บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายกว่าที่คิด สหรัฐเสียชีวิตแล้ว 6 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600524

  • วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 19:42 น.

บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายกว่าที่คิด สหรัฐเสียชีวิตแล้ว 6 ราย

สหรัฐเร่งหาต้นเหตุการเสียชีวิตและเจ็บป่วยจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

ตัวเลขผู้เสียชีวิตด้วยโรคปอดอันเนื่องมาจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 6 รายแล้วนับตั้งแต่พบการเสียชีวิตด้วยสาเหตุดังกล่าวครั้งแรกในรัฐอิลลินอยส์เมื่อเดือนที่แล้ว โดยผู้เสียชีวิตรายล่าสุดเป็นหญิงวัย 50 ปีกว่าและมีปัญหาสุขภาพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เธอป่วยหนักหลังเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ไม่นาน ก่อนอาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตในที่สุด

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) รายงานว่าพบผู้ป่วยด้วยโรคปอดจากการสูดไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 450 รายใน 33 รัฐและอีก 1 ดินแดนของสหรัฐ

การเสียชีวิตของผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั่วสหรัฐสร้างความตื่นตัวถึงความปลอดภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ทว่าคณะทำงานซึ่งนำโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) และองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ยังไม่ระบุว่าอาการป่วยที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าประเภทใด แต่ผู้ป่วยทั้งหมดมีประวัติใช้บุหรี่ไฟฟ้าและบางรายใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันกัญชา เช่น สาร THC

ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐนิวยอร์ก พบว่าสารระเหยที่ผสมน้ำมันกัญชาที่นำมาตรวจสอบเกือบทั้งหมดล้วนผสมวิตามินอี อะซิเตตในปริมาณสูง และมีผลิตภัณฑ์น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับอาการป่วยของคนไข้ แต่ยืนยันว่าวิตามินอี อะซิเตตไม่ก่อให้เกิดอันตรายหากรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือใช้กับเครื่องประทินผิว โดยขณะนี้กำลังตรวจหาผลกระทบต่อสุขภาพในกรณีสูดดมเข้าไป เนื่องจากลักษณะที่เป็นน้ำมันอาจเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดโรคปอด

หลังพบตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้น สมาคมโรคปอดแห่งสหรัฐ ได้ออกคำเตือนว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ปลอดภัยและก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอดหรือปอดเสียหายจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ เช่น ในกรณีของ อดัม เฮอร์เกนรีเดอร์ นักเรียนกีฬาวัย 18 ปีจากรัฐอิลลินอยส์ ที่ป่วยด้วยโรคปอดอันเนื่องจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าหลังใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ราว 1 ปีครึ่ง และจากการตรวจยังพบอีกว่าปอดของนักกีฬาอนาคตไกลรายนี้มีลักษณะเหมือนปอดของคนวัย 70 ปี และอาจจะไม่ได้กลับไปเล่นกีฬาที่เขารักอีก เนื่องจากปอดไม่สามารถทำงานหนักได้

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะเก็บบุหรี่ไฟฟ้าที่แต่งกลิ่นออกจากตลาด เนื่องจากพบว่านักเรียนทั้งมัธยมต้นและมัธยมปลายหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแต่งกลิ่นเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดย CDC เผยว่า ปี 2018 มีวัยรุ่นสหรัฐใช้บุหรี่ไฟฟ้าถึง 5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.5 ล้านคนจากปีก่อนหน้า

จากตัวเลขนี้ทำให้บริษัทผลิตบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่เจ้าหนึ่งตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากโฆษณาว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนถึง 99% หรือแทบจะไม่มีผลเสียต่อสุขภาพเลย โดยมุ่งเน้นทำการตลาดกับกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะ

เผยคำพิพากษา ธรรมนัสติดคุก4ปีที่ออสเตรเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600521

  • วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 19:32 น.

เผยคำพิพากษา ธรรมนัสติดคุก4ปีที่ออสเตรเลีย

ผู้สื่อข่าวของ The Sydney Morning Herald เปิดเผยเอกสารคำพิพากษาคดีที่ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคดียาเสพติด

โดยในเอกสารของศาลในศาลแขวงนิวเซาท์เวลส์ แสดงให้เห็นว่า ร.อ. ธรรมนัสมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมรู้ร่วมคิดอย่างใกล้ชิดในคดีดังกล่าว โดยใช้ชื่อมานัส บ่อพรหม โดยช่วยจัดเตรียมวีซ่า และตั๋วเครื่องบินในกรุงเทพฯ เพื่อจัดส่งยาเสพติด และนำพัสดุจากโรงแรมพาร์กรอยัล (Parkroyal) ในเมืองซิดนีย์ไปยังผู้ซื้อในบอนได (Bondi)

เอกสารของศาลแสดงให้เห็นว่า มนัส ซึ่งในขณะนั้นเป็นทหารหนุ่ม และศรศาสต์ เทียมทัด ซึ่งเป็นพี่น้องกับมนัส ถูกจับที่เมืองบอนไดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1993 (พ.ศ. 2536) และถูกตั้งข้อหาสมคบคิดที่จะนำเข้าเฮโรอีนมูลค่า 4.1 ล้านเหรียญออสเตรเลียเข้าประเทศ (ค่าเงินในเวลานี้ประมาณ 85.6 ล้านบาท) ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 1993 (พ.ศ. 2536) ผู้พิพากษาบอกกับมนัสจะต้องรับโทษจำคุกนานถึง 9 ปี มนัสเริ่มให้ความร่วมมือเพื่อที่จะรับโทษสถานเบาลง โดยรับสารภาพเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1993 (พ.ศ. 2536) และถูกตัดสินโดยศาลแขวงนิวเซาท์เวลส์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1994 (พ.ศ. 2537) ให้จำคุก 6 ปี โดยมีโทษขั้นต่ำ 4 ปี และต้องจำคุกเป็นระยะเวลา 2 ปีก่อนที่จะรับทัณฑ์บน

มนัสและศรศาสต์ได้ยื่นอุทธรณ์ว่าโทษรุนแรงเกินไป เนื่องจากจำเลยร่วมที่เป็นชาวออสเตรเลียได้รับโทษขั้นต่ำ 2 ปีครึ่ง แต่เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 1995 (พ.ศ. 2538) ศาลอุทธรณ์แห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ปฏิเสธคำขอของพวกเขา และทั้งคู่รับโทษจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ Parklea เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1997 (พ.ศ. 2540) รวมเวลา 4 ปี จากนั้นส่งตัวออกจากประเทศไป

บันทึกของศาลแสดงให้เห็นว่าหลังจากการจับกุมมานัส บ่อพรหม ในปี 1993 (พ.ศ. 2536) เขายังให้รายละเอียดแก่ตำรวจออสเตรเลียเกี่ยวกับธุรกิจใต้ดินในประเทศไทย และการมีส่วนร่วมของทหารในการค้ายาเสพติด

The Herald และ The Age สื่อออสเตรเลียที่สืบสวนเรื่องนี้ ยังระบุว่า นักการเมืองฝ่ายค้านในไทยค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ ร.อ. ธรรมนัสจากสถานทูตออสเตรเลียในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนรัฐบาลไทยยืนยันว่าได้ขอข้อมูลจากออสเตรเลียเกี่ยวกับ ร.อ. ธรรมนัส ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งในเดือนกรกฎาคม แต่ไม่ได้บอกว่าได้รับแจ้งเรื่องคดีความหรือไม่

ส่วนสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย “ไม่ได้ปฏิเสธว่า” ได้แบ่งปันข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย เกี่ยวกับการดำเนินคดีร.อ. ธรรมนัส ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติตามปกติภายใต้ข้อตกลงเรื่องการแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศ โดยสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย แถลงว่า ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมด ควรไปสอบถามยังทางการไทย

อ้างอิงจาก Ex-con cabinet minister changes story over Sydney jail time โดย Michael Ruffles, James Massola และ Michael Evans

https://www.smh.com.au/national/ex-con-cabinet-minister-changes-story-over-sydney-jail-time-20190912-p52qow.html

iPhone กับความเหมือน Huwaei พลิกจากผู้นำเป็นไล่ตาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600497

  • วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 16:39 น.

iPhone กับความเหมือน Huwaei พลิกจากผู้นำเป็นไล่ตาม

ใหม่สำหรับแอปเปิล แต่เก่าสำหรับค่ายอื่น

สาวกแอปเปิลได้เห็นหน้าค่าตาของ iPhone 11 ที่มาพร้อมกับไฮไลต์สำคัญที่ ทิม คุก ภูมิใจนำเสนออย่าง “กล้องสามตัว” ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมองว่าเป็นเรื่องใหม่เฉพาะกับคนที่ใช้สมาร์ทโฟนของแอปเปิลเท่านั้น เพราะสมาร์ทโฟนเจ้าอื่นทั้งในรุ่นท็อปและไม่ท็อปใช้กันล่วงหน้าแอปเปิลเป็นปีแล้ว

แอปเปิลพยายามไล่ตามคู่แข่งด้วยการติดตั้งกล้องหลังสามตัวให้กับ iPhone 11 Pro ที่ช่วยให้ถ่ายภาพในมุมที่กว้างขึ้น แต่คู่แข่งจากจีนอย่างหัวเว่ยติดตั้งกล้องสามตัวมากว่า 1 ปีแล้ว ยังไม่นับซัมซุง เสียวหมี่ และค่ายอื่นๆ ที่ใช้กล้องนี้กับสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ยังมีเสียงบ่นถึงการจัดวางตำแหน่งของกล้องที่ดูจะแปลกๆ จนเกิดมีมล้อเลียนว่าเหมือนกับกะลามะพร้าวบ้าง เตาแก๊สไฟฟ้าบ้าง ลูกโบลิ่งบ้าง หรือบางคนก็ตั้งข้อสังเกตว่ากรอบทรงสี่เหลี่ยมของกล้องทั้งสามตัวดูคล้ายกับดีไซน์กล้องของหัวเว่ยรุ่น Mate 20 ที่เปิดตัวเมื่อเกือบ 1 ปีก่อน

การเปิดตัวครั้งนี้ดูเหมือนว่าแอปเปิลเปลี่ยนตำแหน่งจากเจ้าแห่ง “นวัตกรรมใหม่” ที่ทำให้สาวกร้องว้าวได้ทุกครั้งที่เปิดตัวสมัยที่ สตีฟ จ็อบส์ ยังมีชีวิตอยู่ มาเป็นฝ่ายตั้งรับและตามหลังคู่แข่งภายใต้การกุมบังเหียนของ ทิม คุก เช่นที่ นีล มอว์สตัน นักวิเคราะห์จาก Strategy Analytics บอกว่า “แอปเปิลไม่ได้ปฏิวัติ iPhone เลยนับตั้งแต่รุ่น 3G เมื่อปี 2008”

ทว่าแอปเปิลมีฟีเจอร์หนึ่งอย่างที่คู่แข่งสู้ไม่ได้ นั่นก็คือ ความเป็น iPhone

ลุ้นผู้เชี่ยวชาญอาจใช้สเต็มเซลฟื้นระบบประสาทมีชาเอล ชูมาเคอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600477

  • วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 13:32 น.

ลุ้นผู้เชี่ยวชาญอาจใช้สเต็มเซลฟื้นระบบประสาทมีชาเอล ชูมาเคอร์

มีชาเอล ชูมาเคอร์ นักแข่งรถสูตรหนึ่งชาวเยอรมัน และเป็นนักแข่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การแข่งขัน ต้องยุติอาชีพนักแข่งลงกลางคันหลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะเล่นสกีในรีสอร์ทส่วนตัวที่เทือกเขาแอลป์ ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 29 ธันวาคมปี 2013 โดยศีรษะฟาดกับก้อนหินอย่างรุนแรงแม้จะสวมหมวกนิรภัยก็ตาม ทำให้เขาอยู่ในอาการโคม่า แม้ว่าต่อมาจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ยังเดินไม่ได้ และสื่อสารไม่ได้

ล่าสุด สื่อฝรั่งเศส Le Parisien รายงานงานว่า ชูมาเคอร์เข้ารับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่สถาบัน โอปิตาล เออโรเปอ็อง ฌอร์จ-ปอมปิดู (Hôpital Européen Georges-Pompidou) ในกรุงปารีส พยาบาลที่ดูแลเขาเผยว่า ชูมาเคอร์รู้สึกตัว แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการรักษา นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก

Le Parisien เผยว่า แพทย์ที่ทำการรักษาชูมาเคอร์ คือศาสตราจารย์ฟิลิปป์ เมนาสเช (Philippe Ménasché) ผู้บุกเบิกการรักษาด้วยสเต็มเซล แต่ไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง และอาจเป็นไปได้ว่า อาจมีการทดลองรักษาเขาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพื่อฟื้นฟูระบบประสาท ซึ่งยังเป็นการรักษาที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในระดับการทดลอง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ชูมาเคอร์เข้ารับการรักษาด้วยรูปแบบใด Le Parisien ได้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในวงการวิทยาศาสตร์ซึ่งแสดงความกังวลว่า การฟื้นฟูระบบประสาทด้วยสเต็มเซลล์ยังไม่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน และในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การทดลองไม่ประสบความสำเร็จ แต่หากครั้งนี้สำเร็จก็จะถือเป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ ในบทความ “สเต็มเซลล์คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร?” โดยอาจารย์ ดร.คณิสส์ เสงี่ยมสุนทร ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า

เซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ คือเซลล์ชนิดพิเศษพบได้ทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโตในสิ่งมีชีวิต สามารถแบ่งตัวได้อย่างไม่จำกัดและสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย เช่น เซลล์ผิวหนัง สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และเซลล์เม็ดเลือด มีหน้าที่สำคัญในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพในร่างกาย

โรคที่ทางการแพทย์ยอมรับว่าสามารถใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาได้ มีเพียงโรคที่เกิดจากความผิดปกติในระบบเลือดเท่านั้น เช่นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย โรคโลหิตจางหรือทาลัสซีเมีย ซึ่งรักษาด้วยวิธีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไข ส่วนโรคอื่นๆ ที่มีการอ้างว่ารักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิดได้ยังอยู่ในกระบวนการศึกษาวิจัยทางคลินิก ซึ่งอาจจะให้ผลดีในการรักษาในอนาคตแต่ยังไม่ถูกบรรจุอยู่ในการรักษามาตรฐาน

อ้างอิงจาก

“Schumacher hospitalisé à Paris : un traitement en question”. (11 septembre 2019). Le Parisien. http://www.leparisien.fr/sports/schumacher-hospitalise-a-paris-un-traitement-en-question-10-09-2019-8149473.php

“สเต็มเซลล์ (Stem Cell); เซลล์ต้นกำเนิด ตอนที่1: สเต็มเซลล์คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร?”. ดร.คณิสส์ เสงี่ยมสุนทร ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/198/สเต็มเซลล์-StemCell-เซลล์ต้นกำเนิด/

พบน้ำบนดาวนอกระบบสุริยะครั้งแรก แต่ไกลเกินกว่ามนุษย์จะไปถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600465

  • วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 12:22 น.

พบน้ำบนดาวนอกระบบสุริยะครั้งแรก แต่ไกลเกินกว่ามนุษย์จะไปถึง

นับเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบน้ำในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์คล้ายโลก ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ห่างไกลจากระบบสุริยะของเรา และเป็นหลักฐานว่า มีองค์ประกอบสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตอยู่นอกระบบระบบสุริยะของเราเป็นครั้งแรก

การค้นพบล่าสุด รายงานอยู่ในในผลการวิจัยโดยทีมนักวิทยาศาสตร์แห่ง University College London (UCL) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy ซึ่งพบไอน้ำในชั้นบรรยากาศของดาว K2-18b หลังจากใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลสำรวจชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ โดย K2-18b โคจรรอบดาวแคระ (ดาวฤกษ์ประเภทหนึ่ง) ในกลุ่มดาวสิงห์ ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 100 ปีแสง

ทั้งนี้ K2-18b เป็นหนึ่งใน “ซุปเปอร์เอิร์ธ” หรือดาวคล้ายโลกที่มีขนาดระหว่างอยู่โลกของเราและเนปจูน ปัจจุบันมีการตรวจพบดาวเคราะห์นอกระบบมากกว่า 4,000 ชนิดทุกประเภทและขนาด และนับเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบน้ำในชั้นบรรยากาศรอบๆ ซุปเปอร์เอิร์ธ ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ในระยะห่างที่เอื้อต่อการเกิดขึ้นของของเหลวบนพื้นผิวของดาว

แองเจโล เชียราส นักดาราศาสตร์ที่ UCL กล่าวว่า ทีมงานกำลังมุ่งความสนใจไปที่ตรวจหาดาวเคราะห์นอกระบบที่มีสภาพคล้ายกับที่อยู่บนโลก แต่แน่นอนว่า การค้นหานี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อหาสถานที่ที่เราจะย้ายไปอยู่ได้ เพราะการเดินทางไป K2-18b ต้องใช้เวลานานมาก เฉพาะแค่แสงจากดวงดาวของ K2-18b นั้น ต้องใช้เวลาหนึ่งศตวรรษในการเข้าถึงโลกของเรา

“เนื่องจากมันอยู่ไกล เราจึงไม่ได้มีทางเลือกอื่น นอกจากจะอยู่บนโลกของเราเองต่อไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเราต้องทำให้โลกกลับมาดีดังเดิมอีกครั้ง แทนที่จะมองหาทางเลือกอื่น” เชียราสกล่าวกับรอยเตอร์ส

นอกเหนือจากระยะทางอันไกลโพ้นแล้ว แล้วดาวเคราะห์นอกระบบ ยังมีโอกาสสัมผัสกับการแผ่รังสีได้มากกว่าโลก ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการบนดาวดวงนั้นจึงน้อยมาก

ศาลดัตช์ไฟเขียว ความจำเสื่อมฆ่าตัวตายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600427

  • วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

ศาลดัตช์ไฟเขียว ความจำเสื่อมฆ่าตัวตายได้

ศาลชั้นต้นในกรุงเฮกของเนเธอร์แลนด์พิพากษาให้แพทย์หญิงพ้นความผิดในคดีการุณยฆาตผู้ป่วยโรคความจำเสื่อม ถือเป็นคดีตัวอย่างของเนเธอร์แลนด์ซึ่งอนุญาตให้มีการการุณยฆาตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นประเทศแรกของโลกเมื่อปี 2002

หญิงสูงวัยรายหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคความจำเสื่อมเมื่อปี 2012 จากนั้นเธอได้เขียนจดหมายระบุให้ทำการุณยฆาตแทนการส่งเธอไปอยู่ที่สถานดูแลผู้ป่วยโรคความจำเสื่อม โดยยังบอกอีกว่าต้องการตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะจบชีวิตเมื่อใดในขณะที่ตัวเองยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน

หลังจากผู้ป่วยรายนี้ถูกส่งตัวไปยังสถานดูแลผู้ป่วย แพทย์หญิงพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขที่จะทำการุณยฆาตคนไข้รายนี้แล้ว โดยมีแพทย์อีก 2 รายลงความเห็นยืนยันว่าเธอเป็นโรคความจำเสื่อมจริง จึงเตรียมลงมือ

ในวันที่หญิงวัย 74 เสียชีวิต เธอไม่รู้ตัวว่าแพทย์หญิงได้ใส่ยาระงับประสาทลงไปในกาแฟ ก่อนที่จะให้ยาในขั้นตอนสุดท้ายต่อหน้าสามีและลูกสาวของผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้ให้ความยินยอม แต่ผู้ป่วยกลับลุกขึ้นขณะที่แพทย์กำลังให้ยาการุณยฆาตจนคนในครอบครัวต้องเข้าไปจับไว้ ก่อนที่แพทย์จะให้ยาต่อจนหมด

คดีนี้มีการฟ้องร้องกันเมื่อปี 2016 โดยพนักงานอัยการชี้ว่าแม้ผู้ป่วยจะระบุเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่าให้ทำการุณยฆาต แต่แพทย์หญิงก็ไม่ได้ถามความสมัครใจของผู้ป่วยอีกครั้งหลังจากเธอเข้าไปอยู่ในสถานดูแลว่ายังต้องการทำตามประสงค์เดิมหรือไม่ เพราะผู้ป่วยอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้

ทว่าผู้พิพากษาลงความเห็นว่า แพทย์หญิงได้ทำทุกขั้นตอนตามกฎหมายแล้ว ทั้งการปรึกษากับแพทย์รายอื่นและครอบครัวของผู้ป่วย รวมทั้งทำตามที่ผู้ป่วยระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน อีกทั้งขณะลงมือผู้ป่วยยังมีสภาพจิตใจไม่ปกติ แพทย์จึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยยืนยันความตั้งใจอีกครั้ง ดังนั้นจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

หลังศาลอ่านคำพิพากษาผู้คนในห้องพิจารณาคดีต่างปรบมือแสดงความดีใจ เนื่องจากคดีนี้ถือเป็นคดีแรกของประเทศนับตั้งแต่บังคับใช้กฎหมายเมื่อ 17 ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ กฎหมายของเนเธอร์แลนด์อนุญาตให้ทำการุณยฆาตภายใต้ข้อจำกัดเข้มงวด รวมทั้งการที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับความทุกข์ทรมานจนไม่สามารถทนรับได้และไม่มีหนทางรักษา และต้องการจบชีวิตตัวเอง โดยคณะกรรมการตรวจสอบการทำการุณยฆาตระบุว่าเมื่อปีที่แล้วมีการทำการุณยฆาต 6,126 ครั้ง

พลีบาร์เกน (Plea bargain) ที่ธรรมนัสอ้างถึงคืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600420

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 20:16 น.

พลีบาร์เกน (Plea bargain) ที่ธรรมนัสอ้างถึงคืออะไร

ระหว่างตอบกระทู้ในรัฐสภากรณีการรายงานข่าวของสื่อออสเตรเลีย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เอ่ยถึงคำว่า “พลีบาร์เกน” ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมอย่างหนึ่งของออสเตรเลีย โดยกล่าวว่า “ศาลประเทศออสเตรเลียให้ตนอยู่ในกระบวนการการต่อรองการรับสารภาพ (Plea Bargaining) เพื่อให้กระบวนการไต่สวนแล้วเสร็จแค่นั้น แต่เมื่อยุติ ตนยังอยู่ต่อเพราะอยากใช้ชีวิตกับครอบครัว”

พลีบาร์เกน (Plea bargain) คืออะไร? ในเว็บไซต์ของสำนักงานอัยการรัฐเซาท์ออสเตรเลีย เรียกคำนี้ว่า plea negotiation และอธิบายไว้ดังนี้

คำว่า “plea negotiation” (การเจรจาต่อรองรับสารภาพ) หมายถึงกระบวนการที่โจทก์และจำเลย (ผ่านตัวแทนทางกฎหมายที่ได้รับการแต่งตั้ง) ทำข้อตกลง หรือมีทางออกที่น่าพอใจร่วมกันเกี่ยวกับคดีความทางอาญา โดยการเจรจาต่อรองในคดีอาญาในทำนองนี้จะไม่ทำกันโดยปิดลับ และไม่ได้หมายความโทษที่ผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับจะลดน้อยลงไป

สาเหตุที่ทำให้ฝ่ายกฎหมายใช้วิธี Plea bargain ก็เพราะบางครั้งหลักฐานไม่แน่นหนาพอที่จะเอาผิด รวมถึงมีปัจจัยด้านพยานแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยที่จะดำเนินคดีด้วยความมั่นใจทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้น ผู้ดำเนินคดีมีทางเลือก 2 ทางคือ 1.ดำเนินคดีด้วยข้อหาเดิม หรือ 2. ดำเนินคดีด้วยข้อหาใหม่ ซึ่งในบางกรณีมีโทษเบากว่าคดีเดิม

ฝ่ายผู้ต้องหาจะต่อรองกับอัยการว่าจะรับสารภาพในข้อหาใหม่โดยโทษอาจจะเบาลงกว่าข้อหาเดิม หรือถ้ามั่นใจว่าจะชนะแน่เพราะหลักฐานอ่อน ก็อาจเสี่ยงดวงด้วยการลุยกับข้อหาเดิมต่อไป

ทั้งนี้ ตามหลักการกฎหมายของออสเตรเลีย ผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรสารภาพผิดเกินกว่าที่ถูกกล่าวหาหรือเกินไปกว่าหลักฐานที่ได้รับการเปิดเผย ดังนั้น จึงต้องมีความระมัดระวังการเลือกข้อหาที่จะดำเนินคดีหลังการต่อรองกันแล้ว เพื่อให้สมกับความผิดที่กระทำไป โดยจะมีความเป็นไปได้ดังนี้

1. ตกลงรับผิดตามข้อกล่าวหา (อิงกับหลักฐานพยานที่ข้อตกลงกัน)

2. ตกลงรับผิดตามข้อกล่าวหา (อิงกับหลักฐานพยานที่ขัดแย้งกัน)

3. ตกลงรับผิดตามข้อกล่าวหา ในข้อหาที่น้อยลงกว่าที่ตำรวจได้ตั้งไว้

4. ตกลงรับผิดตามข้อกล่าวหาที่อ่อนลงหรือตามข้อหาเดิม แต่ยังคงโทษที่สมเหตุสมผลไว้

5. ถอนข้อหาทั้งหมด ยุติการดำเนินคดี

6. พิจารณาข้อหาบางข้อโดยไม่ดำเนินคดี

7. ปฏิเสธการต่อรอง และดำเนินคดีตามปกติ

ทั้งนี้ “หลักฐานพยานที่ขัดแย้งกัน” หมายความว่า ผู้ถูกกล่าวยอมสารภาพความผิดที่เกี่ยวข้อง แต่ยังคงโต้แย้งหลักฐานหรือสถานการณ์แวดล้อมที่ยกขึ้นมาเป็นหลักฐานฟ้องเขา แต่ด้วยกระบวนการเจรจา ทำให้อัยการและผู้ถูกกล่าวหาตกลงกันได้ว่าจะฟ้องในข้อหาอื่น

หากมีการทำข้อตกลงระหว่างอัยการและฝ่ายจำเลย ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะทำการหามติร่วมกันต่อหน้าผู้พิพากษา เพื่อยอมรับว่าได้กระทำผิด (Pleas of Guilty) หากไม่มีข้อตกลงระหว่างอัยการและฝ่ายจำเลย ข้อเสนอจะถูกปัดตกไป และจะดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป

ในระบบกฎหมายแบบ Civil law เช่นในประเทศไทย การต่อรองแบบ Plea bargain เป็นเรื่องยากมาก ต่างจากระบบกฎหมายแบบ Common law (เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐ) ในระบบกฎหมาย Civil law แบบไทยนั้น ถ้าจำเลยสารภาพ คำสารภาพจะถูกใช้เป็นหลักฐาน ส่วนอัยการก็มีข้อจำกัดโดยไม่มีอำนาจที่จะถอนข้อหาหรือลดข้อหาหลังจากที่มีการยื่นฟ้องคดี ทำให้การทำPlea bargain เป็นไปไม่ได้

อ้างอิงจากUnderstanding Plea Negotiations /Office Of The Director Of Public Prosecutions

ความไม่ไว้ใจจีนกับอนาคตที่มืดมนของหลักการหนึ่งประเทศ สองระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600400

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 17:48 น.

ความไม่ไว้ใจจีนกับอนาคตที่มืดมนของหลักการหนึ่งประเทศ สองระบบ

บทวิเคราะห์โดยกรกิจ ดิษฐาน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับนักการทูตรายหนึ่ง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความวุ่นวายที่ฮ่องกงกำลังทำให้คนไต้หวันไม่มั่นใจกับการรวมชาติกับจีนแผ่นดินใหญ่ และทำให้กระแสสนับสนุนเอกราชของไต้หวันมีน้ำหนักมากขึ้น

ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตกลับไปว่า แนวโน้มที่เกิดขึ้นไม่เป็นผลดีต่อพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่มีท่าทีเป็นมิตรกับแผ่นดินใหญ่และค่อนข้างที่จะหวังให้ไต้หวันกับแผ่นดินใหญ่รวมเป็นประเทศเดียวกัน ในการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า มีโอกาสที่พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) จะได้รับชัยชนะ

การสนทนานี้สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในฮ่องกงและไต้หวัน นั่นคือความรู้สึกไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งกับจีนแผ่นดินใหญ่ หรืออย่างน้อยกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ และไม่ใช่แค่ผู้เขียนกับนักการทูตท่านนี้เท่านั้นที่เห็นตรงกัน สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น Bloomberg ก็มีบทวิเคราะห์ในทำนองนี้ โดยชี้ว่า ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินของไต้หวันจากพรรค DPP กำลังมีคะแนนนิยมดีขึ้นมาก ทั้งๆ ที่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 คะแนนนิยมของไช่อิงเหวินดิ่งลงเหลือแค่ 15% หลังจากพรรค DPP พ่ายการเลือกตั้งท้องถิ่นให้กับพรรค KMT

ในช่วงปลายปี 2018 ถึงต้นปี 2019 มติมหาชนในไต้หวันสวิงกลับไปทางพรรคสายนิยมจีนแผ่นดินใหญ่ แต่พอเกิดความวุ่นวายในฮ่องกง มติมหาชนดีดกลับไปที่พรรคสายต่อต้านแผ่นดินใกฆญ่อีกครั้ง และทำให้ไช่อิงเหวินรอดตายหวุดหวิด ทั้งยังอาจเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ได้ด้วยซ้ำ จากเดิมที่เกือบจะหมดอนาคตอยู่แล้ว

สำนักข่าว Bloomberg ได้สัมภาษณ์ความเห็นของคนไต้หวันรายหนึ่งชื่อเจียง ซึ่งแต่ก่อนเธอโหวตให้พรรค KMT เกือบทุกครั้ง และต้องการให้รักษาความสัมพันธ์อันดีกับแผ่นดินใหญ่เอาไว้ เนื่องจากพ่อของเธอทำงานที่แผ่นดินใหญ่ และพี่สะใภ้มาจากมณฑลเจ้อเจียง แต่ทัศนะของเจียงเปลี่ยนไป หลังจากการใช้กำลังสลายการชุมนุมที่ฮ่องกงด้วยกำลัง ทำให้เธอเห็นว่าจีนพร้อมที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ

เธอบอกกับ Bloomberg ว่า “ฉันไม่เชื่ออะไรเกี่ยวกับหนึ่งประเทศสองระบบจากปากพวกนั้นอีกแล้ว”

การละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศที่ชาวไต้หวันรายนี้เอ่ยถึง ไม่ใช่แค่ข้อตกลงระหว่างจีนกับอังกฤษเกี่ยวกับสถานะของฮ่องกง (Sino-British Joint Declaration 1984) เท่านั้น แต่รวมถึงข้อตกลงที่เรียกว่า ฉันทามติปี 1992 (1992 Consensus)

ฉันทามติปี 1992 เป็นผลจากการประชุมระหว่าง KMT กับตัวแทนอย่างไม่เป็นทางการของรัฐบาลจีน โดยฝ่าย KMT อ้างว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะยอมรับหลักการ “จีนเดียว” ทั้งแผ่นดินใหญ่และไต้หวันถือเป็นจีนประเทศเดียวกัน แต่ตกลงกันว่าจะตีความสถานะความเป็นจีนกันเอง

ปักกิ่งตีความว่า จีนเดียวที่ว่านี้หมายถึงรัฐบาลสาธารณรฐประชาชนจีน โดยที่ไต้หวันเป็นแค่เขตปกครองพิเศษ ลักษณะเดียวกันฮ่องกง หรือมาเก๊า

ไทเปตีความว่า จีนเดียวคือสาธารณรัฐจีน ที่ตอนนี้บริหารที่ไต้หวันแต่มีอธิปไตยเหนือแผ่นดินใหญ่ เพียงแต่ตอนนี้มีอำนาจบริหารไปถึงแค่เกาะจินเหมิน

แม้จะตีความต่างกันแต่หัวใจของข้อตกลงนี้ก็คือการรักษาสถานะเดิม (Status quo) เอาไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน แม้ว่าพรรค DPP ในไต้หวันจะไม่ยอมรับแนวคิดก็ตาม

ในระหว่างการสนทนากับนักการทูตท่านนั้น ผู้เขียนได้รับการบอกกล่าวว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิงไม่ยอมรับข้อตกลงปี 1992 แล้ว โดยท่าทีของสีจิ้นผิงก็คือ จะยอมรับไต้หวันในสถานะเดียวกับฮ่องกงเท่านั้น ซึ่งไช่อิงเหวินไม่ยอมรับ โดยกล่าวว่าจีนพยายามดึงไต้หวันให้เข้ามาอยู่ในหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งนอกจากไช่อิเหวินจะไม่รับหลักการนี้แล้ว ยังไม่ยอมรับข้อตกลงปี 1992 ด้วย

สมมติว่าไต้หวันคล้อยตามข้อเสนอของสีจิ้นผิง ที่จะเป็นเขตปกครองพิเศษเหมือนฮ่องกง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงจะทำให้คนไต้หวันเปลี่ยนใจอยู่ดี

ยังไม่นับสื่อต่างประเทศบางแห่งที่ถึงกับคาดเดาว่า ดีไม่ดีจีนอาจจะละเมิดข้อตกลงกับอังกฤษเรื่องสถานะของฮ่องกงด้วยซ้ำ เพราะข้อตกลงนี้ไม่มีพันธะผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ด้วยแนวโน้มต่อต้านจีน พรรคที่สนับสนุนแนวทางปรองดองอย่าง KMT จะต้องหาทางออกโดยด่วน เพราะหากยังยึดกับหลักจีนเดียวและหลักรักษาสถานะเดิม โอกาสที่จะกลับมากกุมอำนาจจะยิ่งน้อยลง และพรรคสายเรียกร้องเอกราช คือ DPP ก็จะยิ่งได้รับความไว้วางใจ ไม่ว่าจะบริหารประเทศได้แย่แค่ไหนก็ตาม

ปัญหาก็คือ ดูเหมือนว่า KMT ยังจนแต้มไม่รู้จะเปลี่ยนท่าทีอย่างไร เพราะแม้แต่สมาชิกระดับนำที่ป็อปปูลาร์ที่สุดอย่าง หานกั๋วอวี่ นายกเทศมนตรีเมืองเกาสง ที่ถูกถามเรื่องฮ่องกง แต่บอกว่าไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น

*ภาพประกอบ คือ เอ็ดดี้ ชู (ซ้าย) นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกง โจชัว หว่อง (กลาง) และ หลัวเหวินเจีย เลขาธิการพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าแห่งไต้หวัน (DPP) เข้าร่วมการแถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่ DPP ในไทเป เมื่อเดือนกันยายน 3, 2019. ภาพถ่ายโดย Sam YEH / AFP)

ไอร์แลนด์เตรียมปลูกต้นไม้ 440 ล้านต้นสู้โลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600397

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 17:34 น.

ไอร์แลนด์เตรียมปลูกต้นไม้ 440 ล้านต้นสู้โลกร้อน

รัฐบาลหลายประเทศเริ่มตื่นตัวแก้ปัญหาโลกร้อน ล่าสุดคือไอร์แลนด์

รัฐบาลไอร์แลนด์มีแผนจะปลูกต้นไม้ให้ได้อย่างน้อย 440 ล้านต้นภายในปี 2040 โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ประกาศไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050

ตัวแทนจากกระทรวงการสื่อสารสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมไอร์แลนด์เผยว่า ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกประกอบด้วยไม้ตระกูลสน 70% และไม้เนื้อแข็งอีก 30% โดยจะปลูกเฉลี่ยปีละ 22 ล้านต้น

การประกาศนี้มีขึ้นหลังจากมีผลการศึกษาเรื่อง The global tree restoration potential (ศักยภาพในการฟื้นฟูป่าไม้ของโลก) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า การปลูกต้นไม้ 500,000 ล้านต้นขึ้นไปคือทางแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ณ ขณะนี้ เนื่องจากจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ถึง 25%

ในระยะหลังนี้หลายประเทศเริ่มตื่นตัวเรื่องการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยลดโลกร้อน อาทิ เอธิโอเปียที่ทำลายสถิติด้วยการพากันปลูกต้นไม้ 350 ล้านต้นภายใน 1 วัน หรือสกอตแลนด์ที่ปลูกต้นไม้บนเนื้อที่ 112 ตารางกิโลเมตรเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 22 ล้านต้น จากที่ตั้งเป้าไว้เพียง 100 ตารางกิโลเมตร

***ภาพประกอบ เด็กๆ ชาวเอธิโอเปียร่วมปลูกต้นไม้ในวันปลูกต้นไม้แห่งชาติในกรุงแอดดิสอาบาบาเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา Photo by MICHAEL TEWELDE / AFP

ญี่ปุ่นอาจปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีฟุกุชิมะลงทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600348

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 14:04 น.

ญี่ปุ่นอาจปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีฟุกุชิมะลงทะเล

สุดท้ายแล้วญี่ปุ่นอาจจะต้องปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีนับล้านๆ ตันลงมหาสมุทร เพราะไม่มีพื้นที่จัดเก็บแล้ว

นับตั้งแต่เกิดสึนามิถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะเมื่อ 8 ปีที่แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังไม่สามารถหาวิธีจัดการกับน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีของโรงงานได้ แต่ล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม โยชิอะกิ ฮะระดะ ของญี่ปุ่น แถลงข่าวทางโทรทัศน์ว่า หนทางแก้ปัญหาการจัดเก็บน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเพียงหนึ่งเดียวคือการปล่อยลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

ขณะที่ โยชิเดะ ซูกะ เลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงในวันเดียวกันว่า ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่ตัดสินใจว่าจะจัดการกับน้ำปนเปื้อนอย่างไร รวมทั้งยังไม่มีการลงมติว่าจะปล่อยลงสู่มหาสมุทร อย่างไรก็ดีรัฐบาลจะหารือกันให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจ

แม้กลุ่มชาวประมงญี่ปุ่นและทางการเกาหลีใต้จะคัดค้านแผนการดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าน้ำปนเปื้อนจะส่งผลกระทบต่อชีวิตสัตว์น้ำและมนุษย์ ทว่านักวิทยาศาสตร์หลายคนกลับบอกว่าน้ำที่ปนเปื้อนเหล่านี้จะค่อยๆ เจือจางในมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่ไพศาล และสารทริเทรียมที่ปนเปื้อนอยู่นั้นมีโอกาสน้อยที่จะเป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะต้องใช้น้ำนับล้านๆ ตันเพื่อนำมาหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ เมื่อน้ำเหล่านี้ถูกน้ำมาใช้และปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีแล้วทางโรงงานจะนำไปเก็บไว้ในแทงก์ขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้น้ำไหลออกมาปนเปื้อนภายนอกโรงงาน โดยตั้งแต่เกิดเหตุสึนามิเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ทางโรงงานได้สูบน้ำปนเปื้อนออกมาจัดเก็บในแทงก์แล้วราว 200 ตันต่อวัน โดยแทงก์จะรองรับน้ำได้ถึงภายในปี 2022 เท่านั้น