หมอมโนวิเคราะห์กลศึกธรรมกาย จับพระธัมมชโยไม่ได้รัฐบาลวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/469951

หมอมโนวิเคราะห์กลศึกธรรมกาย จับพระธัมมชโยไม่ได้รัฐบาลวิกฤต

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ศึกระหว่างตำรวจที่จับมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ต่อสู้กับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าลัทธิแห่งวัดพระธรรมกาย กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากถึงแง่กลต่างๆ ระหว่างสองฝ่ายที่รุกและรับเข้าใส่กัน

ตำรวจและดีเอสไอ ต้อง “เอาตัว” พระธัมมชโยมาดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร รวมถึงคดีบุกรุกที่ดินป่าสงวน รวมถึงเอาผิดพระรูปอื่นในวัด ด้วยข้อหาให้ที่พักพิงแก่พระธัมมชโย

เส้นขนานที่ควบคู่การดำเนินการของรัฐ ทีมงานของพระธัมมชโยก็สู้ตามกระบวนการกฎหมายที่อาจจะเปิดช่องเอาไว้ด้วย และยื้อในทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ตำรวจได้เข้าถึงตัวพระธัมมชโย

ประเด็นสำคัญ คือ การเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสวัดเพื่อไม่ให้ถูกคดีให้ที่พักพิง จากพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสที่รักษาการอยู่ ไปสู่พระวิเทศภาวนาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายขึ้นมารักษาการแทน ขณะที่พระธัมมชโยก็ถูกยกขึ้นให้เป็นเจ้าอาวาสวัดกิตติมศักดิ์ ซึ่งไม่มีอำนาจการปกครองวัดตามกฎหมายอีกต่อไป

รับรองจากพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี

วิเคราะห์กลเกมที่สังคมกำลังจับตาอยู่ในขณะนี้ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตศิษย์รักของพระธัมมชโย ที่วันนี้มายืนตรงข้ามกัน เผยแนวคิดกลศึกครั้งนี้ของวัดพระธรรมกายอย่างน่าสนใจว่า วัดพระธรรมกาย ได้เตรียมทุกอย่าง บล็อกทุกทางของกฎหมายสงฆ์ที่จะสามารถเอาผิดพระธัมมชโยได้ การเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสให้พระรูปอื่นของวัดขึ้นมารักษาการ ก็เป็นกลเกมอีกอย่างหนึ่งของวัดที่จะทำให้กฎหมายทางโลกไม่สามารถเข้าถึงพระระดับบริหารของวัด หรือที่เรียกว่า 5 เสือธรรมกายได้

ขยายความข้างต้นจากหมอมโน ที่อธิบายว่า เจ้าอาวาสวัดจะถูกแต่งตั้งได้จากเจ้าคณะจังหวัด และปลดโดยเจ้าคณะจังหวัดเช่นกัน กรณีของวัดพระธรรมกายที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และเมื่อพระธัมมชโยถูกออกหมายจับว่าต้องคดี เจ้าคณะจะต้องถอดตำแหน่งออก เพื่อให้ลงจากอำนาจหน้าที่ แต่ประเด็นนี้ก็มีการตั้งให้พระธัมมชโยเป็นเจ้าอาวาสวัดกิตติมศักดิ์ และสามารถลอยอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง กล่าวคือตามกฎอำนาจไม่มีแล้ว แต่เอาเข้าจริงพระธัมมชโยก็ยังชักใยเดินเกมทุกอย่างภายในวัดอยู่ดี

อดีตศิษย์เอกวัดพระธรรมกาย เล่าอีกว่า การตั้งพระธัมมชโยเป็นเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์นั้น เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีแต่ตั้งเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา และแต่งตั้งอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้สังคมได้รับรู้ กระทั่งเรื่องมาแดงขึ้นเมื่อสองวันให้หลัง เพราะพระผู้ใหญ่เหล่านี้คือแขกของวัดพระธรรมกายมาช้านาน จะเห็นได้ว่า กฎหมายทางสงฆ์ระดับท้องถิ่น การจะเอาผิดพระธัมมชโยแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างได้ “เคลียร์” เอาไว้หมดแล้ว

หรือแม้แต่ระดับมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้ามาจัดการก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะหมอมโนบอกว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละปีพระธัมมชโยสนับสนุนช่วยเหลือให้กับพระระดับชั้นผู้ใหญ่การหวังให้มาเอาผิดพระธัมมชโย จึงไม่มีทางจะเกิดขึ้น

“ทุกวันนี้รูปแบบการบริหารวัดพระธรรมกายก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง 5 เสือของวัด และพระทัตตชีโวที่เป็นแม่ทัพ ก็ยังบริหารงานตามปกติภายใต้การกำกับดูแลของพระธัมมชโย แต่ถ้าเมื่อใดที่ 5 เสือ ถูกขึ้นเป็นรักษาการ ก็จะโดนความผิดคดีให้ที่พักพิงทันที ซึ่งตรงนี้วัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโยยอมไม่ได้ ดังนั้น5 เสือจึงต้องไม่พัวพันในคดีใดๆ ที่จะนำจุดอ่อนมาสู่พระธัมมชโย จึงนำไปสู่เหตุผลที่พระลูกวัดอื่นๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหาร เข้ามารักษาการเจ้าอาวาสแทน และผมเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนเจ้าอาวาสทุกๆ 30 วันนับจากนี้ไปเพื่อเลี่ยงกฎหมายที่จะเอาผิด” หมอมโน อธิบายเกมของวัดพระธรรมกาย

หมอมโน ใช้คำว่า “การจะล้มพระธัมมชโย” ให้ได้นั้น ดีเอสไอและตำรวจจำต้องพกความกล้า ที่จะเข้าไปเอาตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีให้ได้ เพราะหากให้พูดถึงการมอบตัวแล้วนั้น จะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะพระธัมมชโยรู้ตัวดีแล้วว่าการขึ้นศาลมันเหนื่อย มันเครียดแค่ไหน และควรจะฉวยโอกาสที่ความเห็นใจจากประชาชนยังมอบให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ และมองพระธัมมชโยเจ้าเล่ห์ เป็นศรีธนญชัย เข้าบุกวัดเพื่อให้ถึงตัวพระธัมมชโย

แต่คำถามต่อมา หากบุกจริง สิ่งที่ดีเอสไอและตำรวจจะต้องเผชิญ คืออะไร

หมอมโน ตอบคำถามนี้ว่า รูปแบบการป้องกันของวัดพระธรรมกายจะใช้โล่มนุษย์ ที่มีชื่อว่า กองพลจักรพรรดิหัตถ์สวรรค์ และกองพันแก้วกายสิทธิ์ ซึ่งรวมแล้วมีอยู่ราว 4,000 คน และทุกคนเป็นผู้หญิงทั้งหมด

จำแนกให้เห็นภาพชัด กองพลจักรพรรดิหัตถ์สวรรค์จะเป็นผู้หญิงอายุ 60-80 ปี และกองพันแก้วกายสิทธิ์จะเป็นผู้หญิงอายุ 40-60 ปี ซึ่งกลุ่มหลังจะเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว หากเจ้าหน้าที่เข้าจุดไหนก็จะเคลื่อนพลไปได้ทันที

“วิธีการของ 2 กำลังทัพ คือ จะก้มกราบเจ้าหน้าที่ ขอร้องอย่าบุกอย่าเข้าจับกุมหลวงพ่ออันเป็นที่รักของพวกเขา ขณะเดียวกันก็จะถ่ายภาพทุกขั้นตอนเอาไว้ แต่หากเจ้าหน้าที่ดื้อดึงจะเข้า ก็จะกระโดดกอดรัดไม่ให้ไป และภาพที่สื่อออกไปจะเป็นในลักษณะที่ว่า เจ้าหน้าที่ทำร้ายลูกศิษย์วัดที่เป็นผู้หญิง ตำรวจที่เคยเจอแต่ฝูงชนที่ดุดัน พร้อมปะทะ มาเจอแบบนี้ก็ไปไม่เป็นได้เหมือนกัน” หมอมโน เล่า

บทสรุปจากการวิเคราะห์ของหมอมโน ตอกย้ำว่า ศึกครั้งนี้ระหว่างโลกกับพระอยู่ที่แนวทางปฏิบัติเพียงอย่างเดียว เพราะกฎหมายได้เดินหน้าไปแล้ว แต่ตัวผู้ต้องหายังไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐจะต้องไปวางแผนให้ดีว่าจะทำอย่างไรที่จะฝ่าด่านมนุษย์เข้าไปได้ และหากทำไม่ได้ เรื่องใหญ่จะตามมา

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะกลายเป็นตัวตลกทันที ความศรัทธาจากประชาชนจะตกต่ำเป็นศูนย์ ไร้ค่า กระแสของเรื่องนี้จะตีกลับ เพราะความเป็นกฎหมายของรัฐไม่สามารถทำอะไรได้ นี่คือสงครามของความศรัทธา ระหว่างความเชื่อของรัฐบาลที่บริหารงานได้ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่อีกฝ่ายคืออยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีใครทำอะไรได้ แม้จะมีหมายจับก็ตาม โลกจะได้เห็นตรงนี้ และพระธัมมชโยกำลังจะทำให้เห็นด้วย เป้าหมายของเขา (พระธัมมชโย) ไม่ใช่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ หรือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. แล้ว แต่มันคือ พล.อ.ประยุทธ์ ทางรอดของเขาคือต้องล้มรัฐบาล ล้ม พล.อ.ประยุทธ์” หมอมโน กล่าวทิ้งท้าย

 

บุกธรรมกายจับธัมมชโย ระวังจุดเปราะบางความรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 08:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/469948

บุกธรรมกายจับธัมมชโย ระวังจุดเปราะบางความรุนแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตั้งท่าเอาจริงอีกรอบกับปฏิบัติการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อนำตัว พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส มาดำเนินคดีให้ได้ภายในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ตั้งท่าเตรียมการมาหลายรอบก่อนหน้านี้ แต่ทว่าทำได้แต่เพียงดูเชิงไม่อาจผลีผลามทำอะไรบุ่มบ่ามอันอาจจะบานปลายเสียหายหนัก

รอบนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร และตัวแทน จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ร่วมประชุมนัดสำคัญเตรียมการเพื่อความรอบคอบรัดกุม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

วางแนวทางปฏิบัติการครั้งนี้ ทั้งจัดกำลังเจ้าหน้าที่เตรียมรับมือหากเกิดอุปสรรคในการเข้าคุมตัวพระธัมมชโย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร รวมถึงคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนจากการสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซ วัลเลย์ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

รอบนี้ดูแนวโน้มจะเข้าใกล้ความจริงกว่าทุกครั้ง เมื่อดีเอสไอได้ยื่นศาลเพื่อขอหมายค้นวัดพระธรรมกายจำนวน 4 ฉบับ เพื่อเข้าปฏิบัติการตรวจค้นต่อเนื่องทั้งสิ้น 4 วัน คือ วันที่ 13-16 ธ.ค.นี้ ที่จะช่วยให้ทุกอย่างคล่องตัวขึ้น โดยศาลอนุมัติหมายค้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วทำให้สถานการณ์ขมึงตึงขึ้น

รวมไปถึงการจัดวางกำลัง 3,000 นาย เพื่อรับสถานการณ์ป้องกันเหตุความวุ่นวายจากบรรดาญาติโยมและประชาชนทั่วไปภายในวัดที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ตลอดจนเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุมือที่สามที่จ้องคอยสร้างสถานการณ์

แต่เมื่อจับสัญญาณจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ ว่า “ทุกอย่างต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน”

ทำให้คิดว่าการตั้งท่าเอาจริงเอาจังรอบนี้ สุดท้ายก็คงไม่อาจติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีได้เช่นเดียวกับรอบก่อนหน้านี้ เพราะอย่างไรเสียเจ้าหน้าที่ก็คงไม่อาจทำอะไรสุ่มเสี่ยงถึงขั้นฝ่าคลื่นมหาชนเข้าไปตรวจค้นได้ทุกซอกทุกมุมบนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่

เพราะหากพาดพลั้งเกิดเหตุปะทะขึ้นมาแม้แต่เพียงเล็กน้อย ย่อมสร้างความเสียหายรุนแรงให้บรรดาเจ้าหน้าที่และตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ภารกิจที่พยายามทำมาทั้งหมดต้องเสียหายและสูญเปล่า

ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่างทราบและรับรู้ถึงจุดเปราะบางตรงนี้ และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหา แต่อีกด้านก็ไม่อาจนิ่งเฉย เพราะจะเท่ากับเป็นการไปบั่นทอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม

สิ่งที่ทางดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ทำได้มากที่สุด คือการออกมาขยับให้เห็นว่าไม่ได้นิ่งเฉย พร้อมไล่กระชับพื้นที่ และออกแรงนวดให้ฝ่ายตั้งรับค่อยๆ อ่อนแรงไปทีละนิด

ไล่มาตั้งแต่การประกาศเตรียมเอาเข้าค้นหลายรอบจนนำมาสู่การระดมมวลชนของลูกศิษย์ที่จัดเวรยามสวดมนต์ภายในพื้นที่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมตอบโต้เจ้าหน้าที่จนไม่กล้าทำอะไรที่บุ่มบ่าม

เรื่อยมาจนถึงการที่ดีเอสไอได้ขอให้ กสทช.สั่งหยุดการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DMC เพื่อปิดช่องทางการสื่อสารไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมมวลชนที่จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรง

อีกด้านหนึ่งยังพบการเตรียมเอาผิดคำพูดในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายชี้นำ ยุยง ปลุกปั่น เป็นภัยต่อความมั่นคง ในหลายกรณีเพื่อสกัดตัดไฟควบคุมการปลุกระดมไม่ให้ติดลมจนยากจะควบคุม

สอดรับกับที่ทางเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการปลดพระธัมมชโยพ้นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ด้วยเหตุผลเพื่อไปพักรักษาตัวที่อาพาธด้วยโรคเบาหวานเส้นเลือดดำใหญ่อุดตันที่ขาซ้ายและภูมิแพ้ โดยไม่มีอำนาจทางการปกครองวัดตามกฎหมายอีกต่อไป

แต่ใช่ว่าเรื่องทุกอย่างจะหาข้อยุติได้ง่ายๆ เมื่อด้านหนึ่งก็ยังไม่มีท่าทีจะออกมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ดังจะเห็นจากคำพูดในอดีตผ่านลูกศิษย์ที่ประกาศชัดว่า “หลวงพ่อธัมมชโยบอกว่า ท่านไม่ขอไปไหน ขอตายที่วัด”

เมื่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวพระธัมมชโยก็คือการจับลาสิกขาเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นี่อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พระธัมมชโยไม่อยากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ก็ประกาศชัดว่าจะต้องดำเนินการตามกฎหมายไม่อาจละเว้น หรือดำเนินการเป็นอื่นใดได้ ปัญหาอยู่ที่ “กำแพงมนุษย์” ที่ยังปักหลักขึงขังจนยากที่เจ้าหน้าที่จะฝ่าไปดำเนินการใดๆ

จุดเปราะบางของสถานการณ์เวลานี้ จึงอยู่ที่ “ความรุนแรง” ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแม้แต่มือที่สามที่อาจหวังผลจากการสร้างสถานการณ์

แถมเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้สถานการณ์บานปลายจนทำให้เส้นทางที่จะเดินไปข้างหน้าตีบตันมากขึ้นเรื่อยๆ และนี้จึงเป็นปัจจัยที่ทางเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

 

“ตม.เกาหลี”…ฝันร้ายของนักท่องเที่ยวกำมะลอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 18:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/469915

"ตม.เกาหลี"...ฝันร้ายของนักท่องเที่ยวกำมะลอ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…เฟซบุ๊ก ข่าวสารจาก ตม. ตำรวจ เกาหลี & ไทย

เมื่อลองเสิร์ชคำว่า “ตม.เกาหลี”ในอินเตอร์เน็ต หลายคนคงได้รับรู้ถึงเสียงลือเสียงเล่าอ้าง กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมาตรการตรวจคนเข้าเมืองสุดเข้มงวดของประเทศเกาหลีใต้ บ้างว่าตม.เกาหลีโหดสุดๆ บางเสียงบอกเล่าถึงประสบการณ์เคยถูกกักตัว พร้อมสอบสวนอย่างละเอียดยิบ บางคนถึงขั้นถูกส่งกลับตัวประเทศทันที

คำถามที่ทุกคนสงสัยและอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจคือ เกิดอะไรขึ้นกับนักท่องเที่ยวไทยที่ไปเที่ยวเกาหลีใต้ ทำไมถึงเข้ายาก ตม.เกาหลีมีปัญหาอะไรกับคนไทยหรือเปล่า

ย้อนรอยกระแส”ขุดทอง”แดนโสม

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2531 แรงงานชาวไทยเริ่มหลั่งไหลเข้าไปทำงานอย่างเกาหลีใต้อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากค่านิยมของคนเกาหลีใต้มักจะเข้าทำงานในองค์กรใหญ่ทันสมัย ส่งผลให้สถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กประสบกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน

งานส่วนใหญ่ที่แรงงานไทยเข้าไปทำคือ งานประเภท 3D ประกอบด้วย งานยากลำบาก (Difficult) งานสกปรก (Dirty) งานเสี่ยงอันตราย (Dangerous)  เช่น เกษตรกรรม ขุดดินขุดหญ้าตั้งแต่เช้าจรดเย็น ต้องไปยืนอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวๆ งานไซต์ก่อสร้าง โรงงานหลอมโลหะ รายได้ตกราวๆ 30,000-40,000 บาท คราวนี้คนที่เคยไปพอกลับเมืองไทยก็ชักชวนเพื่อนๆไปทำบ้าง ‘เฮ้ย ไปเลย อากาศดี ภูมิประเทศสวยงาม เงินดี มีความสุข เหมือนขึ้นสวรรค์’ — นี่จึงเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการบอกกันปากต่อปากรศ.ดำรงค์ ฐานดี ผอ.ศูนย์เกาหลีศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าว

ปีพ.ศ.2547 รัฐบาลเกาหลีใต้เห็นชอบให้ใช้ระบบอนุญาตทำงาน (Employment Permit System:EPS) โดยอนุญาตให้ 15 ประเทศจัดส่งแรงงานไปทำงานที่เกาหลีใต้ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา มองโกเลีย จีน อุซเบกิสถาน ปากีสถาน กัมพูชา เนปาล เมียนมา คีร์กิซสถาน บังคลาเทศ และติมอร์ตะวันออก ปัจจุบันโควต้าของแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้ไปทำงานอยู่ที่จำนวน 24,244 คน

“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแรงงานไทยในเกาหลีก็คือ เรื่องการสื่อสาร แรงงานไทยส่วนใหญ่พูดภาษาเกาหลีไม่ได้ ฟังก็ไม่รู้เรื่อง บางคนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมไม่ได้ อากาศหนาว งานหนักเกินไปทำไม่ไหว จะขอย้ายงานเปลี่ยนงานก็ไม่ได้ สุดท้ายเลยหาทางออกด้วยการทิ้งงานหนีไปเป็นแรงงานผิดกฎหมาย”

ไปแล้วไม่ยอมกลับ …ด้านมืดของคนไทยในเกาหลี

กระแสปากต่อปากชักชวนกันไปทำงานในเกาหลี เนื่องจากรายได้ดี บวกกับรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเกาหลีใต้มีข้อตกลงยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวจำนวน 90 วัน สามารถไปเที่ยวเกาหลีใต้และอยู่ได้ 90 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า ทั้งหมดนี้กลายเป็นช่องโหว่ให้คนไทยบางกลุ่มลักลอบเข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย

“ช่องโหว่ที่ฮิตที่สุดคือ การท่องเที่ยว โดยปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวขึ้นเครื่องบินมากับทัวร์ สุดท้ายพอเข้าประเทศได้ก็ไม่ยอมกลับ ทำตัวเป็นโรบินฮู้ด พวกนี้พอไปลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายก็มักจะถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบ ใช้งานหนัก ชั่วโมงการทำงานนาน แถมให้ค่าแรงน้อยนิด สุดท้ายทนไม่ไหวก็ลาออก หนีไปก่ออาชญากรรมลักจี้ชิงปล้น เป็นผลเสียต่อสังคมเขาอีก ทีนี้พอเกิดปัญหา เขาก็เลยปิดช่องโหว่ตรงการท่องเที่ยว ใครมีตั๋วมาแต่ไม่มีตั๋วกลับ ตอบคำถามเขาไม่ได้ว่ามาทำอะไร จะไปที่ไหนบ้าง เอกสารหลักฐานประจำตัวไม่ชัดเจน คนเหล่านี้ก็เลยถูกกัก โดยเฉพาะประเทศไทยที่ติดแบล็คลิสต์ไว้ว่าต้องดูแลจับตาเป็นพิเศษ”

สอดคล้องกับสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ เมื่อเดือนมี.ค.2559 ระบุว่า มีคนไทยพำนักอย่างผิดกฎหมาย  52,435 คน คิดเป็น 48.1 % ของคนไทยที่พำนักอยู่ในเกาหลีใต้ทั้งหมด 90,235 คน นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า ปี 2558 มีคนไทยถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศทันทีที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง  20,017 คน และอีก 8,733 คน ถูกส่งกลับเนื่องจากถูกจับกุมข้อหาอยู่เกินเวลาที่กำหนดและลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย นับเป็นอันดับหนึ่งของประเทศที่เกาหลีใต้ปฏิเสธไม่ให้เข้าเมืองมากที่สุด

“ถามว่าเป็นไปได้ไหม หากเกิดวิกฤตเยอะๆแล้วทางการเกาหลีจะเลิกยกเว้นไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ ผมมองว่าการท่องเที่ยวนั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือนักท่องเที่ยวเอาเงินมาให้ ผลเสียคือมีคนลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ดังนั้นทุกประเทศจึงมีการชั่งน้ำหนัก ยกตัวอย่างเช่นญี่ปุ่น แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยคิดถึงการท่องเที่ยว แต่พอเศรษฐกิจไม่ดี จึงอะลุ้มอล่วย ทำข้อตกลงกับหลายประเทศโดยยกเว้นไม่ต้องขอวีซ่า เพราะเขาบวกลบคูณหารแล้วว่า การท่องเที่ยวมีความสำคัญกว่า แต่ขณะเดียวกัน ถ้ามีปัญหาตามมามากๆ ดูสถิติแล้วพบว่ามีเรื่องเดือดร้อนเยอะ ก็มีสิทธิ์ที่จะยกเลิกไม่ต้องทำวีซ่าเหมือนกัน แต่ตอนนี้การท่องเที่ยวยังมีความจำเป็น ก็เดินหน้าต่อไป”ผอ.ศูนย์เกาหลีศึกษา ม.รามคำแหง กล่าว

“บริษัททัวร์-ไกด์-นักท่องเที่ยวน้ำดี”…แพะรับบาป

ผึ้ง หัวหน้าทัวร์เกาหลีของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง เล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังว่า

“เรื่องเกิดจากกระแสบอกต่อกันในหมู่คนไทยทางภาคอีสานว่า มีคนในหมู่บ้านไปทำงานที่เกาหลีแล้วได้เงินเดือนเยอะ มีเงินเก็บก้อนใหญ่กลับบ้าน คนที่ได้ยินก็อยากไปบ้าง เพราะคนมาชวนเขาฮาร์ดเซลล์มากๆ ยิ่งกว่าโฆษณาชวนเชื่ออีก วิธีที่ใช้เข้าประเทศเกาหลีที่ง่ายที่สุดก็คือไปในฐานะนักท่องเที่ยว ทางเครื่องบิน เพราะประเทศเกาหลีไม่ต้องทำวีซ่า อยู่ได้นานถึง 90 วัน นายหน้าหลายคนเปิดบริษัททัวร์บังหน้า ลักลอบนำคนเข้าเกาหลี จ่ายตังค์ปุ๊บ เขาจะแนะนำเลยว่า ต้องแต่งตัวยังไง ทำตัวยังไงให้ดูเหมือนนักท่องเที่ยว เดี๋ยวนี้ตั๋วเครื่องบินไปเกาหลีถูก ทัวร์เกาหลีก็ถูก ไม่ยากเลยที่จะเก็บเงินซื้อทัวร์มาเที่ยวแล้วก็ชิ่งไปทำงาน มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง

หัวหน้าทัวร์สาวสวยรายนี้ บอกต่อว่า เคยมีลูกค้ารายหนึ่งมาซื้อทัวร์กับบริษัท เดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีเรียบร้อยแล้ว ทว่าพอไปถึงกรุงโซล เที่ยวได้เพียงสองวันก็มีคนแปลกหน้ามารับตัวไปตอนกลางคืน แล้วไม่กลับมาอีกเลย

“บริษัททัวร์ไม่สามารถสกรีนคนจากการแต่งตัวได้ เขานัดหมายกันล่วงหน้าแล้ว ซื้อทัวร์บังหน้า คิดว่าผ่านง่าย พอถึงกำหนดกลับก็ไม่กลับกับทัวร์ ทั้งที่ตั๋วซื้อแบบกลุ่มระบุจำนวนชัด แบบนี้บริษัททัวร์ก็จะซวยไปด้วย เจอแบล็คลิสต์ มาคราวหน้าอาจเจอเรื่องยุ่งยาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้าที่ซื้อทัวร์ไปเกาหลีกับเรา แล้วบังเอิญถูกซักถาม ถูกเรียกเข้าห้องสอบสวน สุดท้ายถูกปฏิเสธไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ พูดง่ายๆคือ นักท่องเที่ยวตัวจริงพลอยซวยไปด้วย แล้วเขาจะมาฟ้องร้องค่าเสียหายจากเราทีหลัง เดี๋ยวนี้หลายบริษัทจึงวางกฎไว้เลยว่า จะไม่การันตีว่าคุณจะผ่านตม.เข้าประเทศเกาหลีได้หรือไม่ เพราะการเข้าประเทศได้เป็นดุลยพินิจของตม.เกาหลี เขามีบันทึกไว้หมดว่า คนไหนเคยมาแล้วไม่ยอมกลับในระยะเวลาที่กำหนด คนไหนประวัติเสีย ทุกวันนี้เจอตรวจเข้มงวดหมดทุกคน ไม่รู้ว่าเพราะจำนวนคนหลบหนีเข้าเมืองมันเยอะหรือเปล่า ทำให้ช่วงที่โดนสอบสวน เจ้าหน้าที่ตม.เกาหลีพูดจาไม่ดี ปฏิบัติไม่ดีกับนักท่องเที่ยว

อย่าทำเสียชื่อเสียงประเทศ

แนวทางการแก้ไขปัญหาการเดินทางลักลอบไปทำงานอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ รศ.ดำรงค์ มองว่า โรงเรียนสอนภาษาเกาหลีที่เปิดอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีส่วนสำคัญในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อนักเรียน

“สิ่งที่ผมกังวลคือ ครูสอนภาษาเกาหลีทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะพูดแต่เรื่องดีๆ เพราะต้องการลูกค้า โฆษณาชวนเชื่อเต็มที่ สรรเสริญเยินยอเกาหลีอย่างโน้นอย่างนี้ กลายเป็นแรงจูงใจให้คนเรียนไปบอกต่อญาติพี่น้องว่าไปแล้วดี ไปแล้วรวย คนไทยก็อยากจะไปเสี่ยงโชค

“ผมอยากฝากถึงครูอาจารย์ที่สอนภาษาเกาหลีว่า อยากให้ปลูกฝังสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น อธิบายเรื่องข้อตกลงระหว่างรัฐบาลเกาหลี-ไทยเป็นยังไง โทษของการเป็นแรงงานผิดกฎหมายจะต้องโดนอะไรบ้าง การเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจะต้องเผชิญวิบากกรรมอะไรบ้าง ทั้งถูกนายจ้างโกงค่าแรง เอาเปรียบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานของไทยพูดกันมาเยอะแล้วเรื่องบทลงโทษของการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย บริษัททัวร์ ควรพูดถึงมุมมองที่เป็นกลาง ข้อดีข้อเสีย พยายามชี้แจงให้ชัดเจนถึงข้อเท็จจริง ไม่ใช่ว่าห้ามไปเด็ดขาด แต่ไม่อยากให้พูดแต่สิ่งที่ดีๆเพื่อชักชวนคนไปเที่ยวอย่างเดียว ควรให้ความรู้ประชาชนด้วยข้อเท็จจริงด้วย”

สำหรับบทลงโทษแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจะไม่สามารถเดินทางเข้าเกาหลีใต้ได้อีก และต้องเสียค่าปรับตามระยะเวลาที่เกินกำหนด 90 วัน คือ กรณีผิดกฎหมาย 1 เดือน ปรับ 100,000 วอน (3,333 บาท) 1-3 เดือน ปรับ 1,500,000 วอน (50,000บาท) 3-6 เดือนปรับ 2,000,000 วอน (66,666 บาท) และ 6 เดือน ถึง 1 ปี ปรับ 4,000,000 วอน (133,333 บาท)

ใครคิดจะไปแสวงโชค ขุดทองในเกาหลีใต้คงต้องคิดให้ดี ควรเดินทางไปทำงานอย่างถูกกฎหมาย และเดินทางกลับเมื่อครบกำหนดสัญญาจ้าง หากอาศัยอยู่หรือทำงานแบบผิดกฎหมายจะถูกปรับเงิน ถูกห้ามเข้าประเทศอีก ทั้งยังส่งผลเสียต่อแรงงานไทยในอนาคตและภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้วย

 

บูมเทศกาลเลขสวย สีสันออนไลน์กระทุ้งยอดขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 19:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/469776

บูมเทศกาลเลขสวย สีสันออนไลน์กระทุ้งยอดขาย

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ, โชคชัย สีนิลแท้

ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์เชื่อกิจกรรมลดราคาพิเศษมากๆ ผ่านวันเวลาเลขสวย 9/9 กับ 11/11 และ 12/12 ยังคงกระตุ้นการใช้จ่ายบนช่องทางอี-คอมเมิร์ซได้อย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นกิจกรรมที่นักช็อปต่างรอคอย เพราะมีแคมเปญที่น่าสนใจและดึงดูดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะการให้บริการในปัจจุบันสะดวกสบาย ชำระเงินง่าย และไม่ต้องเดินทาง

จิดานันท์ ตันพิทักษ์สิทธิ์ รองประธานฝ่ายบริหารแบรนด์ ประชาสัมพันธ์ และความร่วมมือระหว่างองค์กร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า พฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์ของคนไทยมีแนวโน้มเยอะขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการจัดกิจกรรมพิเศษอย่างเทศกาลคนโสด 11/11 นั้น ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว ผลตอบรับยังดีอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าในปีนี้ลาซาด้าจะเลื่อนการจัดเทศกาล 11/11 หรือเทศกาลคนโสดที่การซื้อขายสินค้าออนไลน์บนเว็บไซต์อาลีบาบา ซึ่งเป็นบริษัทแม่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลเพียงวันเดียวทำยอดขายไปกว่า 1.78 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (6.23 แสนล้านบาท) ในขณะที่ประเทศไทยแม้จะเลื่อนกิจกรรมไปเป็นวันที่ 21/11 ก็ตาม การขายช่วง 12 ชั่วโมงแรก สามารถขายสินค้าได้กว่า 1.3 แสนชิ้น และเมื่อครบ 24 ชั่วโมง ทำได้ถึง 2.7 แสนชิ้น ในขณะที่ปี 2558 มียอดการสั่งซื้อรวมอยู่ที่ 1.4 แสนชิ้น ถือว่าเป็นการขายที่ทำได้เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จึงเรียกได้ว่าไม่กระทบกับภาพรวมการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า

อย่างไรก็ตาม นักช็อปออนไลน์หน้าใหม่ในไทยยังมีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งดีลที่บริษัททำไว้กับคู่ค้ายังคงได้รับความสนใจต่อเนื่อง เพราะเป็นดีลแบบเอ็กซ์คลูซีฟระหว่างลาซาด้ากับแบรนด์สินค้าชั้นนำของไทย แต่ปีต่อไปจะยังมีกิจกรรม 11/11 ในช่วงเวลาเดิมถือว่าเป็นการสานต่อเทศกาลนี้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการจัดงานออนไลน์ซูเปอร์เซลส์ในวันที่ 12-14 ธ.ค.นั้น เชื่อว่าจะยังมีการเติบโตของนักช็อปออนไลน์ครั้งแรกเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากช่วงเวลาปกติ

ในปีที่ผ่านมา ลาซาด้าได้เพิ่มหมวดหมู่ให้แก่นักช็อปจาก 14 หมวด เป็น 17 หมวด ซึ่งการเพิ่มหมวดสินค้าเข้ามานั้นเป็นเพราะพฤติกรรมของนักช็อปยังคาดเดายาก จึงต้องหาประเภทและร้านค้าที่มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองนักช็อปทุกกลุ่มที่ส่วนใหญ่ยังคงต้องการความสะดวกสบายด้านบริการ ขนส่ง ชำระเงิน และคืนสินค้า

ทั้งนี้ การจัดงานในเทศกาลพิเศษต่างๆ นั้น ลาซาด้ามองว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยังมีโอกาสเติบโตได้เรื่อยๆ หากมองในแง่ของร้านค้า สินค้า และจำนวนนักช็อปที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งการจัดกิจกรรมทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ร่วมกันนั้นถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์อีกรูปแบบหนึ่ง แต่การที่ร้านค้าหน้าใหม่ต้องการจะเข้ามาทำตลาดออนไลน์นั้น ร้านค้าเองควรมองหาช่องทางที่มีความสะดวกสบาย เช่น บริการ จัดส่ง การคืนสินค้าและการชำระเงิน เพราะสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ซื้อเชื่อมั่นในแบรนด์และอยากสั่งซื้อสินค้าซ้ำมากขึ้น

จิดานันท์ กล่าวว่า ในปี 2560 ลาซาด้าเชื่อว่าจะมีร้านค้าใหม่ๆ เข้ามาในระบบมากขึ้นทั้งอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์โลคัลแบรนด์และอินดิวิดัลแบรนด์ ซึ่งบริษัทยังคงต้องการร้านค้าหน้าใหม่เข้ามาในระบบอยู่ตลอด รวมทั้งเพิ่มดีลใหม่ๆ ที่น่าสนใจเพื่อเอาใจผู้บริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายในช่องทางออนไลน์มากขึ้น

เช่นเดียวกับ ชัยกรณ์ รอดรัก ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ท็อปแวลู คอร์ปอเรท ผู้ให้บริการเว็บไซต์ท็อปแวลู กล่าวว่า ท็อปแวลูเพิ่งเปิดให้บริการไม่นาน แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะยังเป็นนักช็อปกลุ่มเดิมที่มีความคุ้นเคยในช่องทางออนไลน์อยู่แล้ว และยังคงกลับมาซื้อซ้ำเรื่อยๆ เพราะทราบว่าท็อปแวลูมีส่วนลดมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มองค์กรที่ซื้อสินค้าจำนวนมาก เพื่อนำไปจับรางวัล เช่น ทีวี ตู้เย็น มือถือ เป็นต้น

การขายสินค้าในช่วงวันที่ 11/11 นั้นถือว่ามียอดขายเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติเพียงวันเดียวจาก 200-300 ออร์เดอร์เป็น 400 ออร์เดอร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยในปีนี้ท็อปแวลูจะไม่ได้ขายสินค้าในวันที่ 12/12 แต่จะขายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสตั้งแต่วันนี้-ต้นปีหน้า เพราะเชื่อว่าลูกค้าต้องการสินค้าเพื่อนำไปใช้ในช่วงปลายปีจำนวนมากและต้องวางแผนเตรียมตั้งแต่ล่วงหน้า

แม้ว่าคนไทยจะเสพสื่อโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้จะมั่นใจและซื้อสินค้าออนไลน์ทั้งหมด เพราะคนไทยยังคุ้นเคยกับการเดินห้างสรรพสินค้า และซื้อสินค้าได้ทันทีไม่ต้องรอการจัดส่งที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายชั่วโมงจนถึงหลายวัน แม้ว่าบริการด้านขนส่งของภาคเอกชนจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่มูลค่าตลาดช็อปออนไลน์ก็ไม่ได้เติบโตมากเหมือนในต่างประเทศ ขนาดที่ผู้ให้บริการด้านการขนส่งต้องแข่งขันกันเอง เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งขนาดนำโดรนมาใช้ในการจัดส่งสินค้า

มูลค่าในการใช้จ่ายแม้ว่าผู้บริโภคชาวไทยผ่านท็อปแวลูนั้น จะเห็นได้ว่ามีความกล้าที่จะซื้อสินค้าราคาแพงขึ้น เพราะมีโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิต และมีการรับประกันที่น่าเชื่อถือจึงเป็นแนวโน้มที่ดี ส่วนไตรมาสแรกของปีหน้าผู้ให้บริการมาร์เก็ตเพลสทุกราย จะมีการจัดเยียร์เซลส์เพื่อแข่งขันและกระตุ้นให้นักช็อปออนไลน์ทั้งหน้าเก่าและใหม่หันมาช็อปออนไลน์มากกว่าเดิม

ขณะที่ เทเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการช็อปปี้ (Shopee) แอพพลิเคชั่นซื้อขายออนไลน์บนมือถือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน กล่าวว่า การซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในมุมของช็อปปี้เองเพิ่งเปิดให้บริการมาเพียง 1 ปี มียอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไปใช้งานแล้วกว่า 3 ล้านดาวน์โหลด ถือว่ามีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะช็อปปี้เข้ามาในช่วงที่สมาร์ทโฟนบูม จึงนำเสนอช่องทางการขายผ่านมือถือก่อนและเพิ่งเปิดให้บริการเว็บไซต์บนพีซีไม่นานมานี้

การจัดแคมเปญ “ช็อปปี้ ไนน์.ไนน์ โมบาย ช็อปปิ้ง เดย์” ในวันที่ 9 เดือน 9 นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งการเลือกใช้วันที่ 9 เดือน 9 นั้น เป็นเพราะเลขสวยและประเทศไทยมีความชื่นชอบในเลขนี้ก็เลยจัดกิจกรรมขึ้นมา ซึ่งมีการสั่งซื้อในวันเดียวถึง 2 หมื่นออร์เดอร์ ยอดขายเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า แต่ก็มีการจัดกิจกรรมมาก่อนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 1-8 ก.ย.แล้ว

ทั้งนี้ ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ก็จะมีการจัดงาน Biggest 12.12 ever เป็นระยะเวลา 4 วัน คือ 12-15 ธ.ค. ซึ่งมีส่วนลดสูงสุดถึง 90% แฟลชเซลส์ทุก 3 ชั่วโมง โดยจะเป็นการขายสินค้าจากแบรนด์ดังชั้นนำประเภทเครื่องสำอาง เสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิง สินค้าแม่และเด็ก เป็นต้น ซึ่งเทรนด์การช็อปสินค้าปีหน้านั้น ช็อปปี้คาดว่าจะมีการเติบโตในทิศทางที่ดี เพราะคนไทยเปิดรับเทรนด์ใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว

การช็อปออนไลน์สำหรับคนไทยนั้นยังเรียกได้ว่าช็อปได้ทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นวันสำคัญหรือวันเลขสวย ถือว่าเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายที่ดีอีกช่องทางหนึ่ง เพื่อลดปัญหาการเดินทาง รวมทั้งสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้า และภาคเอกชนก็มีระบบการสั่งซื้อ เก็บเงินและจัดส่งที่รัดกุมและน่าเชื่อถือมากขึ้น เรียกได้ว่าช็อปผ่านผู้ให้บริการเอกชน ปลอดภัยกว่าสั่งซื้อจากโซเชียลมีเดียที่ไม่มีความแน่นอน แต่ผู้ให้บริการด้านมาร์เก็ตเพลสเองก็ควรที่จะทำให้นักช็อปรู้สึกว่าเข้าถึงได้ง่ายกว่านี้ เพื่อซื้อใจลูกค้าได้มากขึ้น

ด้านผู้ประกอบการขายตรงเครื่องสำอางยี่ห้อมิสทิน ซึ่งนำวันเลขสวยมาจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเป็นปีแรก อัญชลี สุวัฒน์วงศ์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ฟาริส บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) เจ้าของเครื่องสำอางมิสทินกล่าวว่า บริษัทได้เห็นความสำเร็จจากการอาลีบาบา ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจากประเทศจีนจัดกิจกรรมการตลาดออนไลน์แล้วประสบความสำเร็จในวันที่ 11 เดือน 11 ซึ่งเป็นวันคนโสดช็อปสินค้าราคาพิเศษจำนวนมากและประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงได้นำกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้ผ่านรูปแบบอี-คอมเมิร์ซเฉพาะผลิตภัณฑ์ฟารีส ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นจากมีระดับราคาขายหลัก 200-300 บาท จนถึง 9,000 บาท/ชิ้น

ทั้งนี้ ในวันที่ 12 เดือน 12 เฉพาะผลิตภัณฑ์ฟาริสจะจัดให้มีการขายสินค้าผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซต่ำกว่าทุน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางราคาต่อชุด 1 ชุด จำนวน 12 ชิ้น ราคา 1,212 บาท จากปกติราคาขาย 4,700 บาท โดยจะเปิดขายในวันที่ 12 เดือน 12 ธ.ค. 2559 เพียงวันเดียว ตั้งแต่เที่ยงวันเวลา 12.12 น. ถึงเที่ยงคืน 12.12 น. หรือ 12 ชั่วโมง คาดว่ากิจกรรมดังกล่าวจะทำให้มียอดขายไม่ต่ำกว่า 1,000 ชุด โดยผู้สนใจสามารถสั่งซื้อผ่านทางไลน์ของฟาริส หรือผ่านสาวจำหน่ายมิสทิน ซึ่งสาวจำหน่ายมิสทินหากมีการสั่งซื้อสินค้าไปจำหน่ายราคาขายทางบริษัทจะลดลงต่อชุดเพิ่มอีก 12% ซึ่งคาดว่าจะเป็นที่สนใจของสาวมิสทินหากจะมีการสต๊อกสินค้า หรือนำสินค้าที่ซื้อในโปรโมชั่นชุดนี้ไปแยกเป็นชิ้นขายต่อ โดยผู้ซื้อสามารถชำระผ่านบัตรเครดิตได้ทันทีและรับสินค้าได้ที่บ้าน

“การขายสินค้าในยุคปัจจุบันหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วที่จะไม่ใช้ช่องทางออนไลน์แม้แต่การซื้อเนื้อสัตว์ หรือของสดไปเพื่อทำอาหารในต่างประเทศก็มีให้เห็นแล้ว ขณะที่ในไทยนั้นถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่ก็มีแนวโน้มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากระบบโทรคมนาคมได้พัฒนาระบบสัญญาณที่ดีขึ้น หลังจากเกิด 4จี พัฒนาไปสู่ 4.5จี ส่งผลให้การซื้อสินค้าออนไลน์และอี-คอมเมิร์ซนั้นทำได้สะดวกมากขึ้น รวมไปถึงนโยบายของภาครัฐที่เดินหน้าสนับสนุน ยิ่งจะทำให้ช่องทางการขายแบบอี-คอมเมิร์ซนั้นเติบโต” อัญชลี กล่าว

สำหรับในปี 2560 จะเห็นรูปแบบกิจกรรมการตลาดของบริษัทหันมาให้น้ำหนักกับช่องทางการขายผ่านอี-คอมเมิร์ซและออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางการขายที่กำลังมาแรง ซึ่งการทำกิจกรรมการตลาดในรูปแบบนี้นั้นจะต้องทำให้มีการพูดแบบปากต่อปาก กระแสการซื้อสินค้าผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซนี้จึงจะเกิดขึ้นแรง ปัจจุบันผลิตฟาริสมีฐานสมาชิกอยู่ประมาณ 1 แสนคน ขณะนี้ฐานสมาชิกทั้งหมดสาวมิสทินและแค็ตตาล็อก ฟรายเดย์ จำนวนกว่า 6 แสนคน ที่มียอดจำหน่ายแอ็กทีฟหรือมีการซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง

โอกาสของออนไลน์

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้สำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2559 พบว่า ในภาพรวมคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 45 ชั่วโมง/สัปดาห์ หรือ 6.4 ชั่วโมง/วัน โดยสมาร์ทโฟนยังคงเป็นอุปกรณ์หลักที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากถึง 85.5% และมีจำนวนชั่วโมงการใช้งานเฉลี่ย 6.2 ชั่วโมง/วัน สูงกว่าปี 2558 ที่มีผู้ใช้งาน 82.1% และใช้งานโดยเฉลี่ย 5.7 ชั่วโมง/วัน

ทั้งนี้ จากข้อมูลปีล่าสุด กิจกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือสมาร์ทโฟน พบว่า ใช้เพื่อซื้อสินค้าและบริการ 38.4% และเพื่อขายสินค้าและบริการ 22.3% ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี และสะท้อนถึงจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจของตลาดออนไลน์ที่มากขึ้นและมีมูลค่ามหาศาล หากสามารถเข้าถึงลูกค้าออนไลน์ที่มากขึ้น

นอกจากนี้ ผลสำรวจจากพฤติกรรมการซื้อสินค้าในงาน Thailand Online Mega Sale 2016 พบว่า นักช็อปในงานนี้มีอายุระหว่าง 20-29 ปี มากที่สุดเป็นอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 44% รองลงมาคือช่วงอายุ 30-39 ปี มีสัดส่วน 30% สำหรับวัย 40-49 ปี มีสัดส่วนเพียง 14%

สำหรับสินค้าที่นิยมซื้อมากที่สุด คือ สินค้าสุขภาพและความงาม คิดเป็นสัดส่วนการซื้อสินค้า 41% ขณะที่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต (ปีที่แล้วติดอันดับ 1) และสินค้าแฟชั่น มีผู้ช็อป 29% เท่ากัน สำหรับทางด้านช่องทางการชำระเงิน 3 อันดับแรก พบว่า มีการซื้อสินค้าผ่านบัตรเครดิตมากที่สุด 37% การโอนเงินผ่านธนาคาร 29% การโอนเงินออนไลน์ 18%

นี่คือภาพสะท้อนพฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์ของคนไทย ซึ่งถือเป็นช่องทางแห่งอนาคต แต่จะทำอย่างไรจะให้โดนใจผู้บริโภค

 

“บางสะพานโมเดล” ก้าวเล็กๆสะท้อนปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์รพ.รัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2559 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/469341

"บางสะพานโมเดล" ก้าวเล็กๆสะท้อนปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์รพ.รัฐ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

โครงการ “ก้าวคนละก้าว” ของร็อกเกอร์หนุ่ม ตูน บอดี้สแลม ระยะทาง 400 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ – บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลบางสะพานที่กำลังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ สร้างกระแสไปทั่วสังคม

ล่าสุดยอดบริจาคพุ่งสูงถึง 30 ล้านบาทแล้ว ตูนบอกว่า เป้าหมายของการวิ่งครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อแข่งความเร็วกับใคร แต่เป็นการกระจายปัญหานี้ให้คนได้รับรู้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

คำถามน่าสนใจคือ สถานการณ์การขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศนั้นเป็นอย่างไร

ปรากฏการณ์”วิ่งเพื่อ รพ.บางสะพาน”

จุดเริ่มต้นของโครงการ “ก้าวคนละก้าว” มาจาก นพ.เชิดชาย ชยุวัฑโฒ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน ที่มีไอเดียอยากจัดงานวิ่งเพื่อสุขภาพขึ้นใน อ.บางสะพาน โดยต้องการเชิญคนดังมาเป็นสีสันดึงดูดผู้คน

“กระแสการวิ่งเพื่อสุขภาพกำลังมาแรง พอเราประชุมกันว่าจะจัดงาน ผมนึกถึงคุณตูนเลย เพราะเขาวิ่งประจำ มีบ้านพักอยู่ที่นี่ แถมด้วยความที่รู้จักกับคุณแดงเจ้าของร้านเบเกอรี่ในพื้นที่ด้วย ทำให้การติดต่อประสานงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผมบอกคุณตูนว่า ต้องการให้คนบางสะพานได้วิ่งออกกำลังกาย ถ้ามีเงินเหลือก็จะเอามาซื้อเครื่องมือแพทย์ที่กำลังขาดแคลน” 

หมอเชิดชาย บอกว่า ตูนตอบตกลงและขออนุญาตเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจะวิ่งกันแค่เฉพาะในพื้นที่บางสะพานเท่านั้น แต่สุดท้ายเขาต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อส่งมอบประโยชน์ให้กับรพ. เลยกลายเป็นวิ่งคนเดียวจากกรุงเทพฯไปบางสะพาน จนเกิดเป็นกระแสวงกว้างดังที่เห็น

คำกล่าวของคุณหมอสอดคล้องกับที่ร็อกเกอร์หนุ่มให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า หลังจากมานั่งคิดและคำนวณต้นทุนการจัดการหลายอย่างแล้ว การวิ่งคนเดียวจากกรุงเทพฯ เพื่อปลุกกระแสและเรี่ยไรเงิน นำไปให้ที่บางสะพาน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

“เราจะใช้การวิ่งนี้สื่อสารปัญหาที่มีอยู่ให้กับคนได้รับรู้ในวงกว้างที่สุด สาระไม่ได้อยู่ที่การวิ่ง 400 กิโลเมตร ไม่ต้องไปถึงเร็วที่สุด ไม่ต้องแข่งกัน แต่สาระคือเราใช้การวิ่งเป็นเครื่องมือในการบอกกล่าวส่งสารออกไปว่าตรงนี้ต้องการความช่วยเหลือและขาดแคลน”  

สำหรับ รพ.บางสะพานมีขนาด 90 เตียง เป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อระดับกลาง (Middle – level Hospital)  หรือโรงพยาบาลแม่ข่าย M2 เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนประเทศที่กำลังพัฒนา 

“โรงพยาบาลขนาดกลางมีอยู่กว่า 80 แห่งทั่วประเทศ ตั้งอยู่ตามอำเภอขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น ปัญหาคือโรงพยาบาลประเภทนี้มีแพทย์เฉพาะทางจำนวนน้อย บางแห่งไม่ครบทุกสาขา ที่สำคัญยังขาดแคลนเครื่องไม้เครื่องมือในการรักษา ซึ่งต้องเข้าใจว่า แม้จะเป็นขนาดกลาง แต่ความคาดหวังของคนไข้นั้นสูงเทียบเท่ากับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ถือเป็นแรงกดดันให้กับแพทย์และพยาบาลมาก”

แม้ รพ.บางสะพาน จะระบุว่า มีขนาดรองรับผู้ป่วยได้ 90 เตียง แต่สภาพความเป็นจริง ต้องรองรับผู้ป่วยเฉลี่ย 150 เตียง สูงสุดถึง 180 เตียงในแต่ละวัน รองรับผู้ป่วยนอกอีกวันละ 400 ราย และมีคนไข้คลอดบุตรเฉลี่ยเดือนละ 90-100 คน

หมอเชิดชาย เปิดเผยว่า อุปกรณ์การแพทย์เร่งด่วนที่ต้องใช้งบประมาณจำนวน 4-5 ล้านบาทในการจัดซื้อ ประกอบด้วย 1.โคมไฟส่องรักษาแก้ภาวะตัวเหลืองในทารก มูลค่า 2.5 แสน ความต้องการ 1-2 เครื่อง 2.เครื่องบันทึกการบีบตัวของมดลูกและอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ มูลค่า 3.5 ความต้องการ 2 เครื่อง 3.เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำ มูลค่า 4.6 แสนบาท ความต้องการ 1 เครื่อง

4.ตู้อบเด็กแบบเคลื่อนย้าย มูลค่า 6.5 แสนบาท ความต้องการ 1 เครื่อง 5.เครื่องรักษาด้วยคลื่นกระแทก-เครื่องช็อคเวฟ มูลค่า 8 แสนบาท ความต้องการ 1 เครื่อง 6.เครื่องตรวจอวัยวะภายในด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง มูลค่า 2 ล้านบาท ความต้องการ 1 เครื่อง 

ส่วนงบประมาณที่เหลือจากโครงการ จะนำไปจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อรองรับการขยายโรงพยาบาลต่อไป

ผอ.รพ.บางสะพาน กล่าวว่า โครงการก้าวคนละก้าว เป็นปรากฎการณ์ใหม่ของสังคมไทย สะท้อนมิติของความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งตูน สามารถสร้างกระแสให้คนทั้งประเทศเห็นพ้องต้องกันในปัญหาใหญ่นี้ได้

“ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจ ร่วมมือกันแก้ปัญหา ซึ่งเราเห็นแล้วว่า เพียงแค่คนละไม้คนละมือ เมื่อรวมกันก็กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้”

ภาพจากเฟซบุ๊ก bodyslam

“เงินไม่มี เครื่องมือไม่พอ”ปัญหาใหญ่โรงพยาบาลขนาดกลาง

กระทรวงสาธารณสุข แบ่งโรงพยาบาลออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับต้น (First – level Hospital) 2. โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับกลาง (Middle – level Hospital) และ 3.โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับสูง แต่ละระดับมีปัญหาแตกต่างกันออกไป โดยหลักใหญ่คือ ปัญหาเรื่องการขาดแคลนงบประมาณที่รัฐบาลไม่สามารถจัดสรรให้ทุกแห่งได้รับตามความต้องการ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชระไพบูลย์ อดีตเลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท กล่าวว่า รพ.ขนาดกลางหรือระดับชุมชน มีรายได้หลักจากงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)  สวัสดิการข้าราชการและประกันสังคม และ การจ่ายเงินตามความสมัครใจหรือบริจาค

“คนที่มีรายได้มากก็มักเลือกไปโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่ รายได้หลักของโรงพยาบาลขนาดกลาง มาจากบัตรทอง ซึ่งพอหล่อเลี้ยงให้อยู่รอดได้เท่านั้นในแต่ละปี บางแห่งอาจจะมีกำไร สามารถนำเงินไปซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์อื่นๆ ได้บ้าง บางแห่งอาจขาดทุน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ งบประมาณ และความสามารถในการบริหารจัดการ โดยรวมแล้วรายรับไม่มาก พัฒนากันได้เท่าที่มีกำลัง”

นพ.พงศ์เทพ  บอกต่อว่า งบประมาณที่ภาครัฐจัดให้ในแต่ละปีนั้นไม่สอดคล้องกับการเติบโตของเทคโนโลยีและมาตรฐานการรักษาที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เมื่อก่อนเรายังรักษาโรคกระเพาะด้วยยาธาตุน้ำขาว ยาลดความดันอดีตมีเพียง 3 ตัว ปัจจุบันมี 20 ตัว หรือโรคหัวใจ โรคไต ในอดีตมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก แต่ปัจจุบันไม่ใช่อย่างนั้น เทคโนโลยีการแพทย์ก้าวหน้า คนอายุยืนมากขึ้น มาตรฐานสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่งบประมาณประเทศวิ่งตามไม่ทัน ทำให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องดิ้นรน หาเงินเพื่อหล่อเลี้ยงและพัฒนาตัวเอง

“กระทรวงสาธารณสุขมีภาระมาก เวลาของบประมาณจึงยากที่จะได้รับในแบบที่ตัวเองต้องการ นึกภาพพ่อแม่มีลูกเยอะ แต่มีเงินจำกัด ให้พี่น้องก็ไม่ได้ ทุกคนต้องพัฒนา แต่มันไม่เพียงพอ อยู่กันแบบประคับประคอง อดทนกันไป ใช้จ่ายตามความจำเป็น มีน้อยใช้น้อย”

งบประมาณที่ไม่เพียงพอ นอกจากทำให้ความสามารถในการรักษาต่ำลงแล้ว อีกหนึ่งปัญหาสำคัญก็คือ การหนีหายของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากไม่มีเครื่องมือในการรักษาและพัฒนาตัวเองไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

“นึกภาพอย่าง โรงพยาบาลบางสะพาน มีหมอกระดูก มีหมออายุรกรรม มีหมอผ่าตัด แต่อุปกรณ์ขาดแคลน หมออยู่ 2 ปี เขาก็ขอย้ายเลย เพราะอยากมีความชำนาญในเรื่องนั้น ดึงคนเก่งไว้ไม่ได้ มันก็เสียระบบ  นี่คือภาพความจริงของโรงพยาบาลขนาดกลางที่ถูกคาดหวังสูงในดูแลรักษา เหมือนเด็กที่กำลังเติบโต ต้องการอาหารเยอะ แต่ทรัพยากรจากภาครัฐมีไม่เพียงพอ”

อดีตเลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท บอกว่า ไม่สามารถเจาะจงได้แน่ชัดถึงอุปกรณ์การแพทย์ที่โรงพยาบาลขนาดกลางขาดแคลน เนื่องจากความต้องการแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดีส่วนมากหนีไม่พ้น เครื่องมือวินิจฉัยพื้นฐาน เช่น  เครื่องช่วยหายใจ เครื่องโมนิเตอร์ตรวจวัดการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

“ความต้องการอุปกรณ์ขึ้นอยู่กับความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์เดิม หรือความต้องการพัฒนาการทำงานด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือใหม่ๆ ที่ทันสมัย”

อยู่รอดได้ด้วยการ”ร่วมจ่าย ร่วมบริจาค”

“วิธีจัดการงบประมาณ ที่ผ่านมาหลักๆ มีสองอย่างคือ หนึ่งลดการบริโภคและสองหาเงินเพิ่มผ่านกิจกรรมการกุศลต่างๆ เงินที่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของงานและพื้นที่ชุมชนแต่ละแห่ง อย่าง โครงการก้าวคนละก้าวของตูน ถือเป็นการหารายได้ขนาดใหญ่ สร้างการรับรู้ในวงกว้าง นับว่าน่าสนใจมาก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้เเบบนั้น”

นพ.พงศ์เทพ บอกว่า การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ในภาพใหญ่ อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการ “ให้ประชาชนร่วมจ่ายในลักษณะบริจาค”

“ต้องร่วมกันจ่ายในลักษณะบริจาคหรือความสมัครใจ ไม่ได้กำหนดเป็นเปอร์เซนต์ เพราะ 10 เปอร์เซนต์ของคนรวยและคนจนนั้นมีความหมายแตกต่างกัน จึงต้องกำหนดเป็นรูปแบบบริจาคซึ่งอาจมีสิทธิประโยชน์บางอย่างตอบแทนให้ เช่น สิทธิด้านการลดหย่อนภาษี และทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจกับการเสียสละ”

อดีตเลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท ทิ้งท้ายว่า ทางออกที่ยั่งยืน รัฐบาลต้องหาวิธีและการสื่อสารที่ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักว่า โรงพยาบาลรัฐในประเทศเรากำลังแย่ เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเหมือนกับที่ตูน บอดี้สแลมทำ

 

โอนสิทธิพยาบาลให้บริษัทประกัน ความเสี่ยงข้าราชการ 5 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/468979

โอนสิทธิพยาบาลให้บริษัทประกัน ความเสี่ยงข้าราชการ 5 ล้านคน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สิทธิการรักษาพยาบาลถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานจำเป็นที่คนไทยทุกคนควรได้รับ โดยระบบรักษาพยาบาลของแต่ละกลุ่มอาชีพจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล ประกอบด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะดูแลประชาชนทั่วไปเกือบ 50 ล้านคน ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท/ปี

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ดูแลผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคน ใช้งบประมาณ 3.8 หมื่นล้าน/ปี และกลุ่มข้าราชการไทยกับครอบครัว 5 ล้านคน กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางเป็นผู้ดูแลใช้งบประมาณ 6 หมื่นล้านบาท/ปี

ทว่า ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ค่ายาสูงขึ้น การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นทุกปี ล่าสุด อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง มีแนวคิดโอนย้ายระบบสิทธิดูแลค่ารักษาพยาบาลข้าราชการจากเดิมที่รัฐเป็นผู้ดูแล เป็นให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาบริหารทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าเพื่อลดการรั่วไหลของงบประมาณ และจะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นศึกษารายละเอียด ท่ามกลางเสียงคัดค้านของข้าราชการที่เกรงว่า การให้บริษัทประกันดูแลจะมุ่งแต่เน้นผลประโยชน์ กำไร ขาดทุน สุดท้ายข้าราชการจะเสียประโยชน์และสิทธิการรักษาพยาบาลที่ควรได้รับ

นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) กล่าวว่า การปฏิรูประบบรักษาพยาบาลข้าราชการมีการพูดมาตลอด ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลเงินหมดจึงต้องตัดสิทธิประโยชน์หลักออก แต่หลังจากนั้นมีปฏิรูปย่อยเรื่อยมา เช่น เปลี่ยนวิธีจ่ายเงินคนไข้ใน ปรับเรื่องการจ่ายยา รวมถึงมีข้อเสนอว่าควรมีมืออาชีพเข้ามาบริหารระบบให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่งทุกรัฐบาลพยายามให้เอกชนเข้ามารับช่วงบริหารต่อ แต่หลังการพูดคุยทุกครั้งเรื่องมักเงียบหายไป

“ครั้งนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน แต่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ซื้อเวลามานานมากเกิน ซึ่งมองว่าไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะมาบริหารแต่การดูแลคน 4-5 ล้านคน ใช้เงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท/ปี ควรมีระบบที่เป็นรูปธรรมดูแล เพราะระบบนี้มีขนาดใหญ่กว่าตลาดประกันเอกชนที่มีเพียง 3-4 ล้านกรมธรรม์ มีเงินหมุนเวียนไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท” นพ.ถาวร กล่าว

ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีข้อดีคือ ดูแลคุ้มครองข้าราชการกับครอบครัวได้อย่างกว้างขวาง ส่วนข้อเสียคือ ถึงแม้จะมีการจัดทำทะเบียนข้อมูลและกลไกการเบิกจ่ายที่สามารถตรวจสอบได้บางส่วน แต่ยังไม่มีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เพราะที่มีอยู่มีเพียงบุคลากรดูแล 20 คนเท่านั้น

ปัญหา คือ บริษัทประกันยังใช้โมเดลเดิม คือ รักษาหายก็ให้ผู้ป่วยกลับบ้าน และบริษัทประกันหากอายุเกิน 60 ปี หรือเป็นโรคก็ไม่รับ เมื่อค่าใช้จ่ายถึงในระดับหนึ่งก็หยุดจ่าย สิ่งเหล่านี้เป็นระบบที่ใช้มานาน ฉะนั้นระบบใหม่ต้องรองรับสังคมผู้สูงอายุ ควบคู่กับการติดตามดูแลให้ความรู้ผู้ป่วยให้เกิดความแข็งแรงในระยะยาว

นี่คือการแก้ปัญหาที่แท้จริงๆ ไม่ใช่อยู่ที่บริษัทประกัน แต่รู้หรือไม่ว่าจะต้องแก้ปัญหาอะไร เพราะอนาคตงบ 6 หมื่นล้านบาท ที่ใช้รักษาข้าราชการและครอบครัวคงไม่พอ หรือถ้าจะให้เอกชนรับภาระส่วนเกินก็อาจทำให้บริษัทเจ๊งได้ เพราะส่วนต่างแต่ละปีสูงถึงหลักพันล้านบาท แต่ไม่ควรตกใจเพราะเรื่องเงินเฟ้อเกิดขึ้นทุกวัน เพียงแต่ต้องรู้ว่าการทำให้ระบบสวัสดิการมีคุณภาพมากขึ้น

นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายที่จะให้เอกชนเข้ามาดูแลถือว่าเป็นการแก้ปัญหาผิดจุดและขอคัดค้าน เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงตามมา เช่น ข้าราชการได้รับสิทธิลดลง รวมถึงจะมีผลกระทบต่อระบบการเงินของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ดังนั้น อยากให้กระทรวงการคลังที่กำลังเดินหน้าอยู่ อธิบายเหตุผลให้สังคมรับทราบว่านโยบายครั้งนี้มีรายละเอียดหลักประกันที่ดีกว่าเดิมอย่างไร เพื่อให้ข้าราชการไม่เสียประโยชน์

ปัจจุบันเงินที่ดูแลระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวอยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านบาท/ปี หากทำระบบใหม่จะมีการปรับงบให้เหลือ 6 หมื่นล้าน/ปี งบประมาณจะหายไปทันที 20% รวมถึงบริษัทประกันต้องกันเงินส่วนหนึ่งอย่างน้อย 30% ไว้เป็นค่าบริหารจัดการสร้างระบบและกำไรของบริษัท ฉะนั้นตัวเลขหลังจากที่ถูกตัดออกแล้วจะเหลือเงินเข้าสู่ระบบที่ไว้ดูแลข้าราชการเพียง 4.8 หมื่นล้านบาท ในขณะที่เทคโนโลยีทางการแพทย์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การแก้ปัญหานี้สามารถใช้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ตามมาตรา 9 เพื่อขอออกกฤษฎีกาโอนหน้าที่บริหารจากกรมบัญชีกลางมาเป็น สปสช.ได้ทันที โดยไม่ต้องตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ เพราะ สปสช.ก็เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลสูง สามารถรองรับดูแลระบบข้าราชการอีก 5 ล้านคนได้ และระบบการทำงานยังเชื่อมโยงกับระบบข้าราชการจึงไม่ต้องปรับมาก ส่วนปัญหาค่าใช้จ่ายบานปลายเชื่อว่าสามารถเจรจารูปแบบรัฐต่อรัฐได้

 

“สถาบันภูมิราชธรรม” ต่อยอดชีวิตกับวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/468652

"สถาบันภูมิราชธรรม" ต่อยอดชีวิตกับวิถีพอเพียง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา ใน พ.ศ. 2560 และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในด้านการศึกษาและศิลปวิทยาการ ทั้งฝ่ายวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ทุกแขนง

ตลอดจนน้อมนำพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพที่ทรงมีอยู่เต็มเปี่ยมในความรู้ทุกด้าน และได้ยังให้เกิดประโยชน์สุขแก่พสกนิกรมาช้านาน เพื่อมาเป็นแบบอย่างในการจัดกระบวนการศึกษาเรียนรู้ อีกทั้งเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีอยู่เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของประชาชาติไทยไปในอนาคตกาลโดยไม่มีเวลาสิ้นสูญ

ทำให้รัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงศึกษาธิการเสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันภูมิราชธรรม และเนื่องจากสถาบันดังกล่าวเป็นสถาบันทางอุดมศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐและอยู่ในอุปถัมภ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงต้องเสนอร่างกฎหมายเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติและให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา สนช.ส่วนใหญ่เห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.สถาบันภูมิราชธรรม วาระแรกด้วยคะแนนเอกฉันท์ 217 เสียง

สำหรับสถาบันภูมิราชธรรม จะสร้างอยู่ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จำนวน 436 ไร่ โดยใช้กองทุนประเดิม 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้งบประมาณของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดให้เป็นรายปี รวมถึงเงินหรือทรัพย์ที่มีผู้อุทิศให้

อย่างไรก็ดี กฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้ อาทิ มาตรา 5 ให้ รมว.ศึกษาธิการรักษาการตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 6 ให้สถาบันดังกล่าวมุ่งหวังให้บัณฑิตมีคุณธรรมกำกับความรู้ เพียบพร้อมด้วยสติปัญญาและจริยธรรม ใฝ่รู้ กอปรด้วยวิจารณญาณ มีความซื่อสัตย์ ความอ่อนโยน ความเพียร ความอดทนอดกลั้น

ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีจิตสำนึกช่วยเหลือผู้ที่ด้อยและอ่อนแอกว่า มีจิตใจเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และตั้งมั่นในความยุติธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม

มาตรา 12 กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แต่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันต้องได้รับการคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน

มาตรา 13 สถาบันมีอำนาจหน้าที่กระทำการต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมาตรา 6 อาทิ (1) ซื้อ ขาย รับจ้าง สร้าง จัดหา โอนเช่า หรือทำนิติกรรมใดๆ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของสถาบัน ตลอดจนถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง มีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หรือมีสิทธิต่างๆ ในทรัพย์สินของสถาบัน และจำหน่ายทรัพย์สินทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุดหนุนหรืออุทิศให้

(2) ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในการให้การศึกษาและการบริการทางวิชาการ (3) รับค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการในการให้บริการภายในอำนาจหน้าที่ของสถาบัน รวมทั้งทำความตกลงและกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการนั้น

(4) ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน หรือกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ และ (5) กู้ยืมเงินและให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สิน ถือหุ้น เข้าเป็นหุ้น และลงทุนหรือร่วมลงทุน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของสถาบัน ทว่า ถ้าเป็นจำนวนเงินเกินกว่าวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนด ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน

มาตรา 14 รายได้สถาบัน อาทิ (1) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี (2) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบัน (3) เงินที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบให้เพื่อจัดตั้งกองทุนภูมิราชธรรม หรือมอบสมทบภายหลัง และรายได้ ดอกผล หรือผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว

มาตรา 16 บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือซื้อด้วยเงินรายได้ของสถาบัน หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของสถาบัน หรือได้มาโดยทางอื่น ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบัน มาตรา 18 บรรดารายได้และทรัพย์สินของสถาบันจะต้องจัดการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา 6

อย่างไรก็ตาม แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว สถาบันต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้อุทิศหรือทายาท หากไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏ จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาสถาบัน

ส่วน หมวด 2 การดำเนินการ มาตรา 19 ให้มีสภาสถาบัน ประกอบด้วย (1) นายกสภาสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง (2) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 10 คน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกสถาบัน

(3) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการบดีและผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (4) กรรมการสภาสถาบัน จำนวน 3 คน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี จำนวน 1 คน จากผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีจำนวน 1 คน และจากผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะจำนวน 1 คน

(5) กรรมการสภาสถาบัน จำนวน 2 คน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำ มิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (3) และ (4) โดยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตาม (2) (4) และ (5) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภาสถาบัน

ทั้งนี้ ต้องสรรหากรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจากรายชื่อที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอ จำนวน 1 คน ให้สภาสถาบันเลือกกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง เป็นอุปนายกสภาสถาบัน และให้อุปนายกสภาสถาบันทำหน้าที่แทนนายกสภาสถาบัน

เมื่อนายกสภาสถาบันไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอุปนายกสภาสถาบัน ให้สภาสถาบันเลือกกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งทำหน้าที่แทนนายกสภาสถาบัน ให้สภาสถาบันแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่ง ซึ่งมิใช่กรรมการสภาสถาบันตาม (4) เป็นเลขานุการสภาสถาบัน และจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการด้วยก็ได้

 

รัฐ-เอกชนลุยกระตุ้นเที่ยวไทยฤดูหนาวปั๊มศก.ปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/468630

รัฐ-เอกชนลุยกระตุ้นเที่ยวไทยฤดูหนาวปั๊มศก.ปลายปี

โดย…พีรดา ปราศรีวงค์

ผู้ที่อยู่ในวงการท่องเที่ยววาดหวังว่าอุณหภูมิที่ลดลงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะช่วยสร้างสีสันทางการท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังคนไทยตกอยู่ในบรรยากาศโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

นอกจากนี้ นโยบายการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่มีแผนสำรองรองรับกับผลกระทบที่จะตามมาด้านการบริหารจัดการในการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำให้ไตรมาส 4 ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยต้องลุ้นระทึกว่าการเติบโตในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีจะรุ่งหรือร่วง สามารถพลิกฟื้นสร้างความคึกคัก สร้างรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตบโต๊ะลั่นห้องสั่งการเมื่อครั้งมาประชุมร่วมกับข้าราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปั๊มรายได้ทางการท่องเที่ยวไตรมาสนี้เติบโต 6% เมื่อเทียบกับ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

แม่ทัพใหญ่ด้านส่งเสริมการตลาดกระตุ้นให้คนไทยและต่างชาติเดินทางเที่ยวไทย อย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เล่าว่า ททท.ได้เตรียมแผนยุทธศาสตร์การตลาดกระตุ้นการเดินทางในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี ตลอดเดือน ธ.ค.นี้ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายที่ตั้งไว้กว่า 5.5 แสนคน แบ่งเป็น ต่างชาติ 3 แสนคน คนไทย 2.5 แสนคน/ครั้ง ช่วยเพิ่มรายได้ตลาดต่างประเทศกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับแนวทางกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในปีนี้ มาในรูปแบบเทกระจาดสวนกระแสฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ของทุกปี ที่เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถปรับราคาห้องพักได้ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทว่าปีนี้รัฐบาลได้คลอดหลายมาตรการจูงใจดึงกำลังซื้อภายในและภายนอกให้คืนชีพกลับมา อย่างตลาดในประเทศได้ออกมาตรการหักลดหย่อนภาษีการเดินทางท่องเที่ยวเป็นของขวัญให้คนไทยที่เดินทางพร้อมใช้จ่ายค่าที่พักโรงแรมที่มีใบอนุญาตประกอบการถูกต้องตามกฎหมาย ค่าแพ็กเกจทัวร์กับบริษัททัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในช่วงวันที่ 1-31 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ สามารถนำใบเสร็จรับสิทธิหักลดหย่อนภาษีเพิ่มอีก 1.5 หมื่นบาท/คน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์การหักลดหย่อนเพิ่มเติม จากเดิมที่คนไทยเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค-31 ธ.ค. 2559 รวมสิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 3 หมื่นบาท จากเดิม 1.5 หมื่นบาท

“ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ มีวันหยุดติดต่อกันหลายสัปดาห์ เชื่อว่ามาตรการนี้จะจูงใจให้คนไทยวางแผนเที่ยวในประเทศได้ รวมถึงอากาศที่หนาวเย็นทางภาคเหนือ ภาคอีสาน จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ โดย ททท.ได้สอบถามไปยังพื้นที่ต่างๆ พบว่าบริเวณที่พักพื้นที่ดอยส่วนใหญ่มียอดการจองเต็มถึงเดือน ก.พ.ปีหน้าแล้ว”ยุทธศักดิ์ กล่าว

เดือนสุดท้ายปลายปีนี้ ททท.ได้มอบหมายให้ทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทยจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่หลากหลายในแต่ละพื้นที่ เช่น เทศกาลดนตรีแจ๊ซ ภายใต้แนวคิด แจ๊ซ อิน ดิ เวิลด์ เฮอริเทจ ระหว่างวันที่ 26-27 พ.ย. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และเทศกาลดนตรีแจ๊ซ จ.ชลบุรี เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานรวม 5-7 หมื่นคน โดยแต่ละภูมิภาคต้องกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเพิ่มกว่า 5 หมื่นคน/ครั้ง ทั้ง 5 ภูมิภาค

ในส่วนตลาดต่างประเทศ ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (วีซ่า) เข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2559-28 ก.พ. 2560 ใน 19 ประเทศ เช่น จีน อินเดีย รวมถึงปรับลดค่าธรรมเนียมวีซ่าออนอะไรวัล จาก 2,000 บาท/คน เป็น 1,000 บาท/คน ในช่วงดังกล่าวด้วย เพื่อลดความแออัดบริเวณสนามบิน รวมถึงอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่วางแผนเดินทางมาไทยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้ มาตรการดังกล่าวจะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาไทยได้เพิ่มขึ้น

ยุทธศักดิ์ บอกอีกว่า ททท.ได้แบ่งแผนการส่งเสริมตลาดใน 2 ส่วนใหญ่ ได้แก่ แผนตลาดระยะใกล้ เน้นตลาดจีน ได้สั่งการสำนักงาน ททท. ในประเทศจีน 5 แห่ง ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู กวางโจว และคุนหมิง ร่วมจับมือกับสายการบิน บริษัททัวร์โฮลเซลขนาดใหญ่ของบริษัทจีน จัดรายการส่งเสริมการขาย เช่น เพิ่มมูลค่าแพ็กเกจทัวร์ การจัดกิจกรรมท่องเที่ยว เน้นสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยว การเพิ่มช่องทางสินค้าช็อปปิ้ง ผ่านสินค้าและบริการที่หลากหลาย เช่น แพ็กเกจ กอล์ฟ สปา การตรวจเช็กสุขภาพ การเสริมความสวยความงาม เป็นต้น โดยแพ็กเกจดังกล่าวตั้งเป้าไว้ที่ 1.2 แสนแพ็กเกจ เช่น ซี ทริป ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีน ตั้งเป้าจำหน่ายผ่านช่องทางนี้กว่า 1 แสนแพ็กเกจ

ด้านแผนระยะใกล้มุ่งเจาะตลาดอาเซียน ภายใต้แนวคิด วีกเอนด์ เดสติเนชั่น กระตุ้นให้เกิดความถี่ในการเดินทางอย่างน้อยอีก 1 แสนคน เช่น ตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา โดยได้สั่งการให้ ททท.สำนักงานในประเทศที่มีพื้นที่ติดกับเพื่อนบ้าน หรือมีเขตติดต่อกับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น จ.เชียงราย หนองคาย สระแก้ว กาญจนบุรี ตาก นครพนม และหาดใหญ่ จัดกิจกรรมกิน ช็อป เที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ พร้อมสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ท่องเที่ยวพร้อมเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งมองว่านักท่องเที่ยวอาเซียนมีความถี่ในการเดินทาง เพราะเป็นตลาดที่ใช้เวลาการเดินทางไม่มากนัก ขณะที่บางประเทศสามารถเดินทางข้ามเขตชายฝั่งบริเวณชายแดนได้

“ช่วง 3 เดือนที่มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า แต่นักท่องเที่ยวต้องยื่นทำวีซ่าตามปกติ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศไทยนั้น ททท.จะเร่งร่วมมือกับพันธมิตรสายการบิน บริษัททัวร์ สื่อออนไลน์ ช่องทางการตลาดอื่นๆ ที่เหมาะสมในแต่ละตลาด ขยายฐานนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาไทยให้ปักหมุดเลือกเที่ยวเมืองไทยก่อนเป็นที่แรก” ยุทธศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ธ.ค. ททท.ร่วมกับ บริษัท การบินไทย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเป็นคนที่ 30 ล้าน พร้อมมอบบัตรของขวัญโรงแรมที่พักระดับ 5 ดาว กรุงเทพฯ หัวหิน พัทยา จำนวน 5 คืน พร้อมตั๋วเครื่องบินโดยสารไปกลับประเทศไทยอีกครั้ง จำนวน 2 ใบ และโครงการนี้จะร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวคนที่ 31 และ 32 ล้าน ตามลำดับ

ด้าน ภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เล่าว่า ในเดือนธ.ค.นี้ สมาคมฯ ได้ร่วมกับสมาชิกจำหน่ายแพ็กเกจทัวร์ 70 เส้นทางตามรอยพระบาท โดยเลือกเส้นทางที่รถบัสและการเดินทางในลักษณะกลุ่มใหญ่เข้าถึงพื้นที่ได้นำเสนอต่อนักท่องเที่ยวคนไทย เช่น พิพิธภัณฑ์ ยายตุ้ม จ.นครพนม เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนการซื้อทัวร์ประมาณ 10% เทียบจากปัจจุบันคนไทยเดินทางผ่านบริษัททัวร์ 30% เดินทางเที่ยวด้วยตัวเอง 70%

ทั้งนี้ มาตรการหักลดหย่อนภาษีที่รัฐบาลออกมากระตุ้นการท่องเที่ยวจะได้รับความสนใจมากน้อยสามารถจูงใจให้เกิดการเดินทางได้จริงหรือไม่นั้น ต้องเร่งโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้องให้กับคนไทย หรือการนำดารา เซเลบริตี้ที่มีชื่อเสียง ร่วมโปรโมทสร้างความแรงให้กับมาตรการด้วย

มาตรการที่รัฐบาลจัดให้ในโค้งสุดท้าย รวมถึงตารางวันหยุดยาวติดต่อกันแบบสัปดาห์เว้นสัปดาห์เดือนธ.ค.นี้ ในฐานะคนไทยใครยังไม่วางแผนเที่ยวสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นของประเทศตัวเอง ควรเร่งวางแผนปักหมุดการท่องเที่ยวโดยด่วน เพราะการเดินทางท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นนอกจากจะช่วยประสบการณ์การเรียนรู้แล้ว นักเดินทางยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นชีพจรเศรษฐกิจประเทศที่แผ่วลงให้เต้นเร็วขึ้นจนกลับเข้าสู่จังหวะปกติได้

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ปีนี้ไทยหนาวนาน-เย็นฉ่ำกว่าปีที่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/468576

ผู้เชี่ยวชาญชี้ปีนี้ไทยหนาวนาน-เย็นฉ่ำกว่าปีที่แล้ว

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์หน้าหนาวปีนี้ได้รับการยืนยันจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า จะเย็นลงและยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะกระตุ้นให้คนไทยอยากจะเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น

วันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า สถานการณ์อากาศเย็นในปีนี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่พัดลงมาจากขั้วโลกเหนือผ่านมาทางรัสเซีย จีน และเข้ามาไทยทำให้ในปีนี้ประเทศไทยจะมีฤดูหนาวยาวไปถึงกลางเดือน ก.พ. 2560

สำหรับอุณหภูมิความเย็นในแต่ละพื้นที่ ภาคเหนือ อีสานเริ่มมีอากาศเย็นมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. ซึ่งอุณหภูมิความเย็นจะลดต่ำลงสูงสุดช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2559 ถึงกลางเดือน ม.ค. 2560 โดยจุดที่อุณหภูมิจะลดลงต่ำสุดจะอยู่ในภาคเหนือเป็นหลักซึ่งจะลดต่ำถึงเหลือเลขตัวเดียว

ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ช่วงแรกที่เข้าสู่ฤดูหนาวอากาศไม่เย็นมากแต่เพิ่งเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้าช่วงนี้เพราะได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่พัดลงมามากจากประเทศจีน คาดว่าในปีนี้กรุงเทพฯ ช่วงที่อากาศเย็นที่สุดอยู่ช่วงต้นเดือน ม.ค. 2560 โดยอุณหภูมิจะลดลงต่ำอยู่ที่ 15-16 องศาเซลเซียส แต่จะเป็นวันไหนต้องรอประเมินดูสภาพมวลอากาศเย็นก้อนใหญ่ที่จะพัดลมหนาวมาอีกครั้ง ก่อนที่ กทม.จะหมดฤดูหนาวช่วงต้นเดือน ก.พ.

ขณะที่ภาคใต้ปีนี้อากาศจะไม่หนาวเย็นมาก อาจมีบางวันอากาศจะเย็นในตอนเช้า แต่พื้นที่ส่วนใหญ่จะมีฝนตกไปถึงกลางเดือน ม.ค. เนื่องจากภาคใต้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในอ่าวไทยที่พัดพาเอาความชื้นเข้าหาชายฝั่ง ทำให้มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่โดยเฉพาะฝั่งอ่าวไทย ทำให้ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ลงไปมีฝนตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ และวันที่ 1-4 ธ.ค.นี้ จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำทำให้เกิดฝนตกหนักเกิดคลื่นลมแรง

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวด้วยว่า ฤดูหนาวในปีนี้ระยะเวลาจะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา แต่อุณหภูมิความเย็นจะไม่ลดต่ำลงมากเท่ากับปีที่แล้ว สภาพอากาศเย็นจะมีเป็นช่วงๆ คือ อากาศอุ่นขึ้น 3-4 วันก็จะกลับไปหนาวใหม่ จึงขอเตือนประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน ขอให้ระวังเรื่องสุขภาพเพราะปีนี้อากาศเย็นจะนาน รวมถึงขอให้ระวังเรื่องการจุดไฟเพราะเมื่ออากาศเย็นประชาชนมักนิยมก่อกองไฟคลายหนาว

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระบุว่า เป็นไปได้อย่างยิ่งที่ฤดูหนาวปีนี้จะมีอากาศหนาวเย็นลงกว่าค่าเฉลี่ยเพราะสภาพอากาศโดยภาพรวมในปีนี้ยังอยู่ในอิทธิพลของ ลานินญา ซึ่งพบว่าในช่วงปลายๆ ของปีที่เกิดปรากฏการณ์นี้ทุกครั้ง จะสำรวจพบหรือบันทึกได้ว่า อากาศจะหนาวเย็นกว่าปีที่ไม่มีลานินญา

ทั้งนี้ ปีนี้จะมีอากาศแกว่งตัวแรงกว่าปกติ ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์หิมะที่ตกลงมาตกค่อนข้างเร็วในรอบ 54 ปี ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแกว่งตัวของมวลอากาศเย็นในบริเวณโดยรอบมหาสมุทรอาร์กติก ขั้วโลกเหนือ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวในประเทศญี่ปุ่นเร็วกว่าปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ตรงตามปรากฏการณ์ต่างๆ ทุกครั้งไป เพราะยังมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรเกิดขึ้นได้ในระหว่างนั้นเสมอ เช่นปีนี้ซึ่งมีลานินญาแรงตอนต้นปีจึงมีการคาดการณ์ว่าลานินญาน่าจะหมดเร็วหรือหมดไปแล้วเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา แต่ปรากฏการณ์นี้ก็ยังลากยาวมาถึงปัจจุบัน

อานนท์ กล่าวว่า ไม่เฉพาะแต่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ประเทศจีนบางส่วนและเกาหลี ก็มีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นในช่วงนี้ ขณะที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบบางส่วน และประกอบกับสภาพอากาศในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้พื้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประชาชนส่วนใหญ่จะได้สัมผัสถึงอากาศหนาวเย็น

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นผลมาจากมวลอากาศเย็นทางภาคเหนือปะทะกับอากาศอุ่นชื้นจากภาคใต้ และคาดว่าในเดือน ธ.ค.-ม.ค. 2560 อุณหภูมิโดยรวมของประเทศไทยจะลดลงและมีอากาศหนาวเย็นมากขึ้นตามลำดับ อุณหภูมิเฉลี่ยโดยทั่วไปจะต่ำกว่าปี 2558 และประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีโอกาสได้สัมผัสอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสได้ประมาณ 3-4 วันเป็นอย่างน้อย

 

ปลดล็อกคนไทยไร้สัญชาติ 4 แสนคน สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทำงานได้ทุกอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467737

ปลดล็อกคนไทยไร้สัญชาติ 4 แสนคน สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทำงานได้ทุกอาชีพ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่มีการเรียกร้องให้คนไร้สัญชาติและครอบครัวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนควรได้รับสิทธิ เช่น การได้รับสัญชาติไทย สิทธิการเดินทางในประเทศ และการทำงานที่เสรี เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอย่างมั่นคง

จนเมื่อวันที่ 15 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามมาตรา 13 พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 อนุญาตให้คนต่างด้าวที่อาศัยในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและได้รับการผ่อนผันให้อาศัยเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงบุตรของคนต่างด้าวดังกล่าวที่เกิดในไทย และคนต่างด้าวซึ่งอยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติไทยตามกฎหมาย ทำงานได้ทุกประเภท ยกเว้นต่างด้าวสัญชาติอื่นๆ เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ซึ่งอาจถือเป็นการปลดล็อกจากเดิมที่กำหนดให้คนกลุ่มนี้ทำงานได้เพียง 27 อาชีพเท่านั้น

สิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ขยายความว่า กฎหมายฉบับนี้ออกเพื่อให้ผู้อพยพที่ได้รับการผ่อนผันซึ่งเข้ามาในไทยตั้งแต่โบราณ แต่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เช่น คนพื้นที่สูง คนพลัดถิ่น กลุ่มตองเหลือง ให้สามารถทำงานได้ทุกประเภทตั้งแต่วันนี้ จากเดิมให้เพียง 27 อาชีพเท่านั้น

“ตอนนี้จะเป็นหมอ ทนายความ อะไรทำได้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อจำกัด เพียงหากจะเดินทางไปทำงานพื้นที่อื่นของประเทศควรแจ้งฝ่ายปกครองให้รับทราบเพื่อรู้ถึงสถานะปัจจุบัน ประกาศนี้จะช่วยปลดล็อกทำให้ประเทศไทยมีกำลังแรงงานเข้ามาเติมในอุตสาหกรรมที่ขาดมากขึ้น” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ มองว่า นโยบายนี้ถือว่าเป็นการปลดล็อกปัญหาคนไร้สัญชาติได้ เนื่องจากเรื่องนี้หลายฝ่ายร่วมกันผลักดันมานานกว่า 10 ปี จึงขอชื่อชมว่าเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษย์ชนครั้งแรก

เนื่องจากก่อนหน้านี้บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยถือเป็นคนต่างด้าวแทบจะไม่มีสิทธิทำงาน เว้นเฉพาะงานบางอย่างที่รัฐยินยอม เพราะคนต่างด้าวไร้สัญชาติที่มีจำนวนกว่า 4 แสนคน ในไทยไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นสัญชาติไทย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นชาวเขา ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มชาติพันธุ์ อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงมานานกว่า 40-50 ปี ไม่มีโอกาสติดต่อกับหน่วยงานรัฐ จึงทำให้ไม่ได้รับสัญชาติ แต่คนกลุ่มนี้มีความกลมกลืนกับสังคมไทยมาโดยตลอด

นักสิทธิมนุษยชนผู้นี้ ฉายภาพว่า บุคคลกลุ่มนี้กระจายอยู่ในจังหวัดแนวชายแดน เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมปลูกผัก ปลูกข้าว ปลูกผลไม้ หาของป่า รับจ้างเพื่อเลี้ยงชีพ

ขณะที่เยาวชนรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2548 กฎหมายเปิดโอกาสให้เรียนระดับชั้นต่ำสุดไม่น้อยกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงทำให้เด็กไร้สัญชาติรุ่นใหม่จบปริญญาตรีมากขึ้น แต่หลายคนเมื่อจบการศึกษาแล้วไม่มีโอกาสทำงานตามความรู้ความสามารถเนื่องจากติดขัดข้อจำกัดกฎหมายการทำงาน ฉะนั้นการที่รัฐออกประกาศนี้จะทำให้คนกลุ่มนี้รวมถึงเยาวชนรุ่นใหม่ที่อยู่ประเทศไทยเป็นเวลานานทำงานได้ทุกอาชีพจะเป็นการปลดล็อกปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ จะเป็นการให้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเรื่องการทำงาน และช่วยประเทศพัฒนาแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้มาก

พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนและบุคคลไร้สัญชาติ มองว่า ประกาศที่ออกมามีการใช้ภาษากฎหมายที่
ซับซ้อน หากใครไม่เข้าใจเรื่องนี้จริงจังจะทำให้คนที่ไร้สัญชาติกลุ่มหน้าๆ ตกหล่นหายไป ซึ่งมองว่าสิ่งที่ออกมายังไม่สมบูรณ์ ฉะนั้นหากวิธีปฏิบัติไม่ชัดเจนอาจช่วยไม่ได้จริงและอาจเอื้อต่อการทุจริต ประเด็นหลักที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มชาวเขาและชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอาศัยอยู่นาน

นักวิชาการด้านกฎหมาย ระบุว่า หลักการในมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าวที่ใช้ คือ ต้องการใช้กับคนต่างด้าวที่ถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายซึ่งยังไม่มีสัญชาติ แต่ก็มีคนไร้สัญชาติที่ไม่ถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายแต่เป็นคนไร้สัญชาติ เช่น อยู่ในเยาวราช ตรงนี้เป็นอีกกลุ่มที่อยู่ในมาตรา 9 ซึ่งถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว มองว่าคนเหล่านี้ควรจะได้รับสิทธิดีที่สุด

พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า วันนี้ต้องชมเชยกระทรวงแรงงาน สภาความมั่งคงแห่งชาติเพราะคนเหล่านี้ไม่มีประเทศต้นทางเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ฉะนั้นรัฐควรต้องดูแล แต่การแก้ไขปัญหานี้เสนอว่าควรประกาศใช้กลุ่มคนในมาตรา 9 เพิ่มเติม และเขียนกฎหมายให้ชัดเจน เพราะที่ประกาศออกมานี้ใช้เพียงมาตรา 13 ถ้าตั้งเป้าจะช่วยคนไร้สัญชาติทุกคนที่เข้ามานานแล้ว ไม่ควรเลือกปฏิบัติเพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีประเทศต้นทาง ฉะนั้นคนต่างด้าวที่เข้ามานานควรได้รับการพิจารณาที่สุด

“ต่างด้าวแท้ คือ มีรัฐและเจ้าของสัญชาติดูแลจริง แต่นโยบายนี้ควรใช้กับต่างด้าวเทียมที่ไม่มีเจ้าของสัญชาติซึ่งเขาเป็นคนของประเทศไทย เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของคนไทยที่โชคร้าย ฉะนั้นคนกลุ่มนี้ควรได้รับสิทธิการทำมาหากินอย่างสุจริต ไม่ถูกเรียกเก็บเงิน ไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ ซึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลทำมาถูกแล้ว แต่ควรทำให้ชัดเจน” รศ.พันธุ์ทิพย์ กล่าว