกลงโทษจะกลายเป็นชาวรัสเซียไม่ใช่รัฐบาล

If you are going to be collateral damage, it’s better to be the non-blown up kind.I feel for them too, but it’s just necessary.— Billy Hill (@Billy___Hill) March 3, 2022

ชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยรู้สึกแย่แทนชาวรัสเซีย แต่ก็มองว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนี้

I feel sorry for ordinary Russians who don’t want any part of this war but inherit this suffering. However, they aren’t being blown out of their home by missiles like the Ukrainian people. All suffering because of one dictator.— Susan Davis (@SusanDa54582747) March 3, 2022

“ฉันรู้สึกเสียใจกับชาวรัสเซียที่ไม่สนับสนุนสงครามแต่ต้องได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้ถูกขีปนาวุธถล่มจนต้องทิ้งบ้านทิ้งเมืองเหมือนชาวยูเครน ความทุกข์ทั้งหมดนี้เกิดจากเผด็จการเพียงคนเดียว”

ขณะที่ ZUBY แร็ปเปอร์ชาวอังกฤษกล่าวว่า “Apple และ Nike ระงับการขายผลิตภัณฑ์ในรัสเซีย เป็นการกระทำที่ไร้ความหมายและเสแสร้ง”

โดยมีชาวเน็ตตั้งคำถามต่อว่า “วิธีนี้จะกดดันปูตินและรัฐบาลรัสเซียได้อย่างไร “หยุดทำสงครามซะ มิเช่นนั้นทุกคนจะต้องเดินเท้าเปล่า” แบบนี้หรอ”…“วันหนึ่งวัฒนธรรมแคนเซิล (การแบนใครออกจากสังคม) จะกลายเป็นการแคนเซิลตัวเอง”

One day cancel culture will cancel itself.— John N. Muthama (@jnmuthama) March 4, 2022

Photo by REUTERS/Marton Monus

Uniqlo เดินหน้าธุรกิจในรัสเซียต่อไป ชี้เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677557

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 11:07 น.Uniqlo เดินหน้าธุรกิจในรัสเซียต่อไป ชี้เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็น

แม้หลายบริษัทตบเท้าออกจากรัสเซีย แต่ซีอีโอ Uniqlo ประกาศเปิดร้านค้าต่อไป ชี้ชาวรัสเซียมีสิทธิใช้ชีวิตเหมือนกับทุกคน

Bloomberg รายงานว่าบริษัท Fast Retailing ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในเอเชียและบริษัทแม่ของ Uniqlo ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าทำธุรกิจในรัสเซียต่อไป แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากนานาชาติให้คว่ำบาตรรัสเซีย ขณะที่บรรดาธุรกิจจากชาติตะวันตกทยอยถอนตัวออกจากรัสเซีย เป็นการตอบโต้ที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ทาดาชิ ยานาอิ (Tadashi Yanai) CEO ของ Fast Retailing และผู้ก่อตั้ง Uniqlo ให้เหตุผลว่า “เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ชาวรัสเซียก็มีสิทธิที่จะใช้ชีวิตแบบเดียวกับพวกเรา”

แม้ว่ายานาอิจะแสดงจุดยืนต่อต้านสงครามมาโดยตลอด และเรียกร้องให้ทุกประเทศคัดค้านการรุกรานยูเครนของรัสเซีย แต่ร้านค้าของ Uniqlo ทั้ง 50 แห่งจะยังคงเปิดดำเนินการในรัสเซียต่อไป

คำพูดของยานาอิสวนทางกับการเคลื่อนไหวของแบรนด์ระดับโลกหลายรายที่ประกาศถอนตัวหรือระงับการดำเนินการในรัสเซียไปแล้ว นับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการลงทุนในรัสเซียจากชาติตะวันตกและประเทศอื่นๆ หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991

อย่างไรก็ตาม ยานาอิถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมองทางการเมืองของเขา โดยในเดือนเม.ย. ปีที่แล้วเขาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดหาฝ้ายจากเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีน ก่อนที่สหรัฐจะระงับการจัดส่งเสื้อผ้าจาก Uniqlo เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน

Photo by REUTERS/Issei Kato/File Photo

‘มาตรา 5’ สิ่งที่จะปกป้อง NATO หากรัสเซียไม่หยุดแค่ยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677505

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 09:00 น.'มาตรา 5' สิ่งที่จะปกป้อง NATO หากรัสเซียไม่หยุดแค่ยูเครน

ด้วยหลักการนี้ การโจมตีประเทศสมาชิกประเทศเดียวเท่ากับโจมตี NATO ทั้งกลุ่ม และหมายถึงการทำสงครามกับหลายประเทศพร้อมกัน

• ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนยืดเยื้อมากว่าสิบวันแล้ว ขณะที่บรรดาประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกำลังกลัวว่าสถานการณ์จะยิ่งรุนแรงขึ้น นำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้าง รวมถึง ประธานาธิบดีกิตานัส นาวเซดา ของลิทัวเนีย ซึ่งกล่าวกับ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียจะไม่หยุดอยู่แค่ยูเครน พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติให้ความช่วยเหลือยูเครน ก่อนที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับโลก หรือสงครามโลกครั้งที่ 3

• ขณะที่บลิงเคนเน้นย้ำถึง มาตรา 5 ภายใต้สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือของ NATO อีกครั้ง โดยกล่าวกับผู้นำลิทัวเนียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิก NATO ว่า “สหรัฐมีความมุ่งมั่นในการรับประกันมาตรา 5 ของ NATO ซึ่งว่าด้วยการป้องกันร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก” โดยหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเยือนลิทัวเนียแล้วบลิงเคนยังมีกำหนดการเยือนลัตเวียและเอสโตเนีย สมาชิก NATO ที่อยู่ใกล้เคียงด้วย

• นับตั้งแต่ที่รัสเซียประกาศเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ประเทศสมาชิก NATO ได้พูดถึงมาตรา 5 หลายครั้ง เนื่องจากเพื่อนบ้านรอบๆ ยูเครนหลายประเทศเป็นสมาชิก NATO รวมถึงบลิงเคนเองก็ได้กล่าวเมื่อเดือนก.พ. หลังรัสเซียรุกรานยูเครนว่า “มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะไม่หยุดอยู่แค่ยูเครน แต่มีบางสิ่งที่ทรงพลังมากที่ขวางทางสิ่งนั้น และมันคือสิ่งเราเรียกว่ามาตรา 5”

• บลิงเคนกล่าวต่อว่า “หมายความว่า การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิก NATO คือการโจมตีทุกประเทศที่เป็นสมาชิก NATO ประธานาธิบดี (โจ ไบเดน) มีความชัดเจนมากว่าเราจะปกป้องทุกตารางนิ้วของดินแดน NATO”

• มาตรา 5 เป็นหัวใจสำคัญของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือคือการป้องกันโดยรวม หมายถึง การโจมตีประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งคือการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งหมด กล่าวคือประเทศสมาชิกให้คำมั่นที่จะปกป้องดินแดนของกันและกัน โดยมีกองกำลังประจำการอยู่ในประเทศต่างๆ เพื่อสนับสนุนความพยายามในการป้องกันโดยรวมของประเทศสมาชิก

Photo by nato.int

• นี่คือสาเหตุที่ยูเครนต้องการเข้าร่วม NATO เพราะหากโดนรุกรานจากรัสเซีย ประเทศสมาชิกทั้ง 30 ประเทศ ได้แก่ แอลเบเนีย, เบลเยียม, บัลแกเรีย, แคนาดา, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มอนเตเนโกร, เนเธอร์แลนด์, มาซิโดเนียเหนือ, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, ตุรกี, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ก็จะสามารถเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่

• มาตรา 5 บัญญัติว่าหากประเทศสมาชิก NATO ตกเป็นเหยื่อการโจมตีด้วยอาวุธจะถือว่าการโจมตีนั้นเป็นการโจมตีต่อสมาชิกทุกประเทศ และจะดำเนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ถูกโจมตี รวมทั้งการใช้กองกำลังติดอาวุธเพื่อฟื้นฟูและรักษาความมั่นคงของในแอตแลนติกเหนือ

• ในปี 1949 จุดมุ่งหมายหลักของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือคือการสร้างข้อตกลงช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อตอบโต้ความเสี่ยงที่สหภาพโซเวียตจะพยายามขยายการควบคุมยุโรปตะวันออกไปยังส่วนอื่นๆ ของทวีป โดยหนึ่งในสนธิสัญญาคือมาตรา 5 ซึ่งถูกพูดถึงบ่อยในตอนนี้

• ในวันที่ 12 ก.ย. 2011 ภายหลังเหตุก่อการร้าย 9/11 ในสหรัฐ NATO เรียกมาตรา 5 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ให้ประเทศสมาชิกยืนเคียงข้างสหรัฐเพื่อตอบโต้การโจมตี หลังจากนั้นมีการใช้มาตรการป้องกันร่วมหลายครั้ง รวมถึงการตอบสนองต่อสถานการณ์ในซีเรียด้วย

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

รัสเซียประกาศรายชื่อประเทศและดินแดนที่ ‘ไม่เป็นมิตร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677527

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 22:07 น.รัสเซียประกาศรายชื่อประเทศและดินแดนที่ 'ไม่เป็นมิตร'

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียเปิดเผยรายชื่อของประเทศเหล่านี้ โดยระบุว่ารัฐบาลรัสเซียได้เผยรายชื่อ “ประเทศและดินแดนที่กล่าวถึงในรายการ ได้ทำการกำหนดหรือเข้าร่วมการคว่ำบาตรต่อรัสเซียหลังจากการเริ่มปฏิบัติการทางทหารพิเศษของกองทัพรัสเซียในยูเครน”

รายชื่อประเทศไม่เป็นมิตร (TASS ใช้คำว่า unfriendly countries and territories ส่วนสำนักข่าวต่างประเทศอื่นๆ ใช้คำว่า hostile states/counties ซึ่งมีนัยบ่งถึงความเป็นคู่กรณีหรือศัตรู) มีดังนี้ 

  1. สหรัฐอเมริกา
  2. แคนาดา
  3. รัฐในสหภาพยุโรป
  4. สหราชอาณาจักร (รวมถึงเจอร์ซีย์ แองกวิลลา หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ยิบรอลตาร์)
  5. ยูเครน
  6. มอนเตเนโกร
  7. สวิตเซอร์แลนด์
  8. แอลเบเนีย
  9. อันดอร์รา
  10. ไอซ์แลนด์
  11. ลิกเตนสไตน์
  12. โมนาโก
  13. นอร์เวย์
  14. ซานมารีโน
  15. มาซิโดเนียเหนือ
  16. ญี่ปุ่น
  17. เกาหลีใต้
  18. ออสเตรเลีย
  19. ไมโครนีเซีย
  20. นิวซีแลนด์
  21. สิงคโปร์
  22. ไต้หวัน (ถือว่าเป็นดินแดนของจีน แต่ปกครองโดยรัฐบาลของตนเองมาตั้งแต่ปี 2492)

Sputnik/Alexei Druzhinin/Kremlin via REUTERS

ถึงเวลาประเทศเล็ก ‘ประกาศเอกราช’ จากระเบียบโลกตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677506

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 21:16 น.ถึงเวลาประเทศเล็ก 'ประกาศเอกราช' จากระเบียบโลกตะวันตก

บทความทัศนะ – การคว่ำบาตรรัสเซียแบบไม่ยั้งมืออาจทำลายรัสเซีย (ได้ระดับหนึ่ง) แต่มันจะทำลายโลกตะวันตกลงไปด้วย หรืออย่างน้อยมันจะสั่นคลอนระเบียบโลกที่ชี้นำโดย “พวกฝรั่ง”

หลายปีก่อน ตอนที่รัสเซียกับจีนร่วมกันผลักดัน “ระบบชำระเงินหยวน-รูเบิล” และปูตินประกาศลดการพึ่งพอเงินดอลลาร์ มีหลายคนวาดหวังไว้ว่ามันจะนำไปสู่จุดจบของเงินดอลลาร์ในฐานะมหาอำนาจสกุลเงินของโลก

แต่ “ระบบชำระเงินหยวน-รูเบิล” ไม่ได้มีเป้าหมายนั้นและการลดการพึ่งดอลลาร์ก็ไม่ได้หวังไปไกลกว่าการลดแรงกระแทกหากจีนหรือรัสเซียถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวช่วยหากรัสเซียกับจีนถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมเศรษฐกิจโลกเท่านั้น โดยเฉพาะรัสเซียมีโอกาสสูงที่จะเจอแบบนั้นหลังการการรุกรานยูเครนครั้งแรก

เราจะเห็นว่าเมื่อโลกตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซีย สกุลเงินดอลลาร์เป็นที่ต้องการอย่างหนักในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยสูง ขณะที่หุ้นตก น้ำมันแพง เงินเฟ้อพุ่ง ดอลลาร์แข็งก็ปั๋งตามเกมส์ เป็นเงินสกุลเดียว (ในหมู่ประเทศคู่กรณี) แล้วกระมังที่แกร่งและแข็งไม่หยุดในช่วงสงครามยูเครน

ความต้องเงินดอลลาร์ก็มีสูงในรัสเซียด้วยเหตุผลด้วยกัน มันสะท้อนให้เห็นว่า “ทฤษฎีรัสเซีย-จีนสมคบกันโค่นดอลลาร์” ไม่เป็นความจริง เพราะ “มันเป็นไปไม่ได้” อย่างน้อยก็ในชั่วชีวิตของเรา

ดอลลาร์มีสถานะดั่งทอง แม้มันจะถูกเฟดปั๊มออกมาได้ไม่มีที่สุดก็ตาม แต่เพราะความน่าเชื่อถือของมันมีสูงมาก ทำให้โค่นแทบไม่ได้ เพราะรากฐานทั้งหมดทั้งมวลของโลกการเงินนั้นขึ้นอยู่กับ “ความเชื่อถือและความเชื่อมั่น”

เป้าหมายของ “ระบบชำระเงินหยวน-รูเบิล” จึงเป็นแค่ฟูกช่วยรองรับรัสเซียในกรณีที่ “ถูกปิดล้อมทางการเงิน” เหมือนในเวลานี้ ซึ่งรัสเซียและจีนมองเกมออกมาหลายปีแล้ว ทั้งสองประเทศจีนจึงเตรียมการหาทางออกเอาไว้ เผื่อถูกตัดขาดจากระบบชำระเงินโลก

ซึ่งมันเป็นแบบบนั้นจริงๆ ในตอนนี้!

ดังที่ปรากฏในบทความของ Global Times (สื่อทางการจีน) Sputnik (สื่อในอาณัติทางการรัสเซีย) เมื่อปี 2018 ว่า “นี่เป็นการเคลื่อนไหวที่จำเป็นอย่างยิ่งเพราะมีความเสี่ยงในการพึ่งพาเงินดอลลาร์เพียงอย่างเดียว ด้วยอำนาจของเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ อาจสร้างความเสียหายให้กับประเทศใดๆ ที่ตนต้องการได้ทุกเมื่อ แม้แต่บริษัทในสหรัฐฯ ก็ทำได้” (คำกล่าวของเฉินเฟิ่งอิง นักวิจัยจากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัยของจีน)

เป็นคำพูดที่แม่นเหมือนตาเห็น แต่เอาเข้าจริงหากใครอยู่ในสถานะเดียวกับรัสเซียหรือจีนย่อมคาดเดาได้อยู่แล้ว เพราะในเวลาต่อมาจีนถูกสหรัฐทำสงครามการค้า และต่อมาตามด้วยการคว่ำบาตรต่อรัสเซียที่หนักที่สุดเท่าที่โลกเคยพบพานกันมา

รัสเซียกับจีนย่อมสะเทือน แต่ไม่ตื่นตกใจ ที่ไม่ตกใจเพราะเตรียมใจไว้แล้ว และยังเตรียมตัวเอาไว้นานหลายปีด้วย

แต่ที่ตื่นตระหนกคือประเทศเล็กประเทศน้อย

ประเทศเล็กๆ (หมายถึงประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจยุโรป อเมริกา รัสเซีย และจีน) จับตามองการรุมสรัมรัสเซียด้วยความหวั่นใจ

ประเทศพวกนี้ไม่ได้สนับสนุนรัสเซียหรือเป็นปากเป็นเสียงให้ยูเครน คือประเทศที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับความขัดแย้ง แต่เมื่อเห็นว่าแม้แต่รัสเซียก็ยังถูกคว่ำบาตรแบบไม่มีที่ยืน ต่างกันหันมารำพึงกับตัวเองว่า “ถ้าเป็นเราโดนแบบนั้นบ้างจะเป็นอย่างไร?”

เสียงรำพึงนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ชาวเน็ต เห็นได้ตามช่องคอมเมนต์ในข่าวยูเครน-รัสเซีย บางความเห็นมีบางคน (ที่เชื่อว่าเป็นอเมริกัน) มาท้วงว่า “หากประเทศของพวกคุณไม่ได้ไปรุกรานประเทศอื่นก็ไม่เห็นต้องกังวลอะไร”

แต่ชาวเน็ตประเทศเล็กๆ ตอบว่า แม้จะไม่มีแสนยานุภาพไปย่ำยีใคร แต่หาก “คิดต่าง” จากชาติตะวันตกแล้ว ก็คงไม่แคล้วถูกคว่ำบาตรเหมือนกัน

ตัวอย่างเช่นอินเดียที่ถูกสหรัฐขู่คว่ำบาตรฐานไม่ประณามการรุกราน และปากีสถานถูกทูตชาติตะวันตกกดดันให้ประณามรัสเซีย

ปกติสองชาตินี้ไม่ถูกกัน แต่มาเจอสถานการณ์แบบเดียวกัน ทำให้ง่ายที่จะเกิดความเห็นอกเห็นใจกัน เช่นเดียวกับอินเดียและจีน ที่ตอนนี้เกิดความรู้สึกเข้าอกเข้าใจกัน ทั้งๆที่เพิ่งจะรบกันเมื่อปีกลาย

ประเทศเหล่านี้เกิดความรู้สึกว่าหากยังไม่สามัคคีกันก็จะถูกพวกชาติใหญ่หาเรื่องบูลลี่เป็นแน่แท้ และหากยังพึ่งพาระบบการเงินและเศรษฐกิจของโลกตะวันตกมาเกินไป หากทำอะไรไม่ถูกใจพวกนั้น “พวกฝรั่ง” ก็จะกระทบให้จมดินเหมือนรัสเซียตอนนี้

รัสเซียนั้นเตรียมการมาหลายปี ยังสะเทือนเศรษฐกิจหนักกระทั้งเงินรูเบิลดิ่งเหว แล้วประเทศน้อยๆ จะไปเหลืออะไร?

ไม่ต้องอะไรมาก เอาแค่สหรัฐกับยุโรปดึงดันที่จะคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันโลกสูงเอาๆ อยู่แล้ว ย่อมแสดงว่าพวกนี้ไม่ได้สนอกสนใจใครเลยนอกจากเป้าหมายของตัวเอง

ความกังวลเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งให้พวกประเทศเล็กประเทศน้อยต้องหารือกันเพื่อเลี่ยงหรือลดการพึ่งพาดอลลาร์หรือระบบการเงินตะวันตก เพื่อรักษาอธิปไตยของตนเองจากการคุกคาของมหาอำนาจ

แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่การเลิกใช้ดอลลาร์ แต่เป็นการหาทางเอาตัวรอดด้วยระบบอื่นนอกเหนือจากระบบที่กำหนดโดยโลกตะวันตก

ระบบทางเลือกเหล่านี้มีอยู่แล้ว เพียงแต่ใช้ในวงจำกัด เช่นระบบที่พัฒนาโดยรัสเซียและจีน ระบบเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อแทนที่ระบบที่อิงกับดอลลาร์ เพราะมันเป็นไปไม่ได้

แต่มันจะช่วยทำให้ท่อน้ำเลี้ยงเศรษฐกิจการเงินประคองตัวไปได้ หากพวกชาติตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรแบบไร้ปราณี

เป็นทางหนีทีไล่นั่นเอง

บางคนอาจจะถามเหมือนอเมริกันบางคนว่า ถ้าไม่ได้กร่างแบบรัสเซียจะต้องไปกลัวอะไร?

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รัสเซียกร่างหรือไม่กร่าง แต่อยู่ที่ชาติตะวันตกอาจจะไปกร่างใส่ประเทศที่ทำไม่สบอารมณ์ตัวเองต่างหาก

ตอนนี้เหมือนโลกของเรากลับไปสู่ “สงครามเย็นครั้งใหม่” ไปครึ่งค่อนตัวแล้ว หลังจากนี้กดดันให้ให้เลือกข้างอาจจะหนักขึ้นแบบเดียวกับ “สงครามเย็นครั้ง” ก่อน

แต่ในช่วงสงครามเย็น จีนเสนอแนวทางที่ 3 หรือ “ทฤษฎีสามโลก” นอกจากโลกตะวันตก (หรือโลกเสรี) โลกหลังม่านเหล็ก (เครืออำนาจสหภาพโซเวียต) ยังมีทางเลือกที่ 3 หรือ “โลกที่ 3” คือกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

สงครามเย็นครั้งนั้น โลกที่ 3 หมายถึงประเทศเป็นกลางที่มีเศรษฐกิจต่ำกว่าระดับพัฒนา แต่ตอนนี้หลายประเทศมีเศรษฐกิจที่เติบโตพอสมควรแล้ว แต่ระดับการพึ่งพา “โลกที่ 1” ค่อนข้างสูงอันเป็นผลมาจาก “โลกาภิวัฒน์”

แต่การทำสงครามการค้ากับจีนและการคว่ำบาตรับรัสเซียแบบไม่ยั้งมือ เช่น การถอนจากระบบ SWIFT การถอนตัวของบริการบัตรเครดิต การโจมตีค่าเงินรูเบิล การตัดสินใจถอนตัวของบริษัทตะวันตกจากรัสซีย (หรือสั่งให้ถอนตัว?) ฯลฯ ทำให้ระบบโลกาภิวัฒน์เริ่มสั่นคลอน

พูดตรงๆ ก็คือโลกาภิวัฒน์กำลังจะจบสิ้นลงแล้ว เพราะชาติตะวันตกต้องการทำลายจีนกับรัสเซียจนไม่สนหลักการที่ตัวเองสร้างขึ้นมา พร้อมที่ระงับการใช้งาน “โลกาภิวัฒน์” ตราบเท่าที่จำเป็น

เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับจีนและรัสเซีย “โลกที่ 3” จึงควรหาทางลดจากการพึ่งพาระบบของตะวันตก จะไปใช้ระบบจีน หรือทำความตกลงสร้างระบบสว็อปทวิภาคีแบบจีน-รัสเซียก็สามารถทำได้ทั้งนั้น

เพราะหากไม่กันทางเลือกไว้ แม้แต่ระบบที่ดูเหมือนจะปลอดภัยจากการเมืองอย่าง DeFi (การเงินไม่รวมศูนย์/คริปโต) เองก็อาจจะเป็นอาวุธทางการเมืองได้ เพราะหลังการคว่ำบาตรรัสเซีย บริการการเงิน DeFi ในอิหร่านและเวเนซุเอลาเข้าถึงแหล่งทุนดิจิทัลของตนไม่ได้เพราะถูกหางเลขไปด้วย

อย่าง OpenSea ตลาด NFTs ที่ใหญ่ที่สุดในโลกปิดการเข้าถึงจากอิหร่าน ทำให้นักลงทุนถูกลอยแพจากสินทรัพย์ดิจิทัลของตน OpenSea บอกแค่ว่า “OpenSea บล็อกผู้ใช้และดินแดนในรายการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ”

นั่นหมายความว่ามือของรัฐบาลตะวันตกเอื้อมไปถึงอาณาจักร DeFi แล้ว โดยไม่ต้องรอให้ผ่านกฎหมายควบคุมหรือออกเงินดิจิทัลของธนาคารกลางมายันแต่อย่างใด

เราจะเห็นว่าเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ (หรือ 7 วันก่อนการรุกรานยูเครน) กระทรวงการคลังรัสเซียเสนอให้รัฐบาลออกกฎหมายรับรองคริปโต แต่ธนาคารกลางรัสเซียคัดค้าน ซึ่งแบงก์ชาติรัสเซียมีท่าทีแบบนี้มานานแล้ว

นักวิเคราะห์ในตลาดคริปโตมองว่า กระทรวงการคลังรัสเซียเสนอเรื่องนี้อาจเพื่อหาทางใช้คริปโตเป็นตัวเลี่ยงการคว่ำบาตร และชี้ว่าข้อเสนอนี้เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่ารัสเซียจะบุกยูเครน

หากกูรูในตลาดคริปโตมองแบบนี้ ผู้เขียนอยากจะเสริมว่าการที่ธนาคารกลางรัสเซียต้านการใช้คริปโตอาจเพราะรู้เช่นเห็นชาติว่ามันไม่ได้ปลอดจากการแทรกแซงขนาดนั้น ตรงกันข้ามคริปโต/DeFi เป็นเครื่องมือสนองการคว่ำบาตรที่ดีด้วยซ้ำ เพราะสามารถสาวถึงหลักฐานธุรกรรมได้ง่ายกว่าการเงินแบบเดิม แถมยังถูกรัฐบาลบางแห่งใช้กฎหมายสั่งบล็อกการเข้าถึงได้ด้วย

ดังจะเห็นจาก OpenSea ที่แช่แข็งสินทรัพย์ดิจิทัลของอิหร่านในพลัน โดยไม่ให้ผู้ที่มี IP จากอิหร่านเข้าถึง

การคว่ำบาตรรัสเซียคราวนี้แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจทางการเงินของชาติตะวันตกที่หนักหน่วงเหมือน “ระเบิดนิวเคลียร์ทางการเงิน” จริงๆ

จากกรณีนี้เราจะเห็นว่ากติกาโลกที่ชาติตะวันตกสร้างขึ้น ครอบงำโลกเอาไว้ขนาดไหน และเกิดคำถามว่าประเทศที่เรียกตัวเองว่ามีเอกราชและอธิปไตยนั้น มีเอกราชสักแค่ไหนยามอยู่ต่อหน้ามหาอำนาจโลกตะวันตก

ดังนั้น ความกังวลเรื่องระบบโลกเดิมจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และข้อเสนอระบบทางเลือกเป็นเรื่องจำเป็น

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ เพราะด้วยกำลังของประเทศเล็กๆ ย่อมทำไม่ได้แม้จะประเทศเป็นส่วนใหญ่ของโลกก็ตาม

แต่เพื่อรักษาอธิปไตยของตนไม่ให้ถูกตะวันตกหรือแม้แต่จีนกับรัสเซียคุกคาม

ป.ล. มันเป็นไปไม่ได้ที่จะโค่นระบบที่ผูกกับดอลลาร์ แต่เพราะระบบมันอิงกับความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นส่วนหนึ่งถูกบั่นทอนไปเพราะระบบดอลลาร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเรื่องนี้แม้จะทราบกันดีมานานแล้ว แต่ภาพหายนะที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตากับรัสเซียทำให้หลายคนยิ่งปักใจเชื่อว่าระบบ/ระเบียบแบบเดิมมัน “ไม่แฟร์” และไม่ปลอดภัย

ยิ่งดุลอำนาจโลกกำลังพังทลาย โลกาภิวัฒน์ถูกทำลายย่อยยับ โลกที่สหรัฐหวังจะเป็นมหาอำนาจเดี่ยวๆ มันเป็นไปไม่ได้แล้ว

ประเทศไทยเจ็บปวดมาแล้วกับการผูกตัวเองไว้กับระบบเดียว บางทีกรณีนี้จะน่าจะช่วยย้ำกับเราได้ว่าควรจะมีทางหนีทีไล่เอาไว้ ถ้าระดับผู้บริหารประเทศไม่กล้าทำเพราะกลัว “เสียดุลอำนาจ” กับประเทศใหญ่่ ประชาชนตัวเล็กๆ ก็ควรมองหาทางออกให้ตัวเองเอาไว้บ้าง 

โดย กรกิจ ดิษฐาน

REUTERS/Henry Nicholls/Pool

รัสเซียขู่ตะวันตกราคาน้ำมันอาจพุ่ง 300 ดอลลาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677590

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 14:46 น.รัสเซียขู่ตะวันตกราคาน้ำมันอาจพุ่ง 300 ดอลลาร์

รองนายกฯ รัสเซียแนะยุโรปสหรัฐฯ อย่าคว่ำบาตรนำเข้าน้ำมัน ชี้ยุโรปควรซื่อสัตย์กับผู้บริโภคเกี่ยวกับราคาที่สูงขึ้น และมอสโกเตือนอาจหยุดการจ่ายก๊าซผ่าน Nord Stream 1

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างคำพูดของรัฐมนตรีอาวุโสของรัสเซียที่เตือนว่า ประเทศตะวันตกอาจเผชิญกับราคาน้ำมันที่สูงกกว่า 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและอาจมีการปิดท่อส่งก๊าซหลักที่เชื่อมต่อรัสเซีย – เยอรมนี หากรัฐบาลยุโรปดำเนินการตัดอุปทานพลังงานจากรัสเซีย 

ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 เมื่อวันจันทร์ หลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน กล่าวว่าวอชิงตันและพันธมิตรยุโรปกำลังพิจารณาห้ามการนำเข้าน้ำมันของรัสเซีย

“เป็นที่แน่ชัดว่าการปฏิเสธน้ำมันของรัสเซียจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายสำหรับตลาดโลก” อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียกล่าวในแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ของรัฐ

“การเพิ่มขึ้นของราคาไม่อาจคาดการณ์ได้ มันจะเป็น 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแต่อาจจะไม่มากกว่านั้น”

โนวัคกล่าวว่ายุโรปจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีในการหาแหล่งมาแทนที่ปริมาณน้ำมันที่ได้รับจากรัสเซียและจะต้องจ่ายราคาที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“นักการเมืองยุโรปจำเป็นต้องเตือนพลเมืองและผู้บริโภคของตนอย่างตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น” โนวัคกล่าว

“ถ้าคุณต้องการปฏิเสธการจัดหาพลังงานจากรัสเซีย ก็เชิญเลย เราพร้อมแล้ว เรารู้ว่าเราจะเปลี่ยนเส้นทางการส่งจ่ายไปที่ใด”

โนวัคกล่าวว่ารัสเซียซึ่งจ่ายก๊าซ 40% ของยุโรปกำลังปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างเต็มที่ แต่มีสิทธิเต็มที่ในการตอบโต้สหภาพยุโรปหลังจากที่เยอรมนีระงับการรับรองท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 เมื่อเดือนที่แล้ว

“ในส่วนของ … การสั่งห้าม Nord Stream 2 เรามีสิทธิ์ทุกประการในการตัดสินใจที่ตรงกันและกำหนดให้มีการห้ามส่งก๊าซผ่านท่อส่งก๊าซ Nord Stream 1” Novak กล่าว

“จนถึงตอนนี้ เรายังไม่ได้ตัดสินใจเช่นนี้” เขากล่าว “แต่นักการเมืองยุโรปที่มีถ้อยแถลงและข้อกล่าวหาต่อรัสเซียผลักดันเราให้ทำเรื่องนั้น”

REUTERS/Maxim Shemetov/File Photo

จีนชี้อาเซียนไม่ใช่ ‘หมาก’ ในการชิงอำนาจการเมืองโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677600

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 15:29 น.จีนชี้อาเซียนไม่ใช่ 'หมาก' ในการชิงอำนาจการเมืองโลก

หวังอี้เผย จีนจะยังคงยกให้อาเซียนเป็นทิศทางทางการทูตที่สำคัญของจีน ยืนหยัดปกป้องโครงสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง

หวังอี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้พูดคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-อาเซียน ระหว่างงานแถลงข่าวประจำการ “ประชุมสองสภา” ได้แก่ การประชุมครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการแห่งชาติชุดที่ 13 ของสภาที่ปรึกษาทางการเมืองประชาชนจีน (CPPCC) และการประชุมครั้งที่ 5 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ชุดที่ 13

หวังกล่าวว่า เมื่อ 30 ปีก่อน จีนและอาเซียนได้ก่อตั้งความสัมพันธ์คู่เจรจา ก่อนจะพัฒนามาสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคระดับแนวหน้า และร่วมกันจัดตั้งความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านใน 30 ปีถัดมา  โดยตลอดระยะเวลาข้างต้น จีนและอาเซียนมีพร้อมทั้งจังหวะและโอกาส ข้อดีทางภูมิศาสตร์ และความสามัคคีของประชาชน จนเกิดเป็นความร่วมมือที่สมประโยชน์ระหว่างกัน และได้สร้างรูปแบบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีพลวัตและศักยภาพมากที่สุด

หวังชี้ว่าความสัมพันธ์จีน-อาเซียนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจีนยินดีทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียนในอนาคต โดยที่ยังยึดมั่นในความตั้งใจแรกที่จะรักษาเสถียรภาพและความสงบสุข ยึดมั่นในพันธกิจการพัฒนาร่วมกันและแนวทางการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีให้โลดแล่นอย่างรวดเร็วดังเช่นรถไฟจีน-ลาว และไม่หยุดผลักดันผลสำเร็จในการสร้างประชาคมจีน-อาเซียนที่มีอนาคตร่วมกัน

หวังกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายควรสนับสนุนงานป้องกันโรคระบาดระหว่างประเทศร่วมกัน กระชับความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิ การผลิตวัคซีนและการวิจัย-พัฒนายา เพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชนจากทั่วทุกภูมิภาค

ทั้งสองฝ่ายยังควรเป็นผู้นำในความร่วมมือระดับภูมิภาค ส่งเสริมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม เร่งการดำเนินงานเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 โดยเร็วที่สุด ขยายความร่วมมือในด้านใหม่ๆ เช่น เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนร่วมกันจัดตั้งช่องทางการค้าทางบก-ทะเลระหว่างประเทศแห่งใหม่

หวังระบุว่าทั้งสองฝ่ายควรเป็นผู้ปกป้องเสถียรภาพของเอเชียแปซิฟิก เพราะการเรียกร้องสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองล้วนเป็นความปรารถนาร่วมกันของนานาประเทศในภูมิภาค พร้อมกล่าวว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไม่ใช่ “กระดานหมากรุก” ในเกมของมหาอำนาจ ส่วนประเทศในอาเซียนก็มิใช่ “หมาก” ในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็น “ผู้เล่นหมากรุก” คนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

หวังกล่าวว่า จีนจะยังคงยกให้อาเซียนเป็นทิศทางทางการทูตที่สำคัญของจีน ยืนหยัดปกป้องโครงสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง รักษาสถานะเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค สนับสนุนวิธีการของอาเซียนในการไกล่เกลี่ยปัญหาที่สำคัญในภูมิภาค ควบคู่กับคัดค้านการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายหรือสร้างความเป็นปรปักษ์ในกลุ่มประเทศอาเซียน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

วิจัยใหม่พบติดโควิดทำให้สูญเสียเนื้อสมอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677585

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 13:53 น.วิจัยใหม่พบติดโควิดทำให้สูญเสียเนื้อสมอง

Covid-19 ทำให้สูญเสียเนื้อสมองและเนื้อเยื่อเสียหายมากกว่าที่เกิดในคนปกติ

The New York Times รายงานว่า การวิจัยขนาดใหญ่ชิ้นใหม่พบว่า Covid-19 อาจทำให้สูญเสียเนื้อสมองสีเทาและเนื้อเยื่อในสมองเสียหายมากกว่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อ

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ได้รับการสแกนสมองทั้งก่อนติดCovid-19 และในหลายเดือนต่อมา

การวิจัยซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้อายุ 51-81 ปีพบการหดตัวและเนื้อเยื่อถูกทำลายโดยส่วนใหญ่ในพื้นที่สมองที่เกี่ยวข้องกับการได้กลิ่น บางส่วนของพื้นที่สมองเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานอื่นของสมองอีกด้วย

การวิจัยทำในอาสาสมัคร 785 รายใน Biobank ซึ่งเป็นคลังเก็บข้อมูลทางการแพทย์และข้อมูลอื่นๆ จากผู้คนในอังกฤษเกือบครึ่งล้านคน โดยผู้เข้าร่วมแต่ละคนเข้ารับการสแกนสมอง 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันราว 3 ปี รวมทั้งการทดสอบความจำพื้นฐาน

ระหว่างการสแกน 2 ครั้งนั้น ผู้เข้าร่วม 401 คนติด Covid-19 โดยทั้งหมดติดเชื้อระหว่างเดือน มี.ค. 2020- เม.ย. 2021 ส่วนผู้เข้าร่วมอีก 384 คนอยู่ในกลุ่มควบคุม เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ติด Covid-19 และมีลักษณะเฉพาะคล้ายกับกลุ่มผู้เข้าร่วมที่ติดเชื้อ อาทิ อายุ เพศ ประวัติผู้ป่วย และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม

โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้นเราจะเสียเนื้อสมองสีเทาไปเล็กน้อยในแต่ละปี อาทิ ในพื้นที่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ การสูญเสียเนื้อสมองสีเทาโดยทั่วไปแต่ละปีอยู่ระหว่าง 0.2-0.3%

ทว่าผู้ป่วย Covid-19 ที่เข้าร่วมการวิจัย ซึ่งเข้ารับการสแกนสมองครั้งที่ 2 หลังจากติดเชื้อเฉลี่ย 4 เดือนครึ่ง สูญเสียเนื้อสมองสีเทามากกว่าผู้เข้าร่วมกลุ่มที่ไม่ติดเชื้อ คือสูญเสียเนื้อสมองสีเทาเพิ่มขึ้นอีก 0.2-2% ในพื้นที่สมองส่วนต่างๆ ในช่วง 3 ปีที่สแกนสมอง ทั้งยังสูญเสียปริมาตรสมองโดยรวมและพบความเสียหายของเนื้อเยื่อในบางพื้นที่มากขึ้น

ผลกระทบนี้โดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากการศึกษานี้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ซึ่งไม่ป่วยมากพอที่จะต้องรักษาในโรงพยาบาล เช่นเดียวกับผู้ป่วย Covid-19 ส่วนใหญ่ในประชากรทั่วไปที่ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากการติด Covid-19 ครั้งแรก

เกว็นนาเอล ดูโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและผู้วิจัยอาวุโสของงานวิจัยชิ้นนี้เผยว่า แม้ว่าตัวเลขของผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลในการวิจัย (15 คน) ยังน้อยเกินไปที่จะนำมาสู่ข้อสรุป แต่ผลการวิจัยบ่งชี้ว่าการฝ่อของสมองของพวกเขาแย่กว่าผู้ป่วย Covid-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง

การทดสอบความจำที่เกี่ยวข้องกับสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงานที่ซับซ้อนยังพบว่าผู้ป่วย Covid-19 ลดลงมากกว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อ

ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและดูโอเองเตือนว่า การทดสอบความทรงจำเป็นเพียงการทดสอบพื้นฐาน ดังนั้นการศึกษาจึงมีข้อจำกัดในการบ่งชี้ว่าการสูญเสียเนื้อสมองสีเทาและเนื้อเยื่อเสียหายที่ผู้ป่วย Covid-19 ประสบนั้นกระทบกับทักษะด้านการคิดหรือไม่

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานวิจัยชิ้นนี้เตือนว่า นัยของการเปลี่ยนแปลงยังไม่ชัดเจนและไม่จำเป็นต้องหมายความว่าอาจมีความเสียหายถาวร หรือการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความคิด ความจำ หรือหน้าที่อื่นๆ

REUTERS/Neil Hall TPX IMAGES OF THE DAY

จะเกิดอะไรขึ้นกับโลก หากตะวันตกคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677576

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 13:23 น.จะเกิดอะไรขึ้นกับโลก หากตะวันตกคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

จะเกิดอะไรขึ้นหากสหรัฐและชาติตะวันตกแบนน้ำมันจากรัสเซีย

ท่าทีของสหรัฐที่มีความตั้งใจจะแบนน้ำมันนำเข้าจากรัสเซียส่งผลให้น้ำมันดิบเบรนด์พุ่งขึ้นแตะระดับเกือบ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008

รัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซึ่งคิดเป็นประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) หรือ 7% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก เมื่อมีแนวโน้มว่าผู้ส่งออกรายใหญ่อาจถูกแบน ทำให้เกิดกระทบตามมาเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งเป็นประวัติการณ์ ความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ และปัญหาอื่นๆ ซึ่งรอยเตอร์สได้รวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญไว้ดังนี้

ราคาน้ำมันพุ่งเป็นประวัติการณ์

JP Morgan คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 185 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปี 2022 หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

โดยขณะนี้ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อนท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการน้ำมันลดลงจนดิ่งต่ำกว่า 0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่ช่วงหนึ่ง

โจวันนี สเตาโนโว นักวิเคราะห์จากบริษัทการเงิน UBS กล่าวว่า “สงครามที่ยืดเยื้อทำให้เกิดการหยุดชะงักเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจทำให้เบรนท์เคลื่อนไหวเหนือระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

ภาวะเงินเฟ้อ

ด้วยราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นปะวัติการณ์ คาดว่าต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจะผลักดันให้ทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกประสบกับเงินเฟ้อเหนือ 7% ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และอาจกระทบถึงกำลังซื้อของครัวเรือน

รายงานระบุว่าตามหลักการทั่วไปทุกๆ 10% ที่เพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในรูปสกุลเงินยูโร จะเพิ่มอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซน 0.1% ถึง 0.2% นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. น้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นประมาณ 80% ในรูปสกุลเงินยูโร ขณะที่ในสหรัฐอเมริการาคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.2%

นอกจากจะเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของน้ำมันและก๊าซแล้ว รัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกธัญพืชและปุ๋ยรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตแพลเลเดียม นิกเกิล ถ่านหิน และเหล็กกล้ารายใหญ่ที่สุด การตัดขาดรัสเซียออกจากการค้าโลกจะส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม และทำให้เกิดความกลัวต่อความมั่นคงด้านอาหารทั่วโลก

ชะลอการเติบโต

การแบนน้ำมันจากรัสเซียจะทำให้การฟื้นตัวจากโควิด-19 ของทั่วโลกช้าลง โดยการคำนวณเบื้องต้นโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ชี้ให้เห็นว่าสงครามสามารถลดการเติบโตในยูโรโซนได้ 0.3% ถึง 0.4% ในปีนี้ และอาจถึง 1% ในกรณีที่สถานการณ์ย่ำแย่

รายงานชี้ว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ามีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจจะซบเซา หรือมีการเติบโตไม่เท่าที่ควร ควบคู่ไปกับอัตราเงินเฟ้อที่สูง

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประมาณการว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะทำให้การเติบโตเศรษฐกิจของประเทศลดลง 0.1%

ส่วนในรัสเซีย JP Morgan ประมาณการว่าความเสียหายน่าจะมีขนาดใหญ่และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเศรษฐกิจของประเทศอาจหดตัวถึง 12.5% จากจุดสูงสุดสู่ระดับต่ำสุด

ธนาคารกลางเคลื่อนไหว

ภาวะเงินเฟ้อได้พิสูจน์แล้วว่ากระทบต่อธนาคารกลางสหรัฐอย่างมาก โดยเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดกล่าวว่าจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยใรเดือนนี้

สำหรับธนาคารกลางยุโรป (ECB) ความเร่งด่วนของการดำเนินการตามนโยบายนั้นรุนแรงน้อยกว่า เนื่องจากตลาดแรงงานยังคงมีกำลังการผลิตสำรองและมีอัตราเงินเฟ้อในครัวเรือนเพียงเล็กน้อย

คาร์สเตน เบอร์สกี นักเศรษฐศาสตร์ของ ING กล่าวว่าไม่สามารถคาดหวังอย่างจริงจังว่า ECB จะเริ่มปรับนโยบายการเงินให้เป็นปกติในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้

ผลกระทบระยะยาว

พลังงานหมุนเวียนอาจได้รับแรงหนุนในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากประเทศต่างๆ พยายามจะเลิกใช้พลังงานของรัสเซีย

ด้วยความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่ แต่อุปทานทั่วโลกยังตึงตัว ซูซานนาห์ สตรีเตอร์ นักวิเคราะห์การลงทุนและการตลาดอาวุโสของ Hargreaves Lansdown กล่าวว่าจะมีโครงการริเริ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะสั้น เพื่อพยายามทดแทนการจัดหาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่หดตัว

ศาสตราจารย์โวล์ฟกัง เคตเตอร์ จาก Rotterdam School of Management ในเนเธอร์แลนด์กล่าวว่าควรนำงบประมาณที่ใช้กับก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และปิโตรเลียม ไปใช้ในการผลิตพลังงานหมุนเวียน หรืออะไรก็ตามที่จะนำไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวโดยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

รายงานระบุว่าขณะที่มีการกระตุ้นการลงทุนในการผลิตน้ำมันจากหินดินดานของสหรัฐ แต่อุปทานอาจไม่เร็วพอที่จะสามารถแทนที่ผลผลิตจากรัสเซีย

คาโฮ หยู นักวิเคราะห์จาก Verisk Maplecroft ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงมองว่าทางตันระหว่างรัสเซียและตะวันตกสามารถกระตุ้นความสัมพันธ์ของรัสเซียและจีนได้ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระหว่างทั้งสองประเทศยังขาดแคลน แม้ว่า Pivot to the East ของรัสเซียจะเร่งความร่วมมือด้านก๊าซกับจีนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน แต่การพัฒนาทั้งหมดเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเทียบกับตลาดอิ่มตัวในยุโรป

Photo by REUTERS/Sergei Karpukhin/File Photo