อนามัยโลกชี้ BA.2 ไม่รุนแรงกว่า Omicron ตัวเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676396

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 13:00 น.อนามัยโลกชี้ BA.2 ไม่รุนแรงกว่า Omicron ตัวเดิม

อนามัยโลกชี้โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ติดง่าย แต่ไม่ก่ออาการรุนแรงกว่า BA.1

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 23 ก.พ. องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงไปมากกว่าเชื้อโอมิครอนดั้งเดิม หรือ BA.1 แต่ดูเหมือนว่าจะแพร่เชื้อได้ดีกว่า ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม

มาเรีย ฟาน เคิร์คโฮฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า “จากกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยในประเทศต่างๆ เราไม่เห็นถึงความแตกต่างกันในด้านความรุนแรงของอาการป่วยที่เกิดจาก BA.1 และ BA.2 ระดับความรุนแรงและความเสี่ยงในการรักษาตัวในโรงพยาบาลใกล้เคียงกัน และนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะในหลายประเทศมีการแพร่ระบาดทั้ง BA.1 และ BA.2”

คำแถลงครั้งล่าสุดนี้ช่วยคลายความกังวลให้กับหลายๆ ประเทศ อย่างเช่น เดนมาร์ก ซึ่งมีการแพร่ระบาดของโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 เป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกแถลงว่า BA.2 ดูเหมือนว่าจะแพร่เชื้อได้ดีกว่า BA.1 และกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาคำตอบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้

ทั้งนี้ โควิด-19 คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 5.8 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลกคาดว่ายอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ 2 ถึง 3 เท่า

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

เศรษฐีรัสเซียสูญกว่าล้านล้านบาทจากพิษวิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676395

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 12:13 น.เศรษฐีรัสเซียสูญกว่าล้านล้านบาทจากพิษวิกฤตยูเครน

บรรดามหาเศรษฐีรัสเซียสูญเสียรายได้นับล้านล้านบาทจากความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ปีนี้ทรัพย์สินของบรรดามหาเศรษฐีรัสเซียลดวูบ 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.07 ล้านบาท โดยความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจะส่งผลให้ความมั่งคั่งของกลุ่มคนเหล่านี้ลดลงไปอีก

ข้อมูลของ Bloomberg Billionaires Index ซึ่งเป็นการจัดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 500 คนพบว่า เกนนาดี ทิมเชนโก มีทรัพย์สินลดลงมากที่สุดในบรรดามหาเศรษฐีเพื่อนร่วมชาติ โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ความมั่งคั่งของทิมเชนโกหายไปเกือบ 1 ใน 3

Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า ขณะนี้ทิมเชนโกในวัย 69 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายทหารโซเวียตที่พบและเป็นเพื่อนกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มีทรัพย์สินอยู่ราว 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยความมั่งคั่งส่วนใหญ่ได้มากจากการถือหุ้นใน Novatek บริษัทผลิตก๊าซของรัสเซีย

เยโอนิด มิเคลสัน อีกหนึ่งผู้ถือหุ้นของ Novatek มีทรัพย์สินลดลง 6,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน วายิด อาเล็กเปรอฟ ประธานบริษัท Lukoil มีทรัพย์สินลดลงราว 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน เนื่องจากหุ้นของ Lukoil ร่วงไปเกือบ 17%

Bloomberg Billionaires Index ระบุอีกว่า ปัจจุบันมหาเศรษฐี 23 คนของรัสเซียมีทรัพย์สินรวมกัน 343,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจาก 375,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อช่วงสิ้นปีที่แล้ว

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นร่วงหนักหลังจากปูตินรับรองให้โดเนตสก์และลูฮันสก์ของยูเครนเป็นรัฐอิสระ ซึ่งนำมาสู่การระงับโครงการพลังงานของเยอรมนีกับรัสเซีย และสหราชอาณาจักรคว่ำบาตรธนาคารของรัสเซีย 5 แห่งและมหาเศรษฐี 3 ราย รวมทั้งทิมเชนโก

มหาเศรษฐีอีก 2 คนที่ถูกสหราชอาณาจักรคว่ำบาตรคือ บอริส โรเทนแบร์ก วัย 65 ปีและอิกอร์ หลานชายวัย 48 ปี ซึ่งมั่งคั่งจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างท่อส่งน้ำมัน Stroygazmontazh

Bloomberg ระบุว่า อาร์คาดี โรเทนแบร์ก พ่อของอิกอร์และหนึ่งในอดีตคู่ซ้อมยูโดของปูติน ขายบริษัทท่อส่งน้ำมันในปี 2019 ในราคาราว 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ อาร์คาดีซื้อหุ้นส่วนน้อยจากบอริสน้องชายเมื่อ 5 ปีก่อนหน้านั้นในขณะที่ทั้งสองพี่น้องและทิมเชนโกถูกสหรัฐคว่ำบาตรจากกรณีที่รัสเซียผนวกแคว้นไครเมียของยูเครน

AFP PHOTO / INTERPRESS / ALEXANDER KULEBYAKIN

อิหร่านคืนวัคซีน 820,000 โดสเพราะผลิตจากสหรัฐ แม้ยอดตายพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676391

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 11:40 น.อิหร่านคืนวัคซีน 820,000 โดสเพราะผลิตจากสหรัฐ แม้ยอดตายพุ่ง

อิหร่านคืนวัคซีนที่โปแลนด์บริจาค แม้ผู้เสียชีวิตจากโควิดพุ่งสูงสุดในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศอ้างรายงานจากสื่อท้องถิ่นอิหร่านระบุว่า อิหร่านคืนวัคซีนโควิด-19 จำนวน 820,000 โดสที่ได้รับบริจาคจากโปแลนด์ เนื่องจากวัคซีนดังกล่าวผลิตในสหรัฐอเมริกา

โมฮัมหมัด ฮาเชมี เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขของอิหร่านกล่าว่า โปแลนด์บริจาควัคซีน AstraZeneca ประมาณ 1 ล้านโดสให้แก่อิหร่าน แต่เมื่อวัคซีนมาถึงพบว่ามีวัคซีนจำนวน 820,000 โดสที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ภายหลังจากการประสานงานกับเอกอัครราชทูตโปแลนด์ประจำอิหร่านจึงได้มีการตัดสินใจว่าวัคซีนดังกล่าวจะถูกส่งคืน

บาห์ราม ไอโนลลาฮี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าวัคซีนดังกล่าวมาจากแหล่งที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยโปแลนด์ให้คำมั่นว่าจะเปลี่ยนเป็นวัคซีนที่มาจากแหล่งที่ได้รับอนุญาต

เนื่องจากขณะนี้อิหร่านไม่นำเข้าวัคซีนวัคซีนที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร ซึ่งอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านกล่าวในปี 2020 โดยปฏิเสธความเป็นไปได้ที่วัคซีนของสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษจะเข้ามาในประเทศ โดยเรียกว่าเป็น “สิ่งต้องห้าม”

ทั้งนี้ อิหร่านกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 6 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรายวันทุบสถิติ ขณะที่ทางการกล่าวว่าสายพันธุ์โอมิครอนกำลังครอบงำประเทศ ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั้งประเทศมากกว่า 135,000 ราย ทำให้อิหร่านมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในตะวันออกกลาง

รายงานระบุว่าขณะนี้ประชากรชาวอิหร่านที่อายุ 18 ปีขึ้นไปได้ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว 90% แม้ว่าจะมีเพียง 37% ที่ได้รับวัคซีนโดสที่ 3

โดยอิหร่านใช้วัคซีนของ Sinopharm ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ แต่ยังมีวัคซีนทางเลือกอื่นๆ ได้แก่ AstraZeneca, Sputnik V, Covaxin และ COVIran Barekat วัคซีนที่อิหร่านผลิตเอง

Photo by KHAMENEI.IR / AFP

ไบเดนชี้การกระทำของปูตินคือ ‘จุดเริ่มต้นที่รัสเซียจะบุกยูเครน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676390

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 10:51 น.ไบเดนชี้การกระทำของปูตินคือ 'จุดเริ่มต้นที่รัสเซียจะบุกยูเครน'

‘รัสเซียเริ่มบุกแล้ว’ ไบเดนประกาศ เชื่อนี่คือจุดเริ่มต้นของการ ‘บุกจริง’ เพื่อเล่นงานยูเครน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ กล่าวประณามประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยระบุว่าความเคลื่อนไหวของรัสเซียที่กำลังดำเนินอยู่ในยูเครนขณะนี้ถือว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของการรุกราน” พร้อมเผยมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ที่รุนแรงต่อรัสเซียเพื่อเป็นการตอบโต้ หลังจากที่รัสเซียรับรอง ‘โดเนตสก์-ลูฮันสก์’ เป็นรัฐอิสระ และเคลื่อนกำลังทหารข้ามพรมแดน

ไบเดนกล่าวว่าการระทำของรัสเซียเป็น “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง และต้องได้รับการตอบสนองอย่างแข็งขันจากประชาคมระหว่างประเทศ”

โดยมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหรัฐพุ่งเป้าไปที่ชนชั้นสูงของรัสเซียและครอบครัว และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัสเซีย ตลอดจนสถาบันทางการเงินขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ วีไอบี และพรอมส์เวียสแบงก์ โดยไบเดนกล่าวว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัสเซียไม่สามารถจัดหาเงินทุนจากตะวันตกได้อีกต่อไป

พร้อมเสริมว่าสหรัฐพร้อมที่จะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรหากความเคลื่อนไหวของรัสเซียต่อยูเครนยังคงบานปลาย อย่างไรก็ตาม พรอมส์เวียสแบงก์กล่าวว่ามาตรการคว่ำบาตรจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ไบเดนยังประกาศว่าสหรัฐได้เสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมในประเทศแถบบอลติกทางฝั่งตะวันออกของนาโต แต่ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการที่จะรบกับรัสเซีย และยังคงเปิดกว้างที่จะเจรจากับรัสเซียและพันธมิตรเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม

Photo by MANDEL NGAN and Mikhail Metzel / various sources / AFP

ตะวันตกใจไม่ถึง? คว่ำบาตรต่อรัสเซียให้ผลจำกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676388

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 10:29 น.ตะวันตกใจไม่ถึง? คว่ำบาตรต่อรัสเซียให้ผลจำกัด

รายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพีระบุ มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียรอบอุ่นเครื่องคุกคามผลกระทบที่จำกัด

หลังจากสัปดาห์แห่งการคุกคามข่มขู่ ชาติตะวันตกได้กำหนดให้มีการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งแรกในวันอังคาร แต่ในขณะนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะมีผลกระทบจำกัดต่อทั้งเศรษฐกิจของรัสเซียและตะวันตก

โอลิเวอร์ ดอร์แกนส์ (Olivier Dorgans) ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสำนักงานกฎหมาย Ashurst กล่าวว่าการกำหนดเป้าหมายภาคการเงินของรัสเซียนั้น “สอดคล้องกับกลยุทธ์ของมาตรการที่ค่อยเป็นค่อยไปที่ช่วยหลีกเลี่ยงภาคพลังงาน”

เขาตั้งข้อสังเกตถึงการตัดสินใจของเยอรมนีที่จะระงับการรับรองท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 เช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้กระทบต่อภาคพลังงาน

โดยรวมแล้วชาติตะวันตกมุ่งสร้างผลกระทบต่อภาคการเงินของรัสเซีย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร ได้กำหนดเป้าหมายภาคการเงินของรัสเซียด้วยมาตรการคว่ำบาตรชุดแรกๆ 

อังกฤษออกมาตรการคว่ำบาตรธนาคารรัสเซีย 5 แห่งในวันอังคารนี้ รวมถึง Rossiya และ Promsvyazbank (PSB) และคาดว่าสหภาพยุโรปจะตามรอยโดยเปิดเผยรายชื่อสถาบันที่ได้รับผลกระทบจากการอายัดทรัพย์สิน และรัฐบาลสหรัฐดำเนินการตามหลังโดยระบุชื่อธนาคารสองแห่งและบริษัทในเครือ PSB และ Vnesheconombank (VEB) อ้างถึงบทบาทของธนาคารเหล่านี้ในการสนับสนุนกองทัพรัสเซีย

แต่โอลิเวอร์ ดอร์แกนส์ตั้งข้อสังเกตว่าทุนของรัสเซียจำนวนมากถูกโอนกลับประเทศแล้วเพื่อเป็นมาตรการป้องกันแต่เนิ่นๆ 

มาตารการระงับสินทรัพย์ดังกล่าวจะกระทบต่อผู้มีอำนาจของรัสเซียหลายคนและบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่จะมีผลกระทบอย่างจำกัดต่อเศรษฐกิจรัสเซีย

แต่มหาอำนาจตะวันตกตั้งเป้าที่จะขัดขวางการจัดหาเงินทุนของรัสเซีย ปิดกั้นไม่ให้รัสเซียเข้าถึงตลาดทุนเพื่อหาเงินหรือรีไฟแนนซ์หนี้ และกดกดดันต่อมูลค่าของรูเบิลรัสเซียแลจะทำให้ผู้บริโภครัสเซียมีกำลังซื้อลดลงจนไม่สามารถซื้อสินค้านำเข้าได้

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางยุโรปกล่าวว่าธนาคารตะวันตกมีความเสี่ยงต่อสถาบันการเงินของรัสเซียอย่างจำกัด

อย่างไรก็ตาม ธนาคารตะวันตกหลายแห่งมีการดำเนินงานในประเทศรัสเซีย รวมถึง UniCredit ของอิตาลี Raiffeisen ของออสเตรีย และ Societe Generale ของฝรั่งเศสผ่านบริษัทในเครือ Rosbank

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐยังไม่ตัดสินใจใช้มาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ที่อาจสร้างความเสียหายได้ เช่น การยกเว้นรัสเซียออกจาก SWIFT ซึ่งเป็นระบบธุรกรรมของธนาคารระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินกับประเทศส่วนใหญ่เป็นไปไม่ได้

และสหรัฐก็ยังไม่ได้กำหนดการควบคุมการส่งออกซึ่งจะตัดบริษัทรัสเซียออกจากอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ไฮเทคที่สำคัญ

และนอกเหนือจากการระงับเชิงสัญลักษณ์ต่อโครงการท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ซึ่งยังไม่ได้ให้บริการ ชาติตะวันตกยังห่างไกลจากการกำหนดเป้าหมายโจมตีภาคพลังงานของรัสเซีย

การคว่ำบาตร “ยังไม่ถึงจุดที่สร้างความเจ็บ มันเป็นขั้นตอนที่สอดคล้องกันในความสัมพันธ์กับการปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของยุโรป” โอลิเวอร์ ดอร์แกนส์ กล่าว

แอนดรูว์ โลเซน (Andrew Lohsen) ผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียที่ศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติในวอชิงตัน กล่าวว่าขั้นตอนต่างๆ ดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ขู่ไว้ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ปูตินดำเนินมาตรการต่อไปได้

มาตรการดังกล่าว “จะไม่บังคับให้รัสเซียเปลี่ยนแนวทาง” แอนดรูว์ โลเซน กล่าวกับ AFP

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่าอาจมีบทลงโทษเพิ่มเติม

การคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซียถือเป็นความเสี่ยงที่คำนวณได้สำหรับสหภาพยุโรป เนื่องจากนำเข้าก๊าซ 40% จากรัสเซีย เรื่องนี้ทำให้มอสโกมีอำนาจในขณะที่ยุโรปอาจจะสามารถอยู่รอดได้หากไม่มีการนำเข้าจากรัสเซียในช่วงหลายเดือนที่จะมาถึง แต่ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ประเทศผู้ส่งออกก๊าซรวมทั้งสหรัฐอเมริกาและกาตาร์มีความสามารถจำกัดในการเพิ่มการจัดส่งไปยังยุโรปอย่างรวดเร็ว

และตอนนี้ ความขัดแย้งได้สร้างกรงกดันให้กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว

“รัสเซียมีบทบาทสำคัญในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของตลาดน้ำมันทั่วโลก” Fitch Ratings กล่าวในบันทึกล่าสุด

ราคาน้ำมันดิบพุ่งเกือบ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันอังคาร ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี 2557 และราคาก๊าซธรรมชาติก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน แต่ต่อมาก็ปรับลดลงมาเนื่องจากตลาดเริ่มสังเกตว่ามาตรการคว่ำบาตรมีผลกระทบน้อย 

รัสเซียยังเป็นประเทศผู้ส่งออกแพลเลเดียม นิกเกิล และอะลูมิเนียมรายใหญ่อีกด้วย ซึ่งสินค้าพวกนี้มีราคาสูงเป็นประวัติการณ์

และรัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดของโลก และเมื่อร่วมกับยูเครน ทั้งสองประเทศคิดเป็นหนึ่งในสี่ของการส่งออกธัญพืชหลักทั้งหมด

การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเหล่านี้จะส่งผลไปยังผู้บริโภค โดยส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของพวกเขาในช่วงเวลาที่ปัยหาเรื่องอัตราเงินเฟ้อได้กลายเป็นข้อกังวลอันดับต้น ๆ สำหรับผู้กำหนดนโยบายแล้ว

การที่รัสเซียยอมรับภูมิภาคที่แยกตัวเป็นเอกราชของยูเครนจะเพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสำหรับยุโรป

ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความขัดแย้งทางอาวุธ “แต่ในกรณีส่วนใหญ่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศอื่นนอกเหนือจากรัสเซียและยูเครนมีแนวโน้มที่จะถูกจำกัด” นีล เชียริง (Neil Shearing) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Capital Economics กล่าว

ในสหภาพยุโรป ประเทศเยอรมนีเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นที่สุดกับรัสเซีย แต่มีเพียง 2% ของการส่งออกที่มุ่งหน้าไปที่นั่น

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในยูเครน “เปราะบางอย่างยิ่ง” เชียร์ริง กล่าวเตือนว่า มีแนวโน้มว่าจะต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากภายนอกเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

Sputnik/Mikhail Klimentyev/Kremlin via REUTERS

ผิดคาดน้ำมันไม่พุ่ง ตลาดมั่นใจการคว่ำบาตรรัสเซียไม่กระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676381

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 09:59 น.ผิดคาดน้ำมันไม่พุ่ง ตลาดมั่นใจการคว่ำบาตรรัสเซียไม่กระทบ

ราคาน้ำมันดึงกลับ นักลงทุนและนักวิเคราะห์คาดว่าจากการคว่ำบาตรของตะวันตกในรัสเซียจะไม่ทำให้อุปทานติดขัด

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันปรับลดลงมาในวันพุธหลังจากพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีในช่วงซื้อขายก่อนหน้าเนื่องจากเป็นที่ชัดเจนว่าคลื่นลูกแรกของคว่ำบาตรจากสหรัฐฯและยุโรปต่อรัสเซียจะไม่รบกวนอุปทานน้ำมันในตลาดโลก 

ในเวลาเดียวกัน มีโอกาสที่การผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านจะเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เมื่อรัฐบาลอิหร่านและมหาอำนาจโลกใกล้จะฟื้นคืนข้อตกลงนิวเคลียร์ ปัจจัยนี้ช่วยให้ราคาน้ำมันปรับลงมาด้วย

น้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลง 13 เซนต์หรือ 0.1% สู่ 96.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลที่เวลาซื้อขาย 01.42 GMT หลังจากทะยานสูงสุดที่ 99.50 ดอลลาร์ในวันอังคารซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2014

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐร่วงลง 6 เซนต์หรือ 0.1% สู่ 91.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังจากแตะระดับ 96 ดอลลาร์เมื่อวันอังคาร

ราคาพุ่งขึ้นเมื่อวันอังคารเนื่องจากความกังวลว่าการคว่ำบาตรต่อรัสเซียที่ทำการส่งทหารไปยังสองภูมิภาคที่แยกตัวเป็นอิสระของยูเครนภาคตะวันออกอาจกระทบกับแหล่งพลังงาน แต่สหรัฐอเมริกาได้แสดงไว้อย่างชัดเจนว่ามาตรการคว่ำบาตรจะไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกพลังงาน

เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับนักข่าวว่า “มาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้ในวันนี้และในอนาคตอันใกล้นี้ไม่ได้กำหนดเป้าหมายและจะไม่กำหนดเป้าหมายการเคลื่อนไหวของน้ำมันและก๊าซ” 

มาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้โดยสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และสหภาพยุโรปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่ธนาคารรัสเซีย

ราคาที่ปรับลดน้อยลงไปอีกมาจากความเป็นไปได้ที่น้ำมันดิบจากอิหร่านมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวันจากเข้ามาป้อนตลาด หลังจากที่นักการทูตกล่าวว่าอิหร่านและมหาอำนาจโลกใกล้จะบรรลุข้อตกลงเพื่อควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน

นักวิเคราะห์จาก ANZ Research ระบุในหมายเหตุว่า “นักการทูตต่างเห็นพ้องกันว่าการเจรจาได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ซึ่งส่งสัญญาณว่าตลาดน้ำมันทั่วโลกอาจบรรเทาลงได้”

Vivek Dhar นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ของ Commonwealth Bank กล่าวว่า สิ่งที่ไม่ทราบในเวลานี้คืออิหร่านสามารถเพิ่มการส่งออกได้เร็วเพียงใด

Vivek Dhar ยังบอกว่า สมาชิกคนอื่นๆ ของ OPEC+ ได้พยายามดิ้นรนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตเนื่องจากความต้องารกเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันยังต่ำอยู่ และอิหร่านอาจประสบปัญหาเดียวกัน

REUTERS/Christian Hartmann/File Photo

EU คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันเมียนมา ไทยโดนหางเลขด้วย?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676345

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 16:29 น.EU คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันเมียนมา ไทยโดนหางเลขด้วย?

บริษัทน้ำมันสัญชาติไทยถูกหางเลขหลัง EU คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันเมียนมา

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สหภาพยุโรปมีมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัฐบาลทหารเมียนมา โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทรัฐวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นแหล่งรายได้หลักให้กับรัฐบาบลทหารมากว่า 1 ปีหลังรัฐประหาร

คณะมนตรียุโรปเผยว่า มาตรการล่าสุดลงโทษเอกชน 22 คน รวมทั้งรัฐมนตรี สมาชิกระดับสูงของกองทัพ ไปจนถึงบริษัท 4 แห่ง รวมทั้งบริษัทรัฐวิสาหกิจ อาทิ Myanma Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งจัดหาทรัพยากรสำคัญให้รัฐบาลทหาร

น้ำมันและก๊าซของเมียนมากลายเป็นเป้าหมายของแรงกดดันจากนานาชาติ เนื่องจากเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้และแหล่งเงินตราต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลทหาร เนื่องจากผลิตภัณฑ์น้ำมันซื้อขายกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

สหภาพยุโรประบุว่า “MOGE อยู่ภายใต้การควบคุมและสร้างรายได้ให้กับกองทัพเมียนมา ดังนั้นจึงมีส่วนสนับสนุนขีดความสามารถในการดำเนินกิจกรรมที่บ่อนทำลายประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมในเมียนมา”

มาตรการคว่ำบาตรล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากบริษัทน้ำมัน TotalEnergies และ Chevron ประกาศถอนตัวจาการเป็นผู้ร่วมทุนและผู้ดำเนินการในโครงการยาดานาของเมียนมาเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อประท้วงที่รัฐบาลทหารยังใช้ความรุนแรงกับประชาชนนับตั้งแต่ทำรัฐประหาร

หลังจากนั้นทางการเมียนมาเผยว่าบริษัท PTT (ปตท) ของไทยเสนอเข้าควบคุมโครงการดังกล่าวในนามของ PTTEP (ปตท.สผ.) โดยจะเข้าถือหุ้นของ TotalEnergies และ Chevron ซึ่งมีรวมกันทั้งหมด 59.5% โดยก่อนหน้านี้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนหุ้นอยู่ที่ 25.5%

ด้าน จอมินตุน โฆษกรัฐบาลทหารเผยว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปจะไม่มีผลกระทบมากนักกับภาคน้ำมันและก๊าซที่ยังอยู่รอดมาได้หลายปีแม้จะถูกคว่ำบาตร

“เมื่อพูดถึงการคว่ำบาตร มีบริษัทหลายแห่งปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ก็มีบริษัทที่ไม่สนใจเช่นกัน” จอมินตุน เผยกับ Bloomberg ทางโทรศัพท์ “แต่มีอยู่อย่างหนึ่ง เราจะประสบปัญหาในการทำธุรกรรมทางธนาคาร ดังนั้นเราต้องแก้ปัญหาบางประการเกี่ยวกับธนาคารไม่มากก็น้อย”

ขณะที่สำนักข่าว Reuters รายงานว่า โธมัส แอนดรูว์ อดีตสมาชิกสภาสหรัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติเผยว่า รัสเซียและจีนจัดหาเครื่องบินรบและรถหุ้มเกราะให้รัฐบาลทหาร และเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติยับยั้งการถ่ายโอนอาวุธซึ่งถูกนำไปใช้กับประชาชน

แอนดรูว์ยังเรียกร้องให้ตัดการเข้าถึงน้ำมันและก๊าซและทุนสำรองระหว่างประเทศของกองทัพเมียนมา รวมทั้งขัดขวางไม่ให้ภาครัฐและเอกชนซื้อทรัพยากรอย่างซุง อัญมณี และผลิตภัณฑ์แร่แรร์เอิร์ธหากเงินจะเข้ากระเป๋ารัฐบาลทหาร

Alexander Zemlianichenko/Pool via REUTERS/File Photo

หอกข้างแคร่ของรัสเซีย NATO ส่งกองทัพไปรอท่าตรงไหนบ้าง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676347

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 17:44 น.หอกข้างแคร่ของรัสเซีย NATO ส่งกองทัพไปรอท่าตรงไหนบ้าง?

จับตาคู่กรณีของรัสเซีย มาดูกันว่ากองกำลัง NATO ประจำการอยู่ตรงไหนในยุโรป

องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เสริมกำลังทหารเข้าประจำการในหลายประเทศแถบยุโรปตะวันออก เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วิกฤตยูเครนยังคงตึงเครียด เนื่องจากสิ่งที่รัสเซียต้องการคือขอให้ NATO ถอนทหารออกจากยุโรปตะวันออก และไม่รับยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพราะถือเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย

โดยปัจจุบัน NATO มีสมาชิกทั้งหมด 30 ประเทศ ซึ่ง 27 ประเทศอยู่ในยุโรป 2 ประเทศในอเมริกาเหนือ และอีก 1 ประเทศในยูเรเซีย ได้แก่ แอลเบเนีย, เบลเยียม, บัลแกเรีย, แคนาดา, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มอนเตเนโกร, เนเธอร์แลนด์, มาซิโดเนียเหนือ, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, ตุรกี, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

Photo by nato.int

“NATO ต้องเฝ้าระวังภัยคุกคามใหม่ๆ มากมาย ซึ่งมีความหลากหลาย ซับซ้อน เคลื่อนไหวรวดเร็ว และไม่แน่นอนมากกว่าในอดีต เพื่อจัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ NATO ได้เสริมความแข็งแกร่งเพื่อปกป้องพลเมืองของตนต่อไป และส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในแอตแลนติกเหนือ” NATO ระบุ

กองกำลัง NATO อยู่ตรงไหนบ้าง?

ปัจจุบัน NATO มีบุคลากรทางทหารราว 40,000 นาย ที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติภารกิจของ NATO ทั่วโลก โดยภายหลังจากการผนวกไครเมียของรัสเซียในปี 2014 NATO ได้เพิ่มกำลังทหารในแถบตะวันออกมากขึ้น รวมถึงเอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และโปแลนด์ เมื่อเร็วๆ นี้สหราชอาณาจักรยังได้ส่งกองกำลังทหารพร้อมขีปนาวุธไปยังยูเครน

“ขอบคุณพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนกองกำลัง NATO เราจะดำเนินการเพื่อปกป้องพันธมิตรทั้งหมด รวมถึงการเพิ่มกำลังทหารในภาคตะวันออก” เย็นส์ สต็อลเตินบาร์ก เลขาธิการ NATO กล่าว

รอยเตอร์สระบุว่า NATO มีทหารประมาณ 4,000 นาย ในเอสโตเนีย ลิทัวเนีย ลัตเวีย และโปแลนด์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนรถถัง ระบบป้องกันภัยทางอากาศ หน่วยข่าวกรอง และหน่วยเฝ้าระวัง เพื่อเป็นกำลังเสริมในกรณีที่เกิดการบุกรุกจากรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีตำรวจอากาศและกองกำลังนาวิกโยธินในพื้นที่ดังกล่าว

“พันธมิตร NATO วางกำลังเตรียมพร้อมในยุโรปตะวันออกเพื่อป้องปรามภัยคุกคามในขณะที่รัสเซียยังคงเสริมกำลังทหารประชิดยูเครน”

NATO ยังมีกองกำลังทหารภาคพื้นดินอีก 4,000 นายในโรมาเนีย ขณะที่ประเทศพันธมิตรส่งกองกำลังติดอาวุธเข้าไปประจำการเพิ่มในบัลแกเรียและโรมาเนียด้วย นอกจากนี้ยังมีกองกำลังของ NATO อีกราว 3,500 นายประจำอยู่ในคอซอวอ

นอกจากทหารของ NATO แล้วยังมีทหารของสหรัฐอีกหลายหมื่นนายประจำการอยู่ในประเทศต่างๆ ในยุโรปด้วย ขณะที่รัสเซียตรึงกำลังทหารกว่า 100,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน

Photo by Nikolay DOYCHINOV / AFP

‘ยึดโดยไม่รบ’ ปูตินใช้ลูกไม้เดิมที่เคยทำกับไครเมีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676315

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 12:46 น.'ยึดโดยไม่รบ' ปูตินใช้ลูกไม้เดิมที่เคยทำกับไครเมีย

เพียงแต่ปูตินจะสลับแนวทางที่เกิดขึ้นกับไครเมียเล็กน้อย โดยที่เป้าหมายยังคงเหมือนกัน นั่นคือทำให้ ‘โดเนตสก์-ลูฮันสก์’ เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

ปี 2014 มันจุดเริ่มต้นของการ “แตกสลาย” ของยูเครน หลังจากเกิดการ “การปฏิวัติยูเครน” ที่โค่นล้มรัฐบาลเอียงรัสเซียโดยกลุ่มพลังประชาชนที่ไม่ต้องการให้รัสเซียเข้ามาแทรกแซงการเมืองยูเครนและต้องการให้ยูเครนเอียงเข้าหายุโรปตะวันตกมากกว่า

แต่การปฏิวัติประชาชนไม่มีพลังพอที่จะต้านการแทรกแซงของรัสเซียได้ ในพื้นที่ของยูเครนที่มีคนเชื้อสายรัสเซียหรือมีชาวยูเครนที่เอียงรัสเซียอาศัยอยู่มาก พื้นที่เหล่านี้แสดงอาการ “ขบถ” ต่อการปฏิวัติต่อต้านอิทธิพลรัสเซียและการเอียงเข้าหาสหภาพยุโรป

พื้นที่เหล่านั้นคือไครเมีย คาบสมุทรทางตอนใต้ และ “โดเนตสก์-ลูฮันสก์” หรือที่เรียกรวมกันว่า “ดอนบัส” ทางตอนออกของยูเครนติดกับพรมแดนรัสซีย

ปูตินส่งทหารปกปิดอัตลักษณ์เข้าประสานงานกับกองกำลังท้องถิ่นเข้ายึดสถานที่สำคัญในไครเมีย ปฏิบัติการนี้เป็นการอำพรางไม่ให้นานาประเทศรู้ว่ารัสเซียแทรกแซง (ซึ่งทั่วโลกต่างรู้ดี เพียงแต่มันไม่กระโตกกระตากจนจับคาหนังคาเขาได้) เพื่อเคลียร์พื้นที่กับการจัดการลงประชามติกำหนดชะตากรรมของไครเมีย ซึ่งผลประชามติมีคะแนนท่วมท้นให้ไครเมียประกาศเอกราชจากยูเครนเป็น “สาธารณรัฐไครเมีย” และส่งคำร้องอย่างเป็นทางการขอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับสหพันธรัฐรัสเซีย

ถึงตอนนี้ปูตินได้ความชอบธรรมแล้ว จึงส่งทหารเข้าไปในไครเมียอย่างเป็นแทางการโดยไม่ปกปิดตัวตนอีก ทำการยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และผนวกไครเมียเป็นของรัสเซียโดยที่ “เกือบทุกฝ่าย” แฮปปี้ ยกเว้นรัฐบาลยูเครนและชาติตะวันตก

แน่นอนว่าชาติตะวันตกไม่ยอมรับและทำการคว่ำบาตรรัสเซียฐานที่ “รุกรานและยึดครอง” ไครเมีย ทั้งๆ ปูตินพยายามให้เนียนที่สุดและแนบเนียนสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่สุดในการกลืนไครเมีย

แม้การผนวกไครเมียของปูตินมันจะไม่เนียนแบบไร้ตะเข็บก็จริง แต่มันก็ไม่มีร่องรอยที่ชัดเจนที่จะเอาผิดกันซึ่งๆ หน้าว่าการผนวกครั้งนี้เป็นการยกทัพยึดครองกันแบบโจ่งแจ้ง ดังนั้นการคว่ำบาตรจึงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และประชาคมโลกแม้จะรู้อยู่เต็มอก แต่ก็พูดอะไรไม่ถนัด ยกเว้นพวกที่เป็นอริกับรัสเซียอยู่แล้วก็ใส่แบบไม่ยั้ง แต่ก็นั่นแหละ การตอบโต้ต่อรัสเซียดูไม่คุ้มกับสิ่งที่รัสเซียได้ไป

ที่แท็กติกนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น Gambit แบบหนึ่งของปูตินคือการเดินหมากโดยเสียหมากตัวไม่สำคัญ เพื่อช่วงชิงตาหมากที่สำคัญ Gambit นี้ปูตินย่อมรู้ว่าชาติตะวันตกทำได้แค่คว่ำบาตรแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่รัสซียได้ดินแดนใหม่เข้ามาเต็มหน่วย พร้อมกับจุดยุทธศาสตร์ที่โอบล้อมยูเครนเอาไว้ได้

กรณีการรับรองเอกราชของ “ดอนบัส” ในคราวนี้ สื่อบางแห่งก็มองว่านี่คือ Gambit หรือ “กลหมากเสียตัวได้ตา” ของปูตินเช่นกัน

เมื่อปี 2014 นั้น “ดอนบัส” ก็พยายามเคลื่อนไหวแบบไครเมีย โดยพยายามทำประชามติเช่นกัน แคว้นโดเนตสก์ และแคว้นลูฮันสก์ ผลออกมาก็คือประชาชนท่วมท้นต้องการให้ก่อตั้งประเทศเอกราชใหม่ทั้ง 2 แห่ง คือ “สาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์” และ “สาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์” ซึ่งแยกตัวมาจากยูเครน

แต่แปลกที่ปูตินไม่ต้องการให้ทั้งแคว้นดอนบัสทำประชามติและขอให้เลื่อนการทำประชามติออกไป เพื่อช่วยสร้างเงื่อนไขสำหรับ “การเจรจาโดยตรงที่เต็มที่ระหว่างเจ้าหน้าที่ของเคียฟและตัวแทนของยูเครนตะวันออกเฉียงใต้”

แม้ในเวลาต่อมาทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียยอมรับผลประชามติ แต่ขณะเดียวกันปูตินไม่ยอมวิเคราะห์ผลประชามติ นั่นคือยอมรับว่ามีการลงประชามติ แต่ก็เตะถ่วงที่จะยอมรับมตินั้น และในปีต่อมาปูตินก็ยังตกลงกับผู้นำชาติตะวันตกว่าจะยับยั้งไม่ให้มีการเลือกตั้งในดอนบัส ทำให้ทั้ง “สองแคว้น/ประเทศ” ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

การยื้อของปูตินอาจมองได้ว่าเขาต้องการใช้ดอนบัสเป็นเครื่องต่อรองกับชาติตะวันตก เพราะดอนบัสนั้นเป็น “ของตาย” ไปแล้ว

ดังนั้น ปูตินจึงปล่อยให้ดอนบัสอยู่ในสถานะอิหลักอิเหลื่อมาตั้งแต่ปี 2014 เพื่อให้ต่อรองและเพื่อให้เป็นตัวล่อ

ดอนบัสจึงเป็นพื้นที่รบพุ่งไม่หยุด มันทำให้พื้นที่นี้กัดกร่อนอำนาจทางทหารของยูเครนไปเรื่อยๆ แม้รัสเซียและคู่กรณีและชาติตะวันตกจะยอมหยุดยิงเป็นคั้รงราวผ่าน “พิธีสารมินสก์” (Minsk Protocol) แต่มันก็ถูกแหกครั้งแล้วครั้งเล่า จนต้องทำพิธีสาร/ข้อตกลงมิสก์หมายเลข 2 กันขึ้นมา

โดยสาระของข้อตกลงนี้ก็คือเตะถ่วงไม่ให้ดอนบัสแยกตัวออกมา แม้ทั้งสองแคว้นจะประกาศเอกราชและตั้งสาธารณรัฐขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่ปูตินยังไม่ยอมรับอธิปไตยนั้น และตามพิธีสารมินก์รัสเซียยังยินยอมให้ดอนบัสมีอำนาจปกครองตนเองภายใต้กรอบการกระจายอำนาจตามรัฐธรมนูญยูเครน

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพื่อทำให้แนวรบด้านตะวันออกมีความคลุมเครือ ใช้กองกำลังติดอาวุธในดอนบัสบั่นทอนอำนาจทางทหารของยูเครน โดยที่รัสเซียส่งไปแค่กองกำลังรักษาสันติภาพและมีรายงานว่ามีทหารรับจ้างรัสเซียปรากฏตัวเป็นครั้งคราว – โดยสรุปก็คือรัสเซียไม่เปลืองแรงนักกับพื้นที่จุดนี้

แต่เขาจำเป็นต้องกุมไครเมียเอาไว้ ในแง่ยุทธศาสตร์แล้วไครเมียไม่ใช่ของตาย แต่เป็น “จุดตาย” เพราะอยู่ริมทะเลดำ เป็นจุดออกทะเลของยูเครน และทะเลดำยังเป็นทะเลหลวงที่พวกตะวันตกมักส่งเรือรบมาป้วนเปี้ยนหรือกระทั่งซ้อมรบ ดังนั้น จะเป็นการดีที่รัสเซียต้องรีบยึดไครเมียเอาไว้

สมมติว่ายูเครนถูกบีบจนต้องขอเป็นส่วนหนึ่งของนาโต และนาโตต้องส่งกองทัพมาช่วย การรุกทางเรือหรือยกพลขึ้นบกก็จะไม่มีทางทำได้ เพราะไครเมียตกเป็นของรัสเซียแล้ว

และนี่ยังเป็นสาเหตุให้นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่ารัสเซียควรจะบุกภาคใต้ของยูเครนที่เหลือมากกว่า เพื่อยึดกุมชายฝั่งของยูเครนให้หมด และยังปิดทางไปถึงมอลโดวาและโรมาเนียที่มีความเกี่ยวข้องกับนาโตด้วย

เมื่อเกิด “กรณียูเครน 2021 – 2022” ขึ้น เมื่อรัสเซียส่งกำลังทหารไปประจำการตามชายแดนยูเครน ดูเหมือนว่าชาติตะวันตกจะมุ่งไปที่การรุกรานยุเครนแบบเต็มกำลัง โดยที่น้อยรายจะคิดว่ารัสเซียจะทำแค่รับรองดอนบัสว่ามีอธิปไตยในฐานะประเทศเอกราชในที่สุด และการส่งกองกำลังรัสเซียเข้าไป ก็คือการทำตามสเต็ปเดิมที่เคยทำกับไครเมีย นั่นคือรอให้สองแคว้นดอนบัสประกาศผนวกตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

คำถามก็คือ ทำไมปูตินถึงมารอเอาป่านนี้ถึงได้คิดผนวกดอนบัสเหมือนที่เคยทำกับไครเมียเมื่อปี 2014?

สิ่งที่รัสเซียต้องการจากชาติตะวันตกมาโดยตลอดคือ 1. อย่ารับยูเครนเป็นสมาชิกนาโต และ 2. ขอให้ถอนทหารออกจากประเทศยุโรปตะวันออก ทั้ง 2 ข้อนี้รัสเซียมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อตน เพราะหากปล่อยให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโต นาโตก็จะส่งทหารมาประจันหน้ารัสเซียได้โดยตรง

และมันยังมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ด้วย เพราะปูตินมองว่ายูเครนคือส่วนหนึ่งของรัสเซีย แม้จะเอายูเครนทั้งประเทศกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่ยูเครนก็ไม่ควรเป็นหอกข้างแคร่ของรัสเซียด้วย

ปรากฎว่าสิ่งที่รัสเซียต้องการทั้ง 2 ข้อนี้ชาติตะวันตกให้ไม่ได้ พวกเขาดึงกันไม่ยอมจนกระทั่งตระหนักกันเองว่ารัสเซียคงไม่ยอมแน่นอน นี่คือการบีบให้รัสเซียต้อง “ทำสงคราม” แต่เป็นสงครามระดับไหนนั้นยังน่ากังขา เพราะชาติตะวันตกปั่นเรื่องสงครามแบบรายวัน ราวกับต้องการสงครามเสียเอง หรือไม่ก็รู้แก่ใจว่าสิ่งที่ตนทำนั้นคือบีบให้ปูตินต้องรบเท่านั้น

แต่จนแล้วจนรอดปูตินก็ไม่รบ และสิ่งที่เรียกว่า “การรุกราน” ก็เป็นแค่การเดินตามกลหมากการเมืองที่เคยเดินกับไครเมียมาแล้ว มันทำให้ตะวันตกคว่ำบาตรได้ก็จริง แต่ก็คว่ำบาตรแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกเหมือนตอนเกิดกรณีไครเมีย เพราะปูตินใช้ลูกไม้ที่ทำให้ฟันธงไม่ได้ว่า “ไม่ชอบธรรม” ตรงไหน

สิ่งหนึ่งที่เราวิเคราะห์ได้เนิ่นๆ คือ นับจากนี้กองกำลังรัสเซียจะขยับเข้าใกล้ “ยูเครนที่แท้จริง” (หรือยูเครนส่วนที่เหลือที่ไม่มีคนรัสเซียเป็นส่วนใหญ่) มากขึ้น โดยเฉพาะเองหลวงคือเคียฟนั้นถูกเขมือบได้ในเวลาอันรวดเร็วหากตั้งหลักกันที่ดอนบัส

ถ้ายูเครนเกิดหน้ามืดประกาศเข้าร่วมนาโตขึ้นมา มันคือการเดินหมากแบบ Gambit ที่เสี่ยงจะเสียทั้งตัวหมากระดับคิงและควีน (คือกรุงเคียฟและเมืองคาร์กิว) และเสียทั้งตาส่วนใหญ่ในกระดาน เพราะโอกาสที่รัสเซียจะบุกเขมือบยูเครนได้ครึ่งประเทศในเวลาอันสั้นจากดอนบัสนั้นมีสูงมาก

ดังนั้น เราจึงเห็นว่าวันที่ปูตินรับรองดอนบัสและส่งทหารเข้าไปนั้น สหรัฐจึงวิงวอนให้ประธานาธิบดียูเครนอพยพจากเคียฟไปยังเมืองลวีฟทางตะวันตกสุดเพื่อความปลอดภัยแต่เนิ่นๆ

จากลวีฟนั้นอยู่ไม่ไกลจากชายแดนโปแลนด์ ที่ซึ่งกองกำลังสหรัฐ 3,000 นาย ประจำการอยู่

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Alexey NIKOLSKY / Sputnik / AFP

ผวารัสเซียบุกยูเครน หุ้นดิ่งแรง คริปโตทรุด ทอง-น้ำมันพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676296

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 11:10 น.ผวารัสเซียบุกยูเครน หุ้นดิ่งแรง คริปโตทรุด ทอง-น้ำมันพุ่ง

นักลงทุนผวา รัสเซียรับรอง 2 ดินแดนกบฏยูเครนเป็นรัฐอิสระ-ส่งทหารข้ามพรมแดน

บลูมเบิร์กรายงานว่าหุ้นโลกปรับตัวลงในช่วงเช้าวันนี้ (22 ก.พ.) อันเนื่องมาจากความตึงเครียดในวิกฤตยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย รับรองสถานะรัฐเอกราชของโดเนตสก์และลูฮันสก์ เมืองทางตะวันออกของยูเครนอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งทหารเข้าพรมแดนยูเครน ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดสงคราม

ดัชนีหุ้นรัสเซียร่วงลงมากกว่า 8% ในเช้าวันนี้ โดยดัชนี RTS สกุลเงินดอลลาร์ร่วงลง 10.8% และดัชนี MOEX สกุลเงินรูเบิลร่วงลง 8.8%

โดยตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงในวันที่ 21 ก.พ. สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับตัวลงเช่นกัน

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิด 22 ก.พ. ที่ 26,515.45 จุด ร่วงลง 1.47% ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดที่ 3,473.29 จุด ลดลง 0.50% และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ 23,692.54 จุด ร่วงลง 1.98%ความตึงเครียดยังผลักดันราคาน้ำมันให้เข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเข้าไปทุกที โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) แตะที่ 94.43 ดอลลาร์/บาร์เรล พุ่งขึ้น 3.36 ดอลลาร์ หรือ 3.69% ด้านราคาทองปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดรอบ 9 เดือน ใกล้แตะ 1,920 ดอลลาร์/ออนซ์

ในส่วนของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในภาพรวมก็ดิ่งลงเช่นกัน โดย Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดร่วงแตะระดับ 36,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ Ethereum คริปโตอันดับสองอยู่ที่ระดับ 2,500 เหรียญสหรัฐ

Photo by Alexey NIKOLSKY / Sputnik / AFP