“ข้าราชการ-การเมือง-เอกชน” ผลประโยชน์ทับซ้อนที่แยกกันยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 20:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/471474

"ข้าราชการ-การเมือง-เอกชน" ผลประโยชน์ทับซ้อนที่แยกกันยาก

โดย..โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

ข่าวการรับเงินค่าที่ปรึกษาประมาณ 5 หมื่นบาทต่อเดือนจากบริษัทยักษ์ใหญ่แอลกอฮอล์เเห่งหนึ่งของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ และเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างกว้างขวางทั่วสังคม

ล่าสุด องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดเสวนาหัวข้อเรื่อง “กรณีค่าที่ปรึกษาเจ้าหน้าที่…ถูกหรือผิด…แก้ได้ หรือ ไร้หวัง” เพื่อหวังกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล เเละเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการที่ชัดเจนป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าของรัฐ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ทับซ้อน

การเมือง ข้าราชการ เอกชน เอื้อกันและกัน

ดร.บัณฑิต นิจถาวร เลขาธิการโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) กล่าวว่า การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐทั้งที่อยู่ในตำแหน่งและอดีตไปนั่งเป็นที่ปรึกษาของบริษัทเอกชน นำไปสู่ความห่วงใยจากภาคประชาชน 3 เรื่องได้เเก่

1.การกำกับดูแลการทำหน้าที่ของรัฐเองจะอ่อนแอ เนื่องจากมีคนไปนั่งในบริษัทที่รัฐกำกับดูแล  2.นำไปสู่การปกป้องช่วยเหลือในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม  3.ทำให้การแข่งขันในระบบตลาดเสี่ยงต่อความเสียหาย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปนั่งในบางบริษัท

ดร.บัณฑิต บอกว่า ความใกล้ชิดที่ส่งผลให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชนนั้น หากมองภาพใหญ่มีอยู่ประมาณ 3 รูปแบบ คือ

1. เจ้าหน้าที่รัฐในระดับสูงทั้งที่อยู่ในตำแหน่งและอดีตเข้าไปรับตำแหน่งในบริษัทเอกชน ซึ่งสามารถมีอิทธิพลให้คุณให้โทษได้

2.ผู้บริหารเอกชน เข้าไปนั่งในตำแหน่งภาครัฐ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการกำกับนโยบาย โดยทำหน้าที่ให้คำแนะนำหรือสามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานของตัวเอง

3.นักการเมือง เข้าไปเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน พวกนี้จะรู้วิธีการตัดสินใจขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ใช้คอนเนคชั่น ประสบการณ์ พยายามขับเคลื่อนให้เกิดมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องหรือให้คุณให้โทษกับการทำธุรกิจ

“ฝรั่งเรียกประตูหมุน เหมือนการเข้าออกของคนในภาครัฐ เอกชน และนักการเมือง เรื่องนี้เสี่ยงจะทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น เสี่ยงต่อการทำหน้าที่ของหน่วยราชการที่ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นธรรม และเสี่ยงต่อประเด็นปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน”

คำถามสำคัญก็คือ เราจะลดทอนความเสี่ยงจากสภาพดังกล่าวได้อย่างไร..

ดร.บัณฑิต บอกว่า ควรมีมาตรการและกฎระเบียบที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าของรัฐใช้อำหนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชน โดยอาจจะมีการออกกฎหมายเหมือนในหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น

-ภาครัฐควรกำหนดแนวทางปฏิบัติของข้าราชการที่ชัดเจน ทั้งบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งและอดีต อะไรทำได้ อะไรไม่ได้  ทั้งนี้ในมุมมองของตนบุคคลใดรับเงินเดือนรัฐถือว่าเป็นข้าราชการหมด

-ภาคเอกชน ที่จะไปรับตำแหน่งของภาครัฐ ต้องกำหนดให้ชัดเจน เช่นกันว่า ทำอะไรได้บ้าง

-ภาครัฐควรกำหนดให้ข้าราชการ นักการเมือง เว้นวรรคการรับตำแหน่งที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ที่ตัวเองดูแลเป็นเวลา 2 ปี (Cooling of Period) เรื่องนี้จะช่วยลดเส้นสายและการใช้อิทธิพล

-ภาคธุรกิจควรยึดธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ มีความผิดชอบในการแต่งตั้งบุคคล โดยพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ พร้อมกับแสดงความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

-ภาคธุกิจควรเปิดเผยรายชื่อตำแหน่งที่มีข้าราชการเข้าไปรับตำแหน่งต่างๆ ต่อสาธารณะชน

“บางทีกฎหมายเมืองไทยมีอยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหาอยู่ที่การตีความและการบังคับใช้ ทำให้ไม่มีความชัดเจน คลุมเคลือ จากนี้จึงควรบังคับให้ชัดเจนไปเลย ที่ผ่านมาเราเคยปล่อยผ่าน แต่ถึงจุดนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาต้องการความโปร่งใส เป็นธรรม และความชัดเจน”

ถึงเวลาเปิดเผยอย่างชัดเจน

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา บอกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นเกิดขึ้น และมีให้พบเห็นมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน โดยแฝงอยู่ในรูปเเบบต่างๆ จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเท่านั้นเอง

“ประเด็นหลักสำคัญคือ ผลประโยชน์ของบรรดาข้าราชการทั้งหลายที่ได้มาจากภาคเอกชน มากกว่าเงินเดือนประจำ มันถึงเกิดปัญหาเช่นนี้มาตลอด”

เขา เล่าว่า ในอดีตก่อนมี พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ห้ามผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ผู้ใดเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ และหรือนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่า 3 แห่ง บรรดาปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง เเละผู้มีอำนาจตำเเหน่งใหญ่อื่นๆ พากันเป็นคนละ 10 แห่ง ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้มากมายมหาศาล ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มอัยการ

สำหรับกรณีนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เขา ตั้งข้อสังเกตว่า มีรายละเอียดที่น่าสังเกตหลายอย่าง เช่น มีการระบุในบัญชีทรัพย์สินว่าได้รับเงินเดือนละประมาณ 5 หมื่นบาท ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งแปลว่าเพิ่งได้รับเงินเมื่อตอนมีตำแหน่ง หมายความว่า บริษัทเอกชนอาจจะจ่ายให้ตามตำแหน่ง อย่างไรก็ดี ยังไม่พบหลักฐานการจ่ายเงินจากภาคเอกชนว่า จ่ายในนามบริษัทแม่หรือบริษัทในเครือ และยังไม่มีคำชี้แจงอย่างชัดเจนจากทั้งสองฝ่าย ทำให้ไม่มีหลักฐานแหล่งรายได้ที่ชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องการเสียภาษีอย่างถูกต้องตามระบบ

ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา พูดถึงข้อกฎหมายต่างๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องการรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ไล่ตั้งแต่ มาตรา 103 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลภายนอก หรือกฎหมายอื่นๆ อย่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่มีเนื้อความที่พูดถึงข้อห้าม เข้าไปถือหุ้นส่วนหรือรับตำแหน่งในบริษัทที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นการที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ ไปนั่งเป็นที่ปรึกษาบริษัทขายแอลกอฮอล์ จึงหนีไม่พ้นการถูกตั้งคำถามอย่างแน่นอน

นอกจากนั้นยังมี มาตรา 100  ในข้อที่ 4 ของ ปปช. ที่ระบุว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน หรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุมหรือตรวจสอบหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ของทางราชการหรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น

อย่างไรก็ตาม มาตราดังกล่าว ปัจจุบัน มีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้นที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับ ได้แก่ คณะรัฐมนตรี และกลุ่มผู้บริหารและรองผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

“บรรดาข้าราชการต่างๆ รอดพ้นการกำกับข้อกฎหมายนี้ ด้วยปัญหาต่างๆ อาจจะไม่สามารถประกาศให้คลอบคลุมข้าราชการทุกคนได้ ผมจึงเสนอว่า ทำไมไม่ประกาศเฉพาะตำแหน่งสำคัญๆ ที่มีลักษณะต้องไปกำกับดูแลเอกชนต่างๆ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจใหญ่ ถ้า ป.ป.ช. มีวิธีคิด และศึกษาชัดเจน การประกาศตำแหน่งสำคัญให้ชัดเจน อาจจะแก้ปัญหาทับซ้อนได้ในระดับหนึ่ง”

ผู้สื่อข่าวรายนี้ เสนอไอเดียทิ้งท้ายถึงมาตรการให้ข้าราชการรายงานการเข้ารับตำแหน่งของตนเองในภาคธุรกิจต่างๆ พร้อมกับชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการรับตำแหน่ง ก่อนนำเสนอสู่สายตาประชาชน

“ให้มีการออกกฏหรือข้อกำหนดที่ชัดเจน ให้บรรดาข้าราชการต้องรายงาน ชี้แจงต่อหน่วยงานต้นสังกัด ว่าได้เข้าไปรับตำแหน่งภาคธุรกิจที่ไหนบ้าง มีบทบาทหน้าที่และความจำเป็นอย่างไร แล้วควรกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนในกรณีที่ไม่รายงงานต้นสังกัด ที่สำคัญ เปิดเว็บไซต์ให้สังคมสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ว่าตำแหน่งที่ข้าราชการเข้าไปรับนั้นมีความขัดแย้งกับผลประโยชน์หน้าที่ที่ตนเองต้องดูแล หรือเคยดูแลหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำมาหากิน เพียงแต่ห้ามทำมาหากินในลักษณะที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับตำแหน่งหน้าที่คุณ”

ผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่อาชญากรรม

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกลุ่มธุรกิจการเงินธนาคารเกียรตินาคินภัทร  บอกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเรื่องยากที่สุดเรื่องหนึ่งในกระบวนการต่อต้านคอรัปชั่น มีความซับซ้อน และการออกข้อกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ เพื่อแก้ไขอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย

“ต้องเข้าใจก่อนว่าผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ใช่เรื่องทุจริต ไม่ใช่อาชญากรรม เพียงแต่เป็นภาวะที่ต้องมีการจัดการ ซึ่งมีหลายระดับและมีต้นทุนมาก แม้แต่มาตรฐาน OECD (ศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ) ยังอธิบายถึงผลประโยชน์ทับซ้อนว่า ไม่สามารถดีไซน์ให้เหมือนกันทั้งโลกได้ ขึ้นอยู่กับบริบท แม้แต่ในสังคมเดียวกันประเทศเดียวกันก็ไม่สามารถดีไซน์ออกมาเป็นกฎตายตัวได้ เนื่องจากเกิดผลกระทบและมีต้นทุนสูงมาก”

อดีตคณะกรรมการนโยบายเเละกำกับดูเเลรัฐวิสาหกิจ บอกว่า เป็นไปไม่ได้ หากจะห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อนในทุกกรณี แต่จำเป็นต้องจัดการเเละระวัง โดยต้องเปิดเผยทั้งแบบอย่างพับบลิคเเละไม่พับบลิค และมีกระบวนการสลายผลประโยชน์ทับซ้อน

“การจัดการปัญหามีหลายทาง เช่น การให้เจ้าหน้าที่แถลงผลประโยชน์ที่ตนมีไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทั่วไปหรือผลประโยชน์ในกรณีเฉพาะหน้า เเละหากมีปัญหาขึ้นให้เจ้าหน้าที่คนนั้นออกนอกกระบวนการตัดสินใจในกระบวนการตัดสินใจนั้น คือ ไม่ต้องลาออก แต่หากมีเรื่องนี้ขึ้นมา คุณไม่เกี่ยวนะ มีการกำกับการเข้าถึงข้อมูลของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น มีการจัดสรรหน้าที่ใหม่ถ้าหากมีผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้น หรือแม้ห้ามเข้าร่วมการดำเนินงานที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง”

อดีตซุปเปอร์บอร์ดรายนี้ ย้ำอีกครั้งว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ใช่อาชญากรรม แต่ประเด็นสำคัญคือเมื่อตกอยู่ในภาวะนั้นแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งการแก้ปัญหาต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงด้วย

“ต้องคำนึงถึงความเป็นจริง ว่าถ้าเราตัดเงินที่ได้รับโดยชอบออกหมด เงินที่ไม่ชอบจะโตขึ้นอีกหรือเปล่า” เขาทิ้งท้าย

 

“เน้นสวยงาม-จำกัดอายุ-แก้กฎกติกา”…ถึงเวลาปฏิรูปนักมวยเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 18:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/471470

"เน้นสวยงาม-จำกัดอายุ-แก้กฎกติกา"...ถึงเวลาปฏิรูปนักมวยเด็ก

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

เมื่อพูดถึง “นักมวยเด็ก” หลายคนนึกถึงศิลปะแม่ไม้มวยไทยอันสวยงามผ่านท่วงท่าลีลาของเหล่านักสู้ตัวน้อย เอกลักษณ์ของชาติที่ควรรักษาไว้ อีกหลายคนกลับมองว่าโหดเหี้ยมป่าเถื่อน เป็นการทารุณกรรมโดยใช้เด็กเป็นเครื่องมือพนันของผู้ใหญ่

ไม่ว่าจะมองมุมไหน ประสบการณ์อันน้อยนิดบวกกับกติกาที่เน้นความรุนแรง เสี่ยงที่จะทำให้นักมวยเด็กได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ อันจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ไอคิวต่ำ-สมองบอบช้ำระยะยาว”ผลจากการโดนต่อยศีรษะ

ปัจจุบันเมืองไทยมีนักมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมากกว่าหนึ่งแสนคนต้องเดินสายขึ้นชกอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งชกเดิมพัน ชกชิงเงินรางวัลตามเวทีงานวัด งานเทศกาลต่างๆ โดยอายุน้อยสุดที่พบคือ 4 ปี นักมวยเด็กเหล่านี้จะได้รับความกระทบกระเทือนจากการโดนชกที่ศีรษะอย่างน้อย 20 หมัดต่อไฟท์

ยิ่งเริ่มชกอายุน้อยกว่า ชกนานกว่า จำนวนไฟต์การชกมากกว่า ก็ยิ่งมีผลต่อสมองมากขึ้น ซึ่งการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆในการชกซ้ำๆกันหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของสมองในระยะยาวได้

ดร.วิทยา สังขรัตน์ หนึ่งในคณะผู้วิจัยเรื่อง “การบาดเจ็บสมองของนักมวยเด็ก” ศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ได้ใช้เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ศึกษาความแตกต่างระหว่างสมองของเด็กที่ชกมวย 323 คน กับเด็กทั่วไปที่ไม่ได้ชกมวย 253 คน พบว่า การชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีนั้นมีผลต่อสมองของเด็ก

“ผลวิจัยสรุปได้ว่า 69 % ของนักมวยเด็กจะมีความผิดปกติทางสมอง 1.มีเลือดออกในสมองจากการถูกชกหัว ทำให้มีธาตุเหล็กสะสมซึ่งเป็นสารพิษต่อเนื้อสมอง 2.เซลล์สมองและใยประสาทฉีกขาด ถูกทำลาย ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ 3.การทำงานของสมองด้านความทรงจำลดลง นำไปสู่อาการบกพร่องทางปัญญา หรือภาวะสมองเสื่อมได้ จากการวิจัยพบว่า ระดับสติปัญญา (ไอคิว) ของเด็กที่ชกมวยมากกว่า 5 ปีจะอยู่ 84 คะแนน ซึ่งคะแนนระหว่าง 80-89 คะแนนจะสามารถเรียนจบระดับมัธยมปลายเท่านั้น ส่วนเด็กทั่วไปที่ไม่ได้ชกมวย ไอคิวจะอยู่ที่ 90-110 คะแนน ซึ่งสามารถเรียนจบระดับอนุปริญญาหรือปริญญาตรี”

ดร.วิทยา เผยว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ การบาดเจ็บของสมองนักมวยเด็กจะส่งผลต่อการศึกษาและการดำรงชีวิตของเด็กในอนาคต

“หากเด็กเหล่านี้โตขึ้นไปแล้วไม่ได้เข้าสู่วงการมวย ไม่ได้เป็นนักกีฬามวยระดับชาติ จะกลับเข้าสู่สังคม จะใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปอย่างไร จะเรียนอะไร ทำงานทำการอะไร ในเมื่อสมองบอบช้ำ แถมไอคิวยังต่ำกว่าคนทั่วไป ยังไม่นับโรคทางระบบทางประสาทที่อาจตามมา เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ฉะนั้นในเด็กที่ต่ำกว่า 15 ปีลงไป ผู้ปกครองไม่ควรใช้สิทธิ์ตัดสินใจให้พวกเขาถูกทำร้ายด้วยการชกมวยตั้งแต่อายุยังน้อย”

 กฎหมายมวยไม่สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองเด็ก

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีประเด็นที่สับสนระหว่างมวยอาชีพกับมวยสมัครเล่น ในพรบ.กีฬามวย พ.ศ.2542 ไม่สอดคล้องกับพรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 กฎหมายค้ามนุษย์  และอนุสนธิสัญญาสิทธิเด็ก

“ตามพรบ.มวย 2542 มาตรา 29 ระบุว่า นักมวยที่จะจดทะเบียนได้ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงคือ ทุกวันนี้มีนักมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมากกว่าหนึ่งแสนคน แต่มีการลงทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทยไม่ถึง 1 % เท่านั้น ซึ่งการชกมวยเด็กก็เป็นลักษณะมวยอาชีพ ได้รับค่าตอบแทน จึงถือว่าผิดกฎหมาย เนื่องจากตามพรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 ระบุว่า ห้ามไม่ให้จ้าง บังคับ ขู่เข็ญ ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก เล่นกีฬาเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้า หรือเข้าไปในสถานที่เล่นพนัน

ขณะเดียวกันในต่างประเทศถือว่ามวยเด็กเป็นการทารุณกรรม เป็นการใช้แรงงานเด็กขั้นเลวร้ายที่สุด ที่ผ่านมามีสื่อต่างชาติรายงานข่าวเรื่องมวยเด็กในไทยออกมาในเชิงลบอยู่เป็นประจำ นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในระดับ Tier 3 จากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา”

รศ.นพ.อดิศักดิ์ บอกว่า สิ่งที่ต้องการมิใช่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเลิกชกมวยเด็ดขาด แต่แค่ปรับเปลี่ยนกฎกติกาที่คำนึงถึงความปลอดภัยในตัวเด็กมากขึ้น ไม่ให้บอบช้ำ หรือได้รับการบาดเจ็บรุนแรงอันจะส่งผลเสียต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็ก

“4 ข้อเสนอเพื่อให้มวยไทยปลอดภัยสำหรับเด็กก็คือ 1.นักมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องเป็นเพียงวัฒนธรรมและกีฬาสมัครเล่นโดยมีกฎกติกาที่เหมาะสมตามอายุ ไม่ใช่เป็นอาชีพ ไม่ทดแทนคุณ ไม่ทารุณกรรม และไม่เป็นการพนัน 2.มีการกำหนดเกณฑ์อายุ เช่น อายุต่ำกว่า 9 ปี ให้แค่รำมวย แสดงท่าททางอันหลากหลายของแม่ไม้มวยไทย เน้นสวยงาม เตะต่อยเป้า อายุ 9-12 ปี แข่งแบบปะทะได้ แต่ห้ามชกศีรษะ ถ้าชกที่ศีรษะจะไม่ได้คะแนน แถมถูกตัดคะแนน หรือจับแพ้ ที่สำคัญต้องใส่บอดี้การ์ด หรือเฮดการ์ดด้วย ส่วนอายุ 13-15 ปี แข่งแบบปะทะได้ มุ่งเป้าศีรษะได้ แต่ต้องชกแบบเบา เน้นเข้าเป้า การได้คะแนนจะวัดจากความแม่นยำ ไม่ใช่การต่อสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนที่เป็นอยู่

3.ต้องแก้กฎหมายพรบ.มวย 2542  ให้สอดคล้องกับพรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 กฎหมายค้ามนุษย์  และอนุสนธิสัญญาสิทธิเด็ก นั่นคือ ป้องกันไม่ให้เด็กได้รับอันตราย ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ เดิมพัน พนัน ให้กีฬามวยไทยเด็กเป็นแค่มวยสมัครเล่นเท่านั้น เดี๋ยวนี้จะเห็นได้ว่านักมวยเด็กเขาต่อยกันแบบนักมวยผู้ใหญ่เลย มีค่าตัว ถอดเสื้อ ตัวเปล่า ชกกันแบบรุนแรง โดยไม่มีการสวมอุปกรณ์ป้องกันเหมือนมวยสมัครเล่น และ 4.ในการแข่งขันกีฬาให้กำหนดชก 3 ยก ยกละ 1- 1.5 นาที กำหนดช่วงพักระหว่างการชกแต่ละครั้ง หากมีการบาดเจ็บสมอง ต้องพักนานขึ้น แต่ละอายุจะมีข้อแนะนำการพักที่แตกต่างกัน”

เสียงจากครูมวย-อดีตนักค้ากำปั้น

สมควร สิงห์พลี อดีตนักมวยไทยผู้ใช้นามบนสังเวียนว่า “น้องรัก สิงห์กรุงธน” เล่าว่า เริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 14 ปี

“ชกนานๆสมองเสียหายกระทบกระเทือนจริง สมัยหนุ่มๆร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉงว่องไว แต่ตอนนี้ภรรยาบอกว่าเวลาถามอะไรจะตอบสนองช้า ไม่ทันท่วงที กว่าจะพูดตอบกลับมาได้ใช้เวลาพอสมควร”

วีระ ทิพย์แก้ว อดีตนักมวยอีกรายบอกว่า วงการมวยสมัยนี้การพนันเข้ามามีอิทธิพลสูง เซียนมวย หัวหน้าค่ายจึงไม่ค่อยเน้นศิลปะแม่ไม้มวยไทยอันสวยงามเหมือนแต่ก่อน

“เดี๋ยวนี้ทราบว่า วงเงินพนันเป็นล้านๆ พวกเซียนมวยก็ไม่มาสนใจความสวยงามหรอก หัวหน้าค่ายก็เน้นสอนแต่ให้นักมวยชกแบบหนักหน่วงรุนแรง ไม่เน้นสวยงามกันแล้ว ตรงนี้แหละที่ผมเป็นห่วง”

นพฤทธิ์ ยูฮันเงาะ ครูสอนมวยไทย บอกอีกว่า แต่ไหนแต่ไรมาการจะสร้างนักมวยเก่งๆขึ้นสักคนต้องเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย โตขึ้นร่างกายจะสะสมความแข็งแกร่ง ฝีไม้ลายมือ และประสบการณ์ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องชกมวยตั้งแต่ยังเด็ก

“ผมอยากเน้นย้ำเรื่องการดูแลนักมวยหลังหยุดชก ที่ผ่านมาช่วงนักมวยรุ่งๆ หัวหน้าค่ายประคบประหงมอย่างดีอย่างกับซูเปอร์สตาร์ พอแขวนนวมเลิกชก ก็ไม่ดูแล นักมวยหลายคนจึงตกอับ เจ็บป่วยออดๆแอดๆ ไม่มีเงินรักษา ไม่มีงานทำ ไม่มีหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือ”

กระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปวงการนักมวยเด็กครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเลิกชกมวยอย่างถาวร เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกฎกติกาที่คำนึงถึงความปลอดภัยในตัวเด็กมากขึ้น เน้นความสวยงามของศิลปะแม่ไม้มวยไทยมากกว่าจะต่อสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายอย่างที่ผ่านมา

 

“พลุไฟในสนาม” เมื่อแฟนบอลบางกลุ่มเปลี่ยนเสียงเชียร์เป็นผลเสียให้ทีมเจ้าบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 18:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/471038

"พลุไฟในสนาม" เมื่อแฟนบอลบางกลุ่มเปลี่ยนเสียงเชียร์เป็นผลเสียให้ทีมเจ้าบ้าน

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

พฤติกรรมของกองเชียร์บางกลุ่มที่จุดพลุแฟลร์ หรือ พลุไฟ ในเกมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ ระหว่างทีมชาติไทย และ ทีมชาติอินโดนีเซีย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคม รวมทั้งยังส่งผลให้ทีมชาติไทยเสี่ยงต่อการถูกลงโทษจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือ เอเอฟซี ด้วย

สมาคมฟุตบอลเตรียมโดนปรับแน่ๆ 7 แสนบาท

มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันความรุนแรงระหว่างผู้ชมกีฬาฟุตบอลในระบบสากลของฟีฟ่า ระบุชัดเจนว่า “ห้ามนำพลุไฟเข้าไปภายในสนามฟุตบอล” เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และโฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า สมาคมฯ คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงโทษปรับจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และเอเอฟซีได้ โดยคาดว่าไม่ต่ำกว่า 20,000 สวิตฟรัง หรือ ประมาณ 700,000 บาท ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการด้านวินัยของเอเอฟซี

“กรณีล่าสุด บทลงโทษขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น การตอบสนองและจัดการสถานการณ์ของประเทศเจ้าภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้รบกวนหรือว่าสร้างความเสียหายให้กับเกมการแข่งขัน ทำให้บทลงโทษไม่น่าจะออกมารุนแรง ไม่ถึงขั้นห้ามแฟนบอลเข้าชมการแข่งขันในสนามหรือไปเล่นที่สนามกลาง แต่หนีไม่พ้นถูกปรับแน่นอน โดยคาดว่าไม่ต่ำกว่า 20,000 สวิตฟรัง หรือ ประมาณ 700,000 บาท”

ขณะที่ความผิดของแฟนบอล สมาคมฯ อยู่ระหว่างพิจารณา โดยมีโทษตั้งแต่ การปรับเงินไปจนถึงการแบนห้ามเข้าสนาม ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการอีกครั้งหลังจากคลี่คลายในประเด็นข้อกฎหมายทั่วไปเสียก่อน โดย พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า จะดำเนินการกับกลุ่มผู้ก่อเหตุที่อยู่ในกลุ่มกองเชียร์ดังกล่าว และอาจเอาผิดถึงแกนนำของกลุ่มด้วย เนื่องจากทำให้ภาพลักษณ์ของวงการฟุตบอลและประเทศชาติเสื่อมเสีย

สำหรับการจุดพลุในสนามฟุตบอล เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเรื่อง พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ. 2490

โดย มาตรา 47 ห้ามมิให้ผู้ใดสั่ง นำเข้า หรือค้า ซึ่งดอกไม้เพลิง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ฐานความผิด การไม่ได้รับอนุญาตตาม ม.47 เป็นความผิดมาตรา 77 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พงส.เปรียบเทียบปรับได้

ส่วนกรณีฐานความผิดอื่นๆ ได้แก่ การเล่นดอกไม้เพลิง พลุ หรือประทัด ในที่สาธารณะหรือในงานรื่นเริง อาจมีความผิดฐาน “ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน” ตาม ป.อาญา มาตรา 370 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท

– กรณีการเล่นประทัดหรือจุดพลุ โดยโยนใส่หรือจุดใส่บุคคลอื่น โดยเจตนา หากบุคคลดังกล่าวได้รับบาดเจ็บหรือบาดเจ็บสาหัส ผู้นั้นมีความผิดฐาน “ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือได้รับอันตรายสาหัส” ตาม ป.อาญา มาตรา 295 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือ 297 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี

– กรณีการเล่นประทัดหรือจุดพลุ โดยโยนเล่นหรือจุดเล่น แต่ไปถูกคนอื่นได้รับบาดเจ็บหรือบาดเจ็บสาหัส โดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้นั้นมีความผิดฐาน “กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือได้รับอันตราสาหัส” ตาม ป.อาญา มาตรา 300(สาหัส) หรือ 390 แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กลุ่ม ULTRAS ในเมืองนอก ภาพจาก http://ultras-europe.com/en/content/8-photos

อันตรายต่อชีวิตคนรอบข้าง

พลุไฟคือ พลุสัญญาณขอความช่วยเหลือ Red Hand Flare หรือที่เรียกว่า พลุสัญญาณส่องสว่างสีแดง เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตในยามฉุกเฉิน ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ท่ามกลางผู้คนหมู่มากอย่างสนามฟุตบอล

รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์สาขาเคมีอินทรีย์และนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า พลุไฟ มีส่วนประกอบเป็นสารเคมีในกลุ่ม Strontium  ปัจจุบันองค์กรฟุตบอลทั่วโลก ห้ามจุดพลุบนอัฒจรรย์  เพราะกลัวอันตราย จากเหตุเพลิงไหม้ ผลกระทบทางด้านร่างกายและสุขภาพของคนรอบข้าง

“การจุดในที่ๆ มีคนหมู่มาก ปัญหาเเรก คือ ความร้อนของมันเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ เวลาเผาไหม้จะเกิดควัน ผง และกลิ่น ซึ่งเป็นสารพวกไฮโดรคาร์บอน คนที่แพ้จะเกิดการละคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตา หลายคนอาจเกิดการละคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ และสำลักควันได้ เพราะงั้นไม่เหมาะสมในการจุดท่ามกลางฝูงชน” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเคมีกล่าว

พลุเเฟลร์ ในเกม กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ภาพจาก http://www.internazionale.fr/

เลียนแบบต่างชาติแบบสุดโต่ง กลายเป็นพวกไม่มีเหตุผลที่สร้างผลเสีย

พฤติกรรมที่กลุ่ม ULTRAS THAILAND แสดงออกไม่ใช่ครั้งแรก หากยังจำกันได้ เมื่อปี พ.ศ. 2557 เคยแสดงพฤติกรรมลักษณะนี้มาแล้วในการแข่งขัน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2014” นัดที่ทีมชาติไทยถล่มทีมชาติฟิลิปปินส์ 3-0 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

ตัวแทน Ultras กลุ่มหนึ่งจากภาคอีสาน เล่าว่า กลุ่ม ULTRAS THAILAND ลอกเลียนแบบวัฒนธรรมการเชียร์มาจากต่างประเทศ เป็นกลุ่มที่มีอารมณ์ร่วมสูงในการเชียร์ ผ่านความอึดอัด กดดัน มาหลายด้านทั้งจากการทะเลาะวิวาท การต่อสู้ทางด้านสังคม วัฒนธรรม ทุนนิยม ตลอดจนการเมืองภายในประเทศของตน ก่อนปรากฎภาพการเชียร์ในลักษณะดังกล่าว

“สมัยก่อนฟุตบอลเมืองนอกเวลาเป็นทีมเยือนค่อนข้างเสี่ยงต่อความรุนแรง กลุ่มนี้เขารวมตัวกันเพื่อไม่ให้โดนทำร้าย เดินเข้าสนามเป็นกลุ่มๆ บ้านเราเอามาทำบ้างทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มีใครมาตีเราหรอก เลียนแบบมา พยายามอยากเป็นแบบนั้น

“ที่สำคัญเมืองนอกเขาผ่านความอึดอัด ความขัดแย้งอะไรมามาก แต่บ้านเราไม่ขนาดนั้น รับเอาวัฒนธรรมเขามาและปรับใช้มันอย่างรวดเร็ว มีความคิดสุดโต่งเกินเหตุจนกลายเป็นพวกไม่มีเหตุผล ไปอ้างว่าต่อสู้เพื่อชาติ ทั้งที่เหตุการณ์ในบ้านเมืองไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่แสดงออก แทนที่การเชียร์จะกลายเป็นนรกของทีมเยือนกลับกลายเป็นสร้างปัญหาให้กับพวกเดียวกันเอง”

เขา บอกต่อว่า กลุ่ม ULTRAS มีการแสดงออกที่หลากหลาย ที่เห็นได้ชัดอย่างการแต่งกายด้วยชุดดำ ไม่สวมเสื้อสโมสรหรือเสื้อทีมชาติที่ตัวเองเชียร์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน ขอแค่เชียร์และสนับสนุนทีมก็พอโดยมี คอนเซปต์ว่า No Face, No Name! ส่วนการจุดพลุไฟ มองแง่หนึ่งเหมือนการเฉลิมฉลอง ขณะที่อีกด้านเหมือนเป็นการประท้วง นอกจากนั้นทางกลุ่มยังยึดติดกับคำว่า AGAINST MODERN  FOOTBALL หรือการต่อต้านฟุตบอลสมัยใหม่ โดยประท้วงธุรกิจในโลกฟุตบอล หรือแม้กระทั่ง Regulation are killing us  ซึ่งแปลว่ากฎระเบียบจะฆ่าเรา

“ก่อนหน้านี้ ULTRAS THAILAND เคยหยุดจุดพลุไฟไปแล้วหลังจากโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง แต่รอบนี้ผมคิดว่าเขาคงนึกไม่พอใจอะไรสักอย่าง อาจมาจากกระแสเรื่องการเผาธงชาติพม่าและการแสดงออกของกลุ่มก่อนหน้านี้ ซึ่งถูกด่าเละเทะจากสังคม พวกเขาคงคุยกันมาแล้วว่าจะตอบโต้ด้วยการจุดพลุไฟ ตั้งใจทำ เพราะรู้ตัวอยู่ว่าทำไปก็โดนด่าแน่นอน”

อย่างไรก็ตามหากไม่นับเรื่องการจุดพลุไฟ แฟนบอลจากภาคอีสานรายนี้ บอกว่า กลุ่ม ULTRAS THAILAND  นั้นมีแง่มุมดีๆ อยู่เช่นกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มกองเชียร์ที่คอยสนับสนุนนักกีฬาทีมชาติไทยหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น ฟุตซอลคนหูหนวก ตะกร้อ วอลเลย์บอล หรือกีฬาชนิดอื่นๆ ที่มักไม่ค่อยมีคนสนใจ

สังคมส่วนใหญ่กำลังไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวม อย่าง การจุดพลุไฟขณะที่พฤติกรรมอื่นซึ่งเป็นการแสดงออกลักษณะเฉพาะกลุ่ม หากไม่ได้ส่งผลเสียต่อส่วนรวมหรือละเมิดกฎหมายเสียแล้ว ก็คงไม่มีใครต่อว่า

ภาพจาก http://www.dw.com/en/crusaders-in-the-crowd-fighting-polands-right-wing-football-ultras/a-19330835

 

ภาพจาก https://lookatthesescenes.com/2015/09/27/a-matter-of-life-death/

ภาพเหตุการณ์ในสนามราชมังคลากีฬาสถานจาก เฟซบุ๊กเพจ Fair

 

บทเรียนจากพรบ.ผู้ประสบภัย อย่าเดินซ้ำให้ “ประกัน” คุมค่ารักษาขรก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470857

บทเรียนจากพรบ.ผู้ประสบภัย อย่าเดินซ้ำให้ "ประกัน" คุมค่ารักษาขรก.

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

กรณีการโอนระบบสิทธิดูแลค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวกว่า 5 ล้านคน จากเดิมที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้กรมบัญชีกลางดูแล กำลังจะถูกโอนให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาบริหารนั้น เป็นเรื่องที่ภาคสังคมกังวลว่านโยบายนี้จะทำให้ข้าราชการและครอบครัว รวมถึงระบบโรงพยาบาลรัฐทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่

ในมุมมองของ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ไม่เชื่อว่าเอกชนจะบริหารระบบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการได้ดี เพราะบริษัทประกันเอกชนมีหลักอยู่บนพื้นฐานที่อิงกับกำไร เมื่อเข้ามาจะต้องแสวงหากำไร โดยพยายามลดต้นทุนการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการแน่นอน

ทั้งนี้ เนื่องจากปกติแล้วระบบประกันเอกชนต้องมีกติกาเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายหลายขั้นตอนและยุ่งยาก ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่คงเคยเผชิญกับระบบประกันมาแล้ว หากเป็นเช่นนั้นข้าราชการอาจเข้ากับดัก กรณีนี้จึงไม่ใช่คำตอบในการเปลี่ยนระบบคุมรักษาพยาบาลข้าราชการเพื่อหวังคุมงบประมาณที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

นพ.อำพล กล่าวว่า ปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพในไทยมี 3 หน่วยงานหลักดูแล คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการนี้ ถือว่าเป็นระบบปลายเปิดคือ สามารถเบิกได้ตามการใช้จริงทุกครั้งนี้ที่เข้าใช้บริการโดยไม่มีข้อจำกัด

สำหรับโรงพยาบาลรัฐจะเบิกตรงกับกรมบัญชีกลางทำให้ระบบนี้ควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ได้ เนื่องจากไม่มีการควบคุมระบบการเงิน หากเทียบกับระบบปลายปิดของระบบประกันสังคม หรือระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีระบบสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้สถานพยาบาล

นอกจากนี้ ระบบปลายเปิดที่ใช้ในสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ยิ่งทำให้สถานพยาบาลมีแรงจูงใจที่ตรวจรักษาเพราะหากรักษามากก็จะทำรายได้เข้าโรงพยาบาลมากขึ้น อย่างที่เห็นในปัจจุบันหลายโรงพยาบาลมักมีการนวดแผนไทยเฉพาะ เนื่องจากข้าราชการสามารถเบิกได้จึงทำให้วันนี้หลายโรงพยาบาลเปิดให้บริการนวดกันมาก

นอกจากนั้น จากสถานการณ์ราคาเวชภัณฑ์ยาแพงขึ้น และปัจจัยที่ข้าราชการและครอบครัวยุคใหม่มีอายุยืนยาว เหตุผลเหล่านี้จึงอาจทำให้ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการมีแนวโน้มขึ้นมาตลอดเรื่อยๆ ทำให้กระทรวงการคลังต้องนำบริษัทประกันเอกชนเข้ามา

นพ.อำพล มองว่า การแก้ปัญหาไม่ควรให้ประกันเอกชนเข้ามาบริหาร เพราะจะไม่สามารถแก้ได้ เนื่องจากเมื่อเอกชนเข้ามาจะต้องมีค่าบริหารตั้งแต่ 10% ไปถึง 40% ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่ให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลระบบ และไม่เห็นเหตุผลที่ดีอะไร แต่สิ่งที่วันนี้กรมบัญชีกลางบริหารกองทุนทำ เพียงตั้งงบประมาณและออกกำหนดกฎเกณฑ์ โดยไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแลและพัฒนาระบบบนี้ ไม่เหมือนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บริโภค และนักวิชาการวิชาชีพมาร่วมกันดูและพัฒนา และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก็มีกรรมการคอยดูแล ขณะที่ผู้ประกันตนก็มีสิทธิที่จะร่วมพัฒนา ฉะนั้นมองว่าสวัสดิการข้าราชการ ควรต้องมีระบบการบริหารที่เป็นกลไกของรัฐเช่นนี้ แต่จะเป็นองค์กรรูปแบบใดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นพ.อำพล กล่าวว่า เป้าหมายเอกชนคือทำกำไรสูงสุดอย่างที่เห็นมาตลอดใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ ซึ่งทางสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เคยศึกษาวิจัยพบว่าที่ผ่านมาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติปี 2550 เคยที่จะแก้ไขกฎหมายนี้เนื่องจากการบริหารได้ยกให้เอกชนมาดูแล ซึ่งพบว่า มีปัญหาชัดเจน คือ 1.มีค่าบริหารสูง 2.มีขั้นตอนมากมายทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความเดือดร้อนเคลมยาก

ทั้งนี้ เนื่องจากตั้งแต่ช่วงเริ่มออกกฎหมายนี้ รูปแบบการบริหารถูกออกแบบให้ตั้งกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ขึ้นมา โดยดึงเงินที่เก็บจากผู้ใช้รถระหว่างต่อทะเบียนทุกปี ซึ่งเป็นประกันภาคบังคับ เพราะรัฐหวังว่าเมื่อมีเหตุการณ์รถชนผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต จะมีเงินจากองทุนนี้ไปช่วยเหลือ โดยใช้ระบบการพิสูจน์ถูกผิด คือ ต้องมีการไปไล่เบี้ยผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายและมีขั้นตอนมากมาย ซึ่งรัฐก็ได้ให้เอกชนรับไปทำทั้งหมด และขณะนี้ถือว่า พ.ร.บ.ตัวนี้มีกำไรดีมาก จนปัจจุบันเห็นเอกชนหลายรายนิยมเปิดร้านรับทำ พ.ร.บ.นี้จำนวนมาก

ผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์ ฉายภาพว่า ระบบเงินหมุนเวียนในกองทุนของ พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถยนต์นี้จากข้อมูลการวิจัยของ ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล นักวิจัยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าเมื่อปี 2548 มีเงินไหลเข้าสู่กองทุนมูลค่ามากถึง 8,500 ล้านบาท ในทางกลับกันมีการนำไปจ่ายเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นเพียง 3,800 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการกองทุน 4,200 ล้านบาท และกำไรอีก 500 ล้านบาท

ประเด็นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าระบบนี้มีเงินไปถึงผู้ประกันนั้นน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่จะถูกหักเป็นค่าบริหารกับกำไร และเชื่อว่าการเจ็บป่วยประเภทนี้ในความเป็นจริงการรักษาวงเงินรวมน่ามากกว่า 3,000 ล้านบาท/ปี แต่สาเหตุที่ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่มาก เนื่องจากมีการนำเงินจากระบบสวัสดิการอื่นมาจ่ายร่วม เพราะเชื่อว่าโรงพยาบาลและผู้ประกัน มีความลำบากที่จะไปเบิกกับบริษัทประกันที่มีขั้นตอนยุ่งยาก จึงเลือกใช้ประกันส่วนอื่นแทน

อดีตเลขาธิการ สช. กล่าวว่า ตามหลักความเป็นจริงเมื่อมีการเจ็บป่วย จะต้องมีเงินที่สามารถช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ทันที แต่ปรากฏว่าเมื่อมีข้อกำหนดขั้นตอนต่างๆ มากมาย อาทิ เรียกตรวจสอบหลักฐานเยอะ จ่ายยาก หรือแม้แต่เลขตัวถังรถยนต์ก็ต้องไปดูและนำมากรอกในเอกสาร ปัญหาเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเป็นการยกภาระให้กับผู้ที่ป่วย ทำให้ระบบนี้เมื่อผู้เอาประกันเกิดอุบัติเหตุ จึงมักไม่ไปใช้สิทธิประกันจาก พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถฯ แต่เลือกใช้ระบบประกันสังคม หรือระบบประกันสุขภาพแห่งชาติมากกว่า เท่ากับว่าเป็นการดึงเงินจากกองทุนอื่นมาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากกองทุนผู้ประสบภัยจากรถ ฉะนั้นวันนี้มองว่าไม่ควรจะมี พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว แต่รัฐก็ยังคงให้เอกชนทำแบบอยู่

หรือหากจะทำต่อจากงานวิจัยก็มีข้อเสนอว่า ควรแก้กฎหมายนี้ ไม่ควรให้เอกชนทำ แต่อาจนำเงินค่าประกันหลังจากที่กรมการขนส่งทางบกเก็บได้ ส่งไปยังระบบรักษาพยาบาลกองทุนอื่นของรัฐ เช่น สปส. หรือ สปสช. ที่ดูแลอยู่เพื่อดำเนินการต่อ

ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ควรทำซ้ำอีก หรือเอาสวัสดิการข้าราชการไปให้เอกชนทำ เพราะที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นแล้วอย่างใน พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถฯ นี้ ที่เอกชนดำเนินการ อาจทำให้ข้าราชการได้รับสิ่งตอบแทนที่ต่ำกว่าปัจจุบัน และที่สุดเมื่อข้าราชการเดือดร้อนไม่พอใจขึ้นมา ประกันก็จะหวังว่ารัฐก็ต้องเพิ่มงบประมาณ และในที่สุดงบประมาณก็ต้องบานปลายต่อไป

นพ.อำพล เสนอทางออกว่า เรื่องนี้ควรให้หน่วยงานรัฐทำเองดีกว่ามอบให้เอกชนทำ ส่วนการดำเนินการควรทำร่วมกัน 3 ฝ่ายคือ ภาครัฐ ฝ่ายวิชาการ ข้าราชการที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาช่วยกันแสดงความคิดเห็นหามาตรการระบบที่เป็นรูปธรรม เชื่อว่าวิธีนี้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายที่บานปลายให้สามารถควบคุมได้อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคุณภาพบริการไปพร้อมกันซึ่งรัฐจะได้ทั้งคุณภาพ พร้อมกับสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนการดำเนินงานคิดว่าผลสุดท้ายก็จะทราบเองว่าหน่วยงานใดของรัฐ แต่ไม่ควรเป็นกรมบัญชีกลาง

 

ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล เดิมพันปลุกเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 16:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470837

ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล เดิมพันปลุกเศรษฐกิจไทย

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

การแจกของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาลให้ประชาชน กำลังจะกลายเป็นประเพณีที่ทุกรัฐบาลจะต้องขนออกมาส่งความสุขให้คนไทย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมาก่อน

ในยุคของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่พ้นต้องแจกของขวัญปีใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลได้จัดทำผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่ที่ต้องการจากรัฐบาลต่อเนื่องมาสองปีแล้ว โดยปีนี้ได้จัดทำระหว่างวันที่ 1-12 พ.ย. 2559 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ จำนวน 5,000 คน

ผลสำรวจพบว่า ของขวัญปีใหม่ในปี พ.ศ. 2560 ที่ประชาชนต้องการใน 5 อันดับแรก คือ การแก้ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีราคาแพง รองลงมา คือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน การแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรไม่ให้มีราคาตกต่ำหรือพยุงราคา การจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และการแก้ไขปัญหาว่างงานหรือจัดหาอาชีพ

เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ และ กทม. ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีราคาแพง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ในปี พ.ศ. 2560 มากกว่าเรื่องอื่น ของขวัญปีใหม่ของรัฐบาลปีนี้ ก็จะเน้นหนักไปตามผลสำรวจแม้จะไม่อู้ฟู่อลังการเหมือนของขวัญปีใหม่ในปีก่อน แต่ก็ตรงตามความต้องการของประชาชน

ช็อปช่วยชาติ

โครงการช็อปช่วยชาติที่เป็นของขวัญเซอร์ไพรส์ประชาชนในเทศกาลปีใหม่ของปีที่แล้วได้ถูกนำมาใช้อีกครั้ง แต่ในปีนี้ได้ปรับปรุงมาตรการให้ดียิ่งขึ้นด้วยการขยายระยะเวลาของมาตรการออกไปเป็น 15 วัน มาตรการช็อปช่วยชาติเปิดโอกาสให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการ ระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค. 2559 มาลดหย่อนภาษีเงินได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

ทั้งนี้ มีข้อยกเว้น ไม่รวมสุรา เบียร์ ไวน์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ค่าเชื้อเพลิงทั้งก๊าซและน้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศัลยกรรม ค่าซื้อทองคำแท่ง นำมาหักภาษีตามมาตรการช็อปช่วยชาติไม่ได้ เพราะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) แต่หักได้เฉพาะค่ากำเหน็จ ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ นำมาหักไม่ได้ เพราะเป็นการชำระของเดือนก่อนหน้า มาตรการเช่นเดียวกับค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศ ใช้หักภาษีไม่ได้ เพราะค่าขนส่งในประเทศได้รับการยกเว้นแวต และซื้อบัตรของขวัญของห้างสรรพสินค้านำมาหักภาษีไม่ได้ เพราะบัตรของขวัญไม่เสียแวต ขณะที่ซื้อประกันชีวิต ประกันรถยนต์ หักภาษีไม่ได้ เนื่องจากวันคุ้มครองอยู่นอกเหนือจากวันที่ 14-31 ธ.ค. 2559 ส่วนค่าซ่อมรถยนต์นำมาหักภาษีได้ หากเป็นการซ่อมและชำระค่าบริการแล้วเสร็จในช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค. 2559

เที่ยวเพื่อชาติ

หลังจากนั้นก็มีของขวัญปีใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว โดยให้สามารถนำเอาค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1-31 ธ.ค. 2559 มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2559 จำนวน 1.5 หมื่นบาท เพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ที่เคยมีมติอนุมัติให้นำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2559 มาหักลดหย่อนภาษีจำนวน 1.5 หมื่นบาท รวม 2 รายการ ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีได้ 3 หมื่นบาท

คนที่จะได้สิทธิประโยชน์ภาษีท่องเที่ยวต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น ดังนั้น ซื้อทัวร์ในนามนิติบุคคลไม่ได้สิทธิประโยชน์ภาษีนี้ ต้องเป็นการจ่ายค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น

ดังนั้น เที่ยวต่างประเทศหรือถึงแม้เที่ยวในไทย แต่ซื้อทัวร์กับคนที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์อันนี้ ดังนั้นก่อนจ่ายเงินซื้อทัวร์ในประเทศ เช็กดูให้ดีก่อนนะว่าเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายหรือเปล่า หรืออย่างค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารถทัวร์ ถ้าไม่ได้อยู่ในแพ็กเกจทัวร์ก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์ภาษีอันนี้เหมือนกัน ดังนั้นถ้าอยากเอาค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารถทัวร์มาลดหย่อนภาษีด้วย ก็ต้องซื้อเป็นแพ็กเกจแบบรวมค่าเดินทาง และจะต้องเป็นการจ่ายค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมเท่านั้น ดังนั้น การจองที่พักผ่านคนที่ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม อย่างเช่น จองผ่านเว็บต่างๆ ที่ไม่ใช่ของโรงแรมโดยตรง ก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์อันนี้

แจกเงินคนจน

รัฐบาลประกาศมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย โดยมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้มีรายได้น้อยไม่เกินปีละ 3 หมื่นบาท รายละ 3,000 บาท และผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกินปีละ 1 แสนบาท รายละ 1,500 บาท สำหรับผู้ที่ได้รับแจกเงินช่วยเหลือนี้จะเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนผ่านธนาคารรัฐ 3 แห่ง ที่กระทรวงการคลังให้ดำเนินการไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้มาลงทะเบียน 8.3 ล้านราย และกระทรวงการคลังได้เริ่มทยอยจ่ายเงินให้ประชาชนแล้ว

ลดกระหน่ำราคาสินค้า

เมื่อมีมาตรการเพิ่มเงินในกระเป๋าแล้ว ก็จะต้องมีมาตรการลดค่าครองชีพ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ จัดงาน “รวมใจ…ช่วยไทย…ลดรับปีใหม่” ตั้งแต่ วันที่ 15 ธ.ค. 2559-4 ม.ค. 2560 รวม 21 วัน จาก 16 ผู้ประกอบการ ในทุกสาขากว่า 1.35 หมื่นสาขาทั่วประเทศ การจัดงานลดกระหน่ำในครั้งนี้เป็นการลดราคาจำหน่ายสินค้าทุกแผนกลดสูงสุดถึง 80% ทั้งในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ยินดีให้ความร่วมมือรับซื้อข้าวสารจากเกษตรกรมาจำหน่าย และนำมาจัดเป็นกระเช้าของขวัญ เพื่ออุดหนุนข้าวไทย ให้กำลังใจชาวนาอีกด้วย การจัดงานในครั้งนี้คาดว่าจะมียอดขายสินค้าประมาณ 8 หมื่นล้านบาท สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้เฉลี่ย 30% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท

ลดค่าผ่านทาง

คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (13 ธ.ค.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวง ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์สายตะวันออก) และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) ที่ตามที่กระทรวงเสนอให้ยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของ วันที่ 29 ธ.ค. 2559 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. 2560 รวม 7 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดปัญหาการจราจรหน้าด่าน และลดการใช้พลังงานของประเทศ และเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

ของขวัญเบ็ดเตล็ด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมจัดกิจกรรม “ส่งสุขปีใหม่ 2560 จากใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค. 2559-12 ม.ค. 2560 เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมส่งเสริมแหล่งบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กิจกรรมบริการประชาชนและมอบความรู้ พัฒนาอาชีพ และกิจกรรมลดรายจ่ายในครัวเรือน

ถึงแม้ในปีนี้รัฐบาลไม่ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงอัดโครงการของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนเหมือนในปี 2558 แต่มาตรการทั้งหมดนี้ก็ได้สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนได้มีความสุขในช่วงสั้นๆ ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

 

“บ้านพิงพัก” ที่พึ่งยามยากของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

8 ธันวาคม 2559 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470743

"บ้านพิงพัก" ที่พึ่งยามยากของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

“โรคมะเร็งเต้านม”เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของหญิงไทย แต่ละปีมีผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมปีละกว่า 3,475 ราย เฉลี่ยวันละ 10 ราย นับเป็นโรคภัยที่สร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแก่สาวๆยุคนี้เป็นอย่างยิ่ง

ใครโชคดีตรวจเจอเร็ว เข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี โอกาสรอดก็สูง ใครโชคร้ายมาเจอวันที่สาย ความตายก็มารอเคาะประตูเรียก

ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ คนป่วยยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ไร้ญาติขาดมิตร ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ ท้ายที่สุดต้องพานพบกับชะตากรรมแสนหดหู่จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

จากโศกนาฎกรรมข้างถนนสู่กุศโลบายอันยิ่งใหญ่

สังคมไทยรู้จักชื่อของ รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ในฐานะแพทย์ด้านศัลยศาสตร์ระดับแถวหน้าของวงการ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์

มูลนิธินี้ถือกำเนิดขึ้นตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานแก่ รศ.นพ.กฤษณ์ ว่า “ฉันอยากให้ศูนย์ฯ นี้ เป็นที่พึ่งของผู้หญิง” ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจร โดยไม่แสวงหาผลกำไรมานานเกือบสิบปี

วันนี้ รศ.นพ.กฤษณ์ กำลังดำเนินงานที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ การสร้างโครงการ “บ้านพิงพัก (Pink Park Village)” เพื่อเป็นสถานที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นผู้ป่วยยากไร้ ด้อยโอกาส ขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่มีครอบครัวญาติพี่น้องคอยดูแล

แรงบันดาลใจมาจากวันหนึ่งผมไปเจอผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย เป็นผู้หญิงอยู่ในสลัม หน้าตาหม่นหมอง เธอเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา เพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ เนื่องจากยากจน ไม่มีเงิน อีกครั้งผมไปเจอผู้หญิงป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เดินทางจากต่างจังหวัดมาหาหมอในกรุงเทพฯ แล้วไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีที่พัก ต้องไปนอนอยู่ใต้สะพาน พอเกิดล้มป่วยหนักๆ สุดท้ายไม่ส่งโรงพยาบาลไม่ทันต้องเสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้า

ถึงเวลาแล้วที่จะทำ เพื่อให้มีความคล่องตัว ไม่ใช่ว่าเอาเขามารักษาแล้วให้นอนอยู่บนเตียงเฉยๆ แต่เราจะดูแลเขาอย่างดีที่สุด กลุ่มเป้าหมายของเราคือ ผู้ป่วยยากจน ไม่มีเงิน ไม่มีญาติพี่น้องดูแล บางคนเดินทางไกลมาจากต่างจังหวัด ไม่มีที่พัก ต้องไปอยู่วัด ใต้สะพาน สถานีรถไฟ ผมอยากให้เขามาอยู่แบบสบายๆ เพื่อต่อสู้กับโรคหนักๆอย่างไม่มีอะไรต้องห่วงกังวล“ประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ กล่าว

รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ

“บ้านพิงพัก”สวรรค์ในร่มไม้ สุข สงบ สว่าง

เมื่อเอ่ยถึงบ้านพิงพัก หลายคนคงพยายามนึกภาพจินตนาการตามว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

เจ้าของโปรเจกต์อย่าง รศ.นพ.กฤษณ์ บอกว่า จุดมุ่งหมายของบ้านพิงพักจะใช้เป็นศูนย์บำบัดและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย ประกอบด้วยที่พักของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่กำลังทำการรักษาแต่ขาดแคลนที่พักอาศัย ศูนย์กิจกรรมในระหว่างวันเพื่อผู้ป่วยและอาสาสมัคร ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนศูนย์วิจัยและวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม

แนวคิดการออกแบบมีลักษณะคล้ายหมู่บ้านในสวน เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ แวดล้อมด้วยแมกไม้ร่มรื่นเขียวขจี มอบความรู้สึกอบอุ่น สบายกายสบายใจ เหมือนดั่งบ้านแด่ผู้พักพิงทุกคน พื้นที่ 121 ไร่ ย่านมีนบุรี จะประกอบด้วย บ้านพักของผู้ป่วยหลังละประมาณ 4-6 คนสำหรับในส่วนของบ้านพักและสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) และบ้านพักฟื้นผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา (Convalescence)บางส่วนจะถูกนำมาแบ่งให้ใช้ทำเกษตรกรรม เพื่อนำผลผลิตที่ได้มาบริโภค ที่สำคัญกว่านั้นคือ การสร้างให้เป็นเหมือนชุมชน เพื่อสร้างความกลมกลืนสัมพันธ์ไปกับสังคมบริเวณรอบพื้นที่โครงการ

 

“ตอนที่ผมเอ่ยว่าอยากจะทำโครงการนี้ ก็โชคดีมากที่มีคนไข้ของผมคนหนึ่งบริจาคที่ดิน 121 ไร่ที่มีนบุรีให้ ต่อมาผมต้องหาเงินจำนวน 7 ล้านบาทเพื่อนำไปเสียภาษีค่าโอนที่ดิน ก็มีคนไข้มาบริจาคให้อีกจนครบ นับว่าโชคดีมากๆ เราคาดการณ์ว่างบประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการก่อสร้าง ออกแบบภูมิทัศน์ อุปกรณ์ภายในบ้านต่างๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท ถามว่าความสำคัญของการออกแบบภูมิทัศน์มันดียังไงต่อคนไข้ระยะสุดท้าย เราไม่สร้างตึก แต่สร้างสวนแบบสวรรค์ ปลูกต้นไม้เยอะๆ สร้างบ้านในสวน เปิดประตูหน้าต่างมาเจอก็แต่สีเขียวร่มรื่น สบายตาสบายใจ คนไข้เหล่านี้อาจได้รับโอกาสครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตเขาที่จะได้รับการดูแลที่ดีอย่างนี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่มารอความตาย

บ้านพิงพักแห่งนี้ไม่ใช่แค่ให้ผู้ป่วยมานอนบนเตียง มีข้าวมียาให้กิน มีหมอมารักษา แต่เราจะต้องดูแลเขาอย่างดีที่สุดเหมือนพ่อแม่ญาติพี่น้องของเราเอง คิดดูว่า คนป่วยที่กำลังจะตาย ไร้ญาติขาดมิตร ไร้เงิน ไม่มีใครเลยในชีวิต อ้างว้างมาก เราจะทำยังไงให้เขาอยู่อย่างสงบสุข สง่างาม มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งสมควรจะได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดจวบจนลมหายใจสุดท้าย ก่อนจะจากไปโดยไร้ความกังวลใดๆ ที่สำคัญที่สุดคือ ฟรี ไม่มีการเก็บเงินใดๆทั้งสิ้น”

รักษาแบบให้เจ็บปวดทารุณน้อยที่สุด —- เป็นประโยคที่รศ.นพ.กฤษณ์เน้นย้ำอยู่ตลอดการสนทนา

ความมุ่งหวังของประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติคือ ถ้าทุกอย่างราบรื่นเป็นไปด้วยดี เงินบริจาคเพียงพอ ก็จะเสร็จสิ้น พร้อมรับคนไข้คนแรกในเดือนสิงหาคม 2560 อันเป็นปีเดียวกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

คอนเสิร์ตรวมน้ำใจเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

หนึ่งในการระดมทุนเงินบริจาคเพื่อนำไปสร้างโครงการบ้านพิงพัก นั่นคือ คอนเสิร์ตการกุศล ‘Pink Park Charity Concert น้ำเอยน้ำใจ อัสนี-วสันต์ & The Divas’

สุภี พงษ์พานิช ผู้ริเริ่มการจัดคอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้ เปิดเผยที่มาของการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ว่า คอนเสิร์ตนี้เกิดขึ้นจากน้ำใจของทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะเหล่าศิลปินนักร้องระดับประเทศที่ครองกระแสนิยมมายาวนานที่มาร่วมอุทิศพลังเสียง เพื่อหารายได้มอบให้แก่บ้านพิงพัก (Pink Park Village) โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆเลย

“คอนเสิร์ตนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะขายให้ได้ 5,000 ที่นั่ง รวมเป็นเงินกว่า 18 ล้านบาท เงินทุกบาททุกสตางค์นำไปบริจาคให้โครงการหมด โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่าย โชคดีที่งานนี้ทุกคนไม่ว่าจะเจ้าของสถานที่อย่างสยามพารากอน นักร้องชื่อดังอย่างเจนนิเฟอร์ คิ้ม รัดเกล้า อามระดิษ ใหม่ เจริญปุระ และอัสนี-วสันต์ โชติกุล เรียกว่าให้ใจกันเลย ยินดีมาช่วยกันเต็มที่ ต้องขอขอบคุณแทนผู้ป่วยทุกคนที่กำลังจะได้รับความเอื้อเฟื้อในครั้งนี้ด้วย”

 

คอนเสิร์ตการกุศล ‘Pink Park Charity Concert น้ำเอยน้ำใจ อัสนี-วสันต์ & The Divas’ จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 22 ก.พ.2560 เวลา 19.00 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ บัตรราคา 1,500, 2,000, 2,500, 3,000, 3,500, 4,000, 4,500 และ 5,000 บาท เปิดจองบัตรแล้ววันนี้ที่ Thai Ticket Major โทร. 02-262-3456 หรือ http://www.thaiticketmajor.com/concert ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดโครงการบ้านพิงพักเพิ่มเติมได้ที่ www.pinkpark.org

อาจกล่าวได้ว่า ความหวังอันริบหรี่ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย กำลังจะถูกจุดไฟให้สว่างไสวอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของทุกคน

 

 

ถกข้อกฎหมายจัดการ ‘น้ำ’ หนุนสิทธิส่วนรวม-ร่างแผนแก้วิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470507

ถกข้อกฎหมายจัดการ 'น้ำ' หนุนสิทธิส่วนรวม-ร่างแผนแก้วิกฤต

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

บนเวทีเสวนาหัวข้อ “ทำอย่างไร พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. …จึงจะเป็นกติกาหลักในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ” ที่จัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ หยิบยกข้อกฎหมายการจัดการ “น้ำ” ซึ่งกำลังจะถือเป็นฉบับแรกของเมืองไทยอย่างกว้างขวาง

ทิศทางของการพูดคุยต่างมุ่งไปในเรื่องเดียวกันว่า ข้อกฎหมายที่ร่างกันอยู่ในขณะนี้ครอบคลุมปัญหาพื้นฐานด้านการจัดการน้ำของประเทศแล้วหรือยัง

แผนระยะยาวในการจัดการน้ำ ซึ่งมีข้อกฎหมายเข้ามากำกับดูแลนั้น ถูกกำหนดระยะการดำเนินการจากรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอาไว้ยาวถึง 10 ปี รวมกว่า 4,000 โครงการ แต่เรื่องดังกล่าวจากคำชี้แจงในเวทีของ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการการศึกษาและพิจารณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรกรรม ที่ระบุชัดว่า ปัญหาเรื่องน้ำนั้นในส่วนของข้อกฎหมายจะติดขัดอยู่เพียงแค่ 20% แต่ขณะที่อีก 80% กลับเป็นเรื่องของการจัดการบริหาร ดังนั้น กฎหมาย “น้ำ” ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะต้องตอบโจทย์ปัญหาด้านการจัดการอย่างแท้จริงให้ได้

“ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฯ ได้ถูกเสนอเข้าไปยังรัฐสภาเพื่อให้เห็นชอบในวาระแรกแล้ว แต่เกิดข้อท้วงติงว่ายังไม่ครอบคลุม นายกฯ จึงให้ตีกลับลงมาเพื่อให้เกิดการศึกษาอย่างรอบด้านในทุกมิติ และหาจุดร่วมที่สมบูรณ์กับทุกฝ่ายที่เข้ามาจัดการใช้ประโยชน์ให้ได้ เพราะเรื่องน้ำหากบริหารจัดการไม่ดีจะเกิดปัญหาตามมามาก ดังนั้นการปรับแต่งข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเข้าสู่สภาแล้วจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีก” พล.อ.อกนิษฐ์ แสดงข้อห่วงใย

แต่ในเรื่องตัวบทกฎหมายของร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฯ ยังคงมีช่องโหว่อยู่บางเรื่อง โดย นิพนธ์ พัวพงศกร จากทีดีอาร์ไอ สะท้อนเรื่องนี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า โครงสร้างการจัดการน้ำแบบรวมศูนย์ ไม่อาจตอบสนองความต้องการใช้น้ำแต่ละภาคเศรษฐกิจและแต่ละพื้นที่ได้ เพราะในยามปกติเป็นการจัดการแบบรวมศูนย์เบ็ดเสร็จ จะเกิดความไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืน เนื่องจากส่วนกลางไม่สามารถตอบสนองปัญหาของท้องถิ่นที่ต่างกันได้

รวมถึงจุดอ่อนสำคัญในการจัดการขณะที่มีภาวะวิกฤต ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ที่ผ่านมามักจะเกิดความเสียหายเกินความจำเป็น และมีแนวโน้มที่ความเสียหายจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐได้ขาดความสามารถในการพยากรณ์น้ำและการวางแผนป้องกันล่วงหน้า

“มันสะท้อนว่า ความสามารถในการจัดการน้ำอยู่ที่คนเพียงอย่างเดียว แต่องค์กรไม่ได้จดจำเหตุการณ์เอาไว้เลย เมื่อคนจากไปก็เอาความสามารถไปด้วย ดังนั้นเรื่องนี้ต้องสร้างระบบการจดจำขององค์กรด้านการจัดการให้จดจำ และสามารถวางแผนเอาไว้ได้หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเรื่องน้ำ” นิพนธ์ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม นิพนธ์เล็งเห็นความสำคัญว่ากฎหมายจัดการน้ำจะต้องมีหลักการที่ชัดเจน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานด้านการจัดการน้ำได้ ซึ่งรูปแบบของความชัดเจนก็จะต้องมาจากการบริหารจัดการน้ำที่มีความเป็นธรรม และต้องเป็นการบริหารจัดการแบบบูรณาการในเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง กล่าวคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและคณะกรรมการลุ่มน้ำ จะต้องมีบทบาทมากขึ้นทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น

“ลุ่มน้ำที่ผ่านหลายจังหวัด มีความจำเป็นต้องมีหน่วยงานระดับประเทศดูแลรับผิดชอบ ขณะเดียวกันการจัดการวิกฤตต้องเป็นการผสมผสานระหว่างงานนโยบายกับงานปฏิบัติ และไม่ควรเปิดช่องทำให้นักการเมืองเข้าแทรกแซงในระดับปฏิบัติการ เพราะจะเกิดความไม่เป็นเอกภาพและเกิดความขัดแย้ง” นิพนธ์ กล่าว

อีกมุมเป็นเสียงจากฝั่งนักวิชาการ โดย อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เป้าหมายหลักของกฎหมายน้ำ คือการกำหนดจัดสรรน้ำที่เป็นธรรมและเหมาะสม รวมถึงกำหนดให้มีมาตรการป้องกันและบรรเทาวิกฤตน้ำแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ สิทธิในน้ำ รวมถึงการจัดเก็บค่าใช้น้ำ

“แน่นอนว่า การจัดเก็บค่าใช้น้ำสาธารณะจะต้องเกิดขึ้นโดยเฉพาะนอกเหนือจากภาคส่วนเกษตรกรรม ทั้งอุตสาห กรรม การท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีการจัดเก็บค่าใช้น้ำที่เหมาะสมให้ได้”

อิทธิพล เสริมอีกว่า ร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำฯ จะต้องกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนในเรื่องของสิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการ บำรุงรักษา ควรมีรายละเอียดรูปแบบการจัดการที่ต้องชัดเจน เพราะในร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฯ ยังไม่พูดถึงเรื่องนี้ และในอนาคตอาจจะเกิดปัญหาว่าสิ่งใดทำได้ และสิ่งใดทำไม่ได้

 

ความเป็นจริง พรบ.มิลค์โค้ด หนุน-ค้านคุมโฆษณาอาหารเด็กถึง3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470376

ความเป็นจริง พรบ.มิลค์โค้ด หนุน-ค้านคุมโฆษณาอาหารเด็กถึง3ปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จากความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. …หรือที่เรียกว่า “กฎหมายมิลค์โค้ด” โดยกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสมาพันธ์เครือข่ายนมแม่แห่งประเทศไทย เพื่อควบคุมการโฆษณาและการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กอายุ 0-3 ขวบ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการป้องกันการโฆษณาและการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กอายุ 0-3 ปี ด้วยการแจกคูปองส่วนลด ขายพ่วง การแจกตัวอย่างสินค้าที่เข้าถึงแม่เด็ก โดยบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจะเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนแทนบริษัทนมผง พร้อมกับทำหน้าที่ส่งเสริมการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่

ส่วนกรณีจำเป็นที่ต้องใช้อาหารทารกและเด็กเล็กแทนนมแม่จะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขจะร่วมเฝ้าระวังการส่งเสริมการตลาดและไม่เป็นส่วนหนึ่งในการรับสิ่งของ อุปกรณ์ที่มีตราหรือสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์นมผง

ล่าสุดแพทยสภานำโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ร่วมกับประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ออกมาแถลงข่าวในหัวข้อ “เครือข่ายหมอเด็กออกโรง ชี้ พ.ร.บ.นมสุดโต่ง ทำร้ายเด็กไทย แนะทางแก้ไขเหมาะสม”

ศ.นพ.สมศักดิ์ แถลงว่า เครือข่ายกุมารแพทย์เห็นด้วยกับหลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งควบคุมการโฆษณาและการตลาดผลิตภัณฑ์ทดแทนนมแม่สำหรับทารก และส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้มากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยกับบางประเด็น คือ การควบคุมจนถึงช่วงอายุ 3 ขวบ เพราะเขียนครอบคลุมกว้างจนเกินไป อาจสร้างปัญหาในทางปฏิบัติได้

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สำนักงานใหญ่ แถลงว่า เห็นด้วยหากมีการควบคุมห้ามการโฆษณาหรือทำการตลาดผลิตภัณฑ์ทดแทนนมแม่สำหรับทารก เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน แต่ไม่เห็นด้วยหากควบคุมในส่วนของอาหารสำหรับเด็กเล็กถึง 3 ขวบ เนื่องจากจะกระทบต่อการโฆษณาและการตลาดอาหารทุกชนิด เช่น นมสด นมกล่อง นมเปรี้ยว นมโรงเรียน อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารเสริมตามวัยที่เด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป กินได้

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกมาควบคุมอาหารสำหรับเด็กเล็กที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยอาหารด้วย ทั้งที่เป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป แต่กลับไม่ครอบคลุมและไม่ควบคุมการส่งเสริมการตลาดของอาหารที่ไม่มีประโยชน์และเป็นโทษต่อเด็ก เช่น ขนม เครื่องที่มีน้ำตาลสูงดังนั้น จึงต้องมีการแก้นิยามร่าง พ.ร.บ.นี้ให้ชัดเจน

ข้อทักท้วงของเครือข่ายหมอเด็ก ระบุว่า ข้อห้ามต่างๆ ตามร่าง พ.ร.บ.นี้ อาจส่งผลกระทบด้านโภชนาการกับเด็ก เพราะนมและอาหารที่มีสารอาหารเหมาะสมเพียงพอสำหรับทารกและเด็กเล็ก ซึ่งขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร และเป็นอาหารเด็ก กลับถูกควบคุมด้วยกฎหมายนี้

อย่างไรก็ดี นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมการส่งเสริมการตลาดของนมสำหรับทารกและเด็กเล็ก คือ ห้ามโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดทุกรูปแบบ แต่ไม่ได้ห้ามการซื้อขาย เด็กที่จำเป็นต้องใช้นมผงก็ยังหาซื้อได้ตามปกติ แพทย์สามารถให้คำแนะนำกับผู้เลี้ยงดูเกี่ยวกับนมผงได้ ซึ่งขอบเขตการควบคุมผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอายุ 0-3 ขวบ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารทดแทนนมแม่ทั้งองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ เพราะที่ผ่านมาการโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดมีส่วนสำคัญที่ทำให้แม่และครอบครัวมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโภชนาการของเด็ก

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้บริษัทนมใช้วิธีที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อนทำให้แม่และครอบครัวมีความมั่นใจว่า เมื่อได้รับข้อมูลจากแพทย์และบุคลากรทางสุขภาพจะเป็นข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นจริง ไม่มีอิทธิพลของการส่งเสริมการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งแพทย์ยังสามารถให้ข้อมูลเรื่องอาหารทางการแพทย์ได้ตามปกติ

 

ข่าวลือ=ซอมบี้ ไม่มีวันตาย วิกฤตที่สังคมต้องช่วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470166

ข่าวลือ=ซอมบี้ ไม่มีวันตาย วิกฤตที่สังคมต้องช่วยกัน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ในรอบปี 2559 ประเทศไทยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมาเป็นระยะ ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นตามมามากมายในสังคม โดยเฉพาะบนสื่อโซเชียลมีเดียที่ข้อมูลเดินทางอย่างรวดเร็ว มีทั้งข้อมูลจริงและข้อมูลเท็จต่างกันไป ซึ่งสร้างทั้งผลดีพร้อมกับความเสียหายให้กับบุคคลและสังคมที่ถูกกล่าวถึง

วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นประเด็นที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (ส.ก.ว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันหยิบยกมาพูดคุยบนเวทีเสวนาเรื่อง “ข่าวลือท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองในสื่อใหม่ : กรณีศึกษาทวิตเตอร์” เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสะท้อนทำให้ปัญหาจากข่าวลือลดลงไป

นที ธรรมพัฒน์พงศ์ นักวิชาการอิสระ อธิบายว่า ข่าวลือที่มีการแพร่กระจายอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์มี 3 แบบหลักๆ คือ 1.ข่าวหลุดหรือข่าวปล่อยที่มีผลเป็นจริงในขั้นตอนสุดท้าย 2.ข่าวลือที่สุดท้ายไม่มีผลเป็นจริง และ 3.ข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยันหรือปฏิเสธ ทั้งนี้ข่าวลือส่วนใหญ่มักเป็นประเด็นหวั่นไหวเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ บุคคลสาธารณะ กลุ่มนักการเมือง พรรคการเมือง กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ สำนักข่าว และหน่วยงานราชการ

ขณะที่หลักการของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับเดิมและฉบับที่กำลังปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญ มองว่าส่วนใหญ่มีเนื้อหาไม่ต่างกันมากที่ครอบคลุมเนื้อหาหลัก อาทิ สื่อลามกอนาจาร เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การพนัน ศาสนา ป้องกันก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน และเกี่ยวข้องกับการควบคุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับข้อห้ามเหล่านี้จะต้องถูกบล็อก

พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข่าวลือจุดเริ่มต้นส่วนใหญ่มาจากทวิตเตอร์และเชื่อมต่อไปยังสื่อออนไลน์ประเภทอื่นอย่างรวดเร็ว เพราะข่าวลือตั้งอยู่บนพื้นสีเทาที่มีทั้งความจริงและเท็จ ส่วนผู้นำเสนอและส่งต่อข่าวลือมักเป็นบุคคลธรรมดากลุ่มเดิม เพราะทางจิตวิทยาผู้ที่ส่งข่าวลือมักรู้สึกว่าเป็นคนวงในที่ทราบข่าวก่อน และเมื่อข้อมูลถูกส่งต่อไปยังผู้มีชื่อเสียก็จะยิ่งทำให้ข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมากขึ้น ขณะที่องค์กรสื่อมวลชนก็จะทำหน้าที่ชี้แจงแก้ข่าวลือที่เกิดขึ้น

ขณะที่สาเหตุการสร้างข่าวลือก็เพื่อหวังผลที่ลดความน่าเชื่อถือฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง นอกจากนั้นเพื่อต้องการสร้างสถานการณ์ ดังนั้นการแก้ปัญหาข่าวลือเชื่อว่ากฎหมายอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันข่าวลือได้ เพราะข่าวลือเปรียบเสมือนซอมบี้ที่ไม่เคยหายไปจากสารบบข้อมูลสารสนเทศ เพียงแต่รอวันที่จะขึ้นมาเท่านั้น

พิจิตรา กล่าวว่า วิธีที่แก้ปัญหานี้ผู้บริโภคหรือผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ต้องร่วมกันตรวจสอบข่าวต่างๆ ที่ออกมาว่าเป็นความจริงหรือไม่ก่อนส่งต่อออกไป รวมถึงควรมีระบบตรวจสอบร่วมจากหน่วยงานองค์กรอิสระ เช่น สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา ที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นกระบอกเสียงชี้แจงสังคมให้ได้รับรู้ข้อมูลความเป็นจริง และหากทุกฝ่ายในสังคมช่วยกันก็จะทำให้กระบวนการตรวจสอบข่าวในสังคมมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อสังคม

พีรพล เวทีกูล อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่คนไทยนิยมใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะสื่อทวิตเตอร์ที่มีจำนวนผู้ใช้สูงขึ้นทุกปีทำให้ทวิตเตอร์เป็นสื่อออนไลน์อันดับ 1 ของไทย นี่จึงเป็นสาเหตุทำให้เมื่อมีข่าวลือเกิดขึ้นจึงเกิดการแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ข่าวลือที่เกิดขึ้นมาจากนักการเมือง และผู้ที่เคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ฉะนั้นจึงมีการร่วมกันสร้างระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า CU.Tweet ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ให้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

สำหรับระบบปฏิบัติการดังกล่าวถูกออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้เข้าใจถึงระบบหมุนเวียนข้อมูลบนสื่อทวิตเตอร์ และเพื่อศึกษาวงจรการแพร่กระจายของข่าวลือ รวมถึงบุคคลสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่เป็นที่สนใจ โดยศักยภาพของโปรแกรมจะทำงานโดยจัดหมวดหมู่ที่สนใจเป็นกลุ่ม

ขณะที่การทำงานของระบบปฏิบัติการนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลที่มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนทวิตเตอร์ได้ โดยการทำงานของระบบจะมี 3 ขั้นตอน คือ 1.จัดการกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บนทวิตเตอร์เป็นกลุ่ม เช่น หน่วยงานภาครัฐ องค์กรต่างๆ ผู้สื่อข่าว ทหาร หรือแกนนำทางการเมือง

จากนั้น 2.ระบบจะจัดการชุดฐานข้อมูลและแบ่งเป็นกรณีศึกษา 3.ระบบจะค้นหาและวิเคราะห์ผลผ่านทางข้อความของผู้ใช้ เช่น หากใส่คำอะไรลงไป ระบบจะค้นหา ก็จะทำให้ทราบว่าบุคคลใดคือจุดเริ่มต้นของข่าวนั้น เพื่อที่ให้ทราบทิศทางการแพร่กระจายของข้อมูลนั้น นอกจากนี้ระบบยังสามารถติดตามวงจรชีวิตของข่าวลือได้ว่ามีวงจรทิศทางใดและมีผู้ใดเกี่ยวข้องบ้างและมีอิทธิพลต่อคนมากน้อยเพียงใดโดยวัดจากผู้ติดตาม

 

“รักสัตว์อย่างมีสติ” คาถาเตือนใจก่อนพาหมาแมวเที่ยวนอกบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 18:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470122

"รักสัตว์อย่างมีสติ" คาถาเตือนใจก่อนพาหมาแมวเที่ยวนอกบ้าน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

สัปดาห์ที่ผ่านมาโลกออนไลน์วิจารณ์พฤติกรรมของคนรักสัตว์บางคนที่นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปยังร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร แล้วถ่ายภาพคู่กับตู้กดน้ำอัดลมบ้าง ชั้นวางเครื่องดื่มบ้าง หรืออีกกรณีที่นำหมาเข้าไปนั่งกินไอศกรีมภายในร้าน

กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทวงถามถึงความเหมาะสม กาลเทศะ ตลอดจนจิตสำนึกของเจ้าของสัตว์เลี้ยง

“กาลเทศะและความเหมาะสม”…ท่องไว้ก่อนพาสัตว์เลี้ยงเที่ยวนอกบ้าน

โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า หากไม่ใช่สัตว์นำทางคนพิการและไม่มีกฎระเบียบกำหนดไว้

การนำสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะควรพิจารณาและคำนึงถึงความเหมาะสมใน 4 เรื่องดังนี้

1.สถานที่ เหมาะสมสมหรือไม่ที่จะนำสัตว์เข้าไป อาทิ โรงพยาบาล วัด มหรสพ หรืองานพิธีต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ

2.ตัวสัตว์ ทั้งประเภท ชนิด ขนาด และสภาพสัตว์ เช่น สัตว์ป่า สัตว์ร้าย สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สกปรก สัตว์ป่วย อาจเป็นพาหะนำโรค หรือคนส่วนใหญ่รังเกียจ หวาดกลัว เช่น หมู กระรอก กระต่าย หนู กิ้งก่า งู และสุนัขที่มีขนาดใหญ่เกินไป

3.พฤติกรรมสัตว์ เช่น สัตว์ที่ดุ ซุกซน ส่งเสียงดังหนวกหูก่อความรำคาญให้ผู้อื่น

4.สวัสดิภาพสัตว์เอง เช่น สัตว์ขี้ตื่นกลัว ไม่ชอบแสงและสภาพแวดล้อมที่พาไป หรืออาจถูกสัตว์อื่นที่เผอิญพบทำร้าย

เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ บอกว่า การใช้อุปกรณ์พาสัตว์เข้าไปในที่สาธารณะ ต้องคำนึงถึงสุขอนามัยและความรู้สึกของส่วนรวมด้วย ขณะที่การใช้รถเข็นเด็กหรืออุปกรณ์อื่นๆมาประคบประหงมสัตว์เสมือนเป็นลูก ถือเป็นสิทธิหรือรสนิยมส่วนตัวที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเหมาะสม กาลเทศะ ไม่ว่าจะเรื่องของคนหรือสัตว์ ต้องพิจารณาอยู่บนพื้นฐานของระเบียบ กติกา และการเคารพสิทธิผู้อื่น ไม่เอาความชอบของเราไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร หลายคนคิดว่า ฉันรัก ฉันเห่อ แต่ดูด้วยว่าเหมาะสมกับสถานที่ สภาพแวดแวดล้อม และสวัสดิภาพสัตว์ไหม”

 

โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย

น้ำลายสุนัข…ตัวการก่อเชื้อโรค

สิ่งที่ทุกคนควรรู้คือ น้ำลายของสัตว์ทั้งหลายแหล่มีเชื้อแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงกับมนุษย์ได้

นายสัตวแพทย์พรพิทักษ์ พันธ์หล้า หัวหน้ากลุ่มโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค  เปิดเผยว่า การใช้ภาชนะเดียวกับสุนัข อาจก่อให้เกิดโรคจากน้ำลายสุนัขสู่คน เนื่องจากสุนัขจะคลุกคลีอยู่กับดินและมีสัญชาตญาณเลียกันเอง ซึ่งในขนสุนัขจะมีเชื้อแบคทีเรียหลายตัวซึ่งเชื้อแบคทีเรียเข้าไปปะปนในน้ำลายและลิ้น นิสัยเหล่านี้จะก่อให้เกิดโรคต่างๆ สู่คนได้ง่าย หากมีการติดต่อสัมผัสโดยการเลีย หรือใช้ภาชนะร่วมกัน

ที่ผ่านมาจะพบ 2 โรคหลัก คือ 1.โรคปรสิต (Parasites) ในตัวสุนัขจะมีทั้งไข่พยาธิ พยาธิตัวตืด พยาธิปากขอ และพยาธิตัวกลมที่ได้รับจากดินหรือการเลียตัวอื่น ทั้งนี้อาจจะมีอยู่ที่น้ำลายหรือลิ้นสุนัข ทำให้เมื่อมาสัมผัสกับเราโดยการเลีย หรือใช้ช้อนตักอาหารอันเดียวกัน พยาธิเหล่านั้นก็สามารถมาสู่เราได้เช่นกัน 2.โรคพิษสุนัขบ้า แม้ว่ามีโอกาสพบน้อย แต่ก็มีโอกาสติดได้จากการสัมผัสโดยการเลียเช่นเดียวกัน

นสพ.พรพิทักษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่าในน้ำลายสุนัขจะมีเชื้ออีกหลายชนิดที่ก่อให้เกิดโรคได้ เช่น แบคทีเรียพาสตูเรลลา ซึ่งหากมีการถ่ายทอดมายังคนจะทำให้เกิดการติดเชื้อในผิวหนัง รวมทั้งยังมีแบคทีเรียกลุ่มสเตรปโตคอคคัสบางชนิดด้วย ซึ่งสามารถติดได้ทางบาดแผล หากได้รับเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าไปสู่เยื่อหุ้มสมอง จะส่งผลให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ข้ออักเสบ ม่านตาอักเสบ ส่วนแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ เฮลแมนนิ เมื่อได้รับเข้าไปอาจทำให้เป็นแผลในกระเพราะอาหาร จนถึงมะเร็งกระเพาะอาหารได้

“ขอเตือนไปยังผู้เลี้ยงสุนัขว่า ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการใช้ช้อนหรือภาชนะใส่อาหารร่วมกันกับสุนัขอย่างเด็ดขาด เพื่อสุขอนามัย และหลีกเลี่ยงการนำเข้าไปในร้านอาหารของคน ที่สำคัญควรนำสุนัขไปตรวจโรค ดูแลเรื่องความสะอาด เห็บ หมัดต่างๆ เพื่อป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียที่อาจนำมาสู่คนได้”

ฝ่าฝืน…มีสิทธิ์ไล่ออกจากร้านได้ 

กรณีการนำสัตว์เลี้ยงเข้าร้านอาหารนั้น เกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดัง กล่าวว่า กฎหมายเมืองไทยยังไม่ระบุโทษหรือความผิดชัดเจนในลักษณะเฉพาะ เช่น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พูดถึงเฉพาะแค่การเลี้ยงแล้วเป็นเหตุให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญ  แต่ไม่ระบุชัดเจนถึงการพาสัตว์เข้าไปในพื้นที่สาธารณะหรือร้านอาหาร

ขณะที่ พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ก็ต้องให้มีประกาศของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเสียก่อนว่าพื้นที่ใดห้ามเข้า หมายความว่า ระเบียบการห้าม ต้องเป็นไปตามเจตนาของทางร้าน

“ถ้าร้านติดประกาศห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาเเล้ว เกิดมีคนฝ่าฝืนนำเข้ามา เเจ้งเตือนเเล้วไม่เชื่อฟัง ร้านสามารถขับไล่ออกจากร้านได้ ถ้ายังฝ่าฝืนก็เรียกว่าละเมิด มีสิทธิ์เรียกค่าสินไหมทดแทนต่อไป”

อย่างไรก็ดีถึงแม้จะไม่มีกฎหมายชัดเจนว่าห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในร้านอาหาร แต่ถ้าหากสัตว์ของคุณไปก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น เจ้าของก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 ที่ระบุว่า ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใดๆอันเกิด แต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวัง อันสมควร แก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์ อย่างอื่นหรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น

ทั้งนี้ บุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดั่งกล่าวมาในวรรคต้นนั้น จะใช้สิทธิ ไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลผู้ที่เร้าหรือยั่วสัตว์นั้นโดยละเมิด หรือเอาแก่ เจ้าของสัตว์อื่นอันมาเร้าหรือยั่วสัตว์นั้น ๆ ก็ได้

ประเด็นสำคัญอันเป็นหัวใจของเรื่องนี้คงอยู่ที่การเคารพกฎกติกา ระเบียบ สิทธิและสุขภาพของเพื่อนร่วมสังคม อย่าปล่อยให้ความรักและความหลงใหลที่มีต่อสัตว์นั้นส่งผลให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ภาพจาก http://pantip.com/topic/35883314  , http://pantip.com/topic/30457446 , เฟซบุ๊ก Red Skull V.SE