ปูตินบัญชาการที่นี่ ที่พระราชวังเครมลินสุดอสังการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677906

วันที่ 11 มี.ค. 2565 เวลา 16:15 น.ปูตินบัญชาการที่นี่ ที่พระราชวังเครมลินสุดอสังการ

สมัยก่อนพระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระเจ้าซาร์ แต่ปัจจุบันเป็นที่พำนักของประธานาธิบดี

พระราชวังเครมลิน (Grand Kremlin Palace) ในกรุงมอสโกของรัสเซีย สร้างขึ้นระหว่างปี 1837-1849 บนที่ดินของเจ้าชายใหญ่ (เป็นตำแหน่งของสมาชิกราชวงศ์ระดับอาวุโสของราชวงศ์โรมานอฟ) บนเนินเขาโบโรวิตสกี ริมฝั่งแม่น้ำมอสควา

แต่เดิมพระราชวังเครมลินเป็นที่ประทับในกรุงมอสโกของพระเจ้าซาร์ การก่อสร้างพระราชวังต้องทุบทำลายพระราชวังสไตล์บาโรคเดิมและโบสถ์เซนต์จอห์นแห่งแบ๊ปติสต์ และสร้างพระราชวังตามการออกแบบของ อเลวิซ นอวี สถาปนิกสไตล์เรเนอซองส์ชาวอิตาลีที่ถูกเชิญตัวให้มาทำงานที่กรุงมอสโก

ภาพ: wikipedia/Ed Yourdon

พระราชวังเครมลินมีความสูง 47 เมตร ยาว 124 เมตร มีพื้นที่รวมทั้งหมดราว 25,000 ตารางเมตร และเป็นการรวมอาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ มาอยู่ในบริเวณเรียงตัวเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รวมทั้งพระราชวังเทเรม โบสถ์ 9 หลังจากในศตวรรษที่ 14 16 และ 17 ห้องโถง Holy Vestibule และห้องต่างๆ อีกกว่า 700 ห้อง

หากดูภายนอก ตัวพระราชวังจะดูเหมือนมี 3 ชั้น แต่จริงๆ แล้วมี 2 ชั้นเท่านั้น

ห้องโถงรับรองของพระราชวังเครมลินทั้ง 5 ห้อง (จอร์จีฟสกี วลาดิมีร์สกี อเล็กซานดรอฟสกี อันเดรเยฟสกี และเอแคเทอรินินสกี) ตั้งชื่อเรียงตามลำดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของจักรวรรดิรัสเซีย นั่นคือ เซนต์จอร์จ วลาดิมีร์ อเล็กซานเดอร์ แอนดรูว์ และแคเธอรีน

พระราชวังเครมลินเมื่อมองจากแม่น้ำมอสควา ภาพ: Wikipedia/ NVO

ปัจจุบันพระราชวังเครมลินเป็นที่พำนักของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งถูกใช้เป็นที่จัดงานที่เป็นทางการ โดยห้องโถงจอร์จีฟสกีถูกใช้เป็นสถานที่รับรองประมุขของรัฐและนักการทูต และพิธีสำคัญๆ ส่วนการลงนามสัญญาระหว่างประเทศจะใช้ห้องโถงวลาดิมีร์สกี ส่วนห้องโถงอันเดรเยฟสกีใช้เป็นที่จัดพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

ห้องโถงแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์จอร์จ หรือห้องโถงจอร์จีฟสกี เป็นห้องพิธีห้องแรกและใหญ่ที่สุดในบรรดาห้องโถงในพระราชวังเครมลิน ภาพ: Wikipedia/ Kremlin.ru
ห้องโถงแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์วลาดิมีร์ หรือห้องโถงวลาดิมีร์สกี ภาพ: Wikipedia/ Kremlin.ru
ห้องโถงแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์อเล็กซานเดอร์ หรือห้องโถงอเล็กซานดรอฟสกี ตั้งอยู่ตรงส่วนกลางของชั้น 1 และอยู่ติดกับห้องโถงจอร์จีฟสกี ยาว 31 ม. กว้าง 20 ม. สูง 20 ม. ภาพ: Wikipedia/ Kremlin.ru
ห้องโถงอันเดรเยฟสกี ภาพ: wikipedia/Kremlin.ru

รัสเซียปฏิเสธบึ้มโรงพยาบาล โบ้ยยูเครนจัดฉากเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677878

วันที่ 11 มี.ค. 2565 เวลา 13:20 น.รัสเซียปฏิเสธบึ้มโรงพยาบาล โบ้ยยูเครนจัดฉากเอง

รัสเซียอ้างยูเครนจัดฉากระเบิดโรงพยาบาลเด็กในมารีอูโปล

หลังจากที่มีรายงานว่าโรงพยาบาลแม่และเด็กในเมืองมารีอูโปล ของยูเครน ถูกกองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากรวมทั้งผู้ป่วย หญิงท้องแก่ แพทย์พยายาล และเด็กต้องหนีเอาชีวิตรอด และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังด้วย

ขณะที่นานาชาตออกมาประณามโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม ด้วยการโจมตีที่โหดร้ายและไม่เลือกหน้า พร้อมเรียกร้องให้รัสเซียยุติการโจมตี

ล่าสุด (11 มี.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิกอร์ โคนาเชนคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียออกมาปฏิเสธการโจมตี โดยอ้างว่าเป็นการจัดฉากเพื่อปลุกปั่นยั่วยุของทางฝั่งยูเครนเอง

“กองทัพอากาศของรัสเซียไม่ได้ปฏิบัติการใดๆ เพื่อโจมตีเป้าหมายบนมารีอูโปล การโจมตีทางอากาศที่รัสเซียถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำนั้น เป็นการยั่วยุเพื่อรักษากระแสต่อต้านรัสเซียสำหรับผู้ชมชาวตะวันตก” โคนาเชนคอฟกล่าว

ทว่า ก่อนหน้านี้เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย และดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย อ้างว่าไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีพลเรือน แต่ต้องโจมตีโรงพยาบาลแห่งนี้เพราะที่นี่ถูกใช้เป็นฐานทัพทหารสำหรับกลุ่มชาตินิยม ต้องขับไล่พวกผู้นำนีโอนาซี โดยอ้างว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ถูกยึดครองโดยกองพันอาซอฟ (Azov Battalion) และกลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ และยืนยันว่าไม่มีผู้ป่วยอยู่ที่นั่น

ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 3 คน รวมถึงเด็ก 1 คน และผู้บาดเจ็บอีกหลายคนจากเหตุการณ์นี้ พร้อมกล่าวว่า “คำยืนยันของรัสเซียที่ว่าโรงพยาบาลไม่มีผู้ป่วยนั้นไม่เป็นความจริง เช่นเคยพวกเขาโกหกอย่างมั่นใจ”

Seeing the pregnant woman walking out of the destroyed building of the maternity ward in #Mariupol makes my blood run cold.Hard to imagine how many children have been killed as a result of Russian air strike on the children’s hospital today.@ICRC @UN #SafePassageForCivilians pic.twitter.com/WKNwzE3vwW— Olena Ivantsiv (@OlenaIvantsiv) March 9, 2022

Mariupol. Direct strike of Russian troops at the maternity hospital. People, children are under the wreckage. Atrocity! How much longer will the world be an accomplice ignoring terror? Close the sky right now! Stop the killings! You have power but you seem to be losing humanity. pic.twitter.com/FoaNdbKH5k— ????????? ?????????? (@ZelenskyyUa) March 9, 2022

Photo by Ukraine Military/Handout via REUTERS

ปูตินเล็งยึดบริษัทต่างชาติที่กำลังจะไปจากรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677879

วันที่ 11 มี.ค. 2565 เวลา 12:51 น.ปูตินเล็งยึดบริษัทต่างชาติที่กำลังจะไปจากรัสเซีย

ปูตินตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรเตรียมยึดทรัพย์สินของบริษัทต่างชาติที่ถอนตัวออกจากรัสเซีย

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเผยระหว่างประชุมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลว่า รัสเซียมีแผนยึดทรัพย์สินของบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทจากตะวันตกที่ถอนตัวออกจากรัสเซียมาเป็นกิจการของรัฐ เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก

“ผมไม่สงสัยเลยว่าการคว่ำบาตรเหล่านี้จะถูกดำเนินการไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” ปูตินกล่าวโดยอ้างว่าการรุกรานยูเครนของเขาเป็นเพียงข้ออ้างสำหรับตะวันตกที่พยายามจะทำลายเศรษฐกิจของรัสเซีย “เช่นเดียวกับที่เราเอาชนะความยากลำบากเหล่านี้ในหลายปีที่ผ่านมา ครั้งนี้เราก็จะเอาชนะมันได้เช่นกัน”

ปูตินเผยอีกว่า ในที่สุดเครมลินจะสามารถหาช่องทางทางกฎหมายเพื่อยึดบรรดาบริษัทต่างชาติ โดยรัฐบาลสามารถจัดตั้งการบริหารจัดการจากภายนอกสำหรับธุรกิจที่กำลังจะปิดโรงงาน แล้วโอนกิจการเหล่านี้ไปให้คนที่ต้องการทำงานจริง “มีช่องทางและเครื่องมือด้านการตลาดเพียงพอสำหรับสิ่งนี้”

Izvestiya หนังสือพิมพ์ของรัสเซียรายงานว่า องค์กรคุ้มครองสิทธิผู้บริโภครัสเซียได้จัดทำรายชื่อบริษัทต่างๆ ที่ตัดสินใจถอนตัวออกจากรัสเซียและอาจถูกโอนเป็นของรัฐ โดยเอกสารที่ส่งไปยังรัฐบาลรัสเซียและสำนักงานอัยการสูงสุดรัสเซียมีรายชื่อ 59 บริษัท อาทิ Volkswagen, Apple, IKEA, Microsoft, IBM, Shell, McDonald’s

ในเวลาต่อมาทำเนียบขาวโต้กลับว่า รัสเซียจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจมากขึ้นหากยึดทรัพย์สินของบริษัทต่างชาติที่ถอนตัวออกจากรัสเซีย

เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวเผยว่า “การตัดสินใจโดยมิชอบด้วยกฎหมายใดๆ ของรัสเซียที่จะยึดทรัพย์สินของบริษัทเหล่านี้ จะส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจมากขึ้นสำหรับรัสเซีย มันจะยิ่งส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังชุมชนธุรกิจทั่วโลกว่ารัสเซียไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยในการลงทุนและทำธุรกิจ”

Gorshkov/Kremlin via REUTERS

EU เสียงแตก ควรเลิกซื้อน้ำมันรัสเซียหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677866

วันที่ 11 มี.ค. 2565 เวลา 11:32 น.EU เสียงแตก ควรเลิกซื้อน้ำมันรัสเซียหรือไม่

ผู้นำสหภาพยุโรปเล็งเลิกพึ่งพาน้ำมันรัสเซีย แต่บางประเทศยังคัดค้าน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าในการประชุมสุดยอดของผู้นำสหภาพยุโรป ที่เมืองแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 มี.ค. มีการพิจารณาเลิกพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินจากรัสเซีย ซัพพลายเออร์รายใหญ่ของยุโรป

เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวในที่ประชุมว่าสภาพยุโรปควรยุติการใช้น้ำมันของรัสเซียภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยภายหลังจากนี้จะมีการเสนอแผนการเลิกนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจากรัสเซียภายในปี 2027 เร็วขึ้นกว่าการประกาศครั้งก่อนที่ระบุว่าจะเลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียภายในปี 2030

ร่างแถลงการณ์ของที่ประชุมผู้นำสหภาพยุโรป ระบุว่า คณะกรรมาธิการยุโรปควรจัดทำแผนในเดือนนี้ “เพื่อให้มั่นใจในความมั่นคงของอุปทาน และราคาพลังงานที่ไม่แพงในช่วงฤดูหนาวครั้งหน้า”

โดยผู้นำจะตกลงตามขั้นตอนต่างๆ เช่น การเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่ลงรอยกันระหว่าง 27 ประเทศในสหภาพยุโรปว่าจะปฏิบัติตามแนวทางของสหรัฐหรือไม่ ซึ่งประกาศห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กับสหราชอาณาจักรซึ่งระบุว่าจะทำภายในสิ้นปี 2022

เนื่องจากประเทศในสหภาพยุโรปพึ่งพาพลังงานของรัสเซียมากกว่า โดยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียกว่าร้อยละ 40 นำเข้าน้ำมันร้อยละ 27 และนำเข้าถ่านหินเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด

โดยบางประเทศอย่างเช่นผู้นำลัตเวียกำลังกดดันให้ยุโรปคว่ำบาตรพลังงานรัสเซีย โดยมองว่าหากหยุดพึ่งพาพลังงานของรัสเซียก็จะเป็นการหยุดการระดมทางทหารของรัสเซียด้วย ขณะที่เยอรมนีและฮังการีเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่เห็นด้วย แม้ว่าจะตัดเงินหลายร้อยล้านยูโรต่อวันไปยังรัสเซีย แต่จะกระทบต่อเศรษฐกิจของยุโรปและผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก

จนถึงตอนนี้ สหภาพยุโรปได้เน้นการคว่ำบาตรต่อธนาคารและผู้มีอิทธิพลในรัสเซีย ตลอดจนแบนเครื่องบินรัสเซียจากน่านฟ้าของสหภาพยุโรป และยุติการส่งออกเทคโนโลยี

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

สมรภูมิเลือดมาริอูโปล ประณามรัสเซียอาชญากรสงคราม รพ.เด็กก็ไม่เว้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677845

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 20:00 น.สมรภูมิเลือดมาริอูโปล ประณามรัสเซียอาชญากรสงคราม รพ.เด็กก็ไม่เว้น

โลกประณามรัสเซียก่ออาชญากรรมสงคราม คร่าชีวิตกว่าพันคนในมาริอูโปล ซ้ำถล่มโรงพยาบาลเด็ก

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โรงพยาบาลแม่และเด็กในเมืองมารีอูโปล ของยูเครน ถูกกองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศหลายครั้ง อาคารพังถล่ม พื้นดินสั่นสะเทือนไปมากกว่าหนึ่งไมล์ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากรวมทั้งผู้ป่วย หญิงท้องแก่ แพทย์พยายาล และเด็กต้องหนีเอาชีวิตรอด และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังด้วย

ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ประณามการกระทำของรัสเซียว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ด้วยการโจมตีที่โหดร้ายและไม่เลือกหน้าส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน ในจำนวนนี้มีเด็ก 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 17 คน รวมทั้งแพทย์พยาบาล ผู้ป่วย และหญิงที่กำลังทำคลอด ยิ่งไปกว่านั้นการโจมตีเกิดขึ้นในช่วงระหว่างข้อตกลงหยุดยิงของฝั่งรัสเซีย

Mariupol. Russian artillery ruined maternity hospital and children hospital. A lot of killed and wounded women. No information about children and newborn yet. Hey, @UN how are you doing? Please retweet pic.twitter.com/QJSfUMMngW— Dmytro Gurin, Ukrainian MP (@DmytroGurinMP) March 9, 2022

เช่นเดียวกับสหรัฐ สหราชอาณาจักร และสหประชาชาติที่ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้เช่นกัน รวมถึงองค์การอนามัยโลกซึ่งเรียกร้องให้รัสเซียยุติการโจมตีสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ทันที

นอกจากโรงพยาบาลแล้วเมืองมาริอูโปลถูกถล่มทางอากาศมาเป็นเวลานานกว่าสัปดาห์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,170 คน ขณะที่เมืองเต็มไปด้วยร่างของผู้เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียอ้างว่ารัสเซียต้องโจมตีโรงพยาบาลแห่งนี้เพราะที่นี่ถูกใช้เป็นฐานทัพทหารสำหรับกลุ่มชาตินิยม

Seeing the pregnant woman walking out of the destroyed building of the maternity ward in #Mariupol makes my blood run cold.Hard to imagine how many children have been killed as a result of Russian air strike on the children’s hospital today.@ICRC @UN #SafePassageForCivilians pic.twitter.com/WKNwzE3vwW

— Olena Ivantsiv (@OlenaIvantsiv) March 9, 2022

เช่นเดียวกับดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียซึ่งยืนยันว่ารัสเซียไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีพลเรือน แต่ต้องขับไล่พวกผู้นำนีโอนาซี โดยอ้างว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ถูกยึดครองโดยกองพันอาซอฟ (Azov Battalion) และกลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ และยืนยันว่าไม่มีผู้ป่วยอยู่ที่นั่น

อย่างไรก็ตามการประชุมระหว่างเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ และดมีโทร คูเลบา รัฐมนตรีต่างประทศยูเครนที่เพิ่งจบลงไปในเย็นวันนี้ (10 มี.ค.) ไม่มีความคืบหน้าในการหยุดยิงหรือการเปิดเส้นทางด้านมนุษยธรรมในมารีอูโปล

Mariupol. Direct strike of Russian troops at the maternity hospital. People, children are under the wreckage. Atrocity! How much longer will the world be an accomplice ignoring terror? Close the sky right now! Stop the killings! You have power but you seem to be losing humanity. pic.twitter.com/FoaNdbKH5k— ????????? ?????????? (@ZelenskyyUa) March 9, 2022

คูเลบายอมรับว่าการจัดประชุมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาพร้อมที่จะพูดคุยอีกครั้งในอนาคต โดยระบุว่ายูเครนพร้อมเจรจาด้วยวิธีทางการทูต แต่ก็พร้อมที่จะปกป้องตัวเองเช่นกัน ซึ่งยูเครนไม่สามารถยุติสงครามได้หากประเทศที่เริ่มก่อนไม่มีความต้องการที่จะทำเช่นนั้น “ผมขอย้ำว่ายูเครนจะไม่ยอมแพ้ เราพร้อมสำหรับการทูต แต่ตราบใดที่ยังไม่มี เราก็จะทุ่มเท เสียสละตนเอง เพื่อปกป้องดินแดนของเรา ประชาชนของเรา ในการเผชิญกับการรุกรานของรัสเซีย”

ด้านลาฟรอฟลั่นวาจาว่ารัสเซียจะไม่พึ่งพาตะวันตกอีกต่อไป และกล่าวต่อว่าสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ ที่สนับสนุนการจัดอาวุธให้ยูเครน

Russia used 1000 kg bombs in yesterday’s airstrike against the maternity ward and children’s hospital in Mariupol.The craters left behind are more than 3 m deep. pic.twitter.com/R3XxeZITP2— Visegrád 24 (@visegrad24) March 10, 2022

Photo by Ukraine Military/Handout via REUTERS

ชาวโลกแบกน้ำมันแพงแค่ไหน ลิตรละเท่าไรหลังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677830

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ชาวโลกแบกน้ำมันแพงแค่ไหน ลิตรละเท่าไรหลังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

ส่องราคาน้ำมันในต่างประเทศ ท่ามกลางวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

หลังจากที่สหรัฐประกาศแบนน้ำมันและสั่งห้ามนำเข้าพลังงานอื่นๆ ของรัสเซียเพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนไปก่อนหน้านี้ ขณะนี้ราคาเฉลี่ยของสำหรับน้ำมันดีเซล 1 แกลลอนในสหรัฐอยู่ที่ 4.88 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 161.78 บาท) ทำลายสถิติค่าน้ำมันดีเซลที่แพงที่สุด โดยสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 4 เหรียญสหรัฐ (132.61 บาท)

ขณะที่เพื่อนบ้านไทยอย่างลาว วันนี้ (10 มี.ค.) ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ในกรุงเวียงจันทน์อยู่ที่ 18,640 กีบ (54.28 บาท) ต่อลิตร และน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 14,510 กีบ (42.26 บาท) ต่อลิตร เทียบกับวันที่ 25 ก.พ. ก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 16,930 กีบ (49.30 บาท) และดีเซลอยู่ที่ 12,940 กีบ (37.68 บาท)

ด้านเมียนมา ในกรุงเนปิดอว์ ราคาน้ำมันเบนซิน 95 วันนี้อยู่ที่ประมาณ 2,290 จัต (42.99 บาท) และดีเซลประมาณ 2,455 จัต (46.08 บาท) ต่อลิตร สำหรับในย่างกุ้งราคาน้ำมันเบนซิน 95 วันนี้อยู่ที่ 2,195 จัต (41.20 บาท) และดีเซล 2,405 จัต (45.14 บาท) ต่อลิตร เทียบกับวันที่ 1 ม.ค. ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ในย่างกุ้งอยู่ที่ 1,140 จัต (21.39 บาท) และ 1,375 จัต (25.81 บาท) สำหรับน้ำมันดีเซล 

ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ในสิงคโปร์วันนี้อยู่ที่ประมาณ 3.2 ดอลลาร์สิงคโปร์ (77.98 บาท) และดีเซลประมาณ 2.9 ดอลลาร์สิงคโปร์ (70.61 บาท) เทียบกับวันที่ 25 ก.พ. ราคาน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ประมาณ 2.85 ดอลลาร์สิงคโปร์ (69.35 บาท) และดีเซลประมาณ 2.4 ดอลลาร์สิงคโปร์ (58.40 บาท)

ขณะที่มาเลเซีย ราคาน้ำมันเบนซิน 97 ขยับขึ้นเล็กน้อย 30 เซนต์ เป็น 3.75 ริงกิต (29.84 บาท) ต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันอื่นๆ คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตยูเครน โดยน้ำมันเบนซิน 95 ในวันนี้อยู่ที่ประมาณ 2.05 ริงกิต (16.33 บาท) ต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 2.15 ริงกิต (17.02 บาท) ต่อลิตร 

ทั้งนี้ มาเลเซียอาจทุ่มเงินถึง 28,000 ล้านริงกิตในการอุดหนุนน้ำมันในปีนี้ หากราคาน้ำมันดิบยังคงสูงหลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย หลังจากที่มาเลเซียจ่าย 11,000 ล้านริงกิตในการอุดหนุนน้ำมันในปีที่แล้ว

ด้านสหราชอาณาจักร ราคาน้ำมันเบนซินวันนี้อยู่ที่ 158.2 เพนซ์ (69.11 บาท) และดีเซล 165.2 (72.17 บาท) ต่อลิตร เทียบกับวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาซึ่งราคาน้ำมันดีเซลในสหราชอาณาจักรทำสถิติใหม่ที่ 151.21 เพนซ์ (66.06 บาท) ส่วนราคาน้ำมันเบนซินโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 147.67 เพนซ์ (64.51 บาท) ต่อลิตร

สำหรับราคาน้ำมันเบนซินในโปแลนด์วันนี้อยู่ที่ 6.32 ซวอตือโปแลนด์ (48 บาท) และดีเซลอยู่ที่ 6.86 ซวอตือโปแลนด์ (52.12 บาท) ต่อลิตร เทียบกับวันที่ 25 ก.พ. ราคาน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 5.53 ซวอตือโปแลนด์ (ประมาณ 42 บาท) และ 5.62 ซวอตือโปแลนด์ (42.70 บาท) สำหรับน้ำมันดีเซล

เช่นเดียวกับราคาน้ำมันในฝรั่งเศสซึ่งเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนของตลาดภายหลังการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ตามเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาน้ำมัน Carbu.com ราคาเฉลี่ยของน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้นมากกว่า 0.10 ยูโรเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา และมากกว่า 0.18 ยูโรในหนึ่งเดือน ขณะที่ดีเซลพุ่งขึ้นเกือบ 0.20 ยูโรในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา และมากกว่า 0.25 ยูโรในหนึ่งเดือน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบของสงครามยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย

ในวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมาราคาน้ำมันเบนซินในฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 1.93 ยูโร (70.53 บาท) และดีเซล 1.976 ยูโร (72.25 บาท) ต่อลิตร เทียบกับวันที่ 28 ก.พ. ราคาน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 1.81 ยูโร (66.18 บาท) และ 1.74 ยูโร (63.61 บาท) ต่อลิตรสำหรับน้ำมันดีเซล

Photo by REUTERS/Francis Mascarenhas

อังกฤษระงับการขายเชลซี อับราโมวิชถูกคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677843

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 17:54 น.อังกฤษระงับการขายเชลซี อับราโมวิชถูกคว่ำบาตร

รัฐบาลอังกฤษหยุดการขายสโมสรฟุตบอลเชลซีตามแผน เช่นเดียวกับการขายผู้เล่น ตั๋วใหม่ และสินค้าหลังจากคว่ำบาตร โรมัน อับราโมวิช (Roman Abramovich) เจ้าของสโมสร แต่กล่าวว่าทีมจะสามารถทำการแข่งขัน

อับราโมวิชกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเขากำลังขายสโมสร แต่ล่าสุดทรัพย์สินของเขาในสหราชอาณาจักรถูกระงับตามมาตรการคว่ำบาตรบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลรัสเซียและการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่าได้ออกใบอนุญาตพิเศษเพื่อให้เชลซีสามารถทำการแข่งขันและจ่ายเงินให้กับพนักงาน แต่จะจำกัดการขายตั๋ว การขายสินค้า และแม้แต่การซื้อขายผู้เล่นที่มีผลตั้งแต่วันพฤหัสบดี

อับราโมวิชซื้อเชลซีในปี 2546 และนำไปสู่ความสำเร็จครั้งใหญ่ของสโมสร ซึ่งคว้าแชมป์ลีก 5 สมัยและแชมเปี้ยนส์ลีก 2 ถ้วยภายใต้การนำของเขา

นาดีน ดอร์รีส์ รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า รัฐบาลได้ออกใบอนุญาตเพราะไม่ต้องการทำร้ายเชลซี

“ฉันรู้ว่าเรื่องนี้อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลจะทำงานร่วมกับลีกและสโมสรต่างๆ เพื่อให้ฟุตบอลมีการเล่นต่อไป ในขณะเดียวกันก็รับรองได้ว่าการคว่ำบาตรจะส่งผลถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้” เธอกล่าวบนทวิตเตอร์ “สโมสรฟุตบอลเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและเป็นรากฐานของชุมชนของเรา เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องพวกเขา”

ผู้ถือตั๋วฤดูกาลของเชลซีและผู้ที่ซื้อตั๋วแล้วสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ และฝ่ายที่ซื้อหรือผลิตสินค้าของสโมสรก่อนวันพฤหัสบดียังคงขายได้ รัฐบาลกล่าว

ผู้แพร่ภาพกระจายเสียงได้รับอนุญาตให้ออกอากาศการแข่งขันใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเชลซีภายใต้การจัดเตรียมที่มีอยู่แล้ว และสามารถจ่ายเงินรายได้ให้กับสโมสรสำหรับการออกอากาศใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันเหล่านั้น

การเตรียมการชำระเงินสำหรับข้อตกลงในการกู้ยืมหรือโอนผู้เล่นที่ตกลงกันไว้ก่อนการลงโทษก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน

รัฐบาลกล่าวว่าใบอนุญาตซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันพฤหัสบดีและหมดอายุในวันที่ 31 พฤษภาคมจะถูกเก็บไว้ภายใต้การพิจารณา

Source – REUTERS

Photo – REUTERS/Suzanne Plunkett/File Photo

ผู้นำซาอุฯ ไม่ยอมรับสายคุยไบเดนขอให้ปล่อยน้ำมัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677813

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 15:18 น.ผู้นำซาอุฯ ไม่ยอมรับสายคุยไบเดนขอให้ปล่อยน้ำมัน

สหรัฐกำลังวิ่งวุ่นเพื่อให้ประเทศต่างๆ ปล่อยน้ำมันอกมา ทว่า แม้แต่พันธมิตรของสหรัฐก็ทำหูทวนลม

The Wall Street Journal รายงานว่า มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ที่จะให้ทรงพูดคุยกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันที่เกิดจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

“มีความคาดหวังที่จะมีการโทรศัพท์หารือกันบ้าง แต่ก็ไม่เกิดขึ้น” เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งบอกกับ The Wall Street Journal “มันเป็นส่วนหนึ่งของการไขก๊อก [ปล่อยน้ำมันซาอุดิอาระเบีย]” 

ขณะที่ Axios รายงานว่า ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีไบเดนกำลังหารือเกี่ยวกับการเยือนซาอุดิอาระเบียของไบเดนในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ เพื่อช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศที่เสื่อทรามลงไปและโน้มน้าวให้ซาอุดีอาระเบียปล่อยน้ำมันออกมาให้มากขึ้น

ทั้งนี้ สหรัฐและซาอุดีอาระเบียเริ่มระหองระแหงกัน เพราะ CIA เชื่อว่า มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงมีส่วนเกี่ยวข้อกับการสังหารจามาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุฯ และคอลัมนิสต์ของ Washington Post

ไบเดนแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับ มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานอย่างโจ่งแจ้ง โดยระหว่างการหาเสียงในปี 2020 ไบเดนสัญญาว่าจะทำให้ซาอุดิอาระเบียเป็น “ประเทศนอกคอก” ฐานพัวพันกับสังหารจามาล คาช็อกกี และความพัวพันของซาอุฯ กับสงครามในเยเมน

หลังจากที่ไบเดนเข้ารับตำแหน่ง ทำเนียบขาวได้ลดระดับมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน โดยระบุพระสถานะเป็นเพียงรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ทั้งๆ ที่พระองค์มีอำนาจสูงสุดในการบิรหารประเทศในทางพฤตินัย และผู้นำทั้งสองยังไม่ได้พูดคุยกันเลย

Bandar Algaloud/Courtesy of Saudi Royal Court/Handout via REUTERS

Cheget กระเป๋าสั่งยิงนิวเคลียร์ที่อยู่กับปูตินทุกที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677827

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 16:34 น.Cheget กระเป๋าสั่งยิงนิวเคลียร์ที่อยู่กับปูตินทุกที่

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย มีคำสั่งให้กองกำลังนิวเคลียร์เตรียมพร้อมเป็นพิเศษ ทำให้เกิดความกังวลว่าการรุกรานยูเครนของรัสเซียจะนำมาสู่สงครามนิวเคลียร์

ปูตินมีกระเป๋าสั่งยิงอาวุธนิวเคลียร์ติดตัวไปด้วยทุกที่ โดยเรียกกระเป๋านี้ว่า เชเกต (Cheget) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบอัตโนมัติสำหรับการสั่งการและควบคุมกองกำลังนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซีย (SNF) โดยพัฒนาขึ้นในช่วงรัฐบาล ยูริ อันโดรปอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษ 1980

แต่กว่าจะนำมาใช้จริงๆ ก็ในสมัยที่ มิคาอิล กอร์บาชอฟ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตเมื่อเดือน มี.ค. 1985

ชีเกตจะเชื่อมต่อกับระบบการสื่อสารพิเศษที่มีโค้ดเนมว่า กัฟกัซ (Kavkaz ซึ่งเป็นชื่อท้องถิ่นของภูมิภาคคอเคซัส) ซึ่ง สนับสนุนการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลในขณะที่พวกเขากำลังตัดสินใจว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่

ต่อไปนี้คือขั้นตอนการยิงอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย

ใครมีสิทธิ์ตัดสินใจสั่งยิง

เอกสารเมื่อปี 2020 ฉบับหนึ่งที่ชื่อว่า “หลักการพื้นฐานของนโยบายรัฐของสหพันธรัฐรัสเซียเกี่ยวกับการยับยั้งนิวเคลียร์” ระบุว่า ประธานาธิบดีรัสเซียมีอำนาจตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดยตัวกระเป๋าชีเกตเองนั้นไม่ได้ติดตั้งปุ่มสั่งยิง เพียงแต่ส่งคำสั่งยิงไปยังหน่วยบัญชาการทหารส่วนกลาง นั่นคือเสนาธิการ

ส่วนอีก 2 คนที่มีกระเป๋าชีเกตคือ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและเสนาธิการเช่นเดียวกับในสมัยโซเวียต

ถ้าปูตินสั่งยิงจะเกิดอะไรขึ้น

เสนาธิการรัสเซียเป็นผู้ถือรหัสสั่งยิงและมี 2 วิธีในการปล่อยหัวรบนิวเคลียร์คือ 1.ส่งรหัสไปยังผู้สั่งการอาวุธแต่ละคน ซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนการยิง 2.ระบบสั่งรองที่เรียกว่า Perimetr ซึ่งเสนาธิการสามารถยิงขีปนาวุธที่ยิงจากภาคพื้นดินได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้บัญชาการคนอื่น

รัสเซียมีกฎในการยิงอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่

หลักการของปี 2020 กำหนดไว้ 4 สถานการที่รัสเซียสามารถยิงอาวุธนิวเคลียร์คือ 1.มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธทำลายล้างสูงต่อรัสเซียหรือพันธมิตร 2.มีข้อมูลว่าการยิงขีปนาวุธแบบทิ้งตัวพุ่งเป้ามาที่รัสเซียหรือพันธมิตร

3.มีการโจมตีสถานที่สำคัญของรัฐบาลหรือกองทัพที่จะบ่อนทำลายการดำเนินการตอบโต้ของกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศ 4.มีการใช้อาวุธตามปกติกับรัสเซียเมื่อการดำรงอยู่ของรัฐตกอยู่ในอันตราย

รักษาการณ์ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ในขณะนั้นรับกระเป๋านิวเคลียร์เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 1999 ภาพ: Wikipedia/Kremlin.ru

รัสเซียมีอาวุธนิวเคลียร์เท่าไร

สหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกันประเมินว่ารัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ 5,977 หัวรบ ซึ่งมากที่สุดในโลก โดยในจำนวนนี้มี 1,588 หัวรบที่เข้าประจำการและพร้อมใช้งาน ขีปนาวุธของรัสเซียสามารถยิงได้จากทั้งภาคพื้นดิน เรือดำน้ำ และเครื่องบิน โดยปูตินเพิ่งไปดูการซ้อมรบของกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซียเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา

ส่วนนาโตมีราว 5,943 หัวรบ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐ (5,428 หัวรบ) ส่วนสหราชอาณาจักรมีราว 225 หัวรบ

กระเป๋าเชเกตถูกใช้ครั้งแรกเมื่อไร

บทความเรื่อง Cold-War Doctrines Refuse to Die (ลัทธิสงครามเย็นไม่ยอมตาย) โดย เดวิด ฮอฟฟ์แมน ใน The Washington Post ระบุว่า ช่วงเช้าของวันที่ 25 ม.ค. 1995 เรดาร์เตือนภัยของรัสเซียตรวจพบสิ่งที่คล้ายกับขีปนาวุธไทรเดนท์ที่ยิงจากเรือดำน้ำของสหรัฐที่ความสูง 1,453 กิโลเมตร จึงส่งคำเตือนไปยังกองบัญชาการกองทัพรัสเซียในกรุงมอสโกทันที

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น กระเป๋าเชเกตก็ถูกนำมาให้ประธานาธิบดี บอริส เยลต์ซิน ในขณะนั้น ทว่าระหว่างที่ทุกคนกำลังรอคำสั่งจากเยลต์ซินภายใต้เวลาที่จำกัดก่อนที่ขีปนาวุธจากเดินทางมาถึงรัสเซียภายใน 10 นาทีนั้น เยลต์ซินเลือกไม่ออกคำสั่งและรอดูท่าทีอีกครั้งหนึ่ง

หลังจาก 9 นาทีผ่านไปขีปนาวุธต้องสงสัยนั้นก็หายไปจากจอเรดาร์ สัญญาณสุดท้ายที่ตรวจพบขีปนาวุธลูกนี้คือ บริเวณเหนือท้องทะเล กองกำลังที่เตรียมพร้อมยิงจึงลดระดับกลับสู่ปกติ

ปรากฏว่าเรื่องนี้เกิดจากความเข้าใจผิด จริงๆ แล้วขีปนาวุธที่รัสเซียสงสัยเป็นจรวด Black Brant XII สำหรับสำรวจชั้นบรรยากาศเพื่อศึกษาปรากฏการณ์แสงเหนือในชั้นบรรยากาสโลกของทีมวิจัยร่วมระหว่างสหรัฐและนอร์เวย์ ซึ่งถูกปล่อยจากเกาะทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของนอร์เวย์

ก่อนหน้านั้นนอร์เวย์แจ้งการปล่อยจรวดกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศแล้ว รวมทั้งรัสเซีย แต่จดหมายสูญหายไปเพราะระบบราชการที่มีพิธีรีตองมากมายของรัสเซีย และไม่เคยไปถึงมือของศูนย์เรดาร์เตือนภัย จนหวุดหวิดจะเกิดสงครามขึ้น

รัสเซียเคยใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามหรือไม่

ไม่เคย จนถึงขณะนี้การใช้อาวุธนิวเคลียร์เพียงครั้งเดียวระหว่างสงครามคือ การทิ้งระเบิดปรมาณูในเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นโดยสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1945 ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในขณะนั้นระเบิดปรมาณูมีน้ำหนัก 15 กิโลตัน คร่าชีวิตคนไปราว 1.5 ล้านคน แต่ปัจจุบันหัวรบนิวเคลียร์อาจมีน้ำหนักกว่า 1,000 กิโลตัน

ภาพ: wikipedia/Stanislav Kozlovskiy (กระเป๋านิวเคลียร์ของรัสเซียในช่วงต้นทศวรรษ 1990)

สหรัฐโต้ไม่มีแล็บอาวุธชีวภาพในยูเครนตามที่รัสเซียอ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677786

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 12:55 น.สหรัฐโต้ไม่มีแล็บอาวุธชีวภาพในยูเครนตามที่รัสเซียอ้าง

สหรัฐปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียที่ว่ามีห้องวิจัยอาวุธชีวภาพซ่อนอยู่ในยูเครน

Reuters รายงานว่า สหรัฐปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของรัสเซียที่ว่าสหรัฐมีห้องวิจัยอาวุธชีวภาพกว่า 30 แห่งซุกซ่อนอยู่ในยูเครน โดยบอกว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว “น่าหัวเราะ” และบอกว่ารัสเซียอาจกำลังวางแผนใช้อาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพในยูเครน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียตอกย้ำข้อกล่าวหาที่มีมาเป็นเวลาหลายปีอีกครั้งว่าสหรัฐร่วมกับยูเครนพัฒนาอาวุธชีวภาพเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า “ข้อกล่าวหาของรัสเซียนั้นไร้สาระ น่าหัวเราะ…มันไม่มีอะไรเลย มันเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่คลาสสิกของรัสเซีย”

ขณะที่ เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์ว่า รัสเซียกำลังสร้างหลักฐานเท็จเพื่อหาความชอบธรรมให้กับการกระทำของตัวเองในยูเครน

ด้าน เจน ซากี โฆษกทำเนียขาวเผยว่า รัสเซียขึ้นชื่อเรื่องการใช้อาวุธเคมีมายาวนาน รวมทั้งความพยายามในการลอบสังหารและวางยาศัตรูทางการเมืองอย่าง อเล็กซี นาวัลนี

ส่วนโฆษกประธานาธิบดียูเครนระบุว่า ยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจาก มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเผยว่า รัสเซียมีเอกสารที่แสดงว่ากระทรวงสาธารณสุขของยูเครนสั่งทำลายตัวอย่างเชื้อกาฬโรค อหิวาตกโรค แอนแทรกซ์ และเชื้อโรคอื่นๆ ก่อนวันที่ 24 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่กองทัพรัสเซียบุกยูเครน

ซาคาโรวาเผยว่า เอกสารที่กองทัพรัสเซียพบในยูเครนแสดงให้เห็นถึง “ความพยายามเร่งด่วนในการลบหลักฐานของโครงการทางชีววิทยาทางทหาร” ซึ่งสหรัฐให้เงินสนับสนุน โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมของเอกสารดังกล่าว

REUTERS/Jonathan Ernst