คำถามที่สะเทือนสีกากี “มีตำรวจเอาไว้ทำไม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 15:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/477755

คำถามที่สะเทือนสีกากี “มีตำรวจเอาไว้ทำไม”

เวทีเสวนา เรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” หยิบยกกรณีศึกษาปมการโกงสอบคัดเลือกตำแหน่งนายสิบตำรวจ รวมถึงกรณีต่างๆ ที่สร้างผลเสียหายให้กับตำรวจ และจากฝีมือตำรวจเอง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เวทีเสวนาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ในหัวเรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา หยิบยกกรณีศึกษาปมการโกงสอบคัดเลือกตำแหน่งนายสิบตำรวจ รวมถึงกรณีต่างๆ ที่สร้างผลเสียหายให้กับตำรวจ และจากฝีมือตำรวจเอง เพื่อสังเคราะห์ปัญหาและร่วมหาทางออกในการเปลี่ยนแปลงตำรวจ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมได้กังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสของตำรวจอย่างกว้างขวางแล้วในขณะนี้

พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และอดีตรมช.มหาดไทย วิพากษ์ถึงวงการสีกากีบนเวทีเสวนาว่า กับคำถามที่ว่ามีตำรวจเอาไว้ทำไม ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ประชาชนได้ตั้งคำถามนี้มานาน และจะดังขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดข้อสงสัยว่าตำรวจทำอะไรจึงเกิดคำถาม ทั้งๆ ที่ทุกคนก็ทราบกันดีว่าตำรวจมีไว้เพื่อป้องกันทรัพย์สิน และรักษาชีวิตของประชาชน และคำถามดังกล่าวสะท้อนอะไร คำตอบคือสะท้อนการทำงานของตำรวจว่าทำตามหน้าที่ดีแล้วหรือไม่

หากมองลงไปในพ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547 มาตรา 6 กำหนดหน้าที่อำนาจของตำรวจเอาไว้ ที่ชัดแจ้งคือข้อ 3 ระบุว่า ตำรวจมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญา และข้อ 4 คือ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร และนี่คือคำตอบว่ามีตำรวจไว้ทำไม แต่เมื่อเกิดคำถามมาโดยตลอด ก็สะท้อนให้เห็นว่าตำรวจกำลังบกพร่อง ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดเอาไว้

6 ปัญหาของตำรวจที่ไม่ได้รับการแก้ไข

พล.ต.อ.วิศิษฐ์ ย้ำว่า ผลการศึกษาถึงปัญหาของตำรวจมีหลายหน่วยงานเข้ามาดำเนินการ ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และแม้แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ตาม และผลการศึกษาก็ทำให้เห็นว่า การที่ตำรวจไม่สามารถทำตามหน้าที่ได้ มีอยู่ 6 เรื่องสำคัญ คือ 1.การบริหารราชการเป็นรูปแบบการรวมอำนาจ แม้กฎหมายจะกำหนดให้เกิดการกระจายอำนาจ แต่ก็เพียงแค่ตัวหนังสือ เพราะความจริงตำรวจไม่ได้ดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และไม่สอดคล้องกับประชาชนในแต่ละพื้นที่

2.ภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจ กลับถูกบรรจุอยุ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งการตรวจคนเข้าเมือง การป้องกันรักษาป่า การท่องเที่ยว เป็นต้น ส่งผลให้ต้องใช้บุคลลากรในภารกิจที่กระทบต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ที่เป็นภารกิจหลัก 3.กระบวนการสอบสวนที่ขาดความเป็นอิสระ และไม่ได้รับการพัฒนา เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับตำรวจ เพราะเมื่อไม่มีอิสระ มีการครอบงำ การสอบสวนก็จะถูกบิดเบือนเพื่อให้ได้ตามที่อาชญากร หรือผู้ที่ทุจริตต้องการ

4.ค่าตอบแทนไม่เพียงพอ หากเทียบเงินเดือนกับภารกิจหน้าที่ของตำรวจเพื่อให้สอดรับกับความเป็นอยู่ จะเห็นได้ว่าไม่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง หากเดินบนท้องถนนและเห็นตำรวจพกปืนข้างเอว บอกได้เลยว่าเป็นปืนที่ตำรวจซื้อมาเอง ไม่ใช่ของหลวง และทุกวันนี้ปืนพกก็กระบอกละนับแสนบาท 5. การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งไม่คำนึงถึงคุณธรรม เกิดการเล่นพรรคเล่นพวก คิดถึงผลประโยชน์เป็นหลัก เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้นับตั้งแต่มีการตั้งตำรวจขึ้นมาในประเทศไทย คนที่ผลงานดี อาวุโสถึง กลับไม่ได้ตำแหน่ง คนที่ประจบสอพลอกลับเติบโต และ 6.ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการบริหารงานตรำวจ และร่วมตรวจสอบ แม้จะมีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ แต่หลักความจริงกลุ่มคนพวกนี้คือลูกน้องตำรวจแทบทั้งสิ้น การตรวจสอบใดๆ จึงไม่เกิดขึ้น

“ผลการศึกษาสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่มีสักครั้ง หรือสักคนที่จะเริ่มแก้ไขปัญหานั้น กระทั่งส่งผลกระทบที่สะสมจนเกิดคำถามมาโดยตลอดว่าตำรวจมีหน้าที่อะไรกันแน่ และเรามีตำรวจไว้ทำไมกัน” พล.ต.อ.วศิษฐ์ วิพากษ์ถึงปัญหา

อดีตนายตำรวจใหญ่ผู้นี้ เสริมว่า รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความต้องการที่จะเปลี่ยแปลง ปรับปรุง และปฏิรูปตำรวจ และตั้งกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่กรรมการที่ว่าก็โยนงานกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิรูปกันเอง ทำให้ผลการปฏิรูปก็ไม่คืบหน้า เพราะตำรวจระดับใหญ่ไม่ได้ต้องการปฏิรูป

ตำรวจคือคนที่สร้างอาชญากรรมให้ประชาชน

ขณะที่สังศิต พิริยะรังสรรค์ นักวิชาการด้านกระบวนการยุติธรรม จากมหาวิทยาลัยรังสิต มองตำรวจเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เสียงจากสังคมที่ทวงถามหาหน้าที่รับผิดชอบของตำรวจจะดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกว่านี้หากไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลง เสียงทุกด้านจากประชาชนกำลังแสดงออกถึงความเดือดเนื้อร้อนใจเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของตำรวจ และหากผู้มีอำนาจเมินเสียงของประชาชน ที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ ก็ถือว่าเป็นคนที่ร้ายกาจอย่างมาก

“การปฏิรูปตำรวจจะต้องต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตำรวจที่เราต้องปฏิรูป ผมไม่เข้าใจว่าทำไมการปรับปรุงองค์กรตำรวจถึงได้ยากเย็นขนาดนี้ และขอให้ปรับปรุงเพียงนิดเดียว ประชาชนก็ยังไม่ได้เห็น และการกระทำของตำรวจเองคือผลสะท้อนที่ทำให้ประชานเกลียดตำรวจ เพราะตำรวจเองก็เป็นคนในองค์กรระดับชาติที่ไปสร้างอาชญากรรมให้กับประชาชน” สังศิต ย้ำ

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งสังศิตนำมาพูดในวงเสวนา โดยเฉพาะกับสายตาของงานวิชาการต่างชาติ ที่มององค์กรตำรวจของเมืองไทยว่านี่คือธุรกิจ ธุรกิจที่มีการซื้อขายกัน โดยเฉพาะค่าตำแหน่ง การสอบแข่งขัน ทุกอย่างเป็นการซื้อขาย สิ่งนี้สะท้อนได้ชัดเจนว่าตำรวจควรจะต้องปฏิรูปมากที่สุด

“เมื่อ 3 ปีก่อนผมพูดว่า องค์กรตำรวจคือองค์กรแรกที่ต้องได้รับการปฏิรูปมากที่สุด ผมถูกตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟ้องทันที เพื่อหาว่าผมไปหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรีของตำรวจ”

สังศิต เสริมว่า แต่ผมเชื่อว่าการปฏิรูปตำรวจ จะสร้างคมเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากที่สุด และจะเป็นสิ่งที่นำเอาเกียรติภูมิของตำรวจกลับมา แต่เสียงของประชาชนก็ถูกเพิกเฉย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยทำให้ความต้องการของประชาชนเป็นจริง งานเปลี่ยนแปลงตำรวจจึงเป็นเรื่องยากในทุกวันนี้

“ขนาด รัฐบาลคสช.ที่เข้ามาบริหารด้วยวิธีพิเศษก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่อีกด้าน หากรัฐบาลอยากเห็นประชาชนมีคามสุข ก็ต้องกล้าปฏิรูปตำรวจ คำถามคือทำไมรัฐบาลไม่ทำ คำตอบคือ เพราะกลัวจะเกิดแรงต้านตามมาจากตำรวจ ผมเห็นมากับตาแล้วว่าอดีตตำรวจระดับนายพลจะรวมพลังค้ดค้านทันที เพราะเขาจะสูญเสียอำนาจ สูญเสียผลประโยชน์”

แสนล้านให้ตำรวจ แต่ประชาชนได้อะไร?

ตามแนวคิดของสังศิต น่าสนใจตรงที่ว่าประชาชนคือจุดศูนย์กลางของรัฐบาลที่ต้องได้รับการใส่ใจเช่นกัน และประชาชนก็ใกล้ชิดกับตำรวจในบทบาทของสังคม แต่สิ่งที่ประชาชนได้รับจากตำรวจกลับเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม สังศิตมองเรื่องนี้ว่า งบประมาณในการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปีละแสนล้านบาท แต่ให้มองภาพรวมว่าประชาชนได้อะไรจากงบประมาณนี้บ้าง และความหายนะที่ตำรวจสร้างให้กับประชาชนมันมากเท่าไหร่ มันคุ้มกับเงินงประมาณที่ลงไปในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่

“ผมเคยเสนอไปว่า ให้ตำรวจเป็นตำรวจจังหวัด ความยุติะรรมจะเร็วขึ้น และดูแลเฉพาะจังหวัดของท่าน ให้ประชาชนได้รับความยิตูรรมขึ้นมาเล็กน้อยก็ยังดี โดยเฉพาะในเชิงโครงสร้าง ตำรวจจังหวัดจะทำให้ระบบตรวจสอบได้กระชับและรวดเร็วขึ้น อย่างเช่น ตำรวจญี่ปุ่นจับคนขโมยภาพไป สองวันขึ้นศาลเลย แต่ของเราไม่รู้นานเท่าไหร่ ดังนั้น กระบวนการยุติธรามต้องให้ประโยชน์กับประชาชนบ้าง แม้มันจะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นมาเพียงเล็กน้อยก็ยังดี”

สังศิต กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการปรองดองกับประชาชน มากกว่าการให้นักการเมืองปรองดองกัน เพราะประชาชนก็มีจำนวนมากกว่าพรรคการเมืองเสียอีก รัฐบาลต้องให้ประชาชนมากกว่านี้

“ผมยังไม่เห็นว่าตำรวจมีประโยชน์อะไรต่อสังคม ต่อประชาชนบ้าง ตำรวจจำนวน 2.1 แสนคนเรามีเอาไว้ทำไม คำถามนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆ”

“แต่การปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำคือการสร้างความปรองดองของชนชั้นนำระหว่างกัน แล้วประชาชจะไปสนับสุนนได้อย่างไร แต่หากทำให้เกิดความโปร่งใส กล่้าเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ผมว่าประชาชนทั้งแผ่นดินจะปรบมือให้เลย”สังศิต ให้ความเห็น

เอายศให้ตำรวจเท่ากับละเลยประชาชน

อีกมุมมองในวงการตำรวจ อย่าง พ.ต.อ.วิรุฒม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตำรวจในสายตาประชาชนถือว่าเลวร้าย และชั่วร้ายมาก ผลพวงมาจากสาเหตุที่ขาดการถ่วงดุลอำนาจ ขาดการตรวจสอบ นับตั้งแต่ที่มีการแยกการควบคุมออกจากกระทรวงมหาดไทย และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพราะหากนายกฯ ไม่คิดจะเปลี่ยนตำรวจ ทุกอย่างก็จบ เพราะสายสัมพันธ์ระหว่างนายกฯ กับตำรวจมันยิ่งแน่นแฟ้น เป็นผลประโยชน์ระหว่างกัน

“ตำรวจไทยสวนทางกับตำรวจในโลกสากล เพราะตำรวจต่างประเทศจะถือเป็นงานพลเรือน แต่ของไทยกลับถูกควบรวมเป็นงานเหล่าทัพ นายร้อยตำรวจก็ไปเรียนกับทหาร ซึมซับวัฒนธรรมและรับแนวคิดแบบทหารมา ซึ่งงานทหารกับงานรักษากฎหมายมันคนละเรื่องกัน งานตำรวจควรจะเป็นงานพลเรือน แต่เอาชั้นยศไปติดกับตำรวจ”

พ.ต.อ.วิรุฒม์ มองว่า ตำรวจไทยถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจติดอันดับโลก เพราะมีทั้งปืน และมีทั้งสำนวนอยู่ในมือ ซึ่งไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน การใช้อำนาจที่เกินขอบเขตจึงกลายเป็นปัญหาที่ประชาชนได้เห็น เพราะตำรวจคือระบบศักดินา เอายศไปให้ทำให้ตำรวจคิดใหญ่ขึ้น กินมากขึ้น แย่งกันกินแย่งกันอยู่ สะท้อนไปถึงตำแหน่งที่ต้องเลื่อนขั้นเลื่อนขั้นเพื่อให้เป็นใหญ่ จนละเลยงานที่ต้องรับใช้ประชาชน

“ผมบอกได้เลยว่า ทุกวันนี้การวิ่งเต้นมีมากถึง 100% แต่การซื้อตำแหน่งผมเชื่อว่ามี 90 % ทุกวันนี้มันมีหลากหลายรูปแบบในการซื้อขาย ทั้งการดูแลกัน ผ่อนส่งบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านรู้กันดี แต่ขณะเดียวกันสำนักงานตำรวแห่งชาติก็ไม่เคยออกมายอมรับแม้แต่ครั้งเดียว จึงไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง”

แม้จะมีอำนาจจากรัฐบาลพิเศษ โดยเฉพาะความเด็ดขาดจากการบริหารงานของคสช. แต่สำหรับ พ.ต.อ.วิรุฒม์ มองว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะตำรวจ เพราะบ่อนการพนันยังมีอยู่ทั่วไป ตำรวจก็ยังดำเนินการตามปกติ ถ้าพื้นที่มีบ่อนแสดงว่าตำรวจต้องรับเงิน ถ้าไม่รับบ่อนไม่กล้าลง ไม่กล้าเปิดเล่น

“แค่ตกใจชั่วคราวตอนที่เกิดรัฐประหาร แต่พอจับทิศทางได้ ตำรวจก็เหมือนเดิม บ่อนก็มีเหมือนเดิม” พ.ต.อ.วิรุฒม์ ย้ำ

อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ทิ้งท้ายว่า การคัดเลือกตำรวจเข้ารับราชการก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะตรวจสอบแค่ว่าไม่มีประวัติคดีเป็นอันจบ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคนที่จะเข้ามาเป็นตำรวจมันมีจิตใจดีหรือไม่ เป็นคนจิตใจร้ายที่ต้องการแต่งเครื่องแบบ ได้พกปืนหรือเปล่า เราไม่มีการตรวจสอบ ถ้าเช่นนี้เข้ามาก็โกง ทุจริต ดังนั้นผมไม่ตื่นเต้นกับเรื่องทุจิรตสอบนายสิบ เพราะระดับนายพลเขายังโกงกันจนเป็นเรื่องปกติ

“ตำรวจชั้นผู้น้อยต้องการให้ปฏิรูปทั้งนั้น เขาต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะตำรวจหาเลี้ยงนาย มันเหนื่อย มันคือระบบขายตรง ที่เอาสิ่งผิดกฎหมายในประเทศเข้ามาหากิน ตำรวจที่มีสิทธิ์ทำเงินได้ถึงหลักร้อยล้านบาทมันมีไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เช่น การจัดการรถตู้ รัฐบาลก็ยังทำไม่สำเร็จ เพราะเขาจ่ายส่วยกัน เพื่อให้เสียค่าปรับตั๋วเด็ก (ราคาถูกลง)” พ.ต.อ.วิรุฒม์ วิพากษ์ตำรวจ

ปปง.ต้องกล้ายึดทรัพย์

ร.ต.อ.วิเชียร ตันศิริคงคล อดีตนายตำรวจที่ผันตัวมาเป็นนักวิชาการด้านตำรวจ จากมหาวิทยาลัยบูรพา เสริมในวงเสวนาว่า กรณีทุจริตสอบคัดเลือกนายสิบตำรวจ เป็นเรื่องที่ชวนคิดว่า การที่จะเข้าไปเป็นตำรวจจะต้องจ่ายเงินระดับแสนบาทเพื่อคดโกงข้อสอบ แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็ได้รับเงินเดือนน้อย เริ่มต้นเมื่อรวมทุกอย่างเพียงแค่ 1.1 หมื่นบาทเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นจะเข้าไปทำไม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อใส่เครื่องแบบแล้วมันจะมาพร้อมกับอำนาจ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ปืน เป็นต้น และสิ่งนี้เองที่นำไปสู่ปัญหาในปัจจุบัน

กรณีประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวทีเ่กิดปัญหาในวงการตำรวจ แต่หลายประเทศกลับเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะยุคที่อยู่กับการเคลื่อนตัว ทั้งสิทธิมนุษยชน ที่นับเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และหน่วยงานไหนที่ละเมิดมากที่สุด คำตอบคือตำรวจ จนกลายเป็นกระแสที่ต้องเกิดการปฏิรูป รวมถึงความเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อให้นำไปสู่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังมีกระแสการเติบโตของเทคโนโลยี จุดนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการตำรวจ ที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้งาน และประสิทธิภาพประสิทธิผลของตำรวจที่ปฏิบัติงาน ที่ต้องเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจทั่วโลก ยกเว้นเมืองไทยที่ทำในระดับที่ตำ่กว่าประเทศอื่นทำ เราอยู่ในระดับการปฏิรูปที่ต่ำมาก สื่อหลายแขนงสะท้อนออกมาเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจ ทุกวันนี้บ่อนหลายแห่งก็กลายเป็นทหารและฝ่ายปกครองเข้าไปจับ มันสะท้อนถึงคามเฉื่อยชา และผลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นนี้ทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจกับตำรวจ”

ร.ต.อ.วิเชียร กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดนี้มาด้วยอำนาจพิเศษ หลายคนตั้งความหวังว่า การปฏิรูปภาครัฐอย่าจริงจังน่าจะเห็นผล แต่ปรากฎว่าสองปีที่ผ่านมาการปฏิรูปตำรวจกลับถอยหลัง เกิดการย้อนเวลา โดยเฉพาะงานสอบสวนที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของตำรวจ เพราะเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ถ้ากระบวนการสอบวนไม่แก้ไข หรือทำได้ไม่ดี เราก็จะเจอแพะอีกไม่รู้กี่ตัว

“สังเกตได้ว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง.ไม่เคยยึดทรัพย์นายตำรวจที่ร่ำรวยผิดปกติแม้แต่รายเดียว ทั้งๆ ที่ว่ากันตามจริง เงินเดือนข้าราชการจะทำให้มีทรัพย์สินมากมายขนาดนั้นหรือไม่ ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายที่เราคิดว่ามันดีจะต้องครอบคลุมได้ทั้งหมด ปปง.ก็ต้องเริ่มเข้ามาตรวจสอบ เงินที่ตำรวจหามาอย่างมิชอบ คิดว่าเก็บไว้ให้ลูกหลาน ต่อไปนี้ลูกหลานของเขาก็ต้องไม่ได้ใช้เงินที่ผิดๆ แบบนี้ ต้องเอาให้เขาคิดใหม่ ต้องจริงจัง”ร.ต.อ.วิเชียร เสนอทางแก้ปัญหาตำรวจ

 

“ประกันทุ่มโปร” หวังดึงสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ สวนทางเสียงค้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 18:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/477648

"ประกันทุ่มโปร" หวังดึงสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ สวนทางเสียงค้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การโอนสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการจากกรมบัญชีกลาง ให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารหลังได้รับเสียงคัดค้านจากสังคมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะข้าราชการ จนทำให้ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ต้องออกมาหยุดกระแสสังคม โดยระบุว่า กระทรวงการคลังได้หยุดจ้างบริษัทประกันเข้ามาบริหารจัดการแล้ว เนื่องจากมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ยังคงต้องศึกษาว่า การจ้างให้บริษัทประกันกับกรมบัญชีกลางบริหารรูปแบบใดจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่กระทรวงการคลังหวังควบคุมงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการรั่วไหลน้อยสุด ซึ่งดูแล้วประเด็นนี้อาจไม่ได้จบเสียทีเดียว

ดังนั้นประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาให้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดงานสัมมนาหัวข้อเรื่อง “สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการไทย โอนสิทธิให้บริษัทประกันภัยดูแล ใครได้ ใครเสีย?” เพื่อเป็นเวทีสะท้อนเสียงของผู้แทนฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

วราวรรณ เวชสัสถ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันภัยปัจจุบันมีเบี้ยมูลค่ารวมกว่า 7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มประกันชีวิต 5.5 แสนล้าน ประกันวินาศภัย 2 แสนล้าน ซึ่งระบบประกันกรมธรรม์สุขภาพมีเงื่อนไข เช่น ถ้ามีเรื่องโรคก่อนทำประกันหรือเป็นโรคภายใน 30 วัน บริษัทประกันจะไม่จ่าย แต่ถ้าบริษัทประกันเข้ามารองรับสิทธิข้าราชการ ประเด็นต่างๆ จะต้องตัดทิ้งทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของบริษัทประกัน

“เราจะไม่มีเงื่อนไขต่างๆ ความคุ้มครองจะเป็นไปตามสิทธิที่ข้าราชการเคยได้ และบริการทุกอย่างภาคธุรกิจจะต้องดำเนินการให้ดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรเรื่องเหล่านี้ยังไม่มีมาตรการว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะทุกอย่างต้องศึกษาวิเคราะห์ เพื่อให้ข้าราชการได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิม และดีที่สุด”

วราวรรณ กล่าวอีกว่า หลายประเทศหน่วยงานรัฐให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลระบบพื้นฐาน ส่วนนโยบายหน่วยงานภาครัฐจะเข้ามากำหนดเอง เพราะประเทศเหล่านั้นถือว่า งบประมาณดูแลสุขภาพควรมีระบบที่ดี และงบประมาณส่วนนี้จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นประเด็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐ เอกชน ประกันภัย จะต้องร่วมมือกันโดยใช้เครื่องมือทุกอย่างให้ประชาชน

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ภาพรวมสมาคมฯ.มีความพร้อมที่จะเข้ามาทำ สาเหตุที่เข้ามาไม่ได้หวังผลประโยชน์กำไรอะไร แต่อยากยกระดับธุรกิจขึ้นไป และเพื่อตอบแทนชาติบ้านเมือง ดังนั้นคิดว่าอยากให้รัฐและเอกชนจับมือกัน

เพราะเรื่องสุขภาะของคนไทยถือว่าดีที่สุดในโลกเนื่องจากมี 3 กองทุนหลักในการดูแล คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และประกันสุขภาพข้าราชการ แต่ส่วนตัวเป็นห่วงว่าถ้าหาก 3 กองทุนเดินต่อไปอย่างนี้อีก 20 ปีข้างหน้าโดยไม่เปลี่ยนแปลงอาจล้มลายได้

ทั้งนี้ เชื่อว่าการที่รัฐบาลจะให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลโครงการนี้ภายใต้ 3 เงื่อนไข คือ สิทธิประโยชน์ต้องไม่ถูกลดทอน การบริการต้องเหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม และงบประมาณรัฐต้องไม่เพิ่มขึ้น ประกันพร้อมอาสาทำ โดยช่วงเริ่มต้นธุรกิจประกันภัย 20-30 บริษัทพร้อมลงทุนค่าบริหารจัดประมาณ 300 ล้านบาทเอง

ส่วนระบบที่นำมาใช้ อาทิ ระยะแรก บริษัทประกันมีระบบที่เชื่อมต่อกับโรงพยาบาล ระบบตรวจสอบดูแลความผิดปกติจากค่ารักษา ระบบการจ่ายยาที่ดีขึ้น ระบบสื่อสารรายละเอียดการดูแลผู้ป่วย พร้อมบริการให้ดีที่สุดเช่นเดียวกับลูกค้าบริษัทประกัน  และการจ่ายเงินให้สถานพยาบาลจะเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องจ้างบุคลากรเพิ่มเพราะมีระบบที่ดีอยู่แล้ว

ระยะกลาง ภายใน 2-3 ปี จะพัฒนาระบบข้อมูลให้ดีขึ้น และระยะยาว เมื่อมีฐานข้อมูลการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขที่ดี ก็สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้วางระบบบริหารจัดการสาธารณสุขของประเทศได้

ขณะที่ นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ ประธานกลุ่มภารกิจบริหารกองทุน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะให้เอกชนเข้ามาบริหาร เพราะไม่มีมาตรการอะไรที่ชัดเจน หากจะให้เอกชนเข้ามาบริหาร และการที่จะให้เอกชนเข้ามาทำเฉพาะเรื่อง อาจทำให้โรงพยาบาลรัฐมีปัญหา เพราะเรื่องนี้ดำเนินการเฉพาะส่วนไม่ได้ ต้องทำทั้งระบบ หรือหากจะให้เอกชนเข้ามารัฐควรคิดให้รอบด้าน

นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป กล่าวว่า การที่รัฐดำเนินการเรื่องนี้เพื่ออยากลดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลและครอบครัวให้ลดลง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา อาทิ ทำให้ระบบข้อมูลการรักษาพยาบาลที่อยู่ในระบบรัฐไหลไปสู่เอกชน ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบในอนาคต และหากการเข้าถึงอาจมีขั้นตอนยุ่งยาก อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของข้าราชการเดิมที่ได้รับ

จากข้อมูลปัจจุบันกรมบัญชีกลางใช้งบประมาณเพียง 0.01% หรือประมาณ 30 ล้านบาท กับบุคลากรประมาณ 30 คนในการบริหารระบบ แต่ถ้าเอกชนเข้ามา คิดว่าไม่สามารถบริหารระบบด้วยงบประมาณเพียงเท่านี้ เพราะเอกชนต้องมีค่าบริหารจัดกาสูง ในสภาวะที่อนาคตประชากรประเทศมีผู้สูงอายุและโรคเพิ่มขึ้น

พลตรีหญิง พูลศรี เปาวรัตน์ นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาของบริษัทประกันที่ผ่านมา เช่น การจ่ายอาจไม่ครอบคลุม ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ดังนั้นการที่รัฐจะยกงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการให้บริษัทประกัน เพื่อต้องการประหยัดงบ มองว่าเปรียบเสมือนการผลักไสไล่ส่ง เพราะจุดเริ่มต้นที่เข้ามารับราชการเพราะหวังพึ่งให้รัฐดูแล

พรวิลัย เดชอมรชัย ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง กล่าวว่า สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นสิทธิของบุคลากรที่เข้ามาทำงานในระบบรัฐ จะได้รับสิทธิดูแล เช่น การรักษา บำบัด ฟื้นฟู ดูแลตรวจสุขภาพ แต่ด้วยที่รัฐเป็นองค์กร จึงทำให้โครงการมีงบประมาณสูงขึ้น โดยเหตุผลมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และมีใช้เวชภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ

ขณะที่การจะนำบริษัทประกันที่มีความเป็นมืออาชีพในการดูแลสุขภาพนั้น หลักการยังไม่ได้มีการโอนสิทธิทุกอย่างให้กับบริษัทประกันทั้งหมด แต่คาดว่าจะนำมาบริหารเท่านั้น ส่วนการเบิกจ่ายยังคงมีบุคลากรของรัฐเข้าไปกำกับดูแล เพราะกรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลแต่ไม่มีเครื่องมือ และบุคลากรเฉพาะทาง

สำหรับขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนาระบบ ซึ่งกรมจะทำแผนระยะสั้น กลาง และยาว ส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบก่อน ยืนยันว่าการบริหารจัดการเรื่องนี้ทุกคนในภาครัฐต้องได้ประโยชน์ และจะไม่ทำให้สิทธิข้าราชการที่มีอยู่ลดลง

 

รำลึก 100 วัน สวรรคต ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงพระองค์ท่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 15:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/476755

รำลึก 100 วัน สวรรคต ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงพระองค์ท่าน

ท้องสนามหลวงยังคงมีผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แม้ว่า ในวันที่20 ม.ค. 2560 ทางสำนักพระราชวังได้แจ้งปิดไม่ให้เข้าสักการะพระบรมศพ

โดย  ศิริกัญญา โกษากุล ,เพชรลักษมณ์ สุ่มมาตย์

ท้องสนามหลวงยังคงมีผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แม้ว่า ในวันที่20 มกราคม 2560 ทางสำนักพระราชวังได้แจ้งปิดไม่ให้เข้าสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระบรมมหาราชวัง เพื่อจัดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน)   ทว่า พสกนิกรชาวไทยได้เดินทางกราบสักการะพระบรมศพ บริเวณรอบกำแพงพระบรมมหาราชวังด้วยความศรัทธาและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงมีต่อชาวไทย

โพสต์ทูเดย์ สอบถามความเห็นประชาชนที่เดินทางมาที่ท้องสนามหลวงในวันนี้ถึงความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่านเนื่องในวัน “สตมวาร 100 วันสวรรคต”

นส.ธัณธนัฐ นาคกัญหา พนักงานบริษัทเอกชน อายุ 44 ปี กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับการจากไปของพระองค์ท่าน เคยมีโอกาสไปกราบพระบรมศพ ในช่วงวันแรกที่พระองค์ท่านจากไปที่โรงพยาบาลศิริราชพร้อมกับครอบครัว ตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบันก็ยังมีความเสียใจอยู่ และที่ผ่านมาพยายามที่จะทำความดีเพื่อเจริญรอยตามพระองค์ และสานต่อความดีนั้นต่อไป  และรอว่า หากการก่อสร้างพระเมรุมาศเสร็จและเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปกราบพระบรมศพได้ก็อยากจะไปเพราะต้องการระลึกถึงพระองค์ท่านในทุกเรื่อง

 

นส.กุลธิดา สาธร นักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม อายุ 22 ปี กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสไปกราบพระบรมศพเพราะเรียนอยู่ต่างจังหวัด แต่ตอนนี้ได้มาฝึกงานที่กรุงเทพฯคิดว่าถ้ามีโอกาสจะไปสักครั้ง และชวนเพื่อนๆ ที่มาฝึกงานไปด้วย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังรู้สึกเหมือนเดิมจากวันแรกที่ได้รู้ข่าว พระองค์ท่านจากไป  ยังคงคิดเสมอว่าพระองค์ท่านยังไม่ได้จากไปไหน

“เวลาที่ผ่านมาได้พยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการทำความดี เพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน ทำในสิ่งที่สามารถทำได้” นส.กุลธิดา กล่าว

 

นายอนุชาติ ประสิทธิ์ ข้าราชการ จากจังหวัดปัตตานี อายุ 58 ปี กล่าวว่า ความรู้สึกที่ผ่านมาตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ที่ครบ100วัน รู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยในช่วงเกือบสามเดือนมานี้ เป็นเหมือนสถานการณ์พิเศษที่ทำให้คนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันในการร่วมกันทำความดีเพื่อถวายพระองค์ท่าน

“ผมมากราบพระบรมศพแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม วันแรกที่ทราบข่าวการจากไปของพระองค์ท่านจนถึงตอนนี้ ก็ยังรู้สึกใจหายกับสิ่งที่คนไทยเราได้สูญเสียไป เมื่อเกิดมาก็ได้ซึบซับถึงความดีของพระองค์ท่านมาตลอดเวลา แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไปและสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อพระองค์ก็คือการเป็นคนดี อย่างข้าราชการก็ต้องทำตัวให้เป็นข้าราชการที่ดี ยินดีรับใช้ประชาชนให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการตอบแทนความเมตตาที่ท่านได้ประทานให้ ต้องรับใช้ประชาชนต่อไปให้ดีที่สุด” ข้าราชการจากจ.ปัตตานี กล่าว

 

นายสุรพล ธีรนันทน์ ฝ่ายบริการสำนักพระราชวัง อายุ 59 ปี กล่าวว่า  รู้สึกเสียใจ เพราะอยากให้พระองค์ท่านอยู่เป็นมิ่งขวัญกับประเทศไทยไปนานๆ  ส่วนตัวได้รับรู้และเห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กจนอายุ 59ปี สิ่งที่พระองค์ท่านได้สอน คือ การใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง จึงสานต่อความพอเพียงที่พระองค์ท่านสอนชาวไทยมาและยิ่งได้ทำงานตรงนี้ได้เห็นผู้คนมากมายมากราบไหว้พระบรมศพ ก็รู้สึกตื้นตันใจ เห็นคนที่เดินทางเข้ามาเหมือนน้ำไหล ทำให้รู้สึกไม่เหนื่อยในการปฏิบัติหน้าที่เพราะว่าทุกคนมาเพื่อพระองค์ท่าน ต้องตั้งใจทำงานเพิ่มมากขึ้นเพื่อพระองค์ท่านและประชาชน

 

นางเปรมวดี สารีกะวณิช พนักงานบริษัทเอกชน อายุ 56 ปี กล่าวว่า ความรู้สึกวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมในวันแรกที่ได้รู้ข่าวการจากไปของพระองค์ท่าน ทุกครั้งต้องร้องไห้ แต่พยายามคิดว่าพระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน ท่านยังคงอยู่ในทุกๆวัน เช่นเดิม แม้ว่ายังไม่ได้มีโอกาสได้เข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์  เพราะไม่มีเวลา  แต่ทางบริษัทก็จะเป็นเจ้าภาพสวดในวันที่ 5 ก.พ.ที่ใกล้จะถึงนี้  สิ่งใดที่ทำเพื่อพระองค์ได้ก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะทำ ถึงจะไม่ได้เข้าไปกราบแต่ว่าพระองค์ท่านยังอยู่ในใจเสมอ จะตั้งใจทำความดีเป็นคนดีของสังคมเพื่อถวายแด่พระองค์ต่อไปเรื่อยๆ

 

นส.บุศยมาศ พิศลยบุตร นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์   อายุ 21 ปี กล่าวว่า รู้สึกถึงพระองค์ท่าน เสมอมา นึกถึงความดีที่พระองค์ได้ทำตลอดมาเพื่อปวงชนชาวไทย ยิ่งเมื่อครบ 100 วัน ความรู้สึกก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป คิดถึง แต่สิ่งที่พระองค์ได้ทำไว้ และจะเป็นเยาวชนคนหนึ่งที่จะทำความดีเพื่อพระองค์ต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะเป็นส่วนน้อยแต่ก็ยินดีที่ได้ทำ

เธอบอกว่า  แม้จะ รู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถเข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์กับครอบครัว ทำได้แค่กราบกำแพง เพราะมีคนมาสักการะพระบรมศพจำนวนมาก แต่ก็ไม่เป็นไร

 

ดญ. ปิยาพร ดอนเด่นปิ่น อายุ 11 ปี จากโรงเรียนเทศบาลวัดเหมืองแดง จังหวัดแพร่ กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์เพราะอยู่ไกลและเดินทางลำบาก ทางโรงเรียนพามาได้เข้าชมแค่ในส่วนของวัดพระแก้ว ถ้าทางสำนักพระราชวังเปิดให้เข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์ได้อีกครั้ง ก็อยากพาครอบครัวมากราบพระบรมศพ

ด้านดญ.อัญมณี ส่วนบุญ จากโรงเรียนเดียวกัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้เสียใจกับการจากไปของพระองค์ อยากให้พระองค์อยู่กับคนไทยไปนานๆ และจะทำความดีตามคำสอนของพระองค์เพื่อเป็นคนดีของสังคมต่อไป

นี่คือส่วนหนึ่งในความรู้สึกของพสกนิกรที่ยังคงระลึกถึงสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยู่ทุกเวลา มิมีวันเสื่อมคลายและต่างยึดมั่นจะทำความดีเพื่อเดินตามรอยพระองค์ตลอดไป

 

ต้นน้ำเสียคือพังทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 06:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/476644

“ต้นน้ำยุติธรรมอย่างตำรวจจะต้องชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ และอย่าได้เกรงกลัวต่อกระแสสังคม แรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา จนทำให้ระบบมันเสียทั้งหมด ทุกคดีจะต้องมีความชัดเจนก่อนที่จะกล่าวหาใคร”

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

นอกจากคำถามว่าใครผิดใครถูกเกี่ยวกับกรณีครูแพะหรือครูแกะ ที่เกิดกับ จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตผู้ต้องหาคดีขับรถชนคนตาย แต่เธอปฏิเสธเรื่องดังกล่าวว่าเป็นแพะ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จนต้องติดคุกตามคำพิพากษานานกว่า 3 ปี

อดีตครูจอมทรัพย์งัดหลักฐานทุกด้านเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองภายหลังได้รับอภัยโทษ ขณะที่ต้นน้ำอย่างตำรวจที่ทำคดีก็ยืนยันว่าองค์กรได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามพยานหลักฐานที่มี กระทั่งนำไปสู่การเอาผิดจอมทรัพย์ในฐานะผู้ต้องหา และพร้อมต่อสู้ในการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาอีกครั้ง

แต่คำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมของเมืองไทย ที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาได้ขนาดนี้

วิพากษ์เรื่องดังกล่าวจาก เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองเรื่องกระบวนการยุติธรรมว่า กฎหมายอาญาจะถูกพิจารณาตามวิธี “สบัญญัติ” ซึ่งสาระสำคัญคือการรวบรวมพยานหลักฐานของคดี และการตรวจสอบข้อเท็จจริง และกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าพนักงานตามหน้าที่ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ และศาล

กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นต้องย้อนกลับไปมองว่ามีความสมบูรณ์ของคดีมากน้อยแค่ไหน ครอบคลุมมากพอหรือไม่ หรือมีความชัดเจนเกี่ยวกับพยานหลักฐานอย่างไร ก่อนที่จะนำตัวผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

“ตำรวจต้องรวบรวมให้ได้ทั้งหมด และต้องสามารถคลายข้อสงสัยได้ทุกประการ ก่อนจะส่งสำนวนเข้าสู่ชั้นอัยการ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดตามมามันก็จะเสียไปทั้งระบบ ซึ่งเรื่องของครูจอมทรัพย์ไม่ใช่คดีแรก แต่เกิดอยู่บ่อยครั้งด้วยซ้ำไป เพราะความไม่สมบูรณ์ของพยานหลักฐานด้วยในส่วนหนึ่ง” เสรี ให้ความเห็นอย่างกรณีที่เกิดขึ้นนั้น เสรีมองอีกด้านว่า ตำรวจจะต้องชัดเจนในการรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อนำคนที่ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการแล้ว ภายหลังมีพยานมาแจ้งอีกว่าไม่ใช่ คนขับรถเป็นผู้ชาย อย่างนี้มันคือปัญหาแล้ว

แต่อีกด้านก็เช่นกัน เรื่องของทนายความของผู้ถูกกล่าวหาก็มีส่วนสำคัญ กรณีของจอมทรัพย์ ทนายความก็ร่วมรับฟังการสอบปากคำด้วย และได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างลอยๆ จะอ้างแต่เพียงว่าขอให้การในชั้นศาล ก็เท่ากับทำลายสิทธิของลูกความตนเองด้วย

“ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำลอยๆ อย่างเดียวไม่ได้ เพราะผมบอกได้เลยว่า 99% ของคดีอาญาที่ผู้ต้องหาปฏิเสธให้ปากคำในชั้นสอบสวน ตำรวจและอัยการมักจะนำสำนวนส่งฟ้องแทบทั้งหมด และเมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาลก็แทบจะไม่มีข้อมูลไปหักล้างสำนวนของตำรวจหรืออัยการได้ ซึ่งมันเท่ากับเสียสิทธิที่จะได้ปฏิเสธและยื่นหลักฐานพยานทั้งหมดตั้งแต่ชั้นสอบสวน เพราะมีโอกาสปฏิเสธ ข้อกล่าวหา แต่ก็ไม่ทำ หรือทำก็ไม่ได้ให้ข้อมูลให้ชัดเจน” เสรี ย้ำ

เสรี ระบุว่า ต้นน้ำยุติธรรมอย่างตำรวจจะต้องชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ และอย่าได้เกรงกลัวต่อกระแสสังคม แรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา จนทำให้ระบบมันเสียทั้งหมด ทุกคดีจะต้องมีความชัดเจนก่อนที่จะกล่าวหาใคร หากไม่เป็นเช่นนั้นความยุติธรรมมันก็คลาดเคลื่อน

 

หลากมุมมอง “บุหรี่ไฟฟ้า” ช่วยให้เลิกหรือเพิ่มนักสูบหน้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 19:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/476218

หลากมุมมอง "บุหรี่ไฟฟ้า" ช่วยให้เลิกหรือเพิ่มนักสูบหน้าใหม่

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

“บุหรี่ไฟฟ้า” กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สูบมองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกใหม่ที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่ทั่วไป ทั้งยังเป็นเครื่องมือทำให้คนเลิกบุหรี่ง่ายขึ้น อีกฝ่ายคือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมาก เป็นตัวการให้เกิดผู้เสพหน้าใหม่โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน

บุหรี่ไฟฟ้า=เพิ่มผู้สูบหน้าใหม่?

ในงานเสวนา เรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้า…อันตรายมากกว่าที่คุณคิด” โดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ แพทย์หลายคนระบุตรงกันว่า บุหรี่ไฟฟ้านั้นมีอันตราย ถึงแม้จะไม่เทียบเท่ากับบุหรี่แบบปกติ รวมทั้งยังไม่มีรายงานผลกระทบในระยะยาว เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าพึ่งเกิดขึ้นมาเพียง 10 ปี อย่างไรก็ตามถือว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเพิ่มผู้เสพหน้าใหม่ และเพิ่มโอกาสให้เสพติดสารชนิดอื่นมากขึ้น

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอข้อมูลจากเอกสาร THE FACTS on E-Cigarette Use Among Youth and Young  Adults จากกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์รูปแบบใหม่ที่จะส่งผ่านสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกายในรูปแบบละอองฝอยโดยไม่ต้องมีการเผาไหม้หรือการลุกไหม้  ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่สวยหรู ดึงดูดใจและทันสมัย ปรุงรสชาติต่างๆ ได้ รวมถึงเหตุผลด้านความอยากรู้ อยากเห็น อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าละอองฝอยปลอดภัยเมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่ อีกทั้งอุตสาหกรรมยาสูบได้ใช้เทคนิคที่ล่อตาล่อใจ ทำให้วัยรุ่นสหรัฐฯมีอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

“จริงๆการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษต่างๆเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ปกติ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการเสพติดอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสมองและระบบประสาท ทำให้มีโอกาสติดง่าย ติดทนและติดนาน”

นพ.สุริยเดว บอกว่า ในรายงานดังกล่าวระบุว่า ยังคงมีการติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งองค์การอาหารและยา (อย.) ระบุว่า สารที่ก่อให้เกิดละอองฝอยในบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสารที่ใช้ในอาหารเพื่อรสชาติ สีสัน และใช้ในการผลิตยาหรือเวชภัณฑ์เครื่องสำอางค์  หากสัมผัสในระยะสั้นก่อให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ ระคายเคืองตา  ส่วนระยะยาวจะทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด เป็นต้น

ผ.อ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวฯ บอกด้วยว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นสารทดแทนในการเลิกสูบบุหรี่ แต่เป็นจุดเริ่มตั้งต้นในการเสพติดบุหรี่หรือสารเสพติดประเภทอื่นในเด็กและเยาวชน ด้วยรูปลักษณ์และองค์ประกอบทำให้สร้างความยั่วยวนใจให้หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า และเกิดกระแสในวงกว้างในหมู่วัยรุ่นอย่างรวดเร็ว  อีกทั้งยังขาดความรู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทผู้ผลิต

“คำถามคือ เราใช้มันเพื่อ ‘เลิก’ หรือเพื่อ ‘เริ่ม’บุหรี่กันแน่ มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเสพติดบุหรี่ปกติ และอาจนำไปสู่การใส่สารเสพติดอื่นๆ ในอุปกรณ์นั้นได้ด้วย”

กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า

พญ.ปานทิพย์ โชติเบญจมาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ  กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข  เผยว่า ผลสำรวจการบริโภคยาสูบในเยาวชนไทย อายุ 13-15 ปี  ปี 2558 พบว่า เยาวชนชายสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 4.7 ส่วนเยาวชนหญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 1.9 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้า และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2557 ผู้ฝ่าฝืนนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามายังประเทศไทยมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบสินค้าเหล่านั้นรวมถึงพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้านั้นด้วย

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 9/2558 ห้ามขาย และห้ามให้บริการบารากู่ บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า และตัวยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2558 กรณีพบผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ขายหรือให้บริการเป็นผู้ผลิต ผู้สั่งนำเข้ามาขาย ต้องรับโทษเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

นอกจากนี้ในที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ครั้งที่ 7 (COP7) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7-12 พ.ย. 2559 ณ ประเทศอินเดีย มีมติร่วมกันเรียกร้องให้ประเทศภาคี 180 ประเทศ ให้ความสำคัญและดำเนินการออกกฎเกณฑ์มาตรการเพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าโดยเร็ว 

คำลวงโลกของบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่

ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย  ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการควบคุมยาสูบ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศต่างๆทั่วโลก 55 ประเทศ มีกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศ ขณะที่ 17 ประเทศ กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ อีก 26 ประเทศกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบหนึ่ง และ 4 ประเทศที่กำหนดว่าภาชนะบรรจุนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารพิษ ทั้งนี้ 4 ประเทศในอาเซียนคือ บรูไน กัมพูชา สิงคโปร์ และไทย ได้ประกาศห้ามไม่ให้มีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว

ปัจจุบัน บริษัทยาสูบยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่ลงทุนในบุหรี่ไฟฟ้า อย่างบริษัทฟิลิป มอริส ได้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้ายี่ห้อ “iQQS” บริติช อเมริกัน โทแบคโค ผลิตยี่ห้อ “Vype EPe” บริษัท japan tobacco international ผลิตยี่ห้อ “E-lites” และ “Ploom tech” และบริษัท Imperial Group ผลิตยี่ห้อ “Puritane”

“บริษัทเหล่านี้มียอดจำหน่ายบุหรี่ปกติลดลงอย่างมากในช่วงหลัง ทำให้พวกเขาเลือกสร้างโฆษณาและวาทกรรมชวนเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และจัดเป็นผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่ โดยมีองค์กรล็อบบี้ยิสต์ คือ Factasia.org และนักวิจัยตะวันตกหลายคนได้สนับสนุนให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่มีข้อมูลยืนยันจากองค์กรอนามัยโลกว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดจากสารพิษ และไม่มีการประเมินผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในเรื่องประสิทธิภาพในการช่วยเลิกบุหรี่ แต่กลับพบว่าควันหรือไอจากบุหรี่ไฟฟ้าสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ เพราะมีสารเฟอร์มาลดีไฮด์สูงถึง 15 เท่าของบุหรี่ทั่วไป”

ผศ.ดร.ลักขณา ย้ำหนักแน่นว่า คำกล่าวอ้างใดๆของบริษัทบุหรี่เป็นเพียงการดิ้นเฮือกซึ่งต้องการค้ากำไรบนความตายของผู้บริโภคเท่านั้น

รู้ว่าอันตราย แต่ขอเลือกเอง

“บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตราย ทุกคนทราบ เรายอมรับ แต่มันอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป ซึ่งเรามองว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ปลอดภัยกว่าของคนที่ติดนิโคติน และคนรอบข้างที่ไม่สูบบุหรี่จะไม่ได้รับความเดือดร้อนจากควันมือสอง”  มาริษ กรัณยวัฒน์ แกนนำกลุ่มบุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร ยืนยันหนักแน่น

มาริษ บอกว่า นอกจากผลกระทบที่น้อยลงของคนรอบข้างแล้ว ผู้สูบเองยังลดโอกาสเจ็บป่วยจากโรคภัยที่เกิดจากบุหรี่ปกติลง โดยทางกลุ่มได้ศึกษาอ่านงานวิจัยจากสถาบันและองค์กรระดับโลกหลายแห่งเช่นกัน อาทิ กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ สถาบันสุขภาพเเละการวิจัยทางการเเพทย์เเห่งชาติประเทศฝรั่งเศส ต่างยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีความปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนทั่วไป เพราะไม่มีการเผาไหม้ เเละเป็นตัวช่วยในการเลิกหรือลดบุหรี่ได้อีกด้วยด้วย

“เอกสารหลายอย่างที่มูลนิธิและกลุ่มต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้ากล่าวอ้าง เป็นข้อมูลเก่าหรือถูกหยิบขึ้นมานำเสนอเพียงแค่ส่วนเดียว ตัวอย่างเช่น ควันหรือไอจากบุหรี่ไฟฟ้าสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ เพราะมีสารเฟอร์มาลดีไฮด์สูงถึง 15 เท่าของบุหรี่ทั่วไปนั้น เป็นการยกอ้างงานวิจัยเก่าของญี่ปุ่นเมื่อ 5-6 ปีก่อน ปัจจุบันถูกหักล้างไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน อุปกรณ์พัฒนาขึ้นมาก ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล ทำให้สารเฟอร์มาลดีไฮด์ลดน้อยลงหรือจำกัดได้ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง” 

มาริษ ยืนยันว่า ผลวิจัยจำนวนมากก็ยืนยันเเล้วว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ปกติถึง 95 % สามารถช่วยให้ผู้สูบสามารถเลิกบุหรี่มวนได้ ขณะที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาหรือเอฟดีเอ (FDA) ก็ได้ออกกฎระเบียบเข้มงวดมากขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยป้องกันเด็กเเละให้ข้อมูลที่ถูกต้องเเก่ผู้ใหญ่ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งรวมถึงห้ามขายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ไม่ได้แสดงความต้องการแบนเหมือนในประเทศไทย

ภาพจากเพจ บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร

ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายควบคุมง่ายกว่า

เป้าหมายในการออกมาเรียกร้องของกลุ่มผู้สนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้ต้องการเพิ่มจำนวนนักสูบหน้าใหม่ เพียงแต่ต้องการให้เกิดการควบคุมดูแลการใช้งานอย่างถูกต้อง ไม่ปิดกั้นหรือแบนอุปกรณ์ที่พวกเขาเห็นว่า อันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบปกติมาก

“ไม่ได้เรียกร้องให้คนมาสูบ แต่เรียกร้องให้ถูกกฎหมาย เพื่อให้สามารถบังคับใช้อย่างถูกต้อง ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำกัดไม่ให้เยาวชนเข้าถึง หรือนำไปใช้งานในทางที่ผิดและแม้แต่สูบในที่สาธารณะจนกระทบต่อคนรอบข้าง ว่าไปแล้วเป้าหมายของพวกเราก็เหมือนกับภาครัฐที่ต้องการช่วยให้คนมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพในระบบสาธารณสุขของประเทศด้วย” 

มาริษ บอกว่า ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคนคือการไม่สูบบุหรี่เลย แต่ถ้าคุณเลือกเสพนิโคตินและติดมันเสียแล้ว ทางที่ดีกว่าสำหรับผู้เสพติดก็คือ บุหรี่ไฟฟ้า

“ในเมื่อยังเลือกที่จะสูบสารนิโคตินอยู่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร เราก็ต้องเลือกให้มันปลอดภัยต่อตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น ในอดีตมีวาทกรรมของสาธารณสุขที่พูดว่า บุหรี่จะนำไปสู่สิ่งเสพติดชนิดอื่น ผมสงสัยว่าทำไมมาโยนประโยคดังกล่าวให้กับบุหรี่ไฟฟ้าเสียแล้ว ทั้งๆ ที่บทบาทของบุหรี่แบบปกติก็ยังคงมีอยู่”

หนุ่มรายนี้ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลมีกฎหมายรองรับบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากจะสามารถควบคุมดูแลการใช้งานได้แล้ว ในมุมเศรษฐกิจยังเชื่อว่าด้วยศักยภาพของคนในประเทศไทยมีมากพอในการผลิตอุปกรณ์และส่งออกเหมือนที่ประเทศมาเลเซียทำอีกด้วย

“จริงๆ ไม่ต้องอ้างงานวิจัยให้มากมาย เอาแค่ตอบคำถามที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนอันไหนปลอดภัยกว่ากัน  ทำไมของที่อันตรายกว่าถึงถูกกฎหมาย ในเมื่อห่วงใยสุขภาพประชาชนมาก ทำไมถึงไม่ให้โอกาสเราใช้ของที่อันตรายน้อยกว่า” มาริษที่เลิกบุหรี่แบบปกติได้เพราะบุหรี่ไฟฟ้ากล่าวทิ้งท้าย

หลากหลายมุมมองความคิดเห็นทั้งหมดนี้คงจะช่วยทำให้ทุกคนได้รู้จักบุหรี่ไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น

 

จุดเริ่มสมานฉันท์ เปิดทุกฝ่ายหาทางออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 07:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475850

จุดเริ่มสมานฉันท์ เปิดทุกฝ่ายหาทางออก

ตามหลักการแก้ไขเรื่องความปรองดอง รัฐบาลไม่ควรเข้ามาทำเอง แต่ควรให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งเข้ามาหาทางออกร่วมกัน

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

แม้จะมีการเริ่มต้นคิกออฟอย่างจริงจังสำหรับแนวทางการปรองดองของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพื่อพาประเทศชาติพ้นจากวิกฤตเดิมๆ ซึ่งซ่อนอยู่ใต้พรมมาอย่างยาวนาน โดยได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ได้นิ่งและคลี่คลายมาพักใหญ่ หรือจิตวิทยาทางการเมืองประชาชนค่อยๆ เริ่มลืมความขัดแย้งไม่มากก็น้อย และอยากเห็นความสงบสุข ไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งมีผลสะท้อนจากโพลต่างๆ จึงเป็นโอกาสดีที่ควรเริ่มทำอย่างจริงจัง

ตามหลักการแก้ไขเรื่องความปรองดอง รัฐบาลไม่ควรเข้ามาทำเอง ยกตัวอย่างกรณีความขัดแย้งภาคใต้ที่ให้มาเลเซียเข้ามาช่วย จะทำให้สถานภาพการพูดคุยรัฐบาลจะหลุดพ้นความขัดแย้ง แล้วทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งเข้ามาหาทางออกร่วมกันในบรรยากาศเป็นมิตร พูดคุยตรงไปตรงมา

“ผมคิดว่าถ้าบรรยากาศตรงนี้เกิดขึ้นได้ เรื่องของการปรองดองสมานฉันท์ อย่างน้อยที่สุดด้านจิตวิทยาจะดีขึ้น ภาพที่สะท้อนออกไปจากสังคมก็จะดีขึ้น หลังจากนั้นจะมีกระบวนการ  1 2 3 4 5 ระยะสั้น กลาง ยาว อย่างไร ควรปล่อยให้คณะกรรมการที่เป็นอิสระ ทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งได้เข้ามาพูดคุยและช่วยกันนำเสนอ ทำอย่างให้เป็นข้อเสนอที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความล่าช้าไปบ้าง แต่ถ้ามองแง่ดีความขัดแย้งในเชิงโครงสร้าง ความขัดแย้งความรุนแรงในสังคมลดลงมาก ถ้าแสดงความจริงใจไม่ต้องการเข้าควบคุมกระบวนการ และถ้าต้องการเริ่มต้นพูดคุยกันเพื่อหาทาง ออก อย่างน้อยเวลาที่เหลือทำโครงสร้างคณะกรรมการบางอย่างไว้ แล้วให้ทำงานต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลเลือกตั้งมาก็ต้องรักษาโครงสร้างนี้และทำงานต่อไปเรื่อยๆ จะช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว

ขณะที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ในฐานะอดีตโฆษก กปปส. มองว่า ส่วนตัวหากประเมินสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลสามารถประคองความสงบเรียบร้อยได้อยู่แล้ว และเชื่อมั่นว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้งก็สามารถควบคุมได้

ส่วนรัฐบาลจะทำสำเร็จหรือไม่ในช่วงระยะเวลานี้หลังจากได้เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลากว่า 3 ปีนั้น ซึ่งต้องเข้าใจว่าการปรองดองคืออะไร บางฝ่ายมองกระบวนการนี้แค่ผิวเผิน เพราะถ้าจะมองเรื่องการปรองดองมันลึกซึ้งกว่านั้น

ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และทุกคนอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมเดียวกัน เคารพกฎหมายเหมือนกัน และได้รับความยุติธรรมเดียวกัน โดยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย

“ต้องถามว่าวันนี้จริงๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จ คือทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนเคารพกฎหมาย แล้วบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด และให้ความยุติธรรมเท่าเทียมกับประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ก็ไม่เห็นว่าที่ผ่านมาทำอะไรผิด การเดินหน้าไปตามนี้และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก็ถูกแล้ว ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ และไม่เห็นว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น และเท่าที่ฟังมาทุกฝ่ายให้การตอบรับเป็นอย่างดี”

ด้าน วรชัย เหมะ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลสามารถทำได้จนสำเร็จถ้าจริงจัง ด้วยการเรียกทุกฝ่ายมาพูดคุยหารือในเรื่องการปรองดองทำอย่างไร และให้ทุกฝ่ายยอมรับในกติกา เพราะการปรองดองคือจุดเริ่มต้นในการพาประเทศชาติเดินหน้าไปสู่ความสงบเรียบร้อย

ทั้งนี้ การปรองดองถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรวมถึงปัญหาอื่นๆ ทว่าที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทั้งในเรื่องรัฐธรรมนูญ นักศึกษา และพระสงฆ์ ยังคงมีความวุ่นวายขัดแย้งอยู่ให้เห็น ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะทำเรื่องนี้จริงจังหรือไม่

ส่วนเรื่องการนิรโทษกรรมที่มองว่าไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหา แต่ประเด็นดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะทางการเมือง หากในเมื่อรัฐบาลมีอำนาจแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ถือว่าเสียหาย อีกทั้งยังส่งผลไปยังเรื่องอื่น อาทิ เศรษฐกิจที่แย่ลง แล้วประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร

 

สลากปีระกา งัดข้อผู้ค้า รอเวลา “ออนไลน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 20:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/474361

สลากปีระกา งัดข้อผู้ค้า รอเวลา "ออนไลน์"

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในห้วงปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหาสลากเกินราคา หรือสลากแพง ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังเน้นการล้อมกระชับพื้นที่ มีการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อกรกับผู้ค้าสลากที่มีการปรับกลยุทธ์ ที่ยังคงมีการจำหน่ายสลากในราคาที่เกินกว่าที่กำหนด 80 บาท และยังจัดชุดรวมเล่มออกมาขายเกินราคา ยิ่งช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 ยิ่งรวมชุดขายเกินราคากันอย่างคึกคัก เพราะมีเลขเด็ดเลขดังเกิดขึ้นมากมาย แม้ภาพรวมตลาดสลากจะควบคุมราคาขายได้ตามที่กำหนดมากกว่า 80% ก็ตาม

ก่อนหน้านี้ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้สรุปการแก้ปัญหาสลากเกินราคา และการออกมาตรการตามแผน 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 สำนักงานสลากฯ ได้ประกาศกำหนดราคาสลาก 80 บาททั่วประเทศ การยกเลิกรางวัลแจ็กพอต เพื่อกระจายการถูกรางวัลที่ 1 ให้ทั่วถึง ช่วยแก้ปัญหาการรวมชุด ลดการจำหน่ายสลากเกินราคา และยังเพิ่มการออกรางวัลเลขหน้า 3 ตัว เพื่อลดปัญหาเลขหน้าที่ไม่มีคนนิยมซื้อ

ขณะที่ระยะที่ 2 คือ การเพิ่มช่องทางเข้าถึงสลากของผู้ค้ารายย่อย ด้วยการเปิดให้จองผ่านธนาคารกรุงไทย ทำให้ลดปัญหายี่ปั๊วรวมสลากได้เป็นอย่างดี และการเพิ่มสลากจาก 37 ล้านคู่ เป็น 60 ล้านคู่ สะท้อนปริมาณความต้องการสลากที่แท้จริงในตลาด ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนสลากที่เหมาะสมและสมดุลแล้ว ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนผู้ที่ได้รับสลากไปจำหน่าย แบ่งเป็นผู้ค้ารายย่อย 60% และมูลนิธิ องค์กร นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ 40%

นอกจากนี้ สำนักงานสลากฯ ได้ปรับการทำสัญญาผู้ค้าสลากรายย่อยที่มีอยู่กว่า 7 หมื่นราย หรือคิดเป็น 85% ของจำนวนสลากที่จำหน่าย ให้ต่อสัญญาทุก 6 เดือน และหากพบว่ามีการผิดสัญญา เช่น ขายเกินราคา หรือนำไปขายต่อ หรือนำไปรวมชุดขายจะถูกยกเลิกสัญญาทันที และเพิ่มอำนาจผู้ตรวจของสำนักงานสลากฯ หากพบผู้กระทำผิดสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันทีเช่นกัน

รวมทั้งได้เลื่อนระยะเวลาการรับสลากเริ่มต้นตั้งแต่งวดเดือน ธ.ค. 2559 ใช้รับสลากได้ช้าขึ้น ทำให้เหลือเวลาในการจำหน่าย 8-9 วัน จากเดิมมีเวลาจำหน่าย 14-15 วัน หลังพบว่ามีการนำสลากไปรวมชุดขายในตลาดสลากใหญ่ๆ เช่น ที่วังสะพุง จ.เลย ดังนั้นมาตรการลดวันจำหน่ายสลากให้เหลือ 8-9 วัน จะทำให้การรวมชุดเป็นไปได้ยาก สุดท้ายจะเหลือแต่ผู้ค้าสลากตัวจริงเท่านั้น

นอกจากนี้ จากข้อมูลจากการซื้อ-จองสลากล่วงหน้าที่ผ่านมาพบว่า มีผู้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อทำรายการครั้งละกว่า 9 หมื่นราย ในขณะที่มีผู้ทำรายการได้ครั้งละ 6.7 หมื่นราย เท่ากับยังมีผู้ที่เข้าไม่ถึงสลากอีกราว 2.3 หมื่นราย คิดเป็นปริมาณสลากที่ยังมีความต้องการอยู่อีกราว 1.5-1.6 เล่มคู่

ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาปัญหาความรุนแรงระหว่างผู้ค้าสลากในช่วงระหว่างที่รอคิวจองซื้อสลากหน้าตู้เอทีเอ็ม ซึ่งทางสำนักงานสลากฯ ประเมินว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีวันหยุดยาว และช่วงตรุษจีนที่มักจะมีความต้องการสลากค่อนข้างมาก ส่งผลให้ราคาสลากจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะมีคนนิยมมอบสลากให้เป็นของขวัญ

ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการสลากฯ จึงได้เห็นชอบมาตรการพิมพ์สลากเพิ่ม เพื่อเป็นการทดสอบตลาดเป็นเวลา 4 งวด เริ่มจากงวดวันที่ 30 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา พิมพ์สลากเพิ่มจาก 60 ล้านคู่ เป็น 65 ล้านคู่ งวดวันที่ 17 ม.ค. 2560 เตรียมพิมพ์สลาก 68 ล้านคู่ และงวดวันที่ 1 ก.พ. 2560 พิมพ์สลาก 68 ล้านคู่ ส่วนงวดวันที่ 16 ก.พ. 2560 สั่งพิมพ์สลากเพิ่มอีก 11 ล้านคู่ ส่งผลให้มีสลากเพิ่มเข้าสู่ระบบ 71 ล้านคู่ ถือว่ามากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งสำนักงานสลากฯ โดยสาเหตุของมาตรการครั้งนี้ เนื่องจากต้องการพิมพ์สลากออกมารองรับช่วงเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะช่วงตรุษจีนที่มีผู้ค้าและประชาชนสนใจซื้อสลากเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเพิ่มปริมาณสลากเข้าสู่ระบบ จะช่วยทำให้ราคาสลากขายกันอยู่ในราคาที่กำหนดคือคู่ละ 80 บาท

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2560 สำนักงานสลากฯ เตรียมปรับรูปแบบการจำหน่ายสลากจากคู่ละ 80 บาท มีสลาก 2 ใบที่พิมพ์ติดกัน จะปรับรูปแบบการจำหน่ายสลากใหม่เป็นใบละ 80 บาท ออกสลากเป็นภาพภาพเดียว หรือ 1 ใบ ให้ง่ายต่อการผลิต ช่วยลดต้นทุน และสอดรับกับพฤติกรรมของผู้ซื้อที่มักจะซื้อสลาก 2 ใบอยู่แล้ว

รวมทั้งคาดว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะนำร่างแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ พ.ศ. 2517 ที่เสนอค้างไว้ตั้งแต่ปี 2559 นำเอามาพิจารณา เป้าหมายคือเปิดทางให้สำนักงานสลากฯ สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ และอาจรวมถึงการจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อซึ่งไม่จำเป็นว่าหลังที่มีการแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ครั้งนี้แล้ว จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายสลากให้เป็นแบบออนไลน์ในทันที

ทั้งนี้ ใน พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ที่แก้ไขใหม่ กำหนดให้ผู้จำหน่ายมีใบอนุญาตขายสลาก เหมือนกับใบขับขี่รถยนต์ จักรยานยนต์ หากไม่มีใบอนุญาตจะถือว่ามีความผิดปรับ 1 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ดี เชื่อว่ามาตรการที่กำลังจะทยอยออกมาในปี 2560 จะเป็นเพียงมาตรการล้อมกระชับพื้นที่บีบให้ผู้ค้าสลากที่ทำผิดกฎหมาย ขายสลากเกินราคา รวมชุดขายได้ยากมากขึ้น

เป็นที่รู้กันว่าการแก้ปัญหาสลากแพงแบบอยู่หมัด ต้องงัดมาตรการไม้ตายระยะสุดท้ายออกมาใช้คือ “การออกสลากออนไลน์” แต่เชื่อว่าท้ายที่สุดสำนักงานสลากฯ และรัฐบาล จะยังคงเก็บไม้ตายนี้วางไว้บนหิ้งก่อน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม ซึ่งต้องมองผลกระทบทั้งมิติของภาคการเมือง ที่จะต้องทำเรื่องให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพก่อน หรือไม่ก็ทำตอนปลายรัฐบาล

นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงมิติของภาคสังคมที่จะกระทบผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้าสลากคนพิการนับแสนราย เพราะประวัติศาสตร์เคยเกิดขึ้นแล้วสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ให้ออกสลากออนไลน์ ปรากฏว่าสลากใบขายไม่ออก เรียกว่าเป็นช่วงที่สลากใบตายไปโดยปริยาย

จึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อว่า หากมาตรการที่สำนักงานสลากฯ ออกมาแล้ว ทางผู้ค้าสลากยังไม่ยอมรามือ เรื่องการขายสลากเกินราคาและรวมชุด จะกลายเป็นตัวเร่งให้สำนักงานสลากฯ และรัฐบาลอาจต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาสลากแพงได้แบบเบ็ดเสร็จสักวันหนึ่งก็เป็นได้ แต่หากผู้ค้าสลากยอมที่จะขายสลากตามราคาที่กำหนดคู่ละ 80 บาท เชื่อว่าการจำหน่ายสลากใบน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในเวลานี้ เพราะยังเป็นที่นิยมของคนชอบเสี่ยงส่วนใหญ่ของประเทศอยู่

 

เพิ่มทักษะมนุษย์ทองคำรับปีไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/472055

เพิ่มทักษะมนุษย์ทองคำรับปีไก่

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

ปี 2560 นักษัตริย์ปีระกา หรือปีไก่ที่จะมาถึงนี้ หลายคนถือโอกาสเป็นช่วงเริ่มสิ่งใหม่สิ่งดีมีสิริมงคลให้กับชีวิต ขณะที่ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง ต่างก็เล็งหาหนทางใหม่ๆ ภายใต้แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า โดยในส่วนของลูกจ้างอาชีพ เมกะเทรนด์ที่ควรเพิ่มทักษะอัพเกรดตัวเอง นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่าปี 2560 จ๊อบส์ ดีบี มองอาชีพดาวรุ่งไว้ 7 อาชีพ

ทั้งนี้ อาชีพแรก คือ อาชีพที่เกี่ยวกับดิจิทัล เพราะเป็นสาขาที่ขาดแคลนแรงงาน มีสถาบันการศึกษาเพียงไม่กี่แห่งที่มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งนโยบายรัฐบาลประเทศไทย 4.0 ก้าวข้ามจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วด้วยนวัตกรรม ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อน โดยบุคลากรด้านดิจิทัลจะมีเงินเดือนสูงกว่าอาชีพดั้งเดิมถึง 61% ตัวอย่างอาชีพด้านดิจิทัลที่มีความต้องการสูง เช่น นักพัฒนาแอพพลิเคชั่น ผู้ดูแลเครือข่ายไอที

อาชีพถัดมาที่มีแววรุ่งเรืองไม่แพ้กัน คือ อาชีพที่เกี่ยวกับการวางแผนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับวัยเกษียณ เพราะในปี 2563 ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ คาดว่าจะมีจำนวนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 12 ล้านคน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังมีปัญหาการจัดการเงินออมน้อย ไม่รู้จักการลงทุน แต่ก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเงินและทรัพย์เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบากในวัยเกษียณ อีกทั้งอยากจะเกษียณอายุงานเร็วขึ้น แล้วหันไปเป็นเจ้าของกิจการ เลี้ยงชีพด้วยการเล่นหุ้น ให้เงินทำงานแทน ดังนั้นก็ต้องการใช้บริการกลุ่มคนที่จะช่วยวางแผนบริหารจัดการเงินที่ดี

ต่อมาคือนักโภชนาการและเทรนเนอร์ออกกำลังกาย เพราะ 2-3 ปีที่ผ่านมากระแสรักสุขภาพมาแรง วิถีชีวิตคนยุคนี้เปลี่ยนไป ดูแลสุขภาพมากขึ้น เลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกายเพื่อดูแลรูปร่างและสุขภาพ อีกทั้งสังคมเริ่มตระหนักถึงโรคภัยใหม่ๆ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทำให้ต้องการหาผู้ช่วยดูแลทั้งโภชนาการและการออกกำลังกายที่ถูกต้องและได้ผลดี ไม่เพียงเท่านี้ยังเป็นผลจากกระแสที่คนยุคปัจจุบันต้องการการยอมรับสูง มีภาพลักษณ์ทางสังคมและภาพลักษณ์ของตัวบุคคลที่ดี พยายามสร้างแบรนด์ให้กับตัวเอง โดยมีผู้นำกระแสเป็นคนดังและนักแสดงที่เน้นรักษาความงาม ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและความงามเป็นตัวอย่าง

สำหรับอาชีพที่ 4 คือ อาชีพที่เกี่ยวกับการพยาบาลและดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เมื่อคนทำงานนอกบ้านมากขึ้น อาจไม่มีเวลาดูแลผู้สูงอายุในบ้าน หรือผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวต้องการการดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ ต้องอาศัยพยาบาลที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดูแล

ขณะที่อาชีพที่ 5 คือ อาชีพผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางยังถือเป็นกลุ่มที่ตลาดแรงงานต้องการสูงต่อเนื่อง เช่น วิศวกร พนักงานบัญชี นักกฎหมาย แพทย์ เพราะเป็นอาชีพที่จำเป็นต้องจบตรงสายงาน จบสายอื่นไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งแรงงานบางส่วนออกจากตลาดไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือคนที่มีประสบการณ์ทำงานเชี่ยวชาญสูงในตลาดก็ถูกซื้อตัวด้วยค่าตัวสูงมาก

อาชีพที่ 6 คือ อาชีพด้านสอนภาษาอังกฤษ รองรับความต้องการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานที่สูงขึ้น โดยผู้สมัครงานที่ได้ภาษาอังกฤษมีอัตราเงินเดือนสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษถึง 30% และสุดท้ายอาชีพที่ 7 เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแรงงานฝีมือเพื่อหารายได้เสริม เพราะคนทำงานยุคนี้ต่างมีอาชีพสำรอง เช่น ขายของออนไลน์ ขายอาหารเพื่อสุขภาพ เก็บรายได้จากอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ทำโฮมสเตย์เน้นวิถีชีวิตเชิงอนุรักษ์ ดังนั้นอาชีพที่สอนเพื่อพัฒนาทักษะด้านวิชาชีพจึงได้รับความนิยมมาก เช่น จัดคอร์สอบรม สัมมนา จัดเวิร์กช็อปต่างๆ

นพวรรณ กล่าวว่า อาชีพดาวรุ่งในปี 2560 ยังมีความคล้ายคลึงกับปี 2559 เพราะกระแสต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะกระแสที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน ที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี ซึ่งก็คาดว่าจะทำให้อาชีพที่เกี่ยวข้องกับกระแสนี้ คือ ด้านไอทีและดิจิทัล จะยังเป็นกลุ่มอาชีพดาวจรัสแสงในตลาดงานไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

“อาชีพใหม่ๆ ที่ปี 2560 จะยิ่งเห็นความต้องการในตลาดแรงงานมากขึ้น น่าจะเป็นนักการตลาดดิจิทัล กราฟฟิกดีไซเนอร์ ฝ่าย SEO คือ ผู้ที่ปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหาในตำแหน่งที่ดีที่สุด SEM คือ ผู้ที่ทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ค้นหาต่างๆ คนเขียนแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เป็นต้น เพราะกระแสการบริโภคสื่อออนไลน์ยังเติบโตได้ดี เห็นได้จากผลสำรวจมูลค่างบโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล โดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) พบว่า ปี 2559 มีมูลค่ารวมกว่า 9,883 ล้านบาท เติบโตกว่า 22% จากปีก่อนหน้า” นพวรรณ กล่าว

ด้านคนในวงการธุรกิจ สมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล อดีตนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย มองว่า อาชีพดาวรุ่งในปี 2560 คงหนีไม่พ้นกลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เพราะโลกการค้าไร้พรมแดนและช่องทางการขาย การสื่อสาร เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภค ส่งผลให้ทุกองค์กรหรือทุกกลุ่มธุรกิจต้องการบุคลากรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลคอนเทนต์ โดยยังเป็นอาชีพที่ยังขาดแคลนในตลาด

ส่วนอาชีพหนึ่งที่น่าจับตามอง คือ นักการตลาด ในยุคเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัวและเศรษฐกิจโลกมีความผกผัน เมื่อดีมานด์ในตลาดมีน้อย ขณะที่การแข่งขันมีคู่แข่งมากนัก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กเกิดขึ้นในโซเชียล มีเดีย งบการตลาดไม่สูง ขายสินค้าได้ราคาถูกเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง นักการตลาดจึงเป็นอาชีพดาวรุ่ง บริษัทต่างๆ ต้องการตัวมาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ จัดกิจกรรมการตลาดตอบสนองความต้องการผู้บริโภค

ตามด้วยอาชีพซัพพลายเชนเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจไม่ดีด้วยเช่นเดียวกัน องค์กรต่างๆ ต้องพยายามลดต้นทุน จึงต้องการผู้บริหารงานทางด้านซัพพลายเชนที่เก่ง และอาชีพกลับมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง คือ กลุ่มวิศวกร หลังจากภาครัฐลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในปี 2560 ด้วยงบจำนวนมาก ทำให้วิศวกรเป็นอาชีพกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง โดยเฉพาะด้านการก่อสร้าง และอาชีพที่เป็นดาวรุ่งหลายคนไม่คาดคิด คือ แผนกทรัพยากรบุคคล ถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญที่สุดขององค์กร เพราะเป็นประตูในการคัดเลือกรับพนักงานเข้าทำงาน องค์กรจะมีคนเก่ง หรือไม่เก่งขึ้นอยู่กับฝ่ายบุคคล

ก่อนหน้านี้ สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวโน้มโครงสร้างแรงงานปี 2560 จะเปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยแรงงานจะเน้นพัฒนาทักษะสูงขึ้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพทั้งด้านช่างและงานบริการ ด้านเหล่านี้มีการปรับอัตราเงินเดือนมากกว่าตลาดเพื่อจูงใจให้คนเข้าทำงาน ส่วนกลุ่มแรงงานที่ยังไม่ได้ใช้ความสามารถเต็มที่จะถูกผลักดันเข้าสู่ตลาดงานมากขึ้น เช่น ผู้สูงอายุ ผู้หญิง คนพิการ คนตกงาน

นอกจากนี้ แมนพาวเวอร์ได้ทำงานวิจัยเรื่องยุคแห่งมนุษยชน 2.0 แรงงานแห่งอนาคต ประเมินว่าการขับเคลื่อนโลกการทำงานยุคนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินทุน แต่ขับเคลื่อนด้วยทุนมนุษย์ คือ ความรู้ ความสามารถ และทักษะ ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น การโยกย้ายแรงงานไร้พรมแดนมากขึ้น เน้นหาคนที่เติมทักษะได้มากกว่าคนที่เหมาะสม

เมื่อรู้แล้วว่าอาชีพไหนอยู่ในกลุ่มดาวรุ่งพุ่งแรง ก็ควรเร่งเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเหล่านั้นเพื่อจะได้เป็นแรงงานที่อยู่ในกลุ่มที่ตลาดต้องการ

 

ญี่ปุ่นเร่งปรับทัศนคติ ลด‘คาโรชิ’โหมงานจนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/475729

ญี่ปุ่นเร่งปรับทัศนคติ ลด‘คาโรชิ’โหมงานจนตาย

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ขึ้นชื่อว่าขยันทำงานหนักมากที่สุดชาติหนึ่งในโลก จนบางครั้งก็มากเกินไปจนเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรม เช่น การฆ่าตัวตายของพนักงานสาวบริษัท เดนท์สุ เอเยนซีโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น หลังต้องทำงานล่วงเวลามากกว่า 100 ชั่วโมง/เดือน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศที่มีวัฒนธรรมการทำงานหนักอย่างแดนอาทิตย์อุทัย นำไปสู่ความพยายามปฏิรูปลดชั่วโมงการทำงานของประชาชน

“ญี่ปุ่นมีปัญหาที่ฝังรากลึกในด้านการทำงาน ไม่ใช่เพียงแค่เดนท์สุเท่านั้น แต่บริษัทอื่นๆ ด้วย” ฮิโรชิ คาวาฮิโตะ ทนายที่ปรึกษาครอบครัวของพนักงานสาวแห่งเดนท์สุ กล่าว

หนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทมส์ ระบุว่า ที่ญี่ปุ่นมีศัพท์คำว่า “คาโรชิ” หรือโรคทำงานหนักจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตจากภาวะดังกล่าวอาจสูงถึงมากกว่า 200 คนในแต่ละปี ท่ามกลางวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่รับมาตั้งแต่สมัยสร้างชาติในช่วงปี 1980 หลังภาวะสงคราม และต้องการผลักดันประเทศ มาจนถึงในยุคที่ญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะเงินฝืดมาตลอด 2 ทศวรรษ ซึ่งชาวญี่ปุ่นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องหน้าที่การงานเอาไว้

ญี่ปุ่นปฏิรูปชั่วโมงทำงาน

รัฐบาลญี่ปุ่นลดการจำกัดเวลาการทำงานล่วงเวลาลงจากเดิมที่อนุญาตให้ไม่เกิน 100 ชั่วโมง/เดือน เหลือ 80 ชั่วโมง/เดือน หากบริษัทรายใดฝ่าฝืนจะต้องรายงานกับกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มใช้โครงการ “ศุกร์พรีเมียม” เริ่มต้นในวันที่ 24 ก.พ.นี้ โดยจะให้พนักงานได้เลิกงานในช่วง 15.00 น. ซึ่งเร็วกว่าเวลาเลิกงานปกติ 2 ชั่วโมง ในช่วงวันศุกร์สุดท้ายของเดือน เพื่อให้พนักงานได้มีเวลาผ่อนคลาย ขณะที่ภาคเอกชนหลายแห่งเริ่มขยับเพื่อรับนโยบายของรัฐบาล

บลูมเบิร์ก ยกตัวอย่างซันโตรีโฮลดิงส์ ผู้ผลิตเบียร์ชื่อดังที่ขยายโครงการอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานจากบ้าน เช่นเดียวกับยาฮู เจแปนที่อนุญาตให้พนักงานทำงานจากบ้านได้ 5 ครั้ง/เดือน และพิจารณาเพิ่มวันหยุดเป็น 3 วัน/สัปดาห์ ภายในปี 2020 ขณะที่เจแปน โพสต์ อินชัวรันส์ จะปิดไฟอาคารสำนักงานเพื่อให้พนักงานทุกคนกลับบ้านให้หมดในเวลา 19.30 น.

หนทางยังอีกยาวไกล

แม้สังคมจะตื่นตัวกับเรื่องนี้มากขึ้น ทว่าเป้าหมายการลดชั่วโมงการทำงานของญี่ปุ่นยังต้องเผชิญอุปสรรคอีกมาก โดยเฉพาะในเรื่องวัฒนธรรมและแนวคิดที่ฝังรากลึกมายาวนาน โดยสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น เปิดเผยว่า มีเอกชนเพียง 1,300 แห่งเท่านั้นที่ลงทะเบียนในโครงการรณรงค์ “ศุกร์พรีเมียม” เมื่อเทียบกับจำนวนบริษัทมากกว่า 2.5 ล้านแห่งทั่วญี่ปุ่น

“ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่คิดว่าการทำงานหลายชั่วโมงเป็นความถูกต้อง แต่พวกเราต้องมุ่งให้ความสนใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในชั่วโมงที่จำกัดเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต” คาซึนาริ ทามากิ ทนายผู้เชี่ยวชาญคดีความ“คาโรชิ” เปิดเผยกับสำนักข่าวเกียวโด

อย่างไรก็ตาม โยชิฮิเดะ ซูงะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยนแนวคิดของภาคเอกชน และเร่งภาคเอกชนให้ยืดหยุ่นมากขึ้น และญี่ปุ่นจำเป็นต้องยุติการทำงานหนักหลายชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้สามารถสร้างสมดุลได้ระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต ท่ามกลางจำนวนประชากรที่ลดลงต่อเนื่อง

“ญี่ปุ่นต้องยุติบรรทัดฐานการทำงานยาวนาน เพื่อให้ผู้คนสามารถบาลานซ์การใช้ชีวิตในหลายสิ่งอย่างการเลี้ยงดูบุตรหลาน และดูแลผู้สูงอายุ” ซูงะ กล่าว

สอดรับนโยบายอาเบะ

การลดชั่วโมงทำงานมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มเวลาในการสันทนาการ ซึ่งรวมถึงการจับจ่ายใช้สอยเช่นกัน โดยโทชิฮิโระ นากาฮามะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไดอิจิ ไลฟ์ รีเสิร์ช ในกรุงโตเกียว คาดการณ์ว่า หากพนักงานมีเวลามากขึ้นจาก “ศุกร์พรีเมียม” จะช่วยให้การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น 1.24 แสนล้านเยน (ราว 3.7 หมื่นล้านบาท) ในทุกศุกร์สุดท้ายของทุกเดือน

ความพยายามลดชั่วโมงการทำงานของประชาชนลง ยังสอดรับกับศรดอกที่สามในนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” หรือนโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประกอบไปด้วยการใช้การเงินและการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งต้องเร่งให้ทันก่อนที่ญี่ปุ่นจะมีปัญหาตลาดแรงงานไปมากกว่านี้ หลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากกว่าชาติใดในโลก

โนมูระ ระบุว่า แม้จะทำให้ผลผลิตของพนักงานลดลง แต่ก็จะช่วยให้ศักยภาพการผลิตปรับตัวดีขึ้นในอนาคต รวมถึงยังเป็นส่วนเสริมช่วยให้อัตราการเกิดปรับขึ้นอีกด้วย หลังญี่ปุ่นประสบปัญหาประชากรเกิดใหม่ลดลง

ทั้งนี้ นิกเกอิบิซิเนสเดลี เปิดเผยว่า เมื่อเทียบกับสถิติของญี่ปุ่นเมื่อปี 1949 ที่มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ถึงเกือบ 2.7 ล้านคน จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2016 ที่ผ่านมา อาจลดลงต่ำกว่า 1 ล้านคนเป็นครั้งแรก โดยคาดว่าอยู่ที่ระหว่าง 9.8-9.9 แสนคนเท่านั้น

ภาพ เอเอฟพี

 

มหาอำนาจจ่อตึงเครียด จับตาความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/475379

มหาอำนาจจ่อตึงเครียด จับตาความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ยอมรับเป็นครั้งแรกว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังการแฮ็กอีเมลพรรคเดโมแครต เพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธความเกี่ยวข้องต่างๆ กับรัสเซียระหว่างการแถลงข่าวครั้งแรกนับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้ง เมื่อคืนวันที่ 11 ม.ค. ก่อนจะสาบานตนรับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยให้คำมั่นว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียระหว่างปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากสมาชิกพรรครีพับลิกัน แม้ทรัมป์ยังแสดงความไม่มั่นใจว่าจะสามารถกระชับความสัมพันธ์กับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียได้ แต่ก็ให้คำมั่นว่าการโจมตีทางไซเบอร์ดังกล่าวจะไม่เกิด ขึ้นอีก

“ผมคิดว่าคงเป็นรัสเซีย แต่ปูตินไม่ควรทำเช่นนั้น และจะไม่ดำเนินการดังกล่าวในอนาคต รัสเซียจะเคารพสหรัฐมากยิ่งขึ้น เมื่อผมทำหน้าที่ ผู้นำประเทศ” ทรัมป์ กล่าวพร้อมเสริมว่า นอกจากรัสเซียแล้ว จีนและประเทศอื่นๆ ก็มีเป้าหมายโจมตีสหรัฐทางไซเบอร์เช่นกัน

ขณะแถลงข่าว ทรัมป์ยังกล่าวโจมตีสื่อสหรัฐเกี่ยวกับการเผยแพร่รายงานที่ไม่เป็นความจริงว่า ที่ปรึกษาใกล้ชิดของทรัมป์ติดต่อกับรัสเซียระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง และรัสเซียมีข้อมูลลับของทรัมป์ ทั้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลส่วนตัว โดยทรัมป์มุ่งโจมตีเว็บไซต์ข่าวบัซฟีดและสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ซึ่งเผยรายงานดังกล่าว

ทั้งนี้ หลังการเผยแพร่รายงานดังกล่าว ทรัมป์ได้ออกมาทวีตตอบโต้โดยระบุว่า รายงานดังกล่าวเป็นข่าวปลอมและการล่าแม่มด ขณะที่ ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เปิดเผยหลังทรัมป์ ทวีตไม่นานว่า รัสเซียไม่มีข้อมูลลับใดๆ เกี่ยวกับทรัมป์ และรายงานข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องไร้สาระและปลอมแปลงขึ้นมาทั้งหมด

ย้ำจุดยืนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า

ทรัมป์ยังยืนยันว่าจะขึ้นภาษีนำ เข้าสินค้าจากบริษัทสหรัฐที่ไปตั้ง โรงงานผลิตนอกประเทศ และส่ง สินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทสหรัฐย้ายฐานการผลิตกลับมา

“รัฐจะเก็บภาษีศุลกากรจำนวนมหาศาลจากบริษัทสหรัฐที่ย้ายฐานการผลิตไปนอกประเทศ บริษัทเหล่านี้จะดิ้นไม่หลุดหลังดำเนินการดังกล่าว คุณมีสถานที่มากมายให้ย้ายไปตั้งโรงงาน ตราบใดที่ยังอยู่ภายในสหรัฐ” ทรัมป์ กล่าว

ทั้งนี้ คำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทรัมป์ทวีตโจมตีบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) กรณีไปผลิตรถรุ่น เชฟวี ครูซ ในเม็กซิโก แล้วส่งกลับมาขายในสหรัฐ โดยไม่เสียภาษีเมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา

เล็งเข้มนโยบายรัสเซีย-จีน

ทางด้าน เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ได้เข้าแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภา เมื่อวันที่ 11-12 ม.ค. เพื่อรับรองการเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว

ทั้งนี้ คำถามส่วนใหญ่เกี่ยวข้อง กับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและรัสเซีย ซึ่งทิลเลอร์สันส่งสัญญาณเผชิญหน้ากับรัสเซียมากยิ่งขึ้น โดยระบุว่ารัสเซียเป็นอันตรายต่อ สหรัฐจากกรณีการแฮ็กอีเมล แม้ ทิลเลอร์สันยังไม่แสดงท่าทีว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม แต่กำลังพิจารณาใช้มาตรการ ลงโทษแบบใหม่ต่อรัสเซียจากการ เข้าแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ทิลเลอร์สัน ยังเสริมว่า ความเป็นผู้นำที่ไม่เด็ดขาดของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ทำให้รัสเซียกล้ารุกคืบเข้าไปผนวกดินแดนไครเมียเมื่อปี 2014 รวมถึงประเด็นการเข้าไปมีส่วนในสงคราม กลางเมืองในซีเรีย

นอกเหนือจากรัสเซียแล้ว ทิลเลอร์สันยังเตรียมเผชิญหน้ากับจีนมากยิ่งขึ้น โดยกล่าวว่าควรปิดกั้นไม่ให้จีนเข้าไปในเกาะเทียมที่จีนสร้างขึ้นในพื้นที่พิพาทบริเวณทะเลจีนใต้ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับการที่รัสเซียผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

“เราต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้จีนรู้ว่า ต้องหยุดการก่อสร้างในพื้นที่พิพาท และจีนไม่ควรมีสิทธิเข้าไปในบริเวณดังกล่าว” ทิลเลอร์สัน ระบุโดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการสกัดจีนเข้าไปในพื้นที่

ภาพ เอเอฟพี