สาเหตุที่ ‘โดเนตสก์-ลูฮันสก์’ คือหัวใจสำคัญของวิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 19:10 น.สาเหตุที่ 'โดเนตสก์-ลูฮันสก์' คือหัวใจสำคัญของวิกฤตยูเครน

‘โดเนตสก์-ลูฮันสก์’ หัวใจสำคัญของวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

The Washington Post และ Economist ระบุว่าหัวใจสำคัญของวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในปัจจุบันก็คือความขัดแย้งที่มีมายาวนานใน ภูมิภาคดอนบัส โดยสภาผู้แทนราษฎรของรัสเซียลงมติเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา อนุมัติร่างกฎหมายรับรองสถานะการเป็นรัฐอิสระของ โดเนตสก์ และลูฮันสก์ ซึ่งถือเป็นการเติมเชื้อไฟลงในวิกฤตอย่างรุนแรง

หากประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน รับรองกฎหมายให้สถานะการเป็นรัฐอิสระของดินแดนทั้งสองอย่างเป็นทางการจะยิ่งทำให้ความตึงเครียดทวีคูณขึ้นไปอีก

ฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า หากรัสเซียยอมรับโดเนตสก์ และลูฮันสก์ เป็นรัฐอิสระ ถือเป็นการโจมตียูเครนโดยไม่ต้องใช้อาวุธ และละเมิดอธิปไตยของยูเครน

ด้านดมิทรี คูเลบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน กล่าวว่า การกระทำเช่นนี้ถือว่ารัสเซียถอนตัวออกจากข้อตกลงมินสก์ ซึ่งรัสเซียจะต้องยอมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

เกิดอะไรขึ้นในโดเนตสก์-ลูฮันสก์

• ย้อนกลับไปในปี 2014 เกิดสงครามครั้งใหญ่ในยูเครนตะวันออก ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครนที่ฝักใฝ่รัสเซียและต่อต้านรัฐบาลยูเครน ในมณฑลโดเนตสก์ และลูฮันสก์ หรือที่มักเรียกรวมกันว่า “ดอนบัส”

• Aljazeera ระบุว่าความขัดแย้งในภูมิภาคดอนบัสจัดว่าเป็นสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน เนื่องจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนถูกกล่าวว่าเป็นผู้แทนเพื่อผลประโยชน์ของรัสเซีย หรือไม่ก็เป็นทหารรัสเซียที่ปลอมตัวมา

• ความตึงเครียดถึงจุดเดือดเมื่อนักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนรัสเซียหลายคนถูกเผาทั้งเป็น ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงในเมืองต่างๆ ของยูเครนตะวันออกบุกยึดอาคาร สร้างสิ่งกีดขวาง ทางการยูเครนสั่งให้ “ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย” เข้าปราบผู้ประท้วง จนในที่สุดเกิดเป็นจลาจลด้วยอาวุธ และเข้าสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งรัสเซียถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนอาวุธและกำลังทหารแก่กลุ่มแบ่งแยกดินแดน

• รัสเซียและยูเครนร่วมลงนามใน ข้อตกลงมินสก์ ซึ่งมีการตกลงหยุดยิง แต่ก็ยังคงมีการปะทะตามแนวชายแดนเกิดขึ้นเป็นระยะ เหตุปะทะที่ชายแดนรัสเซียและยูเครนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 14,000 คน

• โดเนตสก์และลูฮันสก์แยกตัวออกมาตั้งสาธารณรัฐเอกราช ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่มีรัสเซียคอยหนุนหลัง ในช่วงกลางปี 2015 รัฐบาลยูเครนอ้างว่ามีทหารรัสเซีย 9,000 นายอยู่ข้างกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

• รัสเซียแสดงจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดว่าต้องการให้ นาโต หยุดขยายอิทธิพลในยุโรปตะวันออก และไม่ต้องการให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิก จนเมื่อต้นปี 2021 ที่ผ่านมารัสเซียระดมกำลังทหารจำนวนมากเข้าประชิดชายแดนยูเครน รวมถึงบริเวณภูมิภาคดอนบัส

• ส่งผลให้ตะวันตกกังวลว่ารัสเซียกำลังเตรียมที่จะสร้างสงครามกับยูเครนอีกครั้ง โดยมีกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในโดเนตสก์และลูฮันสก์ร่วมด้วย

• วานนี้ (17 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่นยังมีรายงานว่ากองกำลังยูเครนและกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกเปิดฉากยิงปะทะ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ท่ามกลางความตึงเครียด เนื่องจากตะวันตกเตือนมาโดยตลอดว่ารัสเซียสามารถโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ และอาจสร้างสถานการณ์เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการรุกราน

• ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่าการยิงปืนใหญ่ของกองกำลังกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุนรัสเซียเป็นการยั่วยุครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกบฏกล่าวโทษว่าทหารยูเครนเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน

• ด้าน ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ ยืนยันคำเดิมว่ารัสเซียมีแผนที่จะจัดฉากสร้างสถานการณ์เพื่อให้เป็นข้ออ้างในการโจมตียูเครน ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่รัสเซียยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่มีแผนที่จะรุกรานยูเครนแต่อย่างใด แต่นาโตต้องให้การรับรองว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก

อังกฤษอย่างปั่นโชว์แผนที่ 7 เส้นทางความเป็นไปได้ที่ปูตินจะบุกยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676070

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 18:26 น.อังกฤษอย่างปั่นโชว์แผนที่ 7 เส้นทางความเป็นไปได้ที่ปูตินจะบุกยูเครน

กระทรวงกลาโหมอังกฤษเผยแผนที่ 7 เส้นทางที่เป็นไปได้ที่รัสเซียจะใช้บุกยูเครน

กระทรวงกลาโหมอังกฤษเผยแพร่ภาพแผนที่ 7 เส้นทางความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จะใช้บุกกรุงเคียฟและเมืองนีโปรซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมของยูเครน โดยบุกจากทั้งรัสเซีย เบลารุสซึ่งรัสเซียกำลังซ้อมรบร่วมระหว่างทั้งสองกองทัพ และจากแคว้นไครเมียที่รัสเซียยึดจากยูเครนเมื่อปี 2014

แผนที่ของอังกฤษระบุ 3 เส้นทางที่จะโจมตีกรุงเคียฟ และอีก 3 เส้นทางที่จะโจมตีเมืองนีโปร ส่วนเส้นทางที่ 7 รัสเซียอาจบุกเข้าแผ่นดินใหญ่ของยูเครนผ่านแคว้นไครเมีย

ส่วนในระยะที่ 2 (เส้นประ) แผนที่ระบุว่า กองทัพรัสเซียอาจเคลื่อนจากแคว้นไครเมียมุ่งหน้าไปยังเมืองโอเดสซาซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญของยูเครนในทะเลดำ หรืออาจเคลื่อนจากเมืองนีโปรเข้าไปยังฝั่งตะวันตกของยูเครนสู่เมืองวินนิตเซีย

ทวีตแผนที่เส้นทางที่เป็นไปได้ดังกล่าวมาพร้อมแคปชั่นว่า “รัสเซียยังคงกองกำลังทหารที่สามารถบุกจู่โจมได้ทันที”

ในเวลาต่อมาเว็บไซต์ RT ซึ่งเป็นสื่อของรัสเซียรายงานข่าวดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่า การจัดทำแผนที่ลักษณะนี้มีแต่สื่อแทบลอยด์เท่านั้นที่ทำกัน

แผนที่เส้นทางความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะบุกยูเครน ที่มา: กระทรวงกลาโหมอังกฤษ

วิจัยพบมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 ทำอสุจิด้อยคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676058

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 17:00 น.วิจัยพบมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 ทำอสุจิด้อยคุณภาพ

จากการวิเคราะห์สเปิร์มของผู้ชายมากกว่า 30,000 คนในจีน พบมลพิษทางอากาศมีผลต่อคุณภาพ

The Guardian รายงานงานวิจัยใหม่ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ JAMA Networks เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา พบว่ามลพิษทางอากาศมีผลต่อคุณภาพของอสุจิ ยิ่งมลพิษทางอากาศมีอนุภาคเล็กยิ่งทำให้คุณภาพของอสุจิต่ำลง

“ผลการวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าอนุภาคมลพิษในอากาศที่เล็กกระตุ้นให้สเปิร์มเคลื่อนที่ได้ไม่ดี มากกว่าอนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่า” ทีมวิจัยระบุ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงการสัมผัสมลพิษทางอากาศในผู้ชายวัยเจริญพันธุ์

เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่บรรดานักวิจัยพยายามหาคำตอบว่ามลพิษทางอากาศมีความเชื่อมโยงกับคุณภาพของอสุจิหรือไม่ ซึ่งมีงานวิจัยในลักษณะนี้ออกมาหลายฉบับ แต่ล่าสุดทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยถงจี้ ในเซี่ยงไฮ้ ได้วิเคราะห์อสุจิของผู้ชาย 33,876 คนจาก 340 เมืองในจีน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 34 ปี

โดยกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้สัมผัสกับมลพิษทางอากาศในระดับที่แตกต่างกัน เพื่อวิเคราะห์ว่าคุณภาพของอสุจิมีความสัมพันธ์กับมลพิษทางอากาศหรือไม่ ซึ่งแบ่งออกเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) , ระหว่าง 2.5 ไมครอนถึง 10 ไมครอน (PM10) และฝุ่นละอองขนาด 10 ไมครอน เป็นเวลา 90 วันก่อนเข้ารับการตรวจคุณภาพของอสุจิ ซึ่งทีมวิจัยได้แบ่งออกเป็นปัจจัยต่างๆ อาทิ จำนวนสเปิร์ม ความเข้มข้น และการเคลื่อนที่ของสเปิร์ม

ทั้งนี้ ทีมวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญของมลพิษทางอากาศที่มีต่อจำนวนหรือความเข้มข้น แต่พบว่ามลพิษทางอากาศที่มีอนุภาคเล็กเท่าใดทำให้คุณภาพในการเคลื่อนที่ของสเปิร์มต่ำลงเท่านั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สัมผัสกับฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ความสามารถในการเคลื่อนที่ของสเปิร์มลดลง 3.6% โดยประมาณ ขณะที่ผู้ที่สัมผัสกับฝุ่นละอองขนาด 10 ไมครอน (PM10) ลดลงประมาณ 2.44% อาจเป็นเพราะฝุ่นละอองอนุภาคขนาดเล็กมีโอกาสที่จะเข้าสู่ปอดได้มากกว่า ศาสตราจารย์ อัลลัน พาซีย์ จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ กล่าวว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีผลการศึกษาหลายฉบับที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของความเชื่อมโยงระหว่างมลพิษทางอากาศและคุณภาพของอสุจิ แม้ว่าจะมีข้อสรุปที่แตกต่างกันออกไป แต่งานวิจัยล่าสุดนี้เพิ่มหลักฐานว่ามลพิษทางอากาศและคุณภาพของอสุจิมีความเชื่อมโยงกัน และค่อนข้างน่าเชื่อถือเพราะมีกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 30,000 คน

แต่พาซีย์เสริมว่างานวิจัยไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปร่าง และขนาดของสเปิร์ม ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่ามลพิษทางอากาศส่งผลต่อการเสียรูปของสเปิร์มด้วยหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณภาพในการการเคลื่อนที่ของสเปิร์มลดลง หรือมีเหตุผลอื่นๆ หรือไม่

พาซีย์ยังกล่าวว่าแม้ผลการวิจัยจะชี้ให้เห็นว่ามลพิษทางอากาศอาจส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของสเปิร์ม แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะอนุมานได้ว่ามีนัยสำคัญในวงกว้างหรือไม่ ผู้ชายในพื้นที่ที่มีมลพิษสูงจะมีบุตรยากหรือไม่ ซึ่งพาซีย์แนะนำว่าการลงพื้นที่เพื่อวิจัยอาจช่วยตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

Photo by Bangkok Post

FBI ตั้งทีมพิเศษสกัดอาชญากรรมคริปโตฯ โดยเฉพาะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676052

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 16:10 น.FBI ตั้งทีมพิเศษสกัดอาชญากรรมคริปโตฯ โดยเฉพาะ

หน่วยงานของสหรัฐเพิ่มความพยายามในการกำกับดูแลและสกัดอาชญากรรมเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี

สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ หรือ FBI ตั้งทีมพิเศษ Virtual Asset Exploitation Unit ให้ดูแลด้านคริปโตเคอร์เรนซีโดยเฉพาะ โดยจะทำหน้าที่วิเคราะห์ ติดตามจับกุม และยึดสกุลเงินดิจิทัลที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งเตรียมผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์ และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ติดตามการเคลื่อนไหวของเงินสกุลดิจิทัลในบล็อกเชน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังทางการสหรัฐจับกุมสองสามีภรรยาในข้อหาฟอกบิตคอยน์มูลค่ากว่า 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐที่ได้มาจากการแฮกระบบของ Bitfinex ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเมื่อปี 2016 ซึ่งถือเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ

ลิซา โมนาโก รองอัยการสูงสุดสหรัฐเผยระหว่างการประชุมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Munich Cyber Security Conference ที่เยอรมนีว่า “เรากำลังออกคำเตือนที่ชัดเจนไปยังอาชญากรที่ใช้สกุลเงินดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนแผนการของพวกเขา”

โมนาโกกล่าวอีกว่า “นอกจากนี้เรายังเรียกร้องไปยังทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล เราต้องการให้คุณขจัดการใช้สกุลเงินดิจิทัลในทางที่ผิด สำหรับผู้ที่ไม่ร่วมมือ เราจะให้คุณรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

รองอัยการสหรัฐยังประกาศโครงการริเริ่มเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการสอบสวนการใช้สกุลเงินดิจิทัลในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายและติดตามเส้นทางของเงิน โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐจะทุ่มความพยายามสกัดการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนดันทองพุ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676032

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 15:20 น.วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนดันทองพุ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน 

ราคาซื้อขายทองคำในตลาดโลกทะยานแตะ 1,900 เหรียญต่อออนซ์จากปัญหาความตึงเครียดในยูเครน  

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ราคาซื้อขายทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้น 0.2% ไปอยู่ที่ 1,902.48 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. หรือในรอบ 8 เดือน ก่อนจะตกลงมา 0.4% เหลือ 1,890.91 เหรียญสหรัฐต่ออนซ์ในตลาดสิงคโปร์เมื่อเวลา 10.40 น.  

ราคาซื้อขายที่ลดลงเล็กน้อยเกิดขึ้นหลังจากรัสเซียตกลงจะหารือกรณียูเครนกับสหรัฐซึ่งช่วยผ่อนคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ที่ปลอดภัย  

รัสเซียตอบรับข้อเสนอพบปะหารือระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แอนโทนี บลิงเคน และเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียในยุโรปในช่วงปลายสัปดาห์หน้า   

ขณะที่ เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่า สหรัฐยอมรับหากรัสเซียไม่บุกยูเครน  

ปีนี้ราคารทองคำค่อนข้างสูง โดยขยับขึ้นมาแตะจุดสูงสุดเมื่อเดือน มิ.ย. โดยมีความเป็นไปได้ของความขัดแย้งในยุโรปเป็นปัจจัยดันราคา และยังอยู่ในช่วงขาขึ้นมา 3 สัปดาห์แล้วแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐเตรียมจะขึ้นดอกเบี้ยซึ่งอาจทำให้ความต้องการทองคำซึ่งเป็นโลหะมีค่าที่ไม่มีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยลดลง

จอห์น ฟีนนีย์ นักพัฒนาธุรกิจจาก Guardian Gold Australia มองว่า การเก็งกำไรทองยังค่อนข้างผันผวน เราอาจเห็นราคาพุ่งขึ้นไปอีกหากมีข่าวการบุกอย่างเป็นทางการ และอาจลดลงราว 50 เหรียญสหรัฐหรือมากกว่าหากสถานการณ์สงบลง

บรรดานักวิเคราะห์ของ Citigroup Inc. ปรับตัวเลขคาดการณ์ราคาทองคำระยะสั้นจาก 1,825 เหรียญสหรัฐ เป็น 1,950 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และในอีก 6-12 เดือนราคาอาจอยู่ที่ 1,750 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลที่สูงกว่าและหุ้นที่แข็งแกร่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำแท่งอีกครั้ง

ปูตินกำลังชุบชีวิตอุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐโดยไม่เต็มใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676029

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 15:00 น.ปูตินกำลังชุบชีวิตอุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐโดยไม่เต็มใจ

วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐโดยไม่เต็มใจ

CNBC รายงานว่าการคุกคามของรัสเซียต่อยูเครน เป็นการเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐ หลังจากที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2020 เช่นเดียวกับผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นๆ ทั่วโลก ส่งผลให้บริษัทน้ำมันของสหรัฐระมัดระวังในการขุดเจาะ แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในตอนนี้อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการขุดเจาะมากขึ้น

อุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐกำลังฟื้นตัวโดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในปีที่แล้ว และท่าทีคุกคามของรัสเซียที่มีต่อยูเครนยิ่งช่วยผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี และใกล้แตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเข้าไปทุกที เนื่องจากก่อนหน้านี้รัสเซียเป็นผู้ให้บริการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในยุโรป

ตามรายงานของบริษัท IHS Markit ผู้ให้บริการด้านข้อมูลระดับโลกระบุว่าก๊าซธรรมชาติของสหรัฐซึ่งส่งไปยังยุโรปในเดือนม.ค. ที่ผ่านมา มีมากกว่าก๊าซธรรมชาติที่ส่งจากรัสเซีย ทำให้สหรัฐขึ้นเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่าเป็นครั้งแรก

แดน เยอร์กิน รองประธาน IHS Markit กล่าวว่ารัสเซียกำลังเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐ

ในขณะที่ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนมานานแล้วว่าไม่ปลื้มการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐเท่าไรนัก แต่หากเขาสั่งบุกยูเครนอาจเป็นการชุบชีวิตอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐโดยไม่เต็มใจ

ทั้งนี้ รัสเซียส่งก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรปผ่านท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 1 (Nord Stream I) ส่วนท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม2 (Nord Stream II) สร้างขึ้นเพื่อนำก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังเยอรมนี เสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังรอการอนุมัติจากเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ กล่าวว่าหากรัสเซียบุกยูเครนท่อส่งก๊าซดังกล่าวจะไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการ นอกจากนี้สหรัฐและพันธมิตรยังมีแผนคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ากรณีที่เลวร้ายที่สุดคือคว่ำบาตรน้ำมันและก๊าซของรัสเซียที่จะส่งไปยังยุโรป หรือรัสเซียอาจปิดกั้นอุปทานเพื่อเป็นการตอบโต้ ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐ

รายงานระบุว่าแม้สหรัฐจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และรัสเซียเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของตลาดโลก โดยส่งออกประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหากมีการสั่งบุกยูเครนจริงๆ จะรู้สึกถึงการสูญเสียน้ำมันจากรัสเซียไปทั่วโลก ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกกลับสู่ภาวะปกติแล้ว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในฤดูร้อนนี้เมื่อการเดินทางทางอากาศเพิ่มขึ้น

Photo by Mario Tama/Getty Images/AFP

ปธน.เชกเย้ย CIA ประเมินข่าวกรองรัสเซียพลาดซ้ำรอยอิรัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676018

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 13:30 น.ปธน.เชกเย้ย CIA ประเมินข่าวกรองรัสเซียพลาดซ้ำรอยอิรัก

ประธานาธิบดีเชกโจมตีข่าวกรองสหรัฐทำงานพลาดกรณีรัสเซียบุกยูเครนซ้ำรอยอิรักและอัฟกานิสถาน

สำนักข่าว RT และ TASS ของรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดี มิลอส เซมาน ของเชก วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยข่าวกรองของสหรัฐที่อ้างว่ารัสเซียจะบุกยูเครน ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น และเย้ยว่าข่าวกรองของสหรัฐในเหตุการณ์สำคัญๆ ผิดพลาดมาหลายครั้งแล้ว 

เซมานให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Mlada Fronta Dnes ว่า “มุมมองของผม [เกี่ยวกับสถานการณ์ยูเครนคือ] จะไม่มีสงครามเกิดขึ้น เพราะรัสเซียไม่ได้บ้าพอจะเปิดปฏิบัติการที่จะทำให้พวกเขาเสียหายมากกว่าได้ผลประโยชน์” 

“สำหรับหน่วยข่าวกรองสหรัฐ นี่คือความผิดพลาดครั้งที่ 3 ครั้งแรกคือสงครามในอิรักซึ่งไม่พบอาวุธที่มีการทำลายล้างสูง อัฟกานิสถานคือครั้งที่ 2 พวกเขาอ้างว่าตอลิบันจะไม่ยึดคาบูล และครั้งนี้คือครั้งที่ 3” ประธานาธิบดีเชกเผย 

RT รายงานว่า เซมานอ้างถึงข้ออ้างในการโค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซน และบุกอิรักเมื่อปี 2003 และการประเมินว่ารัฐบาลอัฟกานิสถานซึ่งมีสหรัฐหนุนหลังจะสามารถต้านทานการเคลื่อนไหวของกลุ่มตอลิบันได้หลังจากสหรัฐและพันธมิตรถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์นี้ข่าวกรองของสหรัฐล้วนผิดพลาดอย่างร้ายแรง 

เซมานเผยอีกว่า 5 วันก่อนถึงวันที่ 16 ก.พ. เขาได้รับข้อความลับว่ารัสเซียกำลังเตรียมจะบุกยูเครน “มันมาจาก CIA ผมไม่ได้ถาม CIA ว่าได้ข้อมูลมาจากไหน แต่จากความผิดพลาด 3 ครั้ง ผมเลยไม่เชื่อถือคุณภาพของแหล่งข่าวเหล่านี้” 

เซมานซึ่งถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นฝ่ายโปรรัสเซียปฏิเสธความคิดที่ว่ารัสเซียยกเลิกการรุกรานยูเครนเนื่องจากการขัดขวางของสหรัฐและพันธมิตร โดยเขาเห็นแต่ว่าสหรัฐพยายาม “ปกปิดความอับอาย” จากความผิดพลาดอีกครั้ง 

อย่างไรก็ดี ผู้นำเชกไม่ปฏิเสธว่ามีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในภูมิภาคดอนบาสของยูเครน “ผมไม่สามารถตัดความขัดแย้งตามแนวชายแดนโนเนตสก์และลูฮันสก์ (กับยูเครน) แต่มันแตกต่างจากการบุกยูเครนของรัสเซีย” 

วิกฤตยูเครนยังเครียด กองทัพ-กบฏเปิดฉากยิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675998

วันที่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 11:31 น.วิกฤตยูเครนยังเครียด กองทัพ-กบฏเปิดฉากยิง

กองทัพยูเครน-กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่ฝักใฝ่รัสเซียเปิดฉากยิงถล่มโรงเรียน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเกิดเหตุยิงปะทะระหว่างกองกำลังยูเครนและกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครนที่ฝักใฝ่รัสเซีย ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ท่ามกลางความตึงเครียด เนื่องจากตะวันตกเตือนมาโดยตลอดว่ารัสเซียสามารถโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ และอาจสร้างสถานการณ์เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการรุกราน

รายงานระบุว่ากระสุนปืนใหญ่ตกสู่โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ในภูมิภาคดอนบัส ทางตะวันออกของยูเครน เมื่อช่วงเวลาประมาณ 9.00 น. ของวันที่ 17 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้โรงเรียนได้รับความเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย ก่อนที่จะมีกระสุนปืนใหญ่อีกลูกตกที่โรงเรียนอีกแห่งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่าการยิงปืนใหญ่ของกองกำลังกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุนรัสเซียเป็นการยั่วยุครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกบฏกล่าวโทษว่าทหารยูเครนเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน

ด้านประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ ยืนยันคำเดิมว่ารัสเซียมีแผนที่จะจัดฉากสร้างสถานการณ์เพื่อให้เป็นข้ออ้างในการโจมตียูเครน ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม รัสเซียปฏิเสธคำกล่าวอ้างและยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่มีแผนที่จะรุกรานยูเครนแต่อย่างใด แต่นาโตต้องให้การรับรองว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ออกแถลงการณ์ว่ารัฐบาลรัสเซียเนรเทศบาร์ต กอร์แมน อัครราชทูตสหรัฐประจำรัสเซีย ซึ่งสหรัฐถือว่าเป็นการยั่วยุที่ไร้เหตุผล และทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

โดยรัสเซียมีการส่งหนังสือถึงเอกอัครราชทูตสหรัฐโดยกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของรัสเซีย รวมถึงการให้คำมั่นว่าจะไม่รับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโต รัสเซียจึงถูกบีบให้ตอบโต้

Photo by REUTERS/Carlos Barria

บุรุษที่เดาใจยากที่สุด ปูตินซ่อนเป้าหมายอะไรไว้?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675928

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 20:25 น.บุรุษที่เดาใจยากที่สุด ปูตินซ่อนเป้าหมายอะไรไว้?

ในหมู่ผู้นำทั่วโลกไม่มีใครที่เป็นที่สุดเท่ากับวลามิดีร์ ปูติน

เขาเป็นผู้นำโลกที่ก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดโดยใช้เวลาที่สั้นที่สุดคนหนึ่ง จากเริ่มเดินบนนถนนการเมืองด้วยการเป็นแค่ที่ปรึกษาของอาจารย์ของเขาที่เป็นนายกเทศมนตรีเลนินกราดในปี 1991 จนถึงคว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 2000 เขาใช้เวลาแค่ 9 ปี

ขณะที่โจ ไบเดนใช้เวลาค่อนชีวิต โดยเริ่มเส้นทางการเมืองปี 1971 กว่าจะเดินทางถึงตำแหน่งสูงสุดก็ปาเข้าไป 2021 รวมแล้ว 50 ปี

เขาเป็นผู้นำมหาอำนาจโลกที่ดำรงตำแหน่งลากยาวที่สุดในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรวมถึงช่วงที่เขาให้ “นอมินี” นั่งตำแหน่งประธานาธิบดีแทนเขาอยู่ช่วงหนึ่ง

สถิติความเป็นที่สุดของปูตินหาอ่านดูไม่ยาก แต่สิ่งที่อ่านยากยิ่งกว่าคือ “ความคิดของปูติน”

เขาเป็นผู้นำที่เดาใจได้ยากที่สุดคนหนึ่ง

ปกติคนทั่วไปว่าเดาใจได้ยากแล้ว คนระดับผู้นำยิ่งเดายากขึ้นไปอีก ส่วนปูตินนั้นเป็นคนที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย

ลองดู “การปิดล้อม” ยูเครนเป็นตัวอย่าง

หากปูตินไม่ได้สับขาหลอกก็คงปั่นหัวชาติตะวันตกเล่นจนสนุก อีกฝ่ายบอกว่าจะบุกวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปูตินก็สนองด้วยการสั่งให้ถอนกำลังออกมา

มีอีกหลายเรื่องที่ปูตินแสดงให้โลกเห็นว่าอย่ามาเดาใจเขา เพราะไม่มีทางล่วงรู้ได้หรอก

แต่เพราะเขาเป็นผู้นำที่เป็นชี้ตายโลกได้ การเดาใจของปูตินจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

และที่สำคัญพอๆ กันคือเราจะต้องรู้ด้วยว่าโลกตะวันตกคิดอย่างไรกับปูตินผ่านหนังสือชีวประวัติเกีย่วกับเขาหรือรายงานเกี่ยวกับสภาพของรัสเซียใต้การปกครองของเขา เพราะข้อมูลเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้โลกตะวันตกไม่ไว้ใจปูติน

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่ารัสเซียในยุคสมัยของปูตินเป็นรัสเซียที่ “หลอน” และเป็น “มายา” เพราะมันถูกฉาบไว้ด้วยภาพลักษณ์จำแลง

เหมือนกับที่ปีเตอร์ โปเมอรานเชฟ (Peter Pomerantsev) บอกว่า “คำกล่าวที่ว่า ‘ทุกอย่างคือการพีอาร์’ กลายเป็นวลียอดนิยมของรัสเซียยุคใหม่”

ดังนั้น ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของรัสเซีย โดยเฉพาะปูตินนั้นต้องเหมาเอาไว้ก่อนว่ามีเจตนาที่จะทำพีอาร์หรือโฆษณาชวนเชื่ออะไรสักอย่าง

โปเมอรานเชฟเกิดในยุคสหภาพโซเวีชยตเขาเป็นชาวยูเครนแต่ต่อมาเปลี่ยนสัญชาติเป็นบริติช ทุกวันนี้มีอาชีพเป็นนักข่าว เขียนหนังสือสองเรื่องเกี่ยวกับรัสเซียสมัยใหม่ที่ชวนอ่านคือ Nothing Is True and Everything Is Possible กับ This Is Not Propaganda เป็นหนังสือที่ว่าด้วยการโฆษณชวนเชื่อและข่าวปลอมที่หลอกชาวรัสเซียให้เชื่อในภาพที่ลักษณ์จำแลง

ปูตินนั้นเคยเป็น KGB เก่า เขาย่อมเชี่ยวชาญในกลยุทธ์ของสายลับ เหตุการณ์อื้อฉาวที่สุดบางเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของปูตินก็พัวพันกับแท็คติกของสายลับ ตั้งแต่การวางยาฝ่ายตรงข้าม ไปจนถึงการกระจายข่าวปลอมเพื่อบ่อยทำลายประเทศเป้าหมาย

ปูตินเคยเป็น KGB แต่เขาชิงชังคอมมิวนิสต์ เขาคิดว่ามันไร้อนาคต ดังนั้นการจะเข้าใจปูตินด้วยการเทียบกับเขาว่าเป็นผู้ยุคสงครามเย็นจึงอาจผิดเพี้ยนไป ตัวอย่างคือ ในยุคของปูตินการโฆษณาชวนเชื่อของสื่อรัสเซียในยุคของปูตินถึงจะใช้แท็คติกแบบ KGB ในการกระจายข่าวปลอม แต่ปฏิบัติการนี้ทำแบบอำพรางและใต้ดิน

ประเด็นนี้ยิ่งอธิบายยิ่งยาว ผู้สนใจสามารถอ่านได้จากความวิเคราะห์เรื่อง “เปิดสมรภูมิไอโอระดับโลกในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธ” และ “โคตรเซียน “ไอโอ” คือไอโอรัสเซีย

ในระดับบนดินเขาใช้วิธีตรงกันข้ามกับยุคสงครามเย็น เช่น สำนักข่าว RT อันโด่งดัง โปเมอรานเชฟบอกว่า “นี่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อรูปแบบใหม่ของเครมลิน ลดการโต้เถียงกับตะวันตกลงในแบบที่เคยตอบโต้เหมือนสมัยสงครามเย็น หันไปเพิ่มการใช้ภาษาของตนเพื่อยั่วล้อและเยาะเย้ยจากภายใน”

หากใครติดตาม RT เป็นประจำจะสังเกตว่ามันเป็นแบบที่โปเมอรานเชฟบอกไม่มากก็น้อย สื่อของรัสเซียไม่ตอบโต้สื่อตะวันตกเลย แต่เสนอข่าวในมุมตรงกันข้ามแบบทีเล่นทีจริง หรือในมุมที่ทำให้อีกฝ่ายดูเหมือนตัวตลก น่าอับอาย หรือกลายเป็นตัวปล่อยข่าวปลอมเสียเอง

ขณะที่โลกตะวันตกใช้กลยุทธ์แบบ Demonization กับรัสเซีย คือทำให้รัสเซียดูเป็นพวกยักษ์พวกมาร แต่ปูตินของรัสเซียทำให้ตะวันตกมีสภาพเป็นเหมือนเด็กขี้แกล้ง จอมบูลลี่ และไอ้ขี้โม้ คือกลยุทธ์ Minimisation ที่ทำให้อีกฝ่ายดูจิ๊บจ๊อย ด้อยค่า

แต่สาระของหนังสือเหล่านี้ก็คือรัสเซียนั้น “คาดเดาอะไรไม่ได้” ซึ่งหมายถึงปูตินด้วย เพราะเขาคือผู้ที่ทำให้รัสเซียมีสภาพแบบนี้

มีผู้พยายามอธิบายตัวตนของปูตินเอาไว้เหมือนกัน เช่น คลิฟฟอร์ด จี. แกดดี (Clifford G. Gaddy) ผู้เขียนร่วมของหนังสือ Mr. Putin: Operative in the Kremlin แกดดี เสนอว่าอัตลักษณ์ของปูตินมีอยู่ 6 ชั้น

ทั้ง 6 ชั้นคือ “Statist” (ผู้นิยมรัฐแข็งแกร่ง), “Survivalist” (นักเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขัน), “Man of History” (ใช้ประวัติศาสตร์ในทางการเมือง), “Outsider” (ทำตัวเป็นคนนอกเพื่อจับตาความเป็นไป), Free Marketeer” (ใช้ทุนนิยมเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ) และ “Case Officer” (หัวหน้าข่าวกรองที่ควบคุม “สาย” ที่ทำงานให้)

ในอัตลักษณ์ทั้ง 6 ชั้น มีอยู่ข้อหนึ่งที่น่าจะอธิบายท่าทีของเขาต่อการก่อกวนยูเครน คือ Man of History 

ปูตินไม่ค่อยสบอารมณ์กับสหภาพโซเวียต เขาแสดงท่าทีชื่นชอบ “จักรวรรดิรัสเซีย” ในสมัยของเขามีการรื้อฟื้นเกียรติภูมิของจักรวรรดิและพระเจ้าซาร์ที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามในยุคสหภาพโซเวียต มันไม่ใช่แค่ความชอบ “เรื่องเก่าๆ” ปูตินมีความคิดที่จะทำให้รัสเซียยิ่งใหญ่อย่างในยุคจักรวรรดิ

ในยุคจักรวรรดินั้น ยูเครนคือส่วนหนึ่งของ “รัสเซียอันยิ่งใหญ่” และยังเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลรัสเซียในยุคสหภาพโซเวียต และมีคำกล่าวว่า รัสเซียคือรัสเซียใหญ่ ยูเครนคือรัสเซียน้อย และเบลารุสคือรัสเซียขาว – ทั้งหมดล้วนเป็น “ชาวรุส”

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2021 หลังจากที่รัสเซียเริ่มระดมพลใกล้ชายแดนยูเครน ปูตินเขียนบทความที่ชื่อ “ว่าด้วยเอกภาพทางประวัติศาสตร์ของชาวรัสเซียกับชาวยูเครน” เริ่มต้นมาปูตินก็บอกแล้วว่า “ชาวรัสเซียและยูเครนคือคนๆ เดียวกัน”

บทความนี้สะท้อนถึงความสนใจประวัติศาสตร์ของปูติน เขาอธิบายความเกี่ยวพันระหว่างคนรัสเซียและยูเครนอย่างละเอียดละออแต่ก็เข้าใจง่าย ไม่ใช่แค่ความเกี่ยวข้องระหว่าง 2 ชาติ (ซึ่งก็คือชาติเดียวกันในทัศนะปูติน) แต่รวมถึงความพยายามของคนบางกลุ่มที่ทำให้ยูเครนแปลกแยกจากรัสเซียให้ได้ ไม่ใช่แค่สิ่งทีเกิดขึ้นตอนนี้แต่ยังเกิดขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้วๆ มา เช่น การแยกคริสตจักรรัสเซียออร์ทอดอกซ์ออกเป็นฝ่ายรัสเซียและฝ่ายยูเครน ทั้งๆ ที่มาจากแหล่งเดียวกัน

ปูตินเขียนไว้ว่า “ทีละขั้นทีละตอน ยูเครนถูกดึงเข้าสู่เกมภูมิศาสตร์การเมืองที่อันตราย โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนยูเครนให้กลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างยุโรปและรัสเซีย เพื่อเป็นฐานที่มั่นต่อต้านรัสเซียมา ถึงเวลาที่แนวคิดของ “ยูเครนไม่ใช่รัสเซีย” ไม่เหมาะอีกต่อไปแล้ว ต้องหันมาใช้ “การต่อต้านรัสเซีย” ซึ่งเราจะไม่มีวันยอมสยบ”

แม้จะเป็นข้อเขียนทางประวัติศาสตร์ แแต่มันเผยให้เห็นวิธีคิดของปูตินอย่างแจ่มแจ้ง ข้อเขียนข้างต้นตีความได้ว่าปูตินต้องการให้ยูเครนเป็นแนวกันชนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของยุโรปที่เป็นฐานที่มั่นต้านรัสเซีย (ด้วยการเป็นสมาชิกนาโต) หรือที่สุดแล้วยูเครนควรร่วมหัวจมท้ายกับรัสซีย ดังที่บอกว่า

“ผมเชื่อมั่นว่าอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงของยูเครนจะเป็นไปได้อย่างมั่นคงก็ต่อเมื่อร่วมมือกับรัสเซีย ความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณ ด้านมนุษย์ และอารยธรรมของเราก่อตัวขึ้นเป็นเวลาหลายศตวรรษ ย้อนกลับไปที่แหล่งเดียวกัน”

และปิดท้าย (เกือบจะท้ายสุดเหมือนตอนเริ่มต้น) ว่า “ท้ายที่สุดแล้วเราเป็นคนๆ เดียวกัน”

ปูตินยังเขียนว่าหากรัสเซีย ยูเครน และเบลารุสคิดจะเป็นประเทศต่างหากก็ย่อมเข้าใจได้ แต่ “ยูเครนในวันนี้สถานการณ์แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากเรากำลังพูดถึงการบังคับให้เปลี่ยนเอกลักษณ์ และสิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุดคือชาวรัสเซียในยูเครนไม่เพียงแต่ต้องละทิ้งรากเหง้าของพวกเขาจากบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังต้องเชื่อว่ารัสเซียเป็นศัตรูของพวกเขาด้วย”

แต่ความคิดนี้แหละที่ทำให้โลกตะวันตกหวาดแล้ว และที่กลัวกว่าตะวันตกคือประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต-จักรวรรดิรัสเซีย

ประเทศพวกนี้ (เช่น ลิทัวเนีย) จึงเป็นตัวตั้งตัวตีช่วยส่งอาวุธไปใหยูเครน เพราะคงหวั่นใจว่าเสร็จจากยูเครน “ซาร์ปูติน” คงจะเขมือบพวกตนกลับคืนสู่อ้อมอกของจักรวรรดิต่อไป

วาดิม ชเตปา (Vadim Shtepa) บรรณาธิการของ Region.Expert สื่ออิสระรายเดียวที่ติดตามเรื่องภูมิภาคนิยมและสหพันธรัฐนิยมในรัสเซียเขียนไว้ว่า “ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ไม่ได้ตีความประเทศว่าเป็นปรากฏการณ์ทางประชาสังคม แต่เป็นชาติพันธุ์ที่อิงศาสนา (เหมือนกับสมัยจักรวรรดิรัสเซีย – ผู้เขียน) ความคิดแบบจักรวรรดินี้ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่ และเป็นอันตรายต่อเพื่อนบ้านของรัสเซียทั้งหมด”

ว่ากันตามเนื้อผ้า แนวคิดเรื่อง “รัสซียอันยิ่งใหญ่” ไม่ได้มีแค่ในยุคจักรวรรดิ แต่ในยุคสหภาพโซเวียตก็มีลักษณะแบบเดียว (แม้พวกคอมมิวนิสต์จะอ้างว่าสหภาพโซเวียตเป็นการสร้าง “สากล” ที่ไร้รัฐชาติ แต่มันก็คือจักรวรรดินิยมแบบหนึ่งนั่นเอง)

แต่ที่ต่างกันเกิดจากตัวปูตินเอง ปูตินนั้นไม่ชอบสหภาพโซเวียตที่บริหารแบบคณะกรรมการผ่าน “เปรซิเดียม” แต่เขามีแนวโน้มที่จะชอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ตัวเขาเองเป็น “ซาร์” ที่ชี้นำทุกอย่างเพียงลำพัง

แต่ความคิดเรื่อง “ซาร์ปูติน” ก็อาจเป็นเพียงอาการหลอกตัวเองของชาติตะวันตกหรือการโฆษณาชวนให้กลัวก็ได้ ขณะที่โปเมอรานเชฟบอกว่ารัสเซียในยุคปูตินเต็มไปด้วยการหลอกลวงและโฆษณาชวนเชื่อ ชาติตะวันตกเองก็ทำแบบเดียวกันด้วย ดังที่ปูตินย้ำในบทความครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามีพวกที่กระตุ้นให้เกิดกระแสต้านรัสเซีย

เราประเมินจากงานเขียนของเขาได้ว่า ปูตินยอมไม่ได้ที่ยูเครนจะกลายเป็นเครื่องมือของบางพวกให้ต้านรัสเซีย ยิ่งยอมไม่ได้เมื่อเห็น “คนรัสเซียในยูเครน” (คือภาคตะวันตกของยูเครนและที่ไครเมีย) ถูกยัดเยียดให้ต้องชิงชังรัสเซีย นั่นคือเหตุผลที่ปูตินต้องทำอะไรสักอย่าง

ปูตินบอกว่ายูเครนนั้นคือ “อาณาเขตทางประวัติศาสตร์ของเรา” การใช้คำแบบนี้ตีความได้สองแง่สองง่าม ผู้เขียนคิดว่าปูตินต้องการสื่อว่ามันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ไปแล้ว ที่ยกขึ้นมาก็เพื่อย้ำถึงความเป็นรากเเหง้าหนึ่งเดียวของชาวรัสเซียและยูเครน

แต่วาดิม ชเตปาเห็นต่างไป เขาบอกว่าถ้ายูเครนจะอ้างว่าดินแดนของรัสเซียเป็นของยูเครนบ้างเล่าจะเป็นอย่างไร? เพราะเริ่มต้นนั้นแผ่นดินเดิมของรัสเซียคือมัสโกวีปกครองโดยเจ้าชายแห่งเคียฟ แต่ยูเครนก็ไม่เคลมแบบนั้นเพราะยึดเอาอาณาเขตที่พัฒนาขึ้นมาหลังจากนั้น ส่วนปูตินนั้น “หลง” อยู่ในประวัติศาสตร์แห่งจักรวรรดิ

เรื่องนี้เถียงกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่เราจะเห็นได้ว่าวิธีคิดเบื้องหลังของกรณียูเครนนั้นคืออะไร บทความนี้สะท้อนทั้งจิตใจของปูติน นโยบาย วิสัยทัศน์ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เราอาจจะไม่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในใจของปูติน โดยเฉพาะคำสั่งถอยทัพ ถอนทัพ อุบายการเมือง หรือวิเทโศบายเรื่องการต่างประเทศ

แต่เรารู้อย่างหนึ่งว่าการเป็น “Man of History” ของปูตินทำให้เราเห็นความคิดของเขาได้แจ่มแจ้งเพียงใด

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Thibault Camus/Pool via REUTERS/File Photo

กล้าอยู่ไหม? Loftus Hall บ้านผีสิงที่เฮี้ยนที่สุดในไอร์แลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675926

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 19:00 น.กล้าอยู่ไหม? Loftus Hall บ้านผีสิงที่เฮี้ยนที่สุดในไอร์แลนด์

คฤหาสน์หลังใหญ่ชวนขนหัวลุก ที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านผีสิงที่เฮี้ยนที่สุดในไอร์แลนด์

ลอฟตัส ฮอลล์ (Loftus Hall) คฤหาสน์หลังใหญ่สุดไพรเวทตั้งอยู่ในเว็กซ์ฟอร์ด ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “บ้านผีสิงที่เฮี้ยนที่สุด” ของไอร์แลนด์ มีชื่อเสียงมาหลายชั่วอายุคนโดยเฉพาะในแวดวง “นักล่าผี” ภาพยนตร์สยองขวัญ และรายการทีวีแนวล่าท้าผีก็มักจะมาสัมผัสความหลอนของที่นี่

เรื่องราวสุดหลอนของลอฟตัส ฮอลล์ เกิดขึ้นหลังจากที่ครอบครัวลอฟตัสตัดสินใจซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ 22 ห้องนอน บนพื้นที่ 63 เอเคอร์ พร้อมชายหาดส่วนตัวแห่งนี้ พร้อมตั้งชื่อว่า “ลอฟตัส ฮอลล์” ในช่วงปี 1600 ซึ่งอาจเป็นคฤหาสน์ในฝันของใครหลายคน ถ้าไม่เกิดเรื่องราวสุดหลอนขึ้นเสียก่อน

ตำนานลอฟตัส ฮอลล์ เริ่มต้นขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 เมื่อชาร์สล์ ท็อตแนม (Charles Tottenham) แต่งงานกับแอนน์ (Anne Loftus) ทั้งสองมีลูกด้วยกัน 6 คน ก่อนที่แอนน์จะป่วยและเสียชีวิตลง อีก 2 ปีต่อมาชาร์สล์แต่งงานใหม่กับเจน คลิฟฟ์ (Jane Cliffe) และอาศัยอยู่ด้วยกันในคฤหาสน์แห่งนี้

ตกดึกคืนหนึ่งชาร์ลส์ซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ในบ้านกับภรรยา และแอนน์ (Anne) ลูกสาวคนเล็ก ส่วนคนลูกคนอื่นๆ ออกไปทำธุระข้างนอก เกิดพายุโหมกระหน่ำอย่างแรง ระหว่างนั้นก็มีเรือลำหนึ่งปรากฏขึ้นที่ชายฝั่งพร้อมกับชายปริศนาคนหนึ่ง ชาร์ลส์เห็นท่าไม่ดีจึงเปิดประตูให้ชายคนนั้นเข้ามาหลบภัยในบ้าน

เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ที่ชายปริศนาอาศัยอยู่ที่นั่น แอนน์เริ่มสนิทสนมกับเขาจนกลายเป็นความรัก คืนหนึ่งระหว่างที่ชายปริศนาร่วมเล่นเกมไพ่กับครอบครัวนี้ตามปกติ กลับเกิดเรื่องไม่ปกติขึ้น!

แอนน์เหลือบไปเห็นเท้าของชายปริศนาซึ่งมีลักษณะเป็นกีบ ไม่เหมือนเท้ามนุษย์ แอนน์ตะโกนด้วยความตกใจ ทันใดนั้นชายปริศนาก็หายวับไปทางหลังคาอย่างรวดเร็วพร้อมกับควันพวยพุ่ง ทิ้งไว้เพียงรูขนาดใหญ่ไว้บนเพดาน แอนน์ช็อกมากกับเรื่องที่เธอพบจนในไม่ช้าเธอก็มีอาการป่วยทางจิต

ชีวิตของแอนน์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เธอไม่ยอมกินข้าว เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เอาแต่นั่งกอดเข่าร้องไห้ และมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างคนเหม่อลอย เฝ้ารอว่าวันหนึ่งจะได้พบชายปริศนาอีกครั้ง จนท้ายที่สุดแอนน์ก็เสียชีวิตลง

แอนน์จบชีวิตอย่างน่าสลดในท่านั่งกอดเข่า ว่ากันว่าร่างของเธอไม่สามารถยืดตรงได้ เพราะกล้ามเนื้อยึดไปหมดแล้ว ศพของแอนน์จึงถูกฝังด้วยท่านั่งกอดเข่า

บ้างก็ว่าเรื่องชายกีบเท้าสัตว์เป็นเพียงเรื่องแต่ง แท้จริงแล้วชาร์สล์แค่ไล่ชายหนุ่มออกจากบ้านไปเพราะไม่ต้องการให้แต่งงานกับลูกสาว จนแอนน์เป็นซึมเศร้าและเสียชีวิตลง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่เรื่องพิศวงจากชายปริศนาเท่านั้นที่ทำให้คฤหาสน์หลังนี้เป็นตำนาน แต่ที่นี่ยังถูกเล่าขานหลายครั้งว่ามีคนพบเห็นข้าวของขยับเองได้ ซึ่งเชื่อกันว่าอาจเป็นดวงวิญญาณของแอนน์ที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ ประกอบกับบรรยากาศวังเวงชวนขนหัวลุก ที่แม้จะมีการปรับปรุงซ่อมแซมคฤหาสน์ให้ใหม่สวยงามแค่ไหน ลอฟตัส ฮอลล์ก็ยังเป็นบ้านผีสิงที่เฮิ้ยนที่สุดในไอร์แลนด์

ไอแดน ควิกลี่ย์ (Aidan Quigley) เข้าซื้อคฤหาสน์แห่งนี้ในราคา 625,000 ยูโรเมื่อปี 2001 และเปิดให้บรรดานักล่าท้าผีเข้ามาพิสูจน์ความเฮี้ยน รวมถึงกองถ่ายภาพยนตร์และรายการทีวีหลายแห่งก็ได้มาสัมผัสความหลอนของที่นี่แล้ว สุดท้ายคฤหาสน์แห่งนี้ถูกส่งต่อความเฮี้ยนอีกครั้งเมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้ว

Photo by irpix.de/Wikipedia