เลื่อนเลือกตั้ง ทำยากแต่เป็นไปได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/496853

เลื่อนเลือกตั้ง ทำยากแต่เป็นไปได้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นวาระร้อนขึ้นมาทันที ภายหลังสิ้นเสียงระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าไม่ทันไร ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเลื่อนเลือกตั้งขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ

“สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกคนคำนึงถึง คือถ้าบ้านเมืองยังเป็นอยู่แบบนี้ ทั้งการวางระเบิด การใช้อาวุธสงคราม การทำให้เกิดความขัดแย้งในภาคประชาชน แล้วมีปัญหาเหมือนเดิมที่ผ่านมา แล้วจะเลือกตั้งกันได้หรือไม่ ผมกำหนดไปก็เท่านั้น อยู่ที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน เพื่อเดินไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน อย่าให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดทั้งหมด

“ผมเคยบอกไว้แล้วว่าเร็วที่สุดจะได้อย่างไร แต่ถ้าไม่ได้ ประชาชนก็ต้องว่ากันมา ผมบังคับใครไม่ได้ในการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ขอร้องว่าอย่ามาอ้างกลับไปกลับมาเสียเวลาเปล่า รัฐธรรมนูญ กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ระยะเวลาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างก็ยังเป็นไปตามนั้นทุกอย่าง เว้นแต่บ้านเมืองไม่สงบสุข” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา

พิจารณาจากคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นได้ว่านายกฯ ก็ไม่ได้พูดในลักษณะตบโต๊ะว่าจะต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปชัดเจนมากนัก โดยเป็นลักษณะของการโยนหินถามทางมากกว่า เพราะลึกๆ แล้วแน่นอนว่า  พล.อ.ประยุทธ์ ก็รู้อยู่แก่ใจว่าการเลือกตั้งถูกล็อกด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายไว้หมดแล้วนับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา

อย่างที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง จำนวน 10 ฉบับ โดยมีเงื่อนไขว่าหากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเลือกตั้ง จำนวน 4 ฉบับ ประกอบด้วย การเลือกตั้ง สส.การได้มาซึ่ง สว.พรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศใช้เมื่อไหร่ จะต้องมีการกำหนดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

ร่างกฎหมายจำนวน 2 ฉบับ คือ พรรคการเมืองและ กกต.นั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ส่งไปให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยอยู่ระหว่างการแก้ไขเนื้อหาของคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ก่อนส่งมาให้ที่ประชุม สนช.ลงมติเห็นชอบในช่วงกลางเดือน มิ.ย.

เมื่อร่างกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวเสร็จแล้วทาง กรธ.จะดำเนินการทยอยส่งร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.ให้กับ สนช.เป็นลำดับถัดไป

ด้วยเงื่อนไขเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะมีการบิดพลิ้ว ดังนั้น ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นได้ราวกลางปี 2561

ทว่านั่นเป็นเพียงการมองในเชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วหากถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่การเลือกตั้งจะถูกเลื่อนออกไป ก็ต้องบอกว่าพอมีทางเป็นไปได้ไม่น้อยเช่นกัน

1.กรณีกฎหมายไม่ผ่าน สนช. เป็นสถานการณ์พิเศษที่มีโอกาสขึ้นพอสมควร กล่าวคือ หาก สนช.ลงมติเห็นชอบกับร่างกฎหมายเลือกตั้งแล้ว แต่ กรธ.หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วยกับการแแก้ไขเนื้อหาของ  สนช.จะนำมาซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง สนช. กรธ. และองค์กรอิสระ

จากนั้นต้องส่งให้ที่ประชุม สนช.เห็นชอบอีกครั้ง ทีนี้หาก สนช.มีมติเกิน 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิก สนช.ทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่าย จะส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นมาทันที คือ ต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ อีกทั้งรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดว่าถ้าเกิดสถานการณ์เช่นนี้แล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไปด้วย ทำให้สุญญากาศทางกฎหมายที่กระทบต่อโรดแมปอย่างแน่นอน

2.ใช้อำนาจมาตรา 44 ต้องไม่ลืมว่าแม้ประเทศจะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังรับรองให้ คสช.มีอำนาจเหมือนกับที่เคยมีตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ทุกประการ หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะหยิบมาตรา 44 มาใช้เมื่อไหร่ก็ได้

มาตรา 44 เป็นยาสามัญประจำบ้านของ คสช.ทุกครั้งเวลาที่ คสช.มีปัญหา เพราะมีพลานุภาพที่ทำให้อยู่เหนืออำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ

แน่นอนว่าด้วยอำนาจที่ทรงพลังเช่นนี้ย่อมสามารถใช้เพื่อยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บางมาตราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอนการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ มีคำถามว่าภายใต้สถานการณ์แบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะกล้าหักด้ามพร้าด้วยเข่าด้วยการเลื่อนเลือกตั้งออกไปอย่างไม่มีกำหนดหรือไม่

คำตอบที่ได้ คือ มีความเป็นไปได้ เพราะถ้า คสช.มองว่าความไม่สงบที่เกิดขึ้นไม่มีทีท่าจะลดลง ประกอบกับ เป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่ต้องอาศัยความราบรื่นและเสถียรภาพทางการเมืองที่เข้มแข็งที่ไม่อาจทำได้ตามระบอบประชาธิปไตยปกติ ก็อาจใช้อำนาจที่ตัวเองมีทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย

ดังนั้น มาถึงจุดนี้โอกาสที่จะมีการเลือกตั้งตามที่ได้ประกาศไว้อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว

 

หมดหวังแก้น้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/496655

หมดหวังแก้น้ำท่วม

ปัญหาน้ำท่วมกับกรุงเทพมหานครกลายเป็นของคู่กัน จนเชื่อแน่ว่า คงไม่มีรัฐบาลชุดไหน หรือผู้ว่าฯ กทม.คนใด ที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ นอกจากใช้วาทกรรมแก้ปัญหาว่า น้ำไม่ท่วมแล้วเพราะมีแต่น้ำรอระบาย หรือการกล่าวขออภัยที่เตรียมตัวไม่ทัน เพราะไม่คาดคิดว่าฝนจะตกมากมายขนาดนี้

การเปลี่ยนผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ โดยอาศัยคำสั่งหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่ให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พ้นจากตำแหน่ง แล้วให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯ กทม. ขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมดีขึ้นดังที่ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าฯ กทม. ประกาศปลายปีที่แล้วว่า “กทม.ยุคผู้ว่าฯ อัศวิน จะไม่มีน้ำรอระบายแล้ว จะมีแต่น้ำเร่งระบาย” เพราะแค่เริ่มต้นฤดูฝนไม่ถึงสองสัปดาห์ คนกรุงก็ต้องขวัญผวาจากปัญหาน้ำท่วมจนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้

ว่าไปแล้วการแก้ปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบันเป็นเรื่องยากถ้าไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทำได้ก็แค่ปะผุ จัดการหน้างานตามสถานการณ์ กทม.พยายามชี้แจงให้คนกรุงทำใจว่า ฝนตกหนักเมื่อไร ก็ท่วมเมื่อนั้น แต่จะพยายามระบายน้ำให้เร็วที่สุด พร้อมยก 4 เหตุผลหลัก ประกอบด้วย 1.หลายพื้นที่ที่เป็นจุดอ่อนน้ำท่วมขัง 20 กว่าจุด เช่น ถนนรัชดาภิเษก ถนนงามวงศ์วาน เป็นแอ่งกระทะ 2.ปัญหาคนทิ้งขยะลงคูคลองจนขวางทางน้ำไหล 3.ท่อระบายน้ำใน กทม.ส่วนใหญ่ค่อนข้างเล็ก 4.ฝนตกมากเกิน 4 ชั่วโมง ก็ต้องรอระบายสถานเดียว

ปัจจัยเหล่านี้ยังไม่นับรวมสถานการณ์คับขันหากเกิดพายุหนักและมีน้ำท่วมจากน้ำเหนือไหลหลากลงมาในปริมาณมาก หรือน้ำทะเลหนุนเข้ามาสมทบ เมื่อนั้น กทม.ก็อยู่ในภาวะจมบาดาล

การจะแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวร ดูจะยากยิ่งหากไม่ย้ายเมืองหลวง เพราะการจัดการผังเมืองในกรุงเทพมหานครที่ผ่านมาไม่เป็นระบบ ปล่อยให้ต่างคนต่างสร้างจนขวางทางน้ำไหล ขณะที่ กทม.ได้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง การก่อสร้างเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ คอนโดมิเนียมรอบรถไฟฟ้า หมู่บ้านจัดสรรถูกผุดขึ้นจำนวนมาก และถมที่ดินสูง สร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วมที่ดินตนเอง จนทำให้พื้นที่โดยรอบได้รับผลกระทบเพราะกลายเป็นแก้มลิง

ทั้งหมดหากจะแก้ปัญหาต้องปฏิรูปและรื้อสร้างทางน้ำไหลใต้ดินใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะกระทบกับที่ดินเอกชน และการจราจรที่จะติดอย่างวินาศสันตะโร อย่าลืมว่า กทม.ยังมีโครงการสร้างรถไฟฟ้าที่เตรียมอยู่ในปลายปีนี้อีกหลายสาย คนกรุงจึงไร้ความหวังกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม นอกจากรอโครงการเฉพาะหน้า เช่น การสร้างอุโมงค์ยักษ์ที่คลองบางซื่อ ซึ่งปัจจุบันยังล่าช้ากว่ากำหนดและคงเปิดใช้ไม่ทันในเดือน ส.ค.นี้ หรือการสร้างอุโมงค์ยักษ์ที่อื่นอีกตามแผน

ขณะเดียวกัน กทม.ยังมีโครงการปรับปรุงขยายท่อระบายน้ำให้กว้างขึ้น แต่กว่าจะเริ่มได้ก็ในปี 2561 ใน 11 ถนนที่เป็นจุดอ่อนของการระบายน้ำ เช่น ถนนอโศก สุขุมวิท แต่ก็เป็นระยะทางเพียง 200 กม. เทียบไม่ได้กับความยาวท่อระบายน้ำทั้งหมด 6,300 กม.

คนกรุงนอกจากอยู่ในสภาพทำใจ แต่ก็ขอให้ กทม.ในยุค คสช. และตำรวจ ทำงานเชิงรุกให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการแจ้งเตือนที่ต้องมีประสิทธิภาพว่าจะเกิดฝนตกเมื่อไร และพื้นที่ไหนน้ำท่วมขัง การจราจรสาหัส จะได้เตรียมพร้อมได้ถูกในสถานการณ์คับขัน

 

ม.44 ระยะเปลี่ยนผ่าน ความเด็ดขาดที่น่าสะพรึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/496502

ม.44 ระยะเปลี่ยนผ่าน ความเด็ดขาดที่น่าสะพรึง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มากว่า 1 เดือนแล้ว สิ่งหนึ่งที่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือ การใช้อำนาจมาตรา 44 น้อยลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

อย่างที่ทราบกันดีว่าแม้ปัจจุบันประเทศไทยจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่ในรัฐธรรมนูญก็ยังออกแบบให้ คสช.ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่เพียงเท่านี้ คสช. ยังคงมีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ตามเดิม

กล่าวคือ คสช.เคยมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 อย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ยังให้ คสช.มีอำนาจตามนั้น นั่นหมายถึงการยังให้ คสช.สามารถใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวตามเดิม

แต่กระนั้นถึงจะมีอำนาจเด็ดขาดตามเดิม แต่ระยะหลังมานี้ พล.อ.ประยุทธ์ เบามือในการใช้อำนาจมาตรา 44 พอสมควร จนกระทั่งล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก ครม.ว่าอาจ ใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การบริหารราชการแผ่นดิน ในด้านเศรษฐกิจ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ที่ประชุม คสช.เห็นชอบออกคำสั่งหัวหน้า คสช. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เพื่อส่งเสริมโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ใน 3 เรื่อง

1.การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยอนุมัติให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ดำเนินการได้ทันที โดยการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการขึ้นมาพิจารณา โดยไม่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนเดิม พร้อมกันนี้ยังกำหนดให้พิจารณา EIA แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

2.ให้คณะกรรมการนโยบายโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ อนุมัติการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายร่วมทุนปกติ ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดเวลาลงได้

3.ยกเว้นให้บริษัทต่างชาติสามารถทำกิจการซ่อมบำรุงอากาศยานได้ โดยไม่ต้องยึดถือกฎหมายเดิม

แต่ละประเด็นที่ คสช.ได้ดำเนินการลงไปนั้น โดยเฉพาะกรณีการใช้ทางลัดเพื่อลดขั้นตอนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม นับว่ามีความละเอียดอ่อนพอสมควร เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่ผ่านการออกเสียงประชามติอย่างเป็นทางการแล้ว ย่อมเท่ากับว่าการดำเนินการใดๆ ของรัฐก็ควรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

พลิกดูรัฐธรรมนูญ มาตรา 58 ได้กำหนดเรื่องการป้องกันไม่ให้สิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบเพราะการดำเนินการของรัฐเอาไว้อย่างเข้มงวด

“การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้อง ก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ”

การงัดเอามาตรา 44 เพื่อใช้กรณีนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการใช้อำนาจ ที่ย้อนแย้งกันเองกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เสมือนหนึ่งว่า คสช.จะใช้มาตรา 44 สวนทางกับสิ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติอย่างเห็นได้ชัด

ความชอบธรรมในการใช้อำนาจ อาจไม่มีปัญหา เพราะถึงอย่างไรอำนาจมาตรา 44 ก็อยู่ภายใต้การตรวจสอบ แต่ในด้านความถูกต้องของการใช้อำนาจแล้ว ยังคงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่าสิ่งที่ คสช.ทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

ทั้งนี้ เพราะการลดขั้นตอน การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ย่อมกระทบผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก ประกอบกับรัฐธรรมนูญก็ออกแบบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน แต่เมื่อ คสช.ดำเนินการเช่นนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการลดทอนอำนาจประชาชน ซึ่งเป็นผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

มาถึงจุดนี้ คสช.กำลังเดินมาถึงทางตันที่สำคัญ อันเป็นลักษณะที่กลับตัวไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง

คสช.กำลังใช้ทุกช่องทางเพื่อสร้างผลงานให้กับตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับ คสช. หลังจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายสำนัก แม้จะสนับสนุนรัฐบาล แต่ก็ไม่ค่อยพอใจการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเท่าไรนัก

แต่ก็เป็นประเด็นที่น่าคิดไม่น้อยว่าการหักด้ามพร้าด้วยเข่าเช่นนี้คุ้มค่าหรือไม่

 

สกัด ‘ระเบิด’ คุม ‘ป่วน’ เดิมพันอนาคต คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/496389

สกัด ‘ระเบิด’ คุม ‘ป่วน’ เดิมพันอนาคต คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท้าทายความเชื่อมั่นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่องกับเหตุระเบิดที่เพิ่มความถี่และความรุนแรงในระยะหลัง

โดยเฉพาะล่าสุดกับเหตุการณ์สะเทือนความรู้สึกประชาชนคนไทยกับระเบิดไปป์บอมบ์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในช่วงวันครบรอบ 3 ปี คสช. ที่อานุภาพความรุนแรงได้ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 25 ราย

นับเป็นเหตุรุนแรงถึงขั้นที่​ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาประณามผู้ก่อการร้าย ระบุว่าเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด เพราะผู้บาดเจ็บเป็นผู้สูงอายุและระเบิดครั้งนี้หวังผลถึงชีวิต เนื่องจากใส่ตะปูเป็นส่วนประกอบของระเบิดจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ออกมาระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ในช่วงนี้ ทั้งระเบิดหน้ากองสลากฯ เก่า ถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 พ.ค​. จนมาครั้งล่าสุดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 22 พ.ค.

ปัญหาอยู่ตรงที่นับจากเหตุระเบิดที่กองสลากฯ เก่าเป็นต้นมา ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่เคยออกมารายงานผลการสืบสวนสอบสวนว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝีมือใคร และมีเป้าหมายอะไรในการก่อเหตุ

อีกทั้งไม่ต้องพูดไปไกลถึงเรื่องการติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

สถานการณ์ความอึมครึมที่เกิดขึ้นย่อมมีแต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่นของ คสช. ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคง ไล่มาตั้งแต่หน่วยงานด้านการข่าวไปจนถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในพื้นที่

ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ งานด้านการข่าว ตลอดจนการสั่งการต่างๆ ที่เป็นไปเพื่อความมั่นคงย่อมมีความคล่องตัวกว่ารัฐบาลทั่วไปในสถานการณ์ปกติ

จนทำให้เกิดความคาดหวังว่ารัฐบาล คสช.น่าจะรับมือกับเหตุที่เกิดขึ้นได้ดีกว่านี้ แต่สถานการณ์ออกมากลับตรงกันข้าม เพราะนอกจากจะยังไม่อาจจับมือใครดมได้แล้ว ยังไม่อาจสกัดเหตุรุนแรงให้เกิดขึ้นได้​

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลเสียเฉพาะด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังลุกลามบานปลายไปยังเรื่องเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่มีแต่จะฉุดให้สถานการณ์ย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่ ​

แม้จะไม่มีการออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณจาก พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝีมือต่างชาติ แต่เป็นฝีมือคนไทยที่ทำลายกันเอง เวลานี้รอเพียงคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ​

“ต้องบอกว่านายกฯ รองนายกฯ ผู้บัญชาการทหารบกใจเย็นมาก เพราะต้องการให้มีการหาหลักฐานที่ชัดเจนมาก่อน แต่ผมมีรายชื่อ 3-4 กลุ่มที่ก่อความรุนแรงนี้อยู่ ซึ่งมีอยู่ทั้งในและนอกประเทศ ถ้านายกฯ สั่งเมื่อไหร่ผมพร้อมดำเนินการเต็มที่ ถ้าเป็นต่างประเทศคงออกมายอมรับแล้วว่าเป็นกลุ่มไหนทำ จึงอยากประณามการกระทำครั้งนี้ เพราะก่อเหตุกันในโรงพยาบาล” พล.ท.อภิรัชต์ กล่าว

ระหว่างนี้สิ่งที่พอจะทำได้ก็เพียงแค่การกำหนดมาตรการควบคุมที่เข้มข้น​เฝ้าระวังในพื้นที่สำคัญ ทั้งโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และรถไฟฟ้า ​เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ไปกว่าที่เป็นอยู่

โจทย์ที่สำคัญเวลานี้คือต้องรีบทำ ความจริงให้ปรากฏว่ากลุ่มที่ก่อเหตุรุนแรง 3-4 กลุ่มที่ระบุนั้นเป็นใครมาจากไหน และมีแรงจูงใจอะไรในการก่อเหตุ

ไม่ใช่แค่เพียงการใช้วิธีบอกปัดเหมือนที่ผ่านๆ มาว่าอยู่ระหว่างการติดตามสืบสวนสอบสวน หรือพยายามโยนให้เป็นเรื่องกลุ่มการเมืองเหมือน ที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจติดตามตัวคนผิดมาดำเนินคดีได้

ครั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรีบออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ เพื่อจะได้เตรียมตัวรับมือได้ถูกต้อง รวมทั้งจะได้ให้ประชาชนที่มีข้อมูลเบาะแสร่วมเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่อีกทางหนึ่ง

พราะหากยังไม่สามารถสกัดเหตุระเบิดเหตุป่วนที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ย่อมฉุดให้ความเชื่อมั่นใน คสช.ลดลงไป อันจะซ้ำเติมให้เส้นทางตามโรดแมปเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง มีปัญหามากขึ้น

ทั้งในแง่การยอมรับจากประชาชนและฝักฝ่ายต่างๆ ในสังคม หากความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.ลดลง สิ่งที่พยายามจะทำต่อจากนี้ย่อมไม่ได้รับการสนับสนุนและอาจทำไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้

ยิ่งนับจากนี้รัฐบาล คสช.​ต้องทำแต่เรื่องใหญ่ๆ ทั้งการปฏิรูปและการปรองดอง ไปจนถึงวางกฎกติกาไปสู่การเลือกตั้ง ​ที่จะต้องทำให้เกิดการยอมรับและเดินหน้าไปร่วมกัน

หากปมความปั่นป่วนรุนแรงยังไม่ได้รับการสะสางไปในทางที่ดีขึ้น ย่อมกระทบเป็นลูกโซ่สร้างปัญหา คสช. อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นี่จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญที่ คสช. ต้องรีบคลี่คลายสถานการณ์ตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ทุกอย่างแย่กว่าที่ควรจะเป็น

 

สปท.วางหลัก 4 แผน ปฏิรูปการเมืองระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/496259

สปท.วางหลัก 4 แผน ปฏิรูปการเมืองระยะยาว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้ความเห็นชอบกับวาระการปฏิรูปเรื่อง “การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอประชาธิปไตยบประชาธิปไตย” โดยมีสาระสำคัญดังนี้

แผนหลักที่ 1 การให้การศึกษาเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน

การในมิติการศึกษาเพื่อสร้างประชาชนวัฒนธรรมประชาธิปไตย จำเป็นต้องดำเนินการให้ครอบคลุมสมาชิกทุกวัยของประเทศ เพื่อให้สมาชิกในชุมชนในสังคมที่มีความคิดความเชื่อที่แตกต่างกันขัดแย้งกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานของการรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน

การศึกษาเพื่อสร้างประชาชนวัฒนธรรมประชาธิปไตยจะต้องไม่เน้นการเรียนวิชาพลเมืองแบบดั้งเดิม ไม่ใช่การสอนด้วยการบรรยาย แต่จะสอนในรูปแบบกิจกรรมและการลงมือปฏิบัติ เป็นการเรียนการสอนผ่านกระบวนการวิเคราะห์และฝึกปฏิบัติ โดยแหล่งการเรียนรู้วัฒนธรรมทางการเมืองมาจากครอบครัว โรงเรียน วัด ที่ทำงาน และสื่อมวลชน ซึ่งแผนการปฏิรูปการให้การศึกษาดังกล่าวจะดำเนินการจัดทำเป็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันของสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

แผนหลักที่ 2 กปฏิรูปการศึกษาารสร้างนักการเมืองที่ดีและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

แผนการสร้างนักการเมืองที่ดี ต้องให้ความรู้ ให้การศึกษาแก่เยาวชน เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ถึงความเสียสละและการทำประโยชน์แก่ส่วนรวม โดยเริ่มต้นตั้งแต่สถานศึกษาและการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันในครอบครัวและในสังคมตามวิถีประชาธิปไตย ปลุกจิตสำนึกความรับผิดชอบของเยาวชนและประชาชนที่มีความตั้งใจจะไปทำหน้าที่เป็นนักการเมืองที่ดี และการสร้างกิจกรรมทางการเมืองให้ประชาชนได้สัมผัสและเห็นถึงผลประโยชน์ส่วนรวมที่เกิดจากความเสียสละและมีน้ำใจในการอยู่ร่วมกัน

แผนหลักที่ 3 การประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน

การประชาสัมพันธ์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของการปฏิรูปการขับเคลื่อนวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการวางแผนประชาสัมพันธ์จึงมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับความสำเร็จหรือล้มเหลวในการดำเนินงานในครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการปฏิรูปการขับเคลื่อนวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้กับประชาชน

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน คือ เมื่อดำเนินการตามแผนงานแล้ว ประชาชนต้องมีวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย 8 ประการ ประกอบด้วย 1.ความเป็นราชอาณาจักร 2.อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน 3.หลักสิทธิและเสรีภาพ 4.หลักความเสมอภาค 5.หลักนิติธรรม 6.หลักภราดรภาพ 7.หลักเหตุผลและฉันทามติ และ 8.หลักธรรมาภิบาล ดังนั้นจึงควรมีการรณรงค์เผยแพร่ความรู้ในเรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องเหมาะสม วัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ดีงามให้กับประชาชน ข้าราชการ กลุ่มเป้าหมายและภาคีเครือข่ายได้รับทราบ
รับรู้ เพื่อที่จะให้องค์กรเหล่านั้นเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ

แผนหลักที่ 4 การบริหารการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน

แผนกำหนดกลไกการบริหารเพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์เป้าประสงค์ที่วางไว้ จึงได้กำหนดระบบและกลไกการบริหารแผนแม่บทดังนี้

(1) รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานให้เป็นงบประมาณของรัฐสภา

(2) ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จัดทำแนวทางการปฏิรูป สภาพัฒนาการเมือง เพื่อรองรับการดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองและร่วมมือกับสภาพัฒนาการเมืองในการขับเคลื่อนการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองตามแผนแม่บท

(3) ในการปฏิรูปสภาพัฒนาการเมือง ขอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนาการเมือง โดยมีลักษณะเป็นกรรมการชุดพิเศษจำนวนไม่เกิน 35 คน มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิรูป การกำกับดูแล กำหนดนโยบาย การประเมินผล การปฏิบัติตามนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นศูนย์กลางการบริหารงานการขับเคลื่อนกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

ระเบิดป่วนเมือง กัดเซาะ ‘จุดแข็ง’ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/496255

ระเบิดป่วนเมือง กัดเซาะ ‘จุดแข็ง’ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท้าทายวันครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยเหตุระเบิดไปป์บอมบ์ซุกอยู่ในแจกัน ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งความรุนแรงส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 25 ราย ท่ามกลางเสียงประณามรุนแรงกับการก่อเหตุ​ในสถานพยาบาลที่ผิดศีลธรรมและหลักปฏิบัติสากล

ไม่เพียงแค่ “ดิสเดรดิต” คสช.ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ไม่อาจสกัดเหตุรุนแรงที่เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นในระยะหลัง เหตุที่เกิดขึ้นยังค่อยๆ กัดเซาะความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช. มากขึ้นเรื่อยๆ

ต้องยอมรับว่างานด้าน “ความมั่นคง” ถือเป็น “จุดแข็ง” ของรัฐบาล คสช.ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ตลอดจนการวางกลไก​บูรณาการแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามารวมไว้ด้วยกันเพื่อความสะดวกและคล่องตัว อันจะช่วยให้​การดำเนินการเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

ดังจะเห็นว่าหลังรัฐประหาร เหตุการณ์ความไม่สงบค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ ​จากที่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องก่อนหน้านั้น จนนับเป็นหนึ่งในผลงานที่ประชาชนพออกพอใจกับการคืนความสงบให้สังคม​

แต่จุดแข็งดังกล่าวกลับถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ระเบิดลูกแรกที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยามสแควร์ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2558 ที่ครั้งนั้นสร้างความปั่นป่วนและหวาดระแวงให้กับสังคมอย่างมาก

นอกจากไม่อาจติดตามตัวคนผิดมาดำเนินคดี หรือสืบสาวหาที่มาที่ไปของระเบิดรอบนั้นได้แล้ว ยังมีเหตุการณ์รุนแรงต่อเนื่องตามมาเรื่อยๆ จนทำให้ความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาลลดลงอย่างรุนแรง

ยิ่งรอบนี้เหตุการณ์ความรุนแรงเกิดแบบต่อเนื่องและดูเหมือนจะตั้งใจท้าทายอำนาจรัฐ​ด้วยแล้ว ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล คสช.ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ข้อมูลที่มีมากสุดจากเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คือ ความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดหน้ากองสลากฯเก่า วันที่ 5 เม.ย. ระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ วันที่ 18 พ.ค​. และระเบิดครั้งนี้วันที่ 22 พ.ค. ​ที่สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในการรับมือและป้องปรามสถานการณ์ความรุนแรง

ที่สำคัญจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่อาจสรุปฟันธงได้ว่าเป็นฝีมือของใครและหวังผลอะไรกันแน่ และหากปล่อยไว้ไม่เร่งทำความจริงให้ปรากฏย่อมมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่น คสช.​มากขึ้น

เบื้องต้นด้านหนึ่งมองว่าความรุนแรงที่เกิดรอบนี้เป็นเพราะตั้งใจจะท้าทายอำนาจ ดิสเครดิต คสช.จับสัญญาณได้จากเหตุระเบิดครั้งล่าสุดที่เกิดเหตุ ณ ห้องวงษ์สุวรรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ​จนถูกตีความว่าผู้ก่อเหตุตั้งใจท้าทาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลด้านความมั่นคง

ซ้ำเติมสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังสะบักสะบอมจากมรสุมรุมเร้ารอบด้าน และล่าสุดกับปมปัญหาที่ถูกถล่มว่าไม่มีผลงาน ยิ่งในโอกาสครบ 3 ปี คสช.ที่ทำให้สังคมเริ่มหันมาพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น จนคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นที่สะท้อนผ่านผลโพลค่อยๆ ลดลง

การทำลายความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมของรัฐบาล คสช. ในช่วงนี้ จึงในความพยายาม​ “ตัดตอน” สกัดแผนนายกรัฐมนตรีคนนอก ​ที่เริ่มได้ยินเสียงสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกสมัยหลังการเลือกตั้งเพื่อความต่อเนื่องและสานต่อภารกิจปรองดองและปฏิรูปให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

อีกด้านหนึ่งมองว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจเป็นแผนของภาครัฐเองที่หวังสร้างสถานการณ์ความปั่นป่วน เพื่อให้รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยและแสดงให้เห็นว่ายังมีกลุ่มคอยก่อกวนสร้างความไม่สงบ จนอาจหยิบยกมาเป็นข้ออ้างอยู่ในอำนาจเพื่อสะสางสถานการณ์ให้เรียบร้อยปลอดภัย ก่อนจะเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไป

หรืออย่างน้อยก็เป็นเหตุผลที่จะดึงเวลา ไม่รีบปล่อยให้พรรคการเมือง หรือประชาชนทั่วไปสามารถออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เพื่อเตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าโหมดเลือกตั้ง

ดังจะเห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อย ทางฝั่งการเมืองก็เริ่มออกมาขยับเรียกร้องให้ปลดล็อกให้สามารถเคลื่อนไหว ทำกิจกรรม เตรียมพร้อมสำหรับการคืนสนามการเมือง แต่ทาง คสช. ยังส่งสัญญาณแบ่งรับแบ่งสู้ไม่รีบออกมาปลดล็อกในเร็วๆ นี้

แม้แต่ประเด็นเรื่องจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้หรือไม่นั้น ก็ยังไม่อาจตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งออกไปได้ เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในระยะหลังนั้น ดูจะไม่มีคำตอบ หรือที่มาที่ไปว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใด

แต่ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มใดหรือหวังผลอะไรก็ตาม ตราบใดที่รัฐบาล คสช.ยังไม่อาจหาทางสกัดป้องปรามความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคตได้ นี่ย่อมจะเพิ่มแรงกดดันที่ย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่น คสช.ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

ก้าวสู่ปีที่ 4 คสช. เส้นทางวิบาก สาหัส และเปราะบาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/496101

ก้าวสู่ปีที่ 4 คสช. เส้นทางวิบาก สาหัส และเปราะบาง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ครบรอบ 3 ปีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับภารกิจที่ขันอาสาพาประเทศก้าวพ้นหล่มความขัดแย้ง พร้อมกับปฏิบัติการ “คืนความสุข” ให้แก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมาดูจะยังไม่เข้าเป้า​​

ล่าสุด ผลสำรวจ “นิด้าโพล” เรื่อง “3 ปี คสช.กับการคืนความสุขให้คนในชาติ” ประชาชนส่วนใหญ่ ​42% มีความสุขเท่าเดิม  32.64%  ระบุว่ามีความสุขเพิ่มขึ้น และ 21.76% ระบุว่ามีความสุขลดลง เพราะปัญหาปากท้องแย่ลง ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ขาดความมั่นคงทางประชาธิปไตย

หากพิจารณาเทียบกับผลการสำรวจ  2 ปี คสช. เมื่อเดือน พ.ค. 2559 พบว่าสัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเพิ่มขึ้น ​ลดลงจากเดิม 37.68% เป็น 32.64% เช่นเดียวกับสัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเท่าเดิมมีสัดส่วนลดลงจากเดิม 43.28% เป็น 42% และสัดส่วนของผู้ที่มีความสุขลดลงเพิ่มขึ้นจากเดิม ​18.24% เป็น 21.76%

สอดรับไปกับความเชื่อมั่นในรัฐบาล คสช.ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผลงานที่ยังไม่เข้าตาและปัญหาที่รุมเร้าเพิ่มเติมต่อเนื่องจนสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.

ส่งผลให้เส้นทางตามโรดแมป คสช.นับจากนี้ต่อไป​อาจไม่ราบเรียบอย่างที่คาดหวัง แต่ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคนานัปการท่ามกลางความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดน้อยลงไป ซึ่งมีแต่จะยิ่งฉุดให้สถานการณ์โดยรวมย่ำแย่หนักมากขึ้น

ที่สำคัญการบริหารประเทศในช่วงก้าวสู่ปีที่ 4 ของ คสช.และแม่น้ำสายต่างๆ ล้วนแต่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายมากมายหลายเรื่อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรับมือ

เริ่มตั้งแต่เรื่องแรกปัญหาเศรษฐกิจที่ถือเป็น “จุดอ่อน” ของรัฐบาล คสช.มาตั้งแต่แรก ​แม้จะพยายามกู้วิกฤต อัดฉีดเงินเข้าระบบ ผลักดันโครงการขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ผล ที่ออกมาก็ยังไม่เข้าเป้าอย่างที่ต้องการ

ทั้งปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าแรงราคาพืชผลทางเกษตรตกต่ำฉุดให้ปัญหาเศรษฐกิจ​หนักขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น และย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันรัฐบาล คสช. ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา

ดังจะเห็นจาก​นิด้าโพลที่ระบุว่า ปัจจัยเรื่องปัญหาปากท้องค่าครองชีพนั้นมีผลต่อความสุขของประชาชน

ไม่ต่างจาก “ดุสิตโพล” ที่ประชาชนส่วนใหญ่ฝากคำแนะนำข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล ในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าจาก 10 เรื่อง ที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยสร้างความมั่นใจ อันดับที่ 1 คือ กระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และอันดับ 2 แก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ดังนั้นปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจจึงยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างรวดเร็ว

เรื่องที่สองการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอีกงานหินของ คสช. แม้ทุกอย่างเหมือนจะเดินหน้าไปตามกรอบที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะทำให้กฎกติกาที่ออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และทำให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

​ไล่เรียงมาตั้งแต่บรรดากฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ที่เริ่มต้นออกตัวไปแล้วนั้น เวลานี้ก็เริ่มมีเสียงทักท้วงไม่เห็นด้วยในบางแง่มุม โดยเฉพาะ กับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งตัวแทนจากพรรคการเมืองออกมาสะท้อนปัญหา ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น ที่จะนำไปสู่การถกเถียงกันอีกมาก และอาจเป็นชนวนไปสู่ความวุ่นวายในอนาคตได้

ยิ่งภายหลังจากมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคคการเมืองและ คสช.ต้องเริ่มต้นพิจารณาผ่อนคลายคำสั่ง ​คสช. ให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมและเคลื่อนไหวได้ ซึ่งจะนำมาสู่แรงกระเพื่อมที่มากขึ้นหลังจากปิดกั้นการเคลื่อนไหวมานาน รวมทั้งอาจมีกลุ่มไม่หวังดีจ้องใช้โอกาสนี้ในการสร้างสถานการณ์

เรื่องสุดท้าย ทั้งเรื่อง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ที่เป็นงานหิน ซึ่งผ่านมา 3 ปียังไม่เห็นความคืบหน้าแบบเป็น รูปธรรมจับต้องได้ มีเพียงแค่การศึกษาวางแนวทางที่สรุปออกมาเป็นรายงานหลายเล่มแต่ยังไม่นำไปสู่การปฏิบัติ การขยับทั้งสองเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าจะนำไปสู่แรงกระเพื่อมไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่ว่าจะเดินหน้าไปในแนวทางไหน

เส้นทางในปีที่ 4 ของ คสช. จึงดูยากลำบาก และหนักหนาสาหัสกว่าสามปีที่ผ่านมา ขึ้นอยู่กับ คสช. ว่าจะเตรียมตัวรับมืออย่างไร

 

3 ปีคสช.คุมประเทศ ถอยไม่ได้…เดินไปไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/495980

3 ปีคสช.คุมประเทศ ถอยไม่ได้...เดินไปไม่ถึง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ของเมื่อ 3 ปีที่แล้วเมื่อปี 2557 ถ้าใครยังจำได้เป็นสถานการณ์ที่ประเทศเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอย่างขีดสุด ภายหลังการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เดินหน้ากดดันรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่ง

หนึ่งในข้อเรียกร้องของกลุ่ม กปปส. คือ การให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ลาออกจากตำแหน่งทุกคน เพื่อให้เกิดสุญญากาศและนำมาซึ่งการให้วุฒิสภาลงมติเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันเป็นการแหวกกติกาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในเวลานั้นที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากคนที่เป็น สส.และต้องให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกเท่านั้น

แม้ข้อเสนอของ กปปส.จะถูกเสียงวิจารณ์ถึงความชอบด้วยกฎหมาย แต่ดูเหมือนแกนนำกลุ่ม กปปส.นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ไม่สนใจเสียงท้วงติงเท่าไหร่ โดยยังคงเดินหน้ากดดันต่อไป ขณะที่ฝั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยืนหยัดที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปเช่นกัน

กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ในขณะนั้น) ที่กำลังใกล้เกษียณอายุราชการในปีเดียวกัน ได้ดำเนินการประกาศใช้กฎอัยการศึก เพื่อรักษาความสงบของประเทศ ภายหลังกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนไหวและตั้งเวทีชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลตามพื้นที่นอก กทม.

พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายรวมไปถึงตัวแทนจากวุฒิสภาในเวลานั้นมาหารือเพื่อหาทางออกกันที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต

การเปิดเวทีครั้งแรกยังไม่ได้ข้อสรุป พล.อ.ประยุทธ์ ให้การบ้านแต่ละฝ่ายกลับไปคิดทบทวนก่อนกลับมาเจอกันอีกครั้ง

ปรากฏว่าการประชุมในครั้งหลังสุดนี้แต่ละฝ่ายไม่อาจให้คำตอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ได้ ทำให้ที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจทำการรัฐประหาร เพื่อล้มกระดานและให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดในวันที่ 22 พ.ค.

เสียงชื่นชมแซ่ซ้องมีอยู่ทั่ว เพราะสามารถทำให้ประเทศกลับคืนสู่ความสงบ หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมยึดสถานที่สำคัญใจกลาง กทม.หลายจุดเพื่อกดดันรัฐบาล จนนำมาซึ่งนโยบาย “คืนความสุขให้กับคนในชาติ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

การจัดรูปแบบขององค์กรคณะรัฐประหารในปี 2557 ต่างกับเมื่อครั้งในปี 2549 อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะบุคคลผู้มาทำหน้าที่สูงสุดและอำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศ

กล่าวคือ ปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ และมอบเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้กับ  “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” แต่ปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ด้วยตัวเองผ่านการลงมติเป็นพิธีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ คสช.เป็นผู้แต่งตั้งเอง

ไม่เพียงเท่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ยังมอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้กับหัวหน้า คสช.แต่เพียงผู้เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกที่จะต้องไม่ถูกตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ที่ไม่ได้มอบอำนาจดังกล่าวนี้ไว้ให้กับหัวหน้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

นับจากนั้นเป็นต้นมาทุกฝ่ายตั้งความหวังการรัฐประหารในปี 2557 จะไม่เสียของเหมือนกับปี 2549

พล.อ.ประยุทธ์ รับรู้ถึงความหวังของประชาชนเป็นอย่างดี จึงได้พยายามออกแบบการทำงานการปฏิรูปประเทศให้เป็นระบบ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานกลับเผชิญกับกระแสต่อต้านเป็นระยะ โดยความไม่พอใจเกี่ยวกับนโยบายความมั่นคงของ คสช.ที่ไม่ต้องการให้มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาทำการวิจารณ์การทำงานของ คสช.ด้วยการเชิญกลุ่มบุคคลเหล่านั้นมาปรับทัศนคติ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกทำลายความชอบธรรมของ คสช.ในเวลาต่อมา

หากจะบอกว่าจุดหักเหสำคัญที่ทำให้เสียงที่เคยเชียร์มาเป็นเสียงขับไล่ คสช. คือ การสร้างความโปร่งใส

หลายต่อหลายครั้งที่คนใกล้ชิดและคนในรัฐบาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสหรือมีลักษณะผลประโยชน์ขัดกันกับประโยชน์สาธารณะของรัฐ ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานสำคัญทางการเมือง เช่น การให้บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งไปก่อน เป็นต้น

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ และผู้นำรัฐบาลหลายคน จะประกาศว่ายินดีให้หน่วยงานตรวจสอบ แต่การตรวจสอบในทำนองนี้ก็เป็นคำถามว่าเป็นการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น

ยิ่งนานวันเข้าประกอบกับประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศของ คสช.และคณะรัฐมนตรี ก็เป็นปัญหาจะช่วยประคับประคองประเทศให้รอดพ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนนี้ได้อย่างไร จึงไม่แปลกที่นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2560 เป็นต้นมา คสช.ต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านจากทุกด้าน

จากวันนี้ไปเวลาของ คสช.เหลืออีกไม่มาก เพราะเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แล้วก็ต้องเข้าสู่เวลาการนับถอยหลังเพื่อไปสู่การเลือกตั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.ต้องเจอกับแรงกดดันอีกมหาศาล เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามทราบดีว่า คสช.ต้องลงจากอำนาจ ทำให้เป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า “ไม่มีใครกลัวใคร” อีกต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองที่ต้องพยายามออกแอ็กชั่นเพื่อเตรียมตัวสู่สนามเลือกตั้งในต้นปี 2561

คสช.ในหมวกของผู้ทำการรัฐประหารได้เดินมาถึงทางตัน ครั้นจะให้เดินไปไกลกว่านี้ก็คงลำบาก เว้นแต่จะได้กลับมามีอำนาจใหม่อีกครั้งหลังการเลือกตั้งด้วยท่อพิเศษที่รัฐธรรมนูญได้ทำไว้ให้

 

เลิกยุบพรรคเหมาเข่ง คุมเข้มการใช้เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/495722

เลิกยุบพรรคเหมาเข่ง คุมเข้มการใช้เงิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มาตรา 9 ว่าด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ กำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกินคนละ 3 แสนบาท

สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. เสนอให้แก้ไขจาก “โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกินคนละ 3 แสนบาท” ไปเป็น “โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกินคนละ 1 แสนบาท”

นิพนธ์ นราพิทักษ์กุล สมาชิก สนช. เสนอแก้ไขเช่นกันว่า ให้พรรคการเมืองมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 5 แสนบาท โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกินคนละ 3 หมื่นบาท

หนึ่งในประเด็นร้อนที่พรรคการเมืองออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่าง มาตรา 15 (15) ว่าด้วยการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องเรียกเก็บค่าสมาชิกพรรคการเมืองเป็นรายปี 100 บาท จากสมาชิกพรรคการเมือง ปรากฏว่าสมาชิก สนช.ขอให้แก้ไข โดยมีแนวทางที่น่าสนใจไม่น้อย

เช่น พรศักดิ์ เจียรณัย สมาชิก สนช. เสนอให้แก้ไขด้วยการกำหนดว่า “รายได้ของพรรคการเมือง และอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมือง ซึ่งต้องเรียกเก็บจากสมาชิกพรรคการเมืองเป็นรายปี ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด แต่ต้องไม่เกินปีละ 100 บาท”

นอกจากนี้ พรศักดิ์ยังเสนออีกว่า “พรรคการเมืองอาจกำหนดให้เรียกเก็บค่าบำรุงพรรคการเมืองแบบตลอดชีพตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 2,000 บาท และไม่เกิน 2 หมื่นบาท”

ส่วน สมชาย เป็นสมาชิก สนช.อีกคนที่เสนอให้แก้ไขเช่นกัน โดยเสนอว่า “พรรคการเมืองอาจกำหนดให้เรียกเก็บค่าบำรุงพรรคการเมืองแบบตลอดชีพตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับได้ ต้องไม่น้อยกว่า 2,000 บาท และไม่เกิน 1 หมื่นบาท”

มาตรา 48 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการส่งผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมือง โดยในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอต่อ สนช.นั้นกำหนดให้พรรคการเมืองต้องพิจารณาสัดส่วนตามภูมิภาคและความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงด้วย

ในมาตรานี้ “มณเฑียร บุญตัน” สมาชิก สนช. เสนอว่า “การพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ให้คำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง รวมทั้งการมีส่วนร่วมของกลุ่มประชากรที่หลากหลายด้วย

“คณะกรรมการจะกำหนดอัตราส่วนขั้นต่ำของผู้สมัคร ซึ่งเป็นชายและหญิง รวมทั้งของกลุ่มประชากรที่หลากหลาย ที่พรรคการเมืองจะต้องส่งลงสมัครรับเลือกตั้งก็ได้ ในกรณีที่พรรคการเมืองใดไม่อาจส่งผู้สมัครตามอัตราส่วนดังกล่าวได้ ให้แจ้งเหตุผลให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง”

ขณะเดียวกัน สมาชิก สนช.บางคนยังได้เสนอให้พรรคการเมืองต้องแจกแจงรายได้ของพรรคการเมืองทุกเดือนในมาตรา 59 ด้วย

โดย “นิพนธ์” เสนอว่า “ทุกเดือนให้พรรคการเมืองประกาศรายชื่อผู้บริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าตามที่คณะกรรมการกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป และจัดทำบัญชีรายชื่อผู้บริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด พร้อมทั้งวัตถุประสงค์ของการบริจาค และให้แจ้งนายทะเบียนทราบ ตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดด้วย”

ขณะที่เงื่อนไขการยุบพรรคการเมืองที่กำหนดไว้ในมาตรา 86 นั้น ได้มีสมาชิก สนช.แก้ไขอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน จากเดิมที่ กรธ.กำหนดให้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองใดแล้ว จะต้องเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น ซึ่งหมายความว่าเป็นการเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคทุกคน

ภัทรศักดิ์ วรรณแสง สมาชิก สนช. เสนอว่าไม่ควรตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองทุกคน หากกรรมการบริหารพรรคการเมืองรายนั้นได้มีการดำเนินการคัดค้านการดำเนินการของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง

“ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น เว้นแต่การกระทำนั้นเป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรค และหากกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนใดได้ดำเนินการคัดค้านตามมาตรา 21 วรรคสามแล้ว ก็ไม่ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนนั้น”

ทั้งนี้ มาตรา 21 วรรคสาม มีหลักการว่าการคัดค้านของกรรมการบริหารพรรคจะต้องปรากฏหลักฐานการคัดค้านในรายงานการประชุม หรือได้ทำหนังสือคัดค้านยื่นต่อประธานในที่ประชุมภายใน 7 วัน นับแต่วันที่การประชุมนั้นสิ้นสุดลง

 

สะท้อนกม.ดักฟัง ประโยชน์เพื่อใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/495502

สะท้อนกม.ดักฟัง ประโยชน์เพื่อใคร

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่…) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นผู้เสนอ โดยมีเรื่องการดักฟังเป็นไฮไลต์สำคัญ ขณะเดียวกันหลายคนเกิดความหวาดวิตกกังวลใจถึงข้อจำกัดกฎหมายฉบับนี้ว่าเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ ซึ่งนั่นอาจเกิดปัญหาตามมาได้ในอนาคต

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจงร่างกฎหมายดักฟังเข้าถึงข้อมูลว่า เนื่องจากตำรวจเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย การได้มาซึ่งพยานหลักฐานเพื่อใช้ดำเนินคดีกับผู้ที่อยู่ในเบื้องหลัง
คดีสำคัญ ถือว่ากฎหมายดักฟังมีประโยชน์อย่างมาก การดำเนินการดังกล่าวจะต้องเข้าข่ายคดี 4 กลุ่มเท่านั้น ประกอบด้วย คดีก่อการร้าย คดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ คดีความมั่นคง และคดีอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนที่มีอายุความตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

ตัวอย่างเช่น เวลาตำรวจจับยาเสพติดส่วนใหญ่จะได้ผู้ต้องหาแต่รายย่อย ส่วนหัวหน้าขบวนการหรือตัวการใหญ่จะไม่แตะยาเสพติดไม่แตะเงิน ถ้าหากตำรวจมีวิธีการให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานไปสู่การดำเนินคดีกับขบวนการค้ายาเสพติดเหล่านี้ได้ก็ถือว่ามีความจำเป็นต่อการใช้กฎหมายดักฟัง

พ.ต.อ.กฤษณะ ฉายภาพให้เข้าใจมากขึ้นว่า ระยะเวลาเพียงแค่ต้นปีที่ผ่านมา ตำรวจสามารถจับยาเสพติดได้กว่า 15 ล้านเม็ด แต่ไม่สามารถดำเนินการถึงผู้บงการใหญ่ได้เลย เพราะตัวการใหญ่มีวิธีการซับซ้อน อำพราง ซ่อนเร้น แต่ถ้าตำรวจรู้ว่าขบวนการค้ายาเสพติดใช้การติดสื่อสารรูปแบบใด อาจทำให้ตำรวจได้พยานหลักฐานทั้งข้อมูลการโทร การแชตพูดคุย จะทำให้ตำรวจติดตามถึงขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้

“ยืนยันการดำเนินการต่างๆ ได้คำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นหลัก เพราะในการขออนุญาตดักฟังพนักงานสอบสวนไม่สามารถดำเนินการขออนุญาตเองได้ ต้องทำเรื่องถึงระดับผู้บังคับการ (พล.ต.ต.) ขึ้นไปเพื่อนำเรื่องไปยื่นต่อศาล และให้ศาลเป็นผู้พิจารณาอีกชั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่ เช่น กรณีตำรวจขอดักฟัง 10 วัน แต่ศาลอนุญาต 5 วัน ฯลฯ หรือศาลไม่อนุญาตให้ดักฟังก็ได้ เพราะศาลไม่ได้อนุญาตตามที่ตำรวจขอทุกครั้งจึงเป็นการถ่วงดุลอำนาจอยู่แล้ว” รองโฆษก สตช. กล่าวย้ำเคารพเรื่องสิทธิมนุษยชน

ขณะที่ รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์  คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น มองการใช้พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่…) เรื่องการดักฟัง ว่า เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะทำนองเดียวกันกับกฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดักฟัง และได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสาร เช่น พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 25 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2519 มาตรา 14

กระนั้นก็ตาม การดำเนินการเกี่ยวกับการดักฟังดักข้อมูลต้องชั่งน้ำหนักสำคัญจากประเด็นเหล่านี้ โดย รศ.คณาธิป อธิบายเป็นข้อๆ อย่างชัดเจนว่า 1.ต้องคำนึงเรื่องความผิด ควรระบุให้เฉพาะเจาะจงชัดเจนว่ามีความผิดข้อหาใด สำคัญขนาดไหนถึงจำเป็นต้องดักฟังดัก

2.ตัวบุคคลต้องระบุอย่างเฉพาะเจาะจงว่าบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายของการดักข้อมูลคือใคร นั่นอาจกว้างเกินไป และคัดแยกบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออก 3.มาตรการดักฟังต้องเฉพาะเจาะจง ว่าจะทำอย่างไรและควรใช้วิธีการสืบสวนในรูปแบบอื่นก่อน ให้เลือกใช้การดักข้อมูลเป็นขั้นตอนท้ายๆ

ถัดมา 4.เงื่อนไขการดักฟังต้องระบุชัดเจนและเฉพาะเจาะจง เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจไปในทางมิชอบและใช้ตามอำเภอใจ 5.ต้องกำหนดระยะเวลาการดักฟัง ปริมาณข้อมูลที่ชัดเจน 6.เจ้าหน้าที่ต้องเผยแพร่ขั้นตอนและวิธีการดักฟังข้อมูลต่อสาธารณะ และ 7.ต้องมีมาตรการคุ้มครองการหลุดรั่วของข้อมูลที่อาจสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่จะมาคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนนี้ถือว่าน่ากังวลมาก

“หากกฎหมายระบุหลักเกณฑ์กว้างเกินไป เรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบเกินความสมควรถือว่าสุ่มเสี่ยงนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่ถ้ามีการกำหนดเกณฑ์เฉพาะเจาะจงชัดเจนในการดำเนินการต่างๆ จะสามารถลดปัญหาการถูกนำไปใช้เป็นเครื่องทางการเมืองหรือใช้เกินอำนาจขอบเขตโดยมิชอบได้” รศ.คณาธิป ให้ทัศนะ

รศ.คณาธิป ระบุอีกว่า สำหรับเรื่องการอ้างประโยชน์สาธารณะมีหลายอย่าง แต่สิ่งที่น่ากลัวคือสิทธิของประชาชนจะถูกกลืนสูญหายไปโดยการอ้างประโยชน์สาธารณะ ซึ่งคำว่า “ประโยชน์สาธารณะ” คืออะไรกันแน่!! ต้องแยกกันว่าประโยชน์เป็นของประชาชนโดยร่วม หรือประโยชน์ต่อความมั่นคงของรัฐบาล ความจริงแล้วประโยชน์ความมั่นคงของรัฐบาลต้องอยู่หลังประโยชน์ของประชาชน

เช่นเดียวกับ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ให้ความเห็นว่า อยากให้มีการเผยแพร่ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบรายละเอียด โดยส่วนตัวยังไม่เห็นร่างเช่นกัน และสิ่งที่กังวลคือเรื่องของการตีความหมายเป็นไปอย่างไร รวมถึงการเขียนกฎหมายกว้างขนาดไหน

“ยังสงสัยอยู่ว่าคดีซับซ้อน หมายถึงคดีประเภทใดบ้าง อยากให้นิยามให้ชัดเจน รวมถึงเหตุผลกรณีใดบ้างที่จะเข้าไปดำเนินการดักฟังข้อมูล  อย่างในห้วงเวลาปกติคดีอาชญากรรมซับซ้อนก็สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว  แล้วใครจะรักษาความลับของบุคคลนั้นๆ ได้แค่ไหน สมมติว่าคนทำผิดโทรหาเรา แต่เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องจะทำอย่างไร ดังนั้นต้องคุ้มครองคนเหล่านี้ด้วย” กรรมการสิทธิมนุษยชน ระบุ