สหรัฐคว่ำบาตรทันทีหลังรัสเซียรับรอง 2 รัฐอิสระยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676283

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 09:23 น.สหรัฐคว่ำบาตรทันทีหลังรัสเซียรับรอง 2 รัฐอิสระยูเครน

รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรโดเนตสก์และลูฮันสก์หลังรัสเซียรับรองสถานะ 2 รัฐอิสระของยูเครน

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐลงนามในคำสั่งพิเศษ (executive order) กำหนดมาตรการคว่ำบาตรโดเนตสก์และลูฮันสก์ 2 รัฐทางตะวันออกของยูเครน หลังจากประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียประกาศรับรองความเป็นอิสระของทั้ง 2 เมือง

แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า คำสั่งดังกล่าวห้ามการลงทุน การค้า และการจัดหาเงินทุนโดยชาวอเมริกันไปยัง จาก หรือในโดเนตสก์และลูฮันสก์ซึ่งอยู่ในแคว้นดอนบาสทางตะวันออกของยูเครน

เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า คำสั่งดังกล่าวยังให้อำนาจในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลใดก็ตามที่ตั้งใจปฏิบัติการในพื้นที่เหล่านั้นของยูเครน และรัฐบาลสหรัฐจะประกาศมาตรการเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศของรัสเซียในครั้งนี้

ซากีกล่าวอีกว่า “เพื่อให้ชัดเจน มาตรการเหล่านี้แยกจากและนอกเหนือไปจากมาตรการทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วและรุนแรงที่เราได้เตรียมการร่วมกับพันธมิตรและหุ้นส่วนหากรัสเซียเดินหน้าบุกยูเครน”

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐเคยเตือนว่าหากปูตินรับรองให้โกเนตสก์และลูฮันสก์เป็นรัฐอิสระอย่างเป็นทางการ รัสเซียจะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รวดเร็วและเฉียบขาดจากสหรัฐและพันธมิตร

The White House/Handout via REUTERS

เอาแล้ว! ปูตินรับรอง ‘เอกราช’ รัฐกบฏยูเครน สั่งทหารเข้าพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676280

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 09:00 น.เอาแล้ว! ปูตินรับรอง 'เอกราช' รัฐกบฏยูเครน สั่งทหารเข้าพื้นที่

ปูตินรับรองเอกราช ‘โดเนตสก์-ลูฮันสก์’ เป็นรัฐอิสระ สั่งทหารเข้ายูเครน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ลงนามรับรองสถานะความเป็นเอกราชของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์และลูฮันสก์อย่างเป็นทางการ โดยมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ลงนาม

ในเอกสารฉบับเดียวกันนี้ ปูตินยังได้สั่งให้กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย “สถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูต” กับ “สาธารณรัฐ”

ถือเป็นการเติมเชื้อไฟลงในวิกฤตยูเครนเนื่องจากดินแดนทั้งสองมีปัญหาแบ่งแยกดินแดนระหว่างยูเครนและกลุ่มโปรรัสเซีย โดยโดเนตสก์และลูฮันสก์แยกตัวออกมาตั้งสาธารณรัฐเอกราช ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่สาธารณรัฐทั้งสองยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธัรฐรัสเซีย

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นปูตินสั่งให้กองทัพรัสเซียทำหน้าที่เป็น “ผู้รักษาสันติภาพ” ในสองภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแบ่งฐานทัพทหารและร่วมกันปกป้องชายแดน

โดยรายงานระบุว่ารัสเซียเคลื่อนกำลังทหารหลายหมื่นนายไปยังพื้นที่ใกล้พรมแดนยูเครน ซึ่งตะวันตกกล่าวว่ารัสเซียมีแผนที่จะโจมตีได้ทุกเมื่อ

นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียเรียกร้องให้ทางการยูเครนหยุดปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออกของประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย “มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการนองเลือดมากขึ้น” หลังจากที่มีรายงานเหตุปะทะระหว่างกองทัพยูเครนและกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน

ก่อนหน้านี้ ดมิทรี คูเลบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน กล่าวว่า การกระทำเช่นนี้ถือว่ารัสเซียถอนตัวออกจากข้อตกลงมินสก์ ซึ่งรัสเซียจะต้องยอมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ด้านฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยอง รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสเคยกล่าวว่า “นี่เป็นการโจมตีโดยไม่มีอาวุธ มันเป็นการละเมิดอธิปไตยของยูเครน”

Photo by Alexey NIKOLSKY / Sputnik / AFP

ครั้งหนึ่งคนอเมริกันถูก “พยานเก๊” ปั่นเรื่องเท็จเพื่อให้สนับสนุนสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676251

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 19:05 น.ครั้งหนึ่งคนอเมริกันถูก "พยานเก๊" ปั่นเรื่องเท็จเพื่อให้สนับสนุนสงคราม

คำให้การของนายิราห์ (Nayirah testimony) เป็นคำให้การเท็จที่เด็กสาววัย 15 ปี ชื่อนายิราห์ได้ให้ไว้ต่อที่รัฐสภาคองเกรสแห่งสิทธิมนุษยชนของรัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2533 มันเป็นการปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อหาความชอบธรรมในการรุกรานอิรัก

1. ในปี 1990 อิรักทำให้โลกต้องตะลึงเมื่อส่งกองทัพรุกรานคูเวต โดยกล่าวหาคูเวตว่า คูเวตได้ขโมยน้ำมันของอิรักโดยการขุดเจาะน้ำมันแบบเฉียงเข้ามาใต้ดินแดนอิรัก แต่บางความเห็นก็ว่าการโจมตีครั้งนี้ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลอิรักเป็นหนี้คูเวตอยู่กว่า 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการกู้มาใช้จ่ายในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน และหลังจากนั้นคูเวตก็ได้ผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดจำนวนมหาศาลส่งผลให้ราคาน้ำมันตกต่ำ ทำให้อิรักไม่มีรายได้มากพอจะมาชำระหนี้ก้อนนี้

2. การบุกครองคูเวตเริ่มขึ้นในเวลาตีสองของวันที่ 2 สิงหาคม1990 เนื่องจากกำลังทหารที่มากกว่าประกอบกับมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากการสนับสนุนของชาติตะวันตกในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน ทำให้อิรักใช้เวลาเพียงสองวันในการบุกครองคูเวต กำลังทหารส่วนใหญ่ของคูเวตก็ต้องล่าถอยไปยังซาอุดีอาระเบียและบาห์เรนซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน คูเวตถูกผนวกดินแดนเข้ากับอิรัก

3. หลังจากนั้นมีรายงานข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชน การปล้นชิง และการทำลายล้างของอิรักต่อคูเวต แม้จะมีการกดดันจากประชาคมโลกอิรักก็ยังไม่ยอมถอนตัวจากคูเวต แต่สหรัฐยังไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้ จนกระทั่งในเดือนกันยายนเริ่มมีรายงานว่าอิรักได้ปล้นโรงพยาบาลและเริ่มมีรายงานว่าอิรักปล้นตู้อบทารกแรกเกิดทำให้เด็กตายไป “เรื่องเล่า” เกี่ยวกับความโหดร้ายของอิรักนี้จะเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Kuwaiti baby story

4. “สตอรี่” นี้ The Washington Post สืบมาได้ว่า “มีต้นกำเนิดมาจากจดหมายจากเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสาธารณสุขของคูเวตที่ถูกลักลอบเข้าประเทศโดยนักการทูตยุโรป” โดยเล่าว่าอิรักปล้นชิงอุปกรณ์ทางการแพทย์กลับไปยังประเทศตัวเองหนึ่งในนั้นคือตู้อบทารกแรกเกิด อย่างไรก็ตาม The Washington Post ระบุว่ายืนยันข้อเท็กจจริงเรื่องนี้ไม่ได้

5. แต่มันได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางหลังจากที่ผู้แทนสหประชาชาติของคูเวตส่งจดหมายลงวันที่ 5 กันยายน 1990 ไปถึงเลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า “เราได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้อย่างยิ่งในสถาบันสุขภาพของคูเวตว่าเจ้าหน้าที่การยึดครองอิรักได้ก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายต่อไปนี้ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ: … 2. ตู้อบทารกในโรงพยาบาลแม่และเด็กที่ใช้สำหรับเด็กที่มีอาการปัญญาอ่อน (เด็กที่คลอดก่อนกำหนด) ถูกนำออกไป ทำให้เด็กที่อยู่ในระหว่างการรักษาเสียชีวิตทั้งหมด”

6. จนกระทั่งในวันที่ 29 กันยายน 1990 ในการพบปะระหว่างประธานาธิบดีจอร์จ บุชกับเชคญาบิร อัลอะห์มัด อัลญาบิร อัศเศาะบาห์ ผู้นำคูเวตบอกกับประธานาธิบดีบุชว่าชาวอิรักกำลัง “บุกโรงพยาบาล นำทารกออกจากตู้อบ และนำผู้คนออกจากเครื่องช่วยชีวิตเพื่อส่งอุปกรณ์กลับไปอิรัก” ในช่วงเวลาดังกล่ามีรายงานจากรัฐมนตรีคูเวตว่ามีทารกตายไป 22 รายเพราะน้ำมืออิรัก

7. แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า Kuwaiti baby story เป็นเรื่องจริงแค่ไหน แม้แต่บุชเองก็กล่าวระหว่างแถลงข่าววันที่ 30 กันยายนว่า “ตอนนี้ ผมไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้สามารถพิสูจน์ว่าจริงได้กี่เรื่อง แต่ผมรู้ว่าเมื่ออาเมียร์ (ผู้นำคูเวต) มาอยู่ที่นี่ เขาพูดจากใจจริง และหลังจากนั้นก็ยังมี Amnesty International ที่ได้ซักถามหลายๆ คนที่ชายแดน ซึ่งมันน่าสะอิดสะเอียดมาก”

10. หลังจากนั้น Kuwaiti baby story ก็อยู่ในความสนใจเรื่อยมาท่ามกลางกระแสการเมืองระหว่างประเทศที่กดดันอิรักหนักขึ้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้กำลังจะมี “ละคร” แสร้งอำพรางเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือกันระหว่างองค์กรของชาวคูเวตที่เคื่อนไหวเพื่อให้ชาวอเมริกันเห็นด้วยกับการส่งทหารเข้าแทรกแซงอิรัก คือกลุ่ม Citizens for a Free Kuwait ในวอชิงตันซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้ของคูเวตเพื่อเดินสายทงการเมืองผลักดันให้สหรัฐส่งกองทัพไปช่วยคูเวต กับบริษัทพีอาร์ Hill & Knowlton ในนิวยอร์ก

11. Hill & Knowlton ได้ทุ่มเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อศึกษาและกำหนดวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนอเมริกันสนับสนุนการทำสงครามกับอิรัก ผลการศึกษาพบว่าการเน้นที่ความทารุณโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องตู้อบเด็กทารกนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในที่สุดบริษัทนี้กับกลุ่มล็อบบี้ชาวคูเวต ก็ตกลงจะ “ปั่น” เรื่องนี้ผ่านทางกลุ่มร่วมสองพรรคในรัฐสภา (หรือคอคัส/Caucus) คือ กลุ่มคอคัสรัฐสภาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Congressional Human Rights Caucus)

12. วันที่ 10 ตุลาคม 1990 กลุ่มคอคัสรัฐสภาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนก็เปิดเวทีให้หญิงสาววัย 15 ปีที่ชื่อ “นายิราห์” ซึ่งระบุตัวตนว่าเป็น “นางพยาบาลนาริยาห์” (Nurse Nayirah) ให้ปากคำ (โดยไม่ได้สาบานว่าเป็นความจริง) ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในคูเวตจากน้ำมือผู้รุกรา การให้การ 4 นาทีเต็มไปด้วยถ้อยคำที่บีบหัวใจ ตอนหนึ่งเธอบอกว่า “สิ่งที่ฉันเห็นเกิดขึ้นกับเด็กๆ ของคูเวตและประเทศของฉันได้เปลี่ยนชีวิตของฉันไปตลอดกาล ได้เปลี่ยนชีวิตของชาวคูเวตทั้งหมด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เด็กธรรมดาหรือเด็กยิ่งกว่านั้น”

13. เธอบอกว่า “ขณะที่ฉันอยู่ที่นั่น ฉันเห็นทหารอิรักนำปืนมาที่โรงพยาบาล พวกเขาเอาทารกออกจากตู้อบ เอาตู้ไป และปล่อยให้เด็กตายบนพื้นเย็นๆ มันน่ากลัว ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหลานชายที่คลอดก่อนกำหนดและอาจเสียชีวิตในวันนั้นเช่นกัน” นอกจากเรื่องเด็กทารกเธอยังเล่าถึงการทรมานผู้ใหญ่ด้วยว่า “ฉันพบและพูดคุยกับเพื่อนของฉันหลังจากที่เขาถูกทรมานและปล่อยตัวโดยชาวอิรัก เขาอายุ 22 แต่ดูเหมือนเป็นคนแก่ ชาวอิรักจุ่มศีรษะลงในสระว่ายน้ำจนเกือบจมน้ำตาย พวกเขาดึงเล็บของเขาออกแล้วใช้ไฟฟ้าช็อตาส่วนของร่างกายที่บอบบางและเป็นส่วนตัวของเขา เขาโชคดีที่รอดมาได้”

14. เหมือนกับต้องการให้ชาวอเมริกันรู้สึกมีอารมณ์ร่วมมากขึ้นเธอบอกว่า “ชาวอิรักล้อเลียนประธานาธิบดีบุช” คืนนั้น ส่วนหนึ่งของคำให้การที่ออกอากาศทางช่อง ABC’s Nightline และ NBC Nightly News เข้าถึงผู้ชมชาวอเมริกันได้ประมาณ 35 ถึง 53 ล้านคน หลังจากนั้นมีวุฒิสมาชิก 7 อ้างคำให้การของนายิราห์ในสุนทรพจน์ที่สนับสนุนการใช้กำลังต่ออิรัก ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุชเล่าเรื่องนี้ซ้ำอย่างน้อยสิบครั้งในสัปดาห์ถัดมา

15. อิรักปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแข็งกร้าว รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารของอิรักกล่าวว่า “ตอนนี้ (บุช) ใช้ในสิ่งที่ (ผู้นำคูเวต) บอกเพื่อให้สภาคองเกรสผ่านความเห็นชอบงบประมาณของคุณซึ่งขาดดุลเพราะนโยบายของคุณ” และอิรักยังได้เชิญผู้สื่อข่าวไปยังโรงพยาบาลแม่และเด็กของคูเวต ซึ่งแพทย์ที่นั่นปฏิเสธเรื่อง Kuwaiti baby story

16. แต่ในที่สุดวุฒิสภาสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารด้วยคะแนนเสียง 52–47 เสียง ซึ่งปฏิบัติการทางทหารนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงที่ได้ผ่านมติ 678 ซึ่งให้เวลาอิรักจนถึงวันที่ 15 มกราคม 1991 ให้ถอนตัวจากคูเวต และให้อำนาจประเทศต่างๆ ใช้ “วิธีการที่จำเป็นทั้งหมด” เพื่อบังคับให้อิรักออกจากคูเวตหลังเส้นตาย ซึ่งสหรัฐตอบสนองด้วยการระดมพันธมิตรส่งกำลังไล่ต้อนอิรักออกจากคูเวต ในปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Operation Desert Storm) ในวันที่ 17 มกราคม 1991

17. ในเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงเห็นชอบใน “วิธีการที่จำเป็นทั้งหมด” ซึ่งรวมถึงการทหารด้วย ทำไมจึงต้องมีการให้การเรื่อง Kuwaiti baby story ต่อสมาชิกรัฐสภาและเผยแพร่คำให้การนี้ต่อชาวอเมริกันนับล้าน? นั่นก็เพราะกลุ่มล็อบบี้ของคูเวตในวอชิงตันต้องการให้คนอเมริกันสนับสนุนรัฐบาลบุชในการส่งกำลังทหารไปช่วยคูเวตนั่นเอง มันคือ “ปฏิบัติการพีอาร์” เพื่อขับเคลื่อนมติการเมือง และใช้มติการเมืองบัญชาการปฏิบัติการทางทหาร

18. จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 1992 The New York Times ได้ตีพิมพ์ผลงานชิ้นหนึ่งโดยจอห์น แมคอาร์เธอร์ (John MacArthur) เรื่อง “Remember Nayirah, Witness for Kuwait?” (จำนาริยาห์ พยานของคูเวตได้หรือเปล่า?) ผู้เขียนค้นพบว่านาริยาห์เป็นลูกสาวของเอกอัครราชทูตคูเวตประจำสหรัฐอเมริกา คือ ซาอูด นาซีร์ อัศเศาะบาห์ และตั้งข้อสังเกตว่า “เรื่องราวของตู้อบทารกบิดเบือนวิวาทะของชาวของอเมริกาอย่างหนักเรื่องที่ว่าจะสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารหรือไม่”

19. ในเวลาต่อมา นายิราห์ถูกเปิดเผยว่ามีความเชื่อมโยงกับบริษัทพรอาร์ Hill & Knowlton โดยผ่านการโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวคูเวต Citizens for a Free Kuwait ซึ่งความเกี่ยวพันยังไม่หมดแค่นั้น เพราะกลุ่มนี้เช่าที่ทำการผ่านกลุ่มคอคัสรัฐสภาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ด้วยสนราคาเช่าแบบกันเองด้วย แสดงว่าทั้งเด็กสาวคนนี้ (ซึ่งจริงๆ เป็นลูกทูตไม่ใช่พยาบาลหรือแม้แต่คนธรรมดา) และบริษัทพีอาร์ กลุ่มล็อบบี้ชองคูเวต และกลุ่มของสภาคองเกรสทำงานกันเป็นทีม

20. ทั้งหมดนี้ทำงานเป็นทีมเพื่อ “ปั่น” ให้คนอเมริกันเกิดอารมณ์ร่วมสนับสนุนการส่งทหารไปทำสงครามกับอิรัก มันอาจจะไม่ถึงเป็นการ “ปั้นน้ำเป็นตัว” เสียทีเดียว เพราะหลังสงครามแล้วรอยเตอร์รายงานว่าอิรักส่งอุปกรณ์การแพทย์คืนให้คูเวตถึง 98 คันรถ รวมถึงตู้อบทารก ทำให้ฝ่ายคูเวตชี้ว่านี่คือหลักฐานว่า Kuwaiti baby story เป็นความจริง

แม้บางคนจะอาจคิดว่าไม่ถึงกับโกหก (เพราะอิรักทำจริง) แต่มันเป็นเป็นกลเม็ดหลอกลวงเพื่อทำให้ประชาชนและสื่อถูกปั่นหัว “มั่นก็คือการโกหกรูปบบหนึ่ง” นั่นเอง

และแม้ไม่มีหลักฐานว่าทำเนียบขาวเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่การทำงานของบริษัทพีอาร์มันมีร่องรอยของลักษณะการทำงานของทำเนียบขาวอยู่ นี่คือความเกี่ยวข้องเดียวกับรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งก็ไม่สามารถฟันธงได้อีกว่ามีการร่วมมือกันจริงๆ

แต่อย่างน้อยเราจับทางได้ว่าเพราะพยานเก๊รายนี้แหละ ที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐได้รับเสียงสนับสนุนล้นหลาม จนได้รับไฟเขียวให้ส่งกำลังไปจัดการกับอิรักได้ 

สหรัฐเตือนรัสเซียลิสต์ไว้แล้วว่าจะฆ่าใครถ้าบุกยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676240

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 17:00 น.สหรัฐเตือนรัสเซียลิสต์ไว้แล้วว่าจะฆ่าใครถ้าบุกยูเครน

สหรัฐเตือนรัสเซียลิสต์รายชื่อชาวยูเครนที่ต้องการสังหาร รัสเซียโต้โกหกล้วนๆ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสหรัฐส่งจดหมายถึงมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าสหรัฐมีข้อมูลว่ารัสเซียมีลิสต์รายชื่อชาวยูเครนที่ต้องการสังหารหรือส่งไปยังค่ายกักกันในกรณีที่เกิดการบุกรุก

“สหรัฐมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือซึ่งบ่งชี้ว่ากองกำลังรัสเซียกำลังสร้างรายชื่อชาวยูเครนที่ระบุให้ถูกสังหาร หรือส่งไปยังค่ายกักกัน เมื่อรัสเซียเข้ายึดครองยูเครน” จดหมายระบุ

“เรายังมีข้อมูลที่น่าเชื่อถืออีกด้วยว่ากองกำลังรัสเซียมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการร้ายแรงเพื่อสลายการชุมนุมประท้วงอย่างสันติ หรือเพื่อตอบโต้การต่อต้านอย่างสันติของพลเรือน”

จดหมายดังกล่าวซึ่งลงนามโดยบาธเชบา เนลล์ คร็อกเกอร์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐประจำสหประชาชาติ ถูกส่งขณะที่สหรัฐเตือนว่ากองกำลังรัสเซียซึ่งเข้าประชิดชายแดนยูเครนพร้อมที่จะบุกโจมตีได้ทุกเมื่อ และการรุกรานยูเครนอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสหรัฐกล่าวว่ามีความกังวลอย่างยิ่ง และเตือนถึงหายนะด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้น

พร้อมเตือนว่าหากรัสเซียรุกรานยูเครนอาจนำไปสู่การล่วงละเมิด ลักพาตัว ทารุนกรรม และพุ่งเป้าโจมตีผู้เห็นต่าง ชนกลุ่มน้อยทางศาสนา และกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น

ทั้งนี้ สหรัฐและพันธมิตรตะวันตกคาดการณ์ว่ารัสเซียได้ระดมกำลังทหารมากกว่า 150,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังระบุว่าทหารรัสเซียกว่า 30,000 นายอยู่ในเบลารุส ซึ่งเข้าร่วมในการฝึกซ้อมทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น 

แม้รัสเซียจะยืนยันว่าไม่มีแผนที่จะบุกยูเครน แต่ต้องการการรับรองว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต

อย่างไรก็ตามบีบีซีรายงานว่า ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียปฏิเสธจดหมายดังกล่าวว่าเป็นเรื่องโกหก พร้อมกล่าวถึงรายงานก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ และวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เห็นพ้องที่จะจัดประชุมสุดยอดร่วมกัน เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตยูเครนนั้น

เปสคอฟระบุว่ารัฐบาลรัสเซียยังไม่มีแผนที่เป็นรูปธรรมสำหรับการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำทั้งสอง แต่รัสเซียพร้อมที่จะเจรจาในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่หากมีความจำเป็นแน่นอนว่าผู้นำทั้งสองสามารถสนทนาทางโทรศัพท์หรือติดต่อกันด้วยวิธีอื่นได้

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

ข้าราชการ-คนมีสีมีเอี่ยว สหรัฐชี้ค้ามนุษย์ไทยแก้ไปก็ไม่ดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676224

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 15:57 น.ข้าราชการ-คนมีสีมีเอี่ยว สหรัฐชี้ค้ามนุษย์ไทยแก้ไปก็ไม่ดีขึ้น

ทวนสาเหตุที่สถานการณ์การค้ามนุษย์ไทยถูกลดระดับเป็น Tier 2 Watch List ประเทศที่ต้องจับตา

• สืบเนื่องจากที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ว่า ปัญหาคอร์รัปชันจากเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะชาวโรฮีนจา ที่ถูกทรมานและโดนกระทำ ทำให้ระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์อยู่ในระดับ Tier 2 Watch List 

• เมื่อเดือนก.ค. ปีที่แล้วกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2021 โดยไทยถูกลดอันดับให้อยู่ใน Tier 2 Watch List (ประเทศที่ต้องจับตาสถานการณ์การค้ามนุษย์) โดยมีประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในระดับเดียวกันอย่างเช่น กัมพูชา และเวียดนาม

• ก่อนหน้านี้ไทยอยู่จัดอันดับให้อยู่ใน Tier 2 ติดต่อกัน 3 ปี แต่เมื่อปีที่แล้วถูกลดอันดับให้อยู่ใน Tier 2 Watch List โดยรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า “รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการกำจัดการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่ แต่กำลังพยายามอย่างมากที่จะทำเช่นนั้น” ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานกับภาคประชาสังคมในการสืบสวนการค้ามนุษย์และคุ้มครองผู้เสียหาย การจัดฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับอัยการและผู้พิพากษา และเริ่มต้นการสอบสวนเจ้าหน้าที่ 9 คนที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมการค้ามนุษย์

• รายงานจากสหรัฐระบุว่ารัฐบาลไทยยังคงพยายามป้องกันการค้ามนุษย์ โดยนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลความพยายามต่อต้านการค้ามนุษย์ของรัฐบาลผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รัฐบาลยังคงติดตามความคืบหน้าในการต่อต้านการค้ามนุษย์ผ่านการรวบรวมข้อมูลและรายงานประจำปีต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

• ในปี 2020 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 4.02 พันล้านบาท เพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.8 พันล้านบาทในปี 2019 โดยมีการดำเนินการรณรงค์ผ่านหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ โซเชียลมีเดีย ป้ายโฆษณา และเอกสารแจกเพื่อสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชนทั่วประเทศ

• ทว่า รายงานจากสหรัฐระบุว่า “รัฐบาลไทยไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับรายงานครั้งก่อนหน้า” โดยรัฐบาลเปิดการสอบสวนการค้ามนุษย์น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยน้อยลง และตัดสินลงโทษผู้ค้ามนุษย์น้อยกว่าในปี 2019 แม้จะมีรายงานอย่างกว้างขวางว่าการบังคับใช้แรงงานเป็นที่แพร่หลายในหมู่แรงงานข้ามชาติในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย แต่รัฐบาลกลับระบุเหยื่อการค้ามนุษย์จำนวนน้อยเมื่อเทียบกับขอบเขตของปัญหา

• นอกจากนี้ ทางการไทยไม่เคยรายงานการระบุตัวเหยื่อการค้าแรงงานอันเป็นผลจากการตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือ การให้บริการของรัฐบาลไทยแก่เหยื่อยังไม่เพียงพอ และเหยื่อบางคนที่อาศัยอยู่ในที่พักพิงของรัฐบาลขาดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของทางการยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามต่อต้านการค้ามนุษย์

การทุจริตบ่อนทำลายความพยายามในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ของไทย

• รายงานจากสหรัฐยังระบุว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในอาชญากรรมค้ามนุษย์ รวมถึงการรับสินบน หรือเงินกู้ยืมจากเจ้าของธุรกิจและซ่องโสเภณีที่หาประโยชน์จากเหยื่อ

• เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ทุจริตอำนวยความสะดวกในการค้ามนุษย์โดยรับสินบนจากนายหน้าและผู้ลักลอบขนแรงงานตามแนวชายแดนไทย โดยสหรัฐอ้างรายงานที่น่าเชื่อถือระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ทุจริตปกป้องซ่องโสเภณี สถานที่ขายบริการทางเพศ เจ้าของโรงงาน และเจ้าของเรือประมงจากการบุกตรวจค้น ดำเนินคดี และสมรู้ร่วมคิดกับผู้ค้ามนุษย์

• ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม อ้างว่าคนทำคดีที่ออกมาเปิดโปงอย่าง พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 อดีตหัวหน้าชุดทำคดีโรฮีนจากลับต้องขอลี้ภัย เนื่องจากถูกกดดันทั้งตำรวจและทหาร เพราะออกหมายจับ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก

• นายรังสิมันต์ โรม จึงขอตั้งคำถามไปที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึง พล.อ.ประวิตร และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ว่าเคยคิดจะคุ้มครอง พล.ต.ต.ปวีณ หรือไม่ แทนที่จะส่งเสริมให้ตำรวจน้ำดีเกษียณอายุราชการอย่างสงบสุข กลับต้องขอลี้ภัย ไปใช้ชีวิตแรงงานอย่างยากลำบากในต่างแดน ที่ถือเป็นความอยุติธรรม ที่คนชั่วได้ดี คนดีต้องลี้ภัยหรือไม่ รวมถึงรัฐบาลทำลายล้างคนทำดี ปลูกฝังระบบปรสิตหรือไม่

• อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าในปีที่ผ่านมาการดำเนินงานเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ของไทยมีพัฒนาการเชิงคุณภาพอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญกับปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ตลอดจนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความุ่งมั่นแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจังมาโดยตลอด

• พร้อมยกผลสำรวจของซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ซึ่งชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นรัฐบาลว่ามึความตั้งใจแก้ไขปัญหามากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา โดยร้อยละ 76.0 ระบุ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสำคัญต่อด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองมากกว่าอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะการต่อต้านการค้ามนุษย์

“ในส่วนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐหากเข้าไปมีส่วนร่วมกับการค้ามนุษย์จะต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะมีตำแหน่งสูงแค่ไหนก็ตาม ห้ามละเว้นทุกกรณี”

Tier 2 Watch List คืออะไร?

• รัฐบาลสหรัฐจัดอันดับโดยอิงจากกฎหมายคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ (TVPA) โดยแบ่งเป็น 4 อันดับ ได้แก่

  • Tier 1 ประเทศที่ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายในการป้องกันและต่อต้านการค้ามนุษย์
  • Tier 2 ประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย แต่มีความพยายามแก้ปัญหาการค้ามนุษย์
  • Tier 2 Watch List ประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย มีความพยายามแก้ปัญหา แต่มีรายงานการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น หรือไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลได้พยายามต่อต้านการค้ามนุษย์
  • Tier 3 ประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย และไม่มีความพยายามแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์

• อย่างไรก็ดี ในปี 2014 ไทยเคยตกอยู่ในสถานะ Tier 3 เป็นเวลา 2 ปี โดยอยู่ในอันดับเดียวกับเกาหลีเหนือ รัสเซีย อิหร่าน มาเลเซีย และซิมบับเว อันเนื่องมาจากปัญหาการค้ามนุษย์ ค้าประเวณี และบังคับใช้แรงงานผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมประมง

ภาพประกอบ – ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจานั่งบนเรือไม้ที่ท่าเรือ จังหวัดอาเจะห์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2021 หลังจากที่กองทัพเรืออินโดนีเซียให้การช่วยเหลือในน่านน้ำนอกเมืองบิเรอูเอ็น (ภาพโดย AMANDA JUFRIAN / AFP) 

วิจัยฮ่องกงพบ โควิด-19 ทำลายอัณฑะ-ลดแรงขับทางเพศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676209

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 12:00 น.วิจัยฮ่องกงพบ โควิด-19 ทำลายอัณฑะ-ลดแรงขับทางเพศ

ทีมวิจัยฮ่องกงพบการโควิด-19 อาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ในผู้ชาย

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU) ตั้งข้อสังเกตว่าก่อนหน้านี้มีรายงานอาการปวดอัณฑะในผู้ป่วยโควิด-19 เพศชายบางราย ขณะที่ผลการชันสูตรพลิกศพของผู้ที่เสียชีวิตจากโควิด-19 เพศชายบางรายพบว่ามีการอักเสบของลูกอัณฑะซึ่งมีความเสียหายของเซลล์จำนวนมาก

South China Morning Post รายงานว่าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงซึ่งนำโดยศาสตราจารย์ หยวน กว็อก-หยุ่ง (Yuen Kwok-yung) นักจุลชีววิทยาและที่ปรึกษาด้านโรคระบาดของรัฐบาล จึงได้ทำการศึกษาในแฮมสเตอร์กลุ่มหนึ่งที่ติดเชื้อโควิด-19 และอีกกลุ่มที่เป็นไข้หวัดใหญ่ เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของอัณฑะและฮอร์โมนหลังการติดเชื้อ

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Clinical Infectious Diseases ซึ่งพบว่าการติดเชื้อโควิด-19 อาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ในผู้ชาย

โดยการวิจัยพบว่าแฮมสเตอร์ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีอาการลูกอัณฑะอักเสบเฉียบพลัน อัณฑะฝ่อ จำนวนอสุจิลดลง ลดแรงขับทางเพศ เนื่องจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลงอย่างมาก ซึ่งอาการดังกล่าวพบในช่วง 7 ถึง 120 วันหลังการติดเชื้อ

ทีมวิจัยเสริมว่า “ผู้ป่วยโควิด-19 เพศชายที่อยู่ในระยะพักฟื้น สิ่งที่ต้องตระหนักคือภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ หรือ hypogonadism และภาวะมีบุตรยาก ซึ่งการฉีดวัคซีนโควิด-19 สามารถช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนนี้ได้”

เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมายังมีรายงานว่าหนุ่มอเมริกันวัย 30 ปีรายหนึ่งเปิดเผยว่าเขาได้รับผลกระทบหลังจากติดโควิด-19 โดยองคชาตหดสั้นลง 1.5 นิ้ว หรือ 3.81 เซนติเมตร ทำเอาเจ้าตัวเสียความมั่นใจเรื่องบนเตียงไปเลย

Photo by Louise Delmotte / AFP

การเงินโลกเตรียมรวน ถ้าไบเดนคว่ำบาตรแบงก์รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676208

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 11:20 น.การเงินโลกเตรียมรวน ถ้าไบเดนคว่ำบาตรแบงก์รัสเซีย

มาตรการคว่ำบาตรถูกเผยออกมาแล้ว ตามที่สหรัฐเคยแย้มออกมาว่าจะคว่ำบาตรรัสเซีย และนี่ข้อมูลที่จะทำให้ทุกคนต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้

รายงานข่าวเอ็กซ์คลูซีฟจากสำนักข่วรอยเตอร์ระบุโดยอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐได้เตรียม “แพคเกจ” ระยะเริ่มต้นของการคว่ำบาตรกับรัสเซีย โดยจะห้ามธนาคารสหรัฐรทำธุรกรรมกับธนาคารรัสเซียรายใหญ่ 

แหล่งข่าวต่างๆ ยังระบุว่า ไบเดนจะตัดความสัมพันธ์ทางการธนาคาร “ที่สอดคล้องกัน” ระหว่างธนาคารรัสเซียที่กำหนดเป้าหมายที่จะต้องถูกคว่ำบาตรและธนาคารในสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างธนาคาร “ที่สอดคล้องกัน” นี้หมายถึงแง่มุมใดบ้าง 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รอยเตอร์รายงานตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่สหรัฐและยุโรปว่ารัฐบาลสหรัฐและพันธมิตรในยุโรปกำลังสรุปมาตรการคว่ำบาตรในวงกว้าง หากรัสเซียเตรียมเปิดฉากการรุกราน

แพ็คเกจของสหรัฐจะขยายการห้ามส่งออกเทคโนโลยีเพื่อรวมสินค้าใดๆ ที่ทำด้วยส่วนประกอบหรือซอฟต์แวร์ของสหรัฐตลอดจนการคว่ำบาตรต่อมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการคว่ำบาตรกล่าวว่ามากกว่ามาตรการอื่นใด การดำเนินการเชิงรุกต่อธนาคารของรัฐรัสเซียจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศมากที่สุด

ไบรอัน โอทูล (Brian O’Toole) อดีตที่ปรึกษาอาวุโสผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศหรือ OFAC ในกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งออกแบบและ จัดการการดำเนินการตามมาตรการคว่ำบาตร กล่าวว่า “การคว่ำบาตรทางธนาคารเป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบมากที่สุดเท่าที่สหรัฐสามารถดำเนินการได้ในระยะสั้น” 

แต่การคว่ำบาตรทางการเงินต่กรัสเซียจะส่งผลกระทบต่อโลกด้วยแม้แต่กับมหาอำนาจเศรษบกิจที่ร่วมวงกดดันรัสเซีย The New York Times รายงานว่า “แต่กลยุทธ์ดังกล่าวมาพร้อมกับความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่มีประเทศใดที่พยายามใช้มาตรการคว่ำบาตรในวงกว้างกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่เช่นนี้และต่อขนาดเศรษฐกิจของรัสเซีย และการตอบสนองที่ “รวดเร็วและรุนแรง” ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ให้คำมั่นสัญญาไว้อาจกระทบต่อเศรษฐกิจหลักๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป และแม้กระทั่งคุกคามเสถียรภาพของระบบการเงินโลก นักวิเคราะห์กล่าว”

FT เคยรายงานว่า ECB ได้เตือนผู้ให้กู้ในยุโรปถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หากมีการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อรัสเซียในกรณีที่มีการรุกรานยูเครน

ผลกระทบของการคว่ำบาตรใด ๆ จะไม่ จำกัดเฉพาะสถาบันทางการเงิน / ธุรกิจของรัสเซีย แต่มีแนวโน้มที่จะกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงสูงในรัสเซีย

FT รายงานว่าตามที่ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งหนึ่งในยุโรประบุว่า ความเสี่ยงหลักจากการคว่ำบาตรคือการดำเนินงานวาณิชธนกิจของธนาคารยุโรป ความเสี่ยงที่คล้ายคลึงกันนี้มีแนวโน้มที่จะแพร่หลายในสถาบันการเงินหลายแห่งที่ทำการแลกเปลี่ยน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอื่นๆ กับคู่สัญญาในรัสเซียที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตร

แม้แต่สำนักข่วในญี่ปุ่นก็รายงานว่าสถาบันการเงินและธนาคารในญี่ปุ่นจับตาการเล้งใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซีย เพราะจะส่งผลกระทบต่อพวกตนไปด้วย เนื่องจากกการโยงใยของระบบการเงินโลก

จับตาไบเดน-ปูติน เตรียมจัดประชุมหารือวิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676205

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 10:38 น.จับตาไบเดน-ปูติน เตรียมจัดประชุมหารือวิกฤตยูเครน

ไบเดน-ปูตินพร้อมหารือร่วมกัน ภายใต้เงื่อนไขรัสเซียต้องไม่บุกยูเครน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ และวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เห็นพ้องที่จะจัดประชุมสุดยอดร่วมกัน เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตยูเครนที่ยังคงตึงเครียด แต่การประชุมจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อรัสเซียไม่บุกโจมตียูเครน

ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสเผยว่า เอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศสเป็นผู้เสนอให้มีการเจรจาระหว่างไบเดนและปูติน นอกจากนี้จะขยายไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเกี่ยวกับความมั่นคงและเสถียรภาพเชิงกลยุทธ์ในยุโรป

โดยแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย จะมีการหารือกันในวันที่ 24 ก.พ.

ด้านเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวเผยว่าสหรัฐพร้อมที่จะใช้วิธีทางการทูตในการแก้ปัญหา แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะตอบโต้อย่างรุนแรงและรวดเร็วหากรัสเซียเลือกที่จะทำสงคราม

Photo by DENIS BALIBOUSE / POOL / AFP

สื่ออเมริกันอ้างข่าวกรอง รัสเซียออกคำสั่งให้ ‘โจมตี’ ยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676203

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 10:28 น.สื่ออเมริกันอ้างข่าวกรอง รัสเซียออกคำสั่งให้ 'โจมตี' ยูเครน

สื่อของสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่าสหรัฐฯ ได้รับข่าวกรองเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยระบุว่ากองทัพรัสเซียได้รับคำสั่งให้เดินหน้าโจมตียูเครน โดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัว

ข่าวกรองดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ มั่นใจจนกล่าวไว้เมื่อวันศุกร์ว่า เขา “เชื่อมั่น” ว่า วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียได้ตัดสินใจที่จะบุกโจมตี 

ทำเนียบขาว เพนตากอน และกระทรวงการต่างประเทศไม่ยืนยันรายงานดังกล่าวเมื่อถูกถามโดยสำนักข่าวเอเอฟพี

รายงานจาก Washington Post ตรงกับสื่ออื่นๆ ของสหรัฐฯ อีกหลายสื่อ รวมทั้ง CBS, New York Times, CNN และอื่นๆ

“หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่รายงานข่าาวกรองแก่ไบเดนในการให้คำยืนยันนั้นมาจากคำสั่งที่สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของรัสเซียดำเนินการโจมตีเต็มรูปแบบ ตามรายงานของหลายๆ คนที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ ซึ่งกล่าวโดยใช้เงื่อนไขของการไม่เปิดเผยชื่อเพราะว่าเรื่องดังกล่าวมีความอ่อนไหว”  Washington Post รายงาน

ขณะที่ Bloomberg รายงานอ้างผู้ที่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับกรณียูเครนว่า สหรัฐฯ บอกกับพันธมิตรว่าการรุกรานของรัสเซียใดๆ อาจกำหนดเป้าหมายหลายเมืองนอกเหนือจากกรุงเคียฟ รัสเซียปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีแผนบุกยูเครน โดยเรียกการกล่าวอ้างดังกล่าวว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อและเป็น “การทำให้ตื่นกลัว”

อย่งไรก็ตาม สัญญาณอื่นๆ ที่อาจบ่งบอกถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซียที่กำลังใกล้เข้ามานั้น “ยังมีการปรับใช้จริง” CNN กล่าว โดยอ้างแหล่งข่าวนิรนามซึ่งเตือนว่าคำสั่งโจมตียังสามารถเพิกถอนได้ หรืออาจมีการกระจายข่าวกรองลวงเพื่อหลอกลวงชาติตะวันตก 

รัสเซียได้วางกองกำลังมากกว่า 150,000 นายไว้ใกล้พรมแดนของยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกคาดการณ์ไว้

“สี่สิบถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ (ของกองกำลังเหล่านั้น) อยู่ในตำแหน่งโจมตี พวกเขาปลดประจำการในการชุมนุมทางยุทธวิธีในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา” เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ โดยยืนกรานจะไม่เปิดเผยชื่อ

มอสโกปฏิเสธว่ามีแผนที่จะโจมตีเพื่อนบ้านทางตะวันตกของตน แต่ก็กำลังแสวงหาการรับประกันว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมกับ NATO และพันธมิตรตะวันตกจะถอนกองกำลังออกจากยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ตะวันตกปฏิเสธ

ปูติน ‘ไร้เหตุผล’ จนเดากลยุทธ์ไม่ได้ หรือว่าจงใจมั่วเพื่อปั่นหัวชาวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676169

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 19:09 น.ปูติน 'ไร้เหตุผล' จนเดากลยุทธ์ไม่ได้ หรือว่าจงใจมั่วเพื่อปั่นหัวชาวโลก

เขาเป็นคนไร้ตรรกะโดยธรรมชาติ หรือว่าเจตนาจะทำให้เป็นแบบนั้นเพื่อซ่อนเจตนาที่แท้จริงไว้? ผู้นำโลกบางคนเริ่มแสดงอาการทนไม่ไหวกับการคาดเดาอะไรไม่ได้ขึ้นมาบ้างแล้ว

แม้แต่บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรก็ยังต้องยอมรับว่าเดาใจปูตินไม่ได้จริง ดูเหมือนว่า “ปูตินกำลังมีความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล” (Putin is possibly thinking illogically) เอาเลยในเรื่องยูเครน

คำว่า illogically มันแปลได้หลายอย่าง ทั้งไม่สมเหตุสมผล ไม่เป็นตรรกะ ไม่อยู่กับร่องกับรอย โดยสรุปก็คือ คนที่คิดแบบมีตรรกะจะคาดเดาปูตินอะไรไม่ได้เลย

แต่คนที่จะทำสงคราม (ไม่ว่าจะสงครามจริงหรือหลอก สงครามในรูปแบบหรือสงครามกองโจร สงครามที่ใช้การฆ่าฟันหรือสงครามการเมือง) ย่อมต้องคิดแบบมีตรรกะ การไม่คิดแบบมีตรรกะคือ “มั่ว” และความมั่ว “อาจจะ” ทำให้ไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้

ข้อจำกัดก็คือเราไม่รู้วาตรรกะแบบปูตินนั้นคืออะไร กว่าจะรู้นั้นต้องรอผลสรุปของวิกฤตการณ์นี้เสียก่อนจึงจะบอกได้ว่าเขาคิดแบบไหนหรือเขาใช้กลยุทธ์ไหน?

เหมือนกับการแทงหวย ที่หลังจากประกาศเลขรางวัลประกาศออกมาแล้ว เรามักจะวิเคราะห์สาเหตุได้ทันทีว่าทำไมถึงถูกกินและตรรกะเบื้องหลังของเลขรางวัลนั้นคืออะไร (การวิเคราะห์หลังเกมแบบนี้คือความสามารถเฉพาะตัวของมนุษย์หวยชาวไทยล้วนๆ)

ดังนั้นในเวลาที่วิกฤตการณ์ยังไม่คลี่แถมยังออกลูก “มั่ว” แบบนี้ มีอย่างเดียวที่พอจะช่วยให้เราคลำทางได้ก็คือต้อง “เดา” โดยให้มีตรรกะที่สุด

ไม่เดาก็ไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าปูตินคิดแบบไหน และจะมาบอกว่าเดาไปทำไมก็ไม่ควร เพราะนี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของชาวโลก

ที่บอริส จอห์นสันบอกว่าปูตินนั้น illogical ไม่ว่าปูตินนั้น “มั่ว” หรือ “สมงสมองไปหมดแล้ว” แต่เป็นการกลบเกลื่อนความไม่สามารถของชาติตะวันตกเองที่จะวิเคราะห์ว่าเกมที่ยูเครนจะมุ่งไปทางไหน

หนึ่งนั้นเพราะเดาผิดมาหลายรอบแล้วว่าจะบุกวันนั้นวันนี้ อีกสาเหตุหนึ่งก็เพื่อสนับสนุนคำพูดของตัวองที่บอกว่าปูตินจะใช้วิธี “สับขาหลอก” ในการบุกยูเครน

พวกเขาใช้คำว่า False flag หรือปฏิบัติกรอำพรางเพื่อลวงคู่ต่อสู้ แต่เราก็ไม่สามารถตรัสรู้ได้อีกชัดๆ ว่ามันหมายถึงอะไรและจะทำกันอย่างไร เพราะนี่ก็เหมือนกันที่เป็นการกลบเกลื่อนความไม่รู้แบบชัวร์ๆ ของชาติตะวันตกว่าปูตินจะทำอะไร

ถ้าเป็น False flag นั้นก็ยังเป็นการคิดแบบ logical คือมีเหตุมีผลเบื้องหลัง และยังคาดเดาได้วาจะเป็นการอำพรางแบบไหน เอาแค่ “36 กลยุทธ์” อันเป็นตำราพิชัยสงครามจีน ก็น่าจะรวมยุทธวิธีสับขาหลอกเอาไว้เกือบทุกแง่มุมแล้ว และปรับใช้ได้ทุกสถานการณ์ไม่จำกัดเชื้อชาติ

ไม่วาจะเป็น “กลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเล” (คือการปิดบังเจตนาอย่างไม่มีลูกเล่นอะไรนัก พูดง่ายๆ คือซ่อนเป้าหมายเอาไว้ก่อนจะโจมตีจริง) “กลยุทธ์ส่งเสียงตะวันตกเข้าตีตะวันออก” (คือแสร้งทำเป็นโฆษณาว่าจะโจมตีตะวันออก แต่จริงๆ แล้วแอบไปตีทางตะวันตก) หรือ “กลยุทธ์อวดว่าเตรียมทางลำบาก อำพรางเข้าตีทางสะดวก” (คือทำให้อีกฝ่ายเห็นว่ากำลังเข้าตีทางที่ลำบากต้องใช้เวลาเตรียมการนานเพื่อให้ศัตรูตายใจ แต่ที่แท้เข้าตีทางที่สะดวกกว่าเสียอย่างนั้น)

ยังไม่นับกลยทธ์อีกกว่า 30 รูปแบบของพิชัยสงครามชุดนี้ ซึ่งปูตินอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้ แต่มันยังถือเป็นการคิดแบบ logical อยู่ดี

แต่มันมีแนวคิดอย่างหนึ่งที่บอกว่า กลยุทธ์ที่ไม่สมเหตุสมผลนั้นเกิดจากการใช้อำนาจ ซึ่งหมายความว่ามันถูกชี้นำโดยคนๆ เดียว ไม่ผ่านกระบวนการใดๆ ทั้งสิ้น

ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะโลกตะวันตกการบัญชาการในระดับมหภาคนั้นง่ายจะคาดเดา เพราะมีระบบถ่วงดุลและตรวจสอบหลายชั้น แต่รัสเซียในเวลานั้นเหมือนปกครองด้วยคนๆ เดียว การสั่งการน่าจะมาจากคนๆ เดียว นี่คือที่มาของ illogical strategy

ยิ่งมีธรรมาภิบาลน้อยเท่าไร ควาฒโปร่งใสหายากเท่าไร ยิ่งเดายากขึ้นเท่านั้น 

ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงกรณีเกาหลีเหนือที่จู่ๆ จะเจรจาก็ยอมคุยอย่างโอภาปราศรัย แต่พอจะยิงขีปนาวุธขึ้นมาก็ยิงแบบรัวๆ โดยที่สหรัฐหรือเกาหลีใต้เองก็เดาไม่ถูกว่าเพราะอะไร นั่นเพราะพวกเขาไม่ใช่แค่เดายุทธวิธิของกองทัพหรือรัฐบาลเกาหลีเหนือที่ควรจะเป็นตรรกะ แต่ต้องเดาใจอำนาจที่ชี้นำเกาหลีเหนือ นั่นคือคิมจองอึน – นี่คือ illogical strategy แบบหนึ่ง

แต่คิมจองอึนเป็นผู้นำคนละชั้นกับปูติน ปูตินไม่ใช่คนที่คิด illogical strategy ที่ได้ผลมั่วๆ (random) เหมือนคิมจองอึน ผู้เขียนอยากจะเดาว่าปูตินใช้ความไม่สมเหตุสมผลนี่ซ่อนแผนการอันสมเหตุสมผลเอาไว้

ในการเล่นหมากรุกนั้นมีกลยุทธ์ที่ไม่สมเหตุสมผล มันไม่ใช่การเดินหมากแบบมั่วๆ แต่ซ่อนความมั่วเอาไว้เพื่อตบตาคู่ต่อสู้

หมากรุกสามารถคาดเดาตาที่เดินได้หากคิดแบบมีเหตุมีผล เพื่อทำลายการคาดเดานั้น ผู้เล่นจะต้องยอม “เสียตัว” (ซึ่งไม่ใช่ใช่แค่ยอมเสียหมากเพื่อแลกตาที่เหนือกว่าที่ภาษาหมากรุกเรียกว่า Gambit) เพื่อทำให้ดูมั่วก่อนที่จะตลบหลังด้วยความไม่มั่วเพื่อชิงชัยชนะ

แต่มันมีจุดอ่อนตรงที่หากตั้งใจ “มั่ว” จนเกินไปคู่ต่อสู้จะจับทางได้ว่าเรากำลังแสร้งมั่วเพื่อที่จะซ่อนกับดักเอาไว้ ดังนั้น ก่อนจะมั่วหรือชิงความได้เปรียบ หมากที่เดินจะต้องซ่อนตัวตนให้มิดชิดที่สุดด้วยการเสแสร้งให้เป็นธรรมชาติที่สุดว่า “มั่ว” หรือแม้แต่ยอมทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเรากำลังทำพลาดมหันต์แบบสมเหตุผล

ผู้เชี่ยวชาญและสื่อตะวันตกมักบอกว่าปูตินเดินเกมหมากรุกผิดพลาดแล้วในกรณียูเครน แต่ก็อย่างที่บอกไป การวิเคราะห์เหล่านั้นอาจจะคาดไม่ถึงว่าปูตินจะใช้วิธี illogical strategy/moves เพื่อสร้างกับดักขึ้นมา

บางคนบอกว่าปูตินไม่ได้เล่นหมากรุกในกรณีนี้ แต่กำลังคิดแบบคนเล่นโป๊กเกอร์ต่างหาก

เผอิญว่าเซียนหมากรุกเก่งๆ นั้นมักเป็นรัสเซี่ยน นี่อาจเป็นสาเหตุให้สื่อตะวันตกสนุกกับการโยงว่ากรณียูเครนคือการเดินเกมหมากรุกของปูติน

แต่ปูตินนั้นไม่ใช่แฟนหมากรุก และไม่เคยเห็นเล่นโป๊กเกอร์ออกสื่อ เพราะเขาเป็นนักยูโดตัวฉกาจ

อีกเรื่องที่พึ่งตระหนักไว้คือ ไม่ใช่ทุกครั้งที่การคิดแบบไม่สมเหตุผลทั้งในเกมการเมืองการทหารแลโดยเฉพาะในเกมหมากรุก จะเป็นการอำพรางเจตนาแผนการอันหลักแหลมเอาไว้ ตัวอย่างเช่น เซียนหมากรุกบางคนนั้นพลิกกลับมานำได้เพราะ illogical strategy/moves 

แต่ขณะเดียวกัน (และคนเดียวกันนั้น) ใช้ illogical strategy/moves ก็เพราะถูกกดดันจากเวลาที่กำลังงวดลงจนต้องเดินมั่วๆ

บางทีปูตินอาจจะซ่อนภาวะถูกกดดันอย่างหนักเอาไว้ก็ได้ จนทำอะไรรวนไปหมดดูเหมือนคนไม่มีตรรกะ

ถ้าเป็นแบบนั้นก็สมกับที่ แดเนียล บี. เบเออร์ (Daniel B. Baer) แห่งองค์กรเพื่อการศึกษาสันติภาพ CEIP บอกว่า “เขาไม่ใช่คนบ้าที่เก่งกาจและไม่อาจเข้าใจได้ เขาเป็นคนเลว—ไม่ใช่เพียงเพราะเขาขู่ว่าจะเริ่มต้นสงครามที่ไร้จุดหมายอีกครั้งในยุโรป เขาและพวกพ้องของเขาได้ขโมยเงินหลายแสนล้านดอลลาร์จากคนรัสเซีย เขามีนักข่าวและนักการเมืองที่ถูกสังหาร เขาโจมตีศัตรูในประเทศของเขาอย่างโจ่งแจ้งกลางเมืองหลวงต่างๆ ของยุโรป”

และเป็นเบเออร์เช่นกันที่บอกว่าการเทียบกรณยุเครนว่ากับการเดินหมากรุก เป็นการเทียบแบบผิดฝาผิดตัว

เบเออร์กับ CEIP แม้จะเอียงไปทางสหรัฐ เพราะเขาและหน่วยงานนี้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐโดยตรง แต่คำกลาวของเขาก็น่ารับฟังอยู่ โดยเฉพาะที่บอกว่า ปูติน “ไม่ใช่คนบ้าที่เก่งกาจและไม่อาจเข้าใจได้”

ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งผู้เขียน สื่อต่างๆ หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม่แต่นายกรัฐมนตรีรสหราชอาณาจักร ก็ไม่มีทางรู้ว่าปูตินกำลัง “เดินหมากตัวไหน” สิ่งที่ทุกฝ่ายทำตอนนี้คือพยายามเข้าใจว่าสถานการณ์ยูเครนจะมุ่งไปทางไหน ให้มันดูสมเหตุสมผลที่สุด

แต่เผอิญว่าผู้ที่เดินหมากนั้นใช้วิธีการที่เหนือมนุษย์ที่มีตรรกะจะเข้าใจเสียนี่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Mikhail Klimentyev / Sputnik / AFP