ปรองดองไม่หน่อมแน้ม ใช้กฎเหล็กจบปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/485838

ปรองดองไม่หน่อมแน้ม ใช้กฎเหล็กจบปัญหา

โดย…ศุภชัย แก้วขอนยาง และไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

จังหวะก้าวทางการเมืองของ “เสรี สุวรรณภานนท์” ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก หลังจากเตรียมจัดทำรายงานข้อเสนอเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง

แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ข้อเสนอหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมาเป็นเจ้าภาพสร้างความปรองดองด้วยตัวเองผ่านกลไกคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ย่อมทำให้ทุกข้อเสนอที่เข้ามายัง ป.ย.ป.ล้วนแล้วมีความหมายทั้งสิ้น

“เสรี” หนึ่งในคีย์แมนปรองดอง บอกกับโพสต์ทูเดย์ถึงหลักการในการสร้างความปรองดองที่คณะกรรมาธิการฯ เตรียมเสนอคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและให้ปัญหาทุกอย่างไปจบที่ศาล

“ความขัดแย้งที่มีปัญหาในบ้านเมืองไทยมันเป็นความขัดแย้งในเรื่องเชิงความคิดที่ไม่ใช่แค่ปัญหาระหว่างบุคคล มันเป็นปัญหาของคนในประเทศ ดังนั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันจึงต้องได้รับการแก้ปัญหา มิฉะนั้นแล้วมันจะกลายเป็นการสร้างวัฒนธรรมไปแล้วเป็นเรื่องปกติชีวิตประจำวันไปแล้ว ซึ่งมันไม่เป็นผลดีโดยรวม เพราะว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งมันก็จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อย เมื่อประเทศเกิดความไม่สงบเรียบร้อยมันจะมีผลกระทบด้านอื่นๆ เช่น ความเป็นอยู่ของประชาชน”

เสรี ยอมรับว่า “อาจจะบอกไม่ได้เต็มปากว่าจะแก้ปัญหาได้หมด หรือจะขจัดความขัดแย้งไปได้โดยสิ้นเชิง มันคงไม่ได้ไกลถึงขนาดนั้น แต่คิดว่าจะแก้ไขได้ส่วนหนึ่งที่จะลดปัญหามากกว่า ลดปัญหาในเรื่องความคิดเห็นที่แบ่งฝ่ายและการต่อสู้กันในทางการเมือง ให้มีแนวทางที่เป็นยอมรับของการอยู่ร่วมกันให้มากขึ้นกว่าเดิม”

สาเหตุที่ทำให้ข้อเสนอการสร้างความปรองดองไม่ค่อยได้รับการไปปฏิบัติต่อ “เสรี” มองว่า “เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างรักษาประโยชน์ของฝ่ายตัวเองเป็นสำคัญ พอเวลาจะเสนออะไรอีกฝ่ายที่ไม่ได้รับประโยชน์ตรงนั้นก็คัดค้าน ทั้งสองฝ่ายหรือหลายๆ ฝ่ายจะทำรูปแบบเดียวกัน มันก็เลยไม่สามารถลงตัวและหาข้อยุติได้ ทั้งๆ ที่แนวทางการนำเสนอนั้นมีหลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบมีหลักการที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือให้กระบวนการยุติธรรมเข้ามาแก้ไขปัญหาแทนที่จะไปออกกฎหมายนิรโทษกรรมเหมือนอย่างที่เคยพยายามทำที่ผ่านมา ซึ่งการออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็ไม่เป็นที่ยอมรับ

“ปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนว่าการปรองดองในปัจจุบันไม่สามารถเอากระบวนการหรือวิธีการที่ผ่านมาอย่างการใช้กฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อแก้ปัญหาได้อีกแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ทำให้เห็นอะไรได้อย่างหนึ่งว่ากระบวนการนิรโทษกรรมทั้งหลายที่ผ่านมาและทำมาแล้วหลายครั้ง พอทำแล้ว ฝ่ายการเมืองเอง หรือนักการเมืองเองจะเห็นช่องทางว่า ถ้าเกิดไปสร้างความรุนแรงความแตกแยกไปปลุกระดมสร้างความขัดแย้ง ในที่สุดแล้วก็จะไปออกกฎหมายนิรโทษกรรม

“มันก็เลยเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีว่าใครก็ตามที่อยู่ในกระบวนการทางเมืองก็จะใช้วิธีเหล่านี้มาต่อสู้ในทางการเมือง แล้วในที่สุดก็มีเป้าหมายสำคัญว่าจะต้องพ้นโทษหรือไม่ถูกเอาโทษ หรือล้างโทษได้ ดังนั้น เมื่อปัจจุบันสังคมไม่ยอมรับแล้ว มันก็จะทำให้เป็นมาตรฐานที่เกิดขึ้นมาใหม่และเป็นตัวอย่างที่ดีได้ว่าต่อไปข้างหน้าที่ใครก็ตามไปเล่นการเมืองและสร้างความเสียหายให้กับประเทศจะได้ไม่กล้าไปใช้วิธีการเหล่านั้น”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงเป็นข้อเสนอสำคัญของคณะกรรมาธิการฯ ที่เตรียมเสนอให้ศาลเข้ามาทำหน้าที่ชี้ขาดปัญหาทั้งหมด

 

“การแก้ไขปัญหาเรื่องความปรองดองและความขัดแย้งในปัจจุบัน สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ให้คนที่ถูกดำเนินคดีทั้งหลายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วให้มีการพิสูจน์ความผิดถูกกันในศาล ให้ศาลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดว่าถ้าผิดก็ต้องถูกลงโทษ ไม่ผิดก็ต้องปล่อยตัวไป ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับที่ปฏิบัติต่อประชาชน จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทั้งสิ้น ดังนั้น ผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองในปัจจุบัน หลังจากที่มีการพยายามเสนอกันหลายรูปแบบมันน่าจะออกมาในแนวทางนี้ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด” เสรี ระบุ

แสดงว่าให้ปัญหาปรองดองไปจบที่ศาล? ประธานคณะกรรมาธิการฯ อธิบายว่า “ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับ มันก็ไม่มีเหตุอื่น มันไม่สามารถจะทำอะไรได้ จะใช้กระบวนการถอนฟ้อง กระบวนการรอลงอาญา ใช้กระบวนการลดหย่อนผ่อนโทษอะไรทั้งหลาย ไม่มีการยอมรับ ไม่มีการลดราวาศอกให้กัน ไม่มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน ดังนั้น หนทางที่เป็นไปได้มากที่สุดและเชื่อได้ว่าเป็นมาตรฐานทางกฎหมายและมาตรฐานทางกระบวนการยุติธรรมว่า ถ้าใครก็ตามที่กระทำความผิดแล้วต้องถูกดำเนินคดีและถูกพิจารณาให้ศาลตัดสินหาความจริงและข้อยุติและกำหนดบทลงโทษหรือไม่ต่อไป”

การให้กระบวนการเหล่านี้ไปอยู่ที่ศาล จะถือว่าเป็นการผลักภาระไปที่ศาลหรือไม่? เสรี ตอบทันทีว่า “ไม่ได้เป็นเรื่องผลักภาระ เพราะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว กฎหมายก็เขียนอย่างนั้นเราก็ปฏิบัติไปตามนั้น ทุกอย่างให้ศาลตัดสินดีที่สุด”

จากนั้นเป็นคำถามที่ถามว่าเมื่อให้ศาลเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ เท่ากับว่าจะไม่มีกลไกใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาความปรองดอง? เสรี ระบุว่า “ไม่ใช่ไม่มี…มี แต่เราพยายามที่จะเสนอให้ทางออกทุกรูปแบบแต่ไม่เป็นที่ยอมรับ ก็ไม่เอากันเอง มันก็ต้องใช้วิธีที่สุดท้าย ที่เสนอนี่ คือ วิธีสุดท้ายที่มันเป็นไปได้มากที่สุด ถ้าไม่เอาอะไรสักอย่างหนึ่งก็ไปว่ากันศาล ผิดถูกก็ให้ศาลตัดสิน เพราะจะตอบกับสังคมได้ถูกไหม”

ส่วนระยะเวลาในการขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองนั้น เสรี คิดว่าการสร้างความปรองดองแม้จะไม่สมารถทำให้ประสบความสำเร็จได้เสียทีเดียว แต่ก่อนการเลือกตั้งต้องทำให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อย เมื่อความสงบเกิดขึ้น ประชาชนก็จะเลิกแตกแยกและเลิกแบ่งฝ่าย เท่ากับว่าคนกลุ่มใหญ่ของประเทศจะไม่อยู่ความขัดแย้ง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็อาจอยู่ที่ฝ่ายการเมือง ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คน

“เราพยายามสร้างมาตรฐานทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองให้ดีกว่าเดิม มีการปฏิรูประบบพรรคการเมืองใหม่ ให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน แล้วการเลือกตั้งจะเป็นการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ในที่สุดแล้วเมื่อประชาชนเกิดความปรองดองและยอมรับในความสงบเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนักการเมืองเองต้องปรับตัว”

ช่วงท้ายเป็นการถามถึงความคาดหวังว่าการสร้างความปรองดองครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ซึ่ง “เสรี” ตอบแบบมั่นใจว่า “สำเร็จ”

“ผมเชื่อว่าปรองดองคราวนี้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จคือ ยังมีกระบวนการสร้างความแตกแยก ปลุกระดมทำให้คนออกมาแบ่งฝักแบ่งฝ่าย กระบวนการทางกฎหมายจะเอาผิด ลงโทษ และตัดสิน เอาเข้าคุกเข้าตะราง มันจะไม่สำเร็จได้อย่างไรถ้าคนสร้างปัญหาให้กับสังคมก็ต้องถูกแยกออกจากสังคม ต้องไปอยู่ในพื้นที่จำกัด

“รอบนี้ต้องเอาจริงเอาจัง หลักของทุกประเทศที่มีความสงบเรียบร้อยอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ที่ผ่านมามันหน่อมแน้ม อะไรต่อมิอะไรหย่อนยาน ถ้าเรายอมกติกาและกฎหมาย สังคมก็จะผ่านวิกฤตเหล่านี้ไปได้ ตอนนี้เราต้องมาอย่างนี้แล้ว มันไม่มีทางอื่นแล้ว มันเป็นกติกากฎเหล็กของสังคม เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครกลัวกฎหมาย” เสรี ทิ้งท้าย

 

“รื่นวดี” ชูบังคับคดีหนุนเศรษฐกิจโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 18:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/485423

"รื่นวดี" ชูบังคับคดีหนุนเศรษฐกิจโต

โดย…เสาวรส รณเกียรติ

รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ที่ปรับเปลี่ยนกรมที่ผู้คนคุ้นชินกับบทบาทในการยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ ขายทอดตลาด มามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปลดล็อกข้อกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้เป็นสากลมากขึ้น เพื่อดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

รื่นวดี บอกว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงมามาก แต่กรมบังคับคดีก็หยุดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะสภาพแวดล้อมขณะนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และยังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นนโยบายรัฐบาลที่กรมจะต้องเข้าไปรองรับอีกด้วย กรมจึงยังต้องเป็นกลไกหนึ่งในการเสริมสร้างความเติบโตด้านเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในบริบทกว้างขึ้นและบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยปักธงผลสัมฤทธิ์ให้กรมทำงานเสริมสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ประเทศใน 20 ปีข้างหน้าของรัฐบาลด้วย

รื่นวดี ระบุว่า โดยข้อเท็จจริงเวลานักลงทุนตัดสินใจจะลงทุนในประเทศไทย จะดูกติกาในการบังคับคดีด้วยว่า มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะถ้าหากมีข้อขัดแย้ง หรือข้อพิพาทระหว่างกันขึ้น แล้วกระบวนการบังคับคดีในประเทศไทยมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นตัวหนึ่งในการใช้ตัดสินใจลงทุนในไทยได้ในสายตาของต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในส่วนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น กรมเข้าไปมีส่วนร่วมใน 2 ด้าน คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการปรับสมดุลการจัดการหน่วยราชการ

โดยในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น จะเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงกระบวนการขั้นตอนให้มีความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การจัดอันดับการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) ของธนาคารโลกดีขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับแก้ไขกฎหมายให้เป็นมาตรฐานสากลและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

โดยในส่วนของอันดับการทำธุรกิจของธนาคารโลกนั้น ปี 2559 กรมบังคับคดีสามารถปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ขั้นตอนต่างๆ จนในส่วนของกระบวนการแก้ปัญหาล้มละลายนั้น ไทยได้รับการเลื่อนอันดับดีขึ้นถึง 26 อันดับ คือจากอันดับที่ 29 ในปี 2558 มาเป็นอันดับที่ 23 ในปี 2559 จาก 190 ประเทศ

แต่ในปีนี้เป็นปีที่ท้าทายมากในการได้รับการเลื่อนอันดับ เพราะถ้าประเทศอื่นทำได้มากกว่า เร็วกว่า อันดับก็ถูกปรับเปลี่ยนได้ทันที รวมทั้งอันดับที่ดีขึ้นในปี 2559 นัยสำคัญมาจากคะแนนความแข็งแกร่งด้านกฎหมายที่เราได้ 13 คะแนน จากคะแนนเต็ม 16 คะแนน ปีนี้ถ้าเราทำเต็มที่คือได้ 15-16 คะแนน ก็เพิ่มขึ้นเพียง 2-3 คะแนนเท่านั้น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำหนักขึ้น และปีที่ผ่านมาเราคะแนนไม่ดีเท่าไหร่ คือคะแนนความสามารถในการรวบรวมทรัพย์สินคืนเจ้าหน้าที่ (Recovery Rate) ที่ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย แต่เกี่ยวกับคน เกี่ยวกับข้อมูล เกี่ยวกับความรวดเร็ว และค่าใช้จ่าย โดยช่วงที่ผ่านมา กรมได้ทำการเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินบุคคลกับหน่วยงานที่เป็นนายทะเบียนทรัพย์สินจำนวน 16 หน่วยงาน เวลานี้ได้มีการเชื่อมข้อมูลได้หมดแล้ว ทำให้ต่อไปกรมสามารถเช็กสอบได้ว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรบ้าง อยู่ที่ไหน

 

ในเรื่องการรวบรวมทรัพย์สินคืนเจ้าหนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนเช่นเดียวกัน เพราะเขาต้องการรู้ว่า ถ้าเขามีข้อพิพาทกับลูกหนี้แล้ว เขาจะได้การชำระเงินคืนเท่าไหร่ ซึ่งขึ้นกับความสามารถในการรวบรวมทรัพย์สินของเรา โดยปีที่แล้วประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ด้านนี้ สามารถรวบรวมคืนได้ 96 จาก 100 ขณะที่ไทยได้ 59 จาก 100 ทำให้ต้องทุ่มเทการทำงานด้านนี้ ปรับวิธีการทำงาน เพื่อให้คะแนนในการจัดอันดับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ในเรื่องเพิ่มขีดความสามารถในช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมา ถือได้ว่ากรมมีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหลายฉบับ และล่าสุดอยู่ระหว่างการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายล้มละลายข้ามชาติ เพื่อให้ยึดทรัพย์ลูกหนี้ในต่างประเทศได้

ส่วนการปรับองค์กรให้สมดุลนั้น รัฐบาลมีเป้าหมายให้หน่วยงานเป็นองค์กรที่เล็กแต่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรัฐบาลมีข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากรบุคคล ทำให้กรมเพิ่มบุคลากรมารองรับงานทั้งหมดไม่ได้ จึงต้องคิดใหม่ โดยปัจจุบันกรมทำทั้งงานด้านกำกับดูแล และการบริหารจัดการ จึงมีการมาทบทวนว่ากรมบังคับคดีควรเหลืองานด้านกำกับดูแลอย่างเดียวหรือไม่ และโอนถ่ายงานด้านบริการจัดการให้ภายนอกเข้ามาดูแล เช่น การมีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่เป็นเอกชน เป็นต้น รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น การขายทอดตลาดผ่านอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

รื่นวดี ยอมรับว่า ที่ผ่านมาได้มีการเตรียมความพร้อมของข้าราชการกรมบังคับคดีให้รู้จักการคิดนอกกรอบ และยอมรับการเปลี่ยนแปลงให้ข้าราชการทุกคนเห็นตรงกันว่า กรมเป็นกลไกหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ข้าราชการต้องคิดเชื่อมโยงงานของกรมบังคับคดีให้เป็นกลไกหนึ่งในการผลักดันเศรษฐกิจด้วย ไม่ใช่งานด้านกฎหมายเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา

“ข้าราชการกรมต้องเห็นว่า การทำงานของเราต้องเป็นสหวิชาชีพคือ ต้องทำงานร่วมกันทั้ง นักกฎหมาย นักบัญชี นักการเงิน การทำงานของกรมไม่ได้อยู่เพียงลำพัง และเราไม่มีทางจะอยู่ลำพังหน่วยงานเดียวได้”

ด้วยเหตุนี้ ช่วง 2 ปี 6 เดือนที่ผ่านมาในตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี ข้าราชการทุกคนจึงเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ โดยคำนึงถึงความมีส่วนร่วมให้มากที่สุด และความเป็นธรรมในการทำงานตามหลักการดั้งเดิมของกรมบังคับคดี

ประชาชนเป็นเป้าหมาย

นอกจากการผลักดันกรมบังคับให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวแล้ว กรมบังคับคดี ยังไม่ทิ้งบทบาทที่ต้องใกล้ชิดกับประชาชน ต้องมองประชาชนเป็นเป้าหมายในการให้บริการด้วย โดยเฉพาะประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ลูกหนี้รายย่อย ลูกหนี้บัตรเครดิต รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

รื่นวดี ระบุว่า ประชาชนที่เปราะบางกลุ่มนี้ กรมต้องช่วยให้ความรู้ให้คำแนะนำ โดยเฉพาะในแง่ของกฎหมาย เช่น ข้อกฎหมายเรื่องการค้ำประกัน การจำนอง จำนำ กฎหมายขายฝาก เป็นต้น ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการออกไปทำงานในต่างจังหวัดจะพบว่า ชาวบ้านต่างจังหวัดไม่เข้าใจว่า ทำไมเขา ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ แต่เวลาเกิดปัญหาขึ้น ทำไมมาเรียกเก็บเงินจากเขาก่อน ไม่เรียกเงินจากลูกหนี้ก่อน เจ้าหน้าที่ก็ต้องให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่เขา หน้าที่ของกรมจึงต้องคิดจุดนี้ด้วย ดูแลกลุ่มประชาชนที่เปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือดูแล

ทั้งนี้ กระบวนการคิดที่มองประชาชนเป็นเป้าหมาย ได้นำมาสู่การทำงานในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายล้มละลาย เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถขอฟื้นฟูกิจการได้ จากเดิมที่ขอฟื้นฟูได้เฉพาะกิจการขนาดใหญ่นำมาซึ่งแนวทางการจัดไกล่เกลี่ยหนี้ ทั้งลูกหนี้กลุ่มเอสเอ็มอี ลูกหนี้บัตรเครดิต ลูกหนี้ กยศ. เป็นต้น โดยข้าราชการต้องมาทำงานเสาร์-อาทิตย์ เป็นต้น

ที่สำคัญหลังจากที่ใช้กระบวนการทำงานรูปแบบนี้ ปรากฏว่าประชาชนที่เคยไม่กล้ามาพบเจ้าหน้าที่บังคับคดี หรือหนีหน้า กล้ามาขอพึ่งพิง กล้ามาขอคำปรึกษา

ขณะที่ข้าราชการกรมบังคับคดีก็ยังคงทำภารกิจการบังคับคดี แต่ก็ทำหน้าที่ช่วยให้ความรู้ด้านกฎหมายช่วยประสานการไกล่เกลี่ยหนี้ จนเวลานี้กรมบังคับคดีเข้าไปมีส่วนร่วมในกรรมการหลายชุด เช่น คณะกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบ คณะอนุกรรมการช่วยเหลือเกษตรและผู้ยากจน (อชก.) ของกระทรงงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น เรียกได้ว่าบทบาทของกรมขยายตัวขึ้น

และข้าราชการของกรมต้องเปิดตัวเองมากขึ้น ทำงานตอบรับโจทย์ของประชาชนให้กว้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าหาได้ง่ายขึ้นด้วย

 

ม.44 ปล่อยผีสิทธิบัตรยา รวบรัดระวังประเทศเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/484773

ม.44 ปล่อยผีสิทธิบัตรยา รวบรัดระวังประเทศเสียหาย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาสังคมเกิดกระแสแสดงความเป็นกังวลอย่างมาก หลังจากรัฐบาลประกาศว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกคำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เร่งรัดการจดสิทธิบัตรที่คงค้างมากกว่า 1 หมื่นรายการให้เสร็จภายใน 3 เดือน หลังจากยืดเยื้อมานานกว่า 10-20 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและการแข่งขันในต่างประเทศ

ทว่า สิทธิบัตรจำนวนหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ทำให้หลังจากคำประกาศของรัฐบาล ภาคสังคมได้เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าการปล่อยผีจดสิทธิบัตรในครั้งนี้ อาจส่งผลทำให้ยาบางชนิดมีราคาสูงขึ้นในอนาคต

ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนต่อประเด็นนี้ว่า การจดสิทธิบัตรนั้นมีประโยชน์ แต่ถ้าจะใช้มาตรา 44 มาเร่งรัดการจดสิทธิบัตรยาไม่ใช่ทางออกเพียงทางเดียว เพราะการจดสิทธิบัตรทำได้หลายแบบ เช่น ยินยอมให้สาธารณะนำไปใช้ได้ตราบที่ไม่นำไปทำธุรกิจการค้า และไม่สามารถยึดครองภายหลังได้ หรือแบบอนุสิทธิบัตร ซึ่งเป็นแบบที่ให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์คิดค้นเช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่แตกต่างตรงที่การประดิษฐ์ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตรเป็นการประดิษฐ์ที่มีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยแต่มีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น

ทั้งนี้ มองว่าเหตุผลหลักที่รัฐบาลจะใช้มาตรา 44 เร่งรัดจดสิทธิบัตรเพื่อต้องการอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่าการออกสิทธิบัตรครั้งนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับยาโดยตรง แต่สิ่งที่คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำกับดูแลอยู่ครอบคลุมอุปกรณ์ผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพทั้งหมด

ดังนั้น หากทำสำเร็จสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ผลกระทบที่จะทำให้ราคายาในประเทศไม่มีกลไกควบคุม และการพัฒนาเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศจะไม่เติบโตและจะถูกควบคุม แม้รัฐบาลเชื่อว่าสามารถต่อรองกับต่างชาติได้หากราคายาปรับตัวสูงขึ้น

เนื่องจากจำนวนภาคธุรกิจผู้มายื่นขอสิทธิบัตรล้วนเป็นต่างชาติ 80-90% เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังให้อำนาจการครอบครองนี้แก่ต่างประเทศ ดังนั้นถ้าเร่งรัดดำเนินการแม้จะอ้างว่าไม่มีเรื่องยา แต่ความเป็นจริงการขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรแม้ไม่ได้ขึ้นที่ตัวยาสำเร็จรูป แต่การขึ้นทะเบียนสารตั้งต้นและส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องก็อาจทำให้สถานการณ์ยาและระบบสาธารณสุขในประเทศได้รับผลกระทบ

ภญ.นิยดา กล่าวว่า การที่รัฐอ้างว่าสามารถต่อรองราคายากับบริษัทผู้ผลิตได้ แต่ความเป็นจริงช่วงที่ผ่านมาไม่เคยเห็นกลไกของรัฐที่สามารถทำได้ เพราะบริษัทผู้ผลิตยามีสิทธิยืนกรานไม่ยอมลดราคาได้ ดั่งที่เห็นตัวอย่างว่า ยาภายในโรงพยาบาลเอกชนหน่วยงานรัฐแทบจะไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ แม้ยาเหล่านั้นจะถูกนำเข้าบัญชียาหลัก เนื่องจากการต่อรองราคาเป็นเพียงกลไกปลายทางเท่านั้น

นักวิชาการด้านพัฒนาระบบยา ระบุอีกว่า สาเหตุที่ทำให้การจดทะเบียนสิทธิบัตรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่คืบหน้ามี 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.เกิดจากบริษัทผู้ยื่นล่าช้า และไม่พร้อมในการนำส่งข้อมูลตั้งแต่ครั้งแรก เพราะมักชอบยื่นเพื่อกันสิทธิไว้ก่อนและคิดว่าค่อยนำส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาติดตามภายหลังได้ 2.กรมทรัพย์สินทางปัญญาบริหารไม่เป็น 3.ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องประเมินไม่ยอมตัดสินใจเด็ดขาดในการประเมิน จึงทำให้เห็นว่าเมื่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่พร้อม ผู้ยื่นมีปัญหา ผู้ประเมินล่าช้า และการทำงานไม่มีกรอบชัดเจน จึงทำให้ที่ผ่านมาการจดสิทธิบัตรต้องใช้เวลานานมาก

ดังนั้น ขอเสนอว่า เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้การแก้ควรเริ่มที่ต้นน้ำคือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง และมีกฎหมายควบคุมราคายาควรเข้ามาทำเรื่องนี้ พร้อมทบทวนว่าสาเหตุที่ทำให้การทำงานล่าช้าเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากเรื่องฐานข้อมูลกระบวนการพัฒนาคุณภาพการทำงานให้รองรับ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่เกิดขึ้นทั้งใน อย.และกรมทรัพย์สินทางปัญญา

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาหน่วยงานนี้ไม่ยอมทำ ถึงแม้จะมีอำนาจสามารถควบคุมราคาสินค้าอื่นได้เกือบทุกชนิด รวมถึงบัญชีราคายาที่มีประกาศรายชื่อยาควบคุม แต่การทำงานจริงไม่เคยมีรายละเอียดบัญชีที่ชัดเจน ดังนั้น มาตรา 44 ควรบังคับให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหานี้

จากนั้นกระบวนการทำงานต้องแยกว่าจะใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานการขึ้นทะเบียนอย่างไร ซึ่งต้องวิเคราะห์ให้ครอบคลุมทั้งด้านจำนวนของผู้ยื่นว่ามีบริษัทต่างชาติเท่าไหร่ รวมถึงต้องตรวจสอบดูว่าซ้ำซ้อนกับการขึ้นทะเบียนในระบบสิทธิบัตรการประดิษฐ์ระหว่างประเทศที่สามารถยื่นคำขอได้ในต่างประเทศและมีผลครอบคลุมในประเทศสมาชิก หรือพีซีที อยู่เท่าไหร่ด้วย

ขณะที่การทำงานของผู้ประเมินสิทธิบัตร ต้องมีมาตรฐานในการพิจารณาอย่างรอบคอบตั้งแต่ 1.สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 2.เป็นนวัตกรรมใหม่จริงๆ 3.อนาคตสามารถต่อยอดใช้ประโยชน์กับอุตสาหกรรมอื่นได้ แต่ไม่ใช่ยาใหม่ทุกตัวต้องขึ้นสิทธิบัตร เพราะที่ผ่านมาพบว่าแม้ยาจะใหม่ แต่หากสารที่นำมาผลิตไม่มีความใหม่ก็ไม่ควรมีขึ้น

ภญ.นิยดา แนะนำว่า ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ นักวิชาการและภาคธุรกิจได้เคยร่วมกันผลักดันให้มีการออกคู่มือการตรวจสอบการรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตรจนสามารถประกาศใช้ ซึ่งเป็นข้อกำหนดวิธีการพิจารณาที่ถูกต้องว่าควรจะทำอย่างไร เพื่อให้นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจนำคู่มือดังกล่าวมาช่วยในการทำงานให้เร็วขึ้นก็ได้

จากนั้นเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นเสร็จ ควรประกาศให้สังคมรับทราบว่าจะมีการขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรยาชนิดนี้ เพื่อสอบถามว่าจะมีผู้ใดขัดข้องทักท้วงเรื่องคุณสมบัติหรือไม่ เช่น ไม่มีความใหม่ มีผู้คิดค้นอยู่แล้ว ในระยะเวลา 3 เดือนจากนั้นนำเข้าสู่ขั้นตอนระบบต่อไป โดยขั้นตอนนี้จะเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นว่าการขึ้นสิทธิทะเบียนนั้นจะดีหรือไม่ เพราะหากไม่ตรวจสอบให้ละเอียดและปล่อยให้กระบวนการผ่านล่วงเลยไป จะทำให้อำนาจผูกขาดเป็นของผู้ครอบครองที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติในระยะยาว โดยที่ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์อะไร ซึ่งตัวเลขมูลค่าการผลิตในระบบนี้ปีหนึ่งมีมูลค่าสูงกว่าแสนล้านบาท

“เรื่องนี้หากทำไม่ดี อาจทำให้อุตสาหกรรมยาในประเทศไม่มีความเข้มแข็งและไม่ก้าวหน้า เพราะปัญหาของสิทธิบัตรจะทำให้การพัฒนาผลิตยาในประเทศถูกควบคุมอย่างชัดเจน และเมื่อมีสภาวะเชื้อดื้อยาหรือโรคระบาดที่เกิดขึ้น ก็จะไม่สามารถผลิตยาได้ทันที”ภญ.นิยดา กล่าว

ภญ.นิยดา กล่าวว่า การที่รัฐบาลบอกให้ขึ้นทะเบียนไปก่อนและค่อยปรับแก้ไขภายหลังหากมีปัญหา คิดว่าเมื่อขึ้นทะเบียนไปแล้วการนำกลับมาแก้ไขใหม่คงเป็นเรื่องยาก หรือหากจำเป็นก็ต้องฟ้องร้องก็อาจใช้ระยะเวลานานหลายปี จึงมองว่าไม่คุ้มหากรัฐบาลปล่อยไปก่อนและแก้ไขภายหลังหากมีปัญหา ถ้าเป็นเช่นนั้นจะสะท้อนความไม่เอาไหนของหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียน เพราะสิทธิบัตรไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องยาเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงถึงเรื่องพันธุ์พืช สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วย

ภญ.นิยดา กล่าวว่า การที่รัฐบาลบังคับให้เสร็จภายใน 3 เดือน คงเป็นไปไม่ได้ เพราะจากมาตรฐานการประเมินสิทธิบัตรแต่ละชนิดตามหลักสากลที่หลายประเทศทำอยู่ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย สหภาพยุโรป (อียู) ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพราะหากเร่งรัดการทำงานพิจารณาแบบไม่ละเอียดจะเกิดผลเสียต่อประเทศตามมาภายหลัง

ทั้งนี้ ขอเตือนว่าการจดสิทธิบัตรจะต้องดูให้ครบวงจรอย่างละเอียด ไม่ควรเร่งรีบว่าต้องเอาเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรอย่างเดียว เพราะหากใช้มาตรา 44 เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ควรพิจารณาให้ดีว่าจะใช้อย่างไรเพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์และสามารถนำไปพัฒนาในอนาคตได้ เพราะการที่พูดแต่เพียงว่าต้องการให้จดสิทธิบัตรหมื่นกว่ารายการให้เสร็จภายใน 3 เดือน เป็นการแสดงว่าผู้ที่จะดำเนินการไม่รู้ข้อเท็จจริง ฉะนั้นควรกลับไปวิเคราะห์สาเหตุว่าที่ช้าเพราะเหตุใด และค่อยตัดสินใจดำเนินการจะเป็นการดีกว่า

ภญ.นิยดา ย้ำว่าการที่จะให้ออกสิทธิบัตรให้เร็วภายใน 3 เดือน คิดว่าเป็นเรื่องที่ยาก เพราะการทำเรื่องนี้ต้องรอบคอบ มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การจดสิทธิบัตรนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้มากขึ้น ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อธุรกิจ เพราะสิทธิบัตรถือเป็นสิ่งที่จะยึดครองไปตลอด เพราะหากดำเนินการไม่รอบคอบ ไม่ใช่เพียงจะทำให้อุตสาหกรรมยาตายเท่านั้น แต่จะทำให้ประเทศไทยล้มละลายตายด้วยซ้ำ เพราะเงินส่วนใหญ่เป็นภาษีที่ต้องนำเข้าสู่ระบบ

 

ค้าปลีกมะกันสู้ไม่ไหว ทยอยปิดตัวทุบสถิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/490024

ค้าปลีกมะกันสู้ไม่ไหว ทยอยปิดตัวทุบสถิติ

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ค้าออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซ กำลังได้รับความนิยมและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน โดยภาคค้าปลีกแบบมีหน้าร้านต่างพยายามปรับตัวเพื่อแข่งขันกับการค้าออนไลน์ แต่ก็ใช่จะเป็นผู้รอดชีวิตในยุคเทคโนโลยีเสมอไป

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ค้าปลีกในสหรัฐทำสถิติการปิดตัวใหม่ไปแล้วในปีนี้ โดยธนาคารเครดิตสวิส เปิดเผยว่า จำนวนสาขาที่ประกาศปิดตัวในช่วงไตรมาสแรกของปี และ 1 สัปดาห์แรกของเดือน เม.ย. อยู่ที่ 2,880 แห่ง เมื่อเทียบกับของทั้งปี 2016 ที่อยู่ที่ 1,153 แห่ง
นอกจากนี้ คริสเตียน บัส นักวิเคราะห์ของเครดิตสวิส เปิดเผยว่า หากค้าปลีกยังปิดตัวในสัดส่วนเช่นเดียวกับทุกปี จะส่งผลให้จำนวนร้านค้าที่ปิดตัวในปีนี้สูงถึง 8,640 แห่ง มากกว่าสถิติเดิมในปี 2008 ที่ 6,200 แห่ง
รายล่าสุดที่ประกาศปิดตัวคือ รูว์21 (Rue21) ร้านเสื้อผ้าลำลองวัยรุ่น ประกาศเตรียมยื่นขอการคุ้มครองจากการล้มละลายตามกฎหมายฟื้นฟูกิจการจากศาลสหรัฐไปเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา และอาจต้องปิดสาขา 1,000 แห่ง ตามหลังเพย์เลส ชูซอร์ส ค้าปลีกรองเท้า ซึ่งปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรในสหรัฐและเปอร์โตริโกจำนวน 400 สาขา จากทั้งหมดราว 4,400 สาขา ใน 30 ประเทศ เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นจากอี-คอมเมิร์ซ
การปิดตัวของค้าปลีกกระทบกับการจ้างงานภายในสหรัฐ​ โดยจากข้อมูลของกระทรวงแรงงานสหรัฐ พบว่าในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ภาคค้าปลีกปรับลดพนักงานมากถึง 3 หมื่นอัตรา ย่ำแย่ที่สุดตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก
“ทุกวันนี้ความสะดวกสบายคือ การนั่งใส่ชั้นในอยู่ในบ้านและเล่นโทรศัพท์มือถือหรือไอแพดเหตุผลสำหรับเดินทางไปห้างร้านและจำนวนการเดินทางไปยังห้างร้านจะแตกต่างจากแต่ก่อน” บัส กล่าว
ไม่อาจสู้ยักษ์

ค้าปลีกแบบมีหน้าร้านพยายามที่จะปรับตัวรับกับยุคอี-คอมเมิร์ซ และเข้าสู่ตลาดค้าออนไลน์มากขึ้น เช่น เมซีส์ ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ​ เตรียมลดพนักงาน 6,200 อัตราในปีนี้ เพื่อประหยัดต้นทุน 550 ล้านเหรียญสหรัฐ​ (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท) และจะลงทุนเพิ่มอีก 250 ล้านเหรียญสหรัฐ​ (ราว 8,750 ล้านบาท) ในธุรกิจดิจิทัล รวมถึงธุรกิจที่ยังทำกำไรในปัจจุบัน เช่น ห้างร้านในจีนและธุรกิจออฟ-ไพรส์

อย่างไรก็ตาม ในด้านการค้าออนไลน์นั้นกลับไม่สามารถสู้อเมซอนดอทคอม ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐได้ โดยจากข้อมูลของอี-มาร์เก็ตเตอร์ พบว่าในมูลค่ายอดค้าออนไลน์ทั้งหมดในสหรัฐ อเมซอนคว้าสัดส่วนไปมากถึง 53% มากกว่าค้าออนไลน์ทุกเจ้ารวมกัน ซึ่งอยู่ที่ 47%

“เป็นคำถามที่อุตสาหกรรมกำลังหาคำตอบ ผมไม่รู้ว่าจะมีห้างร้านกี่แห่งที่สามารถปรับตัวเองได้” โนเอล เฮอเบิร์ต นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก กล่าว

สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว ห้างร้านที่ย่ำแย่จะส่งผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น โดย ริชาร์ด เฮย์น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเออร์บาน เอาต์ฟิตติ้ง ระบุว่า เป็นเพราะห้างร้านในสหรัฐมีสัดส่วนมากกว่าประเทศอื่นๆ

“พื้นที่ห้างร้านต่อหัวประชากรในสหรัฐสูงกว่าญี่ปุ่นหรือยุโรปถึง 6 เท่า และยังไม่ได้นับรวมค้าออนไลน์” เฮย์น กล่าว

สินค้าอุปโภค-บริโภคปรับตัวสู้

ผู้ผลิตสินค้าส่งให้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง “ยูนิลีเวอร์” เองก็จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยล่าสุดยูนิลีเวอร์ได้จับมือกับ “ลาซาด้า” อี-คอมเมิร์ซชื่อดังของสิงคโปร์ ซึ่งอาลีบาบายักษ์ค้าออนไลน์จากแดนมังกรเป็นผู้สนับสนุน เพื่อผลักดันการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคทั่วไปที่ซื้อง่ายขายคล่อง (Fast-Moving Consumer Goods : FMCG) เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผ่านช่องทางออนไลน์ในภูมิภาคอาเซียน

ก่อนหน้านี้ อาลีบาบาและยูนิลีเวอร์เคยทำข้อตกลงร่วมมือในรูปแบบที่คล้ายคลึงมาแล้วในปี 2015 ซึ่งเปิดโอกาสให้ยูนิลีเวอร์สามารถจำหน่ายสินค้าในจีนมากยิ่งขึ้น หลังยอดขายบริษัทร่วงลง 20% เมื่อปี 2014

หลังยูนิลีเวอร์ปฏิเสธข้อตกลงเข้าซื้อกิจการของคราฟต์ ไฮนซ์ บริษัทอาหารรายใหญ่อันดับ 5 ของโลกจากสหรัฐ มูลค่า 1.43 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5 ล้านล้านบาท) ยูนิลีเวอร์ถึงคราวปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการประกาศขายแบรนด์สเปรดทาขนมปังที่รู้จักกันดีอย่าง ฟลอร่า มาการีนชื่อดัง และมาร์ไมท์ สเปรดทางขนมปัง

การขายกิจการดังกล่าวคาดจะมีมูลค่าอยู่ที่ราว 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ​ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) โดยการขายครั้งนี้เป็นการขายธุรกิจที่ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังความกังวลด้านไขมันอิ่มตัวและอาหารแปรรูปกลายเป็นเทรนด์ใหญ่ของผู้บริโภค ซึ่งยอดขายมาการีนทั่วสหราชอาณาจักรปรับลดลง 12% เมื่อปีที่แล้ว

 

‘เคเอฟซี’ปรับแผนใหญ่ เลิกซื้อไก่ใช้ยาปฏิชีวนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2560 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/489351

‘เคเอฟซี’ปรับแผนใหญ่ เลิกซื้อไก่ใช้ยาปฏิชีวนะ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

“เคเอฟซี” ซึ่งเป็นร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังในเครือของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์ ได้กลายเป็นเชนร้านฟาสต์ฟู้ดไก่ใหญ่สุดรายที่ 2 ในสหรัฐ ที่ประกาศแผนเตรียมยกเลิกการซื้อไก่ที่ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งหมด โดยให้เวลาซัพพลายเออร์จนถึงสิ้นปี 2018 เพื่อปรับตัวยุติการใช้ยาปฏิชีวนะในไก่ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ (ซูเปอร์บั๊ก) ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ต่อมนุษย์ในปัจจุบัน

ทิศทางของเคเอฟซีมีขึ้นหลังจากที่ร้าน “ชิคฟิลเล” ซึ่งเป็นเครือร้านฟาสต์ฟู้ดไก่ชื่อดังในสหรัฐได้ประกาศตั้งแต่ปี 2014 ว่าจะเลิกรับซื้อเนื้อไก่ที่ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งหมดภายในสิ้นปี 2019 เช่นเดียวกับร้าน “แมคโดนัลด์” ที่ประกาศไม่ใช้ไก่มียาปฏิชีวนะในร้าน 1.4 หมื่นแห่งทั่วสหรัฐไปเมื่อปีที่แล้ว และส่งผลให้อุตสาหกรรมผู้ประกอบกิจการเนื้อไก่ต้องเร่งปรับตัว

รอยเตอร์ส ระบุว่า ยาปฏิชีวนะที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ในมนุษย์ทุกวันนี้ถูกขายไปเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเนื้อและปศุสัตว์ถึงราว 70% ขณะที่บรรดานักวิจัยทางการแพทย์กังวลว่าการใช้ยาปฏิชีวนะดังกล่าวในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการใช้ยาต้านเชื้อในมนุษย์

“เราตระหนักว่าเรื่องนี้กำลังเป็นความกังวลต่อสุขภาพของสาธารณชนมากขึ้น และเป็นเรื่องที่สำคัญต่อลูกค้าจำนวนมากของเรา ซึ่งเราจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ของเรามีการใส่ใจและปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์” เควิน ฮอคแมน ประธานเคเอฟซี สหรัฐ กล่าว

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวจะปรับใช้เฉพาะในร้านเคเอฟซีราว 4,200 สาขาในสหรัฐเท่านั้น ซึ่งครอบคลุมถึงฟาร์มไก่ราว 2,000 แห่งในประเทศ และยังไม่มีนโยบายขยายไปในต่างประเทศ

สหรัฐหันตื่นตัวไก่ปลอดยา

หลังจากที่เผชิญการรณรงค์และแรงกดดันจากบรรดานักเคลื่อนไหวและผู้บริโภคมากขึ้น บรรดาบริษัทอาหารรายใหญ่และร้านอาหารในสหรัฐได้ยอมรับการจำกัดวงการใช้ยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์กันมากขึ้น

เมื่อเดือนที่ผ่านมา บริษัท ไทสัน ฟู้ดส์ ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในผลิตภัณฑ์เนื้อไก่อีก หลังจากที่เคยประกาศจะจำกัดการใช้ยาในไก่ต้มสุกไปแล้วก่อนหน้านี้ และยังมีแผนที่จะลดการใช้ยาในเนื้อสัตว์อื่นๆ อาทิ เนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่งวงด้วย เพียงแต่ยังไม่กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าท่าทีของผู้ผลิตเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดในประเทศครั้งนี้ คือหลักฐานที่บ่งชี้ถึงเทรนด์การปรับตัวของบริษัทขนาดใหญ่

“เราลดการใช้ยาปฏิชีวนะของคนในสัตว์ เพราะถือเป็นความรับผิดชอบต่อการรักษาสมดุลระหว่างความกังวลเรื่องสุขภาพของคนทั่วโลกกับสวัสดิภาพของสัตว์” โฆษกของไทสัน ฟู้ดส์ กล่าวกับเอเอฟพี

ทั้งนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์หลายฝ่ายต่างเชื่อว่า การใช้ยาปฏิชีวนะที่มากเกินไปในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการดื้อยาในคนปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นยาที่รักษาโรคปอดบวม การติดเชื้อ และโรคอื่นๆ ซึ่งมีรายงานพบการดื้อยาถึงขั้นเสียชีวิตมากขึ้น เพราะยาปฏิชีวนะที่แรงที่สุดกลับใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วยบางราย

การปรับตัวของอุตสาหกรรมอาหารในสหรัฐ ยังมีขึ้นหลังจากที่ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ออกมติในการประชุมเมื่อเดือน ก.ย. 2016 โดยให้คำมั่นว่า ประชาคมโลกจะร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับปัญหาการดื้อยาดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทในอุตสาหกรรมเนื้อไก่กว่า 42% แล้วที่ให้คำมั่นว่าจะลดการใช้ยาลง

อย่างไรก็ดี เอเอฟพี ระบุว่า ปริมาณเนื้อไก่ที่ปลอดจากการใช้ยาปฏิชีวนะในสหรัฐยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 40-50% เท่านั้น โดยบางบริษัทยังปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในเรื่องนี้ อาทิ บริษัท แซนเดอร์สัน ฟาร์ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตเนื้อไก่รายใหญ่ในสหรัฐ ขณะที่จำนวนเนื้อสัตว์ปลอดยาปฏิชีวนะยังมีจำนวนน้อยลงไปอีกในกลุ่มเนื้อหมูและเนื้อวัว

“ทุกวันนี้ผู้บริโภคและหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเรียกร้องเรื่องเนื้อสัตว์ปลอดยากันมากขึ้น ทว่าก็ยังดูเป็นเพียงกระแสหรือเป็นเทรนด์ในระยะยาวที่ยังต้องจับตาดูกันต่อไปมากกว่า” เซน อักบารี นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมอาหารจากมอร์นิ่งสตาร์ กล่าว

 

อี-เพย์เมนต์บุกเอเชีย จับเทรนด์ตลาดเกิดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2560 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/488910

อี-เพย์เมนต์บุกเอเชีย จับเทรนด์ตลาดเกิดใหม่

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ตลาดดิจิทัลเพย์เมนต์หรือการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลต่างๆ กำลังเข้ามาขยายตัวในตลาดเอเชียแปซิฟิก เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และจีน หลังความนิยมการชำระเงินออนไลน์ในภูมิภาคดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น

วอตส์แอพ แอพพลิเคชั่นแชตชื่อดังของเฟซบุ๊ก อิงค์ วางแผนเข้าตีตลาดการชำระเงินออนไลน์ในอินเดีย ซึ่งนับเป็นตลาดต่างประเทศที่แรกของวอตส์แอพ และกลายเป็นการแข่งโดยตรงกับ “เพย์ทีเอ็ม” แพลตฟอร์มดิจิทัลเพย์เมนต์ที่ได้รับการสนับสนุนโดยอาลีบาบายักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซจากจีน

อินเดียนับเป็นตลาดด้านดิจิทัลเพย์เมนต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยประชาชนนิยมการชำระเงินในรูปแบบดังกล่าวมากขึ้น หลังรัฐบาลอินเดียประกาศยกเลิกใช้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปี เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา จนทำให้เงินสดขาดแคลน

หนึ่งในผู้ให้บริการที่เริ่มเข้าไปในตลาดอินเดีย คือ ทรูคอลเลอร์ สตาร์ทอัพจากสวีเดน โดยทรูคอลเลอร์จับมือกับไอซีไอซีไอแบงก์ เพื่อให้บริการการชำระ

เงินผ่านโทรศัพท์มือถือ หลังทรูคอลเลอร์เป็นที่นิยมอย่างมากในอินเดียและมีผู้ใช้มากกว่า 150 ล้านคนในอินเดีย เทียบกับทั่วโลกที่ 250 ล้านคน ทั้งนี้ ทีแรกทรูคอลเลอร์เข้าไปในอินเดียในฐานะผู้ให้บริการยืนยันตัวตนผ่านหมายเลขโทรศัพท์และตรวจสแปม

เพย์พัลปรับกลยุทธ์

เพย์พัลผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์รายใหญ่ของโลกขยายความเป็นหุ้นส่วนกับวีซ่าผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายใหญ่ไปยังเอเชียแปซิฟิก นอกเหนือจากสหรัฐ​ โดยความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวจะช่วยให้ร้านค้าปลีกรายย่อยซึ่งรับชำระบัตรเครดิตของวีซ่าสามารถรับชำระเงินผ่านเพย์พัลได้ ขณะที่ผู้ใช้บัญชีเพย์พัลก็สามารถใส่เงินจากบัญชีเพย์พัลเข้าในบัญชีของวีซ่าที่ชื่อ วีซ่าไดเรกต์ ได้

ดังนั้น ความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารที่ออกบัตรวีซ่ามีทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น ด้วยการเสนอการชำระเงินผ่านเพย์พัลและยังกระตุ้นให้ร้านค้าปลีกรายย่อยหันมาเปิดรับเพย์พัลมากขึ้น แม้ในปัจจุบันมีผู้ใช้เพย์พัลในเอเชียแปซิฟิกมากถึง 200 ล้านคน แต่เพย์พัลประสบปัญหาการร้องเรียนจากลูกค้าที่ไม่สามารถใช้เพย์พัลได้เต็มที่จากความไม่แพร่หลาย

จิม มาแก็ต หัวหน้าฝ่ายชำระเงิน ผลิตภัณฑ์ และวิศวกรรมของเพย์พัล กล่าวว่า เพย์พัลกำลังพยายามเพิ่มฐานลูกค้าในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียและอินโดนีเซีย ซึ่งในปัจจุบันแม้ประชากรจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคาร แต่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ โดย 1 ใน 3 ของธุรกรรมทั้งหมดของเพย์พัลเป็นการชำระเงินด้วยโทรศัพท์มือถือ

สำหรับอินโดนีเซียปัญหาการเข้าถึงธนาคารส่งผลให้บริการชำระเงินผ่านจุดบริการชำระเงินต่างๆ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยแกร็บผู้ให้บริการไรด์-แชริ่ง ตกลงเข้าซื้อ คูโด สตาร์ทอัพด้านบริการชำระเงินในรูปแบบดังกล่าว ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า มูลค่าการเข้าซื้อดังกล่าวอยู่ที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ​ (ราว 3,500 ล้านบาท)

กังวลความปลอดภัย

จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับดิจิทัลเพย์เมนต์ โดยมียอดชำระเงินออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านล้านหยวน (ราว 60 ล้านล้านบาท) ในปี 2015 เป็น 19 ล้านล้านหยวน (ราว 95 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่จากข้อมูลของบิ๊กดาต้า รีเสิร์ชในกรุงปักกิ่ง พบว่ายอดชำระเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือปรับขึ้นถึง 200% ส่งผลให้จีนกลายเป็นประเทศหนึ่งที่มุ่งหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด

อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความปลอดภัยเริ่มเพิ่มมากขึ้นในจีน หลังประสบกรณีหลอกลวงหลายครั้ง โดยหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า ล่าสุดเกิดกรณีเกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงคิวอาร์โค้ด ที่แฝงด้วยไวรัสและขโมยข้อมูลของผู้ใช้บริการ ทั้งข้อมูลในสมาร์ทโฟนและบัญชีธนาคาร ซึ่งในมณฑลกวางตุ้งมีการขโมยเงินด้วยวิธีดังกล่าวมากถึง 90 ล้านหยวน

หลิวชิงเฟิง ประธานของไอฟลายเท็ค ผู้ให้บริการคลาวด์เซอร์วิส เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน 23% ของไวรัสโทรจันมาจากคิวอาร์โค้ดซึ่งยากต่อการตรวจจับ เนื่องจากผู้ใช้ไม่สามารถแยกแยะของจริงและของปลอมด้วยตาเปล่า

 

‘ลาซาด้า’ผนึก‘ยูนิลีเวอร์’ รุกสินค้าผู้บริโภคอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/487767

‘ลาซาด้า’ผนึก‘ยูนิลีเวอร์’ รุกสินค้าผู้บริโภคอาเซียน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ลาซาด้า อี-คอมเมิร์ซชื่อดังของสิงคโปร์ ซึ่งอาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จากจีนซื้อกิจการไปเมื่อปีที่ผ่านมา จับมือเป็นพันธมิตรครั้งใหม่กับยูนิลีเวอร์ บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคสัญชาติอังกฤษ เพื่อผลักดันการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่ซื้อง่ายขายคล่อง (เอฟเอ็มซีจี) เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผ่านช่องทางออนไลน์ในภูมิภาคอาเซียน

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ทั้งสองบริษัทจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในด้านซัพพลายเชน การตลาด การแลกเปลี่ยนข้อมูล การจำหน่ายสินค้าบนสื่อโซเชียล รวมถึงการพัฒนาความสามารถบุคลากร เพื่อขยายธุรกิจในภูมิภาค

“เป้าหมายบริษัทคือการแสวงหาหนทางที่ดีกว่าในการจับตลาดชนชั้นกลางทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มนี้โดยตรง” แม็กซิมิเลียน บิตต์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของลาซาด้า กรุ๊ป กล่าว

ทั้งนี้ ตลาดสินค้าเอฟเอ็มซีจีนในอาเซียน คาดว่าจะขยายตัวแตะ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.6 แสนล้านบาท) ภายในปี 2020 ขณะที่หน่วยธุรกิจนี้ของลาซาด้าปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน โดยขยายตัวถึง 181% ในปี 2016 จากปีก่อนหน้านี้ เติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทอื่นๆ โดยในปัจจุบัน ลาซาด้าขายสินค้าทั้งหมด 39 ล้านรายการในอาเซียน ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ภายในบ้าน และสินค้าแฟชั่น

รอยเตอร์ส รายงานว่า ยูนิลีเวอร์เป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีอิทธิพลในอาเซียน โดยที่ผ่านมา ยอดขายสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทมาจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่การจำหน่ายสินค้าในตลาดอื่นๆ เช่น สหรัฐ จีน และอินเดีย มีสัญญาณปรับตัวขึ้นเช่นกัน

ด้าน ปิแอร์ ลุยกี ซิจิสมอนดี ประธานยูนิลีเวอร์ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย กล่าวว่า การเป็นพันธมิตรกับลาซาด้าจะช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าออนไลน์ให้บริษัทถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงปี 2015-2016 พร้อมเสริมว่า ยอดขายสินค้าออนไลน์ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกเดือนในปี 2016

“เทรนด์ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนสู่การซื้อสินค้าออนไลน์ ความร่วมมือครั้งนี้จึงน่าตื่นเต้นมาก” ซิจิสมอนดี กล่าว และระบุว่า ข้อมูลจากลาซาด้าจะช่วยให้ยูนิลีเวอร์เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีขึ้น และช่วยในการทำการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าออนไลน์

ก่อนหน้านี้ อาลีบาบาและยูนิลีเวอร์เคยทำข้อตกลงร่วมมือในรูปแบบที่คล้ายคลึงมาแล้วในปี 2015 ซึ่งเปิดโอกาสให้ยูนิลีเวอร์สามารถจำหน่ายสินค้าในจีนมากยิ่งขึ้น หลังยอดขายบริษัทร่วงลง 20% เมื่อปี 2014

เทรนด์ซื้อของใช้ออนไลน์โต

ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน บริษัทวิจัยตลาด เปิดเผยว่า การซื้อขายสินค้าออนไลน์คิดเป็นเพียง 2.5% จากสัดส่วนการค้าปลีกทั้งหมดในอาเซียน ซึ่งนับว่ายังไม่ได้ขยายตัวอย่างเต็มที่เมื่อเทียบกับการซื้อของออนไลน์ในจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 12%

ด้าน ไอจีดี บริษัทวิจัยตลาดค้าปลีก คาดการณ์ว่า การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์จะเติบโตอย่างโดดเด่นในปีนี้ เนื่องจากการขยายตัวของชนชั้นกลางในอาเซียน ผู้คนใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น และการเปิดตัวระบบการชำระเงินออนไลน์ใหม่ๆ พร้อมระบุว่า บริษัทค้าปลีกรายแรกๆ ที่รุกเข้าไปในภาคส่วนดังกล่าวเพื่อขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะในหลายเมืองใหญ่ทั่วภูมิภาคจะได้เปรียบกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ไอจีดี ยังระบุว่า สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ซึ่งการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเมื่อสิ้นปี 2016 สัดส่วนการซื้อขายสินค้าดังกล่าวออนไลน์คิดเป็น 1.2% อยู่ที่ 130 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 3,208 ล้านบาท) ของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่สัดส่วน 4% คิดเป็น 500 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 1.23 หมื่นล้านบาท)

นิก ไมล์ส หัวหน้าหน่วยธุรกิจประจำเอเชีย-แปซิฟิก ของไอจีดี เปิดเผยว่า เทรนด์ผู้บริโภคดังกล่าวทำให้บริษัทค้าปลีกต้องหาทางเพิ่มความสะดวกในการจัดส่งสินค้าให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการส่งด่วนหรือการตั้งจุดรับและกระจายสินค้าทั่วอาเซียน

อย่างไรก็ดี ระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียนนั้นยังมีไม่มากพอ เมื่อพิจารณาจากดัชนีวัดการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ปี 2016 ที่ผ่านมาของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ซึ่งระบุว่า กลุ่มประเทศอาเซียนเกือบทั้งหมดยกเว้นสิงคโปร์มีคะแนนด้านโลจิสติกส์ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ความพยายามเพิ่มความรวดเร็วในการส่งสินค้าของบรรดาบริษัทค้าปลีกอาจยังทำได้ไม่เต็มที่

 

โลกรับมือความเกลียดชัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/486832

โลกรับมือความเกลียดชัง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กระแสความหวาดกลัวต่อผู้นับถือศาสนาอิสลาม หรืออิสลามโฟเบียกำลังมาแรงในยุโรป สังเกตได้จากการเลือกตั้งในภูมิภาค บรรดาผู้สมัครซึ่งมีแนวคิดขวาจัดและต่อต้านอิสลามกำลังมาแรง โดยเฉพาะในฝรั่งเศสที่ผลสำรวจล่าสุดพบว่า มารีน เลอ เปน จากพรรคเนชั่นแนลฟรอนต์ (เอฟเอ็น) มีคะแนนนำที่ 25% โดยหลายฝ่ายต่างหวาดกลัวว่ากรณีการโจมตีกรุงลอนดอนจะยิ่งจุดไฟความหวาดกลัวดังกล่าว

ตำรวจนครบาลอังกฤษ เปิดเผยชื่อผู้ก่อเหตุ คือ “คาลิด มาซูด” ชายสัญชาติอังกฤษ วัย 52 ปี อดีตผู้ต้องหาคดีครอบครองอาวุธหนักอย่างผิดกฎหมาย แต่ไม่เคยโดนข้อหาก่อการร้ายและไม่มีข่าวกรองใดบ่งชี้ว่ามาซูดจะก่อเหตุ แม้ก่อนหน้านี้หน่วยสืบราชการลับอังกฤษ (เอ็มไอไฟว์) เคยสอบสวนมาซูดครั้งหนึ่ง ด้วยความกังวลต่อพฤติกรรมรุนแรงตามแนวคิดสุดโต่ง

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงอายุของมาซูดที่มากผิดปกติสำหรับกลุ่มแนวคิดสุดโต่งอิสลามที่ก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นถึงอายุราว 30 ปี โดยแม้เจ้าหน้าที่จะคาดการณ์ว่า มาซูดก่อเหตุเพียงลำพัง แต่เจ้าหน้าที่ได้รวบตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องเพิ่มอีก 2 ราย เป็น 10 ราย

ด้าน มาร์ก โรวลีย์ ผู้บัญชาการหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายตำรวจนครบาลอังกฤษ เปิดเผยว่า ชุมชนมุสลิมในอังกฤษต่างรู้สึกหวาดกลัวต่อการโต้กลับอย่างรุนแรงต่อชุมชนมุสลิม พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะร่วมมือกับผู้นำชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างความปลอดภัย

หลังเกิดเหตุดังกล่าว เลอ เปน นักการเมืองฝรั่งเศสได้ใช้เหตุดังกล่าวเป็นตัวอย่างหนึ่งเพื่อเรียกร้องให้ฝรั่งเศสควบคุมชายแดนและปิดมัสยิดที่มีแนวโน้มสร้างแนวคิดสุดโต่ง โดยการเรียกร้องคล้ายกันดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย ที่ พอลีน ฮันซัน วุฒิสภาจากควีนส์แลนด์ เรียกร้องให้มีการแบนมุสลิมจากเหตุก่อการร้ายในอังกฤษ

ขณะเดียวกัน แม้สภาผู้แทนราษฎรของแคนาดาผ่านญัตติเปิดทางให้รัฐบาลมีโครงการเพื่อต่อต้านความหวาดกลัวต่ออิสลาม และเรียกร้องให้รัฐบาลประณามอิสลามโฟเบีย การเหยียดเชื้อชาติ และการเลือกปฏิบัติทางศาสนา หลังมัสยิดและโบสถ์ชาวยิวตกเป็นเป้าโจมตีในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทว่าผลสำรวจเปิดเผยว่า ชาวแคนาดาเพียง 29% เท่านั้นที่สนับสนุนให้ผ่านญัตติดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นาวีด เมอร์ซา นักเรียนชาวมุสลิมในอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า ได้รับกำลังใจอย่างท่วมท้นนับตั้งแต่เกิดเหตุดังกล่าว ซึ่งตำรวจระบุเป็นการก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม โดยชุมชนมุสลิมในอังกฤษต่างร่วมประณามเหตุดังกล่าว ขณะที่ชาวมุสลิมในกรุงลอนดอนยังได้เปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือเหยื่อและครอบครัว ซึ่งได้รับเงินบริจาคมากกว่า 3,000 ปอนด์ (ราว 1.29 แสนบาท) ภายในชั่วโมงเดียวหลังเปิดรับบริจาคเมื่อวันที่ 22 มี.ค.

เร่งโครงการปรับทัศนคติยาก

หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดี้ยน เปิดเผยว่า การก่อการร้ายในกรุงลอนดอนส่งผลให้โครงการปรับทัศนคติผู้มีแนวคิดสุดโต่งกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังความสนใจไปตกที่เบร็กซิต โดยไม่ใช่แค่เฉพาะผู้มีแนวคิดสุดโต่งอิสลามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้มีแนวคิดขวาจัดและลัทธินีโอนาซีด้วยเช่นกัน ซึ่งมีผู้ที่เข้าร่วมโครงการ “ป้องกัน” (Prevent) ของกระทรวงมหาดไทยอังกฤษมากขึ้น ทำสถิติที่ 8,000 คน เมื่อเดือน เม.ย. 2016

ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุมือปืนผู้มีแนวคิดขวาจัดบุกยิง โจ ค็อกซ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรหญิงจากพรรคแรงงานเสียชีวิตเมื่อกลางปี 2016 ที่ผ่านมา ทว่าโครงการป้องกันของรัฐบาลกลับไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นการจัดการกับผู้ที่มีความเห็นต่างด้านนโยบายระหว่างประเทศของรัฐบาล เช่น คัดค้านการโจมตีกลุ่มก่อการร้ายในต่างแดน

“พวกเรามีโครงการที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในการร่วมมือกับผู้คนเพื่อหยุดพวกเขา แต่คุณพูดถูก ที่ผ่านมาพวกเราต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก เหนือสิ่งอื่นใดฉันต้องการให้ผู้คนตระหนักว่าพวกเราไม่ต้องการแค่โครงการเพื่อหยุดพวกเขา พวกเราต้องการโครงการที่สามารถเข้าถึงชุมชนได้รวดเร็ว เพื่อหยุดพวกเขาจากการกลายเป็นผู้มีแนวคิดสุดโต่ง” แอมเบอร์ รูดด์ รัฐมนตรีมหาดไทยอังกฤษ กล่าวกับบีซีซี

อังกฤษไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีโครงการลักษณะดังกล่าว ฝรั่งเศสและออสเตรเลียต่างมีโครงการดังกล่าวเช่นกัน แต่บางแห่งประสบกับความล้มเหลว

ฟาร์ฮัด โคสโรคาวาร์ นักสังคมวิทยา เปิดเผยกับสำนักข่าวฟรานซ์ 24 เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า โครงการของฝรั่งเศสไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากเปิดรับเฉพาะผู้สมัครใจที่เห็นตัวเองมีแนวคิดสุดโต่งเท่านั้น และโครงการดังกล่าวควรจับกลุ่มผู้ที่มีแนวโน้มกลายเป็นความเสี่ยงต่อสังคมด้วย  โดยโครงการในเดนมาร์กนับเป็นตัวอย่างได้ดี ซึ่งมีการให้คนหนุ่มสาวที่กลับจากอิรักและซีเรียเข้าร่วมโครงการด้วย

ขณะที่โรงเรียนมุสลิมหลายแห่งในซิดนีย์ของออสเตรเลียปฏิเสธที่จะสอนโครงการปรับเปลี่ยนทัศนคติลดความรุนแรง ที่รัฐบาลริเริ่มด้วยงบประมาณ 47 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,645 ล้านบาท) เนื่องจากยังไม่มีผลวิจัยหรือหลักฐานรองรับเพียงพอให้โรงเรียนสละเวลาบางส่วนเพื่อปรับทัศนคติลดความรุนแรงได้ ขณะที่ชุมชนมุสลิมในออสเตรเลียยังเห็นว่า โครงการดังกล่าวพัฒนาขึ้นมาโดยปราศจากการร่วมมือหรือปรึกษาโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนมุสลิม

ออสเตรเลียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาแนวคิดรุนแรงจากคนรุ่นเยาว์ โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียได้ตั้งข้อหาเด็กชายวัย 16 ปี ที่ถูกจับกุมเมื่อปีที่แล้ว ในข้อหาวางแผนก่อเหตุกราดยิงและวางระเบิดในวันแอนแซก ซึ่งเป็นวันรำลึกทหารผ่านศึกของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในวันที่ 25 เม.ย.ของทุกปี ขณะที่ในปี 2015 เกิดเหตุเด็กชายวัย 15 ปี สังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยอาวุธปืนก่อนถูกวิสามัญ

 

ไล่ล่าก่อการร้ายอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/486622

ไล่ล่าก่อการร้ายอังกฤษ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กรณีขับรถพุ่งชนผู้คนและใช้มีดแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้าอาคารรัฐสภาอังกฤษในย่านเวสต์มินสเตอร์ ใจกลางกรุงลอนดอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ซึ่งรวมถึงตัวผู้ก่อเหตุที่ถูกตำรวจวิสามัญในภายหลัง และบาดเจ็บอีกราว 29 รายนั้น กลายเป็นเหตุก่อการร้ายรอบใหม่และที่รุนแรงที่สุดในอังกฤษนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา และยังแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการจู่โจมที่ยากจะป้องกันอีกด้วย

ล่าสุด เอพีรายงานว่า กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ออกมาอ้างความรับผิดชอบเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า นักสู้รายหนึ่งของกลุ่มเป็นผู้ก่อเหตุ

มาร์ก โรวลีย์ ผู้บัญชาการหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายตำรวจนครบาลอังกฤษ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกปฏิบัติการบุกค้นที่พัก 6 แห่งทั่ว สหราชอาณาจักร และจับกุมผู้ต้องสงสัยเกี่ยวเนื่องจากเหตุดังกล่าวได้แล้ว 8 ราย โดยการก่อการร้ายในครั้งนี้เป็นการก่อการร้ายเพียงลำพัง ไม่ใช่เครือข่ายก่อการร้าย ทว่าได้รับแรงจูงใจจากการก่อการร้ายในต่างประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากรถยนต์ยี่ห้อฮุนได ไอ40 สีเทาขับ พุ่งชนผู้ที่อยู่บนสะพานเวสต์มินสเตอร์มุ่งหน้าไปยังอาคารรัฐสภาที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเทมส์ ก่อนจะชนผู้คนที่อยู่บน ฟุตบาทและพุ่งเข้าใส่รั้วของอาคารรัฐสภา หลังจากนั้นคนร้ายเดินลงจากรถยนต์ ดังกล่าวและมุ่งไปทางประตูทางเข้า สังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เฝ้าอยู่หน้าอาคารหนึ่งรายโดยการใช้มีดเล่มใหญ่แทง ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงวิสามัญ

นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุเป็น ผู้มีสัญชาติอังกฤษ และทางหน่วยสืบราชการลับอังกฤษ (เอ็มไอไฟว์) เคยสอบสวนผู้ก่อเหตุคนดังกล่าวเมื่อหลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุไม่ได้อยู่ในรายชื่อของหน่วยข่าวกรองในปัจจุบัน

นอกจากการตรวจค้นและจับกุม ซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ยังประกาศเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตราความปลอดภัยเข้มข้นขึ้น ทั่วกรุงลอนดอน แม้อังกฤษจะยังคงระดับเตือนภัยการก่อการร้ายไว้ที่ระดับ 4 จากทั้งหมด 5 ระดับไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม และปิดบริเวณโดยรอบรัฐสภาอังกฤษ รวมถึงปิดบริการสถานีรถไฟใต้ดินเวสต์มินสเตอร์ชั่วคราว โดยเปิดให้บริการเฉพาะการเปลี่ยนสถานีเท่านั้น

ขณะเดียวกัน สกอตแลนด์เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยหลังการจู่โจมอาคารรัฐสภาอังกฤษ แม้จะยังไม่มีข่าวกรองเตรียมการก่อการร้ายในสกอตแลนด์ เอดินบะระ ขณะที่ยังเลื่อนการพูดคุยกรณีเตรียมเปิดประชามติแยกตัวออกเป็นอิสระรอบ 2 ออกไปจาก วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันที่ 28 มี.ค.

สกัด ‘ก่อการร้ายทุนต่ำ’ ยาก

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน สำนักข่าวรอยเตอร์ส และบีบีซี รายงานว่า การจู่โจมในครั้งนี้มีรูปแบบเดียวกับการขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงคนในเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือน ก.ค. 2016 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 12 ราย และการขับรถพุ่งชนตลาดคริสต์มาสในกรุงเบอร์ลินเยอรมนี เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย โดยการก่อการร้ายดังกล่าวเป็นรูปแบบที่ดำเนินการได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ ทว่าป้องกันได้ยาก

“การโจมตีรูปนี้ ไม่ต้องการการ เตรียมการพิเศษ ต้นทุนจึงต่ำมาก และทุกคนก็สามารถทำได้” เซบาสเตียน ปีตราซานตา ผู้เชี่ยวชาญด้านก่อการร้ายจากพรรคสังคมนิยมในฝรั่งเศส เปิดเผยกับรอยเตอร์ส

คิม โฮเวลส์ อดีตประธานคณะกรรมการฝ่ายความมั่นคงและข่าวกรองของรัฐสภาอังกฤษ เปิดเผยว่า ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองได้ทำหน้าที่เต็มที่เพื่อปกป้องกันเหตุก่อการร้ายแล้ว แต่การจะป้องกันการก่อการร้ายให้ได้ทั่งหมดเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ โดยหากทำพลาดแค่ครั้งเดียวหรือปล่อยให้คนร้ายหลุดรอดไปแค่คนเดียว ปัญหาก็จะตามมา

ก่อนหน้านี้ ตำรวจนครบาลอังกฤษเปิดเผยเมื่อปี 2016 ว่า หน่วยความมั่นคงและต่อต้านก่อการร้ายของอังกฤษสามารถสกัดเหตุก่อการร้ายได้ถึง 12 ครั้ง ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา โดยในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา หน่วยสืบราชการลับอังกฤษเอ็มไอไฟว์ ระบุว่า อังกฤษเผชิญกับภัยคุกคามด้านก่อการร้ายมาตลอด และมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจริง

ยกระดับความปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ในหลายเมืองใหญ่ ทั่วโลกประกาศยกระดับการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดหลังเกิดเหตุ ดังกล่าว โดยตำรวจนิวยอร์ก สหรัฐ เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยในบริเวณที่มีความเกี่ยวข้องกับอังกฤษ ทั้งสถานกงสุลในนิวยอร์ก และสำนักงานปฏิบัติการอังกฤษในสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงศาลกลางและสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัล ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ ระบุว่า กำลังร่วมมือกับอังกฤษอย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนการสืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านอิตาลีจะยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะในกรุงโรม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ เนื่องจากเป็นสถานที่จัดงานฉลองครบรอบ 60 ปี สหภาพยุโรป (อียู) ในวันที่ 25 มี.ค.ที่จะถึงนี้ ขณะที่ออสเตรเลียก็จะเพิ่มการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในออสเตรเลียด้วยเช่นกัน

ยุโรปผวารอบใหม่

เหตุสะเทือนขวัญในกรุงลอนดอน ทำให้ความหวาดกลัวภัยก่อการร้ายในยุโรปกลับมาอีกครั้ง และอาจช่วยหนุนพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด ซึ่งมีนโยบายต่อต้านผู้อพยพ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดย มารีน เลอ เปน ตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสจากพรรคเนชั่นแนลฟรอนต์ (เอฟเอ็น) เรียกร้องให้ฝรั่งเศสควบคุมพรมแดน

ทั้งนี้ ในผลการสำรวจล่าสุดจากสถานีโทรทัศน์ บีเอฟเอ็มทีวี พบว่า ในการเลือกตั้งรอบแรกเดือน เม.ย. เลอ เปน จะมีคะแนน 25% น้อยกว่า เอ็มมานูเอล มาครอง ผู้สมัครอิสระ คู่แข่งชิงตำแหน่งเพียง 1% เท่านั้น

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ข่าว ดอยช์ เวลล์ รายงานอ้างหน่วยข่าวกรองเยอรมนีว่า กลุ่มนักเคลื่อนไหวขวาจัด ชื่อ ไอเดนทิทาเรียน มูฟเมนต์ (ไอบีดี) ในประเทศ เริ่มทำกิจกรรมเคลื่อนไหวในลักษณะลัทธิสุดโต่งมากยิ่งขึ้น เช่น การยั่วยุบรรดาพรรคการเมือง ก่อความปั่นป่วนตามมัสยิด และศูนย์พักพิงผู้อพยพ

ผู้นำโลกร่วมเคียงข้างอังกฤษ

ผู้นำทั่วโลกต่างประณามการก่อเหตุครั้งนี้และแสดงความเสียใจต่ออังกฤษ นำโดย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประธานาธิบดี เรเซป เตยิป เออร์โดกัน ของตุรกี ขณะที่นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ยืนยันจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับอังกฤษร่วมต่อต้านการก่อการร้าย ส่วนประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส ระบุว่าเข้าใจถึงความเจ็บปวดของอังกฤษดีหลังฝรั่งเศสเผชิญกับการก่อการร้ายมาแล้วหลายครั้ง

ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน เปิดเผยว่า ไม่มีคนไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอให้ผู้ที่อยู่ในกรุงลอนดอนติดตามความคืบหน้าจากทางการสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด พร้อมหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ รวมถึงหากพบความผิดปกติให้แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานต่อต้านก่อการร้ายในสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ สถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วโลกแสดงความไว้อาลัยด้วยการใช้ลูกเล่นที่ไฟประดับอาคาร เช่น หอไอเฟลในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ดับไฟมืดเพื่อแสดงความอาลัย ขณะที่อาคารศาลากลางที่จัตุรัสเทลอาวีฟ ในอิสลาเอล เปลี่ยนสีเป็นรูปธงชาติของสหราชอาณาจักร

 

เร่งตั้งรับเฟด เอเชียแห่ขึ้นดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 07:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/485576

เร่งตั้งรับเฟด เอเชียแห่ขึ้นดอกเบี้ย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็นครั้งแรกในปี 2017 เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังมีทิศทางการขยายตัวที่แข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการขึ้นดอกเบี้ย บรรดาธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มเคลื่อนไหวและปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินเช่นกัน

ในวันที่ 16 มี.ค. ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนระยะสั้น (Repo) 7 วัน 14 วัน และ 28 วัน ขึ้นเป็นประเภทละ 0.10% หลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไปเมื่อเดือน ก.พ. พร้อมขึ้นดอกเบี้ยกลไกกู้ยืมระยะกลาง (MLF) ทั้งระยะ 6 เดือน และ 1 ปี ขึ้น 0.10% ไปอยู่ที่ 3.05% และ 3.2% ตามลำดับ ขณะที่แหล่งข่าวยังระบุว่า จีนยังขึ้นดอกเบี้ยกลไกกู้ยืมระยะสั้น (SLF) ระยะข้ามคืน 0.2% เป็น 3.3% ด้วย

บลูมเบิร์กรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อของผู้ผลิตจีนที่ฟื้นตัวขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้ และขยายตัวแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ทำให้พีบีโอซีสามารถปรับให้อัตราดอกเบี้ยเหล่านี้มีความยืดหยุ่นขึ้น เพื่อควบคุมหนี้สินภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูง ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ และป้องกันความเสี่ยงทางการเงินอื่นๆ

แม้ตลาดคาดการณ์ว่าพีบีโอซีจะปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวแข็งแกร่งในขณะนี้ และจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แต่พีบีโอซี ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ใช่การปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบาย ตามที่ โจว เสี่ยวฉวน ผู้ว่าการพีบีโอซี เปิดเผยก่อนหน้าว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของจีนและสหรัฐไม่ได้นำไปสู่คาดการณ์ว่าจีนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราดอกเบี้ยควรจะสะท้อนสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ

เรย์มอนด์ เหยือง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายจีน จากธนาคารเอเอ็นแซด กล่าวว่า พีบีโอซีจำเป็นต้องเลือกช่วงเวลาในการดำเนินนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับธนาคารกลางใหญ่ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะกับเฟด เนื่องจากจีนไม่สามารถใช้กลไกการบริหารงานในประเทศเพื่อควบคุมเงินทุนไหลออกไปได้ตลอด

“ความเคลื่อนไหวของพีบีโอซีวันนี้ ถือเป็นการเตรียมการล่วงหน้า เพื่อสร้างเสถียรภาพให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวน อีกทั้งเป็นสัญญาณว่า จีนจะเริ่มใช้กลไกด้านดอกเบี้ยมากำกับดูแลนโยบายการเงิน และเพิ่มอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวเงินทุนข้ามพรมแดน” เหยือง กล่าว

แบงก์ชาติโลกตั้งรับเฟด

ธนาคารกลางฮ่องกงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนที่ธนาคารกลางปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ 0.25% อยู่ที่ 1.25% หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราการแลกเปลี่ยนของฮ่องกงเป็นระบบที่ผูกกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ธนาคารกลางฮ่องกงมีแบบแผนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยกำหนดให้ปรับขึ้นสูงกว่ากรอบการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ 0.50%

ด้านธนาคารกลาง 3 แห่งในแถบตะวันออกกลาง ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เนื่องจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศ ผูกกับค่าเงินเหรียญสหรัฐเช่นกัน จากการเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันซึ่งมีการซื้อขายในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน ประกอบด้วย การคงเป้าหมายผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ราว 0% และการคงอัตราดอกเบี้ยติดลบที่ 0.1% โดยฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการ บีโอเจ เปิดเผยว่า การใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงรุกต่อไปจะช่วยให้บีโอเจบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มมีการฟื้นตัวในระดับปานกลาง

บีโอเจระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคคาดว่าจะปรับขึ้นแตะ 2% แม้นักเศรษฐศาสตร์หลายรายมองว่า อัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นปรับขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันโลกเพิ่ม และจากค่าเงินเยนอ่อนค่า มากกว่าจะมาจากการขยายตัวของดีมานด์ภายในประเทศก็ตาม  บีโอเจยังเสริมว่า ทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐและผลกระทบจากนโยบายการเงินของเฟดต่อตลาดเงินโลก เป็นความเสี่ยงหนึ่งที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น และต้องจับตาดูต่อไป

ในวันเดียวกัน ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีมติ 8-1 ในที่ประชุมนโยบายการเงิน คงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.25% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมคงวงเงินซื้อคืนพันธบัตรที่ 4.35 แสนล้านปอนด์ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบจากการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต