คนแรกของโลกที่ได้รับ ‘ปลูกถ่ายหัวใจหมู’ เสียชีวิต 2 เดือนหลังผ่าตัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677778

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 12:10 น.คนแรกของโลกที่ได้รับ 'ปลูกถ่ายหัวใจหมู' เสียชีวิต 2 เดือนหลังผ่าตัด

ผู้ป่วยชาวอเมริกันที่ได้รับปลูกถ่ายหัวใจหมูเป็นคนแรกของโลก เสียชีวิต 2 เดือนหลังผ่าตัด

หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจหมูเมื่อวันที่ 7 ม.ค. ล่าสุดนายเดวิด เบนเนตต์ ชาวอเมริกันวัย 57 ปี ผู้ป่วยคนแรกของโลกที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจหมู เสียชีวิตแล้วในวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา ตามแถลงการณ์ของของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ แพทย์ไม่ได้ระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิต

เบนเนตต์ ผู้ป่วยโรคหัวใจระยะสุดท้ายและเป็นผู้ป่วยติดเตียงมาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เบนเนตต์อาการทรุดหนักและไม่เข้าเกณฑ์รับบริจาคหัวใจมนุษย์ แต่หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจเขามีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูง

เบนเนตต์ทราบดีถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจหมู โดยแพทย์ใช้หัวใจหมูที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อป้องกันการปฏิเสธอวัยวะของร่างกาย

ช่วงหลายสัปดาห์หลังได้รับการผ่าตัด เบนเนตต์ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ดูซูเปอร์โบวล์ และพูดว่าอยากกลับบ้านไปหาลัคกี้สุนัขของเขา แต่อาการของเขากลับทรุดลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิต

ดร.บาร์ทลีย์ กริฟฟิธ ศัลยแพทย์หัวใจชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติซึ่งเป็นผู้ทำการปลูกถ่ายหัวใจครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้กล่าวในแถลงการณ์ที่ออกโดยโรงพยาบาลว่า เบนเนตต์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้ป่วยที่กล้าหาญและสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย

เดวิด เบนเนตต์ จูเนียร์ ลูกชายของเบนเนตต์หวังว่าการปลูกถ่ายหัวใจของพ่อจะเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังในวงการแพทย์ไม่ใช่จุดจบ พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคนในความพยายามครั้งประวัติศาสตร์นี้

ดร.กริฟฟิธกล่าวก่อนหน้านี้ว่าการผ่าตัดจะทำให้โลกเข้าใกล้การแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะไปอีกก้าวหนึ่ง โดยปัจจุบันมีผู้เสียชีวิต 17 รายในสหรัฐอเมริการะหว่างรอการปลูกถ่าย ขณะที่มีผู้ป่วยรอรับบริจาคอวัยวะมากกว่า 100,000 ราย

WARNING: GRAPHIC CONTENT – David Bennett, the 57-year-old patient with terminal heart disease who made history as the first person to receive a genetically modified pig’s heart, passed away at the University of Maryland Medical Center, the hospital said https://t.co/batZSpolyV pic.twitter.com/wLUHi5nXmy— Reuters (@Reuters) March 10, 2022

เจมส์ แกลลาเกอร์ ผู้สื่อข่าวด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์ของ BBC วิเคราะห์ว่าการปลูกถ่ายหัวใจหมูครั้งแรกของโลก เป็นช่วงเวลาสำคัญในวงการแพทย์ โดยอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการใช้อวัยวะจากสัตว์ชนิดอื่นคือการปฏิเสธอวัยวะของร่างกาย เมื่อร่างกายเห็นเนื้อเยื่อแปลกปลอมจะเริ่มทำลายอวัยวะนั้น

อย่างไรก็ตาม แกลลาเกอร์ได้พูดคุยกับทีมศัลยแพทย์หนึ่งเดือนหลังการผ่าตัด พวกเขาบอกว่ายังไม่มีวี่แววของการปฏิเสธของร่างกาย และหัวใจที่ปลูกถ่ายก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่เตือนว่าร่างกายของเบนเนตต์ยังคงอ่อนแอ

ตอนนี้สาเหตุที่แน่ชัดของการเสียชีวิตของเบนเนตต์ยังคงไม่ชัดเจน แต่ผลของการตรวจสอบเหล่านี้จะบอกว่าเราเข้าใกล้อนาคตของการใช้อวัยวะหมูมาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะทั่วโลกมากแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม การใช้อวัยวะสัตว์มาปลูกถ่ายในร่างกายมนุษย์เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยในปี 1984 เด็กทารกคนหนึ่งได้รับการปลูกถ่ายหัวใจจากลิงบาบูนและเสียชีวิตในอีก 21 วันต่อมา และในเดือนต.ค. ปีที่แล้ว ศัลยแพทย์ในนิวยอร์กประกาศว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตหมูให้มนุษย์สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

Photo by University of Maryland School of Medicine (UMSOM)/Handout via REUTERS

จีนโทษ NATO เป็นตัวการทำรัสเซีย-ยูเครนมาถึง ‘จุดแตกหัก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677771

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 10:58 น.จีนโทษ NATO เป็นตัวการทำรัสเซีย-ยูเครนมาถึง 'จุดแตกหัก'

จีนชี้ NATO โดยเฉพาะสหรัฐเป็นตัวการผลักดันความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครนมาถึง “จุดแตกหัก”

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่าความเคลื่อนไหวของ NATO ที่นำโดยสหรัฐได้ผลักดันให้ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนมาถึง “จุดแตกหัก”

พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลจีนไม่เห็นด้วยกับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐและชาติตะวันตก หรือนโยบายใดๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของจีน และเรียกร้องให้สหรัฐให้ความสำคัญกับความกังวลของจีนอย่างจริงจัง และจัดการกับปัญหารัสเซีย-ยูเครน โดยหลีกเลี่ยงการบ่อนทำลายสิทธิหรือผลประโยชน์ของจีน

โดยก่อนหน้านี้จีน่า ไรมอนโด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐเตือนว่าบริษัทจีนที่ขัดขืนข้อจำกัดของสหรัฐ ต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยยังคงส่งสินค้าไปยังรัสเซีย อาจถูกตัดขาดการเข้าถึงอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของสหรัฐอเมริกา ที่บริษัทเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้ในการผลิตสินค้าของตน

ซึ่งการควบคุมการส่งออกของสหรัฐไม่ได้บังคับใช้กับบริษัทอเมริกันเท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกบริษัทในโลกที่ใช้ซอฟต์แวร์หรือเทคโนโลยีของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงบริษัทจีนหลายแห่ง

Photo by REUTERS/Carlos Garcia Rawlins/File Photo

คว่ำบาตรเขาเริ่มเข้าตัว รัสเซียกับตะวันตก ใครจะเจอนรกก่อนกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677739

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 21:19 น.คว่ำบาตรเขาเริ่มเข้าตัว รัสเซียกับตะวันตก ใครจะเจอนรกก่อนกัน

Russian Winter สมรภูมิวัดใจใครจะอึดกว่า รัสเซีย-ตะวันตกใครจะยอมยกธงขาวก่อนกันกับการวัดศักยภาพความทนจากผลสะเทือนของสงครามเศรษฐกิจ

ฤดูหนาวของรัสเซียนั้นโหดร้ายต่อผู้รุกราน เป็นเหมือนแม่ทัพที่ปราบศัตรูให้พ่ายแพ้รายแล้วรายเล่า จนเรียกว่าเป็น “นายพลเหมันต์” (General Winter) และคำว่า Russian Winter หมายถึงการยืนหยัดของรัสเซียต่อการรุกรานโดยอาศัยหน้าหนาวที่ยะเยือกอย่างอำมหิต

รายแรกคือจักรวรรดิสวีเดน เคยยกทัพบุกรัสเซียปี 1707 หมายจะตีมอสโก ยกทัพไป 35,000 แต่ดันเอาชีวิตทหารไปสังเวยหน้าหนาวของรัสเซียถึง 16,000 คน พอถอยทัพออกมาตั้งหลักที่ยูเครนด้วยความอ่อนล้า รัสเซียก็ไล่มาตีอีก 2 ปีถัดมาจนพ่ายยับ จักวรรดิสวีเดนที่ยิ่งใหญ่ก็ถึงกาลอวสานในศึกนั้น

รายที่สองคือนโปเลียนที่ยกทัพใหญ่มาจะตีมอสโกอีกรายในปี 1812 แต่ต้องชอกช้ำกลับไปอีก ทั้งเพราะบอบช้ำจากการรบของรัสเซียและถูกซ้ำเติมจากฤดูหนาวที่เหี้ยมเกรียม ศึกนั้นมีคนตายไปราว 1,000,000 คน และทำให้นโปเลียนสิ้นชื่อในฐานะ “ผู้ไม่เคยปราชัย”

รายที่สาม คือฮิตเลอร์กับขุนพลนาซีที่แม้จะเรียนรู้จากความล้มเหลวของศึกก่อนๆ จึงคิดโค่นรัสเซีย (สหภาพโซเวียต) ให้เรียบร้อยก่อนฤดูหนาว แต่ฟ้าดินไม่อาจเป็นดั่งใจมนุษย์ พวกนาซีประเมินพลาด การศึกลากยาวจน “นายพลเหมันต์” มาช่วยโซเวียตเอาไว้

พวกที่พ่ายให้กับฤดูหนาของรัสซียเหล่านี้มีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือ เมื่อแพ้แล้วกำลังจะถูกบั่นทอนลงไปมาก อย่างสวีเดนถึงกับสิ้นสถานะจักรวรรดิ นโปเลียนต้องสิ่นสุดชื่อเสียงผู้ไร้พ่ายและเสียจักรวรรดิในกาลต่อมา และนาซีก็ซวนเซจนถูกบี้ไล่หลังจากโซเวียตและขนาบด้วยสัมพันธมิตรจนพ่ายแพ้ในที่สุด

นี่คือฤทธิ์เดชของ “ฤดูหนาวรัสเซีย” เพียงแค่รัสเซียดึงศัตรูให้จมอยู่กับหน้าหนาวนานสักหน่อย อีกฝ่ายก็จะถูกตัดกำลังจนพ่ายไปเอง

แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าศัตรูนั้นดึงดันแค่ไหนและขึ้นอยู่กับแท็กติกการรบของรัสเซียด้วย เพราะชัยชนะและความพ่ายแพ้ในฤดูหนาวของรัสเซียนั้น ปัจจัยครึ่งหนึ่งมาจากการรบที่มีประสิทธิภาพของรัสเซีย บวกกับการใช้สภาพอากาศให้เป็นประโยชน์

สงครามยูเครนครั้งนี้ฤดูหนาวไม่ใช่อุปสรรค เพราะรบกันปลายฤดูหนาวและรบกันโดยยูเครนและรัสเซียที่คุ้นเคยกับความหนาวยะเยือกเป็นอย่างดี

แต่สมรภูมิ “สงครามฤดูหนาวรัสเซีย” คราวนี้ไม่ได้อยู่ที่การรบตามขนบ ไม่ใช่การขุดสนามเพลาะ หรือการใช้หน่วยรถเกราะ (ที่จะติดแหง็กในหน้าโคลนช่วงต้นและปลายฤดูหนาว ตามด้วยหิมะหนาหนาวเหน็บจนขยับไปไหนไม่ได้)

แต่เป็นการรบด้วยอาวุธทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซีย ยุโรป อเมริกัน และชาวโลกที่เหลือ โดยที่ยูเครนเป็นพียงตวประกอบในสงครามนี้ (หรือตัวยุด้วยซ้ำ)

อาวุธที่ใช้ในการรบของสงครามฤดูหนาวรัสเซียคือ “ก๊าซธรรมชาติ” และ “น้ำมัน” ของรัสเซียซึ่งตอนนี้ถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐไปเรียบร้อยแล้ว

รู้ๆ กันว่ายุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียสูงมาก และเป็นเหตุให้เกิดความลังเลใจกับบางชาติในยุโรปเมื่อบางประเทศต้องการให้คว่ำบาตรรัสเซียขึ้นมา กระแสข่าวนี้สะท้อนว่ายุโรปไม่เป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อพูดถึงเรื่องพลังงานของรัสเซีย

ดังนั้น พอคว่ำบาตรกันจริงๆ ยุโรปเลี่ยงที่จะคว่ำบาตรก๊าซของรัสซีย จนเป็นที่เย้ยหยันของชาวโลกว่าเป็นการคว่ำบาตรแบบ “กำมะลอ” และ “ขอไปที” เพราะหากคิดจะเอารัสเซียลงจริงๆ ต้องตัดเส้นเลืดใหญ่รัสเซียก็คือภาคพลังงาน

รัสเซียนั้นก็ดีแสนดี แม้ยุโรปจะคว่ำบาตรวันแล้ววันเล่าด้วยมาตรการยุบยิบหยุมหยิม แต่ก็ยังปล่อยก๊าซส่งให้ยุโรปตามเดิม โดยตัดเพียงไม่กี่เส้นทางเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นการตอบโต้พอหอมปากหอมคอ

ตะวันตกบางคนแก้เก้อว่าที่รัสเซียยังส่งก๊าซให้ยุโรปก็เพราะรัสเซียต้องการเงินอย่างมากในช่วงที่ถูกกีดกันทางเศรษฐกิจไปทุกๆ ด้าน

วิเคราะห์แบบนี้เหมือนจะอวยว่ายุโรปแกร่งจนเกินเหตุ เอาจริงๆ ยุโรปนั้นต้องการก๊าซรัสเซียมากจนทำเป็นอมพะนำต่างหาก หากไม่กลัวรัสเซียก็ควรจะปิดท่อก๊าซของตนไปเลย

รัสเซียนั้นไม่ขายก๊าซ/น้ำมันก็ยังอยู่ได้ แต่ยุโรปขาดพลังงานจากรัสเซียเหมือนขาดใจ

โดยเฉพาะฤดูหนาวของยุโรปนั้นขาด “ของ” จากรัสเซียไม่ได้ ชีวิตประชาชนจะยากลำบากในทันที เพราะอาจจะหนาวตายกันได้ ไหนเศราษฐกิจจะขับเคลื่อนไม่ได้อีก

เมื่อเปิดสงครามเศรษฐกิจกับรัสเซียเอาช่วงปลายฤดูหนาว ยุโรปบางคนอาจจะโล่งใจว่าดีที่มารบกันตอนนี้ หากรบกันหน้าหนาวได้เจออานุภาพของ “ฤดูหนาวรัสเซีย” ในแผ่นดินยุโรปแน่นอน และยุโรปจะต้องยอมยกธงขาวให้รัสเซียแน่ๆ

คิดแบบนี้คิดผิด หากจะรบกับรัสเซียด้วยวิธีคิดปลอบใจตัวเองแบบนี้รอเวลาแพ้ได้เลย

เพราะถึงจะไม่ได้ “รบ” ช่วงหน้าหนาว แต่ปริมาณก๊าซของโลกตอนนี้เริ่มติดขัดแล้ว ต่อให้ไม่ถึงฤดูหนาวยุโรปอาจจะพังพาบเอาง่ายๆ

ฤดูกาลก๊าซของยุโรปนั้นแบ่งเป็น “ฤดูหนาว” กินเวลาระหว่างตุลาคม – มีนาคม และ “ฤดูร้อน” จากเมษายน – กันยายน ช่วงฤดูหนาวความต้องการก๊าซสูงมาก และแต่ไรมาทำให้ยุโรปเลี่ยงจะหาเรื่องรัสซียในช่วงฤดูกาลแบบนี้

ส่วนฤดูร้อนความต้องการก๊าซต่ำ เพราะไม่ต้องใช่ฮีตเตอร์กันมากนัก ช่วงนี้เหมาะกับการหาเรื่องรัสเซีย แต่หาเรื่องแล้วต้องรีบเคลียร์ให้ได้ก่อนเข้าฤดูหนาวถัดไป

แต่ฤดูร้อนคราวนี้ไม่ธรรมดา เพราะการคว่ำบาตรแบบหว่านแหของโลกตะวันตก ทำให้การซื้อขายพลังงานของรัสเซียถูกแช่แข็งไปโดยปริยาย เพราะซื้อของรัสเซียก็ลำบาก ผ่านระบบ SWIFT ก็ไม่ได้ ซื้อไปก็ถูกพวกฝรั่งตะวันตกหมายหัวอีก

ดูเผินๆ เหมือนรัสเซียจะซวยแล้ว แต่ความซวยมาตกกับยุโรปเหมือนกัน

แต่เพราะการคว่ำบาตรแบบไม่ยั้งมือทำให้ปริมาณก๊าซ/น้ำมันน้อยลงมากในพลัน โอเปกยังลูบปากรอไม่ขอเพิ่มกำลังการผลิต เพราะรอโอกาสทองที่ราคาน้ำมันจะแพงแบบนี้มานับสิบปีแล้ว ส่วนอิหร่านที่ยุโรปหวังจะใช้การเลิกคว่ำบาตรมาเป็นตัวต่อรองเพื่อให้ปล่อยน้ำมันแทนที่รัสเซียก็ดันเตะถ่วงการเจรจาโครงการนิวเคลียร์เสียอีก

ยุโรปนั้นร้อนรนมากกับอิหร่าน แต่ก่อนนั้นเป็นฝ่ายเล่นตัวกับการเจรจาโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน แต่ช่วงต้นของสงครามยูเครน ยุโรปกับเร่งเร้าอิหร่านให้รีบคุยเพราะ “รอไม่ได้อีกแล้ว” รออะไรไม่ได้ก็รู้ๆ กันอยู่

ไพ่อิหร่านเหนือกว่ามาก ไม่ใช่แค่กับยุโรป แต่ยังแสดงอาการไม่พอใจรัสเซียด้วยที่เรียกร้องในเวทีเจรจามากเกินไป (คือเรียกร้องเงื่อนไขไม่ให้สหรัฐบีบรัสเซียจนค้าขายกับอิหร่านไม่ได้) เรียกว่าตอนนี้อิหร่านเนื้อหอมสุดๆ แต่จะให้เลือกข้าง อิหร่านย่อมเลือกรัสเซียมากว่าพวกตะวันตก

ตอนนี้ยุโรปกำลังคอตก จึงเงียบไปนานหลายวันกระทั่งมีรายงานว่ายุโรปนั้นเสียงแตกเรื่องคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียอีกครั้ง ข่าวนี้ท่าจะจริงทำให้เงินรูเบิลดีใจจนแข็งขึ้นมา 25% หรือแข็งขึ้นสูงสุดในหนึ่งวันนับตั้งแต่เดือนกันยายน 1998 จากที่เคยถูกถล่มจนแทบกลายเป็นเศษเงิน

ขณะที่ยุโรปกำลังเจอทางตันในสงครามฤดูหนาว สหรัฐยอมไปคุยกับสหายของรัสเซียอีกรายคือเวเนซุเอลา ผลการเจรจามีวี่แววดี เพราะรัฐบาลเวเนเซุเอลายอมปล่อยตัวประกันอเมริกัน และยอมเจรจากับฝ่ายค้านที่พวกอเมริกันหนุนหลัง แต่ยังไม่ยอมปล่อยน้ำมันออกมา และยังไม่ยอมประณามรัสเซียอย่างที่พวกอเมริกันเรียกร้อง

ทั้งยุโรปและสหรัฐต้องตรองดีๆ แล้วว่าจะเอาตัวรอดจากฤดูหนาวรัสเซียได้จะต้องช่วงชิงน้ำมันจากพันธมิตรรัสเซียมารองรับสถานการณ์โดยเร็วที่สุด ดังนั้นเงื่อนไขเจรจาจะต้องไม่แสดงความเย่อหยิ่งหรือคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า หาไม่แล้วพวกนี้จะไม่ยอมทำตาม

แต่ก็มีโอกาสที่แม้พวกนี้จะปล่อยน้ำมันออกมาอย่างที่ชาติตะวันตกต้องการก็จริง ก็อาจปล่อยออกมาพอประมาณ ในทางหนึ่งก็เพื่อพยุงราคาให้สูงต่อไป จะได้เก็บเกี่ยวกำไรได้

ดังนั้น พวกที่พึ่งพาพลังงานจากชาวบ้านเตรียมตัวเตรียมใจรับต้นทุนพลังงานที่แพงตาเหลือกกันได้เลย

ยุโรปอาจจะเจ็บหนักกระทั่งเกิดความแตกแยกในกลุ่มจนตัดสินใจกันคนละทิศละทางได้โดยต้องรอฤดูหนาว เอาแค่ตอนนี้ราคาพลังงานพุ่งทุบสถิติ ของแพงทุบสถิติ เศรษฐกิจอาจะพินาศทุบสถิติได้

บางประเทศอาจจะพูดเอาเท่ๆ ว่า “เพื่อปราบเผด็จการ ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับต้นทุนนี้” บางประเทศพยายามใช้โวหารปลุกเร้าบรรยากาศสงคราม เพื่อให้ประชาชนมีอารมณ์ร่วมกับตนหรือเห็นใจ “ทางเลือก” ของรัฐบาลยูเครนมากๆ จะได้ไม่บ่นเรื่องบาดแผลจากการคว่ำบาตรที่ตัวเองโดนด้วย

บางคนวิเคราะห์ไปตามเป้าหมายที่ตัวเองต้องการเช่น หัวหน้านโยบายสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปกล่าวว่ายุโรปลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียลงไปพอสมควรแล้ว และแผนดังกล่าวจะ “ลดการพึ่งพาก๊าซของรัสเซียลงอย่างมากในปีนี้ และภายในไม่กี่ปีจะทำให้เราเป็นอิสระจากการนำเข้าก๊าซของรัสเซีย” และบอกว่า “มันไม่ง่าย แต่มันเป็นไปได้”

เขากล่าวแบบนี้เพราะต้องการให้ยุโรปลดการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียสอดคล้องกับเป้าหมายของเขา เพียงแต่มันไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจตอนนี้ที่ในเฉพาะหน้าต้องแบกรับเงินเฟ้อสูงลิ่วและต้องเริ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตเร็วๆ หลังจากซบเซาเพราะการระบาดใหญ่

การบอกว่า “ไม่กี่ปี” และ “มันไม่ง่าย” เป็นสิ่งที่นักการเมืองไม่อยากได้ยิน เขาต้องการได้ยินว่ายุโรปจะทนไหวแค่ไหน หากไร้น้ำมันและก๊าซ ซึ่งเห็นแล้วว่าในระยะสั้นนั้นแทบไม่ไหว

ความคลุมเครือยังเห็นได้จากรายงานของ Reuters ว่าผู้นำสหภาพยุโรปอาจเห็นพ้องต้องกันในการประชุมสุดยอดสัปดาห์นี้เพื่อยุติการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซีย “โดยไม่มีกำหนดวันที่แน่นอน”

ดังนั้น มันจึงมีความแตกแยก (Divisions) ในยุโรป เพราะบางประเทศสมาชิกจึงไม่คิดแบบโลกสวยอย่างนั้น หากประเมินเห็นว่าต้นทุนทางการเมืองสูงเกินไป จนทำให้นักการเมืองที่ตัดสินใจ “กรำศึก” กับรัสเซียถูกประชาชนโค่นล้มผ่านหีบเลือกตั้ง

สัญญาณความรวนเรมีให้เห็นตั้งแต่ก่อนการคว่ำบาตรด้วยซ้ำ พอคว่ำแล้วยิ่งแตกชัด นานวันเข้าหรืออาจไม่นานเดือน ยุโรปอาจมียกธงขาวกันบ้าง

ยุโรปซื้อเวลาได้ถึงตุลาคมปีนี้ ในระหว่างนี้มีตัวเลือกไม่กี่ทางคือ 1. ให้ยูเครนยอมอ่อนข้อตามคำเรียกร้องของรัสเซีย (ซึ่งมีสัญญาณออกมาแล้ว) 2. สู้ต่อไปโดยอัดแคมเปญ “โฆษณาชวนเชื่อ” ให้ประชาชนอินกับการคว่ำบาตรและเห็นใจยูเครน เพื่ออดทนกับผลกระทบกันต่อไป

แล้วรัสเซียล่ะ? “สงครามฤดูหนาวรัสเซีย” นี้รัสเซียกำลังถูกปิดล้อมอยู่ ในสภาวะปิดล้อมนี้ชาติตะวันตกถอนการลงทุนและธุรกิจออกมา ปิดกั้นการเข้าถึงแหล่งเงิน บูลลี่คนรัสเซียภายนอก บีบคั้นคนรัสเซียภายใน รู้ทั้งๆ รู้ว่าปูตินทนได้ จึงอาจมีเจตนาเพื่อให้คนรัสเซียทนรัฐบาลตนเองไม่ไหวจนโค่นรัฐบาลตัวเอง

ผู้เขียนไม่รู้จักคนรัสเซีย ยิ่งตอนนี้โอกาสจะพูดคุยยิ่งยาก แต่จากการลองดูคลิปความเห็นคนรัสเซียที่ถ่ายทำโดยคนรัสเซีย พอจะเดาได้ว่าคนรัสเซียไม่กล้าโค่นปูตินล้านเปอร์เซนต์ แม้แต่ถามว่า “กล้าคุยเรื่องรัฐบาลไหม?” คนรัสเซียยังตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “เนียต” (ไม่)

ตอนที่ทำสงครามฤดูหนาวคราวที่ผ่านๆ มา ก็ไม่มีวี่แววของการที่คนรัสเซียจะโค่นรัฐบาลเลย ต่อให้ดำเนินยุทธศาสตร์พลาดแค่ไหน เอาคนไปทิ้งที่แนวหน้ามากเพียงใด ดังนั้นชาติตะวันตกไปคาดหวังตรงนี้ไม่ได้

ปูตินไม่ได้แยแสว่าคนภายนอกจะมองเขาอย่างไร ไม่สนว่าสื่อภายนอกจะปั่นข่าวแค่นั้น เพราะสิ่งที่เขาโฟกัสคือการทำให้คนในรัสเซียไม่หือกับเขา คนนอกนั้นย่อมมองเขาเป็นยักษ์มารอยู่แล้ว ป่วยการจะมาแก้ไขอะไร

ดังนั้นปูตินจึงสั่งให้เพิ่มเงินบำนาญขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเพิ่มเงินบำนาญนั้นเป็นนโยบายชิ้นโบแดงของปูตินมาแต่ไหนแต่ไร จากที่เคยต่ำมาก เขาเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตั้งแต่รับตำแหน่งมา แต่คนนอกมองว่านี่คือการซื้อใจประชาชน (หรือปิดปาก) อย่างหนึ่ง

ปูตินยังสั่งให้อำนาจประชาชนทั่วไปและธุรกิจ SMEs ในการขอให้ระงับการจ่ายหนี้ชั่วคราวได้ 

นี่คืออาวุธในการทำศึกยืดเยื้อและรับการปิดล้อมของชาติตะวันตก รอจนกว่าฤดูหนาวจะมาเยือน 

ขณะที่ประชาชนรัสเซียนอกจากจะไม่หืออือแล้ว (มีต้านสงครามกันบ้างแต่ในระดับที่ไม่กว้างขวางนัก) Council on Foreign Relations ในสหรัฐยังประเมินว่า “ชาวรัสเซียบางคนเชื่อว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้นำที่อยู่เบื้องหลังสงครามเท่านั้น แต่เป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจ โดยมุ่งที่ชาวรัสเซียทั้งหมด”

เมื่อคนรัสเซียคิดแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โลกตะวันตกจะไม่ได้ทำสงครามกับแค่ปูตินอีก แต่ทำกับคนรัสเซียทั้งประเทศ แต่ตะวันตกก็ยังเชื่อว่าพลังประชาชนรัสเซียจะคล้อยตามเกมส์พวกเขา และโค่นปูติน

ดูตัวอย่างการลุกฮือต่อต้านผลการเลือกตั้งในเบลารุสเถิด เกิดก่อนการรุกรานยูเครนไม่กี่เดือน ตอนนั้นตะวันตกคงคิดว่าจะลากผู้นำเบลารุสผู้สนิทสนมกับปูตินลงจากอำนาจได้ ไปๆ มาๆ รัสเซียเข้าไป “ช่วย” สถานการณ์ที่เกือบจะกลายเป็นการปฏิวัติก็ดับลงในพลัน ทำให้เบลารุสกลายเป็นฐานที่มั่นของการรุกรานยูเครนต่อไป

รวมถึงการลุกฮือในคาซักสถานไม่กี่เดือนก่อนสงครามยูเครนเช่นกัน วุ่นวายจนกลัวกันว่ารัฐบาลจะไม่รอด พอรัสเซียส่งกำลังไป “ช่วย” รักษาความสงบอีกรอบ ตอนนี้คาซักสถานเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมผู้นำยังโวยว่าความวุ่นวายนี้เป็นฝีมือปลุกปั่นของ “คนนอก”

“คนนอก” ที่ว่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ แล้วเป็นใคร ต้องลองขบคิดกันเอาเอง

ป.ล. – ขณะที่ตะวันตกกำลังปิดล้อมรัสเซียทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยูเครนก็กล่าวหาว่ารัสเซียใช้กลยุทธ์การรบแบบปิดล้อม (Siege Tactics) และกล่าวว่าเป็นแท็กติกการปิดล้อมแบบยุคกลาง (medieval siege tactics) ซึ่งไม่เหมือนกับการรบยุคใหม่ที่ไม่ค่อยเสียเวลาปิดล้อมโดยยอมเสียเวลานานๆ กันแล้ว แต่จะบุกเข้าไปเลย หรือระเบิดปูพรมด้วยซ้ำ

เราจะเห็นว่ารัสเซียปิดล้อมเคียฟเมืองหลวงและคาร์กิวเมืองใหญ่อันดับสองโดยไม่ยอมบุกเข้าไป ล้อมมันอย่างนั้นนานหลายวันแล้วทั้งๆ จะเข้าไปก็ได้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกบางคนเย้ยว่ารัสเซียไม่มีน้ำยาแล้ว

แต่พวกนั้นลืมดูไปว่ารัสเซียกินพื้นที่ไปเรื่อยๆ ที่ภาคใต้ จนกระทั่งเมืองออแดซาเริ่มกลัวว่าจะถูกปิดล้อมกันแล้ว เห็นได้ชัดว่ารัสเซียใช้วิธีปิดล้อมเมืองใหญ่แต่ไม่ยึด พร้อมกับปิดล้อมยูเครนทั้งประเทศด้วยการตัดทางออกทะเล ไม่ใช่การบุกม้วนเดียวจบอันเป็นแท็กติก “สมัยใหม่” ที่พวกตะวันตกนิยมใช้กัน

จับตาดูให้ดีเถิด “แท็กติกการปิดล้อมแบบยุคกลาง” นี่แหละที่รัสซียกำลังซ้อมมือกับยูเครน ยุโรปกำลังถูกดึงเข้าสู่แท็กติกนี้เช่นกันโดยปริยาย หากลากยาวถึงฤดูหนาวครั้งใหม่ การปิดล้อมของรัสเซียจะยิ่งสร้างความเจ็บปวดยิ่งขึ้น

แต่หากยุโรปผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้ แผนการลดการพึ่งพารัสเซียด้านพลังงานก็อาจเป็นความจริงได้ แต่ถ้าประเมินว่าทำไม่ได้และมีแรงต้านจากภายใน (แม้จะมีมติเห็นพ้องบนหน้ากระดาษก็ตาม) ยุโรปก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “ยอม” รัสเซียในระดับหนึ่ง

เว้นแต่จะมี “คนนอก” เข้ามาบีบคั้นให้สถานกรณ์ของยุโรปและยูเรเซียเป็นอื่นไป

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Sputnik/Mikhail Klimentyev/Kremlin via REUTERS

กว่าจะเป็นปูตินคนนี้ สายลับ KGB ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677729

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 19:16 น.กว่าจะเป็นปูตินคนนี้ สายลับ KGB ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

KGB ผ่านอะไรมาบ้างถึงได้ชื่อว่าเป็นหน่วยสุดโหดที่ถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้

หลายคนทราบแล้วว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเคยเป็นสายลับ KGB มาก่อน แต่รู้หรือไม่ว่าหน่วยสืบราชการลับ KGB ต้องผ่านอะไรมาบ้างถึงได้ชื่อว่าเป็นหน่วยสุดโหดที่ถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้

ก่อนที่จะพูดถึงภารกิจของ KGB ต้องบอกก่อนว่านี่คือความฝันของปูตินตั้งแต่เด็กๆ ที่อยากจะเข้าร่วมหน่วยสืบราชการลับแห่งนี้ จนในที่สุดเขาได้เข้าร่วมกับกองกำลังสายลับ KGB อย่างที่ฝัน เขาได้รับคัดเลือกจากโครงการใหม่ที่สร้างขึ้นโดยยูรี อันโดรปอฟ ประธาน KGB ซึ่งต้องการรับสมัครคนรุ่นใหม่และฝึกฝนพวกเขาตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ KGB 

โดยปูตินทำงานด้านข่าวกรองทั้งในและต่างประเทศ ด้วยความสามารถด้านภาษาเยอรมัน ทำให้เขาได้ทำภารกิจสำคัญอยู่หลายครั้ง รวมถึงการได้รับคัดเลือกส่งไปปฏิบัติการเป็นสายลับในเมือง เดรสเดน เยอรมนีตะวันออกด้วย เมื่ออายุได้ 33 ปี โดยภารกิจหลักคือปฏิบัติภารกิจด้านข่าวกรองจากประเทศฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะเยอรมนีตะวันตกซึ่งติดตั้งขีปนาวุธพุ่งเป้ามาที่สหภาพโซเวียต 

มีรายงานจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในเยอรมนีตะวันออกในช่วงเวลานั้นและจำได้ว่าเคยเห็นหน้าเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 5 ธันวาคม 1989 เมื่อมีการวางแผนการจลาจลที่ชตาซี ว่ากันว่าปูตินได้โน้มน้าวฝูงชนให้ปฏิเสธการจลาจลด้วยการหลอกล่อด้วยทักษะสายลับที่ยอดเยี่ยมของเขาที่ได้รับการฝึกฝนมาจาก KGB

ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับภารกิจที่ปูตินได้รับมอบหมายจาก KGB มากนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ที่เคยทำงานใน KGB มักไม่พูดถึงอดีตของพวกเขา เพราะพวกเขารู้ว่ามันจะทำให้ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย

ปูตินไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นผู้ช่วยผู้บังคับบัญชา KGB ประจำเดรสเดน ก่อนที่จะลาออกในปี 1991 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ปูตินเป็นสายลับ KGB นานถึง 16 ปี

KGB ต้องทำอะไรบ้าง?

คณะกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐ หรือ KGB (Komitet Gosudarstvennoy Bezopasnosti) เป็นหน่วยสืบราชการลับของสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1954-1991 ก่อนที่โซเวียตจะล่มสลายและกลายมาเป็น FSB (Federalnaya sluzhba bezopasnosti) แทน

หน่วยสืบราชการลับ KGB ทำหน้าที่เหมือนกับหน่วยข่าวกรองหรือสายลับอื่นๆ ของโลก คือ การดูแลด้านข่าวกรอง การป้องกันประเทศ แฝงตัวเข้าไปในหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อเก็บข้อมูลสำคัญ และจำกัดบุคคลที่เป็นภัยความมั่นคง พวกเขาถูกฝึกให้สอดแนม พรางตัว ต่อสู้ และลอบสังหาร

ในปี 2018 New York Post เผยว่า KGB ได้สร้าง “เมืองอเมริกัน” ในยูเครนเพื่อให้สายลับเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตอย่างลับๆ ในสหรัฐอเมริกา ฝึกหัดขับรถอเมริกันโดยใช้กฎจราจรของสหรัฐ และดูหนังอเมริกัน

พวกเขาต้องเรียนรู้หลายภาษา รวมถึงทักษะด้านข่าวกรอง ทักษะการสืบสวน ยิงปืน ศิลปะการต่อสู้ การต่อสู้ระยะประชิด เรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีและทริคต่างๆ เพื่อเอาชนะศัตรู รวมถึงการใช้อุปกรณ์เครื่องมืออย่างรองเท้าซ่อนกล้องเล็กๆ เนคไทที่มีเลนส์ และกระเป๋าที่มีไมโครโฟนซ่อนอยู่

รายงานระบุว่า KGB เป็นมากกว่าสายลับ เป็นเหมือนกับ CIA และ FBI รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และถือได้ว่าเป็นคู่อริโดยตรงกับหน่วยสืบราชการลับ CIA โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างจ้องล้วงข้อมูลของกันและกัน

ในปี 2019 มีการเปิดเผยเอกสารคู่มือการฝึกอบรม KGB ในช่วงปี 1970-1980 ซึ่งไม่เคยเปิดเผยมาก่อน เอกสารเหล่านั้นมาพร้อมกับชื่ออย่าง “ข้อมูลที่บิดเบือนในเอกสารข่าวกรอง” (1968), “การฝึกอบรมตัวแทนและอิทธิพลทางจิตวิทยาบางประการแก่ชาวต่างชาติ” (1985) และ “โอกาสในการใช้วิธีการทางจิตวิทยา” (1988)

เมื่อค้นเอกสารเหล่านั้นจะพบคำแนะนำวิธีการต่างๆ มากมาย อาทิ วิธีการสรรหาคนและควบคุมจิตใจบนดินแดนตะวันตกวิธีการขจัดแผนการบิดเบือนข้อมูลของศัตรู, วิธีการแทรกซึมการประชุมทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และ วิธีการจู่โจมผู้ต้องสงสัยที่ยั่วยุ

คู่มือเหล่านี้เป็นคู่มือเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ยังคงอยู่ในรัสเซียจนถึงทุกวันนี้ และวิธีการเหล่านี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิบัติของปูติน

ไมเคิล ไวส์ (Michael Weiss) นักข่าวและนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันกล่าวว่า KGB เชี่ยวชาญในการอ่านใจคน ทำความเข้าใจว่าจุดอ่อนของพวกเขาคืออะไร เรียนรู้วิธีการเข้าถึงพวกเขา และทำให้พวกเขายอมทำในสิ่งที่ไม่เต็มใจ

“สายลับ KGB คือการผสมผสานระหว่างนักบวช นักบำบัดโรค เพื่อนรัก และยังเป็นศัตรูตัวฉกาจอีกด้วย เขาเป็นคนที่พยายามจะให้คุณทำในสิ่งต่างๆ ที่จะทำลายตัวคุณเองในที่สุด”

สหภาพโซเวียตปฏิบัติการลอบสังหารบุคคลสำคัญหลายครั้งรวมถึง ยอซีป บรอซ ตีโต อดีตประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ที่พยายามหลายครั้งจนต้องถึงขึ้นเขียนจดหมายไปถึงโจเซฟ สตาลิน อดีตนายกรัฐมนตรีสหภาพโซเวียต ว่าให้เลิกส่งคนมาฆ่าตนเสียที ตอนนี้จับได้ 5 คนแล้ว คนหนึ่งมีระเบิด อีกคนมีปืนไรเฟิล “ถ้าคุณไม่หยุดส่งนักฆ่ามา ผมจะส่งไปมอสโกเหมือนกัน”

นอกจากนี้ยังมีจอร์จี มาร์คอฟ นักข่าว BBC ของบัลแกเรียซึ่งเสียชีวิต 3 วันหลังถูกแทงด้วยร่มบัลแกเรียเข้าที่ต้นขาบนถนนในลอนดอนในปี 1978 ก่อนจะเสียชีวิตเขาเล่าว่าชายคนหนึ่งพูดว่า “ขอโทษ” ด้วยสำเนียงต่างประเทศก่อนที่จะแทงเขาและขึ้นแท็กซี่หนีไป คดีนี้ถูกสงสัยว่าเป็นฝีมือสายลับ KGB อย่างไรก็ตามยังไม่มีใครถูกตั้งข้อหา

เลฟ รีเบท ผู้นำทางการเมืองยูเครนเสียชีวิตในปี 1957 ในตอนแรกดูเหมือนจะเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย แต่ความจริงถูกเปิดเผยในอีก 4 ปีให้หลังเมื่อนักฆ่า KGB ออกมายอมรับว่าเป็นฝีมือของเขาเอง

นอกเหนือจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ฉาวโฉ่ KGB ยังขึ้นชื่อในการสอดแนม และการสรรหาชาวต่างชาติมาทำงานให้ เช่น จอห์น แอนโทนี วอล์กเกอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานสอดแนมให้สหภาพโซเวียตระหว่างปี 1967-1985 และโรเบิร์ต ฮันเซน เจ้าหน้าที่ FBI ที่ทำงานให้โซเวียตร่วมสิบปี

หลังจากที่ออกจากหน่วยสืบราชการลับ KGB ปูตินชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีรัสเซียคนใหม่ ต่อจากบอริส เยลต์ซิน อดีตผู้นำที่วางมือไปในปี 2000

Photo by Michael Weiss

เปิด ‘แผนก 13’ ทีมลอบสังหารของสายลับรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677735

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 18:02 น.เปิด ‘แผนก 13’ ทีมลอบสังหารของสายลับรัสเซีย

สหภาพโซเวียตและรัสเซียเคยส่งทีมลอบสังหารจากแผนก 13 ไปปลิดชีพผู้นำประเทศและฝ่ายต่อต้านชาวยูเครนมาแล้วหลายคน และผู้นำยูเครนคนล่าสุดก็บอกว่าเขาเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของปูติน

เพียง 1 สัปดาห์หลังจากรัสเซียบุกยูเครนก็มีข่าวว่า ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ถูกลอบสังหารแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง โดย 2 ใน 3 ครั้งเป็นฝีมือกลุ่มว้ากเนอร์ (Wagner) ทหารรับจ้างชื่อดังของรัสเซีย แต่ยูเครนได้รับการแจ้งข่าวจากเจ้าหน้าที่ FSB ของรัสเซียก่อน ทีมลอบสังหารจึงลงมือไม่สำเร็จ

แหล่งข่าวเผยกับ Times of London ว่า มีสมาชิกกกลุ่มว้ากเนอร์แฝงตัวอยู่ในรุงเคียฟอย่างน้อย 400 ราย โดยมีรายชื่อของเจ้าหน้าที่คนสำคัญของยูเครนที่ตกเป้าหมาย 24 คนอยู่ในมือ ส่วนอีกครั้งหนึ่งเป็นฝีมือของ Kadyrovites ทีมสังหารจากสาธารณรัฐเชเชนที่ลงมือย่านชานกรุงเคียฟ

อันที่จริงรัสเซียมีหน่วยงานเฉพาะสำหรับลงมือสังหารเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามสหภาพโซเวียตที่รู้จักกันในชื่อ Thirteenth Department หรือแผนก 13 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของ วิกเตอร์ วลาดิมีรอฟ เจ้าหน้าที่สายลับ KGB ที่ปฏิบัติการในฟินแลนด์

เอกสารที่ได้รับการปลดออกจากการเป็นเอกสารลับของ CIA ระบุว่า Thirteenth Department มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงมอสโกราว 60 คน และยังดำเนินการหน่วยดาวเทียมหลายครั้งในเยอรมนีตะวันออก จีน และออสเตรีย

เป้าหมายของ Thirteenth Department คือ พลเมืองสหภาพโซเวียต ผู้อพยพชาวโซเวียต และชาวต่างชาติ โดยใช้อาวุธทุกรูปแบบ รวมทั้งการฉีดพ่นของเหลวให้เป็นละออง และการใช้ยาพิษอย่างสตริกนินเคลือบช็อกโกแลต (อ่านบทความเรื่อง “เปิด ‘Lab X’ โรงงานผลิตยาพิษของสายลับปูติน” ได้ที่นี่)

การลงมือสังหารคนดังหลายคนที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับ Thirteenth Department มีหลายเคส อาทิ การสังหารอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ของสหรัฐ

มีหลายทฤษฎีสมคบคิดที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารอดีตผู้นำสหรัฐเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 1963 รวมทั้งทฤษฎีที่ว่าสหภาพโซเวียตอยู่เบื้องหลัง

ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ อดีตนาวิกโยธินสหรัฐที่ถูกตั้งข้อหาลอบสังหารเคนเนดี มีความเกี่ยวข้องกับโซเวียต เขาหนีออกจากประเทศไปอยู่สหภาพโซเวียต แต่งงานกับภรรยาชาวโซเวียต แล้วกลับมาสหรัฐในปี 1961

เอกสารของ CIA ระบุว่า ออสวอลด์เดินทางไปสถานทูตโซเวียตในกรุงเม็กซิโกซิตีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 1963 และพูดคุยกับ วาเลรี โคสทิคอฟ ที่ถูกระบุว่าเป็นสมาชิกหน่วยลอบสังหารของ KGB โดยโคสทิคอฟเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่ทำหน้าที่เฟ้นหาสายข่าวและบริหารจัดการการทำงานของสายข่าวในปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจาก Thirteenth Department

ยอซิป บรอซ ตีโต (Josip Broz Tito)

อดีตผู้นำยูโกสลาเวียรายนี้เคยถูกโซเวียตลอบสังหารหลายครั้งแต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง ช่วงปลายทศวรรษ 1940 เขาตัดสินใจเขียนจดหมายไปยัง โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตว่า “หยุดส่งคนมาฆ่าผมเสียที เราจับพวกเขาได้ 5 คนแล้ว หนึ่งในนั้นมีระเบิดและอีกคนหนึ่งมีไรเฟิล 1 กระบอก…ถ้าคุณยังไม่หยุดส่งมือสังหารมา ผมจะส่งไปที่มอสโกสักคน และผมไม่จำเป็นต้องส่งคนอื่นตามไปอีก”

ข้อมูลบางแหล่งบอกว่า สตาลินเก็บจดหมายฉบับนี้ไว้ในลิ้นชักโต๊ะตลอดชีวิตของเขา แต่การลอบสังหารตีโตก็ยังดำเนินต่อไป รวมทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่มคือ 22 ครั้ง

จอร์จี โอโคโลวิช (Georgi Okolovich)

โอโคโลวิชเป็นแกนนำ People’s Labor League องค์กรเกี่ยวกับผู้อพยพในปี 1954 เขาตกเป็นเป้าสังหารของ MGB หน่วยงานข่าวกรองของสหภาพโซเวียต ทว่า นิโคไล โคคลอฟ ของ KGB ซึ่งจะต้องทำหน้าที่สั่งการการลอบสังหาร เปลี่ยนใจไปเตือนโอโคโลวิชที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ตของเยอรมนีและหลบอยู่ที่นั่น

โคคลอฟนำกล่องใส่บุหรี่ขนาดใหญ่ที่ทำจากหนังติดตัวไปด้วย 2 กล่อง ในนั้นบรรจุเข็มฉีดไซยาไนด์หลายเข็ม และปืนพกสั้นยาว 4 นิ้ว สูง 4 นิ้ว 1 กระบอก ปืนกระบอกนี้ยิงกระสุน 3 ชนิดคือ นัดแรกทำให้เป้าหมายขยับไม่ได้ นัดต่อมาเป็นกระสุนยาพิษสำหรับใช้ในระยะประชิด และกระสุนโลหะเป็นนัดปิดเกม โดยทั้งสามนัดยิงออกมาแบบไร้เสียง

เลฟ เรเบท (Lev Rebet) และสเตปัน บันเดรา (Stepan Bandera)

เรเบทเป็นหนึ่งในคณะรัฐบาลยูเครนและนักต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่อาศัยอยู่ในเมืองมิวนิกของเยอรมนี เขาเสียชีวิตในปี 1957 ส่วนบันเดรา ผู้อพยพและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทรุดหมดสติกลางถนนในเมืองมิวนิกเสียชีวิตเมื่อปี 1959 ทั้งคู่ถูกระบุอย่างเป็นทางการว่าเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย

ทว่า สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของทั้งคู่ได้รับการเปิดเผยในปี 1961 หลังจากการหลบหนีออกนอกประเทศของ บอห์ดาน สตาชินสกี (Bohdan Stashinsky) มือสังหารของ KGB ที่ลงมือปลิดชีพทั้งสองคน

เดือน พ.ย. 1961 สตาชินสกี ยอมมอบตัวกับตำรวจเยอรมนีตะวันตกและเปิดปากเล่าว่า ขณะลงมือเขาอายุ 19 ปีโดยถูกบังคับข่มขู่ให้เป็นนักฆ่าของ KBG แลกกับความปลอดภัยของครอบครัว เขาซุ่มอยู่ในออฟฟิศของเรเบทและปลิดชีพเป้าหมายด้วยการพ่นไซยาไนด์ซึ่งทำให้เสียชีวิตแทบจะทันทีหลังจากสูดดม และใช้สารพิษเดียวกันนี้พ่นใส่บันเดราเช่นกัน

สตาชินสกียังคายความลับเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการวิจัย 2 ห้องที่เกี่ยวข้องกับ Thirteenth Department เขาบอกว่า ห้องหนึ่งใช้เป็นที่ผลิตอาวุธพิเศษและระเบิด อีกห้องหนึ่งทำหน้าที่พัฒนายาพิษและยาต่างๆ สำหรับ “ภารกิจพิเศษ”

ภาพ: สเตปัน บันเดรา หนึ่งในเหยื่อลอบสังหาร/Wikimedia

‘หินสังหาร’ ญี่ปุ่นที่ผนึกวิญญาณปีศาจไว้นับพันปีแตกออกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677701

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 13:35 น.‘หินสังหาร’ ญี่ปุ่นที่ผนึกวิญญาณปีศาจไว้นับพันปีแตกออกแล้ว

จู่ๆ หินสังหารที่เชื่อกันว่ากักวิญญาณปีศาจไว้นับพันปีก็แตกออกจากกัน ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าจะเป็นลางบอกเหตุอะไรหรือไม่

หินสังหาร (killing stone) หรือหินเซ็ตโชเซกิ (Sessho-seki) ในเมืองนะสุ จังหวัดโทชิงิใกล้กับกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ที่เชื่อกันว่าเป็นหินที่ผนึกวิญญาณของจิ้งจอกเก้าหางไว้นับพันปี แตกออกเป็นสองส่วนแล้ว ทำให้ชาวญี่ปุ่นที่มีความเชื่อพากันหวั่นเกรงว่าจะเป็นลางไม่ดี

ตามตำนานเล่ากันว่าหินเซ็ตโชเซกิเป็นที่ผนึกวิญญาณของทามาโมโนะมาเอะ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางที่ปลอมตัวมาเป็นหญิงสาวสวยซึ่งแฝงตัวเข้ามาอยู่ในราชสำนักของญี่ปุ่นเพื่อสังหารจักรพรรดิโทบะที่ปกครองญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1107-1123 เมื่อถูกจับได้ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางจึงหนีมาที่เมืองนะสุที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำพุร้อนจากกัมมะถันและถูกฆ่าที่นั่น

หินลาวาก้อนนี้มีสารพิษออกมาทำให้สัตว์หรือผู้คนที่เฉียดเข้าไปใกล้เสียชีวิต ทำให้ได้ชื่อว่าหินสังหาร ภายหลัง เก็นโน ชินโช นักบวชในสมัยศตวรรษที่ 14 ได้ทำพิธีสยบวิญญาณแล้วแยกหินก้อนใหญ่นี้ออกเป็น 3 ก้อน โดย 2 ก้อนถูกขว้างไปบริเวณอื่น และอีก 1 ก้อนอยู่ที่ภูเขานะสุ

ตำนานที่ค่อนข้างน่ากลัวนี้ทำให้ชาวญี่ปุ่นพากันหวาดหวั่นว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น หลังจากนักท่องเที่ยวแชร์ภาพหินสังหารที่แตกออกจากกันในโลกออนไลน์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งโพสต์ภาพหินที่แตกพร้อมกับคอมเม้นต์ว่า “รู้สึกเหมือนเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นอ่ะ” ซึ่งมียอดไลค์เกือบ 170,000 ครั้ง และอีกหลายคอมเม้นต์ อาทิ “ที่กักขังจิ้งจอกแตกแล้ว นี่คือจุดท่องเที่ยวที่น่ากลัว”, “มีใครสังเกตมั้ยว่าด้านในของหินเป็นสีจิ้งจอก”, “จิ้งจอกเก้าหางที่น่ากลัวฟื้นคีนชีพแล้วใช่มั้ย”, “สำนักพระราชวังควรจัดพิธีล้างบาปด่วน” และ “รู้สึกเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุการณ์ใหญ่ๆ เลย”

ด้านสื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นรายงานว่า หินสังหารก้อนนี้เริ่มเกิดรอยร้าวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งอาจทำให้น้ำซึมเข้าไปข้างในและทำให้โครงสร้างของหินอ่อนลงจนแตกออกจากกันในที่สุด

Shimotsuke Shimbun รายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและรัฐบาลจะหารือกันว่าจะทำอย่างไรกับหินก้อนนี้ โดยเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวเมืองนะสุเผยกับ Shimotsuke Shimbun ว่า ต้องการให้ฟื้นฟูหินให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม

九尾の狐の伝説が残る、殺生石にひとりでやってきました。縄でぐるっと巻かれた真ん中の大きな岩がそれ…のはずなのですが、なんと岩は真っ二つに割れて、縄も外れていました。漫画だったらまさに封印が解かれて九尾の狐に取り憑かれるパターンで、見てはいけないものを見てしまった気がします。 pic.twitter.com/wwkb0lGOM9— Lillian (@Lily0727K) March 5, 2022

ภาพ: Twitter @Lily0727K

สหรัฐเตือนบริษัทจีนที่ส่งสินค้าให้รัสเซียจะต้องถูกลงโทษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677697

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 12:50 น.สหรัฐเตือนบริษัทจีนที่ส่งสินค้าให้รัสเซียจะต้องถูกลงโทษ

รมว.พาณิชย์สหรัฐเตือนบริษัทจีนที่ต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

จีน่า ไรมอนโด (Gina Raimondo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐกล่าวกับ The New York Times โดยเตือนว่าบริษัทจีนที่ขัดขืนข้อจำกัดของสหรัฐ ต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยยังคงส่งสินค้าไปยังรัสเซีย อาจถูกตัดขาดการเข้าถึงอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของสหรัฐอเมริกา ที่บริษัทเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้ในการผลิตสินค้าของตน

ไรมอนโดกล่าวว่าหากสหรัฐพบว่าบริษัทอย่างเช่น Semiconductor Manufacturing International Corporation ในเซี่ยงไฮ้ หรือบริษัทจีนใดๆ ที่ต่อต้านการคว่ำบาตรของสหรัฐ โดยยังคงจัดหาชิปและเทคโนโลยีอื่นๆ ให้กับรัสเซีย สหรัฐจะปิดกั้นไม่ให้พวกเขาเข้าถึงอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของสหรัฐ

ไรมอนโดกล่าวต่อไปว่าจีนและรัสเซียกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และรัฐบาลจีนได้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับรัฐบาลรัสเซีย แม้ว่าจะมีการรุกรานยูเครน

แต่จีนไม่สามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำสมัยได้เองและต้องพึ่งพาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของสหรัฐ ซึ่งไรมอนโดกล่าวว่าบริษัทจีนที่ยังคงจัดหาสินค้าให้รัสเซียจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ สหรัฐ สหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรและควบคุมการส่งออกเพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนของรัสเซีย โดยมีการควบคุมการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีบางรายการ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงไปยังรัสเซียและเบลารุส เพื่อป้องกันไม่ให้มีการส่งออกเทคโนโลยีให้กับกองทัพรัสเซีย

การควบคุมการส่งออกของสหรัฐไม่ได้บังคับใช้กับบริษัทอเมริกันเท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกบริษัทในโลกที่ใช้ซอฟต์แวร์หรือเทคโนโลยีของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงบริษัทจีนหลายแห่ง

Photo by REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

รัสเซียเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ เตือนกระทบถึงจีน-ตลาดเกิดใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677681

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 11:10 น.รัสเซียเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ เตือนกระทบถึงจีน-ตลาดเกิดใหม่

เศรษฐกิจรัสเซียมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ หลังถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ

ก่อนหน้านี้สถาบันการจัดอันดับระดับโลกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของรัสเซีย โดยชี้ว่าเศรษฐกิจรัสเซียมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้

ขณะที่ตะวันตกได้เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอันเป็นผลมาจากการรุกรานยูเครน รวมถึงการระงับการถือเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลาง การระงับการซื้อขายหุ้นรัสเซียที่สำคัญ และการตัดรัสเซียออกจากระบบการชำระเงินระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Business Insider อ้างบทสัมภาษณ์ของสตีเฟน โรช อาจารย์เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Morgan Stanley ประจำเอเชียที่กล่าวต่อ Squawk Box Asia ว่าหากรัสเซียผิดนัดชำระหนี้จะมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหนี้สาธารณะในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก และอาจกระทบไปถึงจีนด้วย

โรชกล่าวว่าจีนไม่สามารถอยู่ข้างรัสเซียได้ในขณะที่รัสเซียยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครน “ยิ่งจีนถอยห่างจากรัสเซียได้เร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น และเราจะต้องรอดูและจับตาดูอย่างใกล้ชิด”

ก่อนหน้านี้นักยุทธศาสตร์การตลาดของ JPMorgan คาดการณ์ว่ามาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตกและทั่วโลกต่อรัสเซียเพิ่มโอกาสที่รัสเซียจะผิดนัดชำระหนี้ หลังจากที่เคยผิดนัดชำระหนี้ครั้งล่าสุดในปี 1998

ด้าน Moody’s สถาบันการจัดอันดับ Credit Rating ประกาศปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศของรัสเซียเป็น Ca และ Fitch Ratings บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านศักยภาพการชำระหนี้ยักษ์ใหญ่ ประกาศลดระดับความน่าเชื่อถือของรัสเซียเป็น C เนื่องจากมีแนวโน้มสูงที่จะผิดนัดชำระหนี้

ส่วน S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัสเซียลงสู่ CCC- ซึ่งเป็นอันดับขยะ หลังจากที่โดนคว่ำบาตรจากนานาชาติ

ขณะที่ MSCI และ FTSE Russell ถอดหุ้นรัสเซียออกจากออกจากการคำนวณดัชนี ซึ่ง MSCI แถลงว่า “ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดจากทั่วโลก รวมถึงเจ้าของสินทรัพย์ ผู้จัดการสินทรัพย์ ตัวแทนนายหน้า โดยส่วนใหญ่ยืนยันว่าตลาดตราสารทุนของรัสเซียในปัจจุบันไม่สามารถลงทุนได้ และหลักทรัพย์ของรัสเซียควรถูกลบออกจากดัชนี MSCI Emerging Markets”

Photo by REUTERS/Maxim Shemetov/File Photo

ไบเดนลั่นน้ำมันแพงต้องโทษรัสเซีย เพื่อโค่นปูตินก็ต้องทนกันไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677669

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 09:47 น.ไบเดนลั่นน้ำมันแพงต้องโทษรัสเซีย เพื่อโค่นปูตินก็ต้องทนกันไป

หลังมีคำสั่งคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย บอกชาวอเมริกันต้องแบกรับภาระเช่นกันเพื่อโค่นปูติน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีคำสั่งห้ามใช้น้ำมันของรัสเซียและการนำเข้าพลังงานอื่นๆ ของรัสเซียเพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครน โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะห้ามการลงทุนใหม่ของสหรัฐฯ ในภาคพลังงานของรัสเซีย และห้ามชาวอเมริกันไม่ให้มีส่วนร่วมในการลงทุนจากต่างประเทศใดๆ ที่เม้ดเงินไหลเข้าสู่ภาคพลังงานของรัสเซีย

“เรากำลังห้ามการนำเข้าน้ำมันและพลังงานก๊าซของรัสเซียทั้งหมด” ไบเดนกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว “นั่นหมายความว่าน้ำมันของรัสเซียจะไม่เป็นที่ยอมรับในท่าเรือของสหรัฐฯ อีกต่อไป และชาวอเมริกันจะจัดการกับการโจมตีอันทรงพลังอีกครั้งต่อเครื่องจักรสงครามของ (ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์) ปูติน”

Reuters รายงานว่าไบเดนยังกล่าวว่าราคาพลังงานจะสูงขึ้น และกล่าวโทษปูตินในเรื่องนี้ โดย New York Post รายงานเสริมว่ามีนักข่าวถามไบเดนเมื่อเขามาถึงเมืองฟอร์ทเวิร์ธ รัฐเท็กซัสว่า “คุณมีข้อความถึงคนอเมริกันเกี่ยวกับราคาน้ำมันไหม”

“ราคาพวกมันขึ้นไปอีก” ไบเดนกล่าว

นักข่าวถามว่า “คุณจะทำอะไรกับมันได้บ้าง”

“ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้มาก… รัสเซียต้องรับผิดชอบ”

เขาบอกว่า “นี่เป็นขั้นตอนที่เรากำลังดำเนินการเพื่อสร้างความเจ็บปวดให้ปูตินมากขึ้น แต่จะมีตนทุนที่ต้องแบกรับเช่นกันในสหรัฐอเมริกา”

ไบเดน ซึ่งให้คำมั่นว่าทหารสหรัฐฯ จะไม่ไปสู้รบที่ยูเครน ได้แสดงท่าทีว่าอเมริกาให้การสนับสนุนชาวยูเครน และทำนายชัยชนะสูงสุดของพวกเขา

“รัสเซียอาจเดินหน้าบดขยี้ด้วยความเสียหายอันน่าสยดสยองต่อไป แต่สิ่งนี้ชัดเจนแล้ว: ยูเครนจะไม่มีวันเป็นชัยชนะของปูติน ปูตินอาจสามารถยึดเมืองได้ แต่เขาจะไม่สามารถยึดครองประเทศได้” ไบเดนกล่าว

ทนแรงกดดันไม่ไหว McDonald’s ถึง Coca-Cola และ Pepsi หยุดกิจการในรัสซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677666

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 09:26 น.ทนแรงกดดันไม่ไหว McDonald's ถึง Coca-Cola และ Pepsi หยุดกิจการในรัสซีย

เชนร้านอาหารฟาสต์ฟ๊ด McDonald’s Corp, ร้านกาแฟชื่อดัง Starbucks และ L’Oreal ปิดสาขาทั้งหมดในรัสเซียชั่วคราว รวมถึง Coca-Cola และ Pepsi ระงับการขายซอฟต์ดริ้งก์เช่นกัน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการรายงานว่า McDonald’s รวมถึง Coca-Cola และ Pepsi ซึ่งเป็นกิจการสัญชาติอเมริกันที่ยังเปิดกิจการในรัสเซีย และยังไม่ยอมปิดกิจการในรัสเซียหลังการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก จนทำให้เกิดกระแสกดดันในโซเชียลมีเดียและจากสื่อตะวันตก ล่าสุด บริษัทใหญ่เหล่านี้ต้องยอมศิโรราบต่อแรงกดดันในประเทศตัวเองในที่สุด

Pepsi และ McDonald’s เป็นผู้บุกเบิกกิจการอเมริกันกับสหภาพโซเวียตและรัฐรัสเซียหลังการล่มสลายของโซเวียตเมื่อหลายสิบปีก่อน บริษัททั้งสองถูกมองว่าช่วยการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ดีขึ้นในยุคนั้น แต่ล่าสุด เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ย่ำแย่ลง บริษัทเหล่านี้ต้องถูกแรงกระแทกไปด้วย

เช่นมีรายงานว่า “มีการเรียกร้องให้คว่ำบาตร Coca-Cola, McDonald’s และ PepsiCo เนื่องจากบริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้ยังคงอยู่ในรัสเซีย

McDonald’s กล่าวว่าจะจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน 62,000 คนในรัสเซีย หลังปิดร้านอาหาร 847 แห่ง ซึ่งสาขาที่แรกที่เปิดในรัสเซียคือที่จัตุรัสพุชกินของมอสโกตอนกลางในปี 1990 กลายเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมอเมริกันที่เฟื่องฟูเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย

“ผมดีใจที่พวกเขามายอมคล้อยตามและตัดสินใจได้ถูกต้อง” เจฟฟรีย์ ซอนเนนเฟลด์ ศาสตราจารย์จาก Yale School of Management ซึ่งกำลังติดตามจุดยืนของบริษัทใหญ่ๆ ในรัสเซีย กล่าวหลังจาก McDonald’s ย้ายออกจากรัสเซีย “มันเป็นผลกระทบที่สำคัญจริงๆ และมันเป็นสัญลักษณ์มากพอๆ กับที่มีสาระสำคัญ”

Starbucks Corp ปิดร้านค้าหลายร้อยแห่งชั่วคราว PepsiCo Inc จะระงับการโฆษณาทั้งหมดในรัสเซียและหยุดการขายแบรนด์เครื่องดื่มของตน ในขณะที่ยังคงขายของที่จำเป็น เช่น นมและอาหารสำหรับทารกต่อไป ส่วน Coca-Cola Co กล่าวว่าจะระงับธุรกิจที่นั่น

Coca-Cola เป็นเครื่องดื่มอย่างเป็นทางการของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1980 ที่กรุงมอสโก แม้ว่าสหรัฐฯ จะคว่ำบาตรการแข่งขันดังกล่าวเพื่อประท้วงการรุกรานอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียต

บริษัทอื่นๆ หลายแห่งก็ตอบโต้รัสเซียเช่นกัน และ Amazon.com Inc กล่าวเมื่อวันอังคารว่าจะหยุดรับลูกค้าใหม่สำหรับบริการคลาวด์ในรัสเซียและยูเครน Universal Music ระงับการดำเนินการทั้งหมดในรัสเซีย และบริการหาคู่ออนไลน์ Bumble Inc จะลบแอพออกจากร้านค้าในรัสเซียและเบลารุส

Unilever กลายเป็นบริษัทอาหารยุโรปรายใหญ่แห่งแรกที่หยุดการนำเข้าและส่งออกนอกรัสเซีย

REUTERS/Mike Blake/File Photo