สำรวจพบพลาสติกห่ออาหารเป็นขยะเกลื่อนทะเลมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600146

  • วันที่ 09 ก.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

สำรวจพบพลาสติกห่ออาหารเป็นขยะเกลื่อนทะเลมากที่สุด

รายงานของ Ocean Conservancy ซึ่งเป็นองค์กรด้านการอนุรักษ์ทะเลพบว่า ประเภทขยะที่พบบ่อยครั้งที่สุดในทะเลและตามชายหาด คือก้นบุหรี่ รองลงมาคือพลาสติกห่ออาหาร และหลอดพลาสติก

รายงานดังกล่าว ประเมินจากปริมาณขยะที่เก็บได้จากกิจกรรมเก็บขยะประจำปีที่ชายหาดต่างๆ โดยมีหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วมรวมถึงไทย เฉพาะเมื่อปี 2018 มีผู้เข้าร่วมทำกิจกรรมมากถึง 1 ล้านคน และเก็ยขยะได้มากถึง 10.5 ล้านกิโลกรัม

แม้ว่าก้นบุหรี่จะพบได้มากที่สุด แต่เมื่อรวมถึง 10 อันดับแรกแล้วจะพบว่า 8 ใน 10 ประเภทขยะที่พบในทะเล มีความเกี่ยวข้องกับอาหาร ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกห่อ (อันดับที่ 2) หลอดพลาสติก (อันดับที่ 3) ช้อนและส้อมพลาสติก (อันดับที่ 4) ขวดน้ำพลาสติก (อันดับที่ 5) ฝาขวดพลาสติก (อันดับที่ 6) ถุงพลาสติกใส่ของชำ (อันดับที่ 7) ถุงพลาสติกทั่วไป (อันดับที่ 8) ฝาปิดภาชนะพลาสติก (อันดับที่ 9) และจานกับแก้วพลาสติก (อันดับที่ 10)

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพลาสติกในทะเล ไม่เพียงแต่ทำให้สัตว์น้ำบริโภคมันเข้าไปจนเสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังอยู่ในร่างกายของพวกมันในรูปของไมโครพลาสติก และเมื่อสัตว์ทะเลถูกจับขึ้นมาบริโภคโดยมนุษย์ ก็จะส่งผลกระทบชีวิตของคนเราอีกต่อหนึ่ง

แต่มีอีกหนึ่งปัญหาที่มักไม่ทราบกัน คือ สัตว์ทะเลบางชนิด เช่น ปะการัง หอยแมลงภู่ หอยนางรม และเพรียง สามารถเกาะพลาสติกเป็นระยะทางไกล จากถิ่นฐานหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศใหม่ที่มันรุกรานเข้าไปอาศัย

ศูนย์ข้อมูลออนไลน์ของจีนกินไฟมากกว่าออสเตรเลียใช้กันทั้งประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600127

  • วันที่ 09 ก.ย. 2562 เวลา 14:12 น.

ศูนย์ข้อมูลออนไลน์ของจีนกินไฟมากกว่าออสเตรเลียใช้กันทั้งประเทศ

รายงานล่าสุดของกลุ่ม Greenpeace ระบุว่าศูนย์ข้อมูลของจีน เป็นแกนหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และภายในปี 2023 ศูนย์ดาต้าเหล่านี้จะใช้ปริมาณกระแสไฟฟ้ามากกว่าประเทศออสเตรเลียทั้งประเทศ

จากการวิจัยของ Greenpeace สาขาเอเชียตะวันออก และมหาวิทยาลัยพลังงานไฟฟ้าจีนตอนเหนือ พบว่า ในขณะที่จีนเป็นผู้นำของโลกในด้านพลังงานทดแทน แต่บรรดาศูนย์ข้อมูลในประเทศยังคงต้องพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหิน ซึ่งจะปล่อยก๊าซคาร์บอนถึง 99 ล้านตันในปี 2018 และภายในปี 2023 ตัวเลขดังกล่าวจะกระโดดขึ้นมาถึง 163 ล้านตัน

ความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลและการส่งข้อมูลในประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้ใช้งานออนไลน์ 800 ล้านคนและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังเฟื่องฟู มีดาต้าปริมาณมหาศาลในรูปของภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และธุรกรรมออนไลน์

เย่รุ่ยฉี นักรณรงค์ด้านภูมิอากาศและพลังงานของ Greenpeace สาขาเอเชียตะวันออก กล่าวว่า ขณะที่อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลของจีนมีการปรับปรุงที่สำคัญในแง่ของประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลของภาคอุตสาหกรรมตอกย้ำว่าจีนยังต้องปรับปรุงเรื่องนี้อีกมาก และปัจจุบันศูนย์ข้อมูลของจีนขาดความตระหนักเรื่องความรับผิดชอบต่อปัญหาโลกร้อน

ทั้งนี้ ตามรายงานของ Greenpeace การใช้ไฟฟ้าจากอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลของจีนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 66% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ภายในปี 2023 อุตสาหกรรมนี้จะใช้ไฟฟ้าเกินปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของออสเตรเลีย

จีนไม่รายเดียวที่ต้องเผชิญกับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเพื่อเข้าถึงข้อมูลออนไลน์อย่างรวดเร็ว และใช้ไฟฟ้าในการให้ความเย็นกับเซิร์ฟเวอร์ แต่วิธีการแก้ปัญหาของ Microsoft ก็คือตั้งศูนย์ข้อมูลใต้ทะเลเหนือ ที่สก็อตแลนเพื่อให้น้ำทะเลที่มีความเย็นจัดในบริเวณนั้นช่วยให้ความเย็นกับเซิร์ฟเวอร์

ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีนคือ Alibaba ตั้งศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นสบายทางตอนเหนือของมณฑลเหอเป่ยพร้อมติดตั้งการเข้าถึงพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์

แบบนี้ก็มีด้วย จีนทำบัตรประจำตัวให้เจ้าแม่พร้อมปีเกิด960

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600113

  • วันที่ 09 ก.ย. 2562 เวลา 12:00 น.

แบบนี้ก็มีด้วย จีนทำบัตรประจำตัวให้เจ้าแม่พร้อมปีเกิด960

สำนักข่าวโถวเถียว รายงานว่าเมื่อวันที่ 6 กันยายน ชาวเกาะเหมยโจว เมืองผูเถียน มณฑลฝูโจว ได้ทำการอัญเชิญรูปเคารพของเจ้าแม่มาจู่ หรือม่าจ้อโป๋/ม่าโจ้ว ซึ่งเป็นที่เคารพบูชากันในหมู่ชาวจีนฮกเกี้ยน ชาวไต้หวัน ชาวแต้จิ๋ว และชาวจีนโพ้นทะเล โดยทำการเชิญเจ้าแม่ขึ้นรถไฟไปยังมณฑลเจียงซู และนครเซี่ยงไฮ้

ทั้งนี้ เจ้าแม่ถูกเชิญชึ้นรถไฟจากสถานีผูเถียนไปยังสถานีคุนซาน โดยมีที่นั่งเป็นของตัวเอง แต่เนื่องจากการโดยสารรถไฟจะต้องมีการแสดงบัตรประจำตัวประชาชน จึงมีการออกบัตรให้เจ้าแม่เป็นกรณีพิเศษ แต่หลังจากชาวจีนได้เห็นภาพของบัตรแล้วต่างแสดงความเห็นเห็นกันอย่างสนุกสนาน เนื่องจากในหมายเลขบัตร ระบุปีเกิดของเจ้าแม่เอาไว้ด้วย คือ 960 พร้อมกับระบุชื่อจริงของเจ้าแม่ไว้ด้วย คือ หลินมั่ว

ทั้งนี้ ตามตำนานระบุว่า เจ้าแม่มาจู่เกิดในรัชสมัยเจี้ยนหลงปีที่ 1 หรือค.ศ. 960 ตรงกับสมัยราชวงศ์เป่ยซ่ง โดยเกิดที่เกาะเหมยโจว เดิมชื่อว่า หลินมั่ว มีความรู้ด้านวิชาการและศาสนา และได้รับการถ่ายทอดวิชาจากนักพรต จึงมีอิทธิฤทธิ์มากมาย โดยเฉพาะฤทธิ์ในการช่วยเหลือชาวประมงให้รอดพ้นจากพายุ ดังนั้นเจ้าแม่จึงเป็นที่เคารพบูชาในหมู่ชาวประมง และชาวเรือ โดยเฉพาะชาวจีนโพ้่นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ต้องเดินทางโดยเรือไปตั้งต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการเชิญเจ้าแม่มาจู่เดินทางด้วยวิธีทันสมัยแบบนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 สานุศิษย์ของศาลเจ้าเทียนโหว ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลซีย เชิญรูปบูชาของเจ้าแม่มาจู่ จากเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฮกเกี้ยนอันเป็นดินแดนต้นกำเนิดของเจ้าแม่ และบรรพบุรุษของพวกเขา สานุศิษย์เหล่านี้จึงดั้นด้นเดินทางไปถึงมณฑลฮกเกี้ยน เพื่ออัญเชิญเจ้าแม่จากแผ่นดินใหญ่ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปโปรดผู้ศรัทธาที่ประเทศมาเลเซีย

สมัยก่อนนั้นชาวจีนอพยพจะเชิญเจ้าแม่ประทับเรือสำเภา จากฮกเกี้ยนไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อประดิษฐานยังศาลเจ้าต่างๆ ซึ่งใช้เวลานานหลานเดือนกว่าจะถึงจุดหมาย แต่เจ้าแม่คงจะโปรดปรานเพราะเป็นประเพณีที่จะต้องเชิญท่านประทับบนเรือหรือบนเสลี่ยงแห่แหนไปตามท้องทะเลหรือท้องถนน

แต่ในยุคนี้ จะให้เจ้าแม่ประทับเรือคงไม่ไหว บรรดาชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน จึงลงทุนซื้อตั๋วให้ท่านประทับบนเครื่องบินซะเลย และด้วยความที่รูปเคารพของม่าจ้อองค์นี้มีความสูงถึง 180 ซม. จึงต้องซื้อตั๋วชั้นธุรกิจของสายการบินเซี่ยเหมินแอร์ให้ท่าน เพื่อความสะดวกสะบายของทุกฝ่าย ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวางกว่าชั้นประหยัด อีกทั้งยังเป็นการแสดงความเคารพเจ้าแม่ด้วยวิธีที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ ก่อนเครื่องจะทะยานฟ้า ยังต้องจัดเข็มขัดพิเศษรัดไว้ ป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างเดินทางไกล 2,800 กม.

นอกจากเจ้าแม่แล้ว ยังต้องเชิญบริวารของท่านอีก 2 องค์ไปพร้อมกัน คือ เชียนหลีเหยี่ยน หรือลี้ก้านจองกุ๊น ซึ่งมีตาทิพย์สามารถมองเห็นได้หลายพันลี้ กับเทพซุ่นเฟิงเอ่อร์ หรือซุนฮ็องฮี อันเป็นเทพที่มีหูทิพย์ อย่างไรก็ตาม บริวารเจ้าแม่ทั้งสององค์นี้ไม่ได้นั่งเบาะอย่างสบายอุรา แต่วางไว้กับพื้น

รวมแล้วสานุศิษย์จ่ายค่าตั๋วชั้นบิซิเนสให้เทพทั้ง 3 องค์ไปองค์ละ 2,091 หยวน (ราว 10,500 บาท) พร้อมกับต้องทำหนังสือเดินทางพิเศษ ไม่เฉพาะแต่เทพเท่านั้น ยังมีศิษย์ศาลเจ้าตามมารับส่งอีก 130 ชีวิต

โตเกียวยกเลิกบินกว่า100เที่ยว หลังไต้ฝุ่นฟ้าใสโจมตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600105

  • วันที่ 09 ก.ย. 2562 เวลา 10:01 น.

โตเกียวยกเลิกบินกว่า100เที่ยว หลังไต้ฝุ่นฟ้าใสโจมตี

ไต้ฝุ่นฟ้าใสที่ทรงพลัง เข้าโจมตีกรุงโตเกียวในเวลาชั่วข้ามคืน ด้วยพลังลมที่เกรี้ยวกราดพร้อมกับฝนที่ตกหนัก ทำให้เกิดความโกลาหลด้านเดินทางคมนาคมในเช้าวันจันทร์ โดยรถไฟหลายขบวนต้องหยุดเดินทาง และต้องยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 100 เที่ยว

ไต้ฝุ่นฟ้าใสมีกำลังลมรุนแรงถึง 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นฝั่งที่จังหวัดชิบะทางตะวันออกของเมืองหลวงช่วงก่อนรุ่งสาง หลังจากเดินทางผ่านอ่าวโตเกียวเข้ามา

ผู้เชี่ยวชาญด้านพยากรณ์อากาศเตือนว่า มีโอกาสที่ไต้ฝุ่นลูกนี้จะทำความเร็วลมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และคำสั่งอพยพประชาชนเกือบ 340,000 คนยังบังคับใช้อยู่เมื่อเวลา 8:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ทางการญี่ปุ่นกล่าวว่าประชาชนกว่า 2,000 คนได้เข้าลี้ภัยในศูนย์พักพิงแล้ว

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 30 คนจากพายุ ในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิงรายหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากเสาหลักในสนามกอล์ฟถูกลมแรงพัดมากระทบบ้าน และครัวเรือน 920,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้

เมื่อคืนวันอาทิตย์ นักโต้คลื่น 8 คนได้รับการช่วยเหลือ หลังจากถูกพัดพาออกไปในทะเลที่จังหวัดชิสึโอกะในภาคกลางของญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่กล่าวว่านักโต้คลื่น 2 คนถูกส่งไปยังโรงพยาบาล แต่ไม่มีใครที่มีอาการร้ายแรง

ด้านสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีคำเตือนว่า “ขอให้คนไทยตลอดจนนักท่องเที่ยวในพื้นที่คันโต (โตเกียว ฯลฯ) และโตไก (ชิซึโอกะ ฯลฯ) และบริเวณใกล้เคียง โปรดใช้ความระมัดระวัง ระวังภัยจากฝนตกหนัก และลมกรรโชกแรงในช่วงเวลาดังกล่าว หลีกเลี่ยงการออกจากเคหะสถานในช่วงเวลาดังกล่าว ระวังสิ่งของด้านนอกบ้าน/ระเบียงที่อาจปลิวจากลมกระโชกแรงและสร้างความเสียหายได้ ติดตามสถานการณ์และประกาศจากทางการท้องถิ่น และโปรดตรวจสอบตารางการบิน และรถไฟด้วย”

ไต้หวันขอแรงหนุนเป็นสมาชิกICAO ช่วยการบินไปไต้หวันปลอดภัยขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600089

  • วันที่ 08 ก.ย. 2562 เวลา 21:00 น.

ไต้หวันขอแรงหนุนเป็นสมาชิกICAO ช่วยการบินไปไต้หวันปลอดภัยขึ้น

ปัจจุบัน ไต้หวันเป็นเป้าหมายการเดินทางที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเป็นอย่างมาก มีเที่ยวบินไปกลับระหว่างไทยและไต้หวันค่อนข้างหนาแน่น เที่ยวบินจากกรุงเทพไปไทเปมีมากถึง 48 เที่ยวบินต่อวัน

การเดินทางระหว่างไทยและไต้หวันดูเหมือนจะสะดวกมาก แต่ที่จริงแล้วยังคงมีปัญหาสำคัญเบื้องลึกที่ไม่มีคนทราบ นั่นก็คือ ไต้หวันไม่สามารถเข้าร่วมองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศหรือ International Civil Aviation Organization(ICAO) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่รับรองความปลอดภัยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เนื่องจากไต้หวันไม่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับ ICAO จึงเป็นเรื่องยากที่ไต้หวันจะได้รับข้อมูลความปลอดภัยของการบินและมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินโดยตรง

Lin Chia-Lungรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของไต้หวัน กล่าวว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา กรมการบินพลเรือนไต้หวันได้มีความมุ่งมั่นที่จะให้ความปลอดภัยด้านการบินของ Taipei FIR เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยการบิน ICAO แต่เนื่องจากไต้หวันไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมและกิจกรรมของ ICAO ได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลา ต้นทุน และการบริหารจัดการ กรมการบินพลเรือนไต้หวันต้องใช้ความพยายามและเงินทุนมากกว่าประเทศอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จำเป็นต่อความปลอดภัยของการบิน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของไต้หวัน กล่าวด้วยว่า ไต้หวันได้พยายามเรียกร้องที่จะเข้าร่วม ICAO มาโดยตลอด และได้รับความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนํา7 ประเทศ(G7) ออกแถลงการณ์การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ เรียกร้องให้ ICAO ยอมรับการมีส่วนร่วมของสมาชิกการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

ด้วยเหตุผลข้างต้น Lin Chia-Lung ชี้ว่าดังนั้น ไต้หวันในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ICAO ควรตอบรับการเข้าร่วมของไต้หวัน เพื่อสร้างปฏิบัติสัมพันธ์กับไต้หวัน และให้ไต้หวันเข้าถึงข้อกำหนด ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง เพื่อประกันความปลอดภัยของการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ทั้งนี้ ไต้หวันตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นจุดที่มีความสำคัญด้านภูมิศาสตร์ และใกล้กับการขนส่งทางอากาศระหว่างภูมิภาคที่แน่นแฟ้น อาณาเขตแถลงข่าวการบินไทเป(Taipei Flight Information Region, Taipei FIR) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของไต้หวันระบุว่า เมื่อปีพ.ศ.2561 อาณาเขตแถลงข่าวการบินไทเปได้ให้บริการการจัดการเที่ยวบินกว่า1.75ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.8 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีพ.ศ.2560 และในปีพ.ศ.2561 สนามบิน 17 แห่งในไต้หวันได้ให้บริการผู้โดยสารมากกว่า 68.9 ล้านคน อีกทั้ง ยังมีสายการบินจำนวน 92 สายการบิน ประกอบการอยู่ที่ไต้หวัน มีเส้นทางประจำสำหรับผู้โดยสารและสินค้า 313 เส้นทาง เชื่อมต่อ 149 เมืองทั่วโลก

Lin Chia-Lungรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของไต้หวัน

โจชัว หว่องถูกจับอีกแล้ว รวบตัวคาสนามบินหลังขอไต้หวันช่วยหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600085

  • วันที่ 08 ก.ย. 2562 เวลา 19:50 น.

โจชัว หว่องถูกจับอีกแล้ว รวบตัวคาสนามบินหลังขอไต้หวันช่วยหนุน

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวคนสำคัญของฮ่องกง ถูกจับกุมที่สนามบินเมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 กันยายน ด้วยข้อหาละเมิดเงื่อนไขการประกันตัว หลังจากเขาเพิ่งเดินทางกลับจากไต้หวัน เพื่อเดินสายขอแรงสนับสนุนจากไต้หวัน

หว่องกำลังเดินทางไปไต้หวันเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ด้านการต่อสู้เพื่อประชษธิปไตย และพบกับประธานาธิบดีไช่อิงเหวินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ต่อมา หว่องมีแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดย Demosisto พรรคการเมืองของเขาว่า “ผมถูกตำรวจจับกุมในข้อหา ‘ละเมิดเงื่อนไขการประกันตัว’ เมื่อเช้านี้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของสนามบินและตอนนี้ผมถูกควบคุมตัวอยู่ หวังว่าผมจะได้รับการปล่อยตัวหลังจากการพิจารณาคดีในเช้าวันพรุ่งนี้ ดังผมหวังว่าเพื่อนๆ จะไม่กังวลมากเกินไป” เขากล่าวในแถลงการณ์

สำนักข่าว AFP ตั้งข้อสังเกตว่า คำสั่งจับตัวหว่องอาจเกิดจากความผิดพลาด เนื่องจากศาลเคยอนุมัติให้เขาสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้

หว่อง เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวหลายคนของฮ่องกงที่ถูกจับกุมเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ระหว่างการปราบปรามผู้นำการประท้วง และได้รับการประกันตัวหลังจากถูกคุมขังไม่นาน

ม็อบฮ่องกงโบกธงสหรัฐ บุกกงสุลขอให้ช่วยปลดปล่อยจากจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600070

  • วันที่ 08 ก.ย. 2562 เวลา 16:19 น.

ม็อบฮ่องกงโบกธงสหรัฐ บุกกงสุลขอให้ช่วยปลดปล่อยจากจีน

นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง ชุมนุมกันที่ด้านนอกสถานกงสุลสหรัฐประจำฮ่องกงเมื่อวันอาทิตย์ โดยพยายามที่จะให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะสหรัฐกดดันจีนให้มากขึ้น

ฝูงชนจำนวนมากบางร่วมกันโบกธงชาติสหรัฐทั้งเล็กและใหญ่ พร้อมถือภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี โดยมารวมตัวกันในสวนสาธารณะในย่านการค้าของฮ่องกง จากนั้นยกขบวนมุ่งหน้าไปยังสถานกงสุล เพื่อเรียกร้องให้สหรัฐกดดันรัฐบาลจีนให้ตอบสนองความต้องการของพวกเขา และเพื่อให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายสนับสนุนการประท้วงในฮ่องกง

เจนนี่ ชานผู้ประท้วงอายุ 30 ปีบอกกับ AFP ว่า ผู้ประท้วงมากกว่า 1,000 คนถูกจับ พวกเธอจึงไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากออกมาตามท้องถนนด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง และคิดว่านอกเหนือจากประเทศอื่นแล้ว ไม่มีใครสามารถช่วยชาวฮ่องกงได้จริงๆ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้มีการแก้วิกฤตการณ์ทางการเมืองในฮ่องกงอย่างสันติ และเรียกร้องให้จีนยุติการปราบปรามที่รุนแรง แต่ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจีนว่าจะจัดการกับการประท้วงอย่างไร

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐปฏิเสธข้อกล่าวหาของจีนที่ว่า เป็นผู้ให้การสนับสนุนผู้ประท้วง ในคำแนะนำการท่องเที่ยวฉบับปรับปรุงล่าสุดของฮ่องกงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เตือนให้ชาวสหรัฐและเจ้าหน้าที่กงสุลระมัดระวังตัว เพราะได้กลายเป็นเป้าหมายการโจมตีของของจีนที่กล่าวหาว่าสหรัฐว่าเป็นประเทศที่ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ

AFP

AFP

AFP

AFP

AFP

AFP

AFP

ทำลายธรรมชาติ-วัฒนธรรมไม่ดึงดูด ไทยไม่ติดท็อป10ศักยภาพท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600058

  • วันที่ 08 ก.ย. 2562 เวลา 13:18 น.

ทำลายธรรมชาติ-วัฒนธรรมไม่ดึงดูด ไทยไม่ติดท็อป10ศักยภาพท่องเที่ยว

สัปดาห์ที่แล้วมาสเตอร์การ์ด (Mastercard) เผยว่ากรุงเทพมหานคร ยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ของเมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งสร้างความภูมิใจให้กับคนไทยไม่น้อย แต่ในเวลาไล่เลี่ยกัน เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum หรือ WEF) เปิดเผยผลการจัดอันดับประเทศที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ปรากฎว่า 10 อันดับแรกไม่มีไทยอยู่ด้วย

จากการจัดอันดับโดย WEF พบว่า ประเทศที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอันดับที่ 1 คือสเปน อันดับที่ 2 คือฝรั่งเศส อันดับที่ 3 คือเยอรมนี โดยมีญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 4 และเป็นประเทศในเอเชียเพียงแห่งเดียวที่รั้งอยู่ในท็อป 10

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 31 ของโลก ถูกทิ้งห่างจากสิงคโปร์ในอันดับที่ 17 และแพ้แม้แต่มาเลเซียที่อยู่ในอันดับที่ 29 จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วเมืองไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวในสายตาชาวโลกอย่างเต็มที่หรือไม่ หรือมีแค่กรุงเทพฯ และเมืองหลักๆ ไม่กี่แห่งที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนเดินทางมา

การจัดอันดับนี้ วัดจากศักยภาพโดยรวมของประเทศนั้นๆ (Travel & Tourism Competitiveness) โดยวัดกันทุกๆ 2 ปี พิจารณจากเงื่อนไขด้านการอำนวยความสะดวกเป็นหลัก เมื่อพิจารณาจากแต้มการให้คะแนนโดยรวมในปี 2019 ไทยได้ไป 4.5 คะแนนเต็ม 10 คะแนน ดีขึ้นจากปี 2017 ที่ได้ไป 4.4 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 34 และดีกว่าปี 2015 ที่ได้ 4.3 คะแนน ในอันดับ 35 ของโลก

การวัดปัจจัยด้านต่างๆ โดยรวมดีขึ้น เช่น ความปลอดภัยดีขึ้น ความสะอาดดีขึ้น ความพร้อมด้าน ICT ก็ดีขึ้นเช่นกัน รวมสาธารณูปโภคด้านการท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้น ส่วนที่เท่าเดิมคือการเดินทางทางอากาศ

แต่ที่แย่ลงคือทรัพยากรธรรมชาติ ได้แค่ 4.8 คะแนนอยู่อันดับที่ 10 ของโลก เมื่อแยกส่วนดูจะพบว่า ความน่าดึงดูดใจของทรัพยากครธรรมชาติลดลง โดยได้ 6 คะแนน คะแนนด้านพื้นที่อนุรักษ์ก็ลดลง ส่วนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและทางธุรกิจก็แย่ลง โดยได้แค่ 2.6 คะแนนเท่านั้น ในอันดับที่ 35

โดยรวมแล้วในส่วนของ Naturalresources และ Culturalresources &business travel ของไทยเป็นประเภทที่มีคะแนนน้อยที่สุด

WEF ถึงกับยกกรณีของไทยเป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก โดยระบุว่า “ปัญหาคือ ไม่ว่าที่ใดก็ตามที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมา ความยุ่งยากก็จะตามมา ลองดูกรณีของอ่าวที่สวยงามในประเทศไทยที่ได้รับความนิยมจากภาพยนตร์เรื่อง The Beach ซึ่งตอนนี้ถูกบังคับให้ต้องปิดตัวไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะความเสียหายทางนิเวศวิทยาในวงกว้างต่อปะการัง น้ำทะเล และชีวิตของพืชน้ำ”

แคนาดาไม่เชื่อปัญหาโลกร้อน ขู่ทำร้ายจนต้องคุ้มกันรมว.สิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600042

  • วันที่ 08 ก.ย. 2562 เวลา 09:38 น.

แคนาดาไม่เชื่อปัญหาโลกร้อน ขู่ทำร้ายจนต้องคุ้มกันรมว.สิ่งแวดล้อม

ตามปกติแล้ว แคนาดาเป็นประเทศที่ปลอดภัย เป์นมิตร และอาชญากรรมต่ำ ที่กรุงออตตาวาและเมืองอื่นๆ ของแคนาดา มักจะเห็นภาพของรัฐมนตรีใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป เช่นรัฐมนตรีต่างประเทศขี่จักรยานไปงานแถลงข่าว หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจับจ่ายที่ร้านขายของชำ แต่ล่าสุด สถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมถูกคุกคามอย่างหนักและจนทางการต้องสั่งเจ้าหน้าที่คุมครองความปลอดภัยของรัฐมนตรี และเป็นครั้งแรกที่ต้องใช้มาตรการนี้

สาเหตุก็เพราะในเวลานี้เกิดการถกเถียงเรื่องปัญหาโลกร้อนอย่างรุนแรง ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในแคนาดา โดยแคเธอรีน แมคเคนนา รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับผิดชอบในการทำแผนการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของแคนาดาให้ลดลงอีก 30% จากระดับในปี 2005 ให้ถึงเป้าหมายในปี 2030 ภายใต้ความตกลงของปารีส แม้ว่าข้อตกลงนี้จะถึงทางตันแล้วก็ตาม

แต่เนื่องจากมีชาวแคนาดาจำนวนหนึ่งไม่เชื่อปัญหาโลกร้อนและเห็นว่ามาตรการดังกล่าวบั่นทอนวิถีชีวิตของพวกเขา คนเหล่านี้จึงทำการข่มขู่แมคเคนนา ในชั้นต้นเธอถูกเหยียดหยามทางเพศ มีการโจมตีด้วยถ้วยคำไม่เหมาะสมออนไลน์ ไปจนถึงมีการเผชิญกับเธอตัวต่อตัวบนท้องถนน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับรัฐมนตรีของประเทศในลักษณะนี้ไม่เคยพบมาก่อน และรุนแรงมากจนได้มีการเตรียมการป้องกันไว้เป็นพิเศษ

“การใช้คำพูดโจมตีผู้หญิงอย่างเหยีดหยาม และความคิดเห็นที่เกลียดชัง มุ่งโจมตีผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้” แมคเคนนากล่าวในแถลงการณ์ที่ส่งถึง AFP โดยอธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอทำงานและมีส่วนร่วมกับผู้คนยากขึ้น

แมคเคนนาถูกเรียกอย่างดูถูกว่าเป็น “Climate Barbie” (เปรียบเธอว่าไร้สมองเพราะปัญหาโลกร้อนไม่มีจริง) เธอยังถูกต่อว่าเป็นเหมือนขยะ และเป็นศัตรูของผู้คน เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีชายคนหนึ่งมาจอดรถข้างๆ แมคเคนนาและลูกๆ ของเธอนอกโรงภาพยนตร์และด่าทอเธออย่างหยาบคาย

การโจมตีในลักษณะมาถึงระดับที่เลวร้ายที่สุด เท่าที่เคยปรากฎมาในแคนาดา ถึงขนาดที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงเตือนบรรดาสมาชิกรัฐสภาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า กระแสการยั่วยุความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น อาจถึงขั้นที่มีการลอบยิงกันระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง

ทั้งนี้ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีเสรีนิยม ชูนโยบายต่อสู้กับภาวะโลกร้อนและลดการใช้คาร์บอน ในขณะที่คู่แข่งหลักของเขาคือ แอนดรูว์ เชียร์ ผู้นำอนุรักษ์นิยม สาบานว่าถ้าได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมตรี สิ่งแรกที่เขาจะทำคือ จะยกเลิกภาษีคาร์บอนในทันที

ไทยว่าไง? อีก 4 ปีเยอรมนีจะแบนไกลโฟเซต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599895

  • วันที่ 07 ก.ย. 2562 เวลา 20:00 น.

ไทยว่าไง? อีก 4 ปีเยอรมนีจะแบนไกลโฟเซต

เยอรมนีเตรียมแบนการไกลโฟเซตภายในสิ้นปี 2023 หลังองค์การอนามัยโลกประกาศเป็นสารก่อมะเร็ง

การผ่านกฎหมายดังกล่าวเกิดจากการผลักดันของกระทรวงสิ่งแวดล้อม โดยเบื้องต้นจะใช้ยุทธศาสตร์ “ลดการใช้อย่างเป็นระบบ” เริ่มต้นจากสวนเล็กๆ จนไปจบที่เรือกสวนไร่นาขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ความตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเกิดขึ้นหลังจากองค์การอนามัยโลกประกาศว่า สารไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งหลายชนิดเมื่อปี 2015 โดยมีออสเตรียเป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศห้ามใช้สารไกลโฟเซตเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เทศบาลราว 20 แห่งในฝรั่งเศสออกกฎแบนการใช้สารเคมีดังกล่าวเช่นกัน ขณะที่บางเทศบาลยังอนุโลมให้ใช้ได้ แต่ต้องใช้ห่างจากเขตโรงเรียน 50 เมตร