สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ประชวรโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676172

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 19:02 น.สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ประชวรโควิด

พระบรมราชวงศ์พระองค์ล่าสุดของสหราชอาณาจักรที่ประชวรด้วยโควิด ก่อนหน้านี้คือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร พระชนมายุ 95 พรรรษา ทรงได้รับการตรวจพบเชื้อโควิด-19 เมื่อวันอาทิตย์ แต่อาการของพระองค์”ไม่รุนแรง” และพระองค์ตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่เบาๆ ที่ปราสาทวินด์เซอร์

“พระราชวังบักกิงแฮมยืนยันว่าวันนี้สมเด็จพระราชินีได้ตรวจพบเชื้อโควิด” พระราชวังบักกิงแฮมกล่าวในแถลงการณ์ “พระองค์จะได้รับการรักษาพยาบาลต่อไปและจะปฏิบัติตามแนวทางที่เหมาะสมทั้งหมด” 

ข่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระโอรสองค์โตและรัชทายาทของพระราชินี ทรงตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ สองวันหลังจากพบกับพระมารดาที่วินด์เซอร์

ตอนนั้นยังไม่มีข้อมูลว่าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงได้ทำการตรวจพระโรคหรือไม่ พระองค์เสด็จกลับมาพบปะบุคคลต่างๆ ที่ปราสาทเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่บ่นกับผู้เข้าเฝ้าคนหนึ่งว่ามีอาการตึงพระองค์

“สมเด็จพระราชินีนาถกำลังมีพระอาการกับอาการคล้ายไข้หวัดเล็กน้อย แต่คาดว่าจะปฏิบัติหน้าที่เบาๆ ที่วินด์เซอร์ในสัปดาห์หน้า” แถลงการณ์กล่าว

แม้จะปกปิดความลับเรื่องพระพลานามัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มาโดยตลอดแต่ก่อนหน้านี้พระราชวังได้ยืนยันว่าพระองค์ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างครบถ้วนแล้ว

คำเตือนจากผู้ดูแลการเงินโลก “คริปโตคือภัยเสี่ยงเสถียรภาพ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676157

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 14:46 น.คำเตือนจากผู้ดูแลการเงินโลก "คริปโตคือภัยเสี่ยงเสถียรภาพ"

สรุปเนื้อหาจากรายงานของ Financial Stability Board เรื่อง Assessment of Risks to Financial Stability from Crypto-assets

1. คณะกรรมการเสถียรภาพการเงิน หรือ Financial Stability Board (FSB) เป็นหน่วยงานระหว่างประเทศที่คอยตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบการเงินทั่วโลก ตั้งขึ้นโดยกลุ่ม G20 ถือกันว่าเป็น “เสาหลักที่สี่” ของธรรมาภิบาลเศรษฐกิจโลก นอกจากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) และองค์การการค้าโลก (WTO)

2. FSB ได้เผยแพร่รายงานเรื่อง “การประเมินความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเงินจากสินทรัพย์เข้ารหัส” (คริปโต) หัวใจหลักคือการแสดงความกังวลว่าขนาดและช่องโหว่ของโครงสร้างของตลาดคริปโต กับความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม จนมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก

3. รายงานระบุว่า “ธนาคารที่มีความสำคัญอย่างต่อระบบและสถาบันการเงินอื่นๆ เต็มใจที่จะทำกิจกรรมและรับความเสี่ยงต่อสินทรัพย์คริปโตมากขึ้น ความหลากหลายของกลยุทธ์การลงทุนที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงอนุพันธ์และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจอื่น ๆ ที่อ้างอิงสินทรัพย์คริปโตก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

4. ด้วยความพัวพันกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมนี่เอง FSB จึงเตือนว่า “หากวิถีการเติบโตในปัจจุบันของขนาดและความเชื่อมโยงระหว่างสินทรัพย์คริปโตกับสถาบันเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป สิ่งนี้อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินทั่วโลก”

5. รายงานคาดการณ์ว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของสินทรัพย์คริปโตเพิ่มขึ้น 3.5 เท่าในปี 2021 เป็นมูลค่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่าสินทรัพย์เข้ารหัสลับยังคงเป็นส่วนเล็กๆ ของระบบการเงินโดยรวม แต่เปรียบเสมือนความเสี่ยงที่เดกับความเสี่ยงจากการจำนองซับไพรม์ที่จุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2007 – 2008

6. FSB ระบุว่า “หากสถาบันการเงินยังคงมีส่วนร่วมในตลาดสินทรัพย์คริปโตมากขึ้น เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่องบดุลและสภาพคล่องของพวกเขาในรูปแบบที่ไม่คาดคิด ในกรณีของวิกฤตซับไพรม์ซับไพรม์ของสหรัฐความเสี่ยงเท่าที่ทราบเพียงจำนวนเล็กน้อยไม่ได้หมายความว่ามีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากขาดความโปร่งใสและการครอบคลุมด้านกฎระเบียบไม่เพียงพอ”

7. ความเสี่ยงเหล่านี้มาช่องโหว่ของตลาดสินทรัพย์คริปโต 3 ข้อ คือ 1. ถึงสกุลเงินคริปโตที่ไม่มีการสำรองหนุนไว้ เช่น Bitcoin 2. คริปโตที่มีการสำรองหนุนไว้หรือสเตเบิลคอยน์ เช่น Tether ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์สำรอง 32. การกระจายอำนาจทางการเงิน (DeFi) และแพลตฟอร์มการซื้อขายสินทรัพย์คริปโตทั้งหมดมีอยู่ทางออนไลน์เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้ควบคุมโดยหน่วยงานที่รวมศูนย์ เช่น ธนาคารกลางหรือหน่วยงานรัฐ

8. ในส่วนของข้อจำกัดที่ผูกมัดกับระบบออนไลน์เท่านั้น รายงานระบุว่า “ความเสี่ยงเหล่านี้บางส่วนเริ่มปรากฏชัดเจน เช่น ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในแง่ของโปรโตคอลและเทคโนโลยีที่ใช้ภาคส่วนนี้ เห็นได้จากเหตุการณ์ด้านปฏิบัติการและความปลอดภัยทางไซเบอร์มาแล้วมากมาย และความล้มเหลวในการกำกับดูแล การแฮ็กที่เกี่ยวข้องกับ DeFi คิดเป็นมากกว่า 75% ของปริมาณการแฮ็กและการขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทราบทั้งหมด 481 ล้านดอลลาร์จนถึงเดือนกันยายน 2021”

9. รายงานสรุปว่า “ตลาดสินทรัพย์เข้ารหัสลับมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและสามารถถึงจุดที่พวกมันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเงินทั่วโลกเนื่องจากขนาด ความเปราะบางของโครงสร้าง และความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วและลักษณะระดับสากลของตลาดเหล่านี้ยังเพิ่มศักยภาพสำหรับช่องว่างด้านกฎระเบียบ การกระจายตัว หรือการเก็งกำไร … ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประเมินการตอบสนองนโยบายที่เป็นไปได้ในเวลาที่เหมาะสม”

10. รายงานชี้ถึงแนวโน้มของการควบคุมตลาดคริปโต โดยระบุว่า “ในปี 2022 FSB จะสำรวจผลกระทบด้านกฎระเบียบและการกำกับดูแลที่อาจเกิดขึ้นของสินทรัพย์เข้ารหัสลับที่ไม่ได้สำรอง ซึ่งรวมถึงประเภทของการกระทำที่เขตอำนาจทางการกฎหมายของสมาชิก FSB ได้ดำเนินการหรือวางแผนที่จะดำเนินการ เพื่อจัดการกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางการเงินที่เกี่ยวข้อง” นั่นหมายความว่าจะต้องจับตาว่าสมาชิก FSB หรือนัยหนึ่งคือ G20 จะเข้ามาจัดการตลาดคริปโตอย่างไรในปีนี้

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

จีนจี้กรณียูเครน ต้องเลิกทำให้ตื่นตระหนก-ปั่นสงครามเกินจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676144

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 12:01 น.จีนจี้กรณียูเครน ต้องเลิกทำให้ตื่นตระหนก-ปั่นสงครามเกินจริง

รมว.กต.จีน เรียกร้องทุกฝ่าย มุ่งทำงานเพื่อสันติภาพในประเด็นยูเครน

ปักกิ่ง, 20 ก.พ. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (19 ก.พ.) หวังอี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายแบกรับความรับผิดชอบและพยายามมุ่งสู่สันติภาพในประเด็นยูเครน แทนที่จะเป็นการเพิ่มความตึงเครียด สร้างความตื่นตระหนก หรือกระทั่งย้ำถึงภัยสงครามมากเกินจริง

หวังอี้กล่าวคำปราศรัยข้างต้น ผ่านทางวิดีโอลิงก์ ขณะตอบคำถามเรื่องการขยายขอบเขตสู่ตะวันออกขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) หรือ นาโต รวมถึงเรื่องความมั่นคงของยุโรป และประเด็นสถานการณ์ในยูเครน ระหว่างร่วมการประชุมความมั่นคงมิวนิก (MSC) ครั้งที่ 58 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

สำหรับประเด็นการขยายอาณาเขตของนาโต หวังอี้ระบุว่ามิตรสหายชาวยุโรปควรไตร่ตรองอย่างจริงจัง ว่าการขยายตัวสู่ฝั่งตะวันออกอย่างต่อเนื่องของนาโตนั้น จะเป็นการดีต่อการรักษาและสร้างสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในยุโรปหรือไม่

สำหรับประเด็นยูเครน หวังอี้กล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับสู่ข้อตกลงกรุงมินสก์ ฉบับที่ 2 โดยเร็วที่สุด เนื่องจากข้อตกลงนี้มีผลผูกพันผ่านการเจรจาระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และได้รับการอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นทางออกเดียวในการแก้ปัญหายูเครน

หวังอี้เรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมหารือกันอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงจัดทำแผนงานและกำหนดการสำหรับการดำเนินการตามข้อตกลงข้างต้น พร้อมเสริมว่ายูเครนควรจะเป็นสะพานเชื่อมการสื่อสารระหว่างตะวันออกกับตะวันตก มิใช่แนวรบเพื่อการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ

ส่วนประเด็นความมั่นคงของยุโรป หวังอี้กล่าวว่าทุกฝ่ายสามารถหยิบยกข้อกังวลของตนเองขึ้นมากล่าวได้ และข้อกังวลด้านความมั่นคงอันชอบด้วยกฎหมายของรัสเซียนั้น ควรได้รับการเคารพและดำเนินการอย่างจริงจัง

“จีนหวังให้ทุกฝ่ายหาทางแก้ที่เอื้อต่อการพิทักษ์ความมั่นคงของยุโรปอย่างแท้จริง ผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือกัน” หวังอี้กล่าวเสริม

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by ISHARA S. KODIKARA / AFP

เรือรบจีนยิงเลเซอร์ไส่เครื่องบินสอดแนมออสเตรเลีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676141

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 11:26 น.เรือรบจีนยิงเลเซอร์ไส่เครื่องบินสอดแนมออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียกล่าวหาว่าจีน “กระทำการข่มขู่” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลออสเตรเลียกล่าวว่าเรือของกองทัพเรือจีนลำหนึ่งส่องเลเซอร์ที่ “เครื่องบินทางทาร” ลำหนึ่งของออสเตรเลีย

เรือลำนี้เป็นหนึ่งในเรือของกองทัพเรือจีน 2 ลำที่แล่นผ่านน่านน้ำนอกชายฝั่งทางเหนือของออสเตรเลียเมื่อวันพฤหัสบดี กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียระบุเรือลำดังกล่าวยิงเลเซอร์ใส่เครื่องบินตรวจการณ์ในเหตุการณ์จน “มีโอกาสเสี่ยงต่อชีวิต”

“ผมมองไม่เห็นทางอื่นนอกจากการข่มขู่” นายกรัฐมนตรีสก็อตต์ มอร์ริสัน กล่าว พร้อมเรียกการกระทำดังกล่าวว่า “ไม่ชอบธรรม” และฝ่ายออสเตรเลียก็ “ไม่ได้มีการยั่วยุ”

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างออสเตรเลียและจีนได้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสก็อตต์ มอร์ริสันมีกรณีขัดแย้งกับจีนบ่อยครั้ง เพื่อสนับสนุนความร่วมมือกับสหรัฐในการต่อต้านจีน โดยในเดือนกันยายน 2021 สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักรได้ลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ หรือ AUKUS เพื่อช่วยกองทัพเรือออสเตรเลียในการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจีนได้โจมตีเป็นความพยายามที่จะบ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค ออสเตรเลียกับจีนยังขัดแย้งอยางหนักในเรื่องการค้า ความมั่นคง และเจ้าหน้าที่รัฐบาลออสเตรเลียยังคว่ำบาตรการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022 ที่ปักกิ่งด้วย

สำหรับกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้น รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลีย ปีเตอร์ ดัตตัน ก็กล่าวแสดงความกังวลโดยกล่าวว่าการกระทำของเรือจีนเป็น “การกระทำที่ก้าวร้าวมาก”

“ผมคิดว่ารัฐบาลจีนหวังว่าจะไม่มีใครพูดถึงการรังแกที่ก้าวร้าวเหล่านี้” ดัตตันบอกกับ Sky News ในวันอาทิตย์

ในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ กองทัพออสเตรเลียอ้างว่าเครื่องบินสอดแนม P-8A Poseidon ลำหนึ่ง “ตรวจพบเลเซอร์ที่ยิงมายังเครื่องบินขณะบินเหนือแนวเหนือของออสเตรเลีย”

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียระบุในเว็บไซต์ว่า “P-8A Poseidon เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของหน่วยข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวนทางทะเลของออสเตรเลียในอนาคต P-8A Poseidon ประจำการอยู่ที่ฐาน RAAF Base Edinburgh (เอดินบะระประมาณ 28 กม. ทางเหนือของแอดิเลด รัฐเซาท์ออสเตรเลีย) เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การลาดตระเวนทางทะเลและการตอบสนองในอนาคตของออสเตรเลีย”

กระทรวงกลาโหมระบุว่า เรือของจีนกำลังแล่นไปทางตะวันออกผ่านทะเลอาราฟูรา ทางเหนือของออสเตรเลีย ซึ่งไม่ใช่น่านน้ำของออสเตรเลีย

รัฐบาลจีนไม่ตอบสนองต่อข้อกล่าวหาจากออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม จีนเคยเผชิญข้อกล่าวหาในการใช้เลเซอร์ทางการทหารกำหนดเป้าหมายไปยังเครื่องบินของออสเตรเลียโดยในปี 2019 เมื่อเฮลิคอปเตอร์ของกองกำลังป้องกันประเทศออสเตรเลียขณะบินผ่านทะเลจีนใต้

Photo by Handout / Australian Defence Force / AFP

เมื่อยอดติดเชื้อพุ่งพรวด แต่ประเทศเหล่านี้กลับเปิดพรมแดนเต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676137

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 10:42 น.เมื่อยอดติดเชื้อพุ่งพรวด แต่ประเทศเหล่านี้กลับเปิดพรมแดนเต็มที่

การติดเชื้อกลับมาสู่ระดับพีคอีกครั้งจนเกือบจะแซงหน้าการติดเชื้อช่วงเดลตาระบาดหนัก แต่บางประเทศเลิกข้อจำกัดจนหมดสิ้น

สัปดาห์นี้ สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นประเทศล่าสุด ซึ่งตอนนี้มีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นในโลก ที่จะยกเลิกข้อกำหนดในการเข้าประเทศทั้งหมด ในขณะที่ประธานาธิบดีของประเทศยอมรับว่าพวกเขากำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19

ในเว็บไซต์รัฐบาลของ Federal Council ระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงกฎการเข้าประเทศดังนี้ มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสำหรับบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศจะถูกยกเลิก ไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน การฟื้นตัวจากการติดเชื้อ หรือการทดสอบเชิงลบ หรือกรอกแบบฟอร์มการเข้าประเทศอีกต่อไป” โดยสรุปก็คือ ผู้เดินทางไม่ต้องกักกันเมื่อเข้าประเทศสวิสเซอร์แลนด์

ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ สวิตเซอร์แลนด์จึงเป็นเพียงประเทศที่ 4 ในโลกที่ใช้มาตรการดังกล่าว ร่วมกับเม็กซิโก เอลซัลวาดอร์ และนอร์เวย์ ซึ่งวงการท่องเที่ยวขานรับการตัดสินใจนี้เพราะเช่อว่าจะนำรายได้เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง

การยกเลิกของสวิตเซอร์แลนด์ค่อนข้างน่าแปลกใจ หากจะลองดูตัวเลขการติดเชื้อที่ยังสูงมากที่ 36,101 คน ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ แม้ว่าจะลดลงตามลำดับจากช่วงพีควันที่ 31 มกราคม 89,462 ราย แต่การลดลงนี้ก็ยังต่างแบบหน้ามือเป็นหลังมือจากช่วงปีที่แล้วที่ตัวเลขน้อยมากในหลักร้อยคนหรือไม่กี่พันคน (หรือหลักหมื่นไม่กี่วัน) และบางช่วง เช่นในเดือนตุลาคมมีเพียง 0 รายก็ยังมีมาแล้ว

นี่คือการตัดสินใจของอีกหนึ่งประเทศที่จะ “อยู่ร่วมกับโควิด” แบบจริงๆ จังๆ อย่างที่ อิกนาซิโอ แคสซิส ประธานาธิบดีของประเทศกล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงเบิร์นว่า “สวิตเซอร์แลนด์กำลังก้าวไปสู่ความปกติอย่างมีนัยสำคัญและเด็ดขาด ไวรัสยังอยู่ เรากำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับไวรัส”

สาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องการอยู่ร่วมกับโควิดและตัดสินใจเปิดเประเทศแบบไร้เงื่อนไข อาจเป็นเพราะพบว่าอการการติดเชื้อไม่ได้เลวร้ายมากแล้ว โรงพยาบาลในสวิสมีอัตราการเข้าใช้ 81.9% ในสัปดาห์นี้ โดยะมีเพียงประมาณ 8% เท่านั้นที่เกิดจากโควิด-19 ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันจากห้องปฏิบัติการโดยเฉลี่ย 7 วันลดลงเหลือ 250 ต่อประเชากร 100, 000 คนตามข้อมูลของรัฐบาล มากกว่า 70% ของประชากรสวิสได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดส

นอร์เวย์มีเหตุผลคล้ายๆ กัน สัปดาห์ที่แล้ว นอร์เวย์กลายเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ในโลกที่เปลี่ยนข้อกำหนดในการเข้าประเทศกลับไปสู่สถานะก่อนเกิดโรคระบาด โดยเหลือเงื่อนไขการเข้าประเทศเพียงเล็กน้อย เช่น แนะนำให้ตรวจเฉพาะผู้ใหญ่ที่มีอาการเท่านั้น

การประกาศเปิดประเทศเกิดขึ้นหลังจากนอร์เวย์ยกเลิกข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ในท้องถิ่น เช่น การสวมหน้ากากในที่สาธารณะ ทั้งๆ ที่ตัวเลขการติดเชื้อยังคงสูง ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ มี 15,248 ราย จากหลักร้อยเกือบตลอดครึ่งปี 2021 และจากหลักพันในดือนธันวาคม 2021 แต่พุ่งขึ้นมาหลังเกิดโอมิครอน

นายกรัฐมนตรี โยนาส กาฮ์ร สโตร์ ของนอร์เวย์กล่าวว่า “เราสามารถผ่อนปรนมาตรการได้ เนื่องจากโอมิครอนไม่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงเท่ากับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ แม้ว่าการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนของผู้ป่วยในโรงพยาบาลยังน้อย เราได้รับการคุ้มครองอย่างดีด้วยวัคซีน”

ประเทศในยุโรปดูเหมือนจะมีเหตุให้มั่นใจกับการเปิดประเทศ เพราะเชื่อว่าโอมิครอนไม่ร้ายแรง อัตราการรักษาพยาบาลต่ำ และการฉีควัคซีนครอบคลุม แต่ใน 4 ประเทศที่เพิ่งเปิดประเทศเสรีนี้มีมียุโรปเพียง 2 ประเทศเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังคงมีท่าทีไม่มั่นใจแม้แต่การยุติมาตรการควบคุมโรคภายในประเทศตัวเอง

สำหรับเม็กซิโก ได้ยกเลิกข้อกำหนดในการเข้าประเทศของทั้งหมด ณ วันที่ 1 มกราคม 2022 ส่วนเอลซัลวาดอร์เป็นประเทศแรกของโลกที่ยกเลิกข้อกำหนดในการเข้าประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2021

แต่เม็กซิโกไม่เหมือนกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก ที่ยังคงเปิดพรมแดนตลอดการระบาดใหญ่ จึงทำให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2020 เพียงแต่ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2022 เม็กซิโกยังคงมีแบบสอบถามด้านสุขภาพสำหรับผู้ที่เดินทางมากับเที่ยวบินทั้งหมด รวมทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศและเที่ยวบินภายในประเทศ

แบบฟอร์มดังกล่าวจะถามคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น หากผู้โดยสารได้สัมผัสใกล้ชิดกับใครก็ตามที่มีผลตรวจเป็นบวกในช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้าหรือไม่ แบบสอบถามยังจะถามผู้เดินทางว่ามีอาการไอ มีไข้ และมีอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 หรือไม่ เมื่อนักเดินทางกรอกแบบฟอร์มดิจิทัลเสร็จแล้ว พวกเขาจะได้รับรหัส QR เพื่อสแกนที่สนามบิน จะช่วยให้ผู้โดยสารผ่านการรักษาความปลอดภัยได้อย่างอิสระ โดยไม่มีการนำตัวตรวจคัดกรองเพิ่มเติม แม้แต่ในกรณีนี้คำตอบในแบบสอบถามขัดแย้งกับมาตรการด้านสุขอนามัยของหน่วยงานที่กำกับดูแล

ตัวเลขการติดเชื้อของเม็กซิโกนั้นอยู่ในช่วงพีค ณ เดือนกุมภาพันธ์เหมือนประเทศส่วนใหญ่ในโลก จาก 0 เคสในเดือนธันวาคม มาเป็นหลัก 30,000 กว่าในช่วงต้นเดือนมกราคม และตอนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 ราย

Photo by Menahem KAHANA / AFP

ภาพดาวเทียมเผยกองทัพรัสเซียเคลื่อนไหวคึกคักทั่วชายแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676113

วันที่ 19 ก.พ. 2565 เวลา 17:00 น.ภาพดาวเทียมเผยกองทัพรัสเซียเคลื่อนไหวคึกคักทั่วชายแดน

ภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่เผยกองทัพรัสเซียกำลังเสริมทัพอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนยูเครน

บริษัทแม็กซาร์ เทคโนโลยี (Maxar Technologies) เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมชุดล่าสุดที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมาและถูกนำมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 เผยให้เห็นว่ารัสเซียระดมกำลังทหารทั่วชายแดนติดกับยูเครน โดยมีทั้งเต็นท์ทหาร รถทหาร เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินรบ หรือแม้แต่โรงพยาบาลสนามหนึ่งแห่ง บริเวณชายแดนด้านติดกับยูเครน

หลายฐานทัพของรัสเซียในเบลารุส แคว้นไครเมีย และในรัสเซียเองมีระยะห่างจากชายแดนยูเครนไม่ถึง 80 กิโลเมตร และฐานทัพที่ใกล้มากๆ นั้นใช้เวลาในการบินไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเบลารุส มีเฮลิคอปเตอร์ของรัสเซียอย่างน้อย 50 ลำ รถถัง ยานเกราะลำเลียงพล และอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ห่างจากพรมแดนยูเครนไม่ถึง 16 กิโลเมตร

ภาพถ่ายดาวเทียมภาพหนึ่งเผยให้เห็นยานรบกองกำลังทางบก (IFVs) หลายคันและอุปกรณ์สนับสนุนอื่นๆ จอดอยู่ในฐานทัพในฟิลาทิฟกา ห่างจากชายแดนยูเครนราว 43 กิโลเมตร และที่ฐานทัพในโนโวเซอร์เนของแคว้นไครเมีย ราว 160 กิโลเมตรจากชายแดน

อีกภาพหนึ่งดูเหมือนจะเป็นภาพเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินรบ su25 ในมิลเยอโรวาของรัสเซียซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนราว 32 กิโลเมตร

ภาพถ่ายดาวเทียมของ Maxar ที่ถ่ายและเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ก.พ. เผยให้เห็นเต็นท์ทหารและโรงพยาบาลสนามหนึ่งแห่งในโนโวเซอร์เนของแคว้นไครเมีย Photo by Satellite image ?2022 Maxar Technologies / AFP
ภาพถ่ายดาวเทียมของ Maxar ที่ถ่ายและเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ก.พ. เผยให้เห็นการส่งเฮลิคอปเตอร์เข้ามาประจำการที่ทะเลสาบโดนุซลาฟ ใกล้กับโนโวเซอร์เนของแคว้นไครเมีย Photo by Satellite image ?2022 Maxar Technologies / AFP
ภาพถ่ายดาวเทียมของ Maxar ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 14 ก.พ. เผยให้เห็นเครื่องบินโจมตี Su-25 ที่ฐานทัพอากาศลูนิเนตส์ในประเทศเบลารุสซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนไปทางเหนือราว 50 กิโลเมตร Photo by Satellite image ?2022 Maxar Technologies / AFP
ภาพถ่ายดาวเทียมของ Maxar ที่ถ่ายเมื่อวันที่ 15 ก.พ. แสดงให้เห็นเฮลิคอปเตอร์จู่โจมหลายลำถูกส่งมาที่ฐานทัพในวาลูยคีของรัสเซีย ซึ่งห่างจากชายแดนด้านตะวันออกของยูเครนราว 27 กิโลเมตร Photo by Satellite image ?2022 Maxar Technologies / AFP

Photo by Satellite image ©2022 Maxar Technologies / AFP

เตือนคริปโตฯ เป็นภัยต่อเสถียรภาพการเงินโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676109

วันที่ 19 ก.พ. 2565 เวลา 15:21 น.เตือนคริปโตฯ เป็นภัยต่อเสถียรภาพการเงินโลก

หน่วยงานระดับโลกเตือนตลาดคริปโตฯ ที่กำลังบูมอาจเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงทางการเงินหากไม่มีกฎควบคุม

คณะกรรมการกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงิน (FSB) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลภาคการเงินใน 24 ประเทศกังวลว่าขนาดและความเปราะบางทางโครงสร้างของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่เพิ่มขึ้น มีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก

รายงานของ FSB ระบุว่า “แม้ว่าขอบเขตและลักษณะของการใช้สินทรัพย์คริปโตฯ จะแตกต่างกันบ้างตามแต่กฎหมาย แต่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประเมินนโยบายในการรับมือที่เป็นไปได้ในเวลาที่เหมาะสม”

“ธนาคารที่มีความสำคัญอย่างเป็นระบบและสถาบันการเงินอื่นๆ เต็มใจที่จะทำกิจกรรมและรับความเสี่ยงต่อสินทรัพย์คริปโตฯ มากขึ้น ความแพร่หลายของกลยุทธ์การลงทุนที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงอนุพันธ์และผลิตภัณฑ์ทางการลุงทุนอื่นๆ ที่อ้างอิงสินทรัพย์คริปโตฯ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน”

FSB มองว่า หากวิธีการเติบโตในปัจจุบันของขนาดและความเชื่อมโยงของสินทรัพย์คริปโตฯ กับสถาบันเหล่านี้ดำเนินต่อไป อาจมีแรงสะเทือนต่อความมั่นคงทางการเงินทั่วโลก

รายงานของ FSB ประเมินว่า มูลค่าตามราคาตลาดของสินทรัพย์คริปโตฯ เติบโต 3.5 เท่าในปี 2021 โดยมูลค่าขยับไปอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังถือว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าของตลาดหุ้นทั่วโลกที่อยู่ที่ราว 120 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ทว่าเมื่อผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง ความผันผวนของตลาดคริปโตฯ อาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงตามมาอีกหลายเหตุการณ์ โดย FSB เปรียบเทียบความเสี่ยงนี้กับวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2007-2008

FSB ระบุว่า หากสถาบันทางการเงินยังเข้ามาเกี่ยวข้องในตลาดสินทรัพย์คริปโตฯ ต่อไปก็อาจกระทบกับงบดุลและสภาพคล่องอย่างคาดไม่ถึง เช่นเดียวกับกรณีของวิกฤตซับไพรม์ของสหรัฐ ธุรกรรมเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะเล็กน้อยตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากขาดความโปร่งใสและกฎระเบียบที่ครอบคลุม

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo/File Photo

อย่าเพิ่งวางใจ ญี่ปุ่นชี้ Omicron ล่องหนร้ายกาจกว่าเชื้อเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676101

วันที่ 19 ก.พ. 2565 เวลา 13:03 น.อย่าเพิ่งวางใจ ญี่ปุ่นชี้ Omicron ล่องหนร้ายกาจกว่าเชื้อเดิม

วิจัยญี่ปุ่นพบโอมิครอนสายพันธุ์ BA.2 ร้ายกาจชนิดที่วัคซีนและยาเอาไม่อยู่

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวของญี่ปุ่นพบว่า Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน BA.2 หรือที่ถูกเรียกว่าสายพันธุ์ล่องหน ไม่ได้แพร่เร็วอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดอาการรุนแรงกว่าโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม หรือ BA.1 รวมทั้งสายพันธุ์เดลตา ทั้งยังสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนและยารักษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

นักวิจัยพบว่าหนูแฮมสเตอร์ที่ติดเชื้อสายพันธุ์ BA.2 มีอาการป่วยรุนแรงและการทำงานของปอดแย่กว่าหนูที่ติดเชื้อสายพันธุ์ BA.1 เมื่อตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อจากปอดพบว่า ปอดของหนูที่ติดเชื้อสายพันธุ์ BA.2 เสียหายมากกว่า

นอกจากนี้ ยังพบว่าเชื้อสายพันธุ์ BA.2 แบ่งตัวเร็วกว่า BA.1 และยังปรับตัวทำให้เซลล์จับตัวเป็นกลุ่มได้ดีกว่า ทำให้เชื้อไวรัสสามารถสร้างกลุ่มเซลล์ขนาดใหญ่ซึ่งจะกลายเป็นโรงงานผลิตเชื้อไวรัสได้จำนวนมาก โดยเชื้อสายพันธุ์เดลตาก็สามารถสร้างกลุ่มเซลล์ขนาดใหญ่ได้ดีซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่มันสร้างความเสียหายให้ปอดได้มาก

การวิจัยซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการ bioRxiv ระบุว่า เชื้อสายพันธุ์ BA.2 สามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนและภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติด Covid-19 ทั้งยังสามารถหลบเลี่ยงการรักษาด้วยยาประเภทโมโนโคลนอลแอนติบอดีอย่างsotrovimab (โซโทรวิแมบ) ซึ่งเป็นยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อโอมิครอนในปัจจุบัน

เคอิ ซาโตะ นักวิจัยจากมหาวทิยาลัยโตเกียวที่ร่วมวิจัยเผยว่า ผลการวิจัยพิสูจน์ว่า BA.2 ไม่ควรถูกจัดให้เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน และต้องจับตาสายพันธุ์นี้อย่างใกล้ชิด เขายังแนะนำให้พัฒนาวิธีการตรวจหาเชื้อที่ตรวจจับ BA.2 โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ตรวจจับยาก

อย่างไรก็ดี สำนักข่าว CNN ระบุว่า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หลักฐานเกี่ยวกับความรุนแรงของ BA.2 จากข้อมูลในสถานการณ์จริงยังไม่ตรงกัน โดยตัวเลขการเข้ารักษาในโรงพยาบาลยังลดลงอย่างต่อเนื่องในประเทศที่ BA.2 เป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาด อาทิ แอฟริกาใต้และสหราชอาณาจักร ทว่าในเดนมาร์กการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

REUTERS/James Pomfret/File Photo

จับตาความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปูตินไปดูซ้อมรบ ผู้นำยูเครนไปพบพันธมิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676094

วันที่ 19 ก.พ. 2565 เวลา 11:20 น.จับตาความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปูตินไปดูซ้อมรบ ผู้นำยูเครนไปพบพันธมิตร

ปูตินจะไปดูการซ้อมรบนิวเคลียร์ที่พรมแดนยูเครน ส่วนผู้นำยูเครนจะบินไปยุโรปหารือกับพันธมิตรในวันเดียวกัน

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ความกังวลว่าจะเกิดสงครามกลับมาอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียจะไปดูการซ้อมรบครั้งใหญ่ตามแนวชายแดนยูเครนในวันเสาร์นี้ ซึ่งเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้นไปอีกหลังจากสหรัฐเผยว่ารัสเซียมีแผนจะบุกยูเครนในอีกไม่กี่วันนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีของยูเครนเตรียมบินไปยุโรปขอแรงสนับสนุนจากพันธมิตร

การยิงปืนใหญ่ในฝั่งตะวันออกของยูเครนและคำสั่งจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียหนุนหลังให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่เมื่อวันศุกร์ยิ่งเป็นการโหมกระพือสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้วให้หนักขึ้นไปอีก แม้ว่ารัสเซียจะย้ำหลายครั้งว่าไม่มีแผนบุกยูเครนก็ตาม

ไบเดนเผยว่ารัสเซียจะบุกในอีกไม่กี่วันนี้ และปูตินตัดสินใจที่จะบุกแล้ว แต่ฝั่งสหรัฐยังไม่ปิดช่องทางการเจรจา

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน มีกำหนดบินไปเยอรมนีในวันเสาร์นี้เพื่อพบกับผู้นำชาติตะวันตก และอาจมีการพูดคุยกับ รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส ของสหรัฐด้วย

ไบเดนแสดงความกังวลกับการเดินทางของผู้นำยูเครนโดยบอกว่า อาจไม่เป็นการฉลาดนักสำหรับผู้นำยูเครนที่จะออกจากประเทศในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด

สหรัฐระบุว่าด้วยกองกำลังรัสเซียถึง 149,000 นายกระจายอยู่ตามชายแดนยูเครน หรืออาจมากถึง 190,000 หากนับรวมกองกำลังกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียหนุนหลังอยู่ด้วย การบุกจึงไม่อาจเลี่ยงได้

ขณะที่ฝั่งรัสเซียไม่เคยเปิดเผยตัวเลขของทหารที่อยู่ตามแนวชายแดนยูเครน หรือทหารที่เข้าร่วมการซ้อมรบกับเพื่อนบ้านอย่างเบลารุสที่กำลังดำเนินอยู่นี้

ที่ยิ่งเพิ่มความกังวลไปอีกก็คือ กระทรวงกลาโหมของรัสเซียเผยว่า ปูตินจะไปดูการซ้อมรบด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์ด้วยตัวเองในวันเสาร์นี้ซึ่งเป็นการกำหนดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการปะทะกันระหว่างกองกำลังแบ่งแยกดินแดนกับยูเครน ซึ่งสหรัฐเตือนว่าอาจเป็นเหตุการณ์ลวงที่รัสเซียสร้างขึ้น อาจนำมาซึ่งการเผชิยหน้าทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโตเตือนว่า ขนาดของกองกำลังทหารรัสเซียที่รวมตัวกันมีมากเกินจำนวนที่จำเป็นสำหรับการซ้อมรบไปมาก และรัสเซียมีศักยภาพในการจู่โจมในทันที

ฝรั่งเศสและเยอรมนีเรียกร้องให้รัสเซียใช้อิทธิพลที่มีต่อกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออกของยูเครนให้อดทนอดกลั้นและลดระดับความรุนแรง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากสื่อรัสเซียว่าท่อส่งน้ำมันระเบิดในลูฮันสก์ทางตะวันออกของยูเครน

ทว่า แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดการหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียในวันพฤหัสบดี กล่าวหาว่ารัสเซียกำลังทำโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้เกิดข้ออ้างในการทำสงคราม

Photo by SERGEY DOLZHENKO and Alexander Zemlianichenko / AFP

ไบเดนเชื่อปูตินตัดสินใจบุกยูเครนแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676088

วันที่ 19 ก.พ. 2565 เวลา 10:13 น.ไบเดนเชื่อปูตินตัดสินใจบุกยูเครนแล้ว

ผู้นำสหรัฐเชื่อว่าประธานาธิบดีปูตินตัดสินใจบุกยูเครนแล้ว

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐเผยว่า เขาเชื่อว่าประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ตัดสินใจบุกยูเครนแล้ว โดยอ้างข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองว่ากรุงเคียฟคือเป้าหมายและการจู่โจมจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันนี้

“เรามีเหตุผลที่เชื่อว่ากองกำลังรัสเซียกำลังวางแผนและจะบุกยูเครนในสัปดาห์หน้า ในไม่กี่วันนี้” ไบเดนเผยและย้ำว่ายังไม่สายเกินไปที่รัสเซียจะลดความตึงเครียดและกลับมาสู่โต๊ะเจรจา ทั้งยังเตือนว่าหากมีการจู่โจมถือว่ารัสเซียปิดประตูใส่วิธีการทางการทูต

ไบเดนกล่าวอีกว่า “ที่เราพูดถึงแผนการของรัสเซียออกมาดังๆ ซ้ำๆ ไม่ใช่เพราะเราต้องการความขัดแย้ง แต่เพราะเรากำลังทำทุกอย่างในอำนาจของเราเพื่อขจัดเหตุผลที่รัสเซียอาจใช้ในการรุกรานยูเครนและป้องกันไม่ให้พวกเขาเคลื่อนไหว”

ผู้นำสหรัฐยังกล่าวว่าข้ออ้างของรัสเซียและฝ่ายแบ่งแยกดินแดนในตะวันออกของยูเครนที่เป็นพันธมิตรกับรัสเซียที่ว่ารัฐบาลยูเครนยั่วยุให้เกิดความรุนแรงครั้งใหม่ในภูมิภาคนั้นไม่สมเหตุสมผล

REUTERS/Kevin Lamarque