5 ปมร้อนเสี่ยงฉุดคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/485262

5 ปมร้อนเสี่ยงฉุดคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านมา​กว่า 2 ปี 6 เดือน ​กับการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) “​คะแนนนิยม” และ “ความเชื่อมั่น” มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ หลังเผชิญมรสุมรุมเร้ารอบด้าน

จากผลสำรวจความคิดเห็นของ “นิด้าโพล” พบว่า คะแนน​ในหลายๆ ด้าน ทั้งความ​พอใจ อุดมการณ์ ​การกล้าตัดสินใจ ​ประสิทธิภาพ และ “ความโปร่งใส” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการบริหารราชการแผ่นดินนับจากนี้ ยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ 5 เรื่องร้อนที่เป็นเสมือนระเบิดเวลาที่ถูกถอดสลักไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะปะทุขึ้นมาสร้างปัญหาซ้ำเติมการบริหารงานในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป คสช.

​เรื่องแรก​ การดำเนินการติดตามเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น วงเงินกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ที่กำลังจะครบกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเดินหน้าจัดการเก็บภาษีนำเงินเข้าคลังให้ได้ภายในกำหนดระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่กี่วัน

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน​ ด้านหนึ่งการดำเนินการจัดกับภาษีในช่วงนี้ อาจถูกมองว่าเป็นการไปไล่บี้จ้องเล่นงาน ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่หากไม่ดำเนินการก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะต้องติดตามดูว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า กรมสรรพากรจะดำเนินการเรียกเก็บภาษีเองภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากการประชุมร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นไปตามข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เสนอมา ถ้าไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยวเป็นปัญหาเหมือนกับคดีอื่นๆ อีก ไม่ได้เป็นการรังแกใคร แต่ให้ดูคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ที่ตัดสินแล้ว พบว่ามีการวางแผนแยบยลหลายทอด เดี๋ยวให้กรมสรรพากรดำเนินการต่อไป​

เรื่องที่สอง ​กรณีการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อติดตามตัว พระธัมมชโย มาดำเนินคดี ซึ่งหลังจบยกแรก ก็ยังไม่มีความคืบหน้า จากปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่ปักหลักตรึงพื้นที่อยู่หน้าวัดและเข้าไปตรวจค้นสองรอบ แต่ก็ยังคว้าน้ำเหลว แม้อีกด้านจะมองว่าเป็นเรื่องดีที่ยังไม่เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่และศิษยานุศิษย์ที่ออกมาปักหลักเป็นโล่มนุษย์อยู่ภายในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเจ้าหน้าที่และพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมกับการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นรูปธรรม ​ที่จะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งและบานปลายไปสู่ความรุนแรง ซึ่งจะย้อนกลับมาทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล คสช.

นับจากนี้ การติดตามตัวพระธัมมชโยยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถเจ้าหน้าที่ แต่หากยิ่งนานวันแล้วยังไม่สามารถนำตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีได้ แรงกดดันย่อมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ​

เรื่องที่สาม ​การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ​​ซึ่งมีเหตุให้ต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว หลังเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง และขยายวงกว้างมากขึ้นจนเกรงว่าจะบานปลายไปสู่ความรุนแรง ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจพักเรื่องนี้หลังเดินหน้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งให้ยกเลิกผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และกลับมาตั้งต้นเริ่มกระบวนการกันใหม่

แน่นอนว่าความพยายา​มก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินยังคงไม่หมดไป เ​มื่อฝ่ายที่สนับสนุนยังหยิบยกเหตุผลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้มาอธิบาย ดังนั้นหลังการจัดทำผลการศึกษารอบใหม่สำเร็จ ย่อมต้องกลับมาเป็นประเด็นร้อนที่มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างจนยากจะหาข้อสรุปร่วมกัน

เรื่องที่สี่ การจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” ที่มีความพยายามมายาวนานนับสิบปี ​และรอบนี้ดูจะมีความชัดเจนมากที่สุด เมื่อ ​พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นำคณะตรวจเยี่ยมพื้นที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช ซึ่งเตรียมไว้สำหรับสร้างโรงซ่อมเรือดำน้ำจากจีน 3 ลำ วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

นี่จะเป็นแรงกดดันรอบใหม่ ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังประสบปัญหาการเงินการคลัง การใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านไปกับยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าคุ้มค่ามากน้อย หรือจำเป็นแค่ไหนในสถานการณ์เช่นนี้

เรื่องสุดท้าย ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่มีผลกระทบในแทบทุกมิติ คือ เรื่องเศรษฐกิจที่เวลานี้ยังเป็นโจทย์ที่รัฐบาล คสช.ยังแก้ไม่ตก แม้จะอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยนโยบาย ลด แหลก แจก แถม จนถูกค่อนขอดว่าก้ำกึ่งเข้าข่ายประชานิยม​ หรือเดินตามแนวของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต

ปัญหาอยู่ที่หลายนโยบาย หลายมาตรการที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ยังกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้อย่างที่หวัง วนกลับมาที่ปัญหารายได้ไม่เป็นไปตามเป้า จนต้องออกมาโยนหินเรื่องการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกถล่มจนเสียหลักและพานกระทบไปถึงการจัดซื้อเรือดำน้ำที่ออกมาในช่วงนี้

ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ จึงเป็นชนวนร้อนที่รัฐบาล คสช.จะต้องเผชิญ อยู่ที่ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้​อย่างไร

 

 

ออกหมายจับ วีระ ได้ไม่คุ้มเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/485054

ออกหมายจับ วีระ ได้ไม่คุ้มเสีย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อศาลออกหมายจับ วีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ในข้อหา นำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

จากกรณีที่เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนลงในเฟซบุ๊ก วีระ สมความคิด ในทำนองประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ปัญหาอยู่ตรงที่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐมองว่าเป็นการสร้างความสับสน จนเกิดความเสียหายต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากการจัดทำโพลดังกล่าวนั้นก็เป็นเพียงการจัดทำความเห็นกับกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ผลจึงอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง

ทำให้ ทางพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ​รวบรวมพยานหลักฐานก่อนขอศาลออกหมายจับในที่สุด

สถานการณ์ส่อเค้าบานปลาย กลายเป็นประเด็นใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวีระโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veera Somkwamkid

“ประกาศผ่านสาธารณะ ตำรวจไม่ต้องมาตามจับผมให้เสียเวลา ผมจะไปพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ในวันพุธที่ 15 มี.ค. 2560 เวลา 13.00 น. คดีนี้แปลกนะ ตำรวจ ปอท.ควรมีหมายเรียกมายังผมก่อนนะ ถ้ามีหมายเรียกมา ผมพร้อมเข้ามอบตัวสู้คดี บอกตรงๆ อยากสู้คดีนี้มาก แต่ที่กลัวคือ กลัวจะยังไม่ทันได้สู้คดี ถ้ามีการมาควบคุมตัวในวันนี้ กลัวมีการใช้อำนาจพิเศษเอาไปขังไว้ก่อน 7 วัน ชัดเจนนะ คนอย่างวีระ สมความคิด ไม่เคยหนีคดี พร้อมสู้คดีเต็มที่ แต่ไม่พร้อมให้ใครมาจับเอาไปฆ่า พนักงานสอบสวนก็เตรียมตอบคำถามผมไว้ให้ดีด้วยนะ ทำไมคดีนี้ไม่มีการออกหมายเรียกตามกฎหมายเสียก่อน มีทหารชื่ออะไรมาบังคับให้พนักงานสอบสวนรีบออกหมายจับ โดยอ้างว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคง”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถูกวิพากษ์ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของภาครัฐกับการงัดไม้แข็งมาสกัดการเคลื่อนไหวของวีระ ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.

ประการแรก การเคลื่อนไหวของวีระทั้งในบทบาทของประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการ คปต. แม้จะเป็นหอกข้างแคร่ที่เสียดแทง รัฐบาล คสช. หลายต่อหลายเรื่อง แต่ก็ไม่มีอานุภาพเพียงพอจะ​มาบั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาลอย่างรุนแรง หรือสามารถจุดกระแสขยายประเด็น

จะเห็นว่าที่ผ่านมา วีระเป็นตัวตั้งตัวตีเกาะติดเรื่องร้อนมาตั้งแต่ “ไมโครโฟนทองคำ” ที่นับเป็นเรื่องฉาวเรื่องแรกๆ ตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาลซึ่งยังหยิบยกมาขยายผลจนถึงปัจจุบัน ต่อด้วยเรื่อง“อุทยานราชภักดิ์” จากที่เคยเป็นคนยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นก็ยังเกาะติดเรื่องนี้แบบกัดไม่ปล่อย

​เรื่อยมาจนถึงเรื่องสินบนข้ามชาติ ทั้ง โรลส์-รอยซ์ และ ปตท.ต่อเนื่องมาจนถึงกล้องซีซีทีวีรัฐสภา รวมไปถึงเรื่องการโดดล่มของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และการรับเงินประจำตำแหน่ง ที่นำมาขยายผลในเฟซบุ๊กส่วนตัวซึ่งมีคนติดตามอยู่ไม่มาก

แม้แต่ผลโพลล่าสุดที่เป็นประเด็นสู่การออกหมายจับนั้น เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่คนสนใจหรือสื่อกระแสหลักหยิบยกไปนำเสนอข่าว แต่ต่อมากลับกลายเป็นประเด็นใหญ่ ภายหลังการออกหมายจับวีระ ซึ่งปลุกให้สังคมหันมาติดตามเรื่องผลโพลและเรื่องอื่นๆ ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้

ในมุมภาครัฐย่อมเห็นว่าการเคลื่อนไหวของวีระขณะนี้อาจกัดกร่อนความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช.ไปเรื่อยๆ หากปล่อยไว้ย่อมไม่เป็นผลดี และยังอาจเกิดการเลียนแบบจากกลุ่มอื่นๆ ให้ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานที่รัฐบาล คสช.กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้าน

ก่อนหน้านี้จะเห็นรูปแบบการจัดการกลุ่มเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านรัฐบาล คสช. ด้วยรูปแบบลักษณะเดียวกันนี้ คือการใช้อำนาจข้อกฎหมายเข้าไปดำเนินการเอาผิด ที่เป็นการประกาศเอาจริงกับการป้องปรามแล้ว และยังเป็นการส่งสัญญาณ “เชือดไก่” ไปถึงกลุ่มอื่นๆ ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวสร้างปัญหาอีกทางหนึ่งด้วย

คล้ายกับกลุ่มอื่นๆ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อแดงหรือกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่เคยเรียงหน้าออกมาถล่มรัฐบาล ก่อนจะถูกไล่จัดการจนค่อยๆ สงบปากสงบคำไปในที่สุด

แน่นอนว่าการใช้แต่ไม้แข็งย่อมไม่ใช่ผลดี ยิ่งถ้าใช้อย่างต่อเนื่องและพร่ำเพรื่อ เพราะนอกจากจะเกิดการดื้อดึงและขัดขืนการใช้อำนาจแล้ว อีกด้านยังสะสมบ่มเพาะแรงเสียดทานให้มีแนวร่วมเพิ่มมากขึ้น

การเลือกใช้ไม้แข็งสกัดกลุ่มคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลจึงอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีในยุคนี้ แม้วีระ​ซึ่งไม่มีแนวร่วมมากมาย แต่ด้วยสถานะ​เป็นประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการ คปต. ​หากตกเป็นฝ่ายถูกกระทำย่อมเป็นชนวนปลุกให้หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุน

นี่จึงอาจเป็นการกระทำของรัฐบาลที่ได้ไม่คุ้มเสีย​ในระยะยาว

 

ศึกรอบด้าน “เพื่อไทย” อาการน่าเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484880

ศึกรอบด้าน "เพื่อไทย" อาการน่าเป็นห่วง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้การเมืองไทยกำลังขับเคลื่อนไปในหลายๆ เรื่องพร้อมกัน ทั้งในเรื่องการสร้างความปรองดองการปฏิรูปประเทศ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ รวมไปถึงการปราบปรามการทุจริต

ลองไล่เรียงมาทีละเรื่องจะพบว่าล้วนมีนัยทางการเมืองแทบทั้งสิ้น

การสร้างความปรองดองกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากพรรคการเมืองใหญ่ได้ทยอยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพที่แกนนำระดับสูงของแต่ละพรรคเข้ามาร่วมนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองพร้อมให้ความร่วมมือกับแนวทางการสร้างความปรองดองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ด้านการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็นอีกเรื่องที่มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของสังคมเข้ามาเป็นที่ปรึกษา ถึงจะมีหน้าที่เป็นแค่ที่ปรึกษา แต่ด้วยชื่อเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้น จะเป็นกำลังสำคัญให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ในการสร้างกลไกเพื่อการปฏิรูปประเทศและการออกแบบยุทธศาสตร์ชาติ

นอกเหนือไปจากสามเรื่องข้างต้นแล้ว การปราบปรามการทุจริต นับว่าในทุกๆ ก้าวของเรื่องนี้ล้วนมีนัยทางการเมืองแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับคดีล่าสุดที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่งมีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีจัดซื้อเครื่องบินและเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ ของบริษัท การบินไทย

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา “สรรเสริญ พลเจียก” เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่า “จากการแสวงหาข้อเท็จจริงพบว่ามีการจัดซื้อเครื่องยนต์ใน 3 ระยะ ระหว่างปี 2534-2548 โดยระยะที่ 3 คือ ปี 2547-2548 มีการดำเนินการเสนอราคาส่อเอื้อประโยชน์ช่วยเหลือบริษัท โรลส์-รอยซ์ ให้ได้รับประโยชน์ในการทำสัญญาขายเครื่องยนต์ให้กับบริษัท การบินไทย โดยได้มอบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน เป็นองค์คณะไต่สวน”

สำหรับคดีทีแรกดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เมื่อ ป.ป.ช.สืบค้นข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับการจัดซื้อในช่วงปี 2547-2548 พบว่ามีบิ๊กการเมืองฟากรัฐบาลในเวลานั้น คือ พรรคไทยรักไทย เข้าไปมีเอี่ยวในเบื้องต้น

บิ๊กไทยรักไทยในเวลานั้นล้วนเป็นบิ๊กพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ แน่นอนว่าย่อมสร้างความหนาวๆ ร้อนๆ กันถ้วนหน้า เพราะ ป.ป.ช.ไม่ได้สอบสวนแค่เรื่องความชอบด้วยกฎหมายในการจัดซื้อเท่านั้น แต่ ป.ป.ช.สาวในเชิงลึกเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจ่ายสินบนด้วย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้ เพราะโทษสูงสุดทางอาญาของผู้รับสินบน คือ การประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149

แม้คดีดังกล่าวจะใช้เวลาอีกพอสมควรในการไต่สวนและตัดสิน แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ย่อมทำให้คนที่มีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารของ ป.ป.ช.หนาวๆ ร้อนๆ กันถ้วนหน้า เหนืออื่นใดมีผลต่อการขับเคลื่อนทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยด้วย

ต้องไม่ลืมว่าบรรดาบิ๊กๆ ของพรรคเพื่อไทยล้วนมีคดีเป็นเครื่องประดับกันหลายคน

อย่างในคดีโครงการรับจำนำข้าว ก็อยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในเวลานี้ อันจะเห็นได้จาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” ทยอยเดินทางมาศาลเป็นงานประจำ

ไม่เพียงเท่านี้ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกฯ เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องมาศาลฎีกาฯ เป็นเพื่อนกับยิ่งลักษณ์ เพียงแต่เป็นคนละคดีเท่านั้น เพราะคดีของอดีตนายกฯ สมชาย คือ การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

หรือในปัจจุบันสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็กำลังพิจารณาคดีการถอดถอน “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” อดีต รมว.ต่างประเทศ จากกรณีอนุมัติหนังสือ เดินทางให้กับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ

ทั้งนี้ วิเคราะห์กันเฉพาะคดีถอดถอน ถ้าดูจากสถิติที่ผ่านมา หากเป็นคนของพรรคเพื่อไทยเดินเข้าสภาสู้คดีถอดถอน มักจะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้เกือบทุกครั้งไป

ในภาพรวมจะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับศึกรอบด้านพอสมควร คดีแต่ละคดีล้วนแทงเข้าไปที่คนสำคัญของพรรคแทบทั้งสิ้น จึงมีผลให้พรรคเพื่อไทยลดวิวาทะกับฝ่ายตรงข้ามลงไปพอสมควร

แม้แต่ละคดีจะยังไม่มีผลตัดสินออกมาเป็นที่สุด แต่ในระหว่างนี้ย่อมเป็นผลต่อการขยับตัวของพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจจะลามไปถึงการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

เปิดกฎหมายลูกปปช. ผิดยึดทรัพย์ให้แผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484669

เปิดกฎหมายลูกปปช. ผิดยึดทรัพย์ให้แผ่นดิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นประเด็นที่ต้องจับตาหลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ…. ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อประกอบการพิจารณา

ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้  หมวด 1 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่วนที่ 1 องค์ประกอบ คุณสมบัติ การสรรหา การดำรงตำแหน่งและการตรวจสอบ มาตรา 6 ให้มี
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา

โดยมีคุณสมบัติ อาทิ รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง หรืออธิบดีอัยการมาแล้ว หรือรับราชการ หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้า ส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ส่วนมาตรา 8 กรรมการ ป.ป.ช. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม อาทิ เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปี นับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

มาตรา 10 ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

นอกจากนี้ มาตรา 15 ให้กรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่ยื่นบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งทรัพย์สินที่มอบหมายให้อยู่ในความครอบครอง หรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมต่อประธานวุฒิสภาเมื่อรับเข้าตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง โดยให้นำบทบัญญัติมาตรา 94-95-98-100 และ 199 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

ส่วนที่ 2 หน้าที่และอำนาจ อาทิ มาตรา 19 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มี หน้าที่ไต่สวนและมีความเห็นกรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

มาตรา 30 กรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่ส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ

หรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติทุจริตต่อหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหนังสือจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ได้

ส่วนที่ 4 การไต่สวนกรณีร่ำรวยผิดปกติ โดยมาตรา 76 การกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ให้ผู้กล่าวหาดำเนินการกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหายังดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกิน 5 ปี

“โดยจะต้องระบุพฤติการณ์อันแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบ หรือพิจารณาจากรายได้ประกอบกับทรัพย์สินแล้ว ทำให้เห็นได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ที่จะต้องดำเนินการเพื่อร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้”

ส่วนที่ 3 การดำเนินคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน มาตรา 120 เมื่ออัยการสูงสุดได้รับสำนวนคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 106 (2) ไว้แล้วให้อัยการสูงสุดดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ทั้งนี้ ในคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ให้ผู้ถูกกล่าวหามีภาระการพิสูจน์ที่ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ การดำเนินคดีหรือการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ให้ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

 

เปิดข้อเสนอ 5 พรรคใหญ่ เส้นทางสู่ปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484455

เปิดข้อเสนอ 5 พรรคใหญ่ เส้นทางสู่ปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นปรองดองจากพรรคการเมืองเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ​ก.พ. ​โดยคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเป็นแม่งานในการรับฟังแนวทางสร้างความปรองดอง 10 ประเด็น ที่แต่ละพรรคส่งตัวแทนมาร่วมให้ความเห็น

​พิจารณารายละเอียดความคิดความเห็นของแต่ละพรรคจะพบว่ามีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน

​เริ่มจาก พรรคเพื่อไทย ​นำทีมโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แสดงความคิดเห็นหลักการและแนวทางปรองดอง 6  ข้อ อาทิ 1.ปัจจัยที่จะทำให้การปรองดองเกิดความสำเร็จ คือ ความจริงใจของรัฐบาลและ คสช.มีความเป็นกลาง เป็นอิสระ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำและสั่งการของฝ่ายใด​​

2.การปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมยอมรับในกระบวนการยุติธรรมที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ คือการนำการให้อภัยไปสู่การปฏิบัติต่อไป  3.ต้องค้นหาสาเหตุของความขัดแย้ง  4.การกำหนดคู่ขัดแย้งต้องพิจารณาให้รอบด้าน 5.กระบวนการในการสร้างความปรองดองควรพิจารณาเป็นขั้นตอนดังนี้ พิจารณาและยอมรับในสาเหตุร่วมกัน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม โดยสถาปนาหลักนิติธรรมที่แท้จริงขึ้นในกฎหมายและบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

ถัดมา พรรคประชาธิปัตย์​ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมแกนนำพรรค แนวทางปรองดอง ประกอบไปด้วย การเคารพสิทธิของกันและกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม พร้อมทั้งใช้หลักนิติธรรมมาจำกัดการใช้อำนาจของนักการเมืองไม่ให้เกินขอบเขตจนนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมือง

ทั้งนี้ ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปตามกระบวนการยุติธรรมก่อน เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคม ส่วนกระบวนการลดหย่อนโทษหรืออภัยโทษควรพิจารณาภายหลัง แต่ในฐานความผิดเล็กน้อย เช่น ประชาชนทั่วไปที่มาชุมนุมผิดกฎหมายพิเศษ หรือความผิดเล็กน้อย อย่างการชุมนุมกีดขวางการจราจรก็ให้นิรโทษกรรมได้

ที่สำคัญไม่เห็นด้วยกับการลงนามข้อตกลง หรือ MOU เพราะหากลงนามไปแล้ว ไม่ปฏิบัติตามก็ไม่เกิดประโยชน์และไม่มีใครรับรองอนาคตได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะเชิญนักการเมืองเข้ามาให้ข้อคิดเห็น แต่ควรดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเพื่อสร้างความเข้าใจ ที่จะทำอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกันบนความคิดเห็นต่างได้ และไม่กลับไปสู่ปมความขัดแย้งอีก

สำหรับ ภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยพร้อมแกนนำ เดินทางมาให้ข้อคิดเห็นโดยเริ่มจากการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และแก้ปัญหารากเหง้าของปัญหาทั้งหมด คือ ความยากจน ให้หมดไป เพราะจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนจนกับคนรวยในสังคมไทยให้เกิดความเท่าเทียมกัน

ส่วนการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังโดยยึดแนวทางตามหลักสากลโลกที่เคยดำเนินการมา โดยเฉพาะ “หลักความยุติธรรมยุคเปลี่ยนผ่าน” อาทิ มีการพูดคุยทำความเข้าใจ เยียวยาผู้เสียหาย พิสูจน์ความจริง รวมทั้งคดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นอัยการก็อาจจะสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งถอนฟ้องในคดีที่อยู่ในศาลแล้ว โดยไม่มีการพูดถึงเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแต่อย่างใด

พรรคชาติพัฒนา ​มีข้อเสนอต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองให้ร่วมหารือและทำข้อตกลงร่วมกันภายหลังที่พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ ต่อการอยู่ร่วมกัน ไม่สร้างความขัดแย้ง และร่วมมือเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนบนข้อตกลงร่วมกัน 7 ประเด็น คือ

1.ร่วมลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่บอยคอต 2.ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งและระเบียบของ กกต. อย่างเคร่งครัด 3.ร่วมคัดเลือกคนดีมีความรู้ความสามารถ และทำนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันเลือกตั้ง 4.ยอมรับและเคารพการตัดสินใจของประชาชนต่อการลงคะแนนเลือกตั้ง

5.ภายหลังจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ต้องทำงานตามบทบาทของตนเองอย่างสร้างสรรค์ 6.พรรคการเมืองต้องร่วมมือแก้ปัญหาขัดแย้งและไม่ทำการเมืองเข้าสู่ทางตัน 7.กรณีเกิดความขัดแย้งต้องใช้เวทีขอรัฐสภาเพื่อแก้ปัญหา

ด้าน พรรคชาติไทยพัฒนา มองว่ารัฐบาลและ คสช.มีข้อมูลส่วนใหญ่อยู่แล้วและสามารถนำข้อมูลจากการศึกษาของหลายคณะในช่วงที่ผ่านมา โดยนำข้อมูลมาสังเคราะห์ จากนั้นจะเหลือเพียง 4 หลัก คือ 1.หลักนิติธรรม 2.หลักคุณธรรม 3.หลักของความโปร่งใส 4.หลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน  การสร้างความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ทุกฝ่ายต้องจริงใจ ที่จะร่วมกันเดินไปสู่จุดที่จะต้องแก้ปัญหา ซึ่งข้อมูลมีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ดังนั้นเมื่อได้พูดคุยกันแล้ว ก็ต้องผลักให้นำเรื่องนี้ไปสู่การปฏิบัติให้ได้ ไม่ใช่มีข้อมูลแล้วเอามาเก็บไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์

ทั้งหมดนี้ คสช.จะนำไปสู่การปฏิบัติได้หรือไม่อีกไม่นานรู้กัน

 

‘ปรองดอง’ ผ่านยกแรก ของจริงรออยู่ยกสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 09:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484452

‘ปรองดอง’ ผ่านยกแรก ของจริงรออยู่ยกสอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

 

ภารกิจการสร้างความปรองดองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความคืบหน้าขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว หลังจากพรรคการเมืองใหญ่ที่เคยมี สส.ในสภาผู้แทนราษฎรต่างทยอยเข้าไปพบคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เพื่อแสงความคิดเห็นจนครบแล้ว

สำหรับข้อเสนอแนะและความคิดเห็นที่พรรคการเมืองดังกล่าวได้เสนอเอาไว้มีสาระน่าสนใจ ดังนี้

พรรคเพื่อไทย มีประเด็นสำคัญอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1.เพื่อให้การดำเนินการได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากประชาชน เมื่อได้รับฟังข้อมูลจนครบถ้วน ควรจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระ” ที่มาจากทุกภาคส่วนมาเป็นผู้ดำเนินการในกระบวนการปรองดอง

2.ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมีโอกาสร่วมเสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้ได้อย่างเสรี

3.ผลสรุปของแนวทางการสร้างความปรองดอง ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันบนพื้นฐานของการคำนึงถึงคุณค่า และศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างเท่าเทียม

พรรคประชาธิปัตย์ เป็นข้อเสนอที่เน้นหนักในเรื่องประชาธิปไตยที่ต้องเดินคู่กับหลักนิติธรรมและรัฐบาลต้องมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงองค์กรอิสระ อีกทั้งต้องมีการปรับปรุงการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อสร้างการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างมีประสิทธิภาพและมีความจำเป็นในการปลูกฝังค่านิยมและสร้างการตระหนักรู้ต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

พรรคชาติไทยพัฒนา เสนอหลักการจำนวน 4 ข้อ ประกอบด้วย หลักยุติธรรม หลักคุณธรรม หลักโปร่งใส และหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยรัฐบาลต้องมีความจริงใจต่อการทำงานด้วย อย่างไรก็ตามพรรคสนับสนุนต่อแนวทางการสร้างความปรองดองของรัฐบาลและการปฏิรูปด้านต่างๆ ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบให้มีการเลือกตั้ง

พรรคภูมิใจไทย เสนอการสร้างความปรองดองผ่าน “หลักความยุติธรรมยุคเปลี่ยนผ่าน” ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทำความเข้าใจ เยียวยาผู้เสียหาย พิสูจน์ความจริง รวมทั้งคดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นอัยการก็อาจจะสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งถอนฟ้องในคดีที่อยู่ในศาลแล้ว รวมถึงคดีความที่ศาลตัดสินไปแล้ว ก็อาจจะให้มีการนิรโทษกรรมยกเว้นโทษ เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองได้อย่างแท้จริง

พรรคชาติพัฒนา ประกาศยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่พร้อมกับเรียกร้องให้พรรคการเมืองร่วมเข้ากระบวนการสร้างสันติภาพครั้งนี้ผ่านแนวทาง 7 ข้อ อาทิ เมื่อถึงวันเลือกตั้งทุกพรรคต้องร่วมมือกันลงสมัครรับเลือกตั้ง ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด เพื่อนำไปสู่การยอมรับผลการเลือกตั้ง ช่วยนำเสนอนโยบายดีๆ ที่เหมาะสมและยั่งยืนในการพัฒนาประเทศ เป็นต้น

ข้อเสนอของพรรคการเมืองในภาพรวมต้องยอมรับว่าไม่ต่างอะไรกับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระหลายชุดก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการให้ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรมภายใต้ความเท่าเทียม ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสนอในเชิงวิชาการลักษณะนี้ต้องอยู่ในบทสรุปของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.)

แต่ที่น่าสนใจในท่าทีของพรรคการเมืองที่ออกมาอยู่ที่การแสดงออกในเชิงปฏิบัติของพรรคการเมืองที่มีต่อ คสช.ในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สังเกตเห็นได้ว่าบุคคลของพรรคการเมืองที่เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นนั้น ล้วนเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง อันเป็นการแสดงออกมาให้เห็นว่าฝ่ายการเมืองใส่ใจกับการทำงานของ คสช.อยู่ไม่น้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคเพื่อไทย การปรากฏภาพของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” “ภูมิธรรม เวชยชัย” หรือแกนนำระดับบิ๊กของพรรคหลายคนที่ไปร่วมโต๊ะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่กระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ไม่ต่างอะไรกับสัญลักษณ์ของการจับมือกับ คสช.เพื่อเริ่มต้นการสร้างความปรองดองเพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พรรคเพื่อไทยก็คงส่งบุคคลระดับรองมาเป็นตัวแทนเพื่อร่วมพิธีก็พอ

จากภาพที่ปรากฏออกมาย่อมเป็นการสะท้อนว่าการขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองกำลังเป็นไปตามแนวทางที่ คสช.วาดฝันเอาไว้

ทีนี้ก็เหลือขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนอื่นๆ เพื่อมากลั่นเป็นข้อเสนอในช่วงท้ายของโรดแมป

ขั้นตอนนี้เป็นการทำงานที่สำคัญที่สุด เพราะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการประสานประโยชน์ทุกฝ่ายว่าจะทำข้อเสนอออกมาอย่างไรเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างสมน้ำสมเนื้อหรือเสียประโยชน์น้อยที่สุด

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำไม คสช.ถึงต้องไปดึง “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ มาเป็นที่ปรึกษาด้านการสร้างความปรองดอง เพราะ คสช.เองก็รู้อยู่แก่ใจว่าอาจารย์เอนกเป็นหนึ่งในบุคคลที่กลุ่มการเมืองหลากพรรคและหลากสีเสื้อให้การยอมรับในความเป็นกลาง

ดังนั้น ยกแรกที่เพิ่งผ่านไปหลังจากการเปิดโต๊ะรับฟังความคิดเห็น จากนี้ไปจะเริ่มต้นยกสอง ซึ่งเป็นยกสำคัญของการสร้างความปรองดอง เพราะเป็นช่วงเวลาของการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

แน่นอนว่าสุดท้ายปลายทางของการสร้างความปรองดอง คงหนีไม่พ้นการนิรโทษกรรม เพื่อให้เกิดการจับต้องได้ แต่จะสำเร็จและนำความสงบกลับคืนมาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับกำลังภายในและความชอบธรรมของ คสช.ในระยะยาว

 

เรือดำน้ำ ฉุด เรือแป๊ะ เกยตื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2560 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/484266

เรือดำน้ำ ฉุด เรือแป๊ะ เกยตื้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความพยายามผลักดันการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” เริ่มชัดเจนมากขึ้นเมื่อ ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.สส. พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วยงานของกองทัพเรือ ที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ​โดยมี พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. ให้การต้อนรับ

ว่ากันว่าเป็นการเดินทางมาตรวจเยี่ยมพื้นที่ซึ่งเตรียมไว้สำหรับสร้างโรงจอดเรือดำน้ำและอู่ซ่อมบำรุง ในพื้นที่ของอู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช ​พื้นที่ 40.78 ไร่  ​โดย พล.อ.ประวิตร ระบุว่า “กองทัพเรือพร้อมจะมีเรือดำน้ำมานานแล้ว แต่ไม่ได้ซื้อสักที เพราะที่ผ่านมาถูกโจมตีว่าดำไม่ได้ อ่าวไทยตื้น ทร.ชี้แจงไปหมดแล้ว แต่ก็มีบางพวกที่เข้าใจความจำเป็น แต่ก็แกล้งไม่เข้าใจ”

จะเห็นว่าความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำรอบนี้​​เข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ  ท่ามกลางกระแสคัดค้านต่อต้านที่เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองและสถานการณ์โลกเวลานี้ ไม่มีความจำเป็นต้องเจียดงบประมาณแผ่นดินก้อนโตไปให้กับเรือดำน้ำ ควรจะเก็บไว้ให้กับโครงการอื่นๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกสะเก็ดและยังไม่เห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ​​

ก่อนหน้านี้ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.​ (สมัยนั้น) ออกมาชี้แจงว่า จากผลการศึกษา กองทัพเรือมีมติเป็นเอกฉันท์ในการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนจำนวน 3 ลำ โดยใช้งบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท จากที่คณะกรรมการอำนวยการคัดเลือกแบบเดินทางไปดูเรือดำน้ำ 6 ประเทศ

เรือดำน้ำที่จะจัดซื้อนี้เป็นรุ่น S26T Yuan Class ระบบ เอไอพี Air-Independent Propulsion system เป็นระบบที่ทำให้เรืออยู่ใต้น้ำนานถึง 21 วัน ซึ่งราคานี้ จะครอบคลุมการฝึกอบรม อะไหล่เรือดำน้ำจำนวน 8 ปี ​และถูกกว่าตัวเลือกจากประเทศอื่น

แม้ทุกอย่างจะดูเงียบไปแต่ความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำยังคงเดินหน้าต่อไปจนมาถึงการตรวจเยี่ยมพื้นที่ครั้งนี้ ซึ่ง พล.อ.ประวิตร อธิบายว่า เรื่องนี้อยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณ และผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแต่จะเสนอ ครม.เมื่อไหร่เท่านั้น ที่สำคัญเวลานี้อยู่ในขั้นตอนการประสานงานกับประเทศที่เราจะซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ​

ตอกย้ำว่าทุกอย่างก้าวหน้าไปมาก รอแค่ ครม.จะเคาะเมื่อไหร่เท่านั้น สอดรับกับท่าทีของ พล.อ.ประวิตร

“กองทัพเรือมีความพร้อมในการมีเรือดำน้ำเข้าประจำการมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการจัดซื้อเสียที เนื่องจากมีการค้านและวิจารณ์ว่าดำไม่ได้บ้าง น้ำตื้นบ้าง ที่ผ่านมาฝั่งอันดามันเราไม่เคยไปดูเลยว่า 200 ไมล์ทะเลมีทรัพยากรธรรมชาติอะไรอยู่บ้าง แต่โดนโจมตีจนไม่ได้ซื้อทุกครั้ง ซึ่งเราทำให้ประเทศในทุกๆ เรื่อง ยืนยันว่าเราพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”

หากย้อนดูงบประมาณปี 2560 วงเงิน 2,733,000 ล้านบาท ที่ สนช.ให้ความเห็นชอบ พบว่า ในส่วนของกระทรวงกลาโหม 214,347.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 7,886.1 ล้านบาท หรือ 3.8% โดยไม่พบการระบุถึงงบการจัดซื้อเรือดำน้ำโดยตรง

ในส่วนกองทัพเรือ จำนวน 41,321 ล้านบาท มีงบประมาณภายใต้แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคาม จำนวน 19,774 ล้านบาท โครงการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ 838.5 ล้านบาท โครงการเสริมสร้างกำลังกองทัพที่ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 6,627 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการตามแผนป้องกันประเทศ 1,870 ล้านบาท

สัญญาณชัดเจน​ พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ โฆษก ทร. ออกมาระบุเมื่อต้นปีนี้ว่า ​การจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class S26T จากจีน ผ่านความเห็นชอบแล้วจากรัฐบาลและสภานิติบัญญัติ โดยเตรียมจัดซื้อลำแรกปี 2560 ในงบประมาณ 13,500 ล้านบาท ​แพงกว่าซื้อเหมา 3 ลำ ราคาเหมาจ่าย 36,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เพราะทางกองทัพเรือได้งบประมาณมาเท่านี้

การเดินหน้าโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำในเวลานี้จึงเป็นความสุ่มเสี่ยงที่จะซ้ำเติมเสถียรภาพของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ มากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังรุมเร้า

เมื่อ​เวลานี้ สถานะการเงินการคลังของประเทศไม่สู้ดีนัก ไหนจะต้องเร่งหาเงินมาดำเนินการก่อสร้างโครงการพื้นฐานตามยุทธศาสตร์ประเทศที่วางแผนไว้ โดยเฉพาะกับโครงสร้างพื้นฐานที่จะวางรากฐานประเทศให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง และมีเสถียรภาพ

ปัญหาอยู่ที่รายได้ที่น้อยกว่ารายจ่ายจนต้องตั้งงบประมาณขาดดุล และถึงขั้นมีข่าวเตรียมยกเลิก ตัดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก​ไป จนเกิดกระแสต่อต้านจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่หลายโครงการช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หรือประสบภัยธรรมชาติน้ำท่วม น้ำแล้ง กลับถูกบ่ายเบี่ยงด้วยข้ออ้างไม่มีเงิน

ยังไม่รวมกับสถานการณ์ที่หลายฝ่ายมองว่าบ้านเมืองไม่ได้มีความสุ่มเสี่ยงด้านความมั่นคงจนต้องมีเรือดำน้ำมาเสริมเขี้ยวเล็บ ที่จะต้องมีงบผูกพันในการซ่อมบำรุงต่อเนื่องไปตลอด

หากลักไก่อาศัยช่วงชุลมุนรีบปิดเกมเช่นนี้ นอกจากจะฉุดให้เรือดำน้ำต้องเกยตื้นแล้ว อาจฉุดให้เรือแป๊ะที่กำลังเผชิญมรสุมเกยตื้น​ไปตามกันด้วย

 

ปฏิรูปกฎหมายอาญา เพิ่มโทษปรับ-คุมเข้มโจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490246

ปฏิรูปกฎหมายอาญา เพิ่มโทษปรับ-คุมเข้มโจร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศเผย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การเพิ่มอัตราโทษปรับในกรณีกระทำความผิดทางอาญา จากเดิมทีอัตราโทษปรับในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปัจจุบัน โดยมีการแก้ไขบางประการ ดังนี้

1.ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

มาตรา 334 ความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ธรรมดา เดิมมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท เปลี่ยนเป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท มาตรา 335 เกี่ยวกับการลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ เช่น การลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-1 แสนบาท เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-1 แสนบาท

มาตรา 336 ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เดิมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท เปลี่ยนเป็นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนการวิ่งราวทรัพย์ที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้เพิ่มโทษปรับเป็นตั้งแต่ 4 หมื่น-1.4 แสนบาท โดยยังคงโทษจำคุกตั้งแต่ 2-7 ปีไว้ตามเดิม

มาตรา 339 ความผิดฐานชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือให้พ้นการจับกุม เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 1-2 หมื่นบาท เปลี่ยนเป็นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 1-2 แสนบาท

มาตรา 340 ความผิดฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งเป็นการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-15 ปี และปรับตั้งแต่ 2-3 หมื่นบาท กฎหมายใหม่แก้เป็นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-15 ปี และปรับตั้งแต่ 2-3 แสนบาท และหากการปล้นทรัพย์มีผู้กระทำแม้แต่คนเดียวที่มีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 12-20 ปี และปรับตั้งแต่ 2.4-4 แสนบาท

มาตรา 341 ความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นการทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเช่นว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง เดิมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่กฎหมายใหม่ยังคงโทษจำคุกไว้เท่าเดิม เพียงแต่กำหนดโทษปรับใหม่เป็น 6 หมื่นบาท

2.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

มาตรา 154 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นไม่ต้องเสีย หรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-4 หมื่นบาท ซึ่งกฎหมายใหม่ยังคงโทษจำคุกไว้เท่าเดิม เพียงแต่กำหนดโทษปรับให้สูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท

มาตรา 157 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กฎหมายเดิมบัญญัติให้ต้องระวางโทษตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ยังให้คงโทษจำคุกในอัตราเดิม แต่เพิ่มโทษปรับเป็น 2 หมื่น-2 แสนบาท

3.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

มาตรา 201 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-4 หมื่นบาท หรือประหารชีวิต แต่กฎหมายใหม่ได้กำหนดโทษปรับให้สูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกและประหารชีวิตยังคงไว้ตามเดิม

4.ความผิดเกี่ยวกับเพศ

มาตรา 280 ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี หรือเกินกว่า 15 ปี จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส เดิมผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 1-4 หมื่นบาท แต่กฎหมายกำหนดโทษปรับเป็น 1-4 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกยังคงไว้ตามเดิม

5.ความผิดต่อร่างกาย

มาตรา 297 เดิมทีในกรณีที่ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส จะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-10 ปี โดยไม่มีโทษปรับ แต่กฎหมายได้กำหนดโทษปรับขึ้นมา ซึ่งบัญญัติให้มีโทษปรับตั้งแต่ 1 หมื่น-2 แสนบาท

ทั้งนี้ ต้องรอดูว่าเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายอาญาฉบับใหม่แล้ว จะช่วยให้การก่ออาชญากรรมของประเทศลดลงหรือไม่ต่อไป

 

เปิดปมไทยเสี่ยงติดบ่วง “บัญชี PWL สหรัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490160

เปิดปมไทยเสี่ยงติดบ่วง "บัญชี PWL สหรัฐ"

โดย…อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

การลงนามในคำสั่งพิเศษของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ (Executive Order) เพื่อดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุ การขาดดุลการค้าของสหรัฐกับ 16 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย มีการโยงถึงประเด็นที่สหรัฐแสดงความไม่ความพอใจต่อการแก้ไขปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่ยังดีพอ และอาจเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับไทยในระยะต่อจากนี้

ทั้งนี้ ในการจัดสถานะบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาประจำปี 2560 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 พิเศษ ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจะประกาศผลสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าไทยจะยังอยู่ในบัญชีจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 นับจากปี 2550 ที่ไทยถูกสหรัฐจัดอันดับให้อยู่ในบัญชี PWL นี้

หากไล่เรียงการแก้ไขปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ที่ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าไทยจะยังอยู่ในบัญชี PWL เริ่มตั้งแต่ภาคเอกชนสำคัญของสหรัฐ โดยกลุ่มพันธมิตรต่อต้านการปลอมระหว่างประเทศ (IACC) สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์แห่งสหรัฐ (PhRMA) และองค์กรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (BIO) ได้เสนอต่อยูเอสทีอาร์ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ให้คงสถานะไทยในบัญชี PWL เพื่อให้ไทยยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สูงขึ้น เช่น การให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรที่ครอบคลุมมากขึ้น การให้ความคุ้มครองข้อมูลผลการทดสอบยาอย่างเข้มงวด และการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้รวดเร็วขึ้น เป็นต้น

หลังจากนั้น ยูเอสทีอาร์ได้เผยแพร่รายงานประเมินผลด้านการค้าของสหรัฐเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศประจำปี 2560 (National Trade Estimate Report on Foreign Trade) หรือรายงาน NTE ช่วงวันที่ 31 มี.ค. 2560 โดยระบุว่าในปี 2559 สหรัฐขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยมูลค่า 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.7% จากปี 2558 ซึ่งสหรัฐส่งออกสินค้ามาไทยมูลค่า 1.06 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.9%

ในรายงาน NTE ปี 2560 ได้ระบุเฉพาะเจาะจงลงไปในประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย มีการอ้างถึงปีที่ผ่านมาแม้สหรัฐจะกำหนดให้มีการทบทวนสถานะบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญามาตรา 301 พิเศษนอกรอบ (Out of Cycle Review) แต่ในพื้นที่สีแดง (Notorious Market) ของไทย ก็ยังพบการวางขายสินค้าละเมิดจำนวนมาก ที่สำคัญพบการละเมิดผ่านเครือข่ายออนไลน์และโทรศัพท์มือถือที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความกังวลการแก้ไขปัญหาการจดสิทธิบัตรคั่งค้าง (Backlog) ซึ่งมีจำนวนมาก การละเมิดซอฟต์แวร์เถื่อนในหน่วยงานราชการและเอกชนของไทย และการลักลอบใช้สัญญาณเคเบิลเถื่อน เป็นต้น

ล่าสุดในการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐ (TIFA JC) ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ทางสหรัฐได้ออกมาตอกย้ำประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาในที่ประชุม โดยระบุถึงการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านต่างๆของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลในหลายเรื่อง เพราะการแก้ไขปัญหาของไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้คืบหน้าเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการจดสิทธิบัตรที่ยังล่าช้า

อย่างไรก็ตาม TIFA JC ครั้งนี้เป็นครั้งแรกภายใต้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ ไม่มีรายงานออกมาอย่างเป็นทางการ แม้จะมีการหารือในประเด็นการแก้ไขปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งใช้เวลาพูดคุยยาวนานเป็นครึ่งวันก็ตาม โดยผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐแจ้งว่าจะนำผลการประชุมทั้งหมดไปรายงานต่ประธานาธิบดีสหรัฐด้วย

ด้าน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ ยอมรับว่าแม้ขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าไทยอยู่ในกลุ่มรายชื่อที่ถูกสอบปมขาดดุลของสหรัฐอย่างเป็นทางการ เพราะสหรัฐน่าจะพุ่งเป้าไปที่ จีน เม็กซิโกเป็นหลัก แต่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยสิ่งที่เป็นห่วงคือประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา และการกีดกันนำเข้าสินค้าต่างๆ ซึ่งได้พยายามแก้ไขปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 มาสะสางสิทธิบัตรที่คั่งค้าง

“หลังจากนี้น่าจะมีคำสั่งมาตรา 44 ออกมาใช้ในการสะสางการยื่นจดสิทธิบัตรคั่งค้าง ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ การใช้มาตรา 44 รวมสิทธิบัตรยา หรือแยกสิทธิบัตรยาออกไป แต่ถ้าดำเนินการแล้วยังจัดอันดับให้ไทยอยู่ในบัญชี PWL ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย เพราะถ้าเราได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ประชาคมโลกรับรู้ ก็จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในด้านการเข้ามาลงทุน” สนธิรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

จากนี้ไปต้องจับตาดูการจัดอันดับสถานะไทยในบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ ซึ่งน่าติดตามว่าหากไทยยังคงอยู่ในบัญชี PWL ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แม้ว่าตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ไทยอยู่ในบัญชีดังกล่าว สหรัฐจะยังไม่เคยใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับไทย แต่ในอนาคตอันใกล้ภายใต้นโยบายการปกป้องผลประโยชน์คนอเมริกันของทรัมป์ ทำให้การติดอยู่ในบัญชี PWL ในปีที่ 10 เป็นเรื่องไม่ค่อยสู้ดีกับไทยนัก

เหตุเพราะว่าสหรัฐสามารถใช้เป็นข้ออ้างในมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับประเทศที่คิดว่าเอาเปรียบสหรัฐ ซึ่งมีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่สินค้าไทยได้รับสิทธิจีเอสพีจากสหรัฐอยู่หลายรายการ รวมถึงการตอบโต้ทางการค้าในรูปแบบ อื่นๆ ทั้งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) และมาตรการสุขอนามัยที่จะเข้มงวดมากขึ้น

ไม่รวมถึงประเด็นด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ที่สหรัฐเข้ามาเข้มงวดในการจัดอันดับไทยอีกครั้ง แม้ว่าในปี 2559 สหรัฐจะประกาศสถานการณ์การค้ามนุษย์ ปรับเพิ่มอันดับให้ไทยอยู่ในสถานะดีขึ้น (เทียร์ 2) “ที่ต้องจับตามอง” หลังจากที่เคยถูกจัดระดับ “เทียร์ 3” ก็อาจเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาจากการแก้ไขปัญหาหลายๆ ด้านของไทยยังไม่คืบหน้ามากพอ

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องตั้งรับและเตรียมพร้อมกับสถานการณ์กีดกันการค้าที่รุนแรงมากขึ้นภายใต้นโยบายปกป้องประเทศของ “โดนัลด์ ทรัมป์”

 

อวสาน หมุดคณะราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 19:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490141

อวสาน หมุดคณะราษฎร

จากใจทายาทพระยาพหลฯ  อวสาน หมุดคณะราษฎร  “ไม่ลบความทรงจำ2475”

เรื่อง ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ 

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เมื่อจู่ๆ “หมุด 2475” หรือ “หมุดคณะราษฎร” บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ถูกรื้อถอนอย่างเงียบๆ  หลังจากหมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญแห่งนี้ ถูกฝังติดตั้งเมื่อปี 2479 รวมแล้ว 81 ปี

“หมุดคณะราษฎร” ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ซึ่งคณะราษฎร นำโดยพระยาพหลหลหยุหเสนา ได้ทำการปฏิวัติทำให้ประเทศสยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกขึ้น

หมุดทองเหลืองดังกล่าวนี้เป็นตำแหน่งที่ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา อ่านประกาศคณะราษฎรมีข้อความปักบนหมุดว่า “ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ”  แต่หมุดใหม่ที่เปลี่ยนขึ้นก่อนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2560 เขียนข้อความใหม่ขึ้นแทนว่า

“ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง……ขอประเทศสยามจงเจริญ ยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน”

 

 

ย้อนประวัติศาสตร์ไปเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2479  มีพิธีฝังหมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญที่ทำด้วยโลหะสัมฤทธิ์  เหตุการณ์นั้นเป็นความต้องการของพระยาพหลพลพยุหเสนา ที่ต้องการสร้างวัตถุเพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ที่เป็นจุดกำเนิดของการมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ

งานดังกล่าวได้มีลักษณะเหมือนการจำลองเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยมีคณะทหารบกและทหารเรือรวมไปถึงพลเรือนได้ไปชุมนุมกันที่ ลานพระราชวังดุสิต เพื่อร่วมประกอบพิธีสำคัญนี้ จากนั้นพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ปราศรัยที่มีเนื้อหาถึงการให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือ111 ปี ฯพณฯ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา “เชษฐบุรุษ”

“พี่น้องเคยร่วมตายทั้งหลาย ท่านยังระลึกได้หรือไม่ว่าตำบลใดเป็นที่ที่เราได้เคยร่วมกำลัง ร่วมใจร่วมความคิดกระทำการเพื่อขอความเป็นอิสรเสรี ให้แก่ปวงชนชาวสยาม ข้าพเจ้าเชื่อว่าบางท่านคงจะจำได้แต่เพียงเลือนๆและบางท่านที่ต้องถูกใช้ไปทำหน้าที่อื่นๆที่ห่างไกลออกไป ก็คงไม่ทราบว่าจุดนั้นแห่งใดแน่

…ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเราชาวสยามไม่ควรจะหลงลืมที่สำคัญอันนี้เสียเลย เพราะเป็นที่กำเนิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ซึ่งเราถือกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเป็นมิ่งขวัญของประชาชาติด้วย มิ่งขวัญของพวกเราชาวสยามได้เริ่มถูกเรียกและถูกเชิญให้มาอยู่กับเนื้อกับตัวในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ ในขณะวันและเวลาทีกล่าวนั้นพวกท่านผู้ร่วมก่อการได้มอบชีวิตจิตใจไว้แก่ข้าพเจ้าอย่างเต็มที่ที่จะยอมเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อขอรับพระราชทานแลกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น สำหรับเป็นเครื่องป้องกันการหลงลืม และให้เป็นอนุสรณ์สืบต่อไปภายภาคหน้า

…ฉะนั้น หมุดที่จะวางลง ณ ที่นี้จึงเรียกว่า หมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญ ในมงคลสมัยซึ่งเป็นวันบรรจบครบรอบ ๔ รอบปีแห่งการรับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร นับว่าเป็นฤกษ์งามยามดีอยู่แล้ว ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอถือโอกาสวางหมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญ ณ ที่ซึ่งเตรียมการไว้นั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” 

 

 

ขณะที่ พันตรีพุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ทายาทพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา กล่าวกับ โพสต์ทูเดย์ ถึงความรู้สึกที่ หมุดคณะราษฎรถูกถอดรื้อออกว่า  เพิ่งทราบข่าวเหมือนกันแต่ ก็รู้สึกเฉยๆ ไม่คิดอะไรมาก เพราะทุกอย่างล้วนตั้งอยู่ดับไป ไม่มีอะไรจีรัง แต่หมุดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะพระยาพหลพลหยุหาเสนา ได้ยืนตรงจุดนี้อ่านประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 และมาทำหมุดนี้เมื่อปี 2479 เกือบ 80 ปีแล้ว เพื่อเป็นที่รำลึกในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยกรมโยธาและเทศบาลได้หล่อจากทองแดงสำริด

ทายาทพระยาพหลพลพยุหเสนา  กล่าวว่า ที่ผ่านมามีความพยายามทำลาย หมุดคณะราษฎร มาโดยตลอดแทนที่จะปกป้องรักษาไว้กับแผ่นดิน ขนาดปัจจุบันก็ยังปล่อยให้รถวิ่งทับหมุด  แต่เชื่อว่า แม้จะมีการเปลี่ยนหมุดไปแล้ว ก็ไม่สามารถลบล้างความทรงจำเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้ ใครอยากจะรื้อก็ตามสบาย

“ความทรงจำไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณถอนหมุดแล้ว ทำลายมัน ทุกอย่างจะจบ เพราะถ้าใครทำชั่ว ทำดี ยันชั่วลูกหลานเหลนโหลน มันก็ยังถูกพูดถึง ดังนั้น ไม่ต้องหาสัญลักษณ์อะไรเก็บไว้เป็นที่รำลึก  แต่คุณก็สามารถปิดบังคนรุ่นหลังได้ เพราะเดี๋ยวเทคโนโลยีมันกว้างไกล”

ทายาทแกนนำคณะราษฎร กล่าวว่า ปัจจุบันใครคิดจะทำอะไรก็ได้ เพราะถือว่ามีอำนาจ แต่คนเราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าตลอด วันหนึ่งอาจถูกทำลาย แล้วแต่กรรมที่ก่อ ตนเองก็ไม่รู้สึกวิตกอะไรแล้ว เพราะปัจจุบันอายุก็ 78 ปี ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ใครอยากทำอะไรก็ทำ แต่ถ้าหมดอำนาจขึ้นมาเมื่้อไร เมื่อนั้นก็จะจบทุกอย่าง

เมื่อถามว่า อยากให้มีการชี้แจงหรือไม่ว่าเปลี่ยนหมุดเพราะอะไร พันตรีพุทธินาถ กล่าวว่า ไม่ต้องชี้แจง เพราะพูดไปก็คงเหมือนการแก้ตัว 3 ปีที่ผ่านก็เห็นแล้วว่า มีอะไรเกิดขึ้นในทางที่ดีงามหรือไม่ แต่ถ้าเขาทำดี ทุกอย่างก็จะถูกจดจำ ถ้ายังยึดติดเรื่องตัวกู ของกู ทำในสิ่งที่ไม่ดี ยึดตัวตน ก็เตรียมรับกรรมของตัวเองไว้ได้เลย

“วันนี้ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ผมยังอยู่ หรือดวงวิญญาณมีจริง ท่านก็คงไม่คิดอะไรเหมือนผม ท่านก็คงคิดอย่างที่พุทธองค์ว่า ไม่มีอะไรจีรัง ไม่มีอะไรเป็นของแท้แน่นอน ใครอยากทำอะไรก็ทำไป”   ทายาทพระยาพหลฯ ทิ้งท้าย