ตัดตอนปัญหารุมเร้า ลดแรงปะทะ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/495501

ตัดตอนปัญหารุมเร้า ลดแรงปะทะ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีมติแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวให้บรรจุเป็นข้าราชการจำนวน 1.1 หมื่นอัตรา โดยปี 2560 จะสามารถบรรจุพยาบาลได้ 5,885 ตำแหน่ง แบ่งเป็น ​1,200 ตำแหน่ง ​ที่จะบรรจุได้ภายใน 1-2 เดือน และยังจะมีตำแหน่งเกลี่ยเพิ่มได้อีก 1,000 ตำแหน่ง รวมเป็น 2,200 ตำแหน่ง

ดังนั้น จากที่ขอมา 10,992 ตำแหน่ง จะเหลือ 8,792 ตำแหน่ง ครม.เห็นชอบแบ่งบรรจุ 3 ปีเฉลี่ยเป็นปี 2560 จำนวน 2,930 ตำแหน่ง สิ้นเดือน ก.ย. จะมีพยาบาลเกษียณ 755 ตำแหน่ง ขณะที่ปี 2561 และปี 2562 อีกปีละ 2,931 ตำแหน่ง

จากก่อนหน้านี้ที่ ครม.มีมติไม่อนุมัติอัตราข้าราชการพยาบาลจำนวน 10,992 อัตรา ​จนเกิดกระแสการคัดค้าน โดยเพจ Nurse team thailand ได้ประกาศผ่านเพจว่า “ไม่บรรจุ ลาออกยกกระทรวง 30 กันยายน 2560”

ต่อเนื่องด้วยกระแสติดแฮชแท็ก #Nurse team thailand คู่ขนานไปกับกลุ่มพยาบาลออกมารณรงค์เคลื่อนไหวเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เฟซบุ๊กเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน

การแก้ปัญหาของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการลดแรงกดดันที่จะเกิดขึ้นตามมา ยิ่งภายหลังจากที่ “พยาบาล” ผนึกกำลังออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้

หากรัฐบาลยังปล่อยปละนอกจากจะเกิดปัญหาในระบบสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบในวงกว้างทั่วประเทศแล้ว อีกด้านแรงต้านที่ออกมาเคลื่อนไหวยังจะสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลและ คสช.มากขึ้น

สอดรับกับสัญญาณจาก ​​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่รีบออกมาชี้แจงว่าจะมีการทยอยบรรจุให้ โดยใช้อัตราภายในไปก่อน ส่วนที่เหลือก็จะมีการเพิ่มเติมให้ในห้วงเวลา 3 ปี

“เบื้องต้นก็แค่นี้ไปก่อน คิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในขณะนี้ สิ่งสำคัญก็ต้องดูแลในภาพรวมของรัฐบาลและส่วนราชการทั้งหมดด้วย ซึ่งมีทั้งข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างประจำ ต้องดูว่าในอนาคตจะทำอย่างไร ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาอยู่แบบนี้”​

“ถ้าจะให้บรรจุพยายาบาลเป็นข้าราชการทั้งหมดหมื่นอัตรา ไม่นึกถึงกระทรวงอื่นบ้างหรือ พยาบาลทำงานหนักคนเดียวหรืออย่างไร มันไม่ใช่ ส่วนตัวเชื่อว่าพยาบาลและหมอส่วนใหญ่เข้าใจว่ามีเพียงส่วนน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงแต่ขอร้องอย่าไปสร้างประเด็นเหล่านี้ออกมาไม่เช่นนั้นจะยุ่งกันไปหมด”

สะท้อนแนวคิดของรัฐบาลที่ห่วงว่าหากรีบรับลูกหาทางแก้ไขอาจเป็นต้นแบบให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาเคลื่อนไหวเลียนแบบในลักษณะเดียวกันนี้

แต่หากแข็งขืนไม่ทำอะไรเลย แรงกดดันทั้งหมดจะยิ่งทวีความรุนแรงจนย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้รัฐบาลและ คสช.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญเช่นนี้

ไม่ต่างจากกรณีอื่นๆ ที่รัฐบาล คสช.​เคยประสบ ซึ่งมักจะใช้รูปแบบการแกัปัญหาด้วยการยื้อเวลาออกไป โดยไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจฟันธงอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่ามกลางเสียงคัดค้านหรือกระแสต่อต้าน

หากจำได้ช่วงพิจารณาผลักดัน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่มีกระแสทั้ง “คัดค้าน” และ “สนับสนุน” ให้ตั้ง บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) ที่แต่ละฝั่งก็มีเสียงสนับสนุนอยู่ไม่น้อย ทั้งฝั่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และฝั่งเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน

ครั้งนั้นรัฐบาลหาทางออกด้วยการตัดเนื้อหาเรื่อง NOC ออกไป และปรับเป็นข้อสังเกตให้แต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาศึกษาถึงรายละเอียดรูปแบบและวิธีการในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติที่เหมาะสมภายใน 1 ปี

​คล้ายกับกรณีความพยายามผลักดัน โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ที่ใกล้จะเป็นรูปเป็นร่าง แต่สุดท้ายเมื่อเสียงคัดค้านรุนแรงและเริ่มขยายวงมีแนวร่วมออกมาเคลื่อนไหว ที่นัดหมายจะไปปักหลักอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลจนกว่าจะยกเลิก

ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจยอมถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ ด้วยการกำหนดให้ทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่อีกรอบ เนื่องจากที่ผ่านมาถูกถล่มว่าไม่เป็นการรับฟังความคิดเห็นรอบด้านแท้จริง ซึ่งทำให้ร่นเวลาการตัดสินใจออกไปอีกพักใหญ่

คล้ายกับกรณี พ.ร.บ.​การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน หรือ พ.ร.บ.คุมสื่อฯ ที่ 30 องค์กรสื่อมวลชนผนึกกำลังออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน เพราะเห็นว่าเนื้อหาในร่างกฎหมาย
ดังกล่าวเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน

เมื่อเสียงคัดค้านรุนแรงขึ้นรัฐบาลก็ส่งสัญญาณถอย ทาง กมธ.ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)​ ก็ยอมปรับแก้เนื้อหาบางส่วนทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียนสื่อและโทษปรับจำคุกออกไป

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นรูปแบบการแก้ปัญหาที่ยึดหลัก “ซื้อเวลา” ยอมถอยเพื่อลดแรงเสียดทานท่ี่รุมเร้าไม่ให้สะสมกลายเป็นแรงกดดันย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพในอนาคต

 

บึ้มป่วนเมืองบทพิสูจน์ฝีมือ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/495343

บึ้มป่วนเมืองบทพิสูจน์ฝีมือ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้าย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ออกมาสรุปว่า เหตุระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา จนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เป็นเหตุระเบิดคล้ายกับที่หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า ถนนราชดำเนิน เมื่อเดือนที่แล้ว และมีลักษณะการประกอบระเบิดคล้ายกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2550-2551

ต่างกันสิ้นเชิงจากก่อนหน้านี้ ที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ออกมาการันตีว่าเป็นเพียงแค่ท่อพีวีซีแตก ไม่ใช่การวางระเบิด เพราะไม่พบเขม่าดินปืนหรือดินระเบิดแต่อย่างไร

จากการตรวจสอบจากหน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) พบไอซี ไทม์เมอร์ โพแทสเซียมคลอเรต และท่อน้ำพีวีซี เป็นส่วนประกอบวัตถุระเบิด ลักษณะการก่อเหตุคล้ายเหตุระเบิด

ข้อมูลจากชุดสืบสวนยังสันนิษฐานว่าอาจเป็นคนร้ายคนเดียวกันที่วางระเบิดหน้าสำนักงานสลากฯ เก่าที่มีความเชี่ยวชาญการประกอบระเบิด โดยครั้งล่าสุดมือระเบิดประกอบให้มีขนาดเล็กกว่าระเบิดหน้าสำนักงานสลากฯ เก่า หลังเกิดระเบิดแล้วชิ้นส่วนที่ใช้ประกอบก็ถูกระเบิดไปด้วยไม่เหลือหลักฐานเหมือนกับเหตุที่สำนักงานสลากฯ

อีกทั้งยังทำให้ตรวจไม่พบสารประกอบระเบิด รวมทั้งวัสดุหุ้มดินระเบิดอาจถูกทำลายไปพร้อมกัน

สัญญาณชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เหตุท่อพีวีซีแตกธรรมดา เพราะหลังเกิดเหตุทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล มอบหมายทั้งฝ่ายสืบสวนและฝ่ายมั่นคงไปสำรวจจุดเสี่ยง จุดล่อแหลมต่อการเกิดอาชญากรรมและจุดล่อแหลมต่อความมั่นคง และติดตั้งกล้องซีซีทีวีเพิ่มเติม 204 จุด 498 ตัว ครอบคลุมพื้นที่ 2 กม.จากท้องสนามหลวง ที่จะใช้เวลาดำเนินการทั้งหมด 4 เดือน

ทั้งนี้ ยังเพื่อเป็นการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเดือน ต.ค.นี้

ระหว่างที่ต้องรอกระบวนการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์หาสารสกัดที่แฝงอยู่ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าว่ามีสารระเบิดหรือไม่ แต่ทาง พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผบก.พฐก. ออกมาระบุว่าหากสารที่หลงเหลืออยู่น้อยมากก็อาจไม่สามารถตรวจพบได้ ซึ่งจะใช้เวลาตรวจสอบ 1-2 วัน

ประเด็นอยู่ที่หากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นระเบิดขึ้นมาจริงๆ แม้ผู้ก่อเหตุไม่ได้ประสงค์จะเอาชีวิต แค่หวังสร้างสถานการณ์ความปั่นป่วน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างรุนแรง

ประการแรก ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช. การปล่อยให้เกิดเหตุป่วนเช่นนี้ย่อมตอกย้ำถึงความหละหลวมในการทำงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ปล่อยให้เกิดเหตุเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่อาจหาทางสกัดกั้นได้

ประการที่สอง ตอกย้ำความล้มเหลวของการข่าวที่ปล่อยให้เกิดเหตุซ้ำซาก เรื่อยมาตั้งแต่ช่วงแรกหลังรัฐประหาร ไล่มาตั้งแต่ระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยามสแควร์ มาจนถึงระเบิดที่สะพานตากสิน ที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่อาจขยายผลหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

​​ที่ผ่านมาจะเห็นการบุกค้น คุมตัว ยึดอาวุธ หลายรายการ ตั้งท่าแข็งขันสืบสวน เชื่อมโยงไปยังผู้ที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุป่วน หลายครั้งที่สรุปแบบเร่งด่วนว่าเกี่ยวพันไปถึงกลุ่มเสื้อแดง แต่ทว่าจนถึงวันนี้ก็ยังไม่อาจตัดวงจร ป้องกันเหตุป่วนได้อย่างเด็ดขาด และที่สำคัญไม่อาจสกัดเหตุป่วนที่จะเกิดขึ้นได้

ประการที่สาม การออกมาให้ข่าวของเจ้าหน้าที่ที่ดูจะขัดแย้ง ไร้ความเป็นเอกภาพและไม่น่าเชื่อถือ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูแย่กว่าที่ควรจะเป็น

ยิ่งล่าสุด ทาง พล.ต.ท.ศานิตย์ ออกมากลับลำแบบ 360 องศา ชี้แจงว่าก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าไม่ใช่เหตุระเบิดนั้น ​เป็น “กลยุทธ์” สับขาเพื่อหลอกให้คนร้ายตายใจ แต่แท้จริงแล้วตำรวจทำงานกันในทางลับ ซึ่งเป็นกลยุทธ์อีกส่วนหนึ่ง หลักฐานส่วนประกอบระเบิดก็พบในคืนเกิดเหตุเลย

ไม่ต่างจาก ​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี ที่รีบออกตัว​แต่แรกว่า “ไม่ได้ป่วน” แต่รุ่งขึ้นกลับออกมาชี้แจงว่า หากยึดโยงไปถึงใครก็จะต้องไปหาตัวกันต่อไป แต่ตอนนี้ยังไม่กล่าวหาใคร

“ทุกคนรู้ว่าประเทศไทยกว้างใหญ่ไพศาล และเจ้าหน้าที่และเทคโนโลยีก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง ประชาชนก็ต้องช่วยกันระวัง อย่ามองว่าไม่ใช่ธุระของตัวเอง อย่าคิดว่าบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว เพราะยังมีคนไม่ดีอยู่ ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกประเทศ”​ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

​ปัญหาอยู่ที่ว่าหากเหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้ยังไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่ยังมีครั้งอื่นๆ ตามมา ย่อมกัดเซาะความเชื่อมั่นที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่รวมกับการเร่งคลี่คลายทำความจริงให้ปรากฏ และนำตัวคนผิดมาดำเนินคดี ซึ่งล้วนแต่เป็นบทพิสูจน์ฝีมือของ คสช.ต่อไป

 

สปท.เร่งผลงานทิ้งทวน เอาใจ”คสช.”จองตั๋ว เก้าอี้ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/495209

สปท.เร่งผลงานทิ้งทวน เอาใจ"คสช."จองตั๋ว เก้าอี้ใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้ามาจนถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการวางกฎกติกาปูทางไปสู่การเลือกตั้ง และการส่งไม้ต่อไปยังกลไกต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสานต่องาน “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” ให้เดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการ

ไม่แปลกที่จะเห็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ​ (สปท.) ออกมาเร่งสร้างผลงานในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหมดวาระ ทั้งการเร่งสรุปข้อเสนอ แผนปฏิบัติ ตลอดจนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่งถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ที่น่าสนใจคือบรรดาข้อเสนอของ กมธ.แต่ละชุดของ สปท. ซึ่งเสนอขึ้นมานั้นดูจะสอดคล้องไปกับความต้องการของ คสช. ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม จนมองว่าเป็นการรับลูกออกมาขับเคลื่อน หรือ เอาใจ คสช.ในการเป็นต้นทางชงเรื่องเข้าสู่กระบวนการดำเนินการต่อไป

ล่าสุดกับความเคลื่อนไหวของ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน ​ออกมาผลักดันร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อจัดระเบียบการสื่อสารในสังคมออนไลน์

ที่กำลังเป็นประเด็นถูกถล่มเรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งถือเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางรัฐบาล คสช.​จากก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามผลักดันซิงเกิ้ลเกตเวย์ เพื่อสะดวกต่อการเข้าไปตรวจสอบควบคุมแต่ถูกกระแสคัดค้านจนต้องชะลอการเดินหน้าออกไป

ก่อนหน้านี้ กมธ.ชุดดังกล่าว เคยออกมาจุดประเด็นเดินหน้า พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน หรือที่ถูกเรียกว่า พ.ร.บ.คุมสื่อนำไปสู่กระแสต่อต้านคัดค้าน ทำให้ กมธ.ต้องยอมปรับแก้เนื้อหาในบางส่วน ทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียนสื่อ รวมทั้งประเด็นโทษ ปรับ และจำคุก ​ซึ่งถูกถล่มว่าเป็นลิดรอนสิทธิเสรีสื่อมวลชน

ไม่ต่างจาก กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่เสนอ​ให้รัฐบาลตั้งโรงเรียนการเมืองเพื่อปลูกฝังเยาวชนให้มีวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย​ ออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แม้จะไม่มีการเสนอเรื่อง “นิรโทษกรรม” แต่มีแนวคิดเสนอให้ใช้เรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง และกระบวนการให้โอกาสทางคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิด อาทิ การรอลงอาญา การถอนฟ้อง การจำหน่ายคดีชั่วคราวแลกกับการไม่ไปปลุกม็อบสร้างความวุ่นวาย นำมาใช้ในคดีความผิดเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ทั้งการปิดสนามบิน การยึดทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่ครอบคลุมถึงความผิดทุจริตมาตรา 112 และเรื่องความมั่นคง

แถมล่าสุด ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งได้ถ่ายโอนอำนาจไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. ออกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปจำนวน 36 ฉบับ จากทั้งหมด 27 วาระ

อาทิ กฎหมายเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กฎหมายการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กฎหมายบริหารจัดการสุขภาพ กฎหมายจัดตั้งธนาคารที่ดิน กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาตลอดชีวิต และกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

เมื่อมองในภาพรวมจะเห็น “จิ๊กซอว์” ที่นำมาปะติดปะต่อเห็นการเคลื่อนไหวในภาพรวมที่กำลังเร่งขับเคลื่อนในช่วงนี้

อีกด้านยังสะท้อนภาพการเร่งทำผลงานบรรดาสมาชิก สปท.ที่ใกล้จะครบวาระ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการทำคะแนนหวังให้เข้าตา คสช. เพื่อถูกดึงตัวมาทำงานในตำแหน่งอื่นที่จะเกิดขึ้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สว.ชุดใหม่ ที่เป็นยาว 5 ปี แถมมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี หรือยังมีตำแหน่งคณะทำงานด้านยุทธ์ศาสตร์และปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ไม่ต่างจากเมื่อครั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ใกล้หมดวาระ ช่วงที่ต้องลงมติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่เริ่มเห็น สนช. หลายคนออกมาเร่งทำคะแนน และหลายคนก็ได้รับแต่งตั้งเป็น สปท.ในเวลาต่อมา

หรือก่อนหน้านี้ เมื่อ กมธ.การเมือง สปท.ออกมาชงประเด็นเรื่องให้กระทรวงมหาดไทยช่วยจัดการเลือกตั้ง จน นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแซวว่าเป็นไอ้ห้อยไอ้โหนสอพลอผู้มีอำนาจหวังรับตำแหน่ง

นับจากนี้จึงน่าจะได้เห็นการออกมาเร่งทำผลงานของบรรดา สปท.อย่างแข็งขัน เมื่ออำนา​จการสรรหาบุคคลมารับตำแหน่งต่อไปล้วนแต่อยู่ในมือของ คสช.

 

จับตามาตรา 44 คืนชีพสร้างทางปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/495014

จับตามาตรา 44 คืนชีพสร้างทางปฏิรูป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ก็ทำให้การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เงียบหายไปอยู่พักใหญ่

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าแม้ปัจจุบันจะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้ว แต่อำนาจพิเศษของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงมีอยู่เหมือนเดิมทุกประการ โดยผลของมาตรา 265 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

“ให้ คสช.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้า คสช.และ คสช.ยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้า คสช.และ คสช.ยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป” เนื้อหาของมาตรา 265

ทั้งนี้ ปัจจุบันการใช้อำนาจพิเศษดังกล่าวของ คสช.เริ่มไม่ปรากฏให้เห็นมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมื่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดกระบวนการและโครงสร้างทางการเมืองเอาไว้แล้ว หากมีการใช้มาตรา 44 ในภาวะเช่นนี้ อาจทำให้เกิดการใช้กฎหมายแบบย้อนแย้งกันเองได้

ทว่า ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องการให้หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 อย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง

สปท.มีความประสงค์ให้ คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปจำนวน 36 ฉบับ อาทิ กฎหมายเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กฎหมายการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กฎหมายบริหารจัดการสุขภาพ กฎหมายจัดตั้งธนาคารที่ดิน กฎหมายว่าด้วยระบบงบประมาณและการคลัง กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาตลอดชีวิต และกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ทั้งนี้ ในส่วนวาระการปฏิรูป 27 วาระนั้น ก็มีการปฏิรูปเศรษฐกิจฐานราก การปฏิรูประบบงบประมาณ การปฏิรูปกลไกภาครัฐเพื่อเสริมสร้าง ธรรมาภิบาล เศรษฐกิจดิจิทัล และการปฏิรูปสื่อมวลชน

การพยายามให้ใช้กฎหมายพิเศษเพื่อการปฏิรูป ในมุมของ สปท.ไม่ต้องการเผชิญกับแรงต้านเหมือนที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากกรณีของร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่ง สปท.เจอกับแรงกดดันอย่างหนัก

สปท.จึงเห็นว่าหาก สปท.ใช้วิธีการปฏิรูปแบบเดิม จะส่งผลให้การทำงานไม่คืบหน้า เพราะระหว่างทางจะเจอ กับกระแสต่อต้านตลอดเหมือนกับกฎหมายปฏิรูปสื่อ ทางที่ดีควรโยน ทุกอย่างให้ คสช.ดำเนินการด้วยการใช้อำนาจพิเศษ

อย่างน้อย คสช.มีเกราะสำหรับแรงปะทะจากฝ่ายตรงข้ามได้ดีกว่า สปท.

ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่าเวลาของ สปท.เหลือน้อยลงไปทุกขณะ กล่าวคือ สนช.กำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ มีความสำคัญตรงที่เมื่อไหร่ที่มีการประกาศบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ จะมีผลให้ สปท.ทุกคนต้องพ้นจากตำแหน่งทันที

ด้วยเวลาที่บีบคั้นเช่นนี้ ทำให้ สปท.จำเป็นต้องหาวิธีการเพื่อให้ผลงานตัวเองออกมา จึงต้องหันหน้าพึ่ง คสช.ให้ใช้อำนาจดังกล่าว มิเช่นนั้น สปท.ย่อมต้องถูกครหาว่า ตั้งมาเสียของและไม่มีผลงาน

อย่างไรก็ตาม การโยนเผือกร้อนไปให้ คสช.ดำเนินการไม่ใช่เรื่องง่าย ที่แค่พลิกฝ่ามือแล้วจะทำได้เลย เนื่องจากปัจจุบันการจัดทำกฎหมายของประเทศต้องอยู่ภายใต้มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

“ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว…” สาระสำคัญของมาตรา 77

ดังนั้น หาก คสช.ใช้อำนาจพิเศษเพื่อออกกฎหมายตามที่ สปท.เสนอ นอกจากต้องเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ยังต้องเผชิญกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วย เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่การใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จจะทำให้กฎหมายที่ออกมาเป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 77

ทั้งหมดเป็นทางเลือกที่ คสช.ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างการอยากสร้างผลงานกับความถูกต้องในการทำงาน

 

ความรุนแรงระลอกใหม่ จุดเปราะบางชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/494432

ความรุนแรงระลอกใหม่ จุดเปราะบางชายแดนใต้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นโยบายแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังถูกท้าทาย จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.เป็นต้นมา ซึ่งเกิดเหตุไปแล้วกว่าร้อยเหตุการณ์

ไล่มาตั้งแต่เหตุการณ์​​​ยิงถล่มโรงพักระแงะ จ.นราธิวาส การวินาศกรรมเสาไฟฟ้าในพื้นที่ 3 จังหวัด แบบปูพรม เมื่อต้นเดือน เม.ย. จนมาถึงเหตุการณ์ล่าสุด ระเบิดบิ๊กซี ปัตตานี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ยังถือเป็นการท้าทายนโยบายการแก้ปัญหาของรัฐ ซึ่งกำลังดำเนินการ 3 โครงการ

1.​โครงการพาคนกลับบ้าน ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างกลับคืนสู่ภูมิลำเนามาอยู่ร่วมกับครอบครัว และเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีด้วยการอำนวยความยุติธรรม 2.โครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ที่สร้างต้นแบบพื้นที่​ที่จะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นความหวังในการสร้างโอกาสประกอบอาชีพ

และ 3.นโยบายการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนภาคใต้ กำลังดำเนินการในกระบวนการพูดคุยกับผู้เห็นต่าง ซึ่งการพบปะกันครั้งล่าสุดที่ประเทศมาเลเซียเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มมาราปาตานีซึ่งตัวแทนของผู้เห็นต่างได้เห็นชอบกับหลักการ

อีกทั้งได้นัดหมายที่จะมีการพบปะกันครั้งต่อไปเพื่อหารือกันในรายละเอียดเรื่องของพื้นที่ที่จะกำหนดเป็นพื้นที่ปลอดภัยว่ามีพื้นที่ใดบ้าง ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากเหตุรุนแรง

ระหว่างที่นโยบายทั้ง 3 ด้านกำลังดำเนินการไปนั้น ฝ่ายคู่ขัดแย้งหลักกับรัฐบาลไทย คือ ขบวนการบีอาร์เอ็นโคออดิเนต ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง​ คือ ภายหลังการเสียชีวิตของ สะแปอิง บาซอ ผู้นำของขบวนการบีอาร์เอ็น อับดุลเลาะห์ แวมะนอ ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำแทน

ต้องยอมรับว่าบีอาร์เอ็นมีส่วนร่วมกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขมาตั้งแต่แรก โดย อาแซ ตอยิบ หนึ่งในแกนนำ ในสภาองค์กรนำหรือดีพีพี ของบีอาร์เอ็น เป็นหัวหน้ากลุ่มผู้เห็นต่างที่เข้าร่วมการพูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลไทยมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556

แต่หลังการรัฐประหาร 2557 กระบวนการพูดคุยได้ชะงักงันไปนาน จนกระทั่ง อาแซ ตอยิบ ขอถอนตัว แม้กลุ่มผู้เห็นต่างที่เข้าร่วมการพูดคุยกับตัวแทนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนเดิม กลุ่มเดิม แต่กลับไม่มีตัวแทนจากคู่ขัดแย้งหลักอย่างบีอาร์เอ็น

อีกด้านหนึ่งโฆษกบีอาร์เอ็นออกมาเปิดเผยกับสื่อตะวันตก ถึงเจตจำนงการเข้าร่วมในกระบวนการพูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลไทย ด้วยเงื่อนไขที่จะต้องร่วมกันวางข้อตกลงกติกาเสียใหม่ไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

ทว่า ทางฝั่งรัฐไทยถือว่ากลุ่มมาราปาตานี ที่ร่วมพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นตัวแทนผู้เห็นต่างแล้ว จึงเพิกเฉยต่อข้อเสนอของบีอาร์เอ็น

หลังจากนั้นไม่นานความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ซึ่งเงียบหายไปนาน ก็กลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน มี.ค.ต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้

จุดที่น่าสังเกต คือ เป้าหมายของความรุนแรง จากเดิมที่เป้าหมายของการก่อเหตุความรุนแรงจะพุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ครั้งล่าสุดนี้กลับเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

ประเด็นนี้หลายฝ่ายคาดว่า​อาจเป็นการเพิ่มแรงกดดันเพื่อให้รัฐไทยทบทวนท่าทีต่อข้อเสนอของบีอาร์เอ็น

สถานะของรัฐไทยเวลานี้ถือว่าได้เปรียบทางการเมือง จากนโยบายการแก้ปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ จนทำให้ได้รับความนิยมจากประชาชนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งขบวนการในพื้นที่ก็ถูกกัดกร่อนจากนโยบายการปราบปราม

จุดที่ต้องระมัดระวังคือ ความรุนแรงที่เกิดขึ้น อาจเป็นความพยายามสร้าง “ความกลัว” มากดมวลชนที่เริ่มเอนเอียง เชื่อมั่นในฝ่ายรัฐไทยมากขึ้น ให้กลับมาเกรงกลัวต่อขบวนการบีอาร์เอ็นอีกครั้ง

หากย้อนไปดูการดำเนินการจากนโยบายพาคนกลับบ้านนั้นมีผู้ที่เคยร่วมกับขบวนการบีอาร์เอ็น เข้ารายงานตัวกับฝ่ายรัฐเพิ่มมากขึ้น คู่ขนานไปกับ​นโยบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มเห็นการลงทุนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

จนอาจกล่าวได้ว่ามาตรการการพัฒนาของรัฐกำลังเริ่มได้ผล สะท้อนได้จากการลดกำลังทหารจากกองทัพภาคต่างๆ ลง และใช้กองกำลังในพื้นที่เข้าควบคุมแทน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา

สถานการณ์ในปัจจุบันจึงน่าจับตาว่ารัฐจะยืนระยะความเยือกเย็นที่จะใช้มาตรการการพัฒนา หรือนโยบายทางการเมือง มากกว่าการปราบปรามด้วยวิธีการทางทหารต่อไปได้หรือไม่

เพราะบทเรียนการปราบปรามที่ผ่านมานั้น เห็นได้ชัดเจนว่าสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ขณะที่ความรุนแรงนั้นก็ส่อแววที่จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ ที่จะเข้าสู่ช่วงของการถือศีลอด หรือเดือนรอมฎอน ซึ่งสถิติความรุนแรงช่วง 13 ปีที่ผ่านมาพบว่า รอมฎอนถือเป็นช่วงที่เกิดเหตุความรุนแรงสูงสุด

ความรุนแรงระลอกใหม่จึงถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลจะต้องระมัดระวัง

 

การเมืองเปลี่ยน สูตรทำลายปชต.ไม่เปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/494399

การเมืองเปลี่ยน สูตรทำลายปชต.ไม่เปลี่ยน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานรำลึกผู้ประศาสน์การ “ปรีดี พนมยงค์” โดยมีการอภิปรายเรื่อง “แนวคิดปรีดี พนมยงค์ กับบทเรียนและพัฒนาการประชาธิปไตย” ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา

ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันพบว่าโจทย์การเปลี่ยนแปลงการเมืองของสังคมไทยยังเหมือนเดิม การทำลายประชาธิปไตยก็ยังเหมือนเดิม ซึ่งสามารถทำความเข้าใจประวัติ ศาสตร์การเมืองผ่านปรีดี พนมยงค์ ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ปรีดีมักถูกโจมตีใน 5 เรื่อง อาทิ 1.มักใหญ่ใฝ่สูง 2.ชิงสุกก่อนห่าม 3.เป็นคอมมิวนิสต์ 4.ตัดหน้าเอาเครดิตเรื่องรัฐธรรมนูญ และ 5.ฆ่าในหลวง ร.8 ซึ่งข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ยังมาพร้อมๆ กับความพยายามฟื้นฟูอิทธิพลของเจ้าขุนมูลนายด้วย ขณะที่การทำลายพลังประชาธิปไตยก็ยังเป็นแท็กติกเดิมๆ ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2557 ซึ่งสภาพทางการเมืองไทยเปลี่ยนไปเป็นการเมืองมวลชน จึงใช้มวลชนบั่นทอนทำลายรัฐบาล และเชื่อว่าแท็กติกนี้จะถูกใช้ต่อไป

“หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ อาจารย์ปรีดีเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ระบุว่า จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาฯ เมื่อมองย้อนกลับไปข้อความนี้สำคัญมาก หมายถึงเมื่อชนะแล้วต้องพิทักษ์ไว้ เพราะคณะราษฎรชนะแต่เขี่ยลูกไปให้พระยามโนปกรณ์มาเป็นนายกฯ  ส่วนเจตนารมณ์คือความมุ่งมั่นในความปรารถนาประชาธิปไตยมันอยู่กับเรา วันหนึ่งเราจะเป็นประชาธิปไตย ซึ่งผลของการก่อสร้างไว้ดีแล้วย่อมไม่สูญหาย ตราบใดที่ยังมีความพยายามรื้อฟื้นระบอบเจ้าขุนมูลนาย ตราบนั้น ปรีดี พนมยงค์ ก็จะยังมีความหมายกับสังคมไทย”

ขณะที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล  อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 3 วันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะในวันที่ 27 มิ.ย. 2475 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่ปรีดีเป็นผู้ร่างขึ้น ให้เป็นฉบับถาวร แต่รัชกาลที่ 7 เห็นว่าควรเป็นฉบับชั่วคราวก่อน

โดยเฉพาะคำปรารภ เพราะมันเป็นรอยต่อระหว่างระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย์กับระบอบประชาธิปไตย คณะราษฎรขอร้องให้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญเพื่อการพัฒนาของชาติ และทรงยอมรับตามคำร้อง จึงเป็นที่มาของมาตรา 1 อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของหลักการทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

“แต่น่าเสียดายที่ปรีดีก้าวหน้าเกินไปในตอนนั้น ประชาธิปไตยจะก้าวหน้าได้ ประชาชนต้องเป็นพลเมืองมีความรับผิดชอบต่อประชาชน สิ่งที่จะช่วยคือการศึกษา วันที่ 27 มิ.ย. 2476 จึงก่อตั้งธรรมศาสตร์ขึ้น ผมชื่นชมปรีดีมากที่เคยยอมรับว่าตัวเองผิดพลาด พูดว่าตอนที่ข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ แต่เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจเราเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไม่ได้ แต่เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อให้ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จได้ในวันข้างหน้า”

ด้าน ปฤณ เทพนรินทร์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ปี 2540 เราเห็นดุลยภาพความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ผลักให้ประชาธิปไตยก้าวหน้าได้บ้าง ภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่าง แต่ตอนนี้ความแตกแยกพัฒนามาไกลมาก ผู้คนรู้สึกขมคอหากต้องญาติดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เงื่อนไขสำคัญในความสำเร็จของประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คือ การประนีประนอมต้องค่อยๆ เริ่มจากคนที่พอคุยกันได้แล้วเริ่มขยายไป เพื่อคว้าโอกาสที่เราสามารถสร้างดุลยภาพใหม่ขึ้นมาในช่วงนี้ได้ ซึ่งมรดกทางภูมิปัญญาของปรีดีในเรื่องนี้ เหมาะสำหรับคนที่แสวงหาสังคมไทยที่ดีกว่า ในช่วงศักราชใหม่ที่เรากำลังผูกตัวเข้ากับทุนนิยมอย่างเข้มข้น

ภาพประกอบข่าว

 

ตีปี๊บผลงาน 3 ปี คสช. กู้ความเชื่อมั่น เรียกคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/494230

ตีปี๊บผลงาน 3 ปี คสช. กู้ความเชื่อมั่น เรียกคะแนนนิยม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ใกล้ครบ 3 ปี หลังการรัฐประหาร22 พ.ค. 2557 กับการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งควบทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นดูจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

ไม่แปลกที่รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้นำเสนอผลงานให้สาธารณชนได้รับรู้รับทราบ แถมยังเป็นเวทีให้ได้หักล้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องไร้ผลงาน อันจะช่วยเรียกคะแนนนิยมให้กลับคืนมาได้ไม่มากก็น้อย

ปัญหาหนึ่งของรัฐบาล คสช.เวลานี้ คือเรื่อง “ผลงาน” ที่พยายามเข็นออกมาหลายต่อหลายเรื่อง ดูแลประชาชนหลายกลุ่มอาชีพ แก้ปัญหาทั้งเฉพาะหน้าและวางโครงสร้างแก้ปัญหาระยะยาว แต่หลายเรื่องก็ยังไม่ไปถึงฝั่งฝัน หรือสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างจับต้องได้

ทำให้ถูกถล่มอย่างหนักเรื่องการทำงานที่ไม่เข้าตา แตกต่างจากช่วงแรกหลังรัฐประหาร กับการใช้อำนาจพิเศษเข้าไปจัดการกับผู้มีอิทธิพล ปราบปรามกลุ่มก่อความไม่สงบ ตรวจค้นสกัดความรุนแรง และกลุ่มป่วนที่จ้องก่อความไม่สงบในพื้นที่ จัดระเบียบวินรถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ ที่โกยคะแนนไปได้ไม่น้อย

ทว่าระยะหลังหลายนโยบายที่ออกมา นอกจากไม่เปรี้ยงปร้างโดนใจประชาชนแล้ว ตรงกันข้ามยังถูกรุมถล่มอย่างรุนแรง เช่น ล่าสุดกับการบังคับใช้มาตรการคาดเข็มขัดนิรภัย และการห้ามโดยสารในกระบะ และแค็บที่นั่งหลังเบาะคนขับ จนต้องทำให้ระงับการบังคับใช้ไว้ชั่วคราว

อีกด้านหนึ่งมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่พยายามเร่งเครื่อง ออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบมาแล้วหลายรอบ กลับได้ผลเพียงแค่ชั่วครู่ชั่วคราวไม่อาจขับเคลื่อนกลไกให้เดินหน้าได้อย่างเต็มที่เหมือนที่คาดหวัง พัวพันไปถึงปัญหาปากท้องที่ยิ่งฉุดให้ความเชื่อมั่นรัฐบาลรุนแรง

ยังไม่รวมกับปัจจัยรุมเร้าที่ถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ ซ้ำเติมให้สถานการณ์ยิ่งแย่ ไม่ว่าจะเป็นการแอบอนุมัติการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน 1.35 หมื่นล้านบาท โดยอ้างชั้นความลับไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

รวมไปถึงเรื่องฉาวและไม่ความไม่โปร่งใสที่คนใกล้ตัว คสช.เข้าไปพัวพันจนทำให้ความเชื่อมั่นที่เคยมีลดน้อยลงมาตามลำดับ

สถานการณ์เช่นนี้จึงไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล คสช. ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อกับการพาสังคมเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2561

การแถลงผลงานครบ 3 ปี จึงเป็นโอกาสดี ประการแรกเพื่อที่จะได้ชี้แจงสิ่งที่รัฐบาลตลอดจนแม่น้ำทั้ง 5 สายได้ทำมา เพื่อสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยหรือไร้ความสามารถในการบริหารประเทศอย่างที่ถูกถากถาง

ถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาชี้แจงว่าการแถลงผลงานครั้งนี้เพื่อให้ประชาชนรับทราบความก้าวหน้าของผลงานอย่างเป็นรูปธรรมให้ได้เป็นข้อเท็จจริง และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพราะความสนใจของคนมีจำกัดบางคนรู้แต่เรื่องของตัวเอง เรื่องคนอื่นไม่อยากรู้และไม่รู้ จึงทำให้เหมือนเราแก้ปัญหาไม่ได้หมดทุกภาคส่วนและทุกพวก รู้แค่เพียงบางส่วน

“ดังนั้นอยากฝากให้ทุกคนช่วยกันฟังหน่อย เช่น ด้านการเกษตรการเงินการคลัง การช่วยเหลือ และความมั่นคงที่ใช้จ่ายงบประมาณ ทุกอย่างมีการทำงาน ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจังทุกเรื่องจะต้องเดินไปตามนี้เราไม่ปล่อยปละละเลยทุกเรื่อง”

ประการที่สอง ล่าสุดรัฐบาลได้ออกแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้าหลายชุดที่น่าจะเป็นประโยชน์หากนำมาป่าวประกาศอย่างเป็นระบบว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไปนั้นมีอะไรบ้างและกำลังจะทำอะไรต่อไปใครได้ประโยชน์บ้าง

ไมว่าจะเป็นเรื่องมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่เปิดให้ขึ้นทะเบียนรอบสองและกำลังจะคลอดมาตรการ เยียวยา และบรรเทาความเดือดร้อนในหลายรูปแบบ เรื่อยไปจนถึงแนวคิดการปรับเบี้ยผู้สูงอายุ ที่หากนำสิ่งเหล่านี้มาขยายผลย่อมทำให้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย

ประการที่สาม นี่ยังเป็นโอกาสให้รัฐบาลได้กู้ภาพปล่อยปละละเลยไม่สนใจประชาชน ดังจะเห็นจากโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ รถถัง ของกองทัพ ทั้งที่เคยปฏิเสธคำร้องขอของเกษตรกรที่ประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำก่อนหน้านี้เพราะอ้างว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ

ดังจะเห็นว่าการแถลงผลงานครั้งนี้วางแผนอย่างเป็นระบบ คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มของ นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ รัฐมนตรี ที่จะอธิบายในภาพรวมตามหน้าตักที่รับผิดชอบ ทั้ง 6 กลุ่มส่วนกลุ่มที่สอง รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงต้องออกมาชี้แจงในรายละเอียด

การเร่งกู้ความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมจึงเป็นสิ่งที่ต้องรีบทำเพื่อไม่ให้กระทบกับเส้นทางตามโรดแมปที่วางไว้รวมไปถึง อนาคตหลังการเลือกตั้งที่เปิดช่องต้อนรับนายกรัฐมนตรีคนนอก

 

‘เรือดำน้ำ’ ของแสลง สลัดหนีไม่พ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/494055

‘เรือดำน้ำ’ ของแสลง สลัดหนีไม่พ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดูเหมือนว่าเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถูกสะกิดเรื่อง โครงการซื้อเรือดำน้ำ ทีไร มักจะทำให้เพดานทางอารมณ์ที่เคยสูงกลับลงมาต่ำอีกครั้ง ไม่ต่างอะไรกับการโดนจี้ใจดำ

ล่าสุด เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามท่าทีของนายกฯ ภายหลัง “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบการลงนามซื้อเรือดำน้ำกับจีน อาจขัดรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่านายกฯ มีอารมณ์บ่จอยอย่างเห็นได้ชัด

“จะเข้ามาตราอะไรก็เข้าไป ไม่รู้ ไปว่ากันตามกฎหมาย ผมขี้เกียจพูดแล้ว อย่ามาพูดกับผมเรื่องเรือดำน้ำอีก ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย จะไปว่าอะไร ก็ว่ามา” คำพูดที่สะท้อนถึงอารมณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์

ต้องยอมรับก้าวย่างของศรีสุวรรณมีความน่าสนใจพอสมควร เพราะเป็นภาคประชาชนเพียงไม่กี่คนที่ออกมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ภายหลังองค์กรอิสระหรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาการันตีว่าโครงการนี้โปร่งใส ทั้งๆ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติโครงการไปได้ไม่เท่าไร

“ได้ตรวจสอบเอกสารลับในเรื่องความจำเป็นที่ต้องการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ยังไม่มีอะไรที่เป็นสาระสำคัญทำให้ สตง.ท้วงติงให้ทบทวนได้

เพราะกระบวนการขั้นตอนดำเนินการมีการเปรียบเทียบคุณสมบัติเรือดำน้ำของแต่ละประเทศ มีคณะกรรมการมาคัดเลือก สรุปคุณสมบัติ ความเหมาะสมด้านราคา ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจพบว่าไม่มีอะไรที่แพง” คำยืนยันความโปร่งใสเบื้องต้นจาก พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง.

ดังนั้น การยื่นเรื่องให้ตรวจสอบของศรีสุวรรณ จึงไม่ต่างอะไรกับการ กระตุกหนวดเสือ ซึ่งทำให้ชายชาติทหารมีอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด

การดำเนินการของศรีสุวรรณในครั้งนี้ ไม่ได้ทำในลักษณะแบบสุ่มสี่สุ่มห้า โดยไม่มีเหตุผลรองรับ เพราะเป็นการอ้างอิงถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวของรัฐบาลขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศรีสุวรรณ ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดซื้ออาจเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.วิธีงบประมาณ มาตรา 23 ที่ระบุว่า หน่วยงานของรัฐที่จะก่อหนี้ผูกพัน จะต้องเสนอเรื่องให้ ครม.อนุมัติภายใน 60 วัน

กรณีนี้กองทัพเรือเสนอให้ ครม.พิจารณาในวันที่ 18 เม.ย. 2560 ทั้งที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2560 บังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2559 ซึ่งถือว่าเกินเวลา 60 วัน

ขณะเดียวกัน การซื้อแบบรัฐต่อรัฐ น่าจะเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคง การลงทุนของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 178 ซึ่งกำหนดให้ต้องเสนอให้รัฐสภา ในที่นี้ หมายถึง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบก่อน

เมื่อเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามระบบ ทำให้กลายเป็นชนักปักหลังรัฐบาลแบบหนีไม่พ้น หากผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่ากรณีนี้ไม่มีปัญหา ทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นย่อมหมายความว่าจะต้องเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการอนุมัติโครงการเรือดำน้ำ

ทันทีที่คำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดินถึงมือศาลรัฐธรรมนูญเมื่อไร เท่ากับว่าถึงเวลานั้นรัฐบาลต้องเผชิญกับสถานการณ์คาบลูกคาบดอกอีกครั้ง เพราะนั่นหมายถึงโอกาสแพ้ชนะมีพอๆ กัน

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็ไม่ต่างอะไรกับพยัคฆ์ติดปีก เนื่องจากเป็นการรับรองความชอบธรรมให้กับโครงการอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเป็นการทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถนำประเด็นนี้มาทิ่มแทงรัฐบาลได้อีก

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาในทำนองว่ากระบวนการจัดซื้อเรือดำน้ำไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ย่อมนำมาซึ่งกระบวนการตามล้างตามเช็ดของฝ่ายตรงข้ามอีกระลอกใหญ่

ไม่ว่าจะเป็นการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีอาญาเอาผิดกับการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาล รวมไปถึงแรงกดดันที่ให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้นด้วย เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็นว่ากระบวนการจัดซื้อไม่ถูกกฎหมายแล้ว โครงการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ก็ต้องเสียเปล่าเช่นกัน

ถ้าเป็นแบบนั้นจะไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยเผชิญมา ซึ่งบางทีอาจจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมเวลาถูกถามถึงเรื่องเรือดำน้ำแล้วบิ๊กๆ ในรัฐบาลค่อนข้างไม่สบอารมณ์เท่าไร เพราะเห็นปัญหาที่รออยู่ข้างหน้าแล้วนั่นเอง

 

เตะตัดขา ‘ศิลปอาชา’ โดดเดี่ยว ‘เพื่อไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/493896

เตะตัดขา ‘ศิลปอาชา’ โดดเดี่ยว ‘เพื่อไทย’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พรรคชาติไทยพัฒนา นับเป็นพรรค การเมืองพรรคหนึ่งที่มีตำนานและประวัติศาสตร์อยู่คู่กับการเมืองไทยเป็นเวลาหลายสิบปี โดยเป็นพรรคการเมืองที่มีนายกรัฐมนตรีถึงสองคน ได้แก่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และ บรรหาร ศิลปอาชา

เดิมทีพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้ชื่อนี้ ในการทำกิจกรรมทางการเมือง เพราะเมื่อก่อนเป็น “พรรคชาติไทย” แต่ปรากฏว่าในปี 2551 เกิดเหตุการณ์ยุบพรรคการเมืองถึงสามพรรคและพรรคชาติไทยต้องตกเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่ว่านั้น ทำให้ต้องตั้งพรรคและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นชื่อที่เห็นในปัจจุบัน

การยุบพรรคในครั้งนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคการเมืองแห่งนี้ แต่พรรคต้องมาเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ยิ่งกว่าทุกครั้งเมื่อปี 2559 ภายหลัง “บรรหาร” ผู้ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของพรรคต้องมาจากไปอย่างกะทันหัน

ผ่านมา 1 ปีจนถึงปัจจุบันต้องยอมรับว่าพรรคชาติไทยพัฒนายังเป็นพรรคการเมืองที่ไร้ผู้นำ ยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคจะมีทิศทางในการทำงานการเมืองอย่างไรต่อไป

แม้ที่ผ่านมาบรรดาทายาทของครอบครัวศิลปอาชาจะประกาศเดินหน้าขอทำงานการเมืองต่อไป แต่ก็มีคำถามตัวใหญ่ๆ ผุดขึ้นมาว่าจะพาพรรคชาติไทยพัฒนาผ่าคลื่นลมไปอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่พร้อมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้เองที่ผ่านมาจึงเกิดกระแสข่าวว่าพรรคชาติไทยพัฒนาอาจจะมีการไปรวมกับพรรคเพื่อไทย

“ยืนยันว่าพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้มีไว้ขายหรือมีไว้เซ้ง เพราะพรรคไม่ใช่บริษัทจำกัดที่ทำธุรกิจเพื่อรอวันควบรวมกิจการ พรรคชาติไทยพัฒนา คือ ความภูมิใจของทุกคน ดังนั้นหากมีการขายจริงก็เท่ากับเป็นการทรยศต่อจิตวิญญาณของบรรหาร

พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้คิดว่าเราจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่ แต่เราเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กเท่านั้น นโยบายของพรรคที่วางไว้จะต้องสามารถขับเคลื่อนในสิ่งที่เป็นไปได้” วราวุธ ศิลปอาชา ลูกชายคนเดียวของบิ๊กเติ้งออกโรงยืนยัน

ทั้งนี้ ถ้ามองถึงความเป็นไปได้ในการรวมกันของสองพรรคการเมืองนี้ ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ยากพอสมควร เนื่องจากพื้นที่ทางการเมืองในการเลือกตั้งมีความทับซ้อนกันอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคกลาง อาทิ จ.สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี และนครสวรรค์ ไม่เว้นแม้แต่ภาคอีสานบางจังหวัด

เท่ากับว่าหากเอามารวมกันจะนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งในพรรคพอสมควร อีกทั้งยิ่งจะทำให้เป็นเป้าทางการเมืองให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีด้วย

ดังนั้น พรรคชาติไทยพัฒนาจึงน่าจะดำรงความเป็นพรรคการเมืองต่อไป และหากจะทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นในลักษณะของพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนอดีตที่ผ่านมาแทน

อีกทั้งในกลุ่มผู้บริหารพรรคชาติไทยพัฒนาต่างคุยกันและตกลงเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่าจะขอทำงานการเมืองในพรรคเดิมต่อไป โดยไม่ขอไปควบรวมกับพรรคการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

กระแสข่าวที่เกิดขึ้นมาจากการโยนหินถามทางเพื่อสกัดพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ให้ไปร่วมทำงานกับพรรคเพื่อไทย เพราะต้องยอมรับว่าพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคเพื่อไทยต่างมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีต่อกัน

กล่าวคือต้องไม่ลืมว่าในยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นมหาอำนาจการเมืองไทยนั้น พรรคชาติไทยพัฒนาเคยไปร่วมเป็นรัฐบาลถึงสองครั้ง ทั้งในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทย

ถึงจะมีช่วงหนึ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนาตีตัวออกห่างจากพรรคเพื่อไทยผ่านการบอยคอตเลือกตั้ง หรือการไปร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นทำไปตามน้ำเพราะสถานการณ์พาไปให้พรรคชาติไทยพัฒนาต้องทำเช่นนั้น

จากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นทำให้เริ่มมีการวิเคราะห์กันว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าทั้งสองพรรคนี้จะกลับมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันอีก ซึ่งตามแผนของฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทยต้องการทำให้พรรคเพื่อไทยถูกโดดเดี่ยวในทางการเมือง จึงต้องวางแผนสกัดตั้งแต่ต้นลม

ยังไม่ทันที่กติกาการเลือกตั้งจะเสร็จสมบูรณ์ แผนสกัดดาวรุ่งก็เริ่มปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว ดังนั้นนับจากนี้ไปสถานการณ์ทางการเมืองจะดุเดือดขึ้นกว่านี้แน่นอน

 

อนุมัติซื้ออาวุธ กระชับอำนาจ “กองทัพ-คสช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/493744

อนุมัติซื้ออาวุธ กระชับอำนาจ "กองทัพ-คสช."

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังเป็นข่าวการจัดซื้อเรือดำน้ำจีนรุ่น Yuan Class S26T มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีนำเข้าสู่การพิจารณาและแอบซุ่มอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแบบไม่มีการออกมาเปิดเผยรายละเอียด โดยการอ้างชั้นความลับ ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง

ทำให้เกิดการตรวจสอบการจัดซื้ออาวุธในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา​ ซึ่งทางรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ให้กับทั้ง 3 เหล่าทัพ หลายโครงการเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมกับการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนไปกับเรื่องเหล่านี้ แทนที่จะไปใช้กับโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งเร่งด่วนมากกว่านี้

ปรากฏการณ์เหล่านี้ถูกตีความว่าเป็นไปเพื่อการซื้อใจและกระชับความสัมพันธ์ ระหว่างกองทัพและ คสช.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่กำหนดไว้

นั่นถึงขั้นทำให้ความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำ​มาประจำการหลังห่างหายไปกว่า 66 ปี สำเร็จลุล่วงไปได้แบบค้านกระแสสังคม ที่มองว่า “เรือดำน้ำ” ไม่เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ของไทย และยังไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ ที่ต้องควักกระเป๋าใช้จ่ายงบก้อนใหญ่ไปเพื่อการนี้

สุดท้ายหลังพยายามผลักดันมาร่วม 10 ปี เรือดำน้ำลำแรกจากแผนทั้งหมด 3 ลำ 3.6 หมื่นล้านบาท ก็ใกล้จะเป็นความจริงมากขึ้น เมื่อทางกองทัพเรือเดินทางไปเซ็นสัญญากับทางจีนเรียบร้อยเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลเรื่องความคุ้มค่าของราคาและประสิทธิภาพ

เรือดำน้ำ S26T มีจุดเด่นคือ ใช้ระบบเอไอพี Air-Independent Propulsion System เป็นระบบที่ทำให้เรืออยู่ใต้น้ำนานถึง 21 วัน ซึ่งราคานี้จะครอบคลุมการฝึกอบรม อะไหล่เรือดำน้ำจำนวน 8 ปี ​และถูกกว่าตัวเลือกจากประเทศอื่น

ไม่ต่างจากฝั่งกองทัพบก ล่าสุด ครม.ได้ผ่านความเห็นชอบ จัดซื้อรถถัง VT-4 จากจีน ในระยะที่ 2 อีก 10 คัน ต่อเนื่องจาก​สมัย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็น ผบ.ทบ. ที่เคยจัดซื้อไปแล้วในระยะที่ 1 28 คัน รวมเป็นทั้งหมด 38 คัน หรือ 1 กองพัน และจะมีการจัดซื้อในระยะที่ 3 อีก 11 คัน รวมทั้งหมด 49 คัน ที่จะเป็นงบผูกพัน 3 ปี ที่จะนำมาทดแทนรถถังขนาดเบา M-41 ของสหรัฐ

ครั้งนั้น พล.อ.ธีรชัย ออกมาการันตีการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพบกต้องผ่านคณะกรรมการและดูความเหมาะสมกับงบประมาณของรัฐบาลและความพร้อมของกองทัพบก โดยเชื่อมั่นในศักยภาพรถถัง VT-4 ของจีน เนื่องจากได้เดินทางไปดูมาเองซึ่งเชื่อมั่น ราคา คุณภาพและประสิทธิภาพ​

อีกด้านหนึ่งยังพบด้วยว่ากองทัพบกเคยดำเนินการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ Mi-17V5 จากรัสเซีย เพื่อใช้บรรเทาสาธารณภัย โดยเฉพาะการดับไฟป่าโดยการหิ้วถังน้ำไปดับไฟ หมอกควัน

โครงการระยะที่ 1 จะจัดซื้อ MI-17V5 จำนวน 4 ลำ วงเงิน 3,000 ล้านบาท เริ่มโครงการปี 2559-2561  ทดแทนเฮลิคอปเตอร์แบบลำเลียง CH-47 ชีนุก 6 ลำ

สำหรับกองทัพอากาศพบการจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH จากเกาหลีใต้ โดยล่าสุด จะเตรียมส่งนักบินเดินทางไปฝึกบินที่เกาหลีใต้ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.ถึง​ 29 ธ.ค.นี้

จากรายงานข่าวพบว่ากองทัพอากาศได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2558 วงเงิน 3,700 ล้านบาท ในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ฝึกแบบ T-50TH เพื่อมาทดแทนเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ 1 หรือ L-39 ZA/ART ของกองทัพอากาศ ที่มีแผนจะปลดประจำการเพราะใช้งานมานาน

โดย T-50TH เป็นเครื่องบินฝึกขับและไล่ไอพ่นสมรรถนะสูง พัฒนามาจากเครื่องบินขับไล่ฝึกไอพ่น ที-50 โกลเด้นอีเกิ้ล ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้

การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาเสริมเขี้ยวเล็บให้แต่ละกองทัพในช่วงที่ผ่านมาด้วยวงเงินรวมก้อนใหญ่เช่นนี้ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือค่อนแคะจากหลายฝ่ายแต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ในเมื่อกองทัพและ คสช.ถือเป็นเนื้อเดียวกันซึ่งร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 หลังการเกษียณอายุราชการก็มีการสลับกำลังนำผู้นำแต่ละเหล่าทัพเข้ามาประจำการใน คสช.เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างอันจะมีปัญหาต่อไป

เช่นเดียวกับการหลอมรวมสอดประสานส่งคนของกองทัพเข้าไปนั่งในแม่น้ำ 5 สาย คสช. ครม. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไปจนถึงกลไกที่ตั้งขึ้นมาใหม่และกำลังจะตั้งขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ​และอนุกรรมการชุดย่อยใน ป.ย.ป.ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนกลไก ปฏิรูป และ ปรองดอง

รวมไปถึงล่าสุด การแต่งตั้งรอง ผอ.รมน.จังหวัดฝ่ายทหารจำนวน 77 จังหวัด หรือที่เรียกกันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดทหาร เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

การเอาใจกองทัพในเวลานี้จึงเป็นไปเพื่อกระชับความสัมพันธ์  ป้องกันแรงกระเพื่อมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ​​รวมทั้งปลุกขวัญกำลังใจให้ “กองทัพ” ร่วมสนับสนุนภารกิจของ คสช.​

รวมทั้งอาจยังต้องมองข้ามช็อตต่อเนื่องไปจนถึงหลังเลือกตั้งที่คาดว่ากองทัพอาจยังต้องมีบทบาทต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกด้วย