ทายาทแจ็ค หม่า ชายที่ช่วยบริษัททำเงินได้เกือบล้านล้านบาทในวันเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600325

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 12:05 น.

ทายาทแจ็ค หม่า ชายที่ช่วยบริษัททำเงินได้เกือบล้านล้านบาทในวันเดียว

ในที่สุด แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา กรุ๊ป ก็ก้าวลงจากตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของบริษัทด้วยอายุเพียง 55 ปี ก่อนหน้านี้ เขาแต่งตั้งให้ แดเนียล จาง (Daniel Zhang) ประธานกรรมการบริหาร หรือซีอีโอคนปัจจุบัน เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานบริหารต่อจากเขา

หลังจากนี้ แดเนียล จาง คือ Executive Chairman ผู้รับผิดชอบชีวิตพนักงานถึง 101,958 คน กับอนาคตของอาณาจักรธุรกิจมูลค่า 143,801 ล้านเหรียญสหรัฐ

แดเนียล จาง หรือที่รู้จักที่จีนแผ่นดินใหญ่ในชื่อ จางหย่ง คว้าดีกรีด้านการเงินจาก ม.เศรษฐศาสตร์และการเงินแห่งเซี่ยงไฮ้ (SUFE) เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินในบริษัทเกม เซิ่งต้า อินเตอร์แอ็คทีฟ เอนเตอร์เทนเม้นท์ ของจีน และผู้จัดการอาวุโสของบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจของไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส ในเซี่ยงไฮ้ ก่อนจะร่วมงานกับเว็บไซต์เถาเป่า ซึ่งเป็นบริษัทลูกของอาลีบาบา ในปี 2007 ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ต่อด้วยประธาน Tmall.com เว็บไซต์ค้าปลีกในเครือ ประธานฝ่ายปฏิบัติการของอาลีบาบา และรับตำแหน่งซีอีโอของอาลีบาบาต่อจาก โจนาธาน ลู เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

จาง ยังเป็นหัวหอกดูแลการซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน ควบคุมการซื้อกิจการ เช่น โยวคู่ถู่โต้ว เว็บไซต์เผยแพร่คลิปวิดีโอคล้ายกับยูทูบ รวมทั้งดูแลการขยายแผนการค้าปลีกสมัยใหม่ที่เน้นการเชื่อมต่อการช็อปปิ้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน

ประโยคหนึ่งที่หม่าเขียนไว้ในจดหมายแจ้งแผนการสืบทอดตำแหน่งต่อพนักงานคือ นับตั้งแต่จางนั่งเก้าอี้ซีอีโอเมื่อปี 2015 อาลีบาบาเติบโตทางธุรกิจต่อเนื่องมาตลอดถึง 13 ไตรมาสติดต่อกัน ทั้งยังยกย่องว่าความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ของจางไม่มีใครเทียบ

แจ็ค หม่า แสดงคอนเสิร์ตในการฉลองครบรอบ 20 ปีบริษัทอาลีบาบา

จาง ฝากผลงานไว้ในอาลีบาบามากมาย อาทิ การบริหารเว็บไซต์เถาเป่าจนมีกำไร และเป็นคนริเริ่มเทศกาลช็อปปิ้ง ดับเบิล 11 หรือที่คุ้นกันในชื่อ Single Day หรือวันคนโสดของจีน ทำยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 50 ล้านหยวน ในปี 2009 ที่เปิดขายครั้งแรก จนถึง 213,500 ล้านหยวน (หรือราว 919,000 ล้านบาท) เมื่อปี 2018 จนปัจจุบันซิงเกิงเดย์กลายเป็นเทศกาลช็อปปิ้งภายใน 24 ชม. ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้าแบล็กฟรายเดย์ในสหรัฐ และไพรม์เดย์ของอเมซอนไปแล้ว

วัน Single Day เกิดจากการไอเดียของหม่ากับ แดเนียล จาง ซีอีโอคนปัจจุบัน ที่จะมารับตำแหน่งประธานบริหารต่อจากหม่า เริ่มสั่นกระเป๋านักช็อปตั้งแต่ปี 2009 และทำลายสถิติทั้งของเทศกาลช็อปปิ้งออนไลน์เจ้าอื่นและสถิติของตัวเองเรื่อยมา จนถึงปีที่ 10 ในปีนี้ก็ยังไม่มีใครหยุดได้ หักปากกาเซียนที่คาดการณ์กันก่อนหน้านี้ว่าวันคนโสดปีนี้จะซบเซาจากพิษสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ

พนักงานของบริษัทอาลีบาบา ในวันฉลองครบ 20 ปี

อย่างไรก็ดี ต้นกำเนิดจริงๆ ของวันคนโสดต้องย้อนไปราวปี 1993 เมื่อบรรดานักศึกษาจาก ม.หนานจิง ลุกขึ้นมาซื้อของขวัญฉลองความโสดของตัวเองและเป็นการต่อต้านสังคมที่กดดันให้พวกเขารีบแต่งงาน โดยเลือกเอาวันที่ 11 พ.ย. (11/11) เป็นวันต่อต้านวันวาเลนไทน์ ต่อมากิจกรรมนี้แพร่หลายไปทั่วมหาวิทยาลัยและกระจายสู่โลกภายนอก ภาษาจีนเรียกวันนี้ว่า กวงกุ้นเจี๋ย แปลตรงตัวก็คือ วันท่อนไม้ เพราะท่อนไม้มีลักษณะยาวๆ คล้ายกับเลขหนึ่ง คำนี้จึงกลายเป็นสแลงหมายถึงคนโสด และเลข 1 ก็มีลักษณะคล้ายคนที่ยืนหงอยเหงาไร้คู่ จึงกลายเป็นตัวแทนของคนโสดที่ยืนเรียงกัน 4 คน

ปัจจุบันกวงกุ้นเจี๋ยไม่ใช่วันสำหรับคนโสดเท่านั้น แต่คนที่ไม่โสดก็ใช้โอกาสนี้ในการช็อปปิ้งเป็นรางวัลให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากสินค้าที่ขนมาลดราคานับล้านๆ ชิ้น อาลีบาบายังเอาใจนักช็อปด้วยการเชิญเซเลบคนดังมาสร้างความบันเทิงระหว่างที่ลูกค้ากำลังช็อปปิ้ง โดยปีนี้เป็นคิวของ มารายห์ แคร์รี่ ดีว่าเสียงทรงพลัง และคณะกายกรรมเซิร์ค ดู โซเลย์ ที่โด่งดังไปทั่วโลก

นอกจากนี้ แต่ละปีอาลีบาบายังใช้อีเว้นท์นี้เป็นสนามทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ของบริษัท อาทิ New Retail การช็อปปิ้งที่ผสานกันระหว่างโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์ รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีความจริงเสริม (augmented reality)

เปิดตัวทีเดียวทีเดียว3รุ่น iPhoneใหม่ให้อะไรกับเราบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600315

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 10:32 น.

เปิดตัวทีเดียวทีเดียว3รุ่น iPhoneใหม่ให้อะไรกับเราบ้าง

แอปเปิล (Apple) กลับมาเล่นกับจุดแข็งของตัวเองด้วย iPhone รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และ iPad ที่รองรับการให้บริการใหม่ๆ ด้านเกมและโทรทัศน์ นอกจากนี้ ยังปรับปรุง Apple Watch รุ่นใหม่ที่สามารถบอกได้ว่าเมื่อใดที่สถานที่นั้นๆ มีเสียงดังเกินไป หรือช่วยบอกทิศทางที่ถูกต้องให้กับผู้สวมใส่

การเปิดตัวครั้งใหญ่ เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะชดเชยยอดขาย iPhone ที่ตกต่ำลง ในการแถลงข่าวครั้งนี้ เฉพาะ iPhone มีการเปิดตัวใหม่ถึง 3 รุ่น

iPhone 11 มีการอัพเกรดระบบกล้องสองตัว อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น ชิปคอมพิวเตอร์ที่แข็งแกร่งขึ้น และกันน้ำได้ดีขึ้น โดยจะมีราคาเริ่มต้นที่ 699 เหรียญสหรัฐ และจะวางตลาดในวันที่ 20 กันยายน

กล้องหลังของ iPhone 11 และ iPhone Pro

กล้องของโทรศัพท์มีเลนส์มุมกว้างพิเศษ ใช้ชิป “A13 ไบโอนิค” ที่ผลิตโดยบริษัท โดย Apple จุดเด่นคือการแสดงผลกราฟิกประสิทธิภาพสูง และความสามารถในการประมวลผล

Apple ยังเปิดตัว iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ที่ที่มีหน้าจอใหญ่กว่า ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 999 และ 1,099 เหรียญสหรัฐตามลำดับ วางจำหน่ายในวันที่ 20 กันยายน

รุ่น Pro ของ iPhone มีจอแสดงผล OLED แบบ “super retina” ซึ่งแสดงผลคมชัด และกล้องตัวที่สามด้านหลังสำหรับภาพถ่ายและวิดีโอคุณภาพระดับมืออาชีพ รวมถึงซอฟต์แวร์ซูมและแก้ไขภาพ

กล้องทั้ง 3 ตัวของ iPhone Pro

จุดเด่นอีกอย่างของรุ่น Pro คือการถ่ายภาพเซลฟี่แบบสโลว์โมชั่นที่คิดค้นศัพท์ขึ้นมาใหม่ เรียกว่า “slofies” อย่างไรก็ตาม iPhones ทั้ง 3 รุ่นยังไม่ได้รับการออกแบบมารองรับเครือข่ายโทรคมนาคม 5G

ในส่วนของ iPad รุ่นที่ 7 มีจอแสดงผลขนาด 10.2 นิ้ว ราคาอยู่ที่ 329 เหรียญสหรัฐ เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 30 กันยายน สิ่งที่ต้องมาคู่กันคือ Apple Pencil ที่ทำงานร่วมกับหน้าจอสัมผัสของ iPad สามารถใช้เป็นตัวควบคุม สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เคส iPad ทำจากอลูมิเนียมรีไซเคิลทั้งหมด และจะมีระบบปฏิบัติการที่เพิ่งเปิดตัวออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต

Apple iPad

Apple Watch รุ่นที่ 5 มีหน้าจอสัมผัสที่แสดงผลอยู่เสมอ ดังนั้นจึงสามารถดูเวลาและการแจ้งเตือนได้ตลอดเวลา แต่กินไฟจากพลังงานแบตเตอรีน้อย ส่วนซอฟต์แวร์ใหม่ที่มาพร้อมกันคือ การติดตามระดับเสียงรบกวนรอบข้างเพื่อป้องกันระบบการได้ยิน ระบบตรวจสอบรอบประจำเดือนสำหรับผู้หญิง และ “เข็มทิศ” สำหรับบอกทิศทาง

Apple Watch Series 5 มีราคาเริ่มต้นที่ 399 เหรียญสหรัฐ จะวางจำหน่ายในวันที่ 20 กันยายน ทั้งนี้ Apple ยังลดราคาของ Apple Watch Series 3 ลงโดยมีราคาเริ่มต้นที่ 199 เหรียญสหรัฐ

Apple Watch Series 5

บริการสตรีมมิ่งทีวีของ Apple ที่เรียกว่า  TV + จะเปิดตัวในต่างประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยจะมีรายการให้ชมกันคือ “The Morning Show,” “Dickinson,” “See,” “For All Mankind” และ “The Elephant Queen” แต่ ทิม คุก หัวหน้าผู้บริหารของ Apple สัญญาว่าจะเพิ่มเนื้อหามากขึ้นหลังจากนี้

ค่าบริการ TV+ อยู่ที่ 4.99 เหรียญสหรัฐต่อเดือนหรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของค่าบริการชม Netflix สามารถดูได้โดยใช้อุปกรณ์ Apple หรือ ชมออนไลน์ที่ tv.apple.com ทั้งนี้ ผู้ที่ซื้อ iPhone, iPad, Apple TV ใหม่, iPod touch หรือคอมพิวเตอร์ Mac จะได้รับโอกาสชม Apple TV+ เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Apple จะเปิดให้บริการเกม Arcade ในวันที่ 19 กันยายนและคิดค่าบริการ 4.99 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่ง Arcade จะมีเกมส์พิเศษมากกว่า 100 รายการสำหรับเล่นบนอุปกรณ์ต่างๆ ที่ผลิตโดย Apple

ย้อนวันวานอาลีบาบาในวันที่แจ็ก หม่า ขอวางมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600286

  • วันที่ 10 ก.ย. 2562 เวลา 20:45 น.

ย้อนวันวานอาลีบาบาในวันที่แจ็ก หม่า ขอวางมือ

เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว แจ็ก หม่า แห่งอาลีบาบา หนึ่งในบริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลก สร้างความเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศว่า อีก 12 เดือนเจ้าตัวจะวางมือจากการเป็นประธานกรรมการบริหารอาลีบาบา โดยจะส่งไม้ต่อให้กับ แดเนียล จาง หรือจาง หย่ง ถือเป็นการส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านอาลีบาบาไปสู่ยุคใหม่ที่ชัดเจนที่สุด

และวันนี้คือวันที่หม่าวางมืออย่างเป็นทางการในวันเกิดวัย 55 ปี และยังบังเอิญตรงกับวันครบรอบการก่อตั้งอาลีบาบาปีที่ 20 พอดิบพอดี แม้ว่าหลายคนมองว่าหม่าวางมือเร็วเกินไปเมื่อเทียบกับเจ้าสัวจีนรายอื่นๆ ในวัยไล่เลี่ยกันที่ยังไม่มีใครยอมวางมือสักคน ทว่า ดันแคน คลาร์ก เพื่อนของหม่าและผู้เขียนหนังสือ Alibaba: The House That Jack Ma Built เขียนไว้ในหนังสือว่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบาวางแผนส่งไม้ต่อให้คนที่เหมาะสมมานานแล้ว เนื่องจากตัวเขาเองขาดความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและการเงิน ดังนั้นหม่าจึงมองหาคนเก่งอย่างจางมาช่วย

แต่ถึงจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่อาลีบาบาภายใต้การกุมบังเหียนของหม่าได้กลายเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซแถวหน้าของจีน ด้วยมูลค่าตามราคาตลาดสูงถึง 460,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นแบรนด์ค้าปลีกที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกนอกสหรัฐในปี 2019 จากการจัดอันดับของ WPP บริษัทด้านการตลาดระดับโลกและบริษัทที่ปรึกษา Kantar

เส้นทางสู่ความสำเร็จของหม่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรน ฉีกตัวเองแบบก้าวกระโดดไปสู่วิสัยทัศน์ IT สุดล้ำ

หม่า มีชื่อเดิมว่า หม่าหยุน เกิดที่เมืองหังโจว ชีวิตเขาคงเป็นได้แค่ไกด์ผีพานักท่องเที่ยวไปชมความงามของเมืองที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของจีน หากไม่มีโอกาสได้พบเพื่อนชาวออสเตรเลียที่ถูกใจกันถึงขั้นชวนไปอยู่ด้วยช่วงปิดเทอม เป็นหนึ่งเดือนที่ทำให้ได้ซาบซึ้งว่า จีนไม่ได้เป็นประเทศแสนสุขที่สุดในจักรวาลเหมือนคำสอนที่ถูกฝังไว้ในหัว และโลกใบนี้กว้างกว่าที่คิด

นี่เป็นครั้งแรกที่หม่าเริ่มรู้จักกับคำว่าวิสัยทัศน์

เช่นเดียวกับวัยรุ่นจีนทุกคน หม่าพยายามสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย แต่ล้มเหลวถึง 2 ครั้ง สุดท้ายสอบติดมหาวิทยาลัยครูเมืองหังโจว ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “เป็นมหาวิทยาลัยที่ห่วยที่สุด” แม้จะห่วย แต่ยังประคับประคองตัวเองจนจบ ได้บรรจุเป็นครูด้วยเงินเดือนแค่ 100 หยวน หรือแค่ 500 บาท!

ชีวิตเขาคงกินเงินเดือนแสนอัตคัดต่อไป หากไม่สลัดตัวเองจากอาชีพครู เดินเตะฝุ่นหางานอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งในปี 1995 ได้เป็นล่ามติดตามผู้แทนรัฐบาลไปเมืองซีแอตเติล ของสหรัฐ ทำให้หม่าได้รู้จักกับอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก

เมื่อลองเสิร์ชคำคำหนึ่งใน yahoo! กลับไม่พบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจีนแม้แต่เว็บไซต์เดียว ทำให้เขารู้สึกหดหู่ที่ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด กลับล้าหลังในเรื่องเทคโนโลยีที่สุด

แต่ในฉับพลันเขารู้ตัวว่ากำลังพบโอกาสที่จะสร้างธุรกิจอินเทอร์เน็ตที่บ้านเกิดให้ดังเปรี้ยงปร้าง

หม่าเริ่มต้นด้วยเงินกู้ 2,000 เหรียญสหรัฐ ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่อง PC หรืออินเทอร์เน็ตแม้แต่น้อย ไม่ผิดอะไรกับ “คนตาบอดขี่หลังเสือตาบอด” ทั้งยังต้องต่อกรกับบริษัท China Telecom ด้วย สถานการณ์เริ่มเข้าตาจน หม่ากัดฟันสู้เฮือกสุดท้าย ในปี 1999 เขาเดินเคาะประตูเพื่อนร่วมอพาร์ตเม้นต์ จนได้เพื่อนร่วมตายมาลงทุนด้วย 18 คน ทุ่มสุดตัวควักเงินในประเป๋ามาเทกองลงบนโต๊ะได้ 60,000 เหรียญสหรัฐ

นั่นคือจุดเริ่มต้นของอาลีบาบา เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชื่อประหลาดที่หมายถึงรหัสลับของขุมสมบัติล้ำค่าตามตำนานอาลีบาบา

แต่ความสำเร็จไม่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน อาลีบาบาแทบล้ม เพราะถือกำเนิดในช่วงที่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตล้มระเนระนาดจากวิกฤตฟองสบู่ dotcom เป็นอีกครั้งที่หม่าต้องทบทวนวิสัยทัศน์ของตัวเองอย่างหนัก จนพบรหัสลับที่จะทำให้รอดและเติบโต

รหัสความสำเร็จอย่างแรกคือ เปิดทางธุรกิจจีนให้เจาะตลาดสหรัฐด้วยช่องทางออนไลน์ ในขณะเดียวกันก็ต้องขยายตลาดในจีนให้มั่นคงไปพร้อมๆ กัน

รหัสที่สองที่เขาบอกกับตัวเองอยู่เสมอ นั่นคือคติที่ว่า “หากยังไม่ยอมแพ้ เรายังมีโอกาส หากเรายังจิ๊บจ๊อย เราต้องพึ่งพามันสมอง ไม่ใช่กำลัง”

กว่าจะประคับประคองจนรอดพ้น ต้องโซซัดโซเซมาจนถึงปี 2002 ซึ่งเป็นปีแรกที่บริษัททำกำไรได้ ด้วยเงินแค่ 1 เหรียญสหรัฐ

แต่วันนี้ Alibaba มีกำไรมหาศาล เป็นหนึ่งในเครือธุรกิจอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในจีน ประเทศที่วันนี้ได้กลายเป็นดินแดนที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก

นอกจากวิสัยทัศน์ทางธุรกิจแล้ว หม่ายังทำลายภาพลักษณ์เดิมๆ ของผู้บริหารระดับสูงที่ต้องนิ่งขรึม วางตัวให้น่าเชื่อถือ ด้วยการแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนราชาเพลงป็อป ไมเคิล แจ็กสัน เปิดตัวมากับรถมอเตอร์ไซค์ 6 สูบ แล้วลงจากรถมาเต้นท่าลูบเป้าอันเป็นเอกลักษณ์ของ ไมเคิล แจ็กสัน เพื่อเอนเตอร์เทนพนักงานในงานฉลองครบรอบ 18 ปีแห่งการก่อตั้งอาลีบาบาเมื่อ 2 ปีที่แล้วจนเรียกเสียงหัวเราะไปทั้งงาน

และเมื่อช่วงเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว หลังจากประกาศจะวางมือ หม่าได้เขียนจดหมายเปิดผนึกไปถึงลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้น เป็นจดหมายที่บอกเล่าเรื่องราวของตัวเขาเองและความสำเร็จในบริษัท รวมถึงมองการณ์ไกลถึงอนาคตของบริษัทภายใต้ผู้นำคนใหม่ เป็นสารที่ทรงพลังที่มีทั้งเรื่องราวความสำเร็จและแผนที่นำทางไปสู่ความสำเร็จยิ่งกว่าในอนาคต

ในจดหมายเขาเริ่มต้นว่า วันที่ประกาศเรื่องนี้เป็นวันครบรอบ 19 ปีแห่งการก่อตั้งอาลีบาบาพอดี และเขารู้สึกตื่นเต้นที่จะบอกข่าวการโอนถ่ายตำแหน่งบริหารให้กับ จาง ในปีหน้า และระหว่างที่หม่ายังคงดำรงตำแหน่งนี้ต่อไปอีก 12 เดือน เขาจะช่วยประคับประคองการเปลี่ยนผ่านนี้ให้สำเร็จลุล่วงไป และย้ำว่าเขาจะอยู่กับอาลีบาบาต่อไปจนถึงการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2020

หม่า บอกว่า เขาได้เตรียมการการสืบทอดตำแหน่งมานานถึง 10 ปีแล้ว และรู้สึกยินดีที่ได้ประกาศข่าวนี้และขอขอบคุณการสนับสนุนจากหุ้นส่วนของอาลีบาบาและคณะกรรมการบริหาร และเขายังจะขอขอบคุณเป็นพิเศษกับเพื่อนร่วมงานและครอบครัวของพวกเขา เพราะ “ความเชื่อมั่น การช่วยเหลือ และการทำงานร่วมกันของพวกเราตลอด 19 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราพร้อมรับกับวันสำคัญครั้งนี้ด้วยความเชื่อมั่นและความแข็งแกร่ง”

เขาเสริมว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าอาลีบาบาได้ก้าวไปสู่อีกขั้นของการบริหารจัดการ จากบริษัทที่เคยพึ่งพาปัจเจกบุคคล มาเป็นระบบที่มีความเป็นเลิศด้านองค์กร และมีวัฒนธรรมการพัฒนาอัจฉริยภาพ

หม่า เล่าย้อนอดีตว่า“เมื่ออาลีบาบาก่อตั้งเมื่อปี 1999 เป้าหมายของเราคือการสร้างบริษัทที่สามารถทำให้จีนและโลกรู้สึกภาคภูมิใจว่าเป็นบริษัทที่สามารถก้าวข้าม 3 ศตวรรษและมีอายุยืนนาน 102 ปี อย่างไรก็ตาม เรารู้ว่าไม่มีใครสามารถทำให้บริษัทยั่งยืนนานถึง 102 ปีได้ บริษัท อาลีบาบาที่ยั่งยืนจะต้องสร้างขึ้นมาบนหลักการบริหารจัดการที่สมเหตุสมผล มีปรัชญาที่อิงความเป็นอารยะเป็นแกนหลัก และมีความต่อเนื่องในการพัฒนาศักยภาพ ไม่มีบริษัทไหนที่จะพึ่งพาผู้ก่อตั้งได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งผมควรจะรู้ดีกว่าคนอื่น เพราะข้อจำกัดด้านกายภาพและพลังงาน ไม่มีใครที่จะสามารถแบกรับความรับผิดชอบในฐานะประธานและซีอีโอได้ตลอดกาล”

นี่คือใจความสำคัญที่ หม่า พยายามบอกกับคนในบริษัท ผู้ถือหุ้น และยังอาจสะท้อนไปถึงบริษัทอื่นๆ ที่พึ่งพา “บารมี” ของผู้ก่อตั้งมากเกินไป จนเมื่อผู้ก่อตั้งเกิดเป็นอะไรขึ้นกะทันหัน ก็พลอยทำให้บริษัทสั่นคลอนไปด้วย และแม้จะมีการโอนถ่ายอำนาจระหว่างที่ผู้ก่อตั้งยังมีชีวิตอยู่ หากเป็นการถ่ายเลือดใหม่อย่างไร้ประสิทธิภาพ หรือปล่อยให้มีการแย่งชิงกัน ก็อาจเป็นสาเหตุแห่งความพินาศได้เช่นกัน

สาเหตุที่อาลีบาบา “อะเมซิ่ง” ไม่ใช่เพราะธุรกิจหรือระดับความสำเร็จของพวกเขา หม่า บอกว่า สิ่งที่สุดยอดของอาลีบาบาก็คือ พวกเขามาทำงานร่วมกันภายใต้ปฏิบัติการและวิสัยทัศน์ร่วมกัน ระบบหุ้นส่วนที่นำมาใช้ วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และทีมงานที่มีศักยภาพ เป็นรากฐานสำหรับอนาคตของอาลีบาบา เขาบอกว่า “ที่จริงแล้ว นับตั้งแต่ผมโอนถ่ายความรับผิดชอบในฐานะซีอีโอ เมื่อปี 2013 บริษัทก็ยังเดินหน้าต่อไปอย่างราบรื่นเป็นเวลา 5 ปี โดยอิงกับรากฐานระดับสถาบันที่ได้วางไว้”

ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องผู้บริหารคนใหม่ ผู้บริหารคนเก่าบอกว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 1999 เขาก็มองเห็นแล้วว่า ในอนาคตอาลีบาบาจะต้องพึ่งพาแรงผลักดันจากความที่มี “ทาเล้นต์” (ความสามารถที่โดดเด่น) ที่จะช่วยให้การสืบทอดทีมบริหารเป็นไปอย่างราบรื่น เขาบอกว่า “หลังจากการทำงานหนักหลายปี อาลีบาบาก็กลายเป็นศูนย์รวมผู้มีศักยภาพและคุณภาพยอดเยี่ยม และมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นคือการใช้เป้าหมายเป็นแรงผลักดัน รวมถึงข้อที่ว่า เรายังพัฒนาผู้นำธุรกิจที่มีความโดดเด่นและมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ แดเนียล จาง”

จะเห็นได้ว่าหม่าไม่ได้มองตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล แต่มองการทำงานเป็นทีมและการรักษาองค์การร่วมกันมากกว่า และตระหนักว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “วัน แมน โชว์” แต่อยู่ที่การรู้จักเลือกใช้ทีมคนเก่งและปั้นคนเก่งมารองรับองค์กรอย่างไม่ขาดสายต่างหาก

ใครส่งซิกให้สื่อออสเตรเลีย อาจเป็นอวตารที่พบข่าวธรรมนัสก่อนใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600282

  • วันที่ 10 ก.ย. 2562 เวลา 20:08 น.

ใครส่งซิกให้สื่อออสเตรเลีย อาจเป็นอวตารที่พบข่าวธรรมนัสก่อนใคร

รายงานโดยทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟ – รัฐบาลไทยในตอนนี้กำลังเผชิญกับความลำบากใจว่าควรปกป้องคนที่มีประวัติอย่างธรรมนัสหรือไม่

จากการตรวจสอบของโพสต์ทูเดย์พบว่า ข่าวตัดที่มีข้อมูลเรื่อง “มนัส บ่อพรหม” และศรศาสตร์ เทียมทัศน์ ที่ถูกตั้งข้อหาเรื่องยาเสพติดเฮโรอีน เป็นข่าวสั้นในหนัาที่ 4 ของ The Sydney Morning Herald เมื่อวันศุกร์ที่ 16 เมษายน 1993 เป็นข่าวสั้นที่มีขนาดเล็กมากในหน้าหนังสือพิมพ์จนแทบจะสังเกตไม่เห็น แต่ข่าวดังกล่าวมีอยู่จริงแน่นอน โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากคลังหนังสือพิมพ์ newspapers.com ซึ่งเป็นคลังหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม โพสต์ทูเดย์พยายามตรวจสอบคำพิพากษาจากฐานข้อมูลของศาลสหพันธรัฐออสเตรเลียและศาลอื่นๆ ยังไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่ทีมงานโพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟพบว่า ข่าวเกี่ยวกับการจับกุมถูกผู้ใช้งานชื่อ patnida2 ตัดเป็นคลิปเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2019

The Sydney Morning Herald ฉบับวันศุกร์ที่ 16 เมษายน 1993 ข่าวของ มนัส บ่อพรหมอยู่ริมสุดด้านขวา เป็นข่าวขนาดเล็กมาก

จากการตรวจสอบพบว่า วันที่ 11 กรกฎาคม 2019 (พ.ศ. 2562) ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า แถลงข่าวชี้แจงกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณสมบัติของการเป็นรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าไม่มีประวัติอาชญากรรม และเรื่องคดีความในต่างประเทศได้ชี้แจงไว้แล้ว

ในวันนั้นโพสต์ทูเดย์ได้ติดตามรายงานข่าวการแถลงของ ร.อ. ธรรมนัส ซึ่งได้กล่าวว่า สื่อมวลชนสามารถตรวจสอบหลักฐานต่างๆ จากศาลของออสเตรเลียได้ว่า เป็นความจริงหรือไม่ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องโอละพ่อ และถือเป็นตราบาปที่ตนไม่เคยพูดมาตลอด 30 ปี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประมาณปี 2535 หรือ 2536 แต่สื่ออวตารกลับโจมตีว่า ตนต้องกลับมารับโทษในประเทศไทย และตอนนี้ตนรู้หมดแล้วว่า ใครอยู่เบื้องหลังความพยายามที่จะล้มตนให้ได้

The Sydney Morning Herald ฉบับวันศุกร์ที่ 16 เมษายน 1993 ข่าวของ มนัส บ่อพรหมอยู่ริมสุดด้านขวา เป็นข่าวขนาดเล็กมาก

ร.อ. ธรรมนัสเอ่ยถึงสื่ออวตารถึง 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม และวันที่ 10 กันยายน แต่ไม่ได้ระบุสื่ออวตารดังกล่าวคือใคร แต่จากการตรวจสอบโดยโพสต์ทูเดย์พบบุคคลที่มีชื่อว่า patnida2 ได้พบข้อมูลเรื่องการจับกุม ร.อ. ธรรมนัส ในคลิปข่าวออนไลน์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นบุคคลเดียวกับผู้สื่อข่าวของ The Sydney Morning Herald ที่พบคลิปข่าวฉบับตีพิมพ์ในห้องสมุดของหนังสือพิมพ์

ข่าวดังกล่าวพบในวันที่ 20 กรกฎาคม แต่ยูสเซอร์รายนี้สมัครงานใช้ newspapers.com เพียง 1 วันก่อนหน้านั้น หรือ 19 กรกฎาคม

คำถามก็คือ patnida2 คือใคร? จะเป็นผู้ให้เบาะแสแก่สื่อออสเตรเลียหรือไม่?

โปรไฟล์ของ patnida2

ขณะเดียวกัน The Sydney Morning Herald ยังคงติดตามกรณีของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง และเมื่อช่วงเวลา 17.29 น. ตามเวลาท้องถิ่นของนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย สื่อรายนี้ยังเผยแพร่บทบรรณาธิการเรื่อง “เมื่อการค้าเฮโรอีนไม่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องติดคุก” (Where heroin trafficking is no bar to public office) เขียนโดย Lisa Davies ซึ่งเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้

Lisa Davies กล่าวว่า “หลังจาการเลือกตั้งที่มีการควบคุมอย่างละเอียดในเดือนมีนาคม อดีตนายพล (พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา) ทำให้หลายคนต้องประหลาดใจ ด้วยการได้รับที่นั่งมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสม เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถอ้างสิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย ในการต่อสู้ที่มีมานานกว่าทศวรรษกับทักษิณ ชินวัตร เศรษฐีประชาธิปไตย ที่ถูกขับไล่โดยทหารในปี 2006 ประชาคมโลกจะต้องหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่ประชาธิปไตย แต่องค์ประกอบของรัฐบาลซึ่งเป็นพันธมิตร 18 พรรค ถูกตั้งคำถามไม่น้อย เพราะบทบาทของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ธรรมนัส พรหมเผ่า”

Davies ชี้ว่า “รัฐบาลไทยในตอนนี้กำลังเผชิญกับความลำบากใจว่าควรปกป้องคนที่มีประวัติอย่างธรรมนัสหรือไม่ หาไม่แล้วจะไม่สอดคล้องกับคำสัญญาในการเริ่มต้นใหม่ โดยในเวลาไม่ถึง 2 เดือนที่ผ่านมาโดยเขาผู้นี้พยายามซ่อนความจริงเอาไว้ สื่อมวลชนไทยได้ติดตามข่าวของ Herald เกี่ยวกับรายละเอียดของคำพิพากษาของศาลต่อธรรมนัส แต่ไทยเป็นประเทศที่ความคิดเห็นของสาธารณชนมักไม่มีน้ำหนัก เมื่อวันอังคารนี้ นายกรัฐมนตรีประยุทธยังบอกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย”

ฮ่องกงแย่แล้ว! การท่องเที่ยวทรุดหนักสุดในรอบ 16 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600256

  • วันที่ 10 ก.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

ฮ่องกงแย่แล้ว! การท่องเที่ยวทรุดหนักสุดในรอบ 16 ปี

การท่องเที่ยวฮ่องกงเผชิญภาวะตกต่ำครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโรคซาร์สระบาดในปี 2003 เพียงเดือนที่แล้วเดือนเดียวนักท่องที่ยวหายไปถึง 40%

พอล เฉิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของฮ่องกง เปิดเผยในบล็อกส่วนตัวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังฮ่องกงเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นตัวเลขที่ลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโรคซาร์สระบาดหนักในปี 2003 ที่นักท่องเที่ยวลดลงไป 70%

เฉินเผยว่า ประเด็นทางสังคมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงจากการปะทะกันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการปิดถนนและสนามบิน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เมืองปลอดภัยของฮ่องกงต่อสายตานานาชาติ และทิ้งท้ายว่า สิ่งที่น่าห่วงคือสถานการณ์ยังไม่มีที่ท่าว่าจะจบลงในเร็วๆ นี้

ความเสียหายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็น 1 ใน 4 อุตสาหกรรมเสาหลักของฮ่องกง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกับธุรกิจท้องถิ่น ตั้งแต่โรงแรม การค้าปลีก ไปจนถึงธุรกิจจัดเลี้ยง เนื่องจากความวุ่นวายต่างๆ ทั้งการปิดสนามบิน การจุดไฟเผาทำลายสิ่งของ และการโจมตีรถไฟใต้ดิน ทำให้การประชุมและการเดินทางมาติดต่อธุรกิจต้องเลื่อนออกไปหรือย้ายสถานที่จัดงาน ส่วนนักท่องเที่ยวก็ยกเลิกแผนการเดินทาง เนื่องจากกังวลด้านความปลอดภัย

เหยาซือหรง สมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกงและประธานธุรกิจการท่องเที่ยวจีนในฮ่องกง เผยว่า บรรดาโรงแรมต่างต้องดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดจนถึงขั้นยอมหั่นราคาลง 40-70% ขณะที่อัตราการจองห้องพักลดลงไปกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับอดีตที่มียอดจองเกือบเต็ม “ปัญหาใหญ่คือนักท่องเที่ยวไม่เชื่อมั่นในการเดินทางมาท่องเที่ยวในฮ่องกง ไม่ใช่ราคาหรือการทำการตลาด”

อีกธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบตามมาคือ อาชีพมัคคุเทศก์ที่มีกว่า 6,000 คนทั่วฮ่องกง มัคคุเทศก์ฮ่องกงส่วนใหญ่เป็นอาชีพอิสระและต้องพึ่งพารายได้จากค่าคอมมิชชั่นจากกรุ๊ปทัวร์ ทว่าสหภาพมัคคุเทศก์ฮ่องกงเผยว่า นับตั้งแต่การประท้วงเปิดฉากขึ้นเมื่อราว 3 เดือนก่อน มีมัคคุเทศก์เพียง 320 คน หรือราว 10% ของมัคคุเทศก์ที่ลงทะเบียนไว้กับสหภาพเท่านั้นที่ยังพอมีรายได้ จากที่เคยทำเงินมากถึง 30,000 เหรียญฮ่องกง หรือราว 117,162 บาทระหว่างเดือน ก.ค.-ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น ทำให้บางคนต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับญาติที่จีนแผ่นดินใหญ่หรือพยายามออกไปข้างนอกให้น้อยลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

การประท้วงกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ลากยาวเข้าสู่วันที่ 80 แล้ว ยังส่งผลไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวในสวนสนุกที่เป็นแม่เหล็กของฮ่องกงอย่างดิสนีย์แลนด์และโอเชี่ยนปาร์กที่เคยเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น แต่วันนี้กลับมีภาพสวนสนุกที่แทบจะว่างเปล่าไร้ผู้คนให้เห็น บางเครื่องเล่นแทบไม่ต้องต่อคิว เช่นเดียวกับร้านอาหารในสวนสนุกที่เหลือโต๊ะว่างถึง 2 ใน 3 แม้ในช่วงเวลาอาหารกลางวันที่มักจะมีลูกค้าแน่น ส่วนร้านเล็กๆ ทยอยปิดตัวไปแล้ว

เจ้าหน้าที่จากสวนสนุกโอเชี่ยนปาร์กเผยว่า สวนสนุกจำหน่ายตั๋วเข้าชมได้ลดลงเป็นผลโดยตรงจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยก่อนการประท้วงครั้งล่าสุดนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่จะเดินทางมาเที่ยวที่สวนสนุกราว 40% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด เมื่อเกิดการประท้วงยืดเยื้อนักท่องเที่ยวจีนก็ค่อยๆ หายไปในที่สุด

นอกจากนี้ ผลกระทบยังลามไปถึงย่านช็อปปิ้งชื่อดังของฮ่องกงอย่างย่านคอสเวย์เบย์ที่เกิดการปะทะระหว่างตำรวจกับผู้ประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และย่านจิมซาจุ่ย ที่เงียบกว่าปกติและแทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวเดินลากกระเป๋าเดินทางให้เห็น โดยพนักงานขายรายหนึ่งของห้างสรรพสินค้าหรูสัญชาติญี่ปุ่นในคอสเวย์เบย์เผยกับสำนักข่าว South China Morning Post เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เธอขายสินค้าไม่ได้สักชิ้นในวันดังกล่าว

เพื่อนบ้านอาเซียนสำลักควัน อินโดยังคุมไฟป่าไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600255

  • วันที่ 10 ก.ย. 2562 เวลา 17:19 น.

เพื่อนบ้านอาเซียนสำลักควัน อินโดยังคุมไฟป่าไม่ได้

ไฟป่าครั้งใหญ่กำลังเผาผลาญป่าดงดิบในอินโดนีเซีย ทำให้เกิดหมอกควันพิษลุกลามปกคลุมมาเลเซีย ภาคใต้ของไทย ลามไปจนถึงฟิลิปปินส์ สถานการณ์เลวร้ายจนต้องปิดโรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พื้นที่ป่าขนาดใหญ่ในเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียวกำลังลุกไหม้ในวงกว้าง คาดว่าเป็นการเผาป่าเพื่อถางพื้นที่ทำเกษตร แม้ว่าเจ้าหน้าที่หลายพันคนจะทุ่มเทกำลังเพื่อดับไฟก็ตาม แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

ล่าสุด คุณภาพอากาศในกรุงกัวลาลัมเปอร์และปริมณฑลได้ลดลงสู่ระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” ตามดัชนีมลพิษทางอากาศของรัฐบาล ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบ เช่นเดียวกับท้องฟ้าของสิงคโปร์ ก็ถูกหมอกควันปกคลุมเช่นกัน มีรายงานว่า กลิ่นใบไหม้ลอยอบอวลไปทั่ว และประชาชนสิงคโปร์กำลังประสบปัญหาระบบทางเดินหายใจและมีอาการคันและตาเจ็บ

โรงเรียนประมาณ 400 แห่งใน 9 อำเภอของรัฐซาราวัก บนเกาะบอร์เนียวต้องปิดการเรียนการสอน โดยมีนักเรียนมากกว่า 150,000 คนได้รับผลกระทบ

ที่จังหวัดจัมบี ประเทศอินโดนีเซีย บนเกาะสุมาตราอันเป็นจุดที่เกิดไฟป่ารุนแรงที่สุดแห่งหนึ่ง โรงเรียนอนุบาลบางแห่งจะปิดทำการจนถึงวันศุกร์ ในขณะที่โรงเรียนประถมและมัธยมต้น จะปิดทำการชั่วคราวเช่นกัน

นายกเทศมนตรีจังหวัดจัมบี แนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากข ณะที่หน่วยงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของมาเลเซียกล่าวว่า จะแจกหน้ากากอนามัยกว่าครึ่งล้านชิ้นไปมอบให้ประชาชน ผ่านคณะกรรมการภัยพิบัติของรัฐซาราวัก

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทางการมาเลเซียกล่าวว่ากำลังเตรียมที่จะทำฝนเทียม เพื่อให้เกิดฝนและทำให้อากาศปลอดโปร่งขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนกังขาถึงประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้

หลังจากเผชิญกับแรงกดดันจากเพื่อนบ้าน โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียจึงประกาศไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า หากไม่สามารถดับไฟป่าได้ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะถูกไล่ออก

ทั้งนี้ ทางการอินโดนีเซีย จัดกำลังพลจำนวนหลายพันคนตั้งแต่เดือนที่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่ารุนแรงเท่ากับเมื่อปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่เกิดไฟป่าเลวร้ายที่สุดในรอบสองทศวรรษ ทำให้เกิดหมอกควันในภูมิภาคเป็นเวลาหลายสัปดาห์

สื่อออสซี่จอมขุดคุ้ยธรรมนัส ไม่ใช่อวตารแต่ทำข่าวมาแล้วเกือบ200ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600215

  • วันที่ 10 ก.ย. 2562 เวลา 14:02 น.

สื่อออสซี่จอมขุดคุ้ยธรรมนัส ไม่ใช่อวตารแต่ทำข่าวมาแล้วเกือบ200ปี

จากกรณีที่ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่าขู่ฟ้องดำเนินคดีกับสื่อที่กล่าวหาเขาผ่านบทความชื่อ “จากอาชญากรสู่รัฐมนตรี: เปิดโปงกรณีนักการเมืองต้องโทษจำคุกในคดีค้ายาเสพติด” (From sinister to minister: politician’s drug trafficking jail time revealed) และยังกล่าวว่า “สื่ออวตารพวกนี้มาจากนอกประเทศทั้งนั้น”

ทั้งนี้ สื่อออสเตรเลียที่เปิดเผยเรื่องดังกล่าวคือ เดอะ ซิดนีย์ มอร์นิง เฮอร์รัล (The Sydney Morning Herald) เป็นสื่อมวลชนชั้นนำที่เชื่อถือได้ของออสเตรเลีย ก่อตั้งเมื่อ 18 เมษายน ค.ศ. 1831 หรือ พ.ศ. 2374 หรือ 188 ปีที่แล้ว โดยในตอนต้นใช้ชื่อว่า Sydney Herald ในปี 1841 หรือ พ.ศ. 2384 ชาวอังกฤษชื่อจอห์น แฟร์ ซื้อกิจการและในปีถัดมา เปลี่ยนชื่อเป็น The Sydney Morning Herald แฟร์ซึ่งครอบครัวจะต้องควบคุมหนังสือพิมพ์เกือบ 150 ปี

กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ดำเนินนโยบายตามอุดมการณ์ของแฟร์ ที่ว่า “ด้วยหลักการของความตรงไปตรงมา ความซื่อสัตย์ และให้เกียรติ เราไม่มีความประสงค์ที่จะทำให้เข้าใจผิด ไม่มีความสนใจที่จะเรียกร้องความสนใจด้วยการโจมตีอย่างไร้ความปราณี หรือกล่าวชมอย่างไร้วิจารณญาณ”

ความน่าเชื่อถือของ SMH สามารถประมินได้จากผลงานตลอดเกือบ 200 ปีที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นหนังสือพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดของออสเตรเลียที่ยังคงพิมพ์จำหน่ายอยู่

ส่วนผู้สื่อข่าวที่รายงานกรณีของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ทั้ง 2 คน คือ Michael Ruffles และ Michael Evans เป็นผู้สื่อข่าวมืออาชีพของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้

ในส่วนของ Michael Ruffles เคยเป็นหัวหน้าบรรณาธิการย่อยของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ฉบับวันอาทิตย์ (Bangkok Post Sunday) ซึ่งเป็นสื่อในเครือบริษัทบางกอกโพสต์และโพสต์ทูเดย์ ระหว่างเดือนตุลาคม 2013 ถึงธันวาคม 2016 และเขาได้รับรางวัลระหว่างดำรงตำแหน่งนี้ โดยเขาทำงานเป็นนักข่าวในออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ปี 2003 ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่ซิดนีย์

Michael Evans เป็นบรรณาธิการข่าวสืบสวน (Investigations Editor) เชี่ยวชาญเด้านข่าวอาชญากรรมและยาเสพติด

สื่อออสเตรเลียเผยธรรมนัสใช้นามแฝงเพียบ หวิดไม่พบข้อมูลคดียาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600205

  • วันที่ 10 ก.ย. 2562 เวลา 12:35 น.

สื่อออสเตรเลียเผยธรรมนัสใช้นามแฝงเพียบ หวิดไม่พบข้อมูลคดียาเสพติด

Michael Ruffles และ Michael Evans ผู้สื่อข่าวชาวออสเตรเลียแห่ง The Sydney Morning Herald ผู้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดียาเสพติดของร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่า เผยว่า พวกเขาเริ่มค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอดีตของ ร.อ. ธรรมนัส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอนที่ ร.อ. ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ว่าให้ไปถามศาลออสเตรเลียว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจริงหรือไม่ ทางทีมข่าวจึงรับคำท้านี้ และค้นข้อมูลเกี่ยวกับเขา

แต่เมื่อตรวจสอบกับฐานข้อมูลของศาลด้วยชื่อของ ร.อ. ธรรมนัส กลับไม่พบรายละเอียดใดๆ เลย สื่ออสเตรเลียรายนี้ชี้ว่าเพราะ ร.อ. ธรรมนัสใช้นามแฝงหลายชื่อในอดีต แต่เมื่อใช้นามแฝงเหล่านั้นก็ไม่พบเบาะแสเช่นกัน

สื่อออสเตรเลียมีเพียงเบาะแสเดียว นั่นคือ การเปิดเผยของร.อ. ธรรมนัสเอง ที่ยอมรับว่าการจับกุมของเขาเกิดขึ้นที่ซิดนีย์ ในเดือนเมษายนปี 1993 ดังนั้น ทีมงานจึงขอให้บรรณารักษ์ของสำนักข่าว ค้นหาแฟ้มคดีอาชญากรรมยาเสพติดในปีนั้นและการส่งตัวกลับประเทศทั้งหมดในช่วงกลางทศวรรษ 1990

ในบรรดากองเอกสารหนา 6 นิ้ว พวกเขาก็พบเบาะแสในที่สุด เป็นข่าวตัดจากหน้าหนังสือพิมพ์(คลิปข่าว) เมื่อวันที่ 16 เมษายน 1993 มีใจความว่า

“ชายชาวออสเตรเลีย 2 คนและชาวไทย 2 คนปรากฏตัวในศาลท้องถิ่นกลางเมื่อวานนี้ หลังจากตำรวจจับกุมเฮโรอีนเกรดสูงมูลค่า 4.2 ล้านเหรียญจากโรงแรมในซิดนีย์ ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียตั้งข้อหา Sam Calabrese, 38, จาก Bondi Beach, Mario Constantino, 46, จาก Rockdale, Sorasat Tiemtad, 39 และ Manat Bophlom อายุ 27 ปีจากกรุงเทพฯ โดยนำเข้าเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัม ผู้พิพากษา Mr Boyd Cleary สั่งให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ไว้จนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม”

ด้วยข้อมูลนี้ พวกเขาจึงได้เบาะแสเรื่องชื่อของร.อ. ธรรมนัส ที่ในเวลานั้นใช้ชื่อว่า มนัส บ่อพรหม (Manat Bophlom) และจากชื่อนี้ พวกเขาต้องเจาะเข้าฐานข้อมูลอีกเป็นเวลาหลายเดือน กว่าจะนำข้อมูลออกมาได้

ส่วนคนไทยอีกรายที่ถูกจับกุมคือศรศาสตร์เทียมทัศน์ ซึ่งมีความสนิทสนมกับมนัส (ร.อ. ธรรมนัส) และเมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้เคยให้สัมภาษณ์แก้ต่างให้ร.อ. ธรรมนัสเกี่ยวกับความพัวพันในคดียาเสพติด

คลิปข่าว The Herald ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 1993 ซึ่งแสดงรายละเอียดการปรากฏตัวของศาลของ มนัส บ่อพรหม CREDIT: FAIRFAX MEDIA

ทั้งนี้ การเปิดเผยดังกล่าวอยู่ในบทความชื่อThe newspaper clipping that confirmed a criminal politician was bluffing เขียนโดยMichael Ruffles และ Michael Evans

“แอปเปิล” ตอบโต้เอ็นจีโอจีน ยันไม่ได้ละเมิดกฎหมายแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600173

  • วันที่ 09 ก.ย. 2562 เวลา 21:30 น.

"แอปเปิล" ตอบโต้เอ็นจีโอจีน ยันไม่ได้ละเมิดกฎหมายแรงงาน

“แอปเปิล” ออกแถลงการณ์ตอบโต้เอ็นจีโอจีน ยืนยันไม่มีการบังคับใช้แรงงาน และมีการจ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทแอปเปิล อิงค์ ออกแถลงการณ์ตอบโต้ไชน่า เลเบอร์ วอทช์ (CLW) ซึ่งเป็นองค์กรเอ็นจีโอที่ติดตามความเคลื่อนไหวของแรงงานในจีน ที่ออกมาระบุว่าว่า บริษัทแอปเปิล และฟ็อกซ์คอนน์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนด้านการผลิตของแอปเปิล ได้ละเมิดกฎหมายแรงงานจีน

แอปเปิลระบุว่า บริษัทได้พิจารณาข้อกล่าวหาของ CLW พบว่า ข้อกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยบริษัทมีการจ่ายค่าตอบแทนแก่แรงงานอย่างเหมาะสม รวมทั้งค่าล่วงเวลาและโบนัส โดยไม่มีการบังคับใช้แรงงานแต่อย่างใด

อย่างไรแอปเปิลยอมรับว่า ทางบริษัทมีการใช้พนักงานชั่วคราวมากเกินกว่าที่กฎหมายระบุไว้ และขณะนี้แอปเปิลกำลังร่วมมือกับฟ็อกซ์คอนน์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

CLW ได้รายงานว่า องค์กรได้ตรวจพบว่า บริษัทคู่ค้าของแอปเปิลได้ละเมิดสิทธิแรงงาน โดยเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบของ CLW ได้แฝงตัวเข้าไปทำงานในโรงงานของฟ็อกซ์คอนน์ที่ตั้งอยู่ในเจิ้งโจวโดยพบว่า โรงงานแห่งนี้มีการใช้พนักงานชั่วคราวจำนวนมากถึง 50% ของการจ้างงานโดยรวมในเดือนส.ค. ขณะที่กฎหมายแรงงานของจีนกำหนดให้มีการจ้างพนักงานชั่วคราวได้สูงสุดไม่เกิน 10%

นอกจากนี้ยังระบุว่า โรงงานของแอปเปิล และฟ็อกซ์คอนน์ มีการทำงานล่วงเวลาอย่างน้อย 100 ชั่วโมงต่อเดือน ขณะที่กฎหมายแรงงานจีนห้ามการทำงาน ล่วงเวลามากกว่า 36 ชั่วโมงต่อเดือน และบริษัทไม่อนุญาตให้แรงงานลาหยุดในช่วงที่มีการผลิตสินค้าจำนวนมาก

CLW ยังระบุด้วยว่า บริษัทไม่ได้จ่ายโบนัสแก่แรงงานชั่วคราวตามที่มีการสัญญาไว้ และไม่มีการแจกอุปกรณ์ป้องกันภัยแก่พนักงาน

ที่มา อินโฟเควสท์  / ภาพ เอเอฟพี

จริงหรือไม่ที่ชาวกรีกเดินทางมาจีนช่วยสร้างทหารดินเผาจิ๋นซีฮ่องเต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600161

  • วันที่ 09 ก.ย. 2562 เวลา 19:31 น.

จริงหรือไม่ที่ชาวกรีกเดินทางมาจีนช่วยสร้างทหารดินเผาจิ๋นซีฮ่องเต้

หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางโบราณคดีในประเทศจีนที่ชาวโลกรู้จักกันดี คือกองทัพทหารดินเผาของสุสานฉินสื่อหวง หรือจิ๋นซีฮ่องเต้ นอกเมืองซีอาน ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2546-208 ปีก่อนคริสตกาล และในระหว่างวันที่ 15 กันยายน – 15 ธันวาคมนี้ จะมีการนำกองทัพหุ่นทหารและโบราณวัตถุอายุกว่า 2,200 ปีมาจัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ให้คนไทยได้ชมกันเป็นขวัญตา

ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็เชื่อว่ารูปั้นทหารดินเผาเหล่านี้คือศิลปะจีนที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังมีผู้เสนอทฤษฎีว่า ประติมากรรมชิ้นเอกของชาวจีน อาจไม่ใช่ผลงานของชาวจีน แต่เป็นฝีมือของช่างชาวกรีกโบราณที่เดินทางมายังประเทศจีน และช่วยออกแบบหุ่นทหารเหล่านี้ให้มีความเหมือนจริงคล้ายกับศิลปะกรีกโบราณ ที่มักจะแกะสลักรูปมนุษย์ที่มีความถูกต้องด้านกายวิภาค

© BrokenSphere / Wikimedia Commons

เมื่อปี 2013 ดร. ลูคัส นิกเกิล ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีจีนแห่งสถาบัน SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน ได้อ้างถึงบันทึกของจีนโบราณที่เล่าเรื่องราวของรูปปั้นยักษ์ที่ปรากฏอยู่ทางตะวันตกอันห่างไกล ตามบันทึกระบุว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงสั่งให้หล่อรูปจำลองของรูปปั้นยักษ์ด้วยทองสัมฤทธิ์ขึ้นหน้าพระราชวัง ดร. นิกเกิลกล่าวว่า เรื่องราวนี้สนับสนุนทฤษฎีเรื่องการติดต่อระหว่างจีนและตะวันตก ที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้จักรพรรดิองค์แรกของจีน ไม่เพียงแต่ทรงสั่งให้ทำเลียนแบบรูปปั้นยักษ์ทั้ง 12 รูปเท่านั้น แต่ยังได้แรงบันดาลใจให้ทรงสร้างกองทัพดินเผาขนาดใหญ่พร้อมกับประติมากรรมขนาดเท่าคนจริงนับพันๆ ชิ้น

ดร. นิกเกิลกล่าวว่า ก่อนยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้ ไม่มีการสร้างรูปปั้นขนาดเท่าจริงขึ้นในประเทศจีนมาก่อน แนวคิดนี้อาจเกิดขึ้นจากอาณาจักรขอชาวกรีกในเอเชีย ที่ก่อตั้งขึ้นหลังจากการพิชิตเอเชียกลางของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นชาวกรีกในเอเชียกลาง อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ได้ริเริ่มสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาเคารพบูชาเป็นครั้งแรกเช่นกัน โดยใช้อิทธิพลศิลปะกรีก ดังนั้นพระพุทธรูปยุคแรก (ศิลปะคันธาระ) จึงมีหน้าตาแบบชาวตะวันตก และมีริ้วจีวรสมจริงเหมือนศิลปะกรีกโบราณ

ศิลปะคันธาระ ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/File:PharroAndArdoxsho.jpg

ต่อมา หลี่ซิวเจิ้น นักโบราณคดีอาวุโสแห่งพิพิธภัณฑ์สุสานฉินสื่อหวง เปิดเผยกับสำนักข่าว BBC เมื่อปี 2016 ว่า พบหลักฐานบ่งชี้ว่ารูปปั้นทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้มีกลิ่นอายศิลปะกรีกโบราณ และช่างฝีมือชาวกรีกอาจเดินทางมาช่วยช่างชาวจีนในการสร้างประติมากรรมเหล่านี้ เพราะก่อนหน้ายุคฉิน ช่างชาวจีนไม่นิยมสร้างประติมากรรมเหมือนมนุษย์จริงๆ มาก่อน แต่ในอารยธรรมกรีกโบราณมีการสร้างรูปมนุษย์อย่างแพร่หลาย

หลี่ซิวเจิ้นกล่าวว่า หลักฐานที่พบแสดงให้เห็นถึงการติดต่ออย่างแน่นแฟ้นระหว่างจีนสมัยราชวงศ์ฉินกับอารยธรรมตะวันตก ก่อนการเปิดใช้เส้นทางสายไหมในสมัยราชวงศ์ฮั่น หรือเมื่อประมาณ 114 ปีก่อนคริสตกาล นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบดีเอ็นเอของชาวยุโรปในแหล่งโบราณคดีที่ซินเจียง ซึ่งมีอายุก่อนการที่จิ๋นซีฮ่องเต้จะสถาปนาราชวงศ์ฉิน หลักฐานเหล่านี้ยืนยันว่า จีนกับโลกตะวันตกติดต่อกันมานานกว่าที่คิดไว้

รถศึกในสุสานทหารดินเผา ภาพจาก Jmhullot

อย่างไรก็ตาม มีผู้คัดค้านทฤษฎีนี้ เช่น จางเว่ยซิง หัวหน้าพิพิธภัณฑ์สุสานฉินสื่อหวง กล่าวกับ AFP ในปี 2016 ว่า ไม่มีหลักฐานบ่งชี้แม้แต่น้อยว่า ผู้ที่สร้างสุสานทหารดินเผากับชาวกรีกมีการติดต่อกัน

ส่วนข้ออ้างที่ว่าพบดีเอ็นเอชาวยุโรปที่ซินเจียง ก็ไม่ได้แสดงถึงอิทธิพลของกรีก เพราะอารยธรรมอินโด – ยูโรเปียนเช่นมีอยู่แล้วในซินเจียงตั้งแต่ปี 2000 ก่อนคริสตศักราช นั่นคือวัฒนธรรมทอคาเรียน (Tocharians) ซึ่งไม่ใช่ชาวกรีก แต่เป็นญาติห่างๆ ของชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ในเอเชียกลาง และต่อมาชาวทอคาเรียนเชื้อสายยุโรป ได้ผสมกับชาวอุยกูร์เชื้อสายเติร์ก จนกระทั่งถูกกลืนไปในศตวรรษที่ 9

มัมมี่ชาวทอคาเรียน ขุดพบที่ทาริม ในซินเจียง ภาพโดย Hiroki Ogawa

ด้านโจแฮนนา แฮนินค์ และเฟลิเป โรฮัส ซิลวา แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์แย้งว่า การตั้งสมมติฐานว่าชาวกรีกมาช่วยชาวจีนสร้างรูปปั้นทหารดินเผา ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่บกพร่องเพราะกล่าวหาว่า การที่อารยธรรมอื่นๆ มีความสามารถด้านศิลปะที่ซับซ้อนก็เพราะได้รับการส่งเสริมจากชาวตะวันตก ซึ่งเป็นความคิดเหยียดเชื้อชาติโดยเห็นว่าชาวยุโรปเป็นศูนย์กลางโลก