ผู้นำยูเครนเผยรัสเซียไฟเขียวโจมตียูเครนแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676486

วันที่ 24 ก.พ. 2565 เวลา 10:35 น.ผู้นำยูเครนเผยรัสเซียไฟเขียวโจมตียูเครนแล้ว

ประธานาธิบดียูเครนเผยรัสเซียอนุมัติการโจมตียูเครนแล้ว ส่วนยูเครนพร้อมเผชิญหน้า จะไม่ยอมหันหลัง

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครนในคลิปความยาว 10 นาทีที่โพสต์ใน Telegram หลังเข้าวันใหม่ของวันพฤหัสบดีโดยตอนหนึ่งเผยว่า รัสเซียได้อนุมัติการโจมตียูเครนแล้ว และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ไม่รับสายโทรศัพท์

“เราแยกจากกันด้วยพรมแดนระหว่างกันและกันระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ซึ่งมีทหาร 200,000 นายของคุณประจำการอยู่ และรถหุ้มเกราะนับพัน ผู้นำของคุณอนุมัติการก้าวเข้าสู่ดินแดนของประเทศอื่น ก้าวนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามใหญ่” เซเลนสกีเผย

“พวกเขาบอกคุณว่าไฟนี้จะปลดปล่อยประชาชนยูเครน แต่ตอนนี้ชาวยูเครนก็เป็นอิสระอยู่แล้ว”

“ผมรู้ว่าคำพูดนี้ของผมจะไม่ไปปรากฏบนทีวีของรัสเซีย แต่ประชาชนรัสเซียจำเป็นต้องได้เห็นมัน” ผู้นำยูเครนกล่าว “พวกเขาจำเป็นต้องรับรู้ความจริง ความจริงคือมันต้องหยุดยั้งก่อนที่จะสายเกินไป”

“ฟังตัวคุณเอง เสียงของเหตุผล ประชาชนยูเครนต้องการสันติ” เซเลนสกีกล่าว “หากมีใครบางคนแย่งดินแดนของเรา อิสระเสรีของเรา ชีวิตของเรา ชีวิตของลูกๆ ของเราไป เราจะป้องกันตัวเอง”

“หากมีการโจมตี เราจะเผชิญหน้า ไม่ยอมหันหลัง เผชิญหน้าเท่านั้น”

นอกจากนี้ เซเลนสกียังเผยว่า รัสเซียอาจก่อสงครามใหญ่ในยุโรปในเร็ววันนี้ และขอให้ชาวรัสเซียช่วยกันคัดค้านการโจมตี โดยบอกว่าสงครามจะเกิดขึ้นหรือไม่ “ขึ้นอยู่กับพวกคุณ” 

ก่อนหน้านี้สภายูเครนมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ ยกเว้นในภูมิภาคโดเนตสก์และลูฮันสก์ซึ่งรัสเซียรับรองเป็นรัฐอิสระ เพื่อเตรียมตอบโต้ภัยคุกคามจากการรุกรานของรัสเซียเมื่อวันพุธ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไปเป็นเวลา 30 วัน

ประกาศดังกล่าวมอบอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นของยูเครนยกระดับการบังคับใช้มาตรการด้านความมั่นคง อาทิ การตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนและยานพาหนะ ไปจนถึงการตรวจตราอย่างเข้มงวด

ส่วนในกรุงเคียฟจะมีมาตรการเฉพาะอย่างอื่นด้วย เช่น ตั้งจุดตรวจบริเวณทางเข้าหลักของเมือง รวมทั้งมีการควบคุมพิเศษที่สถานีรถไฟและสนามบิน

Photo by Sergei SUPINSKY / AFP

ปูตินส่งกองกำลัง “รุกราน” ยูเครน อนุมัติทหารช่วยดอนบัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676483

วันที่ 24 ก.พ. 2565 เวลา 10:14 น.ปูตินส่งกองกำลัง "รุกราน" ยูเครน อนุมัติทหารช่วยดอนบัส

อัปเดตสถานการณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในขณะนี้ เมื่อรัสเซียนเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

• ปูตินกล่าวว่ารัสเซียจะดำเนินการปฏิบัติการทางทหารพิเศษในดอนบัส

• ปูตินเรียกร้องให้ทหารยูเครนวางอาวุธทันทีและกลับบ้าน

• ปูตินบอกกองทัพยูเครนว่า “พ่อและปู่ของคุณไม่ได้ต่อสู้เพื่อที่คุณจะได้ช่วยพวก ‘นีโอ-นาซี'”

• ปูตินกล่าวว่าต้องการทำให้ยูเครนปลอดจากกำลังทหารและทำให้ยูเครนปลอดจากพวกนาซี

• ปูตินกล่าวในกรณีที่มีการแทรกแซงจากต่างประเทศ รัสเซียจะตอบโต้ทันที

• ปูตินกล่าวว่าเราไม่ได้วางแผนที่จะครอบครองดินแดนยูเครน

สเต็ปต่อไป ดอนบัสขอรัสเซียส่งทหารมาช่วยสู้กับยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676480

วันที่ 24 ก.พ. 2565 เวลา 09:44 น.สเต็ปต่อไป ดอนบัสขอรัสเซียส่งทหารมาช่วยสู้กับยูเครน

รัฐบาลเครมลินกล่าวว่ากบฏยูเครนได้ขอให้รัสเซีย ‘ช่วย’ กับรัฐบาลเคียฟ

รัฐบาลรัสเซียเปิดเผยว่าหัวหน้าของสาธารณรัฐกบฏของยูเครนตะวันออกได้ขอให้ประธานาธิบดีรัสเซียวลาดิมีร์ปูติน “ช่วย” เพื่อ “ขับไล่การรุกราน” จากกองทัพยูเครน

โฆษกของปูติน คือ ดมิทรี เปสคอฟ กล่าวว่าสาธารณรัฐแบ่งแยกดินแดน “ขอให้ประธานาธิบดีรัสเซียช่วยปราบปรามการรุกรานของกองทัพในยูเครน” แถลงการณ์ดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักข่าวของรัฐรัสเซีย

ฝ่ายตะวันตกเตือนว่ารัสเซียสามารถโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ โดยมีทหารหลายหมื่นนายประจำการอยู่ที่ชายแดน

เปสคอฟกล่าวว่าปูตินได้รับจดหมายจากผู้นำสาธารณรัฐโดเนตสค์และลูแกนสค์ ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นอิสระในสัปดาห์นี้

“การกระทำของระบอบการปกครองเคียฟ (รัฐบาลยูเครน) เป็นเครื่องยืนยันถึงความไม่เต็มใจที่จะยุติสงครามในดอนบัส” เปสคอฟอ้างจดหมายดังกล่าว

เขากล่าวว่าผู้นำของสาธารณรัฐได้ขอความช่วยเหลือจากปูติน “บนพื้นฐานของ” สนธิสัญญามิตรภาพที่พวกเขาลงนามกับมอสโกในสัปดาห์นี้ ซึ่งข้อตกลงมิตรภาพที่ปูตินลงนามกับกลุ่มกบฏเปิดประตูสู่การส่งกองทัพรัสเซียในดินแดนของพวกเขา

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ฝ่ายนิติบัญญัติของรัสเซียได้อนุมัติให้ปูตินใช้กองทัพรัสเซียในต่างประเทศ

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

สหรัฐเผยปูตินพร้อมบุกเต็มที่ จัดกำลังเตรียมลุยยูเครน 100%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676477

วันที่ 24 ก.พ. 2565 เวลา 09:37 น.สหรัฐเผยปูตินพร้อมบุกเต็มที่ จัดกำลังเตรียมลุยยูเครน 100%

อัปเดตสถานการณ์ สหรัฐยังคงชื่อว่าปูตินจะบุกเร็วๆ นี้ ด้วยการจัดเตรียมกำลังที่ชายแดน 100% แล้ว

• ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่กลาโหมระบุกับรอยเตอร์ว่า กองกำลังรัสเซียที่ประจำการอยู่รอบ ๆ ยูเครนมีความพร้อมเท่าที่จะเป็นได้ 80% ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่าเป็นการจัดเตรียมตำแหน่งสำหรับการบุกรุกยูเครน

• ต่อมาเจ้าหน้าที่กลาโหมระบุกับรอยเตอร์ ปูตินได้รวบรวมกองกำลังเกือบ 100% แล้วซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่าเป็นการจัดเตรียมตำแหน่งสำหรับการบุกรุกยูเครน

• และต่อมาแหล่งข่าวนี้กล่าวว่าการประเมินว่าปูตินทำการจัดเตรียมอย่างเต็มที่สำหรับการบุกรุกขนาดใหญ่และ “เป็นทางเลือกที่น่าจะเป็นไปได้”

• เจ้าหน้าที่ดังกล่าวกลา่วว่า “(ปูติน) พร้อมเท่าที่จะเป็นได้ เราถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่งได้ และเป็นไปได้อย่างแน่นอนว่าวันนี้เป็นวันนั้น” เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ กล่าว โดยไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีการบุกรุกในวันพุธตามเวลาท้องถิ่นหรือวันพฤหัสบดี

• เจ้าหน้าที่กลาโหมระบุกับรอยเตอร์ว่า สหรัฐอเมริกาจะทำ “เท่าที่เราทำได้ตราบเท่าที่เราทำได้” เพื่อตรวจสอบกิจกรรมของกองทหารรัสเซียจากน่านฟ้า

• รัสเซียได้ปิดน่านฟ้าบางส่วนในเขตข้อมูลการบินรอสตอฟ ทางตะวันออกของพรมแดนติดกับยูเครน “เพื่อความปลอดภัย” สำหรับเที่ยวบินการบินพลเรือน ตามประกาศของทางการที่มีไปถึงนักบิน

• เที่ยวบินของเครื่องบินพลเรือนในน่านฟ้าของยูเครน “ถูกจำกัดเนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อการบินพลเรือน” ตามคำประกาศขอทางการยุเครนเมื่อเวลา 01.56 GMT ในวันพฤหัสบดี โดยการแจ้งเตือนจะหมดอายุในเวลา 23.59 GMT ในวันพฤหัสบดี เว้นแต่จะขยายเวลาออกไป ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

• ต่อมาสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมสำหรับรัสเซียในการรุกรานยูเครน โดยบลิงเคนตอบคำถามจาก NBC News กล่าวว่า เขาคิดว่ารัสเซียน่าจะเตรียมรุกเข้าสู่ยูเครนโดยเร็วที่สุดในคืนนี้ (เช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น)

Photo by ARIS MESSINIS / AFP

ปูตินใช้สูตรสีจิ้นผิง เปลี่ยนประเทศเป็น “เกาะ” ต้านคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676447

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 20:32 น.ปูตินใช้สูตรสีจิ้นผิง เปลี่ยนประเทศเป็น "เกาะ" ต้านคว่ำบาตร

รัสเซียกับจีนกำลังเดินอยู่บนถนนสายเดียวกัน คือถนนแห่งการประจันหน้ากับชาติตะวันตก เพื่อรับแรงต้านทานและสวนกลับ สองประเทศนี้ต้องใช้ยุทธศาสตร์แห่างชาติแบบใหม่ มันคือ “การสร้างเกาะ”

ในบทความวิเคราะห์ของ The New York Times เรื่อง “ปูตินสร้างฉนวนป้องกันเศรษฐกิจของรัสเซีย แล้วการคว่ำบาตรของไบเดนจะรั้งเขาไว้จากการบุกยูเครนหรือไม่?” (Putin Insulated Russia’s Economy. Will Biden’s Sanctions Hold Him Back in Ukraine?)

ประเด็นที่ชวนฉุกคิดอยู่ที่การเลือกใช้คำว่า Insulated ซึ่งเราสามารถแปลได้ว่า “การสร้างฉนวนป้องกัน” แต่ในบทความยังมีคำคล้ายกันว่า Insular ซึ่งมีรากศัพท์เดียวกันนั่นคือการทำให้เป็นเกาะหรือทำให้โดดเดี่ยวจากส่วนอื่นๆ

การสร้างฉวนก็คือการสร้าง “เกาะ” (Insular) เพื่อทำให้ตัวเองตัดขาดจากอำนาจภายนอกที่เป็นปฏิปักษ์ และยังเป็น “เกราะ” ป้องกันการโจมตีจากศัตรู

พูดสั้นๆ คือปูตินกำลังโดดเดี่ยวรัสเซียด้วยความเต็มใจ และใช้เวลามาระยะหนึ่งแล้วในการโยกย้ายทุน สร้างแนวป้องกันเศรษฐกิจ และทำให้รัสเซียยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งตัวเองในกรณีที่ถูกคว่ำบาตร

แผนการสร้างสิ่งที่ผู้เขียนขอเรียกว่า Insular Russia (เกาะรัสเซีย) ดำเนินมาตังแต่หลังการคว่ำบาตรรอบแรกเมื่อคราวที่รัสเซียผนวกไครเมียเมื่อปี 2014 จากวันนั้นถึงวันนนี้ นอกจากการคว่ำบาตรจะโค่นปูตินไม่ได้แล้ว ยังทำให้เขาแกร่งกว่าเดิมเสียอีก อย่างน้อยก็ในแง่ของการท้าทายชาติตะวันตก

ในตอนนั้นก็เหมือนตอนนี้ ไม่ใช่ทุกคนของฝ่ายตะวันตกจะเห็นด้วยกับการคว่ำบาตรรัสเซีย ประเทศที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป นายกรัฐมนตรีฮังการีนั้นบอกว่าระวังจะเป็นการ “ทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเอง”

คำพูดทำนองนี้มีคนปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้งในคราวนี้ เพราะทุกครั้งที่มีการคว่ำบาตรรัสเซีย รัสเซียนั้นไม่เจ็บเพราะทำตัวเป็นเกาะได้ แต่ยุโรปนั้นต้อง “เกาะ” หรือ “โหน” รัสเซียโดยเฉพาะเรื่องทุนและเรื่องทุนการเงินการผลิต เมื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงจากรัสเซีย ยุโรปก็จะอาจจะขาดใจได้

นายกรัฐมนตรีบัลแกเรียในตอนนั้นบอกเลยว่า “ผมไม่รู้ว่ารัสเซียได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรอย่างไร แต่บัลแกเรียได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง”

ในตอนนั้น ซิกมาร์ กาเบรียล รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนีกล่าวว่าวิกฤตในยูเครนควรได้รับการแก้ไขโดยการเจรจามากกว่าการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจ และในภายหลังกล่าวเสริมว่าการเสริมการคว่ำบาตรเพื่อต่อต้านรัสเซียจะ “กระตุ้นให้เกิดสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น… ในยุโรป”

ดูเหมือนว่าข้อสังเกตของ รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนีจะกลายเป็นทำพยากรณ์ที่เป็นจริงไปแล้ว

คราวนี้ ในกลุ่มยุโรป เยอรมนีนั้นดูจะ “แรง” ที่สุดด้วยการระงับข้อตกลงท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 แต่มันเป็นโครงการที่ยังไม่เดินหน้าไปไหน ดังนั้นท่าทีนี้จึงเป็นการทำ “พอเป็นพิธี”

ในปี 2017 นั้นเยอรมนีถึงกับโวยวายด้วยซ้ำเมื่อวุฒิสภาสหรัฐผ่านมาตรการคว่ำบยาตรรัสเซียอีกระลอก โดยบอกว่าทำแบบนั้นเท่ากับเล่นงานโครงการ Nord Stream 2 ไปด้วย และบอกว่าสหรัฐกำลังคุกคามการภาคพลังงานของยุโรป

เห็นไหมว่าเมื่อเจอเข้าจังๆ ยุโรปไม่โทษรัสเซีย แต่โทษพวกเดียวกันเองคือสหรัฐ

การที่เยอรมนีระงับโครงการ Nord Stream 2 ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนท่าทีขึ้นมา เพราะอย่างไรเสียก็ต้องพึ่งก๊าซของรัสเซีย แต่เพราะตอนนี้มันพ้นฤดูหนาวพอดี ความต้องการก๊าซน้อยลง และ Nord Stream 2 ก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน จะดีกว่าถ้าใช่ไพ่ใบนี้เตือนรัสเซียไปในตัวพร้อมกับคล้อยตามสหรัฐแบบไม่เสียเนื้อเสียตัวไปด้วย

ก่อนจะถึงฤดูหนาวปีนี้เยอรมนีต้องรีบหาทางออกให้กับตัวเองเกี่ยวกับกรณียูเครนให้ได้ และรื้อฟื้น Nord Stream 2 ขึ้นมาอีกครั้งแน่ๆ

เช่นกัน คราวนี้ ยุโรปประเทศอื่นๆ สงวนท่าทีเรื่องคว่ำบาตรเหมือนปี 2014 ด้วยสาเหตุเดียวกันก็คือ “กลัวทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเอง”

แต่เราจะเห็นว่าประเทศที่คว่ำบาตรรัสเซียทันทีคือพวกได้รับผลกระทบน้อยและอยู่ไกลจากปริมณฑลความขัดแย้ง คือสหรัฐและสหราชอาณาจักร พวกนี้แม้จะเป็นนาโตเหมือนกัน แต่เศรษฐกิจผูกกับรัสเซียน้อยกว่า

ดังนั้นทั้ง “ยูเอส” และ “ยูเค” จึงปั่นเรื่องสงครามแบบรายวัน และพร้อมคว่ำบาตรกว่าใครเพื่อน โดยไม่ถามเพื่อนในยุโรปว่าจะเห็นดีเห็นงามด้วยไหม

อเมริกันนั้น “ด้อยค่า” เศรษฐกิจรัสเซียกันซึ่งๆ หน้า เช่น จอห์น เฟอร์แมน (Jason Furman) นักเศรษฐศาสตร์ของฮาร์วาร์ดและอดีตที่ปรึกษาของโอบามา ที่เขียนบทความใน The New York Times บอกว่ารัสเซียนั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเศรษฐกิจโลก “มันเป็นแค่ปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่เท่านั้น”

เฟอร์แมนคงจะไม่ได้ยินเสียงบ่นของคนอเมริกันที่เห็นข่าวราคาน้ำมันพุ่งในวันถัดมาหลังการคว่ำบาตร ก็ชี้นิ้วด่ารัฐบาลตัวเองทันทีว่า “เป็นไงล่ะกับการหมกมุ่นสงคราม”

และเฟอร์แมนคงจะลืมไปว่าปั๋มน้ำมันขนาดใหญ่นี้ สหรัฐไม่เติมที่ปั๊มนี้ก็จริง แต่ยุโรปพึ่งพามันแบบขาดไม่ได้ และราคาน้ำมันของ “ปั๊มอื่น” ก็ขึ้นกับสถานการณ์ของปั๊มนี้ด้วย

จะว่าไปแล้วการคว่ำบาตรรัสเซียสมัยโอบามานี่แหละที่ทำให้รัสเซียดื้อยา มันกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียก็จริงแต่ก็เบาบาง เอาเข้าจริง เศรษฐกิจรัสเซียได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ตกลงยาวหลายปีหลังจากนั้นมากกว่ามาตรการคว่ำบาตรเสียอีก (จาก 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2014 มาอยู่ที่ประมาณ 60 – 70 ดอลลาร์ จากปี 2015 – 2019 และดิ่งลงถึง 12 ดอลลาร์ในปี 2020 )

ทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียลดลงฮวบฮาบระหว่างปี 2014 – 2017 แต่หลังจากนั้นไต่ขึ้นมาจนกระทั่งในปี 2020 ก็สูงกว่าปี 2014 อีกครั้งเกือบจะเท่ากับระดับสูงสุดในปี 2006 – 2008 ด้วยซ้ำ – หลังจากนั้นรัสซียก็เริ่ม “ขู่” ยูเครน

จากประสบการณ์ในปี 2014 เราจะเห็นว่ารัสเซียต้านทานการคว่ำบาตรได้ ยอมให้เศรษฐิจกระทบช่วงสั้น ซึ่งอันที่จริงราคาน้ำมันโลกที่ตกลงมีส่วนด้วย หลังจากรัสเซียสามารถทำให้ทุนสำรองเพิ่มขึ้นสูงปรี๊ดขึ้นมาอีก

มันสะท้อนว่ารัสเซียประสบความสำเร็จในการทำให้เศรษฐกิจของตัวเองมีลักษณะเป็น “เกาะ” (Insular) และ “ดื้อยา” จากยาแรงของการคว่ำบาตร

หากย้อนกลับไปดูก่อนเกิดกรณียูเครน เราจะเห็นว่าปูตินเตรียมการสร้าง “เกาะรัสเซีย” มาระยะหนึ่งแล้ว เช่น เมื่อพฤษภาคมปีที่แล้วปูตินประกาศว่าตอนนี้รัสเซียพึ่งพาตัวเองได้เต็มที่แล้วในด้านการผลิตอาหารพื้นฐาน และรัสเซีย “กำลังเข้าสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่องและเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกชั้นนำในหลายตำแหน่ง (ในภาคอาหาร)” ที่จริงแล้วตั้งแต่ปี 2016 ผลิตภัณฑ์เกษตรแซงหน้าอุตสาหกรรมอาวุธเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของรัสเซียรองจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

เรื่องนี้บอกอะไรกับเรา? มันบอกเราว่าปูตินสามารถป้องกันภาวะเงินเฟ้อในเรื่องอาหารได้เปราะหนึ่งแล้ว ปัญหานี้เคยรุนแรงขึ้นมาตอนที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรครั้งแรก คือ 15.53% ในปี 2015 แต่พีคแล้วก็ถอยลงมาเรื่อยๆ จนในปี 2020 เหลือแค่ 3.38%

แต่ภาระมันจะมาตกกับชาวโลก ขณะที่รัสเซียปิดบ้านเลี้ยงตัวเองได้ น้ำมันก็มีพอจะใช้เองไม่ต้องง้อใคร สถานการณ์ยูเครนจะทำให้น้ำมันแพงขึ้น (อาจถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) และทำให้เงินเฟ้อของสหรัฐพุ่งขึ้นมา (อาจถึง 10%)

ดังนั้นเราจึงเห็นว่า ชาติตะวันตกหลีกเลี่ยงที่จะคว่ำบาตรอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย เพราะมันจะไม่ใช่รัสเซียที่เจ็บ แต่เป็นชาวโลกและโดยเฉพาะยุโรปที่จะเจ็บ

รัสเซียไม่มีอะไรต้องกลัว พวกเขามีก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในโลก มีน้ำมันสำรองมากอันดับสองของโลก มีคลังแร่สำคัญของโลกมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งเหล็ก, นิกเกิล, เพชร, ถ่านหิน อลูมิเนียม ทองคำ, ทองคำขาว ของเหล่านี้รัสเซียมีเหลือเฟ้อ รวมแล้วคิดเป็น 14% ของสินแร่ทั้งหมดของโลก

มีพวกที่รัสเซียอาจจะต้องง้อโลกภายนอก เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งบางประเทศกระเหี้ยนกระหือรือที่จะช่วยโลกตะวันตกแบนรัสเซียไม่ให้เข้าถึงพวกมัน เช่น ญี่ปุ่น

แต่คงจะลืมไปว่าวัตถุดิบสำคัญที่จะใช้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่าง palladium นั้นโลกภายนอกนั่นแหละที่ต้องง้อจากรัสเซีย และหากรัสเซียยึดยูเครนได้ วัตถุดิบสำคัญจะหายไปจากตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในพลัน นั่นคือ Neon

ด้วยคลังมหาสมบัตินี้ แม้รัสเซียจะถูกล้อมหรือปิดตัวเองก็ยังอยู่ได้ เป็น Insular หรือเกาะที่ร่ำรวยโดยไม่ต้องไปแบ่งกับใคร

แต่หากคว่ำบาตรรัสเซียแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ตลาดพลังงาน ตลาดชิป ตลาดทุน และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของโลกนั่นแหละที่จะกระอักเลือด

โดนสรุป แนวทางของปูตินคล้ายๆ กับสีจิ้นผิงหลังจากที่จีนเผชิญกับสงครามการค้าและการ “รุม” จากพันธมิตรของสหรัฐ สีจิ้นผิงใช้โอกาสที่ปิดประเทศเพื่อควบคุมการระบาด ประกาศแนวทางพึ่งพาตัวเองขึ้นมา

สีจิ้นผิงบอกไว้เมื่อปี 2020 ว่า “ขณะนี้เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในศตวรรษนี้ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ในกรณีนี้ เราต้องใช้เส้นทางแห่งการพึ่งพาตนเอง นั่นคือ การพึ่งพาตนเองด้วยนวัตกรรมที่เป็นอิสระ ทำความเข้าใจกับเจตนารมณ์เชิงกลยุทธ์ของคณะกรรมการกลางพรรค และด้วยกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ จะค้นพบวิธีพึ่งพาตนเอง

ในถ้อยคำนี้สีจิ้นผิงย้ำคำว่า “พึ่งตนเอง” (จื้อลี่เกิงเซิง) ถึง 3 ครั้ง

ในเดือนกรกฎาคม 2021 ปูตินอนุมัติ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติแบบพึ่งพาตนเอง” โดยจำกัดการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ (ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศถูกโจมตีเพราะผูกติดดอลลาร์มากเกินไป) ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับจีนและอินเดีย (คือไม่ให้ยักษ์ใหญ่ของเอเชียตกเป็นเครื่องมือตะวันตกหรือถูกตะวันตกโจมตีและรัสเซียจะสั่นคลอนไปด้วย) และปกป้องอธิปไตยทางวัฒนธรรมของประเทศ (คือป้องกันค่านิยมตะวันตกบ่อนทำลายค่านิยมรัสเซีย)

“ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติแบบพึ่งพาตนเอง” ที่อนุมัติปีที่แล้ว เป็นการอัปเดตจากฉบับเดิมที่ใช้เมื่อปี 2015 หลังจากที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรครั้งแรก

ข้อที่น่าสนใจคือ เราจะเห็นรัสเซียพึ่งตัวเองได้ในเกือบทุกทางแล้ว แม้แต่โซเชียลทีเดียวก็ใช้ของตัวเอง เพื่อปิดช่องโหว่ทั้งหมด รัสเซียต้องทำให้คนในประเทศมีความรู้สึกชาตินิยมอย่างแรงกล้า และต่อต้านค่านิยมตะวันตก ดังที่ยุทธศาสตร์ใหม่ระบุว่า “วัฒนธรรมตะวันตกเพิ่มอันตรายที่รัสเซียจะสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางวัฒนธรรม”

จีนกำลังใช้แนวทางเดียวกัน คือกระตุ้นชาตินิยม นิยมความเป็นจีน ต่อต้านค่านิยมตะวันตก มันได้ผลถึงขนาดที่ประชาชนจีนไล่ล่าและประจานพวกนิยมตะวันตกกันแล้วในบางกรณี

การสร้างสังคมที่อยู่ด้วยตัวเองได้ ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าประเทศของพวกเขาคือโลกของพวกเขา ปูตินกับสีจิ้นผิงกำลังทำสิ่งนี้ และมันค่อนข้างสำเร็จในกรณีของจีน

จากบทความนี้ คงจะเห็นแล้วว่าปูตินใช้แนวทางพึ่งตัวเองและยืนหยัดโดดเดี่ยวแบบ Insular มาก่อนสีจิ้นผิง ช่วงที่เกิดสงครามการค้าจีนยังงัดเอาไพ่ “แรร์เอิร์ธ” ออกมาขู่สหรัฐและพรรคพวกเพื่อให้ขยาด หากไม่แล้วจีนจะขมวดอุปทานของมันเสีย

เราไม่มีทางรู้ว่าผู้นำทั้งสองปรึกษาหารือเรื่องแนวทาง Insular หรือไม่ ซึ่งนั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าด้วยภาวะสงครามเย็นใหม่ที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ และการหาเรื่องขัดขวางจีนกับรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้เข้าถึงทุนและทรัพยากร (ในกรณีของจีน)

มันจะทำให้ทั้งสองประเทศนี้สร้างเกราะ/เกาะที่ยืนหยัดด้วยตัวเอง และช่วยประคองกันไปเพื่อต้านทาน “พวกพันธมิตรสหรัฐ”

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Alexei Druzhinin / Sputnik / AFP

‘อยู่ร่วมโควิด’ บางประเทศป่วยพุ่ง-ตายเพิ่ม บางประเทศลดลงพ้นจุดพีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676446

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 19:30 น.'อยู่ร่วมโควิด' บางประเทศป่วยพุ่ง-ตายเพิ่ม บางประเทศลดลงพ้นจุดพีก

สถานการณ์การแพร่ระบาดในต่างประเทศเมื่อตัดสินใจ ‘อยู่ร่วมกับโควิด-19’ ท่ามกลาง ‘โอมิครอน’ ระบาด

เกาหลีใต้

สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่วันที่ 22 ก.พ. แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 171,452 ราย และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 99,573 รายในวันก่อนหน้า โดยผู้ป่วยรายวันเฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่ 18,819 ราย

ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รายวันอยู่ที่ 99 ราย ทำสถิติใหม่ในรอบ 2 เดือน ส่วนผู้เสียชีวิตรายวันเฉลี่ยรอบสัปดาห์อยู่ที่ 58 ราย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีคิม บู คยอม กล่าวว่าไม่ต้องตื่นตระหนกกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้

ทั้งนี้ เกาหลีใต้หันไปใช้กลยุทธ์อยู่ร่วมกับโควิด-19 โดยมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค รวมถึงการคลายล็อกดาวน์ ขยายเวลาเปิดร้านอาหาร และคลายข้อจำกัดการเว้นระยะห่างทางสังคม ขณะที่มากกว่า 86% ของประชากร 52 ล้านคนในเกาหลีใต้ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว และเกือบ 60% ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น

โดยประมาณ 56% ของ 1,073 คนที่เสียชีวิตในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือได้รับวัคซีนเพียงเข็มเดียว โดยผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 94% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด

Our World in Data ได้รวบรวมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในแต่ละประเทศ ข้อมูลอัพเดทวันที่ 22 ก.พ. ไว้ดังนี้

สหราชอาณาจักร

เป็นประเทศแรกๆ ที่เดินหน้าใช้กลยุทธ์อยู่ร่วมกับโควิด-19 โดยนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันประกาศว่าจะยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดเกี่ยวกับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในวันที่ 24 ก.พ. และจะยกเลิกข้อบังคับการกักตัวสำหรับผู้ตรวจพบเชื้อรวมถึงยกเลิกการตรวจหาเชื้อโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนในวงกว้างแล้ว

“เราจะเปลี่ยนจากการคุมเข้มโดยรัฐบาลเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลแทน” จอห์นสันกล่าว ขณะที่ผู้ที่มีอายุ 12 ปี ขึ้นไปได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วมากกว่า 85% และมากกว่า 66% ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น

ทั้งนี้ อังกฤษมีผู้ป่วยรายวันเฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่ 43,343 ราย โดยผู้ป่วยรายใหม่เมื่อวันที่ 22 ก.พ. อยู่ที่ 41,130 ราย เพิ่มขึ้นจาก 38,409 รายในวันก่อนหน้า ขณะที่ผู้เสียชีวิตรายใหม่พุ่งเป็น 205 ราย จาก 30 รายในวันก่อนหน้า ส่วนผู้เสียชีวิตรายใหม่เฉลี่ยรอบสัปดาห์อยู่ที่ 140 ราย

สหรัฐอเมริกา

พบผู้ป่วยรายใหม่พุ่งเช่นกัน โดยอยู่ที่ 123,128 ราย เพิ่มขึ้นจาก 55,659 รายในวันก่อนหน้า โดยผู้ป่วยรายวันเฉลี่ยรอบสัปดาห์อยู่ที่ 86,553 ราย เช่นเดียวกับผู้เสียชีวิตรายใหม่ที่พุ่งเป็น 2,726 ราย จาก 760 รายในวันก่อนหน้า และผู้เสียชีวิตรายวันเฉลี่ยรอบสัปดาห์อยู่ที่ 1,939 ราย แต่ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดือนม.ค. ที่ผ่านมา

ขณะที่หลายรัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค อย่างเช่น การแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน และข้อบังคับสวมหน้ากากอนามัยในอาคาร

นอร์เวย์

นายกรัฐมนตรีโจนาส การ์ สโตร์ กล่าวก่อนหน้านี้ว่าจะยกเลิกมาตรการควบคุมโรคเกือบทั้งหมด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดขณะนี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพสำหรับประชากรส่วนใหญ่แล้ว อีกทั้งมีการฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมาก

โดยชาวนอร์เวย์ไม่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด และเปิดให้บริการสถานบันเทิงได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงผู้ติดเชื้อไม่ถูกบังคับให้กักตัว แต่ “แนะนำ” ให้อยู่บ้านเป็นเวลา 4 วัน

ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 17,749 ราย ค่าเฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่ 14,336 ซึ่งลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงต้นเดือนที่กว่า 25,000 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตรายใหม่วันที่ 22 ก.พ. เป็นศูนย์

โดยขณะนี้ชาวนอร์เวย์ราว 75% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว และมีผู้ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นกว่า 53%

เนเธอร์แลนด์

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศล่าสุดในยุโรปที่เดินหน้ากลับสู่ภาวะปกติ หลังจากที่ประกาศยกเลิกข้อจำกัดเพื่อควบคุมโควิด-19 เกือบทั้งหมด อาทิ การสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม ลดระยะเวลากักตัวเหลือ 5 วัน

โดยเนเธอร์แลนด์มีผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 34,665 ราย ขณะที่ค่าเฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่ 44,317 ราย ซึ่งค่อยๆ ลดลงหลังผ่านจุดพีกในช่วงต้นเดือนที่กว่า 7 หมื่นราย ส่วนผู้เสียชีวิตรายใหม่อยู่ที่ 18 ราย ซึ่งน้อยลงมากเมื่อเทียบกับการแพร่ระบาดระลอกก่อนๆ

ขณะที่ประชากรกว่า 70% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม และกว่า 50% ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น

สิงคโปร์

ผู้ป่วยโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 22 ก.พ. มีผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ 26,032 ราย และผู้ป่วยเฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่ 17,757 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตรายใหม่รายวันเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนแต่ยังคงอยู่ที่ 4 ราย โดยผู้เสียชีวิตรายวันเฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่ 6 ราย

ขณะที่ร้อยละ 94 ของชาวสิงคโปร์ที่มีสิทธิรับวัคซีนได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว และประมาณ 66% ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น

กระทรวงสาธารณสุขเผยว่าขณะนี้บุคลากรทางการแพทย์กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก และอาจใช้เวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์ก่อนที่การแพร่ระบาดจะถึงจุดพีกและค่อยๆ ลดลง

เดนมาร์ก

ประเทศแรกในสหภาพยุโรปที่ประกาศยกเลิกข้อจำกัดโควิด-19 ทั้งหมด รวมถึงข้อบังคับการสวมหน้ากากอนามัย บัตรแสดงการฉีดวัคซีน จำกัดเวลาเปิดร้านอาหาร ผับ และบาร์ ตลอดจนจำกัดการชุมนุมในอาคาร

ขณะที่ประชากรกว่า 80% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม โดยชาวเดนมาร์กกว่า 60% ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว

ผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นในเดือนม.ค. แต่ค่อยๆ ลดลงเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 22 ก.พ. มีผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ 30,480 ราย ขณะที่ค่าเฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่ 33,938 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือน โดยผู้เสียชีวิตรายใหม่อยู่ที่ 34 ราย

เยอรมนี

ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในเยอรมนีอยู่ที่ 221,478 ราย เพิ่มขึ้นจาก 137,844 รายในวันก่อนหน้า โดยผู้ป่วยรายวันเฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่ 190,660 ราย แต่มีแนวโน้มลดลงจากช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 16 ก.พ. มีผู้ป่วยรายวันกว่า 4 หมื่นราย

ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รายวันอยู่ที่ 301 ราย ส่วนค่าเฉลี่ยรอบสัปดาห์อยู่ที่ 223 รายต่อวัน โดยคาร์ล ลอเตอร์บัค รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเยอรมนีกล่าวก่อนหน้านี้ว่าประเทศได้ผ่านจุดพีกของการแพร่ระบาดของโอมิครอนแล้ว

Photo by REZAS / AFP

หนุ่มอเมริกันถูกตัดขาเพราะกินอาหารเหลือแช่ตู้เย็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676428

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 16:11 น.หนุ่มอเมริกันถูกตัดขาเพราะกินอาหารเหลือแช่ตู้เย็น

วัยรุ่นอเมริกันเคราะห์ร้ายถูกตัดทั้งขาและนิ้วมือไม่กี่ชั่วโมงหลังกินอาหารเหลือแช่ตู้เย็น

วารสาร The New England Journal of Medicine เปิดเผยรายละเอียดของอาการป่วยที่เกิดขึ้นได้ยากของนักศึกษามหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตส์วัย 19 ปีว่า เขาทานข้าว ไก่ และบะหมี่ผัด (lo mein) ที่สั่งจากร้านอาหารแห่งหนึ่ง และไม่นานหลังจากนั้นก็เริ่มมีอาการปวดท้อง ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีม่วง

วัยรุ่นอเมริกันรายนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการช็อก อวัยวะหลายอย่างล้มเหลว และมีผื่นคัน โดยอาการของเขาแย่ลงอย่างรวดเร็ว เขาหายใจผิดปกติ ความดันโลหิตสูง และอาเจียน โดยที่ผ่านมาเขามีสุขภาพโดยรวมดี ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เป็นประจำ

รายงานของ The New England Journal of Medicine ระบุอีกว่า หลังจากตรวจเพิ่มเติม แพทย์วินิจฉัยว่าหนุ่มรายนี้เป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่น (meningococcal purpura fulminan) ซึ่งทำให้มีอาการคอแข็ง คลื่นไส้ ภาวะการหายใจล้มเหลว ช็อก และอวัยวะล้มเหลว

ภาวะการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่ทำให้เกิดจุดเลือดรอยช้ำที่ผิวหนัง (Purpura fulminan) เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ยากที่มาพร้อมกับการช็อกจากการติดเชื้อซึ่งนักศึกษาอเมริกันรายนี้ประสบ

ภาวะนี้เกิดจากแบคทีเรีย และทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น เป็นไข้เฉียบพลันและอาเจียน โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เตือนว่าอาจนำมาสู่การเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการของนักศึกษารายนี้แย่ลง ทั้งยังพบเนื้อตาย ณ จุดนั้นแพทย์ตัดสินใจตัดขาและนิ้วมือทั้งหมด และเขายังต้องใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเป็นเวลา 13 วันเพื่อรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ระวังอันตรายจากการเก็บข้าวที่รับประทานไม่หมดอย่างไม่ถูกต้อง เนื่องจากอาหารหลายอย่าง เช่น ข้าวและพาสต้ามีแบคทีเรียบาซิลลัสซีรีอัส (Bacillus cereus) ซึ่งผลิตสารพิษเมื่อถูกความร้อนและปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป

เมื่อปี 2008 วารสาร Journal of Clinical Microbiology รายงานว่า วัยรุ่นรายหนึ่งเสียชีวิตระหว่างนอนหลับหลังทานพาสต้าเหลือที่ถูกวางไว้นอกตู้เย็นข้ามคืน

ทีมแพทย์พบว่าแม้ว่านักศึกษาแมสซาชูเสตส์จะได้รับวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น 1 เข็มแล้ว แต่เขาไม่ได้รับเข็มกระตุ้นตามคำแนะนำ ส่วนเพื่อนร่วมห้องซึ่งทานอาหารเดียวกันเพียงแต่อาเจียน ไม่มีอาการที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

ภาพ: wikipedia/Seth W 

พบ ‘ลูกแก้วใส’ ที่อาจช่วยไขประวัติศาสตร์ดวงจันทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676433

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 16:45 น.พบ 'ลูกแก้วใส' ที่อาจช่วยไขประวัติศาสตร์ดวงจันทร์

‘ยานอวี้ทู่-2’ ค้นพบ ‘ลูกแก้วใส’ บนด้านไกลของดวงจันทร์

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่ายานสำรวจดวงจันทร์อวี้ทู่ 2 (Yutu-2) ในภารกิจฉางเอ๋อ-4 ของจีน ค้นพบวัตถุทรงกลมโปร่งแสง (glass globule) ซึ่งมองเห็นด้วยตาเปล่าจำนวนสองลูกขณะทำการสำรวจด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งอาจช่วยเปิดเผยประวัติศาสตร์ในยุคแรกของการถูกกระแทก (impact) ของดวงจันทร์ได้

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในสารไซเอนซ์ บูลเลติน (Science Bulletin) ระบุว่ายานอวี้ทู่-2 ซึ่งเป็นยานโรเวอร์ จับภาพของลูกแก้วโปร่งแสงสองลูกเอาไว้ได้ผ่านการใช้กล้องพาโนรามา

นักวิจัยระบุว่า ปัจจุบันยังไม่ได้รับข้อมูลด้านองค์ประกอบของวัตถุดังกล่าว แต่ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและบริบทท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะของวัตถุเหล่านี้ บ่งชี้ว่าพวกมันน่าจะเป็นวัตถุที่เกิดจากการกระแทก อันเป็นเศษหลอมละลายที่เกิดจากการพุ่งชน และมีลักษณะเป็นหินอะนอร์โทไซต์ (Anorthosite) ที่เย็นตัวลงระหว่างเกิดเหตุอุกกาบาตพุ่งชน แต่ไม่น่าจะมาจากแหล่งกำเนิดภูเขาไฟบนดวงจันทร์หรือมาจากเทห์วัตถุของดาวเคราะห์ดวงอื่น

หินอะนอร์โทไซต์เป็นหินที่พบมากบนที่สูงของดวงจันทร์ (lunar highlands) ซึ่งก่อตัวขึ้นในทะเลแมกมาของดวงจันทร์ (Lunar Magma Ocean)

นักวิจัยกล่าวว่าวัตถุที่พบนั้นแตกต่างจากลูกแก้วขนาดเล็ก (Glass beads) ที่เก็บได้จากภารกิจอะพอลโล เนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่าและมีสี และคาดการณ์ว่าลูกแก้วโปรงแสงเช่นนี้อาจมีอยู่มากมายทั่วที่สูงบนดวงจันทร์ และอาจจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคแรกในการถูกกระแทกของดวงจันทร์ได้

อนึ่ง ยานสำรวจฉางเอ๋อ-4 ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2018 และลงจอดอย่างนุ่มนวลครั้งแรกบนปากปล่องภูเขาไฟฟอน คาร์เมน (Von Karman Crater) บริเวณแอ่งขั้วใต้-เอตเคนที่ด้านไกลของดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2019 และจนถึงปัจจุบันยานอวี้ทู่ของยานฉางเอ๋อ-4 ได้เดินทางในด้านไกลของดวงจันทร์เป็นระยะทางมากกว่า 1,000 เมตรแล้ว

จีนล้างบางธุรกิจเทคอีกแล้ว Ant Group งานเข้าอีกรอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676422

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 15:30 น.จีนล้างบางธุรกิจเทคอีกแล้ว Ant Group งานเข้าอีกรอบ

ทางการจีนสั่งธนาคาร-รัฐวิสาหกิจรายงานธุรกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ Ant Group

หลังจากที่โจว เจียงหย่ง อดีตเลขาพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเมืองหางโจว ถูกทางการจีนจับกุมฐานละเมิดวินัยพรรคและกฎหมายของรัฐอย่างร้ายแรง หลังต้องสงสัยว่ามีส่วนพัวพันกับการทุจริตรับสินบน ที่เชื่อมโยงกับ Ant Group บริษัทในเครือ Alibaba ของแจ็ค หม่า

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นในเดือนส.ค. ระบุว่าโจว เจียงหย่ง ใช้อิทธิพลของตนเพื่อช่วยเหลือธุรกิจของน้องชาย รวมถึงการรับสินบน โดยหนึ่งในบริษัทเหล่านั้นได้รับการลงทุนจากบริษัทที่ควบคุมโดย Ant Group ซึ่งโจวรับสารภาพความผิดแต่ปฏิเสธที่จะเอ่ยชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง

คำแถลงการณ์บนเว็บไซต์ของคณะกรรมการกลางเพื่อการตรวจสอบวินัยต่อต้านคอร์รัปชั่นของจีนระบุว่า “เราควรสร้างอุดมการณ์ที่เข้มแข็งในการต่อต้านการทุจริต เราควรสะสางผลกระทบจากกรณีของโจว เจียงหย่ง อย่างละเอียด ตลอดจนชำระล้างและฟื้นฟูระบบนิเวศทางการเมือง”

ทางการจีนสั่งให้สถาบันการเงินและหน่วยงานของรัฐรายงานธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ Ant Group ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มเปราะบาง

ท่ามกลางความกังวลว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะนำไปสู่การดำเนินการปราบปรามหรือลงโทษใดๆ ต่อ Ant Group หรือไม่ ทำให้เกิดการเทขายของนักลงทุนในภาคเทคโนโลยี

ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Alibaba ซึ่งเป็นบริษัทแม่ร่วงลงมากถึง 5.3% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 28 ม.ค. เมื่อความกังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบของรัฐบาลจีนต่อยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีได้ปรากฏอีกครั้ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Alibaba ยังได้รายงานผลกำไรรายไตรมาสที่ลดลงประมาณ 60%

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ถูกกดดันจากรัฐบาลจีนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 โดย Ant Group ถูกทางการจีนสั่งระงับแผนการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่า 37 พันล้านเหรียญสหรัฐ 

ในปีที่แล้ว Ant Group ยังโดนทางการจีนสั่งให้แยกแอปพลิเคชันยอดนิยม Alipay ออกจากธุรกิจสินเชื่อของบริษัท และให้พัฒนาแอปพลิเคชันใหม่แยกต่างหากสำหรับธุรกิจสินเชื่อที่ทำกำไรได้สูงของบริษัท

ซึ่งขณะนั้นส่งผลให้หุ้นของ Alibaba ร่วงลงกว่า 4% เนื่องจากแอปพลิเคชันดังกล่าวมีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคน นับเป็นแอปพลิเคชันชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดของจีน

นอกจากนี้จีนยังได้สั่งปรับบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในข้อหาผูกขาด รวมมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by REUTERS/Yilei Sun/File Photo

เมื่อเป้าหมายปูตินลึกซึ้งกว่าการขยายอิทธิพลในดอนบัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676419

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 15:04 น.เมื่อเป้าหมายปูตินลึกซึ้งกว่าการขยายอิทธิพลในดอนบัส

บทวิเคราะห์ของ Reuters ชี้ เป้าหมายของปูตินในยูเครนลึกซึ้งกว่าแค่การขยายอิทธิพลในโดเนตสก์และลูฮันสก์

Reuters ระบุว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ได้เปลี่ยนวิกฤตในยูเครนไปสู่ช่วงใหม่ที่อันตรายยิ่งขึ้นด้วยคำพูดและการกระทำมากมายที่บ่งชี้ว่าเป้าหมายสูงสุดของเขานั้นลึกซึ้งกว่าการขยายอิทธิพลของรัสเซียไปยังสองภูมิภาคที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน

ปูตินลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพเมื่อคืนวันจันทร์กับสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์และสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ชาติตะวันตกมองว่าผิดกฎหมาย และต้องพบกับการคว่ำบาตรทันที รวมทั้งธนาคารหลายแห่งของรัสเซียและท่อส่งน้ำมันแห่งใหม่

ทว่าการกล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ของปูตินก่อนการลงนามทำให้เห็นเบาะแสที่ลึกซึ้งว่าปูตินกำลังคิดอะไรอยู่ เขาบิดเบือนประวัติศาสตร์หลายศตวรรษให้กลายเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่บรรยายว่ายูเครนเป็นประเทศเก๊(artificial nation) ที่ไม่มีความเป็นรัฐ

Reuters รายงานว่า ผู้ที่สังเกตการณ์เครมลินเผยว่า การเลคเชอร์ของปูตินดูเหมือนเป็นความพยายามหาเหตุผลให้กับการรุกรานยูเครนลึกซึ้งยิ่งขึ้นและการบุกครั้งใหม่ 8 ปีหลังจากเขายึดและผนวกไครเมีย

“เขาตั้งคำถามถึงอำนาจอธิปไตยของยูเครน และเขาได้ประกาศว่านี่เป็นความผิดพลาดของประวัติศาสตร์ อุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ว่ามีการมีอยู่ของยูเครน” เกอร์ฮาร์ด แมนกอตต์ (Gerhard Mangott) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอินส์บรุคของออสเตรียและสมาชิกของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญรัสเซียที่ได้พบกับปูตินเป็นประจำทุกปีเผย

“ดังนั้นเป็นไปได้ว่าเป้าหมายสุดท้ายของเขาคือการทำลายรัฐยูเครนนี้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ยูเครนถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง” โดยรัสเซียควบคุมฝั่งตะวันออกของประเทศ แมนกอตต์เผย

การแสดงความคิดเห็นหลังจากนั้นในวันอังคาร ปูตินเผยว่าเขารับรองภูมิภาคโดเนตสก์และลูฮันสก์ทางตะวันออกของยูเครน หรือที่รวมกันเรียกว่าดอนบัส ที่กำลังก่อตั้ง “สาธารณรัฐ” ที่แยกตัวออกมา แม้ว่าจะมีเพียงเศษเสี้ยวของอาณาเขตนั้นที่ควบคุมโดยกบฏแบ่งแยกดินแดน

เมื่อรัสเซียยืนยันสิทธิภายใต้สนธิสัญญาใหม่ในการส่งกองกำลังทหารและสร้างฐานทัพทหาร นั่นเป็นการเปิดความเสี่ยงว่ารัสเซียอาจเข้าไปและเปิดสงครามกับยูเครนเพื่อขยายอาณาเขตการแบ่งแยกดินแดน

ปูตินปฏิเสธเสมอมาว่ามีแผนจะบุกจู่โจมยูเครน แต่การเสริมกำลังทหารจำนวนมากที่ชายแดนยูเครนตั้งแต่เดือน พ.ย. ส่งผลให้หุ้น พันธบัตรรัฐบาล และค่าเงินรูเบิลของรัสเซียร่วงอย่างหนัก อีกทั้งความเคลื่อนไหวล่าสุดของปูตินยังเพิ่มความวิตกกังวลให้กับบรรดาอีลีทรัสเซีย

“เราสูญเสีย เรากังวลมากๆ ไม่มีใครรู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน” อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงเผยกับ Reuters

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของปูตินได้ทำลายความหวังที่จะยุติสงครามแบ่งแยกดินแดน 8 ปีในยูเครนด้วยการฟื้นฟูสนธิสัญญาสันติภาพที่ลงนามเมื่อปี 2014 และ 2015 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการทูตไปสู่การใช้กำลัง

“ด้วยการฉีกข้อตกลงมินสก์ รัสเซียได้พาตัวเองออกจากช่องทางหนึ่งของอำนาจทางการเมืองเหนือยูเครนในระยะยาว และขณะนี้กำลังมองหาอีกช่องทางหนึ่ง” โอเล็ก อิกนาตอฟ (Oleg Ignatov) นักวิเคราะห์อาวุโสของรัสเซียจาก International Crisis Group เผย

ในการกล่าวสุนทรพจน์ ปูตินดูเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังคิดเกี่ยวกับมรดกของตัวเอง หลังจากกว่าสองทศวรรษในฐานะผู้นำสูงสุดของรัสเซีย มากกว่าจะคิดถึงการบาดเจ็บล้มตายและต้นทุนทางเศรษฐกิจจะเกิดจากสงครามเต็มรูปแบบกับยูเครน

ดังที่ นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษพูดเมื่อสัปดาห์นี้ว่า ปูตินอาจไม่ได้คิดอย่างมีเหตุผล และมาตรการคว่ำบาตรก็ไม่อาจขัดขวาง “นักแสดงที่ไร้เหตุผล” และนายกรัฐมนตรี มาร์ก รุทเทอร์ ของเนเธอร์แลนด์บอกว่าเขา “หวาดระแวงสิ้นดี”

“เราเห็นการเปลี่ยนแปลงจากปูตินจากผู้นำที่เน้นการปฏิบัติ คิดคำนวณอย่างมีเหตุผล ไปเป็นคนที่มองหาที่ทางในการสร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเองมากขึ้น คนที่มองเห็นตัวเองอยู่ในภารกิจประวัติศาสตร์เพื่อแก้ไขความอยุติธรรม” นีล เมลวิน (Neil Melvin) จากสถาบันคลังความคิด RUSI ในกรุงลอนดอนเผย

นั่นนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของการคิดคำนวณความเสี่ยงของปูติน ซึ่งความเสียหายในระยะสั้นจากการกระทำของเขามีความสำคัญน้อยกว่าเมื่อเทียบกับภาพประวัติศาสตร์ซึ่งใหญ่กว่า

เมลวินซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในมอสโกเผยว่า วิกฤตยูเครนเพิ่งจะเริ่มปรากฏออกมาเท่านั้น

“พูดตรงๆ นะ คุณจะไม่ส่งทหาร 200,000 นายเข้าประจำการที่ชายแดนยูเครนและไม่ก่อให้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับความมั่นคงของยุโรปมา 40 ปี หากความพยายามทั้งหมดของคุณคือ ขยายการควบคุมของคุณเหนือดินแดนเล็กๆ สองแห่งที่คุณควบคุมอยู่แล้ว” เมลวินเผยกับ Reuters

ขั้นตอนต่อไปจะถูกกำหนดจากการที่กองกำลังของรัสเซียเข้าไปในโดเนตสก์และลูฮันสก์ และความเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ในการขยับขยายไปสู่ดินแดนที่กว้างขึ้น ขึ้นอยู่กับว่ายูเครนจะตอบโต้อย่างไร

“ผมว่านั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องจับตาดูในขณะนี้” เมลวินเผย “มันขึ้นอยู่กับว่าชนวนจะถูกจุดอย่างไรสำหรับการบุกรุกทางทหารในวงกว้างขึ้น”

Photo by Mikhail Klimentyev / Sputnik / AFP