ผ่างบอเมริกาเฟิร์สต์ ทุ่มกลาโหมเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/485575

ผ่างบอเมริกาเฟิร์สต์ ทุ่มกลาโหมเต็มสูบ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศร่างงบประมาณปี 2018 ในชื่อ “อเมริกา เฟิร์สต์ : พิมพ์เขียวงบประมาณเพื่อทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” แล้วเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ซึ่งมีกระทรวงและหน่วยงานกลางสำคัญถึงราว 19 แห่งที่ถูกลดงบประมาณลงครั้งใหญ่ เพื่อนำงบไปเพิ่มให้กับ 4 กระทรวงด้านความมั่นคง ท่ามกลางการจับตาว่าร่างงบประมาณฉบับนี้อาจไม่สามารถผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสได้โดยง่าย เนื่องจากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนเองไม่เห็นด้วย

ในบรรดาหน่วยงานที่ถูกหั่นงบประมาณลงอย่างหนัก คือ “สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม” (อีพีเอ) ซึ่งนอกจากถูกลดงบประมาณลงถึง 31.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.1 หมื่นล้านบาท) พร้อมแผนลดการจ้างงานลงถึง 3,200 อัตรา และต้องยกเลิกโครงการต่างๆ ออกไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเป็นตัวเงินแล้ว หน่วยงานที่ถูกหั่นงบประมาณลงมากที่สุดกลับเป็น “กระทรวงสาธารณสุข” ซึ่งถูกลดงบลงถึง 1.26 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.4 แสนล้านบาท) หรือลดลง 16.2% จากปีก่อนหน้า ซึ่งในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการลดในส่วนของสำนักงานสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายวิจัยที่สำคัญของสหรัฐ และจะยิ่งเพิ่มความลำบากให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในแขนงนี้

ขณะที่ “กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ” และ “องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ” (ยูเสด) ถูกลดงบประมาณลง 28% หรือ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) โดยส่วนใหญ่เป็นงบด้านความช่วยเหลือต่างประเทศ รวมถึงงบสนับสนุนหน่วยงานขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ (ยูเอ็น) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

รอยเตอร์สระบุว่าร่างงบประมาณปี 2018 ฉบับนี้ซึ่งจะต้องเริ่มมีผลในวันที่ 1 ต.ค. คาดว่าจะนำไปสู่การต่อสู้กันอย่างหนักในสภาคองเกรสหลายเดือนหลังจากนี้ แม้ว่าปัจจุบันพรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา แต่คาดว่าจะมี สส.และ สว.รีพับลิกันสายกลางบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง อาทิ การยกเลิกโครงการน้ำสะอาด การอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงในครัวเรือน และโครงการฝึกอบรมงาน

มิค มัลเวนีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายงบประมาณของทำเนียบขาวสหรัฐ กล่าวถึงงบฉบับอเมริกา เฟิร์สต์ครั้งนี้ ว่า ทรัมป์ต้องการเพิ่มงบให้กับฝ่ายกลาโหมมากขึ้น รวมถึงการป้องกันชายแดน การบังคับใช้กฎหมาย และโรงเรียนทางเลือก โดยไม่ต้องการสร้างภาระการขาดดุลงบประมาณมากเกินไป โดยรัฐบาลพร้อมที่จะพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ภายใต้แนวทางที่ทรัมป์เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าจะเพิ่มงบด้านกลาโหม 5.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.89 ล้านล้านบาท) นั้น จากร่างงบประมาณล่าสุดพบว่า กระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) จะเป็นหน่วยงานที่ได้งบเพิ่มมากที่สุด 10% หรือ 5.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งในจำนวนนี้ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 หมื่นล้านบาท) จะเพิ่มให้หน่วยงานด้านอาวุธนิวเคลียร์

ด้านสำนักงานกิจการทหารผ่านศึกจะได้รับงบเพิ่ม 5.9% หรือ 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.54 แสนล้านบาท) ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิได้เพิ่ม 6.8% หรือ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.8 หมื่นล้านบาท) และหน่วยงานดูแลเรื่องโรงเรียนทางเลือก จะได้เพิ่ม 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 หมื่นล้านบาท) แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะถูกลดงบประมาณลงก็ตาม

 

ตั้งสว.ยุคเปลี่ยนผ่าน สืบทอดอำนาจคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/490040

ตั้งสว.ยุคเปลี่ยนผ่าน สืบทอดอำนาจคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาประมาณกว่าหนึ่งสัปดาห์ พอเป็นที่คาดหมายได้ว่าสายตาของคนที่เปิดรัฐธรรมนูญอ่านส่วนใหญ่น่าจะพุ่งเป้าไปที่ “บทเฉพาะกาล” ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดกระบวนการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากกรอบเวลาที่ว่าด้วยการเลือกตั้งแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่อยู่ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การสรรหา สว.

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการได้มาซึ่งวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะมีด้วยกัน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ 1.ระยะเริ่มแรกของการใช้รัฐธรรมนูญตามบทเฉพาะกาล ซึ่งกำหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่ง สว.จำนวน 250 คน โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี 2.เมื่อผ่านไป 5 ปีจะให้ สว.มาจากระบบการเลือกกันเองของผู้สมัครที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน จำนวน 200 คน

เดิมทีร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. และคณะจัดทำขึ้นนั้นกำหนดให้มี สว.ที่มาจากการเลือกกันเองเท่านั้น แต่ต้องมากำหนดการได้มาซึ่ง สว.สรรหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ภายหลังคณะรัฐมนตรีและ คสช.ชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อให้ กรธ.บัญญัติเรื่อง สว.เอาไว้ในบทเฉพาะกาล

ดังนั้น เมื่อคนกันเองขอมา ทำให้ กรธ.ไม่อาจจะปฏิเสธได้ จนต้องกำหนดให้บทเฉพาะกาลต้องมี สว.จากการสรรหาในช่วง 5 ปีแรกของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

การสรรหา สว.จำนวน 250 คน ตามบทเฉพาะกาลจะแบ่งกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 กกต.จัดให้มีผู้สมัคร สว.ทำการเลือกกันเองว่าจะให้ใครอยู่ในบัญชีรายชื่อว่าที่ สว.จำนวน 200 คน และส่งบัญชีไปให้ คสช.คัดเลือกเพื่อเป็น สว.จำนวน 50 คน

ส่วนที่ 2 ตั้งคณะกรรมการสรรหา สว.เพื่อเลือกทำบัญชีรายชื่อว่าที่ สว.จำนวนไม่เกิน 400 คน เพื่อให้ คสช.เลือกให้เหลือ 194 คน ส่วนที่เหลืออีก 6 คน จะมาเป็น ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ

ทั้งสองกระบวนการข้างต้นจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง สส. โดยเมื่อ คสช.ได้บัญชีรายชื่อว่าที่ สว.จากทั้งสองทางแล้ว คสช.ต้องทำการคัดเลือกให้เหลือ 250 คน ภายใน 3 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส.

สว.สรรหาชุดพิเศษตามบทเฉพาะกาลที่มีวาระ 5 ปี ไม่ได้มีเพียงหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายแบบ สว.ระบบปกติเท่านั้น แต่ยังมีภารกิจพิเศษที่รัฐธรรมนูญมอบให้ 2 ภารกิจ

ภารกิจที่ 1 การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นผลมาจากคำถามพ่วงที่ผ่านการลงประชามติ ซึ่งกำหนดให้ สว.มีสิทธิในการออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้

รัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วย สส.500 คน และ สว.250 คน รวมเป็น 750 คน จะเป็นผู้เลือกว่าให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกตามรัฐธรรมนูญ เสียง สว.จำนวน 250 คน คิดเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของจำนวนเสียงทั้งหมดในรัฐสภา ต้องนับว่าเป็นจำนวนเสียงที่สามารถต่อรองกับฝ่ายการเมืองได้พอสมควร

กล่าวคือ ถ้าพรรคการเมืองสามารถรวมเสียงได้เกิน 375 เสียงตั้งแต่แรกทุกอย่างก็จบ เพราะเท่ากับว่าคนที่เป็นนายกฯ จะมาจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองยื่นไว้ให้กับ กกต.ตั้งแต่วันสมัครเลือกตั้ง แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น การเลือกนายกฯ ในรอบที่ 2 สว.จะมีอำนาจต่อรองขึ้นมาทันที เนื่องจากรัฐธรรมนูญเปิดทางให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองได้

แน่นอนว่าแม้ สว.จะไม่มีอำนาจเสนอชื่อโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติพรรคการเมืองในสภาฯ ในฐานะผู้มีสิทธิเสนอชื่อย่อมต้องประสานมายัง สว.ว่าจะเห็นด้วยกับว่าที่นายกฯ คนใหม่ที่พรรคการเมืองจะเสนอต่อรัฐสภาหรือไม่ก่อนลงมติเลือกจริง เพราะถึงเวลานั้นลำพังพรรคการเมืองจะอาศัยเสียงของ สส.ฝ่ายเดียวคงเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร จึงจำเป็นต้องหันหน้าพึ่ง สว.ไปโดยปริยาย

ภารกิจที่ 2 ติดตามตรวจสอบการปฏิรูปประเทศ โดยมาตรา 270 บัญญัติให้ สว.มีหน้าที่และอํานาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ และการจัดทําและดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งความคืบหน้าในการดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทราบทุก 3 เดือน

ในเรื่องของการติดตามการปฏิรูปประเทศ แม้วุฒิสภาจะไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษกับรัฐบาลในอนาคตโดยตรง แต่ก็สามารถทำให้วุฒิสภาสามารถทำหน้าที่กึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ทุก 3 เดือนในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ อันไม่ต่างอะไรกับการเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกพรรคในฝ่ายนิติบัญญัติ

ด้วยภารกิจสำคัญทั้งสองที่ว่ามานี้ ทำให้การเลือก สว.ด้วยมือของ คสช.จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะ สว.ชุดนี้จะถือว่าเป็นหูเป็นตาให้กับ คสช.ในวันที่ คสช.ต้องลงจากอำนาจไป

ดังนั้น โอกาสที่จะได้เห็นคนหน้าเดิมในแม่น้ำ 5 สายเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้ก็มีความเป็นไปได้พอสมควร

 

แพ็กเกจกฎหมาย เครื่องมือปฏิรูปชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 เมษายน 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/489906

แพ็กเกจกฎหมาย เครื่องมือปฏิรูปชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้วสำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง แต่ระหว่างก่อนถึงการเลือกตั้งนั้น รัฐธรรมนูญได้กำหนดภารกิจหรือเรียกว่า “กระบวนการเปลี่ยนผ่าน” ไว้เป็นจำนวนมาก โดยเป็นการดำเนินการผ่านการออกกฎหมาย เพื่อบังคับใช้กับคนไทยทั้งประเทศ

กฎหมายที่ต้องจัดทำในระหว่างกระบวนการเปลี่ยนผ่าน รัฐธรรมนูญได้แบ่งกลุ่มตามลำดับเวลาและความเร่งด่วนไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

กลุ่มที่ 1 กฎหมายที่ต้องจัดทำภายใน 120-240 วันนับจากวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ มีทั้งสิ้น 16 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. (240 วัน) 2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. (240 วัน) 3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (240 วัน) 4.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (240 วัน) 5.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (240 วัน)

6.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (240 วัน) 7.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (240 วัน) 8.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (240 วัน) 9.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน (240 วัน) 10.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน (240 วัน)

11.กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ดำเนินการเรื่องที่กระทบสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพชีวิต สุขภาพ (240 วัน) 12.ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (180 วัน) 13.ร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง (240 วัน) 14.ร่าง พ.ร.บ.รณรงค์ต่อต้านการทุจริต (240 วัน) 15.กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ (120 วัน) และ 16.กฎหมายแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ (120 วัน)

กลุ่มที่ 2 กฎหมายที่ต้องจัดทำภายใน 1-2 ปีนับจากวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1.กฎหมายกองทุนลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาพัฒนาครูและมาตรการทางภาษี (1 ปี) 2.กฎหมายการบริหารงานบุคคลในศาลยุติธรรม ศาลปกครอง อัยการ (1 ปี) 3.กฎหมายปฏิรูปตำรวจ (1 ปี) และ 4.กฎหมายปฏิรูปการศึกษา (2 ปี)

กลุ่มที่ 3 กฎหมายที่ต้องจัดทำแต่ไม่มีกำหนดเวลา จำนวน 37 ฉบับ อาทิ กฎหมายให้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ กฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย กฎหมายเงินเดือน บำนาญ สส. สว. องคมนตรี กฎหมายการถือหุ้นของรัฐมนตรี กฎหมายปรับปรุงระบบการสอบสวนและนิติเวชศาสตร์ กฎหมายปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานการศึกษา กฎหมายปรับปรุงระบบภาษีอากรให้เป็นธรรม กฎหมายว่าด้วยการจ่ายเงินแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กฎหมายหลักประกันสุขภาพ

กลุ่มที่ 4 การดำเนินการโดยวิธีอื่นนอกเหนือจากการออกกฎหมาย จำนวน 30 เรื่อง อาทิ มาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งใช้กับองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ สส. สว. และคณะรัฐมนตรี (1 ปี) การส่งเสริมความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม (ต้องดำเนินการทันที) การกำหนดให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจะเป็นของรัฐน้อยว่า 51% ไม่ได้ และต้องไม่เก็บค่าบริการแพง (ต้องดำเนินการทันที)

การให้หน่วยงานรัฐต้องแจ้งรายละเอียดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทราบถึงการจะให้สื่อมวลชนทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ (ต้องดำเนินการทันที) มาตรการคุ้มครองพุทธศาสนาและศาสนาอื่น (ต้องดำเนินการทันที) การช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส (ต้องดำเนินการทันที)

กลุ่มที่ 5 มาตรการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งที่ต้องออกกฎหมายและการดำเนินการโดยวิธีอื่นๆ จำนวน 38 เรื่อง อาทิ การสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย วัฒนธรรมทางการเมืองการเลือกตั้ง การตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง การกำหนดกลไกความรับผิดชอบของพรรคการเมืองในการโฆษณานโยบาย การกำหนดกลไกให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อประชาชน การปรับปรุงกฎหมายก่อนใช้รัฐธรรมนูญให้เข้ากับมาตรา 77 ว่าด้วยการปรับปรุงให้กฎหมายเข้ากับสภาพการณ์

นอกเหนือไปจากการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการออกกฎหมายแล้ว ในร่างรัฐธรรมนูญยังมีมาตรการลงโทษในกรณีที่หน่วยงานรัฐไม่ได้ดำเนินการเสนอกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การรักษาวินัยการเงินการคลัง และการรณรงค์ป้องกันและปราบปรามทุจริตต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายใน 240 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นพ้นจากตำแหน่ง

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามมาตรา 257 ที่กำหนดให้การปฏิรูปประเทศต้องบรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ 1.ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ 2.สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ และ 3.ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

กม.ปฏิรูป-ยุทธศาสตร์ ล็อกอำนาจคสช.คุมเข้มรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 เมษายน 2560 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/489867

กม.ปฏิรูป-ยุทธศาสตร์ ล็อกอำนาจคสช.คุมเข้มรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าแม่น้ำ 5 สายออกตัวคึกคักกันอย่างเห็นได้ชัด

อย่างคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจเขียนรัฐธรรมนูญ ก็เตรียมส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 18 เม.ย.นี้

ในเรื่องนี้ สนช.เองได้เตรียมความพร้อมมาก่อนแล้วด้วยการตั้งคณะกรรมการศึกษาเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียเวลามาเริ่มนับหนึ่งใหม่

หากการพิจารณากฎหมายลูกของ สนช.จะมีปัญหา ก็น่าจะเป็นภายหลังเมื่อผ่านการพิจารณาของ สนช.แล้ว และต้องส่งให้องค์กรอิสระและ กรธ.พิจารณามากกว่า เพราะถ้าองค์กรอิสระและ กรธ.เห็นว่าเนื้อหาในร่างกฎหมายฉบับไหนมีปัญหา จะส่งผลให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันเพื่อพิจารณาตรวจทานอีกที

ส่วนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เตรียมเร่งพิจารณารายงานการปฏิรูปประเทศเพื่อส่งข้อเสนอให้กับรัฐบาล โดยจะกำหนดวาระเร่งด่วนสำหรับการปฏิรูปประเทศเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีความน่าสนใจอยู่ที่คณะรัฐมนตรี ภายหลังส่งร่างกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับเข้าสู่ สนช. คือ ร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่ง สนช.เตรียมพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 วันที่ 20 เม.ย.นี้

ขั้นตอนของการพิจารณากฎหมายฉบับดังกล่าว ก็เป็นไปตามกระบวนการทางนิติบัญญัติปกติ โดยเมื่อภายหลังจาก สนช.ลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 แล้ว จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญก่อนส่งให้ สนช.พิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 อีกครั้ง จากนั้นจะส่งให้คณะรัฐมนตรีนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

แต่กระนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กำหนดกรอบเวลาพิเศษเป็นเฉพาะสำหรับร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศไว้ในมาตรา 259 ว่าจะต้องดำเนินการทุกขั้นตอน และให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

“การพิจารณากฎหมายทั้งสองฉบับนี้ สนช.สามารถแก้ไขเนื้อหาได้ตามสมควรเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และส่วนตัวคาดว่า สนช.จะสามารถพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับให้แล้วเสร็จได้ภายใน 120 วัน ซึ่งหลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศมีผลบังคับใช้แล้ว จะทำให้การทำหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ” พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. แจกแจงขั้นตอนการทำกฎหมายเมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. นับว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของประเทศที่ไม่เคยมีมาก่อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของกฎหมายการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เพราะได้มีการวางโครงสร้างของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไว้อย่างน่าสนใจ

กล่าวคือ นอกจากจะให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว ยังกำหนดให้ผู้นำเหล่าทัพทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ปลัดกระทรวงกลาโหม เข้ามาร่วมนั่งเป็นกรรมการด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ยังมีอำนาจบางประการที่มีนัยสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ปรากฏว่าร่างกฎหมายได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ส่งเรื่องไปให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการกับหน่วยงานรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติได้

แต่เหนืออื่นใดแผนยุทธศาสตร์ชาติที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจัดทำขึ้นจะอยู่คู่กับประเทศไทยไปถึง 20 ปี และที่สำคัญ หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ การกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีก่อนจะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

เช่นเดียวกับนัยสำคัญของร่างกฎหมายร่างแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งกำหนดให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน เพื่อจัดทำร่างแผนการปฏิรูป

ขณะเดียวกัน ถ้าหน่วยงานรัฐหน่วยใดไม่ได้ดำเนินการปฏิรูปให้สอดคล้องกับแผนที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว คณะกรรมการปฏิรูปประเทศจะมีอำนาจแจ้งไปยังหน่วยงานหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อให้ปรับปรุงการทำงาน และถ้าไม่สามารถหาข้อยุติได้ คณะกรรมการปฏิรูปจะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาต่อไป

จากเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ เป็นการแสดงในทางการเมืองอย่างหนึ่งว่า แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่สามารถอยู่ได้ยาวภายหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ แต่ได้มีการวางกลไกและขีดเส้นให้รัฐบาลในอนาคตมาเดินเอาไว้หมดแล้ว

ดังนั้น ถึง คสช.จะหมดอำนาจไป แต่มรดกที่ทิ้งไว้จะอยู่กับประเทศไปอีกนาน

 

ลดวาระ ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ ของร้อน คสช.ไม่กล้าแตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2560 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/489674

ลดวาระ ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ ของร้อน คสช.ไม่กล้าแตะ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยก่อนวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ เดิมทีนึกว่าไม่น่ามีอะไรร้อนแรงมากมายนัก แต่ทำไปทำมากลับมีเรื่องร้อนอย่างไม่น่าเชื่อ ภายหลังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเมื่อวันที่ 10 เม.ย.เห็นชอบกับ “ข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ 2457 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งและวาระของการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน” ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองของ สปท.เป็นผู้ศึกษาและจัดทำรายงาน

สาระสำคัญของข้อเสนอดังกล่าวอยู่ที่รายงานหน้าที่ 8 เกี่ยวกับผู้ใหญ่บ้านและกำนัน จำนวน 4 ข้อดังนี้

1.ให้ผู้ใหญ่บ้านได้รับการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ทุก 3 ปี ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน พ.ศ. 2559 ทั้งนี้โดยไม่มีข้อเสนอเพื่อปรับปรุงแก้ไขเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งและวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้าน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง

2.ให้ผู้ใหญ่บ้านทุกคนในตำบลนั้นมีสิทธิสมัครรับเลือกเป็นกำนัน เมื่อได้รับเลือกเป็นกำนันแล้วไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน แต่ให้รับเงินเดือนได้เพียงตำแหน่งเดียว

3.การเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน ให้ราษฎรเป็นผู้เลือกโดยตรงจากผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่งในตำบลนั้นๆ และได้ลงสมัครรับเลือกเป็นกำนัน โดยให้กำนันมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้โดยไม่จำกัดวาระ

4.ให้กำหนดบทเฉพาะกาลไว้ดังนี้ กำนันซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่แล้วในวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่แล้วในวันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีอายุครบ 60 ปี เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่น เมื่อผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่ง ให้เลือกผู้ใหญ่บ้านขึ้นใหม่และให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง

ข้อเสนอของ สปท.ดังกล่าว นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายการปกครองส่วนท้องถิ่นครั้งสำคัญ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลหลายชุดทั้งจากการเลือกตั้งและการรัฐประหาร มีความพยายามจะเข้ามาปฏิรูปด้วยการแก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน แต่กลับไม่สามารถดำเนินการได้ตามความประสงค์เท่าไหร่นัก

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ที่สะสมกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งต้องยอมรับว่ากำนันและผู้ใหญ่บ้านเหมือนกับที่พึ่งของชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่ประชาชนตามพื้นที่ห่างไกลจะหวังพึ่งอำนาจรัฐส่วนกลาง ทำให้ต้องพึ่งพาอาศัยกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นสำคัญ

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับผู้ปกครองในท้องถิ่นมีลักษณะเกื้อกูลกันเช่นนี้ ทำให้เป็นระบบที่ยากต่อการถูกทลาย อีกทั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองยังจำเป็นต้องใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องยากมากขึ้นไปอีกที่จะเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน

ที่สุดแล้วระบบกำนันผู้ใหญ่บ้านไม่เคยได้รับการเปลี่ยนแปลง โดยที่ใครเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ถึงจนอายุ 60 ปี ไม่ได้มีวาระการดำรงตำแหน่งตายตัวเหมือนกับ สส.หรือ สว.

นับตั้งแต่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ก็พุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปการบริหารส่วนท้องถิ่นและส่วนภูมิภาคเป็นสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ถึงกับต้องให้พี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มานั่งเก้าอี้ รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า คสช.เอาจริงกับเรื่องนี้

คสช.เองก็ทราบดีว่าระบบกำนันผู้ใหญ่บ้านที่อยู่คงกระพันมาถึงในปัจจุบัน เป็นบ่อเกิดสำคัญของการสร้างฐานทางการเมืองของพรรคการเมือง เพราะกำนันผู้ใหญ่บ้านจำนวนไม่น้อยในแต่ละพื้นที่ล้วนต่างเป็นหัวคะแนนให้กับพรรคการเมือง ด้วยเหตุนี้ คสช.จึงอยากเข้ามารื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

แต่มาถึงจุดนี้กำลังมีคำถามตัวโตๆ ว่า คสช.จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ขนาดไหน

เหตุผลสำคัญที่อาจทำให้ คสช.ไม่กล้าหั่นวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน คือ แรงกระเพื่อมภายใน

แม้ คสช.จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ คสช.ก็เคยใช้บริการกำนันและผู้ใหญ่บ้านเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ถ้าไม่มีกำลังภายในของกำนันผู้ใหญ่บ้านก็ยังคงเป็นคำถามที่น่าคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติอย่างสวยงามอย่างที่เห็นหรือไม่

จริงอยู่การปฏิรูปประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะมาลําเลิกบุญคุณกัน แต่การหักด้ามพร้าด้วยเข่าแบบนี้ ในมุมของ คสช.เองก็อาจคิดได้เหมือนว่าเป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสียเช่นกัน

ต้องไม่ลืมว่านับจากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง คสช.จำเป็นต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อบริหารประเทศในระยะเปลี่ยนผ่านให้ราบรื่นมากที่สุด คสช.จึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการปะทะให้มากที่สุด เพราะขืนเดินหน้าลุยไฟและทำตามข้อเสนอของ สปท.ทุกประการ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ คสช.จะเผชิญกับคลื่นใต้น้ำ รวมทั้งจะเป็นการผลักมิตรให้ไปเป็นศัตรูโดยไม่จำเป็น

ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดของ คสช.ในเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้นการปฏิรูปที่เป็นลักษณะไม่สุดซอย โดยไม่ปรับวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน แต่จะเพิ่มระบบการประเมินการทำงานให้มีความแตกต่างไปจากเดิม เพื่อลดแรงปะทะทางการเมือง

 

เปิดร่างกม.ปฏิรูป-ยุทธศาสตร์ชาติ วางหลักพัฒนาประเทศ 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2560 เวลา 14:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/489626

เปิดร่างกม.ปฏิรูป-ยุทธศาสตร์ชาติ วางหลักพัฒนาประเทศ 20 ปี

มาตรา 5 ให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 20 ปี การประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติให้ทำเป็นประกาศพระบรมราชโองการและเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ และหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ การกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีก่อนจะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

หมายเหตุ: การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 20 เม.ย.มีวาระการพิจารณาร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และ ร่างพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอในวาระที่ 1 ซึ่งร่างพ.ร.บ.แต่ละฉบับมีสาระสำคัญ ดังนี้

ร่างพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ
ในยุทธศาสตร์ชาติ ต้องประกอบด้วย 1.วิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ 2.เป้าหมายการพัฒนาประเทศในระยะยาว กำหนดระยะเวลาที่ต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และตัวชี้วัดการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งอย่างน้อยต้องมีเป้าหมายในด้านความมั่นคงของประเทศ ด้านคุณภาพและความเป็นอยู่ของประขาชนและด้านบทบาทของรัฐที่มีต่อประชาชน และ3.ยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ

ทบทวนยุทธศาสตร์ทุก 5 ปี

นอกจานี้ มาตรา 7 กำหนดให้การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างรอบด้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและข้อจำกัด รวมทั้งความเสี่ยงของประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น  กำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาประเทศในระยะยาว ต้องมีความชัดเจนเพื่อเพื่อให้เห็นภาพในอนาคตของประเทศ โดยเป็นกรอบอย่ากว้างที่ยืดหยุ่นตามการเปลี่ยนแปลงของโลก และต้องกำหนดระยะเวลาการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งมีการระบุตัวชี้วัดการบรรลุเป้าหมายไว้ให้ชัดเจน

ขณะเดียวกัน ให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก 5 ปี หรือในกรณีที่สถานการณ์โลก แต่หากสถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถหรือไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการตามเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ชาติด้านหนึ่งได้ การทบทวนยุทธศาสตร์ชาติต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

“ผู้นำเหล่าทัพ” ร่วมทำยุทธศาสตร์ชาติ

สำหรับที่มาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา 12 ของร่างกฎหมายกำหนดให้ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา รองนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศ และประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน 14คน ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์ด้านความมั่นคง การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน หรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี

เร่งทำให้จบส่งสนช.เห็นชอบ

ทั้งนี้ ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่วันที่ใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้  ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ ให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและต้องทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นให้เสร็จภายใน 120 วัน โดยให้ใช้ร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20ปีที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2558 จัดทำขึ้นมาเป็นหลักในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์เบื้องต้น และให้นำความเห็นหรือข้อเสนอแนะของสภาปฎิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง มาประกอบการพิจารณา รวมทั้งให้คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนด้วย

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาร่างยุทธศาสตร์และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติ และให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้ร่างยุทธศาสตร์ และให้สนช.มีเวลาพิจารณา 30 วันนับแต่วันที่ได้ร่างยุทธศาสตร์ชาติจากคณะรัฐมนตรี และเมื่อสนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากสนช.

ให้ปปช.ลงโทษผู้ฝ่าฝืนยุทธศาสตร์ชาติ

ในด้านการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาตินั้นมาตรา 26 กำหนดว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติราบงานให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบและสั่งการต่อไป เว้นแต่เป็นกรณีของหน่วยงานรัฐที่เป็นองค์กรในฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ หรือองค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการ ให้แจ้งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐขององค์กรดังกล่าวเพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
ทั้งนี้ ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาพิจารณารายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติของหน่วยงานรัฐแล้ว และเห็นว่าหน่วยงานรัฐไม่ดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและไม่มีการดำเนินการแก้ไข ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภามีมติส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณาดำเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และในกรณีที่ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหานั้นสั่งให้ผู้นั้นพักราชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้นจากตำแหน่งต่อไป

“ร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ”

มาตรา  5 บัญญัติว่าการปฏิรูปประเทศต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้ 1.ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ 2.สังคมมีความเป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ 3.ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

ในมาตรา 7 กำหนดให้แผนการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยต้องประกอบด้วย 1.แผนขั้นตอน และวิธีการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และผลอันพึงประสงค์ในด้านที่จะดำเนินการปฏิรูป ซึ่งต้องสอดคล้องกับผลที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ 2.กำหนดนะยะเวลาที่ต้องดำเนินการในแต่ละขั้นตอนตามลำดับในลักษณะที่เป็นการบูรณาการและตัวชี้วัดผลการดำเนินการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน 3.การกำหนดหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินการ 4.วงเงินที่คาดว่าจะใช้ในการดำเนินการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านหรือแต่ละเรื่อง รวมทั้งประมาณการของแหล่งที่มาของเงิน 5.ผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลา 5 ปี 6.การเสนอให้มีหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่จำเป็นเพื่อการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ

ทั้งนี้การจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ ให้พิจารณาความเร่งด่วนของการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้านเพื่อกำหนดลำดับขั้นตอนในการปฏิรูปประเทศและต้องคำนึงถึงความพร้อมทางด้านบุคลากรและการเงินการคลังของประเทศด้วย

วางกรอบปฏิรูป 11 ด้าน

มาตรา 8 กำหนดให้แผนการปฏิรูปประเทศต้องมีทั้งหมด 11 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชนเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม และด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด  โดยจะมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านเพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศ

สำหรับการได้มาซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นมีการกำหนดไว้ในมาตรา 14 ว่าคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งแต่ละคณะจะประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการหนึ่งคน กรรมการปฏิรูปจำนวนไม่เกิน 14 คน โดยจะแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์ในด้านที่จะดำเนินการปฏิรูป ซึ่งต้องคำนึงถึงความหลากหลายของผู้มีประสบการณ์ในภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องประกอบกัน และต้องมีอายุไม่เกิน 75 ปี โดยจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ในบทเฉพาะกาลมาตรา 29 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ร่างพ.ร.บ.ใช้บังคับ

เมื่อได้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านแล้วมาตรา 10 กำหนดให้ที่ประชุมร่วมกันของประธานกรรมการปฏิรูปทุกคณะกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ แล้วเสนอให้คณะกรรมยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 15 วันและให้เริ่มดำเนินการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศตามกระบวนการและระยะเวลาที่กำหนด

โดยการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศ มาตรา 11 ระบุว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันและเสนอที่ประชุมร่วมกันของประธานกรรมการปฏิรูปทุกคณะพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน จากนั้นให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน ก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบภายใน 30 วันต่อไป และต้องเสนอให้รัฐสภาทราบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มอบอำนาจติดตามตรวจสอบการปฏิรูป

ส่วนการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผล มาตรา 26 กำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านประสานงานกับหน่วยงานของรัฐหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานรัฐฝ่ายบริหาร ซึ่งในกรณีที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันกันกับหน่วยงานรัฐได้ ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณา และเมื่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีมติประการใดแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น แต่ถ้าเป็นกรณีขององค์กรนิติบัญญัติ ตุลาการ องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการ ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศประสานงานไปยังหัวหน้าหน่วยงานขององค์กรดังกล่าวเพื่อแก้ไขต่อไป โดยไม่ต้องทำหนังสือไปถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

ภาพประกอบข่าว

 

มาตรา 77 กระทบภาครัฐ บรรทัดฐานใหม่ออกกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2560 เวลา 07:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/489511

มาตรา 77 กระทบภาครัฐ บรรทัดฐานใหม่ออกกฎหมาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อไปสู่การเลือกตั้งในช่วงกลางปีหน้า ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นการชี้ให้คนไทยให้เห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมส่งมอบประเทศผ่านการเลือกตั้งโดยไม่อาศัยอำนาจพิเศษของตัวเองเพื่ออยู่ในตำแหน่งต่อไปแบบไม่มีกำหนด

นอกเหนือไปจากท่าทีของ คสช.ที่พร้อมให้ประเทศสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านแล้ว แม่น้ำสายอื่นๆ ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็พร้อมเร่งทำงานเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชนเช่นกัน โดยเฉพาะการปั๊มกฎหมายออกมาเพื่อใช้เป็นรากฐานของการปฏิรูปประเทศ

อย่างไรก็ตาม การทำงานที่ว่านั้นของแม่น้ำ 5 สาย ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะไม่ได้มีแค่แรงเสียดทานทางการเมืองจากภายนอก แต่ยังมีแรงเสียดทานที่มาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ โดยมีมาตรา 77 เป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญ

“รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่างๆ ได้โดยสะดวก และสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน…” สาระสำคัญของมาตรา 77

ในมุมมองของ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. เห็นว่ามาตรา 77 ไม่น่าจะสร้างปัญหา เพราะหากกฎหมายใดขาดตกบกพร่อง ก็เติมเนื้อหาให้เต็ม

ถ้าพิจารณาจากเนื้อหาในมาตรา 77 จะก่อให้เกิดอภินิหารทางกฎหมาย 2 ประการที่สำคัญด้วยกัน

1.ผลกระทบต่อร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของ สนช. ถ้าเป็นกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ สนช.ไปแล้วก่อนที่รัฐธรรมนูญจะประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เม.ย. คงไม่ใช่ปัญหา เพราะมาตรา 77 ไม่ได้กำหนดให้มีผลย้อนหลัง แต่สำหรับร่าง พ.ร.บ.ที่กำลังพิจารณาอยู่ใน สนช.จำนวนมากขณะนี้จะมีปัญหาขึ้นมาทันที

กล่าวคือ จะมีประเด็นสำคัญต้องให้พิจารณาว่าร่างกฎหมายที่อยู่ในมือ สนช.ปัจจุบันจำเป็นต้องถอนออกไปเพื่อเอาเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 หรือไม่

ในกรณีนี้ถ้าตีความอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็จำเป็นต้องถอนออกไปทั้งหมดเพื่อให้หน่วยงานรัฐที่เสนอกฎหมายมาให้ สนช.ต้องเอากลับไปแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 77

หรือหากจะตีความแบบไม่เคร่งครัด ก็มองได้ว่าก่อนที่ สนช.จะพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายที่ภายหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จะต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมตามมาตรา 77 โดย สนช.เป็นเจ้าภาพ แต่ย่อมสุ่มเสี่ยงว่าการทำเช่นนั้นของ สนช.จะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไปในระยะยาว

2.ผลกระทบต่อการเสนอของหน่วยงานภาครัฐ นอกเหนือไปจากปัญหาของร่างกฎหมายที่อยู่ในมือของ สนช.แล้ว ปัญหาของการเสนอร่างกฎหมายของหน่วยงานรัฐให้ สนช.ก็เป็นประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน

เนื่องด้วยเจตนารมณ์ของมาตรา 77 ย่อมต้องการให้หน่วยงานรัฐดำเนินการสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้กฎหมายที่หน่วยงานรัฐนั้นเสนอ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความละเอียดอ่อน และอาจจำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการตามมาตรา 77 ให้เป็นกิจจะลักษณะ เพื่อให้มีบรรทัดฐานในการดำเนินการที่ถูกต้อง

กลไกของมาตรา 77 แน่นอนว่าย่อมเป็นคุณต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แต่สำหรับภาครัฐแล้วถือว่าเป็นแรงกดดันไม่ต่างกัน

ต้องไม่ลืมว่าการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับประชาชนตลอด 2 ปีมานี้ ขาดกระบวนการการมีส่วนร่วมจากประชาชนไปพอสมควร เนื่องจากเป็นการทำงานในช่วงสถานการณ์พิเศษ ทำให้กฎหมายที่ออกมาก่อนหน้านี้มีปัญหา และเจอกับกระแสความไม่พอใจจากประชาชนพอสมควร

จึงเป็นปัญหาว่าหน่วยงานภาครัฐอาจปรับไม่ทันกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทั้งนี้ กระบวนการของมาตรา 77 มีการกำหนดขั้นตอนที่ค่อนข้างมาก ไม่ใช่แค่ให้ขนเอกสารร่างกฎหมายมาให้ สนช.อย่างเดียว เพราะการดำเนินการที่ว่านั้นตามมาตรา 77 จำเป็นต้องใช้เวลาอยู่ไม่น้อย

ที่สุดแล้วการปฏิบัติตามมาตรา 77 ก็คงไม่ใช่ปัญหาในสถานการณ์ปกติ แต่ปัจจุบันเป็นสถานการณ์พิเศษที่ คสช.ต้องเร่งปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งตามที่ได้ให้สัญญากับประชาชนเอาไว้

ดังนั้น มาตรา 77 จึงอาจเป็นจระเข้ตัวใหญ่ที่ขวางคลองอยู่ ที่ส่งผลให้ คสช.ไม่สามารถใส่เกียร์ 5 เดินหน้าปั๊มกฎหมายได้ตามความประสงค์ของตัวเอง

 

โรดแมปเลือกตั้ง เหมือนง่ายแต่วิบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/489366

โรดแมปเลือกตั้ง เหมือนง่ายแต่วิบาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะเรียกว่าประเทศไทยเข้าสู่ศักราชใหม่ทางการเมืองแล้วก็คงไม่ผิดนัก ภายหลังมีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการ

ต้องยอมรับกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 จนถึงทุกวันนี้ได้ค่อนข้างมีเส้นทางวิบากพอสมควร เพราะต้องมีการตั้งคณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญถึงสองชุด

ชุดแรกชื่อว่า “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” นำทีมโดย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คณะ กมธ.ยกร่างฯ ในเวลานั้นอุดมไปด้วยบุคคลระดับมันสมองของประเทศทั้งในด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จนสามารถจัดทำร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 285 มาตราออกมาเป็นผลสำเร็จ

การเขียนรัฐธรรมนูญในสมัยบวรศักดิ์ ต้องฝ่าดงหนามแห่งความขัดแย้งมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนกันเองอย่างสมาชิก สปช. โดย สปช.มีอำนาจถ่วงคณะ กมธ.ยกร่างฯ พอสมควร เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านคณะ กมธ.ยกร่างฯ แล้วจะต้องมาให้ที่ประชุม สปช.ลงมติให้ความเห็นชอบ

ผลพวงจากความขัดแย้งและการงัดข้อระหว่าง “กมธ.ยกร่างฯ-สปช.” ทำให้ สปช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ก.ย. สร้างความบอบช้ำให้กับบวรศักดิ์และคณะอย่างแสนสาหัส

จากนั้น คสช.ก็เริ่มกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญรอบที่สอง พร้อมกับคณะบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่อีกครั้ง โดยใช้ชื่อ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ กรธ. ซึ่งถือเป็นการกลับมาอยู่เบื้องหน้าในการร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” หลังจากทำหน้าที่เป็นกุนซือยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2534

การกลับมาของมีชัย ทำให้ความขัดแย้งในหมู่แม่น้ำ 5 สายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญค่อยๆ หายไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กรธ.ไม่ได้ถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติทั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เนื่องจาก กรธ.ไม่ต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญให้กับสภา มีเพียงแค่ศึกใหญ่ศึกเดียวที่ กรธ.ต้องเผชิญ คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ด้วยความเก๋าเกมทางการเมืองของมีชัย และแรงสนับสนุนจาก คสช. จึงมีส่วนช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงผ่านประชามติได้อย่างสวยสมกับความตั้งใจของ กรธ.

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านในช่วงปลายอำนาจของ คสช. ซึ่งภารกิจต่อจากนี้ คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ

ศึกใหญ่อีกศึกหนึ่งอย่างการเขียนกฎหมายลูก ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นงานยากของ กรธ.อีกหนึ่งงาน เพราะแม้แต่ประธาน กรธ.ก็ยังออกมายอมรับเช่นนั้น

“เมื่อวันที่ 6 เม.ย.เป็นวันที่มีความสุขและโล่งใจก็ว่าได้ เพราะได้ทำงานด้วยความเหนื่อยยากมามาก พอถึงผลสำเร็จพวกเราทุกคนก็ดีใจ แม้จะมีบางคนไม่ค่อยดีใจกับพวกเราเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไร

จากนี้ไปเหลือภาระที่ต้องทำในวันข้างหน้า คือ ต้องทำกฎหมายให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นภูเขาอีกลูกที่ต้องเราต้องพยายามยกออกจากอกให้ได้ตามเวลาที่กำหนด” มีชัย กล่าวเปิดใจกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 7 เม.ย.

อ่านความในใจของมีชัยและพลิกดูเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็พบว่าสร้างความหนักอกให้กับมีชัยอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ กรธ.ต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้กับ สนช.ภายใน 240 วันนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ สนช.มีเวลาพิจารณาต่อให้เสร็จภายใน 60 วัน

การทำงานของ สนช.ในส่วนนี้มีอำนาจและสิทธิเด็ดขาดในการแก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ แต่หาก กรธ. ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระแล้วแต่กรณี ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเนื้อหาของ สนช. จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 11 คน

คณะกรรมาธิการวิสามัญมีหน้าที่ในการแก้ไขและส่งมาให้ สนช.ดูอีกครั้ง หาก สนช.มติเห็นชอบทุกอย่างก็จบ การเมืองจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งต่อไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นเพราะเกิดเหตุที่ สนช.มีมติสองในสามไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไข จะมีผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปทันที

กรณีที่ร่างกฎหมายต้องมาตกไปในขั้นตอนนี้ นำมาซึ่งสุญญากาศในกระบวนการเปลี่ยนผ่านขึ้นมาทันที

กล่าวคือ เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ได้บอกว่าให้องค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องทำอย่างไรต่อไป โดยมีมุมมองทางกฎหมายในหลายแง่มุม

แง่มุมหนึ่งเห็นว่าเป็นหน้าที่ของ กรธ.ที่ต้องทำร่างกฎหมายเสนอเข้ามา สนช. แต่บางมุมก็มองว่า กรธ.มีหน้าที่ดังกล่าวเฉพาะภายใน 240 วันแรกหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้เท่านั้น พ้นจากนั้นไปแล้วจะไม่ใช่ธุระของ กรธ.

หรือบางมุมก็เห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญตามกระบวนการตามปกติ แต่ในเรื่องความถูกต้องทางกฎหมายยังคงเป็นปัญหาอยู่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนเช่นนั้น

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแม้รัฐธรรมนูญจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว แต่ปัญหาและอุปสรรคระหว่างกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งนั้นไม่ได้โรยด้วยกุหลาบอย่างที่คิด เพราะนอกจากปัญหาที่รอให้แก้ไขแล้ว ยังมีความขัดแย้งทางการเมืองที่คอยกัดเซาะเสถียรภาพทางการเมืองอีกด้วย

 

มาตรา 44 เฟ้อ รถกระบะชนรถถัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2560 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/488927

มาตรา 44 เฟ้อ รถกระบะชนรถถัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมือรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใหม่ๆ ปรากฏว่า คสช.ให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมอยู่ไม่น้อย นอกเหนือไปจากการพยายามเข้ามาจัดการทางการเมือง

ดังจะเห็นได้จากการเข้ามาจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์รถตู้โดยสารสาธารณะราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาล พื้นที่ค้าขายริมทางเท้า ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนเข้ามาดำเนินการอย่างจริงจังเหมือนกับรัฐบาลของ คสช.

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรื่องเหล่านั้นล้วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคการเมือง อีกทั้งการเข้าไปแตะของร้อนดังกล่าว ส่งผลให้ต้องมีการปะทะกับประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบพอสมควร เมื่อเป็นเช่นนี้บรรดารัฐบาลพรรคการเมืองหลายชุด จึงไม่ค่อยอยากเข้าไปยุ่งเท่าไหร่นัก เพราะไม่ต้องการเสียฐานคะแนนและความนิยม

ปัญหาต่างเลยถูกสะสมและทับถมจนล้นออกมาจากใต้พรม และเมื่อ คสช.เข้ามามีอำนาจจำเป็นต้องเข้ามาจัดการให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยเสียที

ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงแรกที่ คสช.ลงมือผ่าตัดปัญหาโลกแตกนี้ ได้รับเสียงชื่นชมพอสมควร เพราะเกิดการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม ไม่เหมือนกับรัฐบาลของนักการเมืองที่มักจะดำเนินการในลักษณะรูปหน้าปะจมูก

ตัวอย่างเช่น กรณีของราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล คสช.ก็สามารถใช้กำลังภายในจนกดราคาขายต่อหน่วยให้เหลือฉบับละ 80 บาทได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นเดียวกับการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ ปรากฏว่าสามารถช่วยให้เกิดการกำหนดราคาที่เหมาะสมโดยที่ไม่เอาเปรียบกับผู้บริโภค หรือในกรณีของการจัดระเบียบทางเท้าในพื้นที่สำคัญใจกลางเมืองหลวง ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

การลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมในเรื่องเหล่านี้ อันเป็นเรื่องใกล้ตัวของประชาชนที่เอือมระอากันมานานก่อนจะมีการรัฐประหาร ช่วยให้ คสช.ได้คะแนนความนิยมไม่น้อย ที่สำคัญช่วยให้ คสช.ไม่ถูกมองว่าเข้ามาใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อจัดการกับเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว

ทว่า มาถึงเวลานี้สิ่งที่เคยทำให้ คสช.ได้คะแนน กลับย้อนศรมาทำร้าย คสช.เองแบบไม่น่าเชื่อ

โดยมีผลพวงล่าสุดมาจากการจัดระเบียบการจราจรในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะการห้ามไม่ให้รถกระบะทำการบรรทุกคนขึ้นท้ายกระบะของรถ เว้นแต่จะเป็นการขนส่งสินค้าหรือสิ่งของ และการห้ามไม่ให้ประชาชนนั่งด้านหลังคนขับรถกระบะที่เป็นรถสองประตู (แคป)

คสช.เอาจริงเอาจังกับเรื่องดังกล่าวค่อนข้างมาก ถึงใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เข้ามาจัดการกับเรื่องนี้แบบฟ้าผ่า เพราะทุบโต๊ะลงมาว่ามาตรการเหล่านี้จะมีผลทันทีตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์

มองในมุมของ คสช.ก็พอเข้าใจว่า แม้ที่ผ่านมาจะกวดขันการจราจรและกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมายจราจรมากขึ้น แต่กลับไม่ทำให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลงแต่อย่างใด

มิหนำซ้ำยังมาเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญรถตู้โดยสารเส้นทาง กทม.-จันทบุรี ประสบอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตหลายรายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมา ยิ่งเป็นปัจจัยที่บีบให้ คสช.ต้องหามาตรการมาควบคุม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งการใช้มาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดที่สามารถยกเว้นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ มาใช้กับกรณีนี้ ย่อมถูกทำให้มองว่าเป็นการดำเนินการเหมือนกับ “เผาบ้านทั้งหลัง เพื่อจับหนูตัวเดียว”

การใช้มาตรา 44 ควรใช้กับการแก้ไขปัญหาใหญ่ที่เป็นเรื่องโครงสร้างของประเทศ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง การทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นต้น ที่ผ่านมา คสช.ก็ใช้ได้อย่างดีในระดับหนึ่ง แต่เมื่อ คสช.งัดไม้ตายออกมาใช้กับเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 หลายครั้ง จึงไม่ต่างอะไรกับการทำให้เกิดการใช้มาตรา 44 จนเฟ้อ

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่า การเงื้อใช้มาตรา 44 แต่ละครั้ง มีผลเทียบกับการเป็นกฎหมายหนึ่งฉบับ โดยที่ไม่ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน เหมือนกับการตรากฎหมายตามระบบปกติ ประกอบกับมาตรา 44 ที่ถูกใช้ครั้งล่าสุดนั้นส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้น มาตรา 44 ยังให้การคุ้มครองในขั้นสูงสุดอีกด้วย กล่าวคือ ทำให้ไม่สามารถฟ้องศาลเพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบการถ่วงดุลได้ เท่ากับว่าหากเจ้าของรถที่ได้รับความเดือดร้อนจากมาตรา 44 ครั้งนี้ ก็ไม่อาจไปพึ่งกระบวนการทางกฎหมายได้แต่อย่างใด

ดังนั้น อย่าได้แปลกใจว่า ทำไมระยะหลังที่ คสช.งัดมาตรา 44 ออกมาใช้แต่ละครั้ง ถึงได้เกิดกระแสลบมากกว่ากระแสบวก

จากกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้นอย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการล้อเลียน คสช.ในรูปแบบสารพัด จนส่งผลให้มาตรา 44 ถูดลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ลง

ด้วยเหตุนี้เอง คสช.จึงใส่เกียร์ถอยหนึ่งขั้นด้วยการอนุโลมให้ประชาชนยังโดยสารท้ายกระบะและนั่งหลังแคปได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หลังจากนั้นถึงจะค่อยมาหามาตรการที่เหมาะสมอีกที

นับเป็นครั้งแรกที่ คสช.ยอมผ่อนผันกับความเข้มงวดของมาตรการที่ออกมาตามมาตรา 44 ซึ่งเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่กระตุก คสช.ให้ตระหนักว่าการใช้อำนาจเด็ดขาดมากเกินไปที่ขาดการมีส่วนร่วม อาจส่งผลร้ายย้อนกลับมายัง คสช.ในแบบที่คาดไม่ถึง

 

ม.44 หลังรัฐธรรมนูญใหม่ อำนาจเบ็ดเสร็จที่มีข้อจำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2560 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/488783

ม.44 หลังรัฐธรรมนูญใหม่ อำนาจเบ็ดเสร็จที่มีข้อจำกัด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญกำหนดกรอบกติกาสูงสุดของประเทศ อันจะมีผลต่อทิศทางการบริหาร ดำเนินการ ในภาคส่วนต่างๆ ​อันจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ เพื่อพาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งอย่างที่มุ่งหวัง

จากนี้กระบวนการต่างๆจะเริ่มเดินหน้าไปตามเส้นทางที่วางไว้ ทั้งการออกกฎหมายลูก กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอื่นๆเพื่อเตรียมความพร้อมพาประเทศเข้าสู่การเลือกตั้ง

ทว่า การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ทำให้หลายฝ่ายจับตาไปที่ “อำนาจพิเศษ” ตามมาตรา 44 ที่เหมือนดาบอาญาสิทธิ์เปิดทางให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ใช้ผ่าทางตันแก้ไขปัญหาหลายเรื่องที่ผ่านมาจะยังศักดิ์สิทธิ์มีมนตร์ขลังเช่นเดิมหรือไม่

ที่ประชุม ครม.นัดล่าสุด วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบเรื่องรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้​ 4-5 ประการ ทั้ง​การสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. คสช. เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งและมีการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ

สนช.จะหมดวาระเมื่อ 15 วันก่อนวันเลือกตั้งและ สปท.จะหมดอายุทันทีที่เสนอกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติและกฎหมายปฏิรูป ต่อมาคือ กรธ.จะต้องอยู่ทำกฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 8 เดือน

ส่วนประเด็นเรื่องอำนาจตามมาตรา 44 ที่เคยใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้รวมทั้งที่จะออกใหม่ในวันข้างหน้า แม้รัฐธรรมนูญจะประกาศใช้แล้วก็ยังสามารถที่จะดำเนินการได้ เพราะมีการกำหนดเอาไว้ในมาตรา 265 ว่าอำนาจเดิมของ คสช.จะมีผลต่อไปจนกว่า คสช.จะสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ ​ส่วนการยกเลิกต้องออกเป็น พ.ร.บ.ในการยกเลิก

ไม่แปลกที่ระยะหลังจะเห็น คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 หลายต่อหลายเรื่องมากขึ้น ล่าสุด “เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง” เด้ง 6ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้แก่ จ.กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ เชียงราย ภูเก็ต ราชบุรี สิงห์บุรี ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกฯ

ต่อเนื่องด้วยการออกคำสั่งเรื่อง “การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่ออํานวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ” จำนวน 18 ข้อ แก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ ในกลุ่มธุรกิจลงทุนยาก เพื่อแก้ปัญหาหลังจากรายงานผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก ไทยในอันดับที่ 46 จาก 190 ​

แม้รัฐธรรมนูญใหม่มาตรา 265 จะเปิดทางการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช. และ คสช.ไว้เหมือนเดิมแต่ด้วยบทบัญญัติอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ ย่อมทำให้การใช้อำนาจตามมาตรา 44 มีข้อจำกัดจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น ​

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิที่ถือเป็นจุดเด่นและได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่นี้การใช้มาตรา 44 ย่อมต้องไม่ไปละเมิดสิทธิกับคนอื่น ​ที่อาจจะนำไปสู่ปัญหาให้เกิดการตีความและสร้างปัญหาได้

สอดรับกับที่ ​มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 44 จะต้องไม่ขัดกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ที่รัฐธรรมนูญใหม่ให้การรองรับไว้ มีเพียงเพื่อแก้ปัญหาที่มันขัดข้อง แต่ต้องไม่ขัดกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญใหม่ หรือไปละเมิด หรือแก้รัฐธรรมนูญได้

นี่ย่อมทำให้ความคล่องตัวของการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือต้องลดลงไปพอสมควร

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย พักงาน การปลดออกจากตำแหน่ง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานของรัฐ ​เรื่อยไปจนถึงเรื่องการ​ออกกฎระเบียบ แก้ไขกฎหมาย ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกฎหมาย เพราะมาตรา 77 วรรคสอง รัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้ “ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ”

“รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป”

ยิ่งในช่วงที่กฎหมายลูกเริ่มบังคับใช้และทาง คสช.ยกเลิกคำสั่งเดิมผ่อนปรนให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหว ดำเนินกิจกรรมพรรคการเมืองได้เสรี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งไปจนถึงเรื่องการเคลื่อนไหวแสดงความคิดความเห็นที่มีเสรีภาพมากขึ้น

ทั้งหมดจะยิ่งกดดันการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ