‘เสื้อแดง’อ่อนแรง ลดปัจจัยเสี่ยง คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/486628

‘เสื้อแดง’อ่อนแรง ลดปัจจัยเสี่ยง คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

สัญญาณไล่บี้ตีกรอบเครือข่ายมวลชนคนเสื้อแดงชัดเจนและขยายวงกว้างมากขึ้น

ล่าสุดกับปฏิบัติการบุกตรวจค้นรังเครือข่าย​ โกตี๋-วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ เสื้อแดงปทุมธานี ทั้ง 9 จุด ในพื้นที่ 7 จังหวัด เอ็ม 16 จำนวน 4 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 จำนวน 1 กระบอก ปืนคาร์บิน 1 กระบอก ปืนลูกซองยาว 1 กระบอก และปืนชนิดต่างๆ รวม 13 กระบอก พร้อมกระสุนปืนสงครามชนิดต่างๆ กว่า 5,000 นัด และของกลางอื่นๆ ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

นับเป็นงานใหญ่ถึงขั้นที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ขนทีมงานชุดใหญ่ ทั้ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการด้านกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมกันแถลงข่าวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

โดยเฉพาะกับ โกตี๋ ที่ทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี ​ออกมาชี้แจงว่า ขอตัวไปกับทางการลาวแล้ว ​เพราะมีคดีอาญาเรื่องคดีอาวุธสงครามในประเทศไทย ซึ่งก็จะทำเรื่องขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน อะไรที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย เราจะต้องทำให้สงบ

“โกตี๋เองควรเห็นใจประเทศ เพราะว่าเป็นคนไทย เวลานี้คนไทยต้องการความสงบ อยากให้ไปย้อนดูในอดีตว่านายโกตี๋เป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง อย่างไรก็ตาม ผมย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้ผมหวั่นไหวใดๆ เลย เพราะผ่านสงครามมาเยอะ เราทำเพื่อรับใช้ชาติ ตอนนี้อายุเยอะแล้ว”​

ถือเป็นการส่งสัญญาณไล่บี้​เครือข่ายเสื้อแดงอย่างเอาจริงเอาจังในเวลานี้ เพราะด้านหนึ่งเรื่องนี้มีข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงแผนลอบสังหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร

อีกด้านหนึ่งจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงปีกนี้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และดูจะขยายวงกว้างขึ้นในช่วงหลัง จะเห็นจากที่ทางเจ้าหน้าที่ออกมาแถลงว่าเครือข่าย​ของโกตี๋เข้าไปพัวพันกับการเคลื่อนไหวของศิษยานุศิษย์ธรรมกาย และการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามมาตรา 112

ซึ่งทั้งสองเรื่องถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาล คสช. ให้ความสำคัญ

“บุคคลเหล่านี้เคยเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ปี 2553 กับมวลชนคนเสื้อแดง ที่ผ่านมาโกตี๋มีความพยายามใช้โซเชียลโจมตีการทำงานของรัฐบาลและคสช. มีการปลุกระดมให้ศิษย์วัดพระธรรมกายตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจในการเข้าค้นวัดพระธรรมกาย โดยการจัดตั้งกลุ่มมวลชนมาปะทะ และยังพบว่าผู้ต้องสงสัย 1 ใน 9 คน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเคยปรากฏตัวบริเวณวัดพระธรรมกายด้วย เจ้าหน้าที่จึงติดตามจนนำไปสู่การควบคุมตัว

…รวมทั้งยังพบการเตรียมการลอบทำร้ายผู้นำประเทศและบุคคลสำคัญประมาณช่วงเดือน ก.พ. 2560 โดยใช้นามแฝง สหายหมาน้อย จัดรายการวิทยุออนไลน์สู้เพื่อสหพันธรัฐไทยเผยแพร่ผ่านยูทูบช่องไฟเย็นชาแนล ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีการทำงานของรัฐบาล มีการเตรียมการลอบสังหาร พล.อ.ประยุทธ์ ​และ พล.อ.ประวิตร และบุคคลสำคัญ” พล.ต.ต.สมบัติ กล่าว

ถึงขั้นที่ นพ.เหวง โตจิราการแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)​ ต้องรีบออกมาตัดตอน ​ปฏิเสธความเกี่ยวพันระหว่างเครือข่ายโกตี๋และมวลชนคนเสื้อแดง

จะเห็นว่าสัญญาณสะกดการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงมีให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง ​ตั้งแต่หลังรัฐประหาร และทำให้แกนนำ นปช.ต้องเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกมากระทำการใดๆ ที่ล่อแหลมจนถูก คสช.เพ่งเล็ง

อีกด้านหนึ่งบรรดาคดีที่ติดตัวแกนนำเสื้อแดงมานานหลายปี เวลานี้กระบวนการพิจารณาตัดสินกำลังถึงกำหนดใกล้ชี้ชะตาตัดสิน

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 4 ปี กี้ร์-อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์ ในคดีเป็นแกนนำพากลุ่มแนวร่วม​ นปช. บุกปิดล้อมโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา และล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2552

ไม่ต่างจากแกนนำคนอื่นๆ ที่แต่ละคนล้วนแต่มีคดีติดตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสะกดไม่ให้คนเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหวหรือกระทำการใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงกระทบกับความมั่นคง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อคดี ตั้งแต่ในแง่การขอประกันตัว ไปจนถึงเรื่องอื่นๆ

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงล้วนแต่ทำให้พลังของคนเสื้อแดงไม่เข้มแข็งอย่างที่ผ่านมา จนยากที่จะมาคัดง้างหรือขัดขวางการดำเนินการใดๆ หรือสร้างปัญหากวนใจให้รัฐบาลและ คสช.

สุดท้ายนี่ย่อมเป็นผลดีต่อรัฐบาลที่จะลดปัจจัยเสี่ยงที่จะมาซ้ำเติมความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

50ปีอาเซียน ไทยต้องโชว์ศักยภาพกว่านี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 06:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/486607

50ปีอาเซียน ไทยต้องโชว์ศักยภาพกว่านี้

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงาน “TU ASEAN Expo 2017” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีอาเซียน เพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน 4.0 พร้อมจับตาบทบาทอนาคตไทยในฐานะสมาชิกของประชาคมอาเซียน ณ ห้องประชุมใหญ่ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา

ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า อาเซียนเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มประเทศในอาเซียนเพื่อจุดประสงค์แรกในเรื่องการเมือง ก่อนขยับไปสู่การค้าเสรีกับหลายประเทศ หรือ เอฟทีเอ ซึ่งเป็นตลอดระยะ 50 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ อาเซียนมีขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศเพราะความแตกต่าง แต่ช่วง 20 ปีหลังได้ขยับขึ้นมาเป็นแกนกลางอาเซียนในการดึงชาติมหาอำนาจ อาทิ สหรัฐ รัสเซีย จีน หรือผู้แทนระดับสูงอียูซึ่งถือเป็นองค์กรที่มีกลไกค่อนข้างสูง จึงต้องพัฒนาให้เป็นประชาคมอาเซียนเพื่อให้สอดคล้องกับการเมือง ความมั่นคง และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสามเสาหลักสำคัญ

“ในที่สุดเมื่อพิจารณาทุกสิ่งในกรอบประชาคมทุกอย่างจะต้องมาจากประชาชน บนพื้นฐานกติกาชัดเจน โดยให้ประชาคมเป็นศูนย์กลางและทุกอย่างทำเพื่อไปลงประชาชน เนื่องด้วยทุกเรื่องราวที่ไปคุยในอาเซียนหรือทวิภาคี ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ซึ่งเชื่อว่าหลายประเทศก็คิดแบบนั้น”

ขณะที่ สุริยา จินดาวงษ์ รองอธิบดีกรมอาเซียน กล่าวว่า เจเนอเรชั่น X Y Z เป็นสิ่งสำคัญ และในปฏิญญากรุงเทพฯ ได้มองไปข้างหน้าหรือรุ่นต่างๆ ได้ประโยชน์จากอาเซียนหลังเริ่มก่อตั้ง ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่แท้จริง โดยในยุคปัจจุบันก็ได้ประโยชน์ แม้เป็นเรื่องใกล้ตัวก็ไม่มีใครรู้จักเท่าที่ควร

เป็นคำถามทายกัน ทราบหรือไม่ว่าชาติอาเซียนไหนเป็นคนแรกที่ได้รับเกียรติบินขึ้นไปยังอวกาศ คือ เวียดนาม ในปี 1979 โดยบินร่วมกับโซเวียต แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่สะท้อนความรู้จักในประเทศอาเซียน และฟุตบอลโลกประเทศไหนในอาเซียนที่ได้เข้าชิงรอบสุดท้าย คือ อินโดนีเซีย ในปี 1938 ซึ่งเป็นประเทศอาเซียนชาติเดียว

อย่างไรก็ตาม เป็นความสามารถหลากหลายในประเทศอาเซียน เพราะอาเซียนเป็นมากกว่านโยบายและมากกว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสถียรภาพความมั่นคงการเมือง แต่มันคือจิ๊กซอว์สำคัญจากประเทศสมาชิก ความหมายในมิติพลเมืองอาเซียนอย่างแท้จริง เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมาจากทุกคนช่วยกัน

นอกจากนี้ ปัจจัยการผลิตในเรื่องของคนต้องเตรียมตัว เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางอาเซียนซึ่งเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ต้องกลัว อยากให้เตรียมพร้อมโดยเฉพาะเจน Y และ Z ที่อยากฝาก 50 ปี ไทยอาเซียนสัมพันธ์อย่างไรนั้น อาเซียนเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวใหญ่สุดในไทย นอกจากจีนและญี่ปุ่น ถ้าอาเซียนปฏิบัติตามกรอบความตกลงได้ทั้งหมด จะเป็นเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลก จึงอยากชี้ให้เห็นว่าอาเซียน มีศักยภาพ

ด้าน ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น  กล่าวถึงมุมมองและจุดยืนของไทยในอาเซียนว่า บริษัทลงทุน 20 ประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่เป็นอาเซียน

ทั้งนี้ เศรษฐกิจและสังคมประชาคมอาเซียนมีประชากร 640 ล้านคนถือว่าใหญ่มาก การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องขยับไประบบอุตสาหกรรม ทำให้ทุนขยายและกระจายไปอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ในยุค 4.0 เป็นการถ่ายเทข้อมูลสูงกว่าระบบทุนนำ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมต่อกันเอง แต่ยังเชื่อมต่ออุปกรณ์ หรือ บิ๊กดาต้า เป็นอุปกรณ์ต่อมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบ

เศรษฐกิจอาเซียนเติบโตเฉลี่ย 5% ไทย 3% เอเชียรวม 5.7% ช่วงที่ผ่านมามีปัญหาไทยเป็นตัวดึงค่าเฉลี่ยอาเซียน ทุกวันนี้การลงทุนทั่วโลกเลือกมองว่าจะลงทุนในอาเซียนและเลือกประเทศไหนเป็นศูนย์กลาง ถ้ามองลงทุนไทยในยุค 4.0 อาทิ รถขับเคลื่อนไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานทางเลือก เทคโนโลยี ถามว่าจะลงประเทศไหนเพื่อสนับสนุนทุกภูมิภาค เพราะทุกที่มีจุดอ่อนและ จุดแข็ง ดังนั้นต้องแบ่งบทบาทและประเทศไทยก็ต้องแสดงความแข็งแกร่งออกมา

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า วาระ 50 ปีอาเซียนเป็นโอกาสดีในการมองย้อนกลับไป เพื่อดูเหตุผลการก่อตั้ง เพื่อรวมกลุ่มเป้าหมายดูแลด้านความมั่นคง เนื่องจากเกรงภัยคุกคามการขยายตัวของกลุ่มคอมมิวนิสต์ และสามารถพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง ทำให้อาเซียนประสบความสำเร็จตามผู้ก่อตั้ง

ทั้งนี้ อาเซียนถูกตำหนิจากชาติชั้นนำว่าไม่ค่อยมีบทบาท ทว่าก็ทำสำเร็จในหลายมิติ เช่น ความมั่นคง ทุกวันนี้ไม่ได้จัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนอย่างเดียว แต่เป็นเวทีสำคัญเพราะสามารถดึงเอาประเทศมหาอำนาจเข้ามาร่วมประชุมเพื่อพบปะพูดคุยได้ง่ายขึ้น

ส่วนตัวอยากให้ย้อนกลับมาดูกรอบวิธีคิดอาเซียนตลอด 50 ปีจะเดินหน้าไปอย่างไร ถ้าอาเซียนต้องการแน่นแฟ้น ประชาชนในภูมิภาคต้องรู้สึกจริงจังว่าเป็นภูมิภาคอาเซียน มีส่วนร่วมในการกำหนดจุดยืนแนวทาง แต่ยังห่างไกลพอสมควร ที่สำเร็จคือทำให้คนตื่นตัวว่ามีอาเซียน

จุดประเด็น​ “ป่วน” แผนปูทางเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2560 เวลา 12:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/486525

จุดประเด็น​ "ป่วน" แผนปูทางเลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณ​ “ป่วน” ตั้งเค้าอีกรอบ หลังปฏิบัติการบุกค้นตรวจยึดอาวุธสงครามจำนวนมาก และกำลังนำไปสู่การปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่าย โกตี๋-วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำเสื้อแดงปทุมธานี ​

เมื่อครั้งนี้ถือเป็นการตรวจยึดอาวุธสงครามครั้งใหญ่ที่ได้ของกลาง ทั้ง​ ปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 1 กระบอก ปืนคาร์บิน 1 กระบอก ปืนลูกซองยาว 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด 5.56 มม. จำนวน 4,566 นัด กระสุนปืนขนาด 7.62 มม. ซ้อมรบ 8 นัด​ กล้องสไนเปอร์ 1 อัน

ลูกระเบิด เอ็ม 79 จำนวน 8 นัด ลูกระเบิดขว้าง SFG75 จำนวน 1 ลูก ลูกระเบิดขว้าง RGD5 จำนวน 10 ลูก เครื่องชอร์ตไฟฟ้า 1 เครื่อง วิทยุสื่อสาร ว.ดำ 7 เครื่อง วิทยุสื่อสาร ว.เเดง 1 เครื่อง พลั่วสนาม 1 อัน เสื้อเกราะกันกระสุน 1 ตัว

ทว่า จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าทำไมถึงเพิ่งจะมาเอาจริงเอาจังปูพรมตรวจค้นบุกยึดและจับกุมผู้ต้องสงสัยในช่วงเวลานี้

ในเมื่อ โกตี๋ เอง​ก็หลบหนีการจับกุมไปต่างประเทศนานนับปี อีกทั้งที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของเครือข่ายโกตี๋ก็ถูกสะกดให้อยู่ในวงจำกัด ​จะมีก็เพียงแค่การปลุกระดมผ่านโซเชียลมีเดีย

ไม่แปลกที่จะนำมาสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการ “จัดฉาก” ซึ่งทั้งรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงต้องออกมาชี้แจงปฏิเสธ​พร้อมยืนยันว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามข้อมูลการข่าวที่เกาะติดมานาน

สวนทางกับความคิดของบางฝ่ายที่ไม่อาจปักใจเชื่อได้ว่า รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ สามารถบุกค้น ตรวจสอบ เอกซเรย์พื้นที่ต้องสงสัยได้อย่างละเอียด จะปล่อยปละให้มีอาวุธสงครามจำนวนมากซุกซ่อนไว้ใกล้กลางกรุงมานานหลายปีได้อย่างไร

หลังจากนี้จึงต้องติดตามดูความคืบหน้าจากการบุกค้นพื้นที่เป้าหมายทั้ง 9 จุด และคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปสอบสวนว่าจะมีรายละเอียดอะไรออกมาเพิ่มเติม​

จากข้อมูลเบื้องต้นอาวุธสงครามที่ตรวจยึด ถูกเชื่อมโยงว่าเตรียมไว้สำหรับลอบสังหาร​ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

สอดรับกับที่​​ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ออกมาแถลงว่า จากอาวุธปืนสงครามที่ยึดได้ โดยเฉพาะปืนติดกล้องและที่เก็บเสียงชี้ชัดอยู่แล้วว่าไม่ได้ใช้ไปยิงนกแน่นอน แต่เป็นการนำไปใช้สำหรับยิงคนหรือลอบสังหารผู้นำ ซึ่งปืนบางกระบอกหายไปช่วงที่มีการชุมนุมและการปะทะเมื่อปี 2553 ​

“โกตี๋พยายามเคลื่อนไหวและประกาศผ่านโลกโซเชียลตลอดว่า จะมีการลอบทำร้ายผู้นำประเทศ และเป็นปรปักษ์อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล ขณะเดียวกันจากการข่าวยังพบว่าโกตี๋และพวกให้การสนับสนุนวัดพระธรรมกาย กลุ่มคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงทั้งนั้น” พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าว

สะท้อนให้เห็นความพยายามเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายธรรมกายและเครือข่ายคนเสื้อแดง ที่ทั้งสองเรื่องล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงสร้างปัญหาให้รัฐบาลในเวลานี้

จำเป็นต้องรีบสกัดไม่ให้สถานการณ์บานปลายย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลและ คสช.

อีกด้านยังพบการเชื่อมโยงเครือข่ายเสื้อแดงกับกลุ่มที่กระทำผิดหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ยิ่งต้องรีบสกัดกั้นการเคลื่อนไหวไม่ให้ลุกลามบานปลาย

ประเด็นความปั่นป่วนต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่ทำให้รัฐบาลต้องรีบออกมาเดินหน้าสกัดความเคลื่อนไหว ตีกรอบให้อยู่ในวงจำกัด ไม่สร้างปัญหาในอนาคต

ดังจะเห็นว่า ล่าสุดรัฐบาลได้ประสานไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อติดตามตัว โกตี๋ กลับมาดำเนินคดีและให้หยุดการเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนปลุกระดมภายในประเทศไทย ​

แต่ทั้งหมดนี้กลับถูกมองว่าอาจเป็นเพียงแค่การขยับให้เห็นว่าสถานการณ์เวลานี้ยังไม่ได้นิ่งสงบ แต่ยังมีความเคลื่อนไหวใต้ดินที่สร้างความปั่นป่วนอยู่ตลอดเวลา ไม่อาจไว้ใจได้

ที่สำคัญหากไม่สามารถสกัดหรือจัดการความเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้ อาจเป็นปัจจัยให้​การ “เลือกตั้ง​” ไม่เป็นไป​ตามโรดแมปที่วางไว้  ​

สอดรับกับสัญญาณที่ปรากฏออกมาเป็นระยะผ่านคำให้สัมภาษณ์ของผู้นำในรัฐบาลและ คสช.หลายรอบ​

การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามโรดแมปที่กำหนดไว้ ยกเว้นแต่มีจะเหตุความปั่นป่วนวุ่นวายที่ไม่อาจจะทำให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าไปตามเส้นทางที่วางไว้ ​ในจังหวะที่พบการออกมาดักคอเรื่องสืบทอดอำนาจ

ไม่แปลกที่​ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นอีกด้านจะถูกมองว่าเป็นแผนที่หวังผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป

 

สัญญาประชาคม แผนมัดมือปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/486335

สัญญาประชาคม แผนมัดมือปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยว่าด้วยเรื่องการสร้างความปรองดองเวลานี้มี 2 ความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

1.เป็นความเคลื่อนไหวของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธาน ซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดทำข้อเสนอส่งให้กับคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ต่อไป

ข้อเสนอสำคัญของคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ คือ การอำนวยความสะดวกเพื่อการปรองดองด้วยการให้อภัยและการใช้กระบวนการทางกฎหมายแก้ปัญหาคดีความ ซึ่งจะเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการกลางเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาความขัดแย้ง

แบ่งเป็น คดีอาญาจะจำแนกประเภทคดี ที่มีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จะจำหน่ายคดีชั่วคราวหรือการพักโทษ รวมถึงให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่ไม่รวมคดีมาตรา 112 และคดีทุจริต ส่วนคดีแพ่งจะให้รัฐจัดงบเยียวยา ส่วนที่เอกชนและรัฐฟ้องกลุ่มผู้ชุมนุม จะเสนอให้มีการเจรจาเพื่อประนีประนอม

ที่สำคัญจะให้อัยการใช้อำนาจตามมาตรา 21 พ.ร.บ.องค์กรอัยการ และพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ที่กำหนดให้ในกรณีที่หากอัยการเห็นว่าการฟ้องคดีอาญาไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนหรือมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ ให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้ ซึ่งจะรวมไปถึงคดีที่ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของศาล และคดีที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ฎีกา

2.คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เสนอไอเดียเรื่องการทำสัญญาประชาคมเพื่อสร้างความปรองดอง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจพอสมควร

แนวความคิดดังกล่าวเป็นผลผลิตมาจากเชิญพรรคการเมืองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ระบุว่า “ทุกพรรคเห็นว่าให้ใช้กระบวนการยุติธรรมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งทุกพรรคการเมืองควรมีข้อตกลงร่วมกันเหมือนสัญญาประชาคมว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาทุกฝ่ายต้องยอมรับ และทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์”

โดยมีการคาดว่าภายในเดือน เม.ย. ประเทศไทยจะได้เห็นเนื้อหาในสัญญาประชาคมเพื่อสร้างความปรองดอง

จะว่าไปเรื่องสัญญาประชาคมเคยมีการโยนหินถามทางมาแล้วรอบหนึ่ง เมื่อครั้งมีการเสนอให้ทำบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู เพื่อทำหลักฐานเป็นหนังสือให้คู่ขัดแย้งมาลงนามร่วมกันเพื่อสร้างสันติภาพ

แนวความคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับในตอนแรก ส่วนหนึ่งเพราะเห็นว่าน่าจะสร้างรูปธรรมให้เกิดขึ้นได้ แต่ผ่านไปสักระยะกลับไม่ได้รับการยอมรับเท่าไหร่นัก เนื่องจากบางฝ่ายไม่ต้องการให้ทหารที่มีฐานะเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการสร้างความปรองดอง

ทว่าจากวันนั้นจนถึงวันนี้สถานการณ์และบรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะข้อเสนอสัญญาประชาคมเป็นผลผลิตจากการเชิญพรรคการเมืองมาแสดงความคิดเห็น อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองในฐานะที่ต้องเข้าสู่อำนาจในอนาคตได้ให้การยอมรับในระดับหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น สถานะของฝ่ายการเมืองก็ไม่ได้เป็นฝ่ายที่มีอำนาจจะต่อรองกับทหารได้มากเท่าไหร่ โดยมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง

เช่น คดีที่อยู่ในการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรมก็กำลังใกล้เสร็จสิ้น หรือการเร่งทำคดีขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างกรณีของการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ไม่เว้นแม้แต่กติกาการเมืองที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ก็บีบให้พรรคการเมืองห้ามแตกแถว เป็นต้น

ด้วยปัจจัยเหล่านี้เอง จึงทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือไพ่เหนือกว่าฝ่ายการเมืองอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงรอจังหวะและเวลาเท่านั้น

เวลานี้ยังไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาของสัญญาประชาคมจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับในเชิงวิชาการแล้ว “สัญญาประชาคม” เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการทำสัญญาที่แต่ละบุคคลกระทำร่วมกันเมื่อมอบสิทธิตามธรรมชาติ ที่แต่ละบุคคลมีอยู่ให้กับบุคคลที่สาม โดยเจตจำนงหนึ่งเดียวของบุคคลที่สามนี้จะเข้ามาแทนที่เจตจำนงของคนทั้งหมดและเป็นตัวแทนของคนทั้งหมด (อ้างอิงจากสถาบันพระปกเกล้า)

หากเอาทฤษฎีมาจับและมาวิเคราะห์ในเชิงปฏิบัติ ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่รูปแบบของสัญญาประชาคมอาจออกมาในลักษณะที่พรรคการเมืองอาจยอมมอบสละอำนาจตัวเองเพื่อให้บุคคลที่สามเข้ามาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเรียกง่ายๆ ว่า “นายกฯ คนนอก”

พรรคการเมืองเองก็ทราบดีว่าหากให้ผู้นำพรรคของตัวเองขึ้นมาเป็นนายกฯ ในสถานการณ์แบบนี้ อาจทำให้ความขัดแย้งและการปฏิรูปประเทศขับเคลื่อนไปได้ลำบาก ทางที่ดีควรยินยอมพร้อมใจเพื่อให้คนนอกหรือคนกลางมาคุมบังเหียนรัฐบาลโดยมีพรรคการเมืองทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรี

ดังนั้น บางทีการทำสัญญาประชาคมที่ประกาศออกตัวกันมาเวลานี้ อาจเป็นใบเบิกทางสำหรับนายกฯ คนในอนาคตอันใกล้นี้

 

ทลายรัง โกตี๋ เกมถอนรากถอนโคน “ทักษิณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2560 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/486178

ทลายรัง โกตี๋ เกมถอนรากถอนโคน "ทักษิณ"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ว่าจะเป็นการ “จัดฉาก” อย่างที่หลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสงสัยหรือไม่ ​

ประเด็นสำคัญหลัง​ปฏิบัติการบุกรัง โกตี๋-วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ​และตรวจยึดอาวุธสงครามจำนวนมากจากพื้นที่ต้องสงสัย 9 จุด ยังอยู่ที่การ “ขยายผล” ติดตามตัวผู้กระทำผิดตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา

ด้านหนึ่งเพื่อพิสูจน์ข้อครหาเรื่อง “จัดฉาก” ​ว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปจากการข่าวที่ติดตามเกาะติดหาข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การ “จุดประเด็น” เพื่อหวังผลนำไปขยายแผลไปสู่ประเด็นอื่น

อีกด้านเพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ มีความสามารถติดตามและควบคุมป้องกันสกัดความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต

เพราะหากยังไม่สามารถติดตามตัวคนผิดและเครือข่ายมาดำเนินคดีย่อมไม่มีหลักประกันว่าในอนาคตจะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากอาวุธเหล่านี้ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ที่กระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศได้หรือไม่

ยิ่งหากพิจารณาอาวุธ ซึ่งตรวจพบในหลายจุดทั้งบ้านพัก ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ของ ธีรชัย อุตรวิเชียร คนสนิทและแนวร่วมของโกตี๋ ที่พบสิ่งผิดกฎหมาย 29 รายการ อาทิ ปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด 5.56 มม. จำนวน 4,566 นัด กระสุนปืนขนาด 7.62 มม. ซ้อมรบ 8 นัด ลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 8 นัด ลูกระเบิดขว้าง SFG75 จำนวน 1 ลูก ลูกระเบิดขว้าง RGD5 จำนวน 10 ลูก

จุดที่ 2 บ้านพัก ปาลิดา เรืองสุวรรณ ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี พบเอกสารต้องสงสัยมีลายมือเกี่ยวกับการจัดตั้งกองกำลัง และใบบันทึกรายการอาวุธของกลุ่ม ซีดีเพลงที่อาจจะเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน จุดที่ 4 ​บ้านพัก จ.หนองคาย จุดที่ 6 จับกุม บุญส่ง คชประดิษฐ์ แนวร่วมเสื้อแดง จ.นครราชสีมา จุดที่ 7 หมู่บ้านสวัสดิการศูนย์การทหารราบ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ของ​ วันไชยชนะ ครุฑไชยันต์

จุดที่ 8 จับกุมตัว อุดมชัย นพสวัสดิ์ หรือแสนรัก ได้ขณะร่วมกันตรวจค้นที่พักในซอยรังสิต-นครนายก 33 และจุดที่ 9 ตรวจค้นภายในลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นที่เก็บซ่อนอาวุธเครือข่ายโกตี๋อีกแห่งหนึ่ง

สะท้อนให้เห็นเครือข่ายที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงไปในหลายพื้นที่ ท่ามกลางสัญญาณหลายอย่างที่ถูกตีความว่าปฏิบัติการรอบนี้ เหมือนเป็นหนึ่งในความพยายามกวาดล้างเครือข่าย “ทักษิณ”​ แบบถอนรากถอนโคน

ในแง่ความสัมพันธ์ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงถือเป็นฐานกำลังที่สนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่องและเหนียวแน่น

ที่ผ่านมาความพยายามเข้าไปจัดการกับแกนนำเสื้อแดงได้เพียงแค่สะกดการเคลื่อนไหวของกลุ่มใหญ่ได้ชั่วครู่ชั่วคราว และควบคุมบรรดาแกนนำบางคนไม่ให้ออกมาสร้างปัญหาได้เท่านั้น

ส่วนแนวร่วมเสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์จำนวนไม่น้อยต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ และบางส่วนก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวใช้ฐานที่ต่างประเทศเดินเกม ติดต่อ สั่งการ เครือข่าย รวมทั้งปลุกระดม ผ่านโซเชียลมีเดียกลับมายังประเทศไทย

การพุ่งเป้าไปที่​ “แดงปทุมฯ” เนื่องจากเป็นเครือข่ายที่สร้างวีรกรรมไว้ยาวเหยียด แถมยังพบการเคลื่อนไหวที่ยังคงดำเนินอยู่ถึงปัจจุบัน ทั้งคดีเก่า คดีใหม่ นับไม่ถ้วน

ดังจะเห็นตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ออกมาแถลงระบุว่า พบการจัดตั้งกลุ่มคนและสะสมอาวุธ ซึ่งเตรียมที่จะใช้สำหรับลอบสังหารผู้นำ

สอดรับกับ “สหายหมาน้อย” ขณะที่โกตี๋พยายามเคลื่อนไหวและประกาศผ่านโลกโซเชียลตลอดว่าจะมีการลอบทำร้ายผู้นำประเทศ จัดรายการวิทยุออนไลน์สู้เพื่อสหพันธรัฐไทย เผยแพร่ผ่าน YouTube ช่องไฟเย็นชาแนล ​ระบุว่า มีการเตรียมการลอบสังหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ

ที่สำคัญเครือข่ายโกตี๋ยังถูกเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมในคดีหมิ่นสถาบัน​มาตรา 112 และ ธรรมกาย ซึ่งพบหลายคนที่เคยเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงปี 2553 ​และพบการปลุกระดมให้ศิษย์วัดพระธรรมกายตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจในการเข้าค้นวัดพระธรรมกาย   ​

เครือข่ายของโกตี๋ จึงไม่ใช่เครือข่ายเล็กๆ การเข้าไปจัดการ จึงถือเป็นการตัดกำลังไม่ให้ออกมาสร้างปัญหาในอนาคต คู่ขนานไปกับการไล่บี้จัดการเครือข่ายทักษิณด้านอื่นๆ

ดังจะเห็นจากการไล่บี้ทักษิณ เรียกเก็บภาษี 1.6 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้นชินคอร์ป ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้

รวมไปถึงการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจากอดีต 60 นักการเมืองในช่วงรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมากระทุ้ง

ยังไม่รวมกับการเรียกเก็บค่าเสียหายทางแพ่งจาก​โครงการรับจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระบวนการงวดเข้ามาเรื่อยๆ เช่นเดียวกับกรณีของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ​ที่ถูกไล่บี้เรียกเก็บค่าเสียหาย 1,770 ล้านบาท จากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ

แม้แต่การถอดถอน สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ​ กรณีการออกหนังสือเดินทางให้ทักษิณ ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดวันลงมติปลายเดือนนี้ ​​

ทั้งหมดตอกย้ำถึงความพยายามล้มเครือข่ายทักษิณแบบถอนรากถอนโคน ​

“นิรโทษกรรม” หมากสองชั้น สู่ปรองดองและนายกฯ คนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/485955

"นิรโทษกรรม" หมากสองชั้น สู่ปรองดองและนายกฯ คนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนจน สาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องรีบออกมาดักคอว่าไม่เห็นด้วยกับนำเรื่อง “นิรโทษกรรม” มาต่อรองกับพรรคการเมืองเพื่อให้สนับสนุนผลักดัน “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ตามกระบวนการหลังการเลือกตั้ง

ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าแนวทางนี้นอกจากจะไม่ใช่ “ทางออก” แล้วยังจะนำไปสู่ความขัดแย้งและรอยร้าวให้ประเทศครั้งใหม่ ไม่ใช่การปรองดองตามที่คนในประเทศต้องการ

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองทยอยเข้าให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อเวทีปรองดอง คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

แม้เสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะที่ออกมาส่วนใหญ่ออกมาในทิศทางเดียวกันคือ ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง แต่ข้อเสนอนี้ก็ยังถูกพูดถึงอยู่เสมอ รวมทั้งยังเห็นความเคลื่อนไหวผลักดันแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติจากหลายฝ่าย

ต้องยอมรับว่าเรื่อง​ “นิรโทษกรรม” ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและสุ่มเสี่ยงจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้ง ทำให้ถูกแช่แข็งไม่มีการเดินหน้านำไปสู่การปฏิบัติ มีเพียงแค่การจัดทำรายงานข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิบัติตามขั้นตอน

จนล่าสุด ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ขับเคลื่อนเรื่องปรองดองและปฏิรูปให้เป็นรูปธรรมในช่วงโค้งสุดท้าย

ปมใหญ่อยู่ที่การ​ “นิรโทษกรรม” ซึ่งเป็นที่จับตาว่าจะออกมารูปแบบใด

จิ๊กซอว์ตัวสำคัญอยู่ที่ฝั่ง เสรี สุวรรณภานนท์​ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)​ หนึ่งในแม่น้ำ 5 สาย ที่ออกมาหยั่งกระแสสังคมด้วยการพูดถึงการตั้ง “คณะกรรมการกลาง” และ ​“แนวทางลดหย่อนโทษคดีทางการเมืองเพื่อสร้างความปรองดอง”​

ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นกระบวนการปูทางไปสู่กระบวนการนิรโทษกรรม​

โดยเฉพาะพลพรรคจาก “ประชาธิปัตย์” นำทีมโดย วัชระ เพชรทอง ​ที่เปิดหน้าออกมาถล่มว่าข้อเสนอทั้งการลดหย่อนโทษ การรอลงอาญา การถอนฟ้อง การจำหน่ายคดีชั่วคราวแลกกับการไม่ไปปลุกม็อบสร้างความวุ่นวาย ไม่แตกต่างอะไรกับการนิรโทษกรรมเพียงแต่ตั้งชื่อฟังดูดีกว่ากันนิดหน่อย

“จึงสรุปได้ว่า สปท.เขียนรายงานหรือเขียนกฎหมายตามใบสั่งของผู้มีอำนาจ ขาดการยึดโยงจากประชาชน อ้างว่ามาจากประชาชนแต่ไม่เคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้าไปทำหน้าที่จึงเป็นที่น่าเห็นใจ แต่มาเขียนกฎหมายพลิกแพลงตามใบสั่งแบบนี้ใช้ได้หรือไม่ต้องถามประชาชน”

ร้อนจน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาเบรกกระแส ตัดตอนว่าเสรีไม่ใช่คณะกรรมการด้านปรองดองและขอให้เสรีหยุดพูด ​

“ทำอย่างนี้ได้อย่างไร กระบวนการกำลังเดินหน้า ถ้าอยากจะเสนอความคิดเห็นก็ให้มาพูดในคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองไม่ใช่ไปพูดออกสื่อ อยากเสนออะไรให้มาเสนอกับผม บอกแล้วไม่มีการนิรโทษกรรม”

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามผลักดันการนิรโทษกรรม ซึ่งกำลังดำเนินไปอย่างเงียบๆ

น่าสนใจตรงที่เรื่องนิรโทษกรรมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าการนิรโทษกรรมจะนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่อีกฝ่ายเห็นว่าการนิรโทษกรรมจะช่วยปลดล็อกคดีความต่างๆ ของบรรดาคนการเมืองทุกสีทุกฝ่ายและทำให้ทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นกันใหม่

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการต่อรอง และ “เงื่อนไข” ที่จะนำมาสู่การนิรโทษกรรม

ประเมินกันว่า “ปรองดอง” จะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่จะนำมาเจรจาต่อรองเรื่องนิรโทษ เพื่อบีบให้​ฝ่ายที่ต้องการล้างผิดต้องยอมรับเงื่อนไขไม่ออกมาเคลื่อนไหว หรือสร้างความวุ่นวายในอนาคต

นับเป็นข้อเสนอที่ วิน-วิน ทั้งฝ่าย คสช. ​และกลุ่มการเมืองที่ต้องการนิรโทษและยังช่วยทำให้บรรยากาศบ้านเมืองกลับมาสงบสุข แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาแค่ชั่วครู่ชั่วยาม

บางกระแสยังเชื่อมโยง​การ “นิรโทษกรรม” ไปกับกระบวนการไล่เก็บภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปที่กำลังเร่งเครื่องก่อนหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ทั้งที่นิ่งเงียบมายาวนาน รวมไปถึงการไล่บี้เรียกเก็บค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวหลายหมื่นล้านบาท

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นเส้นทาง “ปรองดอง” ที่บีบให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือไม่ว่าจะเห็นชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ด้วยความจำเป็นไม่ว่าจะเป็นการต่อรองหรือแรงบีบทางอ้อม

สิ่งที่จะได้ตามมาจาก “นิรโทษกรรม” อาจไม่ได้มีเพียงแค่การสร้างความปรองดอง​ แต่ยังรวมไปถึงแรงผลักดันและสนับสนุน “นายกฯ คนนอก”​ ตามที่ฝ่าย คสช.ต้องการ

ด้วยสภาพการเมืองและกฎกติกาใหม่ที่กำลังจะออกย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคการเมืองจะรวมเสียงสนับสนุนเพียงพอจะเลือกนายกฯ ที่ตัวเองต้องการ

สอดรับไปกับกลไกและการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ที่ว่ากันว่าเป็นการสืบทอดอำนาจไปสู่ช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งที่ก่อร่างสร้างตัวไปตามลำดับ

นิรโทษกรรม จึงอาจเป็นเงื่อนไขที่เพิ่มอำนาจการต่อรองที่ได้ทั้งความปรองดองและนายกฯ คนนอก

 

2 บิ๊กม็อบ ชงปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/485697

2 บิ๊กม็อบ ชงปรองดอง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ประเด็นการปรองดองนับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของ คนไทยทั้งประเทศ ว่ามีทิศทางสู่ จุดหมายได้จริงตามเจตนารมณ์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่

หลังจากได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ซึ่งอยู่ในชุดคณะกรรมการเตรียมการ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยเชิญกลุ่มการเมืองเข้าเสนอแนะความคิดเห็น

เมื่อส่องเนื้อหาสำคัญแบบสรุปเริ่มจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะประธาน ได้ทำเอกสารข้อเสนอแนะจำนวน 16 หน้า ระบุว่า แม้การปรองดองเป็นเรื่องจำเป็น แต่ประชาชนตั้งข้อ สงสัยจะสำเร็จได้โดยรัฐบาล คสช. หรือไม่

เพราะบรรยากาศยังใช้อำนาจควบคุมสิทธิเสรีภาพ และการใช้มาตรา 44 จึงเรียกร้องให้ยกเลิก อีกทั้งขอให้หยุดสร้างความเกลียดชังรอบใหม่ ตลอดจนการใช้กฎหมายและออกกฎหมายให้มีหลักนิติธรรมแท้จริง และยึดโยงกับประชาชนถูกตรวจสอบได้

โดยเฉพาะองค์กรอิสระ ซึ่ง ถูกมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญสร้างความ ขัดแย้งในสังคมไทย รวมทั้งมีการเยียวยาคดีความและทางเศรษฐกิจสังคม โดยทำความจริงให้ปรากฏ มีการยอมรับผิดและการให้อภัยตามหลักการปรองดองที่เป็นสากล

ส่วนคำถามด้านการเมือง เสนอให้ยึดหลักผลประโยชน์ชาติ การเมืองการปกครองมีเป้าหมายที่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ให้คู่ขัดแย้งเลิกถือเอาบุคคลสำคัญกว่าระบบและระบอบ ไม่ใช้การทหารและความรุนแรงแก้ปัญหาการเมืองหรือก่อรัฐประหาร และการ ออกกฎหมายคำสั่งจากระบอบรัฏฐาธิปัตย์เพื่อปราบปรามประชาชน

ส่วนการปฏิรูปประเทศและการวางยุทธศาสตร์ชาติ ให้ดำเนินการในช่วงเวลาที่มีรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย องค์กรรัฐ ข้าราชการต่างๆ ต้องขึ้นต่อรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ไม่ทำตัวเป็นอิสระและมีอำนาจเหนือประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

สำหรับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ต้องสร้างความเท่าเทียม เน้นระบบสวัสดิการของรัฐ การใช้ระบบภาษี ที่ก้าวหน้า โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ต้องปรับให้สามารถแข่งขันในเวทีโลก บนลักษณะเฉพาะของไทย และ ประชาชนถูกยกระดับด้านความรู้ความสามารถและรายได้ จนสามารถแก้ปัญหาความยากจนและเหลื่อมล้ำ

“การแก้ไขปัญหาให้อยู่ร่วมกันได้โดยสันติสุข ต้องสร้างการยอมรับระบอบประชาธิปไตยแบบโลกเสรีประชาธิปไตยและกติการะหว่างประเทศ ด้านสิทธิพลเมืองต่างๆ ต้องสร้างนิติรัฐ นิติธรรม บนพื้นฐานความเท่าเทียมของคน ต้องมีการปรองดองตามหลักการและทำให้ความจริงปรากฏ และต้องเยียวยาผู้สูญเสียในอดีตอย่างเหมาะสมในด้านต่างๆ”

ขณะที่ สุเทพ เทือกสุบรรณประธานมูลนิธิ กปปส. ได้เสนอ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การปฏิรูปการเมือง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อทำการเมืองให้เป็นของประชาชน ทำให้เป็นพรรคการเมืองอย่างแท้จริง และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม รวมถึงการปรับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

2.การแก้ปัญหาป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม พร้อมเสนอตั้งกองบัญชาการตำรวจจังหวัด แก้ปัญหาการวิ่งเต้น 3.ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบราชการ กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ให้จังหวัดเป็นนิติบุคคล โดยเสนอให้ นายกฯ แต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ด้วยการสรรหา ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนและสภาจังหวัด

4.สำคัญที่สุด คือ การปฏิรูป แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม จะทำให้เกิดความสามัคคีปรองดอง ในวันข้างหน้า โดยเริ่มแก้จากระบบการศึกษา รื้อระบบกระทรวง และเสนอให้รัฐส่งเสริมการศึกษาในระดับอาชีวะ ปวช. และ ปวส. ฟรี และมีคุณภาพ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้หน้าที่พลเมืองและคุณธรรม

และ 5.การส่งเสริมอาชีพ ยก ระดับรายได้ประชาชน รัฐต้องกำหนดเส้นมาตรฐานความพอเพียง ใครต่ำกว่าระดับรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือและเอาจริงเอาจัง พร้อมจัดตั้งชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง

ทั้งหมดจึงต้องติดตามดูว่าข้อเสนอทุกประการของสองกลุ่มขั้วการเมืองจะตอบโจทย์และพาประเทศสู่การปรองดอง ให้หลุดบ่วงกรรมเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

 

สตาร์ทเครื่องยุทธศาสตร์ชาติลุยปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/485599

สตาร์ทเครื่องยุทธศาสตร์ชาติลุยปฏิรูป

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเดินหน้าปฏิรูปประเทศเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ…. และร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ….

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ…. กำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยคำนึงถึงเป้าหมายการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาเป็นรองประธาน มีหน้าที่จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และกำหนดวิธีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำร่าง ตลอดจนการติดตามตรวจสอบและประเมินผล

สำหรับวิธีการทำงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จะแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้น เพื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ ก่อนเสนอต่อ ครม.และรัฐสภาให้ความเห็นชอบ จากนั้นให้นายกรัฐมนตรีนำร่างยุทธศาสตร์ชาติขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศใช้ จากนั้นต้องมีการจัดทำแผนแม่บทส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและ ครม.เห็นชอบ ซึ่งเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้จะมีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนแม่บทนั้น รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องสอดคล้องกับแผนแม่บท ขณะที่ ครม.มีหน้าที่ดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายโดยกำหนดนโยบายการบริหาร

ทั้งนี้ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการภายใน 1 ปี หากพบว่ามีมูลให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาสั่งพักราชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้นจากตำแหน่งต่อไป หรือในอีกกรณีที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนแม่บท ให้แจ้งให้หน่วยงานทราบ ถ้าหากยังไม่แก้ไขปรับปรุง หรือไม่แจ้งผลภายใน 60 วัน ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเสนอต่อ ครม. หากพบว่าหน่วยงานนั้นไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป

ส่วนร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ…. กำหนดให้จัดทำแผนการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านที่จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท โดย ครม.ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับจากกฎหมายที่ใช้บังคับ สำหรับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านในเบื้องต้นมี 11 ชุด ซึ่งแต่ละชุดจะมีไม่เกิน 15 คน และภายใต้กฎหมายนี้กำหนดให้หน่วยงานรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยมี ครม.กำกับดูแลและสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐดำเนินการ ทั้งนี้ หากการดำเนินการไม่สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศประสานรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อแก้ไขปรับปรุงความไม่สอดคล้องนั้น แต่หากไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาต่อไป

ไชยา ยิ้มวิไล ที่ปรึกษาคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูปประเทศมี 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.ปฏิรูปการเมือง 2.ปฏิรูปกฎหมาย 3.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 4.ปฏิรูประบบราชการและธรรมาภิบาล 5.ปฏิรูปการศึกษา 6.ปฏิรูปเศรษฐกิจ และ 7.ปฏิรูปด้านอื่นๆ เช่น ปฏิรูปสื่อ และปฏิรูปศาสนา เป็นต้น ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 2.ยุทธศาสตร์ด้านขีดความสามารถทางการแข่งขันประเทศ 3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 4.ยุทธศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.ยุทธศาสตร์ชาติการสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ 6.ยุทธศาสตร์ด้านกลไกภาครัฐ และ 7.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับปรุงกฎหมาย

ทั้งนี้ จะมีการนำเสนอจัดตั้งคณะทำงานปฏิรูป 3 ชุด คือ ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปการศึกษา และปฏิรูปตำรวจ โดยการปฏิรูปสื่อจะมุ่งเน้นสื่อสังคมออนไลน์เป็นหลัก เพราะทุกวันนี้มีการเสพข่าวสารผ่านโทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น จำเป็นต้องมีการวางกฎระเบียบเพื่อดูแล เพราะปัจจุบันมีทั้งสื่อดีและสื่อไม่ดี

ส่วนการปฏิรูปการศึกษา จะมุ่งเน้นตั้งแต่เด็กระดับประถม ต้องสร้างการรับรู้และปลูกฝังความเป็นระเบียบวินัยเคารพกฎหมาย มีความรู้คู่คุณธรรมและจริยธรรม เบื้องต้นอาจจะผลักดันให้สถาบันการศึกษาบรรจุวิชาศาสนา วิชาธรรมาภิบาล หรือวิชาจริยธรรม สอดแทรกเข้าไปในหลักสูตร และการปฏิรูปตำรวจ จะมุ่งเน้นให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มงวดกวดขัน โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดกฎหมายที่ต้องโทษหนักและรุนแรงถึงขั้นไล่ออก เช่น ซื้อขายตำแหน่ง หรือเรียกรับสินบน รีดไถ เป็นต้น

พงศ์โพยม วาศภูติ ที่ปรึกษาคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ กล่าวว่า การทำงานต้องรอให้สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศออกคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการทำงานก่อน จากนั้นจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการทำงาน

 

ไล่บี้ทวงเงิน‘ชินวัตร’ ปิดทาง‘ปรองดอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 09:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/485594

ไล่บี้ทวงเงิน‘ชินวัตร’ ปิดทาง‘ปรองดอง’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง​ “ปรองดอง” ส่อเค้าสะดุดอีกรอบ ภายหลังรัฐบาลส่งสัญญาณเอาจริงกับการเรียกเก็บภาษี 1.6 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้นชินคอร์ปของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะครบกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 มี.ค.นี้

นำมาสู่ข้อสรุปซึ่งมอบหมายให้กรมสรรพากรไปดำเนินการจัดเก็บตามกรอบของกฎหมาย ซึ่งเมื่อแจ้งคำประเมินภาษีไปยังทักษิณ ซึ่งจะทำให้อายุความ 10 ปีหยุดลงทันที และเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ไปอีก 10 ปี ตามกระบวนการปกติในคดีทางแพ่ง ซึ่งทักษิณมีสิทธิอุทธรณ์คำประเมินภาษีได้ภายใน 30 วัน

เรียกได้ว่าเป็น “อภินิหารทางกฎหมาย” หรือ Miracle of Law ตามที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาชี้แจงในภายหลังว่าเจอช่องทางที่สมควรจะเสี่ยง​ในเรื่องที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้

เรื่องนี้ถือเป็นปมร้อนที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่กล้าผลีผลามทำอะไรที่สุ่มเสี่ยง ได้แต่ปล่อยให้เรื่องคาราคาซังมานานจนเริ่มมีหลายฝ่ายออกมากระทุ้งให้รีบทำอะไรสักอย่างก่อนหมดอายุความ

โดยเฉพาะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)​ ที่ส่งเรื่องไปยังกรมสรรพากรให้เก็บภาษี ​โดยให้ใช้มาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ภายในวันที่ 31 มี.ค. โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อนประเมินภาษีเหมือนมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งหากแจ้งเตือนแล้วยังไม่ดำเนินการอาจนำไปสู่การเอาผิดได้

แม้อีกด้านจะถูกมองว่านี่เป็นการไล่เช็กบิลตระกูลชินวัตร เพื่อหวังผลทางการเมืองในอนาคต เพราะที่ผ่านมาได้มีการอ้างหนังสือยืนยันไม่​ต้องเสียภาษีในส่วนดังกล่าว ​ซึ่งถูกหยิบยกมาอธิบายสังคมในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลังถูกกระทุ้งถามบ่อยครั้ง

แต่อีกด้านการขยับรอบนี้ถูกมองว่าเป็นการทำในสิ่งที่ถูกต้องอ้างอิงตามคำพิพากษาของทั้งศาลภาษีอากรและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ระบุชัดเจน

การปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานจนใกล้จะหมดอายุความ ​ถูกมองว่ามีความพยายามที่จะเกี้ยเซี้ยทางการเมือง หรือใช้เป็นประเด็นต่อรองในกระบวนการปรองดองที่กำลังเดินหน้าหรือไม่

แต่เมื่อกระแสปลุกให้หลายฝ่ายออกมาไล่บี้ทวงเงินภาษีมากขึ้น จนนำมาสู่​การเร่งดำเนินการในโค้งสุดท้าย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกฯ ต้องออกมาชี้แจงว่าการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ใช่การกลั่นแกล้งแต่เป็นการดำเนินการตามกรอบกฎหมาย

ชัดเจนว่าการไล่เก็บภาษีครั้งนี้อาจเป็นชนวนที่จะถูกฝ่ายขั้วอำนาจเก่าหยิบยกไปขยายผลว่าถูกกลั่นแกล้งเล่นงาน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวตอกย้ำประเด็นสองมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมาย เหมือนหลายๆ กรณีที่ผ่านๆ มา ซึ่งจะนำไปสู่ความวุ่นวายในอนาคตไม่รู้จบ

ที่สำคัญนี่ย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการสลายความขัดแย้งและสร้างความปรองดองที่รัฐบาล และ คสช.​กำลังเร่งเดินหน้าทำงานผ่านกลไกต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

​แถมสุ่มเสี่ยงจะฉุดบรรยากาศการเมืองที่กำลังจะดีขึ้นให้กลับไปสู่วังวนความขัดแย้งเดิมๆ

ดังจะเห็นจากเวลานี้คู่ขัดแย้งต่างๆ พร้อมใจกันร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นของ​คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมกำลังจะดีขึ้น

การติดตามเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ย่อม​ทำให้บรรดาแฟนคลับหรือกลุ่มผู้สนับสนุน อดีตนายกฯ ทักษิณไม่พอใจ ​และเป็นชนวนให้ออกมาเคลื่อนไหวในอนาคต ​​

ทางรัฐบาลและ คสช.​เองเข้าใจถึงปัจจัยเสี่ยงตรงนี้ จึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้กลไกพิเศษอย่างมาตรา 44 เข้ามาเป็นใบเบิกทางเร่งปิดเกมในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เพียงแค่ไม่กี่วัน เพราะจะยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องกลั่นแกล้ง ​เติมเชื้อความขัดแย้งในกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

​ซ้ำเติมด้วยปมร้อนในอนาคตกับการไล่บี้เรียกเก็บค่าเสียหายจากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ 3.5 หมื่นล้านบาท จากโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายรวม 1.8 แสนล้านบาท

ที่จะปลุกให้ความขัดแย้งกลับมารุนแรงอีกระลอก เมื่อจะมีบางฝ่ายที่จ้องจะหยิบยกเหตุการณ์นี้ไปเป็นปมเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล คสช.

หลังจากกระบวนการติดตามเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในกรณีของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์​ จากกรณีความเสียหายจากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่เริ่มกระบวนการไปแล้ว

ทั้งหมดนี้จึงเป็นปมร้อนที่จะอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและทำให้เส้นทางปรองดองที่กำลังคืบหน้าต้องสะดุดไปอย่างน่าเสียดาย

 

ศึกล่าภาษีชินคอร์ป คสช.โยนเผือกร้อนพ้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/485475

ศึกล่าภาษีชินคอร์ป คสช.โยนเผือกร้อนพ้นตัว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้กำลังกลับมาระอุอีกครั้ง ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งการให้กรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษีจาก “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จากการขายหุ้นชินคอร์ปประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท

กรณีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการขายหุ้นชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตรให้แก่บริษัท เทมาเสก โฮลดิงส์ ของสิงคโปร์ จำนวน 49.59% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าหุ้นละ 49.25 บาท เป็นเงิน 7.32 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2549 ครั้งนั้นนำมาซึ่งความเคลือบแคลงสงสัยหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเสียภาษี

แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการได้คำตอบว่า “ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่เสียภาษี”

อย่างไรก็ตาม การขายหุ้นที่เรียกว่า “บิ๊กล็อต” ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งในประเทศไทย ได้ก่อให้เกิดประเด็นต่อยอดในทางกฎหมายมากมาย เช่น จริงอยู่แม้การขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะไม่เสียภาษี แต่กระบวนการในการเปลี่ยนมือของผู้ถือครองหุ้นก่อนที่นำมาขายให้กับเทมาเสกนั้นชอบด้วยกฎหมายและเข้าลักษณะเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นภาษีหรือไม่ เป็นต้น

คำถามดังกล่าวสังคมก็ยังคงไร้คำตอบเหมือนเดิม จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารในปี 2549 เพื่อล้มรัฐบาลทักษิณ

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ผู้มีอำนาจสูงสุดในเวลานั้นดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อเข้ามาคลี่คลายและหาคำตอบให้ชัดเจนว่าการขายหุ้นบิ๊กล็อตดังกล่าวมีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร

คตส.สรุปผลการตรวจสอบว่าหุ้นของชินคอร์ปที่ครอบครัวชินวัตรขายให้กับเทมาเส็กเป็นของ “ทักษิณ” อันเข้าข่ายเป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติและความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงนำมาสู่การอายัดทรัพย์ที่ได้จากขายหุ้นไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ในปี 2553 ศาลฎีกาฯ และศาลภาษีวินิจฉัยเป็นที่สุดว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของทักษิณ ดังนั้น การจัดเก็บภาษีเกี่ยวกับการขายหุ้นเฉพาะในส่วนก่อนที่จะนำมาขายในตลาดหลักทรัพย์ต้องไปเรียกเก็บกับทักษิณ ไม่สามารถเรียกกับ “พานทองแท้-พินทองทา” ได้

การดำเนินการจัดเก็บภาษีในกรณีดังกล่าว ต้องยอมรับว่ากลับไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวกรมสรรพากรในฐานะหน่วยจัดเก็บภาษีแต่อย่างใด เพราะหลังจากปี 2553 เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคเพื่อไทย จนคดีคาราคาซังมาถึงปัจจุบัน

ช่วงระยะเวลา 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2560 ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเวลาที่ล่วงเลยไปได้ทำให้คดีดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องเข้ามาดำเนินการ
เป็นการด่วน

ต้องยอมรับว่าการยื่นมือเข้ามาสั่งการให้กรมสรรพากรไปจัดการจัดเก็บภาษีชินคอร์ป แฝงด้วยนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

กล่าวคือ ตั้งแต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือมายังกรมสรรพากรจนเป็นเรื่องแดงออกมา ปรากฏว่ามีเสียงท้วงติงมายังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พอสมควร โดยเฉพาะการตั้งประเด็นชวนสงสัยว่าทำไมไม่เร่งดำเนินการตั้งแต่เข้ามาสู่อำนาจใหม่

แม้กรณีนี้จะไม่เป็นผลมาจาก คสช.โดยตรง เพราะมาจากปัญหาการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อเรื่องมาแดงในยุค คสช.โดยบังเอิญ จึงทำให้ คสช.อยู่ในสภาพที่ต้องเอาคานมาหามไปโดยปริยาย

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล แจกแจงแนวทางการดำเนินการไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ครม.ให้แนวทางว่า เมื่อปี 2555 ศาลภาษีอากรกลางตัดสินไว้ว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร เป็นนอมินีของนายทักษิณ ไม่ใช่ตัวการสำคัญ ดังนั้นการออกหมายเรียกทั้งคู่ในตอนนั้นจึงเหมือนเป็นการออกหมายเรียกนายทักษิณแล้ว จึงให้เดินหน้าเรียกเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งเป็นรายละเอียดที่มีกฎหมายเล็กซ่อนอยู่ในกฎหมายใหญ่

เชื่อมั่นว่าภายในระยะเวลา 16 วันที่เหลือ นายทักษิณเขาคงไม่มาเสียภาษีอีก แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อเขาไม่มา ถือว่าระยะเวลาได้หยุดลง ก่อนที่จะครบอายุความ 10 ปี ในวันที่ 31 มี.ค.นี้ จากนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องต่อไป ข้อสรุปจะเป็นอย่างไรไปสู้กันใน 3 ศาล”

เมื่อพิจารณาจากท่าทีของรัฐบาลผ่านคำแถลงของ พล.ท.สรรเสริญ ถือว่าเป็นการเอาตัวรอดอย่างเห็นได้ชัด เพราะส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าคดีดังกล่าวมีประเด็นที่ยังไม่ได้รับความกระจ่างเท่าไหรนัก คือ อายุความในการดำเนินคดี

ที่ผ่านมากรมสรรพากรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงยืนยันมาตลอดว่าคดีหมดอายุความไปแล้วตั้งแต่ปี 2555 แต่เมื่อรัฐบาลยืนยันกลับไปว่าคดียังไม่หมดอายุความ เพราะอภินิหารของกฎหมาย ทำให้กรมสรรพากรต้องก้มหน้ารับคำสั่งของรัฐบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

แสดงให้เห็นว่าความเป็นเอกภาพในทางกฎหมายของรัฐบาลและกรมสรรพากรยังมีไม่มากนัก ซึ่งมองในมุมของรัฐบาลก็ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องสั่งให้กรมสรรพากรไปหาช่องทางดำเนินการ

หากรัฐบาลปล่อยให้คดีหมดอายุความตามการตีความของกรมสรรพากร รัฐบาลอาจเสียรังวัดและถูกทำลายความชอบธรรม จึงเลือกที่จะรวบหัวรวบหางและนำคดีขึ้นสู่ศาล

ปล่อยให้ทุกอย่างไปจบที่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งดีกว่าให้คดีนี้มาจบด้วยอายุความที่เป็นผลมาจากปัญหาประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานรัฐ