เส้นทาง..คำสอนพ่อ 70 ปีที่ครองราชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463687

เส้นทาง..คำสอนพ่อ 70 ปีที่ครองราชย์

เรื่อง วิรวินท์ ศรีโหมด ภาพปกบริษัท แพลน บี มีเดีย

ถ้าขับรถผ่านทางพิเศษสายเฉลิมมหานคร (ช่วงทางราบบ่อนไก่ ข้างโรงงานยาสูบ) เขตคลองเตย ผู้ที่สัญจรผ่านมักจะเห็นป้ายโฆษณาจำนวนมากเรียงรายเป็นแถวยาว แต่ในวันนี้ป้ายโฆษณาเหล่านั้นได้แปรเปลี่ยนเป็น “นิทรรศการพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช” ซึ่งสร้างความสนใจเป็นอย่างมากให้แก่ผู้ที่พบเห็น

เรืองสิริ สถิรกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท แพลน บี มีเดีย  ตัวแทนบริษัทผู้จัดทำ เล่าให้โพสต์ทูเดย์ฟังว่า จุดเริ่มต้นการจัดทำนิทรรศการพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ตลอดระยะเวลาการครองราชย์ 70 ปีนี้ เนื่องจากในหลวงรัชการที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยอย่างมากมาย

“ตลอด 70 ปีพระองค์ทรงงานหนักเพื่อคนไทยมาโดยตลอด ผู้จัดทำจึงน้อมนำรวบรวมพระราชดำรัสที่เคยพระราชทานให้แก่ประชาชนนำมาจัดแสดง เพื่อทำให้คนที่พบเห็น ได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อคนไทย”

ส่วนรูปแบบการจัดทำได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงพระราชกรณียกิจ พร้อมข้อความพระราดำรัสในช่วงเหตุการณ์สำคัญแต่ละปีตั้งแต่ พ.ศ.2489 ปีที่ทรงขึ้นครองราชย์จนถึงปี พ.ศ.2558 มาจัดแสดง โดยพระราชดำรัสทั้งหมดจะเกี่ยวข้องสอดคล้องกับเรื่องการดำรงชีวิต การทำงาน และการเรียน เพื่อผู้ที่ได้อ่านจะได้น้อมนำไปเป็นแบบอย่างปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ส่วนขั้นตอนการทำงานจะร่วมกับสำนักพระราชวังในการตรวจสอบความเรียบร้อยเนื้อหาข้อความเพื่อจะได้ไม่ผิดเพี้ยน

เรืองสิริ กล่าวอีกว่า นิทรรศการฯ ดังกล่าวเบื้องต้นขณะนี้จัดทำเพียงจุดเดียวตรงบริเวณข้างทางพิเศษสายเฉลิมมหานคร ช่วงข้างโรงงานยาสูบ คลองเตย โดยมีจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ไปถึงวันที่ 16 ธ.ค.นี้ แต่ถ้าได้รับความสนใจจากประชาชนมากอาจมีต่อไปถึงช่วงสิ้นปี ส่วนผลตอบรับหลังจากที่ติดตั้งได้เพียง 2 วันถือว่าได้รับความสนใจจากประชาชนที่พบเห็นเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนที่เห็นจะรู้สึกมีแรงบัลดาลใจเพื่อเป็นอีกแรงหนึ่งในการก้าวเดินของชีวิต

สำหรับนิทรรศการพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส จะถูกจัดแสดงทั้งหมด 66 ภาพบนเสา 33 ต้น โดยบางภาพจะรวมพระราชดำรัส 2 ปี ขณะที่การจัดแสดงจุดเริ่มต้นปี 2489 เริ่มจากฝั่งที่มาจากทางดินแดง มุ่งหน้าไปบางนา และการเล่าเรื่องย้อนกลับมาจนถึงปี 2558 ที่เดียวกับจุดแรกแต่อยู่อีกด้านของป้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขตศก.พิเศษเอื้อทุนใหญ่ อย่าทำลายวิถีชีวิต ยึดที่ดินเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463362

เขตศก.พิเศษเอื้อทุนใหญ่ อย่าทำลายวิถีชีวิต ยึดที่ดินเกษตรกร

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

“ภูมิอากาศ การลงทุนข้ามชาติ และจินตนาการสยามที่ยั่งยืนและเป็นธรรม” คือหัวข้ออันท้าทายของสมัชชาความมั่นคงทางอาหารปี 2559 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และเครือข่ายความมั่นคงทางอาหาร ได้จัดเสวนาเพื่อหาทางออกร่วมกัน หลังจากความมั่นคงทางอาหารไทยกำลังเกิดวิกฤต พื้นที่และแรงงานภาคเกษตรลดลงมากกว่า 50%

ลดาวัลย์ คำภา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของไทยนั้นน่าเป็นห่วง เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรลดลงจากที่มีกว่า 81   ล้านไร่ ในปี 2549 ลดเหลือกว่า 41 ล้านไร่ในปี 2556 ที่ดินที่เกษตรกรเช่าทำกินเพิ่มขึ้นจากกว่า 23 ล้านไร่ ในปี 2551 มาเป็นกว่า 29 ล้านไร่ ในปี 2556 แรงงานภาคเกษตรลดลงจาก 67% เหลือ 39% ในปี 2556 แรงงานภาคเกษตรซึ่งเป็นผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 11% เกษตรกรมีหนี้สินครัวเรือนละกว่า 1 แสนบาท แต่ความสามารถใช้หนี้ลดลง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงโดยเฉพาะปัญหาดินเสื่อมสภาพกว่า 190 ล้านไร่ คิดเป็น 60% ของพื้นที่ประเทศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีและการผูกขาดทางเมล็ดพันธุ์

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลเน้นเรื่องรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แม้จะมีการหยิบยกประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมเข้ามาด้วย แต่ก็ไม่ได้มุ่งพัฒนาทรัพยากรชีวภาพและส่งเสริมเกษตรกรระดับชุมชนอย่างยั่งยืน มีการใช้นวัตกรรมโดยหวังพึ่งพามหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ การลงทุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งมีการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดต่างๆ ให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม น่าห่วงว่านโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกินและการทำการเกษตรในพื้นที่ รวมทั้งการส่งเสริมให้นักวิจัยต่างชาติเข้ามาศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรชีวภาพในไทย เช่น พืชผัก สมุนไพร จะเป็นการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามายึดเอาทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยได้

สอดคล้องกับ สมนึก จงมีวศิน ตัวแทนเครือข่ายเปลี่ยนตะวันออก ที่ระบุว่า จากการสำรวจผลกระทบการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 10 จังหวัด เช่น ตาก เชียงราย มุกดาหาร สงขลา พบว่าจะใช้พื้นที่รวมกันทั้งหมดประมาณ 5 ล้านไร่ ให้เช่าที่ระยะยาว 50-99 ปี ซึ่งการดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษมองข้ามวิถีชีวิตชุมชนและการเกษตรในพื้นที่ มีการยกเว้นการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ยกเว้นการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ในไทยและนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่เพราะรัฐบาลต้องการให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการคมนาคมและสาธารณูปโภคตามแนวชายแดน ซึ่งจะมีการจ้างแรงงานต่างด้าวมากกว่าแรงงานไทยเพราะค่าจ้างต่ำกว่า

“เมื่อคำนวณจากอัตราการส่งเสริมการลงทุนของไทยกับการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้านบาท/ปี มีการจ้างงาน 5.5 หมื่นคน/ปี สร้างรายได้กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท/ปี เท่ากับรัฐขาดทุนถึง 25 เท่า ซึ่งนโยบายนี้จะทำให้ที่ดินทำการเกษตรหายไปมาก มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ทาเกษตรมากขึ้น“สมนึก กล่าว

ธีระ วงษ์เจริญ ตัวแทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ เสนอว่า หากรัฐบาลจะสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรแต่ละชุมชนสามารถสู้กับนายทุนต่างชาติได้ จะต้องให้ความสำคัญกับระบบสหกรณ์เพื่อการเกษตร จัดตั้งหน่วยงานรัฐมาดูแลโดยเฉพาะ สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์การเกษตรแต่ละชุมชนทั้งระบบตั้งแต่เงินทุน การผลิต การแปรรูป การตลาดและส่งออก

 

“ความรักในหลวงของประชาชนที่ฉันจับใจ” พระราชินีพระราชทานสัมภาษณ์แก่กลุ่มนักข่าวหญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/463213

"ความรักในหลวงของประชาชนที่ฉันจับใจ" พระราชินีพระราชทานสัมภาษณ์แก่กลุ่มนักข่าวหญิง

พระราชกระแส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระราชทานสัมภาษณ์ แก่กลุ่มนักข่าวหญิง พ.ศ.2523 ทรงเล่าถึงการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่9

70ปีแห่งการครองราชย์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงแสดงให้ประจักษ์แก่อาณาประชาราษฎร์ถึงพระราชประสงค์ที่ทรงต้องการบรรเทาทุกข์พสกนิกรทั่วเขตแคว้น ทรงบากบั่นเสด็จพระราชดำเนินไปในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นชนบทห่างไกล หรือ แม้แต่พื้นที่อันตรายในช่วงแห่งการสู้รบของคนไทยที่มีอุดมการณ์ต่างกัน

พระราชหฤทัยที่มุ่งมั่นบรรเทาทุกข์พสกนิกรนั้น ถูกถ่ายทอดไว้ในเนื้อหาช่วงหนึ่งของ พระราชกระแส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานสัมภาษณ์ แก่กลุ่มนักข่าวหญิง เมื่อปี 2523

ครั้งนั้น ทรงเล่าถึงการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การเสด็จฯเยี่ยมเยียนและพบกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้ง เรื่องราวการทรงงานกับขอบเขตของสถาบันกับการเมือง ฯลฯ 

โพสต์ทูเดย์จึงขอนำ เนื้อหาบางส่วนจาก หนังสือรอยยิ้มของในหลวง ในบทชื่อ “พระราชินี พระราชทานสัมภาษณ์ …แก่กลุ่มนักข่าวหญิง” โดย อาริยา สินธุจริวัตร บุนนาค จากหนังสือพระราชกระแส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระราชทานสัมภาษณ์ แก่กลุ่มนักข่าวหญิง พ.ศ.2523มาเผยแพร่ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

(ทูลถาม) สำหรับภาคใต้ ทรงมีทัศนะอย่างไรต่อสถานการณ์และความเป็นอยู่ของราษฎรที่นั่น

(ทรงตอบ) ชาวบ้านภาคใต้นี่ฉลาด รู้ด้วยว่าจะถวายฎีกานี่ต้องทำอย่างไร เอาซ่อนไว้ใต้ดอกไม้แล้วเอาดอกไม้นั้นมาให้ บอกว่านั้น ข้างล่างน่ะ ฎีกาอยู่ข้างล่าง รู้จักด้วยนะ ซ่อนไว้ ไม่เช่นนั้นฎีกานี่ตำรวจเขาจะตรวจค้นก่อน อย่างที่ทุ่งใหญ่ นครศรีธรรมราช ถ้าตามไปดูจะเห็นเขามีเวรยามกันแล้วก็พนักหน้า หัวหน้าเขาละอุตส่าห์ซ่อนแทรกเข้าไปไว้ในดอกไม้ พับเสียจนนิดเดียว

(ทูลถาม) โดยมาก ราษฎรร้องเรียนเรื่องอะไรบ้างเพคะ

(ทรงตอบ) ทุกเรื่องเลย เกี่ยวกับกฎหมายก็มี มีอันหนึ่ง ไม่ทราบว่าเก็บไว้หรือเปล่า ท่านผู้หญิงสุประภาดาฯ ที่ชาวบ้านทุ่งใหญ่ฎีกาบอกว่า ลูกน้องเสือฉลอง อยู่ใช่ไหม ไม่เช่นนั้น ฉันพูดไปเหมือนกับแต่งเอา เพราะว่าเมื่อฉันได้รับฎีกาแล้ว ก็จะถ่ายสำเนาส่งไปให้ราชเลขาธิการพระเจ้าอยู่หัว แล้วส่งไปที่ราชการ เขาบอกว่าลูกน้องเสือฉลองนี่ฆ่าคนของเขา ซึ่งเป็นชาวบ้าน ปิดถนน ปิดโรงเรียน ปิดตลาด ปิดสวนยาง เขาร้องไห้บอกว่า เขาไม่รู้จะเอาอะไรกินขอให้ท่านช่วย ขอให้ทหารของพระเจ้าแผ่นดินช่วยแล้วก็เซ็นชื่อกันยาว ฉันเอาไปให้แม่ทัพๆ เห็นแล้วอึ้ง

ปีที่เราไปทุ่งใหญ่ ไปเห็นสภาพคนแล้ว สงสารที่สุดเลย เพราะว่าที่นี่เป็นที่แห่งเดียว ที่คนจนเท่ากับคนที่จนที่สุด บวกจนที่สุด คือ ชาวเขากับคนไทยอิสลามจนอย่างชนิดที่เรา ไม่เคยเห็นที่ไหน อีสานก็ไม่เห็นอย่างนั้น เกือบจะไม่เป็นผู้เป็นคนเลย เสื้อผ้าขาดกะรุ่ง กะริ่ง แล้วร่างกายขาดเลือดเสียจนซีดไปหมดเลย ไม่มีเลือดเลย ฉันเปิดตาดูตาข้างในขาวเหมือนกับผ้าอย่างนี้ (ทรงจับผ้าปูโต๊ะที่ประทับ) ไม่มีเลือดในตัว ฉันก็ให้คุณเปรมฯดู

คุณเปรมฯ ก็บอก ปิ่นฯ (แม่ทัพภาค4ตอนนั้น) ทำไมไม่ช่วยราษฎรล่ะ…

คุณปิ่นฯบอก แหม ก็ไปก้าวก่าย…(ทรงหันมารับสั่งถามนักข่าวหญิง) อันนี้ก็การเมืองอีกใช่ไหม ฉันไม่ทราบจะทำอย่างไร อันนี้ถามฝรั่งให้เขาบอกเดฟฟินิชั่น (คำนิยาม) มาซิว่าการเมืองนี่มันเป็นอย่างไร ฉันไม่ทราบจะทำอย่างไรเพราะราษฎรเขามาให้ช่วย

หนหนึ่ง ข้ำขำ เสี่ยงตุ๊บๆ ตั๊บๆ หันไปมองว่าอะไรกัน ที่แท้เห็นสิรินธรกับจุฬาภรณ์ไปแย่งฎีกาจากตำรวจ โดยมากเป็นตำรวจราชสำนัก เขาไม่อยากให้ยุ่งการเมือง คือประชาชนเห็นเราใกล้เข้ามาก็คง จะชักออกมาจากชายพกหรือตะกร้า ตำรวจก็แย่งมาเสีย สององค์นี่ก็วิ่งไปแย่งจากมือตำรวจ เสร็จแล้วแม่เล็กบอก เล็กได้มาแล้ว ก็บอกเขา โธ่คุณ ถ้าเผื่อปิดนี่บ้านเมืองเราจะไปไม่ไหวนะ ราษฎรไม่รู้จะออกทางไหน เราก็มีหน้าที่เอามาแล้วเอาไปให้แก่รัฐบาลเท่านั้น อย่าไปปิดๆ นี่ประชาชนไม่รู้จะไประบายทางไหน แย่เลย บ้านเมืองไม่ปลอดภัย

(ทูลถาม) ความทุกข์ของเขาที่แท้จริงมีอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าค่ะ

(ทรงตอบ) เขาบอกว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ถามว่าไม่เป็นธรรมทางไหน โดยมากจะเป็นเรื่องที่ดิน คือ หมายความว่าเขาจะบอกว่าที่ดินที่เขามีอยู่ก่อน แต่เขาไม่มี หรือ เขาไม่รู้ว่าต้องมีใบโน่นใบนี่ อยู่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย แล้วอยู่ๆมา ก็โดนสั่งให้ออกจากที่ดินที่เคยอยู่มานาน เพราะไม่มีเอกสารแสดง เรื่องนี้น่าสงสารมากเลย เพราะว่ากฎหมายนั่นเองที่ทำลายคน คือเขาไม่รู้จักคำว่ากฎหมาย เขาบอกว่านายอำเภอมาถามว่ามีใบจับจองหรือเปล่า แกไม่มี แต่คนอื่นมี เขามีใบที่มาจับจองในที่ที่แกอยู่ เขาก็มาไล่ที่แก เพราะเขามีใบอะไร นส.อะไรที่ถูกต้อง ฉันไม่เคยชำนาญ เรื่องนี้เรียกไม่ถูก ถ้ามาว่ากันตามกฎหมายนี่ ชาวบ้านก็ต้องออก ถึงจะอยู่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายายก็ต้องออก เพราะในที่นี้กฎหมายไม่ได้ช่วยชาวบ้าน คราวนี้นักกฎหมายก็บอกว่าเขาออกประกาศตั้งนานจนหมดเวลาแล้ว แต่ชาวบ้านอ่านหนังสือไม่ออกหรืออยู่ในที่ที่เดินมาไม่ถึงที่ประกาศ แกก็ไม่รู้ ไม่ทราบจะทำอย่างไรวนเวียนอยู่อย่างนี้

ที่พัทลุง ตรงแดนที่ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนี่ เสด็จฯไปลงตรงจุดก่อการร้ายเลย มีวัดซึ่งตอนนั้นท่านอาจารย์นำของอำเภอควนขนุนยังอยู่ ท่านบอกว่ามหาบพิตรไม่ต้องกลัวหรอก มาเถอะ เราก็ลงไปตรงนั้นเลย ทุกคนดีใจหมดเลย แล้วที่นี่ชาวบ้านมากราบบังคมทูลเรื่องต่างๆเขาบอกว่าราชินีแปลงตัวมาสิ แล้วจะรู้ว่าราษฎรทุกข์ยากอย่างไร แต่อย่าเอาพวกนั้นมานะ พลางบุ้ยไปทางทหารตำรวจ บอกราชินีแปลงตัวมารับรองปลอดภัย แต่มาเฉพาะลำพังผู้หญิงๆนะ ชาวบ้านรับรองความปลอดภัยทุกประการ บอกอยู่กินกับเขาได้ แต่ฉันขี้ขลาด ไม่กล้าไป กลัวถูกจับให้เป็นตัวประกัน พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งบอก “ดีจะได้เป็นราชินีบนเขาด้วย”

ทางนราธิวาส ชาวไทยอิสลามน่าสงสาร บางครั้ง ฉันไปโดยเขาไม่รู้ตัว เขาเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง เห็นได้ว่าเขารักพระเจ้าอยู่หัวจริง เพราะธรรมดาแล้วเขาจะไม่เข้าวัดไทยเลย แต่วันนั้นที่เราไปฝนตก พายุมา ฉันไม่รู้ว่าเขาไม่เข้าวัดไทยแม้แต่จะหลบฝน เห็นเป็นทีบี (วัณโรค) เป็นอิสลาม ฉันประคองเข้ามา เขาก็เข้ามาดี ทีนี้คนไทยพุทธเขามาบอกว่าอย่างนี้ดีมากแล้ว ยังอุตส่าห์เข้าวัด ไม่เช่นนั้นจะไม่ยอมเข้าวัดเลย ไม่เข้ามาแม้แต่จะเหยียบ

ฉันถามว่าทำไม เขาตอบว่าไม่รู้ เขาว่าบาปเวลาที่เข้าวัดไทย หันไปถามล่ามว่า เข้าวัดไทยนี่จะบาปไหมจ๊ะ

เขาบอกว่า พระบอกว่า รายอ (พระเจ้าแผ่นดิน) อยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่นั่นได้ ไม่เป็นไร ไม่บาป เขารักพระเจ้าอยู่หัวจริงๆ คนแก่ตาบอดเข้ามาจูบ อันนี้สะดุดใจฉัน เพราะว่าเข้ามาจูบหน้าแข้งพระเจ้าอยู่หัว แล้วบอกว่าดีเหลือเกิน เขาเป็นอิสลาม เราฟังไม่รู้ ล่ามแปลให้ฟัง ดีเหลือเกิน ทำไมดีอย่างนี้ ดีกระทั่งแม้กับคนอิสลาม

พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “ทำไมเขาต้องแบ่งด้วยว่า เรานี่ดีแม้กระทั่งคนอิสลาม ทุกคนเป็นคนไทยเหมือนกันหมด”

ความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยพุทธกับไทยอิสลามมีความสัมพันธ์ที่เห็นได้โดยไม่ต้องพูด เรามองการกระทำ คนไทยอิสลามแบกหามคนไทยพุทธมาหาหมอให้รักษา เห็นผู้ชายหนุ่มดำๆ อุ้มผู้ชายผิวขาว แต่ว่ากระดูกหลังนี่ค่อมไปหมดแล้ว มันทรุดหมด นั่งหรือเดินอย่างลำบาก จำได้ว่าชื่อครูสนั่นเข้ามาบอกกับฉันว่าอยากให้ท่านช่วย เรื่องตา ทุกวันนี้ก็ไม่น้อยใจเรื่องอะไร รับจ้างสอนหนังสือ บอกว่าเวลานี้ตามัวเข้าทุกทีเพราะเข้าใจว่าเป็นต้อกระจกบอกไม่อย่างนั้นก็พอรับจ้างสอนหนังสือได้ เด็กอิสลามเขามาเรียนด้วย

ถามว่า ครูเป็นอิสลามหรือ

บอกไม่ใช่ครับ ผมชื่อ สนั่น เป็นไทยพุทธ

ถามว่า นั่นลูกครูหรือที่อุ้มมา

บอกไม่ใช่ นั่นเป็นเพื่อนครูร่วมโรงเรียน รุ่นเด็ก เป็นไทยอิสลาม เขาอุ้มพามา

ส่วนครูไทยอิสลามที่อุ้มมาก็บอกว่า ท่านครับๆ อยากให้ท่านช่วยครูคนนี้จัง เพราะแกไม่มีญาติเลยแล้วเป็นคนยากจนมาก พิการ อยากให้ท่านช่วยรักษาให้ สงสารเขา

คือเห็นอย่างนี้ เมื่อเห็นความจริงก็เลยสาวเรื่องไป แล้วไปถามพระว่า ท่านอยู่ได้อย่างไร ไม่ลำบากหรือการฉันอาหาร ท่านบอกว่าไม่ คนอิสลามเขาเอามาช่วย ไทยพุทธมีน้อย แล้วพระท่านบอกว่า ชาวบ้านน่ะไม่มีอะไรเลย รักกันดี แต่ว่าระดับอื่นๆ อาตมาภาพอยากจะให้มหาบพิตรช่วยพูดว่าอย่าไปเข้าใจผิดกันเลย ให้แผ่เมตตากันไปเถอะ ท่านก็พูดอย่างพระ

พอค่ำเข้า ล่ามเริ่มไม่ยอมอยู่ กระสับกระส่ายกันเป็นแถว ฉันสงสัยว่า เอ๊ะ เขากลัวอะไรฉันก็ไม่กลับ กว่าจะกลับนี่ก็มืดสนิทแล้ว เห็นตามถนนนี่ เห็นไฟ เขามายืนจุดไฟตะเกียงกันเป็นแถว ลงหยุดทัก พอหยุดนี่ เขากลับตาเหลือก รีบบอกให้เราขึ้นรถกลับไปเสีย กลับๆไปเสีย ถามเขาว่าเป็นอย่างไร

เขาบอกตัดบทเฉยๆ ประไหมสุหรี (พระราชินี) กลับไปเถิด เลยเดาเอาเองว่าที่พระท่านออกมายืนเพราะว่ากลัวเราจะถูกทำร้าย พอเห็นท่าน เราก็ลงมาพูดด้วย ท่านกลับบอกให้รีบกลับๆ อย่างนี้แล้วจะไม่ให้รักเขาได้อย่างไร เขาหวังดีมาก

จับใจในความรักของประชาชน

แล้วที่จับใจในความรักของประชาชน บอกกับฝรั่งว่าจับใจในความรักของประชาชนไม่มีวันลืมได้เลย คือ เรื่องระเบิดที่ยะลา หลายปีมาแล้ว พอเสียงระเบิดดังปึง ปึงๆนี่ ชาวบ้านวิ่งหนี หกล้มคลุกคลาน เห็นเลยว่าวิ่งหนี เป็นแถวๆออกไป กลับบ้าน เหลือคนอยู่น้อย ทีแรกคนแน่น พอสักประเดี๋ยวสิ หอบแฮ่กๆ วิ่งกลับมาเป็นแถวอีก วิ่งกลับมากันร้องไห้กันหมด เขาบอก ดูเถอะ ดูใจตัวเองเถอะ กลับไปถึงบ้าน มันตกใจน่ะ มานึกได้ว่า โถทิ้งท่านอยู่ลำพัง นะนี่ ฉันก็เลยวิ่งกลับมาอีก เป็นห่วง ทีแรกก็กลัวตาย คราวนี้ขอบอกว่าตายเป็นตายด้วยกัน แล้วเด็กนักเรียนสาวๆคงเป็นไทยพุทธ เห็นพูดไทยได้ ร้องไห้ใหญ่เลย ร้องแบบไม่มีสติ บอกท่านๆคะ ท่านไม่ทำอะไรชั่วร้าย ท่านไม่ได้ทำอะไรให้ใคร เขาจะฆ่าท่านทำไม แกพูดซ้ำอยู่นั้น ร้องไห้ไป ตัวสั่น ท่านไม่เคยทำอะไรใคร ในหลวงไม่เคยทำอะไรใคร เขาจะฆ่าท่านทำไม ทำไมเขาต้องการจะฆ่าท่าน ชาวบ้านที่วิ่งกลับมาร้องไห้น้ำตาไหลเป็นทาง บอกฉันกลับไปถึงบ้านแล้ว พูดทั้งที่หอบ แต่ว่านึกได้ว่าตายแล้ว พระเจ้าอยู่หัวกับราชินียังอยู่ จึงคิดว่าตายก็มาตายด้วยกัน เลยวิ่งกลับมาเป็นเพื่อน แหมความรู้สึกตรงกับเพลงที่ว่า หากใครแกล้งเธอ ฉันนี้จะยอมตายแทน พุทโธ่ อุตสาห์วิ่งกลับมากันหมดเลยและทำทีร้องไห้ วิ่งเข้ามากำบังคุ้มกันระวังพระเจ้าอยู่หัว เห็นแล้วจับใจ แล้วตำรวจราชสำนักบอกให้กลับพระตำหนัก อย่าเสด็จฯโรงพยาบาล อันตราย เพราะทางที่จะกลับ ถ้าค่ำแล้วยิ่งอันตรายใหญ่ เขาอาจจะยิงด้วยจรวดก็ได้ ให้รีบกลับเสียแต่วันๆเถอะ

พระเจ้าอยู่หัวบอกไม่ได้ เขามานี่ เจ็บเพราะเรามา เขามาหาเรา เราต้องไปเยี่ยม

มีรายงานบอกว่าไม่ได้เจ็บกันมากพระเจ้าข้า ข้าพเจ้ารับรอง ได้ข่าวว่าขีดข่วนเท่านั้นใส่ยาแดงแล้วก็กลับบ้านได้

ฉันคิดว่าการที่พระมหากษัตริย์ของบางประเทศล่ม เพราะเหตุอย่างนี้ คือเพราะเชื่อตามคำบอก

พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ขีดข่วนก็จะไปดู เขาไม่ยอม สั่งรถพระที่นั่งให้กลับพระตำหนัก รถพระที่นั่งวิ่งกลับ พระเจ้าอยู่หัวสั่งให้เลี้ยวกลับเดี๋ยวนี้ ฉันจะไปโรงพยาบาล

คนขับรถกลัว เลี้ยวไปอีกทางที่ไปโรงพยาบาล พอไปถึง เราตกตะลึง เพราะเลือดสาดเต็ม แล้วมีเด็กผู้หญิงสาว อายุสัก17-18 กำลังหอบ ปอดยุบไปข้าง ถ้าเราไม่ไปก็ตายแล้ว เด็กอีกคนตาก็จะบอดคือคนนอนกันเต็ม เห็นแต่เลือดๆทั้งนั้น พอเข้าไป เด็กสาวนั้นเห็นเรา เขาก็ร้องไห้ บอกท่านคะ หนูเจ็บเหลือเกิน หนูหายใจไม่ออก หนูเจ็บ พ่อแม่ก็ไม่ได้มา ท่านช่วยหนูด้วย

ฉันยื่นมือให้จับ หมอบอกว่าออกซิเจนเข้าไม่ได้ ต้องเจ็บปวด เพราะลมมันดันที่หน้าอก ตับมันเสียไปข้าง ปวดมาก เขาให้ออกซิเจนอยู่แล้ว แกตกใจ ยึดมือแน่น หมอบอกฉีดยาให้หลับก็ไม่หลับ เพราะตกใจ ไม่ยอมหลับ

ถาม หนูจะตายไหมคะท่าน หนูจะตายไหม

ฉันบอก หนูไม่ตาย แต่ขออย่าพูดนะจ๊ะ หมอเขาบอกว่าอย่าพูด ต้องเก็บกำลังไว้ เขากำลังเตรียมห้องผ่าตัด บอกหนูหลับซะ

แกก็ว่า หนูไม่กล้าหลับ เดี๋ยวตาย

บอก หลับซะ ไม่ตาย ฉันยืนตรงนี้ จับมือไว้ ฉันยืนอยู่ด้วย จนกว่าพ่อแม่หนูจะมา ฉันยืนตรงนี้ไม่ไปไหน รับรอง แล้วคุณหมอ ดนัยฯ ก็จัดการให้ออกซิเจนเข้ามาก แกถึงผล็อยหลับไปได้

ส่วนเด็กผู้ชายอิสลาม หมอไม่รับรองความปลอดภัย สะเก็ดระเบิดเข้าตาและเลือดไหลออกมามาก พ่อแม่ยืนเฝ้าทั้งน้ำตา เราเห็นแล้วใจหายหมด เห็นแล้วนึกว่าดีนะที่เราไม่เชื่อใคร พอเขาเห็นเราเขาก็ใจชื้นใจสบาย รับสั่งให้หมอโรงพยาบาลพระมงกุฏที่อุตส่าห์อาสาตามเสด็จฯ ให้ไปช่วยหมอยะลาทำการผ่าตัดตรงทรวงอกเพราะเศษระเบิดมันฝังข้างในแล้วปอดมันทะลุ

ทรงเล่าถึงการทรงงานกับขอบเขตของสถาบันกับการเมือง

ขอถามนักข่าวที่รู้เรื่องกฎหมายว่าอย่างนี้เป็นการทำผิด เป็นการเมืองหรือเปล่า ที่ฉันเข้าไปเยี่ยมราษฎร แล้วชาวบ้านมาเล่ามาบอกให้รู้ว่าขอให้ท่านช่วยพูดกับเจ้าหน้าที่สูงๆ หน่อยว่าให้เห็นใจคนไทยอิสลามบ้าง ขอให้เข้าใจว่าเขานี่อยากอยู่อย่างสงบเท่านั้นเอง อันนี้การเมืองไหม ฉันแยกไม่ถูกว่าฉันย่ำลงไปตรงการบ้านการเมืองหรืออะไรตรงไหน ฉันทราบฉันรู้อย่างเดียวว่าถ้าดับร้อนของคนไม่ได้แล้ว ภาคใต้เราอาจจะต้องเสียแก๊สธรรมชาติไป ซึ่งเมืองเราควรจะรักษาไว้ เพื่อนฝรั่งเขาบอกว่าสงสัยมีน้ำมันด้วยที่อ่าวไทยทางภาคใต้ ไม่ใช่เฉพาะแก๊ส แล้วถ้าเผื่อคนไทยทั้งพุทธทั้งอิสลามตีกันนัวอย่างนี้มันก็แย่ ทางที่จะสูญเสียมันก็เป็นไปได้

นาวิกโยธินชั้นเด็กมาบอกว่า ข้าพเจ้าอยากให้ท่านรับสั่งกับนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นสมัยนายกฯ เกรียงศักดิ์ (ชมะนันทน์) ว่าอยากให้ปรับเงินเบี้ยเลี้ยงของตำรวจให้ได้เท่ากับทหาร แล้วเหตุการณ์มันจะได้ดีขึ้น เพราะว่าตำรวจได้เงินน้อย ฉันบอกว่า ไม่เป็นไร ฉันจะบอกนายกฯให้ นี่การเมืองแล้วใช่หรือไม่ ฉันก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร

(คุณเสริมศรี เอกชัย กราบบังคมทูลไม่เป็นการเมือง เพราะประชาชนย่อมยึดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์เป็นเหมือนพ่อแม่เหนือหัว เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนแล้ว ถ้าไม่บอกพ่อแม่แล้วจะให้ไปบอกใคร บางครั้งเขาก็ไม่มีที่พึ่ง)

แต่อันนี้มีบางคนบอกว่าอยู่ในการเมือง โลแมคซ์ (นายปีเตอร์ โลแมคซ์ ผู้สื่อข่าวแห่งบีบีซี กรุงลอนดอน) ก็บอกว่านี่การเมือง เรื่องอะไรของยู ยูเป็นคิงควีน เรื่องอะไร จะต้องมาเอาธุระ คนไหนเจ็บ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล

ฉันบอกปล่อยน่ะปล่อยได้ แต่ทีนี้โรงพยาบาลล้นมือ แล้วอีกอย่างที่ชาวบ้านเขาไม่ไปโรงพยาบาล เพราะบางครั้งหมอและนางพยาบาลถามเพื่อเป็นฟอร์มว่า มีเงินช่วยเหลือไหม เพียงถามว่ามีเงินไหม แกก็วิ่งอ้าวออกจากโรงพยาบาล แล้วแกบอกว่าฉันคนจนไม่มีเงินเลย บอกคอยพระเจ้าแผ่นดินดีกว่า แล้วโลแมคซ์จะมาบอกว่าเรื่องอะไรของยู ถึงต้องไปทำเรื่องเวลแฟร์ (สวัสดิการ-สงเคราะห์) อย่างนี้มันเรื่องของรัฐ เขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาแย่งรัฐทำ ฉันบอกว่าเอ๊ะ ประเทศเราจนนะ มันต้องช่วยกัน ใครช่วยกันได้ก็ต้องช่วย แต่อีกคนหนึ่ง บริจิต (ผู้สื่อข่าวของบีบีซี เหมือนกัน) เขาบอกว่าเพราะทรงช่วยราษฎรอย่างนี้ เมืองไทยถึงจะอยู่ได้ต่อไป เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็มองไม่เห็นทางรอด

สำหรับ จุฬาภรณ์ เด็กคนนี้เก่งภาษา เดี๋ยวนี้พูดภาษาพื้นเมืองภาคใต้ได้ ที่เรียกว่า ภาษายาวี จุฬาภรณ์บอกว่า พอพูดกับชาวบ้านเท่านั้น เขาก็เข้ามากระซิบว่าใครเขาจะแยกดินแดนอะไรเขาไม่ทราบ แต่พวกเขารักรายอ (พระเจ้าอยู่หัว) เพราะรายอนี่ยุติธรรม รายอทำนุบำรุงศาสนาอิสลามและทำนุบำรุงศาสนาพุทธเท่ากัน แล้วเขาบอกว่าเหตุที่เขาไม่อยากพูดไทยเพราะว่าเป็นอันตราย เขาบอกว่าเขารักทหาร รักนาวิกโยธิน เพราะทหารนี่ยุติธรรม เขาชมแม่ทัพภาค 4 มากว่าเป็นธรรม เขาบอกว่าเขาขอความเป็นธรรมอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเขาเองไม่คิดว่าเขาอยากจะแยกอะไร อาจจะมีคนคิดไม่กี่คน แต่เขาอยู่อย่างนี้่ เขาก็สบาย เขาชอบอยู่อย่างนี้ แล้วบอกว่าคนที่ยิงคนอิสลามและยิงทั้งไทยพุทธด้วยนั้น เป็นคนอิสลามจริงอยู่ แต่เป็นพวกที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ เป็นพวกติดยาเสพติด เที่ยวรับจ้างเขายิงคน

ถ้าคุณทั้งหลาย นักข่าวทั้งหลายไปเห็นหน้าชาวบ้านที่นครศรีธรรมราช ที่ฉันต่อว่าเขาเรื่องพระองค์เจ้าหญิง วิภาวดีรังสิต ตายนี่ (เดิมคือหม่อมเจ้าหญิงวิภาวดีรังสิตทรงถูกลอบยิงถึงแก่ชีพตักษัยขณะขึ้น ฮ.ไปช่วยชาวบ้านเมื่อ 16 ก.พ. 2520) เขาหน้าเจี๋ยมเจี้ยมหมดเลย หน้าเศร้าหุบกันหมด ก้มหน้า ฉันถามรู้ไหมจ๊ะทำไมพวกบนเขาต้องฆ่าเจ้าหญิง เขาเรียกเจ้าหญิงวิภาวดี ทำไมต้องฆ่าด้วยล่ะ เงียบหมดเลย คนกลุ่มใหญ่นั่งก้มหน้า บางคนก็ซับน้ำตา เขาบอกว่ามันไม่รู้ ไม่รู้ว่าแกอยู่บนเครื่องบินนั้น รู้ก็ไม่ทำเพราะแกดี แล้วเขาก็เอาใจฉัน นี่รู้ไหมท่านว่าเสียใจกันทั้งนั้น พวกนั้นวางปืนตั้งเยอะออกไปบวชให้ เพราะเขาบอกว่าถ้าคอมมิวนิสต์ฆ่าคนที่ดี ที่เป็นธรรม ไม่มีแม้แต่อาวุธในมือเขาก็ไม่เป็น เขาร้องไห้กันวางอาวุธหมดเลยออกไปโกนหัว

ระหว่างพูดเรื่องนี้เขาหลบสายตาหมด เขาใจหาย เลยรู้ว่า อ้อถ้าเราทำอะไรถูกตามทำนอองคลองธรรม หมายความว่าทำอะไรที่ยุติธรรมแล้วถูกต้องนี่ แม้แต่คนที่เขานึกว่าเขามีอำนาจ เขาก็ต้องกลัว เขาต้องหลบสายตา คือเขารู้ว่าเขาผิดเขาต้องไม่สบายใจ บอกว่านั่นน่ะไปยิงท่านตายฉันจะหาใครที่กล้าอย่างนี้ไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เจ็บป่วย เดี๋ยวก็ตายกันหมดฉันจะหาใครแทนได้อีก

 

ในหลวงรับสั่งครอบครัวจะได้อยู่พบกันเฉพาะช่วงรับประทานอาหารกลางคืน

(ทูลถาม) ในการที่ทรงมีพระราชกรณียกิจเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร และทรงงานศิลปาชีพ ทรงแบ่งเวลา ในแต่ละวันอย่างไร

(ทรงตอบ) ตอนหลังๆนี่แบ่งลำบากมาก เพราะว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านรับสั่งว่า ตอนนี้ต่างคนต่างเป็นเครื่องจักร พบกันระหว่างทำงานด้วยกัน อยู่ในหมู่คน แล้วที่ครอบครัวจะได้อยู่พบกันก็คือที่รับประทานอาหารกลางคืนด้วยกัน เท่านั้นเอง โดยมากอย่างที่ไปต่างจังหวัดนี่ ต่างคนต่างออกไปทำงานแล้วกลับมาก็ต้องสรุปข้อความอีกว่าใครจด อะไรบ้าง สิรินธรจะเขียนที่เขาจดมาแล้วส่งที่กองราชเลขาฯ สมเด็จฯ จุฬาภรณ์จดส่วนที่เขาเขียนมา ฉันก็สรุปของที่ ฉันเขียนมา ทุกคนนางสนองพระโอษฐ์ นางพระกำนัลทุกคน ก็สรุปอย่างนั้น ต่างคนต่างทำงานกัน อย่างออกไปวิ่ง ตอนตี1 ที่นราธิวาสปีที่แล้ว (พ.ศ.2522) นางสนองพระโอษฐ์คนหนึ่งวิ่งตามมาบอกว่า หม่อมฉันเพิ่งสรุปเสร็จ (ทรงพระสรวล)

สมมติว่าเสด็จฯกลับมาถึงพระตำหนัก 2 ทุ่มครึ่ง 3ทุ่ม กว่าจะเสร็จสรุปก็ใกล้ตีหนึ่ง เขารับประทานพลางแล้ว เขียนสรุป เพราะว่าไม่เคยชอบที่ว่าประชาชนมาขอให้ช่วยเหลือแล้ว สักแต่ว่าเขียนใบส่ง ให้เขาส่งไปโรงพยาบาล ให้ค่ารถแล้วก็แล้วไป อันนี้ไม่ชอบ ต้องตามผลงานเสมอว่า ถ้าเขาเป็นโรคหัวใจ ส่งเขาไปผ่าตัดนี่ ลูกข้างหลังเล็กๆ นี่จะอยู่กับใคร ถ้าแม่มาผ่าตัด พ่อไปทำงาน คือหมายความว่านางสนองพระโอษฐ์กับนางพระกำนัล ต้องทำละเอียดมากเลย เขาไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์เพราะว่าเราก็บอกกันว่าช่วยเมืองไทยกันนะ

แล้วอีกประการหนึ่ง ฎีกาที่ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็มากมายก่ายกอง คือระยะหลังนี้ชาวบ้าน ก็มาปรับทุกข์กับพระเจ้าอยู่หัว มีอะไร เขาก็มาบอกปรับทุกข์หมดเลย มีอะไรก็ขอให้ท่านช่วยโน่นช่วยนี่หรือ แนะนำว่าเขาควรจะทำอะไร

อย่างชาวคลองใหญ่ที่ตราด เขาบอกว่าขอให้ชาวคลองใหญ่ ได้มีหมอไปดูแลอย่างน้อยเดือนครึ่งต่อครั้งหนึ่งก็ยังดี เพราะว่าชาวคลองใหญ่มีจำนวนมาก หมอไม่พอ เห็นคนเจ็บกันมาก ส่วนมากเป็นโรคหัวใจ แล้วก็โรคประสาท พอบอกว่าจะพยายาม เขาก็ดีใจ แต่ยังไม่ได้บอกว่ารัฐบาลว่าจะให้อะไรเขาได้เพราะไม่มีที่ดิน ที่ดินจำกัด

อาจจะต้องส่งเสริมศิลปาชีพ ต้องคิดอีก ถ้ามัดหมี่กันเกร่อ ล้นตลาด มีราคาถูก ชาวบ้านก็จนอีก ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ถ้าย่านลิเภา เกร่อหมด มันก็ไม่ไหว คือต้องดูหาขอองใหม่อยู่เรื่อยสำหรับมูลนิธิศิลปาชีพฯว่าจะทำอะไรที่ไม่ใช่คนซื้อเพราะสงสาร เอ้า ช่วยกันซื้อ คนละไม้คนละมือ อย่างนั้นไม่ได้ เมืองไทยอยู่ไม่ได้ ต้องทำอะไรที่คนเห็นแล้วอยากซื้อเอง แล้วก็ต้องหาตลาดต่างประเทศเพื่อว่าเงินจะได้หมุนเวียนบ้างอย่างนี้ ถึงได้ลงทุนไปเมืองนอก แล้วพยายามพูดกับเพื่อนฝรั่งเขาว่าให้ช่วยหน่อย ไปตระเวนตามร้านต่างๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาก็ยินดีที่จะรับ โดยเฉพาะเขาจับใจ คนไทยที่ว่าช่วยเหลือพวกลี้ภัย

อย่างเดินไปตามถนนที่อเมริกา คนอเมริกันเขาถามว่า ขอโทษทีเป็นพระราชินีไทยใช่ไหม – บอกใช่ เขาบอกว่าขอจับมือหน่อย ขอเช็คแฮนด์เพราะว่าคนไทยนี่ยอดมาก อุตส่าห์รับคนเขมรผู้ลี้ภัย – บอก สงสารเขา

เรื่องการดูแลผู้ป่วยในชนบทนี้ ฉันได้พูดกับนักเรียนไทยในต่างประเทศว่า ขอให้นักเรียนไทย ซึ่งเป็นคนฉลาด มาทำปริญญาต่างๆ ทำพีเอชดี (ปริญญาเอก) มาทำอะไรต่ออะไร คิดดูให้ดี คิดให้ลึกซึ้ง ดูว่าเรานี่ เวลานี้ต้องช่วยกันพยุงเมืองไทยทุกทาง จะเผลอตัวไม่ได้เลย จะแบ่งคนมีจนอะไรนี่ไม่ได้เลย ต้องช่วยกันคนละมือ สองมือ

บอกเขาตามตรงว่าคุณก็เป็นคนฉลาด มาเรียนสูงๆแล้วก็เห็นกับตาตัวเองใช่ไหม ระหว่างผิวหน้าเหลืองๆด้วยกัน คนที่เป็นเอกราชกับคนที่บ้านเมืองล้มนี่เป็นอย่างไร นักเรียนไทยเขาก็เงียบ

คนไทยก็ประเสริฐ นี่หมอไทยในอเมริกาเขาก็อาสาสมัครมาไทย เขาเข้าชื่อกันแล้วจะเวียนกันมา เรื่องนี้รักน้ำใจเขา เขาบอกว่าจะให้ช่วยอะไรท่านได้บ้าง

บอกช่วยเรื่องหมอได้ไหมเพราะว่าโรงพยาบาลท่านอาจารย์ฝั้นนี่ ลูกศิษย์มีศรัทธาสร้างโรงพยาบาลทันสมัยเจี๊ยบ แต่ว่าไม่มีบุคลากรเลย โรงพยาบาลพระยุพราชก่อนท่านอาจารย์วันสิ้น ปีสุดท้ายที่สกลนคร เสด็จฯไปเยี่ยมราษฎร เด็กถูกงูกะปะกัด ตัวดำไหม้หมดแล้ว บังเอิญวันนั้นมีหมอไปด้วยก็ได้ช่วยชีวิตเด็ก หมอดูแล้วบอกว่าแย่แล้ว นี่เด็กนี่ แกงกรีนกิน เริ่มแล้ว ถ้าไม่ผ่าตัดในวันนี้ก็ตาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้รถจิ๊ปในขบวนให้เอาเด็กไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้

ฉันซักแม่เด็กว่า นี่ลูกถูกงูกัด ทำไมไม่รู้จักพาไปโรงพยาบาล

เขาบอกว่า ไปไหน

ก็โรงพยาบาลพระยุพราชนั่นละ ทำไมไม่ไป

เขาบอกว่า ไปแล้วไม่มีคน

อย่างนี้ผู้หญิงไทยทำได้ นักข่าวหญิงช่วยได้มากเลยทำอย่างไร ก็รู้ละว่าเราเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ทำอย่างไรถึงจะทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าแม้จะอยู่แห่งหนตำบลใด จะอยู่ประเทศไหนก็ตามแต่ ประเทศไทยนี้สำคัญ มีเอาไว้เป็นประการสำคัญ แม้แต่กับอนาคตของตนเอง

อยากให้หมอทั้งหลายในอเมริกานี่ร่วมลงชื่อกันมากกว่านี้ แล้วก็อยากให้ทำเป็นข้อเสนอว่าในปีนี้หมอไทย ที่อยู่ในต่างประเทศจะมาช่วยเมืองไทยได้กี่คน ใครจะมาได้ไหม ถ้ายิ่งสมัครกันในมุมกว้างก็ไม่ต้องมาบ่อย เพราะว่าเราขาด หมอจริงๆ

(ทูลถาม) เวลาเสด็จไปท่ามกลางประชาชนที่เป็นโรคต่างๆ มีวิธีป้องกันตัวอย่างไร ไม่ทรงกลัวติดโรคหรือ เพราะเห็นราษฎรจับพระหัตถ์

(ทรงตอบ) ไม่กลัว เพราะรู้จักระวังตัว แต่ก็สะดุ้งเหมือนกันเป็นสัญชาตญาณของคนที่อดไม่ได้ เรื่องนี้เกิดที่สุราษฎร์ธานี นานแล้ว มีคนไม่มีจมูกเลย เขามีน้ำหนองไหลออกมา ไม่มีเบ้าตาเลย หน้าเละ คิดว่าคงเป็นโรคเรื้อน เขาวิ่งเข้ามาหา มาจับที่เท้ามากราบ พอเห็นก็ตกใจเหมือนกัน องครักษ์ที่อยู่ข้างๆก็สะดุ้ง แต่ฉันนึกในใจว่า เรานี่เขานับถือเป็นพ่อเป็นแม่ จะให้เขาเห็นว่าสะดุ้ง หรือไม่อยากให้เข้าเห็นว่าเรากลัวเขา เพราะถ้าเขาเห็น เขาจะต้องเสียใจมาก ในแววตานี่ เลยนึกในใจว่าตอนนี้ทำสะดุ้งไม่ได้เลย

ถามเขาว่ามีทุกข์อะไร เขาเล่าว่าเขาเป็นอย่างนี้ แล้วสามีเลยทิ้ง อยู่กับแม่แก่และลูก ไม่มีเปลือกตา น้ำตาไหลออกมา มันอักเสบมาก เพราะไม่มีเบ้าตา จมูกไม่มี พอเห็นความรู้สึกครั้งแรก ก็กลัวใจหายวาบ แต่ก็หวังว่าไม่ได้แสดงออกมา

พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนว่าคนเรานี่จะเป็นอะไรมันก็เป็น รับสั่งว่าโรคเรื้อนนี่มันติดยากจะตาย มันไม่ติดง่ายหรอก แล้วทูลว่าก็รู้ว่าติดไม่ง่ายแต่อดสะดุ้งไม่ได้ แต่เขาคงไม่เห็นหรอก ตอนหลังทรงสอนนี่หลายปีแล้ว ที่เป็นทีบี (วัณโรค) ก็เยอะ โดยมาก เขามีความทุกข์อะไร เขาให้คนอุ้มมาหา อย่างคนพิการใส่รถที่ลากน้ำแข็งมา ถือว่ารักษากับพระเจ้าอยู่หัว ไม่ต้องเสียตังค์ ไม่ว่าจะพูดภาษาอะไรก็เหมือนกันหมด คือกลัวเสียสตางค์

เขาบอกว่า ตังค์ฉันไม่มี

ถามเขาว่า ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลกันบ้าง ปล่อยให้ลูกเป็นมาก เป็นโรคหัวใจจนเขียวนี่

เขาบอกว่า ไม่ได้ ไม่มีตังค์

บอกเขาว่า โรงพยาบาลเขาไม่เอาตังค์หรอก

ชาวบ้านบอกว่า เขาเอา เขาถามนี่ว่า มีเงินไหม

ชาวบ้านที่เป็นไทยอิสลามน่าสงสาร ถ้าทุกคนไปเห็นต้องสงสารเขา เพราะว่าซี๊ดซีด เป็นวัณโรคเสียปอดพรุนหมด บางคนลูกยังเล็ก ตัวเขาเองซีด แล้วไม่กล้าขอร้อง ได้แต่มานั่งมอง พอฉันเห้นซีดเซียวแล้วลูกก็ยังตัวเล็กนิดเดียว ฉันเข้าไปถาม เขาก็บอกว่าซาเกะๆ คือเจ็บหน้าอก

ฉันก็รู้แล้วว่าต้องวัณโรคแน่ เรียกหมอ เรียกล่ามมา คือ เขาไม่กล้าแม้จะขอความช่วยเหลือ เขานึกว่าเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่กล้าเลย ความที่น่าสงสารคือ ความไม่กล้า ที่น่าสงสารอีกแห่งคือ ประชาชนที่วัดเชิงเขา อยากจะให้ไปดูเหลือเกิน ทั้งหมู่บ้าน ยาระงับประสาทของหมอนี่หมดเกลี้ยง เข้ามาหาหมอ เดินตาเป๋งมา บอกหมอ ขอยาฉันกินหน่อย ฉันเป็นโรคประสาท หมอถามว่า เอ๊ะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคประสาท เขาบอกว่ามันนอนไม่หลับ นอนไม่หลับเลย

เมื่อครั้งตอนไปเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านก้านเหลืองดงนี่ สมัยนั้นคุณเปรมฯเป็นแม่ทัพ พอฉันจะไปก็บอกว่า “เสด็จฯไม่ได้” บอกที่นั่นเต็มเลย เป็นดงของเขาละ ฉันบอกคุณเปรมต้องให้ฉันไปจนได้ละ บอกคุณเปรมฯเป็นแม่ทัพ แม่ทัพกลัวด้วยหรือ คุณเปรมฯบอกว่า “อ้าวเสด็จฯ ก็เสด็จฯ” แต่คุณเปรมฯสั่งให้ทหารไปคันรถเบ้อเร่อ พวกหมวกแดง พอฉันเห็นทหารจะไปเป็นรถกุดัง พากันวิ่งขึ้นรถใหญ่ ฉันบอกว่าลงมาเดี๋ยวนี้ ลงมา ไปอย่างนี้ เขาระเบิดคันเดียว เสียทหารหมด ไม่ต้อง ฉันบอกว่า เขาไม่รู้ตัวหรอก เขาไม่เตรียมหรอก ทหารก็ลงจากรถ แล้วพอฉันขึ้นฮ.ไป พวกทหารก็ขึ้นรถอย่างเดิมกวดไป พวกทหารไม่ยอมเลย แต่ละคนก็…ฉันได้ยินแล้วปลื้มใจ ทำไมจะไม่ให้รักเขา เขาบอกพวกเราตายแทนเสียยังดีกว่า

แต่ท่านผู้หญิง สุประภาดาฯ นี่แม่ทัพเกาศีรษะร้องว่า เอ๊ะ ท่านมาเดินปร๋อได้อย่างไร มากันผู้หญิงทั้งนั้นเลย ก็แต่งตัวธรรมดาๆ แล้วไปกับชาวบ้าน ขึ้นรถไป ไปในที่เขาเรียกว่ากระโซ่ง แหมเบิกบานเข้ามากอด มาถาม บุ้ยไปที่น้อย (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ) นี่อายุเท่าไหร่ พอบอกว่าลูกสาวตอนนั้นอายุ 22 เขาถามเอาผัวยังบ่ (ทรงพระสรวล) แม่น้อยอายเชียว บอกว่ายังจ้ะ นั่นเขายังเด็กอยู่ เขายังไม่เอาผัว เขามองแม่น้อยพลางสั่นหัว อืมไม่เด็กแล้วนา บ่เด็กแล้ว เขากลัวจะขายไม่ออก เขาบอกว่า ลูกเขาป่านนี้เอาผัวหมดแล้วต้องขายออก แล้วเขาก็หันมาทางแม่น้อย มาลูบหน้าลูบหลัง บอกเอาผัวซะ แล้วยายนี่จะไป ป้าจะไป น้าก็จะไป เวลาแต่งงานบอกมาด้วยนะจะไปหมดเลย พอปีหน้าไปเยี่ยมใหม่ แกก็ถามเอาผัวยัง วิตกของเขาทุกปีเลย

ความรักความใกล้ชิดกับประชาชนที่ไม่สามารถบอกได้

ทุกคนเป็นพยาน ความรักความใกล้ชิดที่ไม่สามารถจะบอกได้ เห็นเหงื่อนฉันไหล เขาเอาผ้าเช็ดหน้าของเขา ที่ปูบนพื้นมาถูให้ใหญ่เชียว ฉันไม่ได้รังเกียจ แต่ฉันสะดุ้งเฮือกพยายามเบนหน้าหนี ไม่ได้กลัวอะไร กลัวเครื่องสำอางหลุด มันคนละสีน่ะ แย่เลย พุทโธ่ เราทาไว้สีหนึ่ง เขาเอาอีกสีหนึ่งขึ้นมาเช็ดใหญ่เลย เคราะห์ดีที่ไม่หลุดมาก ต้องหันมาถามนางสนองพระโอษฐ์ว่า นี่หลุดหรือเปล่า เดี๋ยวคนละสีก็น่าดู เขาไม่บอกไม่กล่าวเลย โอ๋แม่คุณ โอ๋ใหญ่พร้อมทั้งเช็ดให้ใหญ่ โถอย่างนี้ นี่คือความรักความหวังดี เพราะเขาเอง เขาก็เอาผ้านั้นมาเช็ดหัวเขา พระเจ้าอยู่หัวทรงประทับรองพระบาทแล้วเขาก็เอามาไว้บนหัวเขา

พระเจ้าอยู่หัวบอกว่านี่น่ะอันตรายอย่างหนึ่ง เขานึกว่าเราไม่ใช่คน นึกว่าเราเป็นเทวดา จะบอกเท่าไหร่ๆก็ไม่ฟัง พูดอธิบายเท่าไหร่เขาก็ไม่ฟัง แย่งกันฉุดพระบาทของพระเจ้าอยู่หัว ท่านบอกว่าอย่างนี้ก็ล้มสิ ต่างคนต่างจะเอาพระบาทขึ้นไปไว้บนหัว คนนั้นแย่งข้าง คนนี้แย่งอีกข้าง เรื่องนี้นานมาแล้ว

พระเจ้าอยู่หัวก็เหมือนกัน เขาเห็นทรงเหนื่อยมา เหงื่อไหล เขาก็วิ่งมา อุตส่าห์เอาแก้วมา แล้วเปิดน้ำอัดลมมาให้ ขนาดจนๆ นี่วิ่งเอามาให้ พวกทหารองครักษ์บอกเสวยไม่ได้นะพะย่ะค่ะ เสวยไม่ได้ แต่ท่านก็เสวย รับสั่งว่า “ไม่ได้ เสียน้ำใจ”

พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเข้าใจ ฝ่ายอารักขาเขาก็รักและเป็นห่วง เขาไม่ได้ตั้งใจจะขัดขวาง แต่เขากลัวและเป็นห่วง แล้วนี่คือความรักของประชาชนที่ฉันจับใจ บอกกับฝรั่งว่าจับใจ ไม่มีวันลืมเลยเป็นอันขาด

ที่มา : หนังสือรอยยิ้มของในหลวง ในบทชื่อ “พระราชินี พระราชทานสัมภาษณ์ …แก่กลุ่มนักข่าวหญิง” โดย อาริยา สินธุจริวัตร บุนนาค จากหนังสือพระราชกระแส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระราชทานสัมภาษณ์ แก่กลุ่มนักข่าวหญิง พ.ศ.2523

 

งานเพื่อสังคม…ความสุขที่ต้องลงมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/462939

งานเพื่อสังคม...ความสุขที่ต้องลงมือ

โดย….บงกชรัตน์ สร้อยทอง

อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม และกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอเซีย พรีซิชั่น (APCS) หนึ่งในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ได้บอกกับตัวเองเอาไว้ว่า ความสุขมันมีขั้นบันไดในช่วงชีวิตที่ต่างกัน

บทบาทประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ตัวกลางที่ทำให้ความต้องการของทั้งผู้พิการมีโอกาสทำงานในชุมชนใกล้บ้านกับหน่วยงานต่างๆ และสถานประกอบการก็ได้ปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการกำหนดให้สถานประกอบการที่มีจำนวนพนักงาน 100 คน ต้องจ้างงานผู้พิการ 1 คน มาเจอกันด้วยนวัตกรรมการสร้างเครือข่าย

จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ร่วมทำงานกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในโครงการแฮปปี้ เวิร์กเพลส มากว่า 10 ปี ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี แล้วต้องการขยายผลต่อให้เอกชนหรือภาคธุรกิจมาช่วยขับเคลื่อนทางสังคมมากขึ้น โดยเอาแนวคิดและวิธีการดำเนินการของภาคธุรกิจมาเกิดขึ้นที่ภาคสังคม เนื่องจากภาคธุรกิจจะมีวิธีการทำงานเชิงรุกและไร้ขอบเขตที่จำกัดในการทำงาน จนทำให้เกิดมูลนิธินี้ขึ้น

จากตัวเลือกที่ต้องการขับเคลื่อนด้านเด็ก คนชรา และคนพิการ และสรุปมาเน้นกลุ่มคนพิการ เพราะเป็นปัญหาที่เห็นอยู่ในภาคอุตสาหกรรมในโรงงานทั้ง 500 แห่ง พบว่ามีปัญหาที่ต้องการจ้างคนพิการตามโควตาแต่ไม่เคยได้ครบตามจำนวน จึงเริ่มลงมือสำรวจและพบว่าภาคธุรกิจต้องการจ้างคนพิการ 5.5 หมื่นคน แต่กลับสามารถจ้างได้เพียง 3.5 หมื่นคน ใครไม่สามารถจ้างได้ก็ต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแทน 109,500 บาท/คน และเฉลี่ยต่อปีมีเงินเข้ากองทุนมากกว่า 2,000 ล้านบาท

จำนวนที่ต้องการจ้างอีก 2 หมื่นคนอยู่ไหน เพราะในระบบมีคนพิการที่ลงทะเบียนทั้งหมด 1.7 ล้านคน และเป็นคนวัยทำงานสูงถึง 7 แสนคน โดย 4 แสนคนที่ต้องการทำงานแต่ไม่มีงานที่สามารถทำได้ ซึ่งในระบบที่ขาดกว่า 2 หมื่นคนที่ภาคธุรกิจต้องการทำไมทั้งสองฝ่ายไม่สามารถมาเจอกันได้ ยิ่งพบข้อมูลว่า เกือบ 90% ของคนพิการอาศัยอยู่ชนบทที่ไม่ใช่แหล่งงาน เพราะแหล่งงานอยู่ในเมือง และมีวุฒิการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า สวนทางกับสถานประกอบการที่เรื่องวุฒิการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องเข้าใจคนพิการด้วยว่าจะเข้ามาทำงานในเมืองก็คงไม่สะดวก เพราะจะทำให้เขามีต้นทุนการมีชีวิตที่สูงขึ้น อีกทั้งสภาพแวดล้อมการเดินทางหรือใช้ชีวิตในเมืองก็ไม่ได้เอื้ออำนวยความสะดวกได้อย่างนั้น

คำตอบที่ได้คือ ถ้ามีแหล่งงานใกล้ที่เขาพักอาศัยและเอื้อต่อการใช้ชีวิตก็พร้อมจะทำงาน และเบื้องต้นการทำโครงการนี้ก็ได้จากผู้ที่ต้องการหางาน 20 คน แต่ทำงานได้เพียง 10 คนเท่านั้น จากนั้นมาตีความงานใกล้บ้าน เช่น งานสาธารณประโยชน์ที่ปกติอยู่ใกล้บ้านมีเยอะ อาสาสมัครช่วยงานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และหนทางที่พอเป็นไปได้คือ ลุยไปหารือถึงบริษัทซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเลย เพราะเงินที่ต้องส่งเข้ากองทุนอยู่แล้ว งบประมาณไม่ได้เพิ่ม เพราะจากที่เคยส่งเข้ากองทุนก็เป็นการให้กับผู้พิการโดยตรง

อภิชาติ การุณกรสกุล

จนกระทั่งปี 2557 เริ่มทำ 20 บริษัทนำร่องแรกและนำไปสู่การจ้างงานคนพิการ 229 คน การจ้างงานสำเร็จเกิดวันที่ 1 ม.ค. 2558 เพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงต่างเป็นคนตัดสินใจ จึงทำให้โครงการประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี ปีถัดมา 2559 บริษัทที่ร่วมโครงการเพิ่มเป็น 88 แห่ง จ้างคนพิการเพิ่มเป็น 1,277 คน

สิ่งที่อยากให้ผู้ประกอบการคำนึงถึงคือ เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องหลายมาตราใน พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะการจ้างงานคือมาตรา 33 ส่วนมาตรา 34 ถ้าจ้างงานไม่ได้ก็ต้องส่งเงินเข้ากองทุน แต่คนมักไม่รู้ว่ามีมาตรา 35 ที่กฎหมายระบุว่าถ้าจ้างงานไม่ครบ ส่งกองทุนก็ไม่ชอบ ก็สามารถทำการส่งเสริมอาชีพอื่นได้ โดยไม่ไปชวนเขาทำอาชีพ แต่เอาสิ่งที่เขาทำเป็น ทำได้และสามารถเลี้ยงปากท้องให้ทำและเป็นไปตามบริบทของคนพิการ การทำอย่างนี้เป็นการมองมุมกลับที่เอาโจทย์ของคนพิการเป็นตัวตั้งหรือสนับสนุนงบประมาณ

ส่วนรูปแบบการจ้างเป็นไปตามบริษัทจะเลือกในลักษณะมาตราไหน โดยมูลนิธิจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อไปยังคนพิการและหน่วยงานที่มีเครือข่ายคนพิการในพื้นที่ เพราะมูลนิธิทำงานกับเครือข่ายต่างๆ

ปีที่ 3 นี้ได้รับความร่วมมือจากภาคีเศรษฐกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งภาคเหล่านี้ครอบคลุมและเข้าถึงคนไทยแล้วกว่า 80% ของประเทศ และคาดหวังว่าปี 2560 จะทำให้มีบริษัทเข้าร่วม 600 แห่ง และเกิดการจ้างคนพิการเพิ่มเป็น 1 หมื่นอัตรา

อภิชาติเป็นคนที่ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาตั้งแต่สมัยเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กลับมาทำงานสายธนาคารและเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนนี้ โดยมองว่าควรให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในองค์กร

“วันแรกไม่ได้มีภาพนี้ของวันนี้อยู่เลย เพราะแต่ละขั้นจะพาเราไป ถ้ามันไม่เหมาะสม และปัญหามันสุกงอม เดี๋ยวความลงตัวต่างๆ จะค่อยๆ ประกอบออกมา แต่ต้องมีใครสักกลุ่มที่เริ่มไปเชื่อม และไม่จำนนต่อข้อจำกัดของมัน อย่าให้คำว่าไม่พร้อมมาเป็นตัวฉุดรั้งเรา เพราะถ้าพร้อมมันก็เสร็จไปแล้วไม่มาถึงเรา”

เมื่อช่วงชีวิตหนึ่งการทำธุรกิจถือว่ามีความสำคัญกับชีวิต แต่จุดหนึ่งเมื่อเราบริหารชีวิตตัวเองได้ดีแล้วเชื่อว่าทุกคนสามารถให้ความสำคัญหรือนำเรื่องภาคสังคมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ ที่สำคัญปัญหานี้มันเคยอยู่ตรงหน้า แค่แก้ไขให้เป็นไปตามกลไก สิ่งที่ได้กลับมาคือหลายคนมีชีวิตที่ดีขึ้นและกลายเป็นความสุขทางใจที่เกิดขึ้นตามมา ซึ่งไม่ได้เกิดจากเงินที่มั่งคั่งหรือความสุขที่ซื้อมา แต่เป็นความสุขที่ต้องลงมือทำเอง

 

“พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ” หัวขบวนแพทย์อาสา น้ำใจในยามวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 08:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/462660

"พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ" หัวขบวนแพทย์อาสา น้ำใจในยามวิกฤต

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

2สัปดาห์ที่ผ่านมาพสกนิกรทั่วทุกสารทิศพร้อมใจกันมาที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงเพื่อถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อุปสรรคหนึ่งคนที่มาต้องเผชิญคือ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน ทำให้หลายคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเป็นลมกันหลายราย แต่ก็มีแพทย์ในพื้นที่คอยดูแลช่วยเหลือ

ทว่า 1 ใน 11 เต็นท์หน่วยแพทย์ในพื้นที่มีอยู่เต็นท์หนึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามวัดมหาธาตุที่มีประชาชนไม่น้อยเข้าไปใช้บริการ เนื่องจากภายในเต็นท์จะมีแพทย์อาสาจำนวนมากมาจากหลายโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศ พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ครบครันหมุนเวียนดูแลประชาชน

ผู้ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านหลักภายในเต็นท์คือ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภาและผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ บุคลากรสำคัญของวงการแพทย์ ที่รู้จักกันในกลุ่มแพทย์อาสา

“ครั้งแรกที่ได้ทำหน่วยแพทย์อาสาลงไปภาคใต้ ประหลาดใจมาก เพราะเมื่อประกาศชวนแพทย์คนอื่นๆ ลงไปทำ ทุกคนต่างยินดีสมัครใจลางานมาช่วย แม้ต้องใช้เงินส่วนตัวในการเดินทางดูแลตัวเอง จากนั้นก็เกิดการรวมกลุ่มกันของแพทย์อาสา ขยายกิจกรรมไปหลายภูมิภาคของประเทศ รวมถึงต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เนปาล” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร ย้อนความหลัง

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร ทำงานอยู่ในวงการแพทย์มาเกือบ 30 ปี ส่วนงานแพทย์อาสานี้ได้เข้ามีส่วนร่วมเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ทำให้เจ้าตัวอยากเป็นแพทย์อาสา เนื่องจากตั้งแต่เด็กชอบไปช่วยงานคุณอาที่เป็นพยาบาลอยู่ที่สถานีอนามัย เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร (กทม.) อดีตแถวนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นทุ่งนา ชาวนาเจ็บป่วยมักพายเรือมารักษา บางคนถูกเคียวเกี่ยวข้าวบาดต้องมาทำแผล เป็นแรงกระตุ้นให้อยากช่วยเหลือผู้อื่น ประกอบกับเมื่อโตขึ้น เห็นญาติผู้ใหญ่เริ่มเจ็บป่วยและต้องพึ่งพาการรักษา จึงคิดว่าวิชาชีพนี้ช่วยเหลือคนได้นำมาสู่การเรียนแพทย์

ฝันของ พล.อ.ต.นพ.อิทธิพร ในวัยหนุ่มขณะนั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้น หลังเรียนจบ เค้าสอบติดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2525 กระนั้นเมื่อได้ศึกษาก็พบว่าวิชาแพทย์ แม้จะเรียนเข้มข้นแต่การเรียนสมัยก่อน ยังไม่มีการสอนภาคสังคมเรียนรู้ในชีวิตจริง จึงได้ลงเรียนวิชาเพิ่ม อาทิ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การบริหารจัดการ ประกอบกับได้เข้าไปทำงานในสโมสรนิสิตแพทย์ จุฬาฯ ทำให้เรียนรู้ทำกิจกรรมหลายอย่าง รวมถึงการออกค่ายอาสา ตอกย้ำความคิดตัวเองที่ว่าการเรียนแพทย์อย่างเดียวช่วยรักษาคนได้เพียงครั้งละ 1 คน แต่ถ้าบริหารจัดการดีมีจิตอาสาก็จะสามารถช่วยคนไข้ได้มากขึ้นในเวลาเท่ากัน

เมื่อเรียนจบแพทยศาสตร์ได้ศึกษาต่อด้านอายุรแพทย์ที่จุฬาฯ และมาเลือกเป็นแพทย์ทหารเนื่องจากครอบครัวรับราชการทหารตำรวจ ประกอบกับได้รับการชักชวนให้เข้ามาทำงานเป็นแพทย์ทหารในกองทัพอากาศ

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร เล่าว่า ช่วงนั้นมีสถานการณ์ในสังคมหลายเหตุการณ์ที่ต้องการแพทย์จำนวนมาก จึงได้รวมกลุ่มแพทย์ที่รู้จักออกไปทำงานเชิงรุกคือ ไปหาคนไข้ในพื้นที่ ไม่ใช่ทำงานเชิงรับ รอให้คนไข้เดินเข้ามาหา ตั้งแต่นั้นมาเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติที่ใด กลุ่มแพทย์อาสาที่รวมตัวกันจะสะพายเป้ลงไปในพื้นที่ เช่น ครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ และภาคใต้ปี 2554

การพัฒนาระบบแพทย์อาสาของแพทยสภาเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมหลังปี 2553 พร้อมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) เนื่องจากช่วงนั้นวงการแพทย์ประสบปัญหาจากความไม่เข้าใจระหว่างแพทย์กับประชาชน

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร บอกว่า ได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานว่า ทำอย่างไรก็ได้ ให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทุกคนมีดีและอย่าดูถูกใคร นำเข้ามาแก้ปัญหาวงการแพทย์จนนำมาสู่จุดเริ่มต้น ในการทำหลักสูตรร่วมกันของแพทยสภากับสถาบันพระปกเกล้าคือ หลักสูตร ปธพ. จากวันนั้นถึงวันนี้หลักสูตร ปธพ.เปิดมาแล้ว 5 รุ่น โดยผู้เรียนแต่ละรุ่นจะมี120-140 คน มาจากบุคลากรทางการแพทย์ 70-80 คน หน่วยงานภาครัฐ 30 คน และภาคเอกชน 30 คน มาเรียนรู้ร่วมกัน โดยใช้การบริหารตามกลไกธรรมาภิบาลตามแนวทางพระราชดำรัส เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาประเทศในภาพรวม ควบคู่กับการสอนที่ทำให้ ผู้เรียนเห็นภาพกลไก 4 เสาหลักด้านระบบสาธารณสุข ประกอบด้วย

เสาที่ 1 องค์ความรู้จากอาจารย์แพทย์ 21 มหาวิทยาลัยทางการแพทย์ที่ผลิตบุคลากรแพทย์จำนวนมาก เสาที่ 2 กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีแพทย์อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศกว่า 800 แห่ง กลุ่มนี้ยังคงขาดแคลนเรื่องบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอ เสาที่ 3 หน่วยงานรัฐ และภาคส่วนอื่นที่ต้องทำงานร่วมกัน เช่น ทหาร ตำรวจ กทม. และทีมแพทย์ เสาที่ 4 แพทย์เอกชนที่เป็นแพทย์ทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่พึ่งพาตนเองได้ จึงทำให้งานบริการของโรงพยาบาลรัฐถูกแบ่งเบาลงไป

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวว่า หลักสูตรนี้ผู้เรียนนอกจากได้ความรู้ทฤษฎีต้องสามารถนำออกไปใช้สู่การปฏิบัติด้วย ฉะนั้นจึงมีการสร้างระบบแพทย์อาสาขึ้นมา โดยจะนำผู้เรียนที่มีทั้งแพทย์และผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้ทางด้านนี้ออกไปทำงานอาสาภายใต้ชื่อ “โครงการแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ” โดยจัดครั้งแรกปี 2556 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา

ครั้งนั้นได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนออกไปตั้งโรงพยาบาลสนามอยู่ภายในอาคารเรียนหลังหนึ่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และเปลี่ยนบริเวณรอบอาคารเป็นที่ตั้งรถเอกซเรย์ รถทำฟัน รถผ่าตัดตาต้อกระจก ซึ่งการเปลี่ยนอาคารเรียนให้กลายเป็นโรงพยาบาลสนามครั้งนั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จ

ปีต่อมารุ่นที่ 2 ได้ออกหน่วยแพทย์อาสาที่โรงเรียนพาณิชยการหัวหินใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งนั้นได้มีการพัฒนาโดยนำระบบการให้ความรู้และเชื่อมโยงกัน รวบรวมคนป่วยที่รอคอยคิวยาวนานในพื้นที่มารักษาในโครงการ (ซีโร่คิว) จากนั้นเมื่อถึงวันจริงอาจารย์แพทย์จากกรุงเทพฯ จะลงไปผ่าตัดและช่วยสอนให้ความรู้แพทย์ในพื้นที่ ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้ที่ยั่งยืนในพื้นที่ ส่วนผู้ป่วยหนักก็จะส่งตัวมารักษาต่อที่กรุงเทพฯ

“ครั้งที่หน่วยแพทย์อาสาลงไปที่หัวหินตอนนั้น ศ.เกียรติยศ นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ หัวหน้าแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ออกมาสอบถามรายละเอียดว่าดำเนินการอะไรไปบ้าง เพื่อนำข้อมูลเข้าไปรายงานต่อพระองค์ภายในวังไกลกังวลให้ทรงรับทราบ ครั้งนั้นทำให้แพทย์อาสาทุกคนที่ไปรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก”

ครั้งที่ 3 ทีมแพทย์อาสาไปออกหน่วยที่ จ.กาญจบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ภาคตะวันตก และครั้งที่ 4 ช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา ประตูสู่ภาคตะวันออก ดังนั้นขณะนี้ถือว่าสามารถวางระบบได้แล้วในหลายพื้นที่หลักของประเทศตามวัตถุประสงค์ตั้งไว้คือ ทำให้เกิดความคุ้มค่าและสร้างความยั่งยืนแก่แพทย์ในพื้นที่ให้ทำเป็นระบบ เพราะถ้าไม่มีระบบใช้เงินไม่ประหยัด ไม่มีประสิทธิภาพ เช่นนั้นก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมเท่าที่ควร

“สิ่งสำคัญที่สุดอีกอย่างคือ ผู้บริหารระดับสูงได้ลงไปดูว่าปัญหาของคนยากจน ในพื้นที่ว่าความจริงจากต่างจังหวัดว่าเป็นอย่างไร หากเทียบกับโรงพยาบาลในเมือง เพราะต่างจังหวัดคนไข้จะมีจำนวนมากจนล้น บางครั้งต้องนอนหน้าลิฟต์ หน้าบันได หรือแม้แต่หน้าระเบียง เพราะเตียงรองรับมีไม่มีเพียงพอ นี่จึงเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยคนเหล่านี้” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าว

การออกหน่วยของทีมจึงเป็นโมเดลแพทย์สนามแท้ๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่าย เพียงแต่ต้องมีการรวมตัวของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่หากเกิดเหตุการณ์วิกฤต เพราะถ้าทำได้ตามโมเดลดังกล่าวจะสามารถตั้งโรงพยาบาลสนามได้ภายใน 24 ชั่วโมง

“แพทย์อาสาเป็นเพียงแค่ดาวดวงเล็กๆ ดวงหนึ่ง ที่ช่วยให้ท้องฟ้าสว่างในความมืด แต่ว่าเรายังคงต้องการพระจันทร์ที่ทำให้ท้องฟ้าสว่าง นั่นก็คือการแก้ปัญหาเชิงระบบ นโยบายภาครัฐ งบประมาณที่จะลงไปแก้ไขให้สอดคล้องกัน ทุกหน่วยงานต้องช่วยบูรณาการการทำงานกันทั้งระบบ จึงแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนได้” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร สรุป

ที่พึ่งสนามหลวง ดูแลคนไข้ 500 คน/วัน

2สัปดาห์ที่ผ่านมา พสกนิกรจำนวนมากหลั่งไหลด้วยหัวใจเดียวกันมาที่สนามหลวง หลายคนเจ็บป่วยและเป็นลม หน่วยแพทย์ของภาครัฐมีประมาณ 10 หน่วย และทีมแพทย์อาสาก็ขอเข้ามาตั้งเป็นหน่วยที่ 11 เพื่อช่วยแบ่งเบาหน่วยหลัก

การทำงานของ “หน่วยแพทย์อาสา” ในเต็นท์ที่ให้บริการบริเวณท้องสนามหลวง พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา แจกแจงว่า หน่วยแห่งนี้มีแพทย์พยาบาลจำนวนมากที่อยากมาเข้าร่วมทำความดี โดยการบริหารใช้โมเดลการทำงานแพทย์อาสาเดียวกับทุกครั้งที่ทำ พร้อมมีการประเมินพัฒนาระบบทุกวัน เพื่อทำให้การบริการตลอด 100 วัน พร้อมรองรับประชาชนให้ดีที่สุด แต่จากการประเมินช่วงเปิดรักษา 10 วันนี้ จากที่ตั้งใจไว้ 100 วัน ถือว่าประสบความสำเร็จในเบื้องต้น เพราะรองรับการให้บริการประชาชนได้เป็นอย่างดี วันละ 300-500 คน เมื่อครบกำหนดจะส่งมอบพื้นที่ให้ภาครัฐต่อไป

ขณะนี้ระบบการรักษาถือว่ามีระบบที่ดีพอสมควร เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี เข้ามาสนับสนุนเรื่องยา ส่วนมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สนับสนุนเรื่องบุคลากรแพทย์ จึงทำให้เต็นท์แห่งนี้เป็นหน่วยแพทย์ที่มีบุคลากรคอยบริการประชาชนได้เพียงพอแบบอาสาสมัครใจ

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร เล่าถึงการรวมบุคลากรทางการแพทย์ว่า ใช้ระบบเดียวกับการทำแพทย์อาสาที่ทำมาตลอด ภายในเต็นท์จะถูกแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ คือ 1.ส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ในการตรวจรักษาประชาชน จะมีทีมแพทย์ผลัดเปลี่ยนให้บริการตลอดทั้งวัน 2.มีทีมพยาบาลพร้อมอุปกรณ์ดูแล 3.ระบบเภสัชกร เนื่องจากพื้นที่ตั้งหน่วยอยู่ใกล้โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี จึงได้ส่งเภสัชกรมาหมุนเวียนได้ตลอดเวลาทำการทั้งวัน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่เหนื่อยมากจนเกินไป และยิ่งทำให้ทุกคนมีความสุขที่ได้ดูแลคนไข้เต็มที่ ฉะนั้นเต็นท์แห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมแห่งความมีน้ำใจและความดีของบุคลากรอาสาทางการแพทย์

“วันนี้เต็นท์แห่งนี้เป็นที่พึ่งของคนที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ เพราะถ้าให้ไปโรงพยาบาลเอกชนต้องเสียเงินมาก ไปโรงพยาบาลศิริราชก็อาจต้องรอคิวเข้ารับการรักษานาน วันนี้เราจึงขอเป็นที่พึ่ง บางครั้งผู้ป่วยบางคนอุ้มลูกมายืนรอแต่เช้า บางคนลืมยามา ก็มาขอรับเพื่อให้มียากินต่อเนื่อง วันหนึ่งมีคนปวดท้องคลอดลูกก็ส่งไปทำคลอดที่โรงพยาบาลรัฐให้ ฉะนั้นบุคลากรทางการแพทย์ในที่แห่งนี้ ทุกคนจึงรู้สึกดีใจที่ได้ดูแลผู้คนที่เดินทางมาอยู่ใกล้ๆ พ่อ ให้ได้รับความสะดวก”

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวว่า ความสำเร็จวันนี้ แพทย์ทุกคนพอใจที่ได้ดูแลคนไข้ 300-500 คน/วัน แต่สิ่งที่ภูมิใจที่สูงสุดอีกอย่าง คือ การได้ทำงานใกล้พระองค์ท่าน ไม่ว่าจะมีคนป่วยในช่วงเวลานั้นหรือไม่ หมอ พยาบาล เภสัชกร ทุกคนก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยแพทย์ในพื้นที่สนามหลวง ส่วนระบบเต็นท์แพทย์อาสา ปธพ.นี้ วางแผนจะถอดบทเรียน ให้นำไปพัฒนาต่อยอด เพื่อถ่ายทอดให้หน่วยที่สนใจนำไปสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินกรณีเกิดภัยพิบัติในอนาคตในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“การทำแพทย์อาสาต้องมาคู่กับอุปสรรค เพราะธรรมชาติการเกิดแพทย์อาสาต้องเริ่มจากความไม่พร้อม เช่น ขาดยา ขาดแพทย์ พื้นที่เข้าถึงลำบาก จึงต้องมีการแก้ไข เพราะนักอาสาที่ดีต้องเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาในแบบสมานฉันท์ในแต่ละพื้นที่ โดยเริ่มแก้ด้วยจิตใจที่ดี มุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชน ฉะนั้นถ้ารักทำแพทย์อาสาต้องพร้อมลุย ไม่ว่าจะเจอสภาพดินฟ้าอากาศอย่างไร บางครั้งระบบไม่พร้อม แต่เมื่อเจอคนไข้ต้องตรวจให้ก่อน เพราะแพทย์อาสาถ้ารอพร้อมแล้วทำ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้งานแพทย์อาสา”

รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า แพทย์อาสาที่เข้ามามีเงื่อนไขเพียงว่า อาสาด้วยใจ ค่าใช้จ่ายตัวเองดูแล เพราะการเข้าทำงานนี้จะไม่ได้เงิน และหลายครั้งแพทย์อาสาที่ไปนั้น ยังนำเงินไปบริจาคให้ในพื้นที่อีกด้วย

 

ร่วมกันน้อมนำคำสอน เพื่อเป้าหมายการปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2559 เวลา 21:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/461765

ร่วมกันน้อมนำคำสอน เพื่อเป้าหมายการปฏิรูป

โดย…เกษรา กุมภาพันธ์ / ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ตลอดระยะเวลาของการครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงสร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่ จากประเทศที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ยากจน กลายมาเป็นประชาชนที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสง่างามแบบพออยู่พอกินและพึ่งพาตนเองได้

โดยโครงการพระราชดำริที่มี พระองค์พระราชทานไว้ให้กับคนไทยกว่า 4,000 โครงการ จะเป็นเหมือนกับสัญลักษณ์แห่งความเมตตาที่พระองค์มีให้กับประชาชนตราบนานเท่านาน

ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นคนหนึ่งที่เคยได้ถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างใกล้ชิด พร้อมกับซึมซับแนวทางการทรงงานของพระองค์เพื่อมาปรับใช้กับการทำงานของตัวเองจนที่ยอมรับของสังคม

ปานเทพ บอกเล่ากับโพสต์ทูเดย์ถึงความประทับใจที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นทั้งพระมหากษัตริย์และพ่อของแผ่นดิน ในฐานะพระมหากษัตริย์ทรงปกครองแผ่นดินโดยหลักธรรม ดังพระบรมราชโองการที่ว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”

“ตลอดรัชกาลของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ในฐานะพระมหากษัตริย์โดยยึดหลักนี้มาโดยตลอด ทรงเป็นพ่อของแผ่นดินที่ทรงช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติเมื่อมีเภทภัยต่างๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ปัญหาภัยธรรมชาติ ให้บรรเทาและหมดสิ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์”

“ทรงช่วยในการพัฒนาประเทศและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ด้อยโอกาสและยากไร้ โดยผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ กว่า 4,000 โครงการ ในด้านต่างๆ เช่น การเกษตร การพัฒนาแหล่งน้ำ การสาธารณสุข การคมนาคม การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ยากไร้ และช่วยแก้ไขปัญหาเร่งด่วนต่างๆ เสริมการทำงานของรัฐบาล”

“หลักการทรงงานของพระองค์ท่าน คือ ทรงช่วยเหลือประชาชนให้มีความพร้อมและสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ที่เรียกว่าเป็นการพัฒนาแบบระเบิดจากข้างใน กล่าวคือ ให้ประชาชนมีความรู้ต่างๆ และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาความช่วยเหลือ โครงการต่างๆ ที่จะให้ความช่วยเหลือจะทรงทำการทดลองมาก่อนจนได้ผลดีแล้ว จึงจะได้ให้หน่วยงานต่างๆ เผยแพร่ให้กับประชาชนต่อไป เช่น โครงการส่วนพระองค์ที่พระราชวังสวนจิตรลดา โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 ศูนย์ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น”

คำว่า “ระเบิดจากข้างใน” มีความหมายอย่างไร? ปานเทพ อธิบายว่า “หมายความว่า เวลาที่จะไปช่วยประชาชน ต้องให้ประชาชนเขาพร้อมก่อน อย่าเอาโครงการเข้าไปใส่โดยที่ประชาชนเขายังไม่พร้อม ให้ประชาชนเขาทราบก่อน อย่างเช่นเขาต้องมีความรู้ในเรื่องของเกษตร ถ้ามีความรู้ที่จะรับความรู้สมัยใหม่ได้ คือต้องมีความรู้เพียงพอก่อนที่จะเอาสิ่งต่างๆ ไปให้ ดังนั้น ระเบิดจากข้างใน คือ ให้ประชาชนเนี่ยมีความพร้อม ก่อนที่จะมารับความช่วยเหลือจากพระองค์ท่าน อย่างบอกว่าระเบิดจากข้างในแทนที่ว่าจะข้างนอกเข้าไป แต่ต้องให้ข้างในพร้อมเสียก่อน”

ขณะเดียวกัน นอกจากจะเคยเป็นอดีตเลขาธิการ กปร.แล้ว “ปานเทพ” ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อนที่ปัจจุบันจะมาทำหน้าที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

ปานเทพ บอกว่า ไม่ว่าจะทำงานในตำแหน่งใดก็ได้น้อมนำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสและต้องไม่มีการทุจริต เพราะเมื่อประเทศไม่มีการทุจริตแล้วประเทศก็จะเดินหน้าได้อย่างสง่างาม

“พระราชดำรัสของพระองค์จะเน้นให้ทุกคนที่ทำงานต้องมีความรู้ และต้องมีความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจ มีความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่ของตน เมื่อทำเช่นนั้นได้เราก็สามารถจะทำงานในหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดี แต่เหนืออื่นใดการทำงานต้องยึดประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว เพราะว่าถ้าเราไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ทุกอย่างมันก็ผิดวัตถุประสงค์ไปหมด มีการบิดเบือนไปทั้งหมด”

“อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ก็คือ เรื่องของความสามัคคี ความรู้รักสามัคคี พระองค์ท่านก็พระราชทานไว้โดยตลอด ประเทศชาติต้องรู้รักสามัคคี ถ้าไม่มีตรงนี้ประเทศชาติก็จะไปลำบาก เพราะความรู้รักสามัคคีถือเป็นพลังสำคัญที่สุด”

ขณะเดียวกัน ปานเทพ ในฐานะสมาชิก สปท. คิดว่า การปฏิรูปประเทศจะเป็นผลสำเร็จได้ก็ต้องยึดตามแนวทางพระราชดำริและแนวทางการทรงงานของพระองค์ ทั้งในเรื่องการสร้างกระบวนการของการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจในแต่ละเรื่องที่ต้องมีข้อมูลอย่างเพียงพอ

“การปฏิรูปต่างๆ คือ การพัฒนา การพัฒนาต่างๆ ต้องยึดหลักของความถูกต้อง และยึดหลักของการพัฒนาที่ต้องดำเนินการให้เป็นขั้นเป็นตอน และต้องยึดหลักของความสอดคล้องต่างๆ ตามภูมิสังคม ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการทรงงานของพระองค์”

สุดท้าย ปานเทพ เสนอว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่ประชาชนควรทำถวายพระองค์ คือ ต้องทำตัวเป็นคนดี ใครมีหน้าที่อย่างไรก็ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดนะครับ ผู้สื่อข่าวก็มีหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวที่ดี และต้องมองพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างและเจริญรอยตามพระยุคลบาท ถ้าทำได้แบบนี้จะเป็นกำลังใจให้งานที่ทำลงไปจะออกมาได้ผลดี

“พูดอย่างนี้ก็เหมือนกับว่าจะเป็นเรื่องนามธรรม แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ มันต้องอยู่ในจิตใจของคนเรา อย่างเรื่องของคอร์รัปชั่นต่างๆ ประเทศอื่นเมื่อก่อนเขาก็มีเยอะ แต่ว่าเขาก็ร่วมมือร่วมใจกันจนกระทั่งเขาสามารถแก้ไขได้ ประเทศของเรายังไม่สายหรอก แต่เราต้องร่วมมือกัน”

เศรษฐกิจพอเพียง ใช้ได้กับเศรษฐี-คนจน

ประเด็นหนึ่งที่หลายต่อหลายคนมีความเข้าใจไม่ตรงกัน คือ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะได้พระราชทานให้กับคนไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แต่ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของหลักปรัชญาดังกล่าว ซึ่ง “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” อดีตเลขาธิการ กปร. ได้ใช้โอกาสนี้อธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงทำเป็นอย่างมาตลอด โดยหลักสำคัญของปรัชญานี้ คือ ให้ประชาชนพออยู่พอกิน มีงานอยู่ตลอด คำว่า พอเพียง หมายถึง การพอประมาณ และมีเหตุผลต่างๆ อย่างผมเองก็คิดว่าคำว่า พอเพียง ใกล้เคียงกับคำว่า สันโดษ”

“สันโดษไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลยนะครับ เราต้องพยายามที่จะให้มันพอดีกับตัวเราเองนะครับ แต่ว่าจะต้องไม่สันโดษในการทำความดีนะ ในเรื่องของคุณธรรมจะต้องไม่สันโดษ หลักคือว่าสันโดษในสิ่งเสพ แต่ไม่สันโดษในคุณธรรม อย่างนี้เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียง หมายความว่า ทำอะไรก็ตามต้องให้พอเพียงกับฐานะความเป็นอยู่ของตนเอง แต่ว่าถ้าสามารถทำให้ดีขึ้นได้ก็ต้องทำให้ดีขึ้น”

ส่วนตัวมองว่าประชาชนมีความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากน้อยขนาดไหนอย่างไร? ปานเทพ ตอบว่า “คิดว่าประชาชนก็เข้าใจมากขึ้น เพราะว่าได้มีการพูดกันอะไรต่ออะไรเยอะ เมื่อก่อนนี้นึกว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของชาวไร่ชาวนาเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้กับกลุ่มทั้งหมดเลย สามารถที่จะมาดำเนินชีวิตนะครับ”

“คนที่เป็นเศรษฐีก็เศรษฐกิจพอเพียงได้ เพราะถ้าทำอะไรเกินตัวไปโดยไม่ระมัดระวังก็จะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอเพียง พอประมาณ ความมีเหตุผล แล้วมีภูมิคุ้มกัน มีความรู้ แล้วก็ต้องมีคุณธรรมเป็นหลักที่ใครๆ ก็ต้องยึด ไม่ว่าจะเป็นคนร่ำรวยหรือคนยากจน”

“เศรษฐกิจพอเพียงเนี่ย คือ การดำเนินชีวิต ถ้ายึดหลักของเราศาสนาพุทธ นี่ก็คือการดำเนินการทางสายกลางนั่นเอง ส่วนตัวก็คิดว่าปัจจุบันประชาชนเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจมากขึ้น”

ถ้าจะเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับตัวเองในช่วงที่เศรษฐกิจในภาพรวมยังมีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ควรจะต้องทำอย่างไร? ระบุว่า “ตอนนี้เราก็ต้องตั้งสติของเรานะครับ และดำเนินชีวิตของเราด้วยความระมัดระวัง ดำเนินชีวิตด้วยการมองว่าอะไรที่จำเป็นจะต้องใช้ก็ใช้ไป อะไรที่คิดว่ามันไม่สำคัญ มันเป็นความฟุ้งเฟ้อก็ต้องระมัดระวังตัว ซึ่งไม่ว่าใครจะมีฐานะอย่างไรก็ต้องปรับตัวและดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง”

 

“เขียนรูปในหลวงยากที่สุด”ความในใจศิลปินดัง ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี-สุรเดช แก้วท่าไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/461632

"เขียนรูปในหลวงยากที่สุด"ความในใจศิลปินดัง ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี-สุรเดช แก้วท่าไม้

เรื่องและภาพโดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ชั่วชีวิตหนึ่งของคนทำงานศิลปะในเมืองไทยล้วนต้องเคยวาดรูปในหลวงด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะวาดเล่น ส่งการบ้านอาจารย์ ส่งประกวด จนถึงวาดขายเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ

แต่คงมีไม่กี่คนที่สามารถวาดรูปในหลวงออกมาได้อย่างสวยสดงดงาม เป็นที่ต้องการของนักสะสม ทั้งยังสร้างชื่อเสียงได้การยอมรับว่าเป็นศิลปินภาพเหมือนที่วาดรูปในหลวงได้ดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย

ศิลปินสองคนในจำนวนไม่กี่คนนั้นคือ ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี และ สุรเดช แก้วท่าไม้

“เขียนรูปในหลวงต้องเขียนให้ดีที่สุด”ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นศิลปินวาดภาพเหมือนบุคคล (Portrait) ได้อย่างมีสไตล์ชัดเจนคนหนึ่งของวงการ

โดยเฉพาะภาพเขียนในหลวงจากปลายพู่กันของเขาถือเป็นที่ต้องการของนักสะสม ราคาหลักล้าน

ศักดิ์วุฒิบอกว่า การเขียนรูปคนนั้นยากที่สุด ในประวัติศาสตร์วงการศิลปะไทย คนที่เขียนรูปคนได้ดีและเป็นที่ยอมรับมีน้อยมาก

ผมว่ามีไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ เพราะการเขียนรูปแนวอื่นมักไม่ค่อยถูกจับผิดเท่าเขียนรูปคน ถ้าเขียนไม่เหมือน คุณเสร็จเลย ยกตัวอย่างรูปในหลวง ทรงสวมแว่นตาแบบนี้ ทรงผมแบบนี้ ฉลองพระองค์แบบนี้ ถ้าวาดออกมาไม่เหมือน ถอดแว่นตา ถอดฉลองพระองค์ ถอดสิ่งต่างๆเหล่านี้ออกไปก็จะไม่รู้เลยว่าเป็นใคร แต่ถึงจะยาก ทุกคนก็ยังอยากเขียนรูปพระเจ้าอยู่หัวอยู่ดี ศิลปินที่เขียนรูปในหลวงได้ดีมากรุ่นเก่าๆก็เช่น อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต รุ่นถัดมาก็พี่วราวุธ ชูแสงทอง งานของคนเหล่านี้ให้อิทธิพลการเขียนรูปคนแก่คนรุ่นหลังมากมาย

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี กับผลงานภาพเขียนในหลวงชิ้นล่าสุด

 

บรรยากาศสตูดิโอส่วนตัว

 

 

ไม่น่าเชื่อว่า ถึงแม้จะได้รับการยกย่องว่าวาดรูปในหลวงได้สวย แต่ศักดิ์วุฒิบอกว่าตลอดชีวิตการทำงานเขาวาดรูปในหลวงไม่ถึง 20 ชิ้น

พูดตรงๆว่า รูปพระเจ้าอยู่หัวนั้นยังไงก็ขายได้ แต่ผมไม่ได้เขียนเยอะ เพราะเขียนยาก หนึ่ง ข้อมูลน้อย โดยปกติเวลาเขียนรูป ผมจะถ่ายภาพด้วยตัวเอง แต่ในหลวง เราไม่สามารถถ่ายเองได้ ฉะนั้นต้องเอาจากรูปที่พิมพ์ต่อๆกันมาซึ่งมีทั้งที่ผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวผิดรูป การเขียนรูปในหลวงเราไม่ได้เขียนให้ตัวเองดูคนเดียว แต่เขียนให้คนทั้งประเทศดู ฉะนั้นต้องเขียนให้ดีที่สุด การเขียนให้ดีเพื่อสร้างชื่อกับเขียนเพื่อขายมันต่างกัน รูปที่ผมเขียนต้องดีและสร้างชื่อด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าเขียน เขียน เขียน ผมเคยโดนถากถางว่า เมื่อไหร่จะเลิกหากินกับในหลวง เซ็งมาก ทำไมล่ะ ผมชอบวาดรูปในหลวง ทำงานที่ตัวเองชอบยังผิดเลย ถ้าผมคิดถึงเรื่องการค้า ป่านนี้่รูปในหลวงคงเต็มบ้านแล้ว

สำหรับพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ศิลปินรายนี้เลือกนำมาเขียนรูป จะเน้นที่ภาพเก่าๆย้อนยุค โบร่ำโบราณ

ผมชอบภาพถ่ายโบราณ ภาษาชาวบ้านคือ ชอบเล่นของเก่าว่างั้นเถอะ รูปในหลวงสมัยโบราณนั้นได้อารมณ์ความศิวิไลซ์ในยุคนั้น บ้านเมืองมันวินเทจ รถราถนนหนทาง การแต่งเนื้อแต่งตัวสวยเหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวก็หล่อ พระราชินีก็สวย ภาพถ่ายเหล่านี้มันกระตุ้นให้เราอยากเขียนรูป ล่าสุดวันเกิดผม 5 กันยาที่ผ่านมา ผมคิดอยู่นานว่าจะให้ของขวัญตัวเองยังไง  เลยวาดรูปพระเจ้าอยู่หัว รูปนี้ผมตั้งใจเก็บไว้ ไม่ขายเด็ดขาด

 

 

 

 

 

ภาพเขียนเปื้อนคราบน้ำตาของ”สุรเดช แก้วท่าไม้”

ไม่นานมานี้ โลกออนไลน์ได้เผยแพร่พระบรมฉายาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะทรงกำลังประทับอยู่หน้าเปียโนเพื่อพระราชนิพนธ์เพลง โดยมีแมวน้อยยืนเมียงมองไม่ห่าง สีสันลายเส้นอันงดงามวิจิตร ทว่าดุดันทรงพลัง สะกดจิตสะกดใจผู้ชมยิ่งนัก ภาพดังกล่าวเป็นผลงานของ สุรเดช แก้วท่าไม้ ศิลปินรุ่นใหญ่วัย 53

ภาพที่เจ้าตัวสารภาพว่าเขียนขึ้นมาพร้อมคราบน้ำตา

นอกจากรูปพ่อรูปแม่ ผมชอบเขียนรูปในหลวง เพื่อเป็นบุญบารมี เป็นสิริมงคลให้แก่ตัวเอง ผมได้รับแรงบันดาลใจจากภาพคัทเอาท์โรงหนัง สมัยนั้นเวลาถึงวันเฉลิมทีพระชนมพรรษาจะมีภาพเขียนในหลวงขนาดใหญ่ สวยเด่นจนต้องมองเหลียวหลัง ผมก็หัดวาดมาเรื่อย ใครวาดรูปเก่งก็จะได้ติดบอร์ดโรงเรียน เลยเถิดมาจนกระทั่งตอนโต รับจ้างเขียนหาเงินเรียนหนังสือ หรือเขียนเพื่อเทิดพระเกียรติในวโรกาสสำคัญๆ

สุรเดช แก้วท่าไม้

สุรเดช เล่าว่า การวาดรูปในหลวงนั้นยากที่สุดในบรรดารูปคนเหมือนทั้งหมด เนื่องจากชาวไทยทั้งประเทศต่างรู้จักพระองค์ท่าน และคุ้นเคยกับภาพในหลวงบนฝาบ้านไม่ต่างจากภาพถ่ายสมาชิกครอบครัว ฉะนั้นหากวาดผิดเพี้ยนนิดเดียวคนจะรู้ได้ทันที

เขียนรูปคนยากที่สุดแล้ว ถ้าเขียนรูปอื่นแล้วคลาดเคลื่อนไปสักหนึ่งหรือสองนิ้ว คนดูก็ยังไม่รู้สึกว่าผิดเพี้ยน แต่เขียนรูปคนผิดไปแค่เซนต์เดียวก็ไม่เหมือนแล้ว การวาดรูปในหลวงศิลปินจะเกร็งมาก เครียด ไม่เหมือนไม่ได้เลย เพราะคนจะมองว่าคุณฝีมือไม่ถึง เวลาเขียนรูปในหลวง ผมจะยึดตามคำสอนของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต นั่นคือ เวลาท่านเขียนรูปในหลวง เราไม่มีวันรู้เลยว่าท่านเอามาจากภาพต้นฉบับไหน ท่านจะไม่ยึดภาพใดภาพหนึ่งเป็นหลัก แต่จะหยิบเอาจากหลายๆภาพมาผสมผสานกันเพื่อสร้างชิ้นงานใหม่ขึ้น

ศิลปินทุกคนเมื่อก้าวสู่คำว่า ‘มืออาชีพ’ ผลงานที่ออกมาล้วนมีสไตล์เฉพาะตัวปรากฎให้เห็นอย่างเด่นชัด เช่นเดียวกับภาพเขียนในหลวงชิ้นล่าสุดของสุรเดช

ผลงานภาพเขียนชิ้นล่าสุดที่สุรเดช แก้วท่าไม้บอกว่า ‘เขียนขึ้นพร้อมคราบน้ำตา’

ขณะเขียนรูปนี้ผมอยู่ที่หัวหิน ทะเลยามนั้นราบเรียบ ฟ้าครึ้มเหมือนฝนกำลังจะตั้งเค้า บรรยากาศมันซึมๆเหงาๆ ทันทีที่ทราบข่าว น้ำตาผมก็ไหลออกมา” สุรเดชบอกเสียงเศร้า ก่อนอธิบายที่มาของภาพให้ฟังต่อว่า

ในภาพ พระองค์ท่านทรงเล่นเปียโนแต่งเพลงอยู่ ผมให้ลูกชายซึ่งเรียนด้านดนตรีวิเคราะห์การวางนิ้วของท่าน บวกกับหาข้อมูลเมื่อครั้งท่านเสด็จไปยังเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า ท่านแต่งเพลงอะไรไว้บ้าง สรุปแล้วน่าจะเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ชื่อเทวาพาคู่ฝัน โดยมีแมวชื่อติโตนั่งยิ้มมองมาอย่างมีความสุข เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่ได้ฟังเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ของพระองค์ท่าน

ทั้งหมดนี้คือเรื่องเล่าแห่งความปลาบปลื้มใจของสุรเดช แก้ว ท่าไม้ และศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี ศิลปินผู้ได้ชื่อว่าเขียนรูปในหลวงได้สวยที่สุดคนหนึ่งของไทย.

 

 

 

 

 

“สีกากีคือสีของดิน ภูมิใจที่ได้รับใช้แผ่นดิน” ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 19:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/460751

"สีกากีคือสีของดิน ภูมิใจที่ได้รับใช้แผ่นดิน" ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล

โดยทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“เราคนไทยด้วยกันทั้งหมด มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวกัน ผู้ทรงเป็นหลักชัยของบ้านเมือง คนไทยอยู่ได้ภายใต้ความร่มเย็นเป็นสุข ด้วยพระบุญญาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” คำกล่าวตอนหนึ่งของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งโพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 12 ต.ค. 2559 ในประเด็นหลักการทำงานตลอดช่วงชีวิตรับราชการ 37 ปี ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“บุคคลที่สูงสุดในชีวิตของคนไทยก็คือ ในหลวง ฉะนั้นอยากให้ข้าราชการทุกคนมีบุคคลที่เป็นแบบอย่างในดวงใจ เพื่อจะได้มีต้นแบบที่ดีในการใช้ชีวิตทำงาน เช่น ผู้ว่าฯ นายอำเภอ หรือหัวหน้าหน่วย ส่วนนักเรียนควรมีครูอาจารย์เป็นแบบอย่าง เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นสังคมซึ่งไร้ทิศทาง เมื่อนั้นอาจจะลำบาก”

ม.ล.ปนัดดา เล่าว่า ตลอดชีวิตการรับราชการ 37 ปี เห็นอะไรมาเยอะ ตั้งแต่ผู้บริหาร สิ่งแวดล้อม กรอบความคิดผู้ทำงาน แต่ถึงอย่างไรตนเองก็รู้สึกภูมิใจ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฉะนั้นจึงต้องทำงานเพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นผล จึงคิดว่าไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอะไร ผู้ว่าฯ นายอำเภอ ฯลฯ แต่ถ้ามุ่งมั่นปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบก็จะเกิดผลดีต่อสังคมที่ตนเองดูแล แต่เมื่อได้เข้ามาเป็นผู้ปฏิบัติงานในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนกลาง การทำงานจึงต้องปรับเปลี่ยนไปจากรูปแบบบทบาทที่เคยทำมา

“สาเหตุที่ชุดข้าราชการที่สวมเป็นสีกากี เพราะเป็นสีของดิน เมื่อเปรอะเปื้อนอะไรก็จะมองไม่เห็น ฉะนั้นจึงเป็นที่มาของสีกากี นอกจากนี้ความหมายของสีกากี ที่เป็นสีของดิน เป็นสีที่เรียกว่าพลังของแผ่นดิน ตรงกับพระนามของในหลวง ภูมิพลฯ ฉะนั้นข้าราชการทุกคนจึงเปรียบเสมือนเป็นพลังของแผ่นดิน พลังของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ม.ล.ปนัดดา กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ม.ล.ปนัดดา เล่าอีกว่า เมื่อได้เข้ามารับตำแหน่งนี้ ไม่เคยคิดที่จะรบกวนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเดิม (กระทรวงมหาดไทย) เพราะส่วนตัวมีแนวคิดว่า ถ้าอยู่ที่ใดจะต้องเป็นคนของที่นั่น หมายถึงการจะนำใครมาช่วยงาน ควรต้องให้เกียรติผู้ที่อยู่ในหน่วยงานนั้น ไม่ใช่จะพาใครมาจากหน่วยงานเดิม มาทำหน้าที่อาวุโสในหน่วยงานใหม่ เพราะตนมีความเชื่อว่าใครจะรู้จักหน่วยงานดีกว่าคนที่อยู่มาแต่เดิม

“ตอนที่ผมเข้ามาทำงานในทำเนียบฯ ยังตกใจเลย เพราะเดิมคิดว่าชีวิตการทำงานจะจบแบบเรียบง่าย ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะก่อนหน้านั้นที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นความฝันสูงสุดในชีวิตของผม และก็คิดว่าจะจบลงเช่นนั้น แต่ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์ในบ้านเมืองเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ต้องทำให้ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต มาจบลงที่สำนักนายกรัฐมนตรีแห่งนี้”ม.ล.ปนัดดา ระบุ

รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า งานอีกด้านที่รัฐบาลต้องการส่งเสริม คือ เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีเตรียมที่จะเชิญชวนประชาชน ข้าราชการให้ร่วมกันเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติบำเพ็ญตน เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต ให้อยู่ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งขณะนี้ได้มีการบรรจุอยู่ใน 10 ยุทธศาสตร์แผนฉบับที่ 12 ของรัฐบาล โดยการทำงานจะมีการประสานกับทุกภาคส่วน ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติเกิดความยั่งยืน

ส่วนงานด้านอื่นที่นายกรัฐมนตรียังคงมอบหมาย ได้ลงพื้นที่พบกับประชาชนตามนโยบายประชารัฐ นอกจากภารกิจตรวจราชการแล้ว ยังได้ลงไปเยี่ยมตามสถานศึกษาทุกจังหวัดของประเทศ ซึ่งก็ได้พบปะพูดคุยกับครูอาจารย์ และลูกหลานในหลายจังหวัด จึงคิดว่าการปลูกฝังเยาวชนที่ดี ควรต้องเริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ให้ได้รับการดูแลอบรมที่ดี แต่ต้องทำในแบบเรียบง่าย

ดังนั้น การดูแลเยาวชนของชาติเป็นหน้าที่ของครูอาจารย์ที่ต้องช่วยกัน ในการสร้างอนาคตของลูกหลานไทยให้เป็นอนาคตของประเทศ ฉะนั้นบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชน ซึ่งส่วนตัวอยากกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านที่มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ในการสร้างอนาคตลูกหลานของประเทศ และขอให้ทำหน้าที่นี้ต่อไป

“ล่าสุดตอนการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (เอซีดี) เมื่อวันที่ 9-10 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นตัวแทนไปรับและส่งนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งท่านเล่าว่า ในหลวงทรงเป็นที่รักของ สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์แห่งภูฏาน รวมไปถึงสมเด็จพระราชินี และประชาชนชาวภูฏานทุกคน รวมทั้งยังชื่นชมแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ว่าเป็นสิ่งที่ล้ำเลิศจนเป็นที่ชื่นชม ศรัทธาของประชาคมโลก และเมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ก็รู้สึกน้ำตาซึม ซึ่งก่อนที่นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏานจะขึ้นเครื่องเดินทางกลับได้พูดประโยคสุดท้ายว่า ขอถวายพระพร”ม.ล.ปนัดดา ระบุ

รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำหน้าที่ของข้าราชการทุกคนตั้งแต่ระดับกระทรวง จังหวัด ท้องถิ่น จะต้องยืนหยัดในหลักการ คือ ต้องเข้าใจผู้คน ส่วนผู้บังคับบัญชาต้องทำงานเพื่อประชาชน ให้เป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะหลักการนี้จะเป็นความอยู่รอดของชาติ แม้แต่ชาวต่างชาติยังเลื่อมใสศรัทธา ดังนั้นคนไทยทุกฝ่ายต้องช่วยกันยืนหยัดในจุดนี้ให้เป็นที่น่าภูมิใจ เพราะถ้าเจ้าหน้าที่บ้านเมือไขว้เขวไม่ชัดเจน แล้วสังคมจะฝากความไว้วางใจกับใครได้ รวมถึงประชาชนต้องเชื่อมั่นในตัวข้าราชการ ไม่ควรมีการนำสีมาแบ่งแยกกัน เพราะความเป็นคนไทยเป็นสิ่งที่บรรพชนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ร่วมกันสั่งสมคุณงามความดีให้กับแผ่นดินไว้มาอย่างยาวนาน

ภาคภูมิใจรับใช้แผ่นดิน

“ม.ล.ปนัดดา” เป็นตัวอย่างข้าราชการที่ดีในการทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท เป็นตัวอย่างข้าราชการรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับราชการในกระทรวงมหาดไทย เพราะตลอดชีวิตการทำงานตั้งใจอยู่ในกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่เริ่มทำงานในตำแหน่งข้าราชการชั้นผู้น้อยจนวันนี้กลายเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ย้อนอดีตงานแรกที่ได้รับใช้แผ่นดิน คือ เป็นล่ามแปลภาษาอังกฤษให้กับรัฐมนตรีประจำกระทรวง จึงได้ทำงานใกล้ชิดกับนักการเมืองและผู้สื่อข่าว ที่จะต้องถ่ายทอดข่าวสารให้สาธารณะรับทราบ จากล่ามจนได้เป็นหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ทำงานผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุคหลายสมัย

ด้วยบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตนจึงได้รับความไว้วางใจ และเป็นที่ประทับใจจากข้าราชการและนักการเมือง

แม้ปัจจุบันจะได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง แต่ ม.ล.ปนัดดา มีความภาคภูมิใจตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดมากที่สุด โดยเฉพาะครั้งดำรงตำแหน่งเป็น ผวจ.เชียงใหม่ กับนครปฐม เพราะการได้ทำงานคลุกฝุ่นคลุกดินกับประชาชน คือ หัวใจงานมหาดไทย

 

“เอาเวลาจับผิดคนอื่น มาเเบ่งปันดีกว่า” ภัทรียา อนันตสิริภัทร์ สาวใจงาม ทำริบบิ้นดำแจกชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 17:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/460577

"เอาเวลาจับผิดคนอื่น มาเเบ่งปันดีกว่า" ภัทรียา อนันตสิริภัทร์ สาวใจงาม ทำริบบิ้นดำแจกชาวบ้าน

เปิดใจ “ภัทรียา อนันตสิริภัทร์”  ผู้ประกาศยุติความขัดแย้ง ดราม่าเรื่องสีเสื้อ ด้วยการผลิตโบว์ดำเเจกประชาชน

โลกออนไลน์กำลังชื่มชมกลุ่มคนหลายกลุ่มที่ออกมาช่วยยุติเรื่องสีเสื้อดราม่า ด้วยการรวมกลุ่มนั่งทำริบบิ้นดำให้ประชาชนนำไปติดเสื้อเพื่อแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“ภัทรียา อนันตสิริภัทร์” หนึ่งในหญิงสาวที่ร่วมทำริบบิ้นดำกับกลุ่มเพื่อนและนำภาพจากผู้คนกลุ่มอื่นๆมาร่วมเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กพร้อมโพสต์ข้อความระบุว่า “หาเวลาทำแจกชาวบ้านดีกว่า ใครมีเวลามีทุนทรัพย์ก็ทำแจก พี่วิน รปภ. แม่บ้าน และชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ คนที่ไม่ได้มีเงินมาซื้อเสื้อดำหลายๆตัว”

ภัทรียา เผยว่า ความเศร้าโศกกำลังกลายเป็นดราม่า ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต เมื่อชาวไทยบางฝ่ายพากันโจมตีผู้ที่ไม่ใส่เสื้อสีดำกันอย่างรุนแรงว่า ไม่รู้จักกาลเทศะและไร้มารยาท ในภาวะสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งที่จริงๆ แล้ว พวกเขาอาจมีเหตุผลต่างๆ นานาที่ทำให้ไม่สามารถหาเสื้อดำมาใส่ก็เป็นได้

“วันก่อนไปท้องสนามหลวง เพื่อร่วมงานเคลื่อนขบวนอัญเชิญพระบรมศพ สู่พระบรมมหาราชวัง และเห็นบางคนถูกตำหนิ เพียงเพราะไม่ได้ใส่เสื้อสีดำ บางคนมาไกลจากต่างจังหวัด เสื้อผ้าอาจจะหาไม่ทัน แต่พวกเขาก็ถูกตัดสินว่าไร้มารยาทซะแล้ว ขณะที่กระแสในโซเชียลมีเดียก็รุนแรงเหลือเกินกับการตำหนิ ประจาน ด่าทอ ผู้ที่ไม่ได้ใส่เสื้อดำ บางคนใส่ยูนิฟอร์มของบริษัท ก็โดนบ่น บางคนหาเช้ากินค่ำ เงินเดือนไม่ได้มากมาย ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อาจไม่ได้มีกำลังมากพอจะหาซื้อมาใส่ได้ทุกวัน”

การตำหนิอย่างไร้เหตุผลและขาดการมองอย่างรอบด้าน ทำให้  ภัทรียา มองว่าการทำ ริบบิ้นหรือโบว์ดำ ซึ่งง่าย สะดวกและเหมาะสมกับทุกคน โดยเธอเผยว่า เคยใช้วิธีนี้ในการไว้ทุกข์ให้กับ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์มาแล้ว

สาวรายนี้ ทิ้งท้ายว่า หากรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อย่างแท้จริง ก็ควรเลือกใช้ช่วงเวลาแห่งความเปราะบาง อ่อนแอ แบ่งปันสิ่งดีงามและรู้จักเคารพผู้อื่น มากกว่าโจมตี สิ่งเล็กๆ น้อยๆ อันเป็นภาพนอกที่แตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองแสดงออก

“ถ้ารักในหลวง ควรจะใช้ช่วงเวลานี้ทำสิ่งดีๆ แบ่งปันให้กับคนที่ไม่มี เคารพผู้อื่น เพราะแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน การแสดงออกไม่เหมือนกัน ไม่มีใครไม่เสียใจกับการสูญเสียครั้งนี้หรอก พระองค์ท่านกล่าวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเสมอ ว่าเราควรจะใช้แต่พอดี ไม่เกินตัว ซึ่งตอนนี้เราเห็นแล้วว่าเสื้อดำสำหรับบางคนมันราคาแพง ควรจะเอาเวลาที่จับผิดหรือโจมตีคนอื่น มาแบ่งปันให้เขาดีกว่า รู้รักสามัคคี ตามที่ในหลวงทรงกล่าวไว้”

เธอพร้อมพรรคพวก กำลังช่วยกันผลิตโบว์ดำที่ วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร  โดยเชิญชวนจิตอาสา มาร่วมกันเย็บและส่งต่อให้ผู้สนใจต่อไป เช่นเดียวกับประชาชนอีกกลายกลุ่มที่ต่างรวมตัวร่วมกันผลิตโบว์ดำเพื่อแจกจ่ายให้ผู้คน ซึ่งภาพที่มานำเสนอประกอบนี้ล้วนบ่งบอกถึงความตั้งใจอันแรงกล้าของกลุ่มจิตอาสาที่ต่างร่วมแรงร่วมใจในการทำความดีเพื่อ “ในหลวง” อันเป็นที่รักยิ่งได้เป็นอย่างดี

ภาพจาก บริษัท ไฮมิก, https://www.facebook.com/monica.romanov/posts/1104693052946822?pnref=story , Mildiie Sinthuuthai
www.facebook.com/prugsaporn.sinthuuthai

 

 

“ยากที่สุดในชีวิต เมื่อต้องอ่านข่าวที่ไม่มีใครอยากได้ยิน”วีรศักดิ์ ขอบเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/460353

"ยากที่สุดในชีวิต เมื่อต้องอ่านข่าวที่ไม่มีใครอยากได้ยิน"วีรศักดิ์ ขอบเขต

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ทันทีที่เครือข่ายสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจกำลังร่ำไห้ หลังจากอ่านข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

กระแสชื่นชมให้กำลังใจก็เกิดขึ้นตามมา

กว่า 20 ปีบนเส้นทางสื่อมวลชน ป๋อง-วีรศักดิ์ ขอบเขต ผู้ประกาศข่าวหนุ่มเเห่งกรมประชาสัมพันธ์ เล่าว่า เพิ่งได้พบกับช่วงเวลาในการอ่านข่าวที่ยากที่สุดในชีวิต เมื่อได้รับเเจ้งว่า ต้องทำหน้าที่อ่านข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

”เวลานั้นผมรู้สึกเเย่ที่สุดในชีวิตการทำงาน เป็นเรื่องยากเเละเเย่ เมื่อมันเป็นข่าวที่ทุกคนไม่อยากได้ยิน”

วีรศักดิ์ เล่าต่อว่า ทันทีที่รู้ว่าพระองค์ท่านสวรรคต ก็เกิดอาการโศกเศร้าเสียใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว กระทั่งรับทราบว่าจะต้องเป็นผู้ทำหน้าที่อ่านชิ้นนี้ต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ  จึงกลายเป็นภาวะที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ทันทีที่ได้รับสคริปต์ เขาตัดสินใจหลับตา พนมมือ อธิษฐานถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งสุดท้าย

”เป็นการเตรียมตัวที่น้อยมาก ก่อนอ่านเราพนมมือขอพรพระองค์ท่าน อยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุดถวายท่านเป็นครั้งสุดท้าย และดีที่สุดของการเป็นผู้ประกาศข่าว ขอให้ลูกมีสมาธิ มีสติในการทำงานเพื่อให้ผ่านพ้นไปด้วยดี …เเต่มันก็ยากจริงๆ”

หลังเสร็จสิ้นการอ่านข่าวประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ ภาพถูกตัดไปยังสารคดีพระราชประวัติเเละพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วีรศักดิ์ฟุบหน้าลงกับโต๊ะข่าว ก่อนร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร

”พอตัดจบ เข้าสู่ช่วงสารคดีต่อ เราก็ฟุบ ร้องไห้เลย”

ผู้ประกาศข่าววัย 44 รายนี้ รับหน้าที่อ่านข่าวพระราชสำนักมาตั้งเเต่ปี พ.ศ.2554 เขาบอกว่า ความยากลำบากในการทำงานคือ ภาษาเเละเนื้อหาที่จำเป็นต้องถ่ายทอดออกมาอย่างถูกต้องเเม่นยำ ผู้อ่านต้องมีสมาธิเเละความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

นอกจากทักษะความเชี่ยวชาญที่ได้รับจาการทำงาน สิ่งสำคัญที่ฟูมฟักเเละผลักดันให้เขาเติบโตขึ้นก็คือ พระราชดำรัสหรือพระบรมราชาโอวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“ทุกครั้งที่ได้อ่านข่าวในพระราชสำนัก พระราชกรณียกิจต่างๆของพระองค์ท่านทำให้เราประทับใจ โดยเฉพาะพระบรมราโชวาท หรือพระราชดำรัส สังเกตได้ว่า ทุกอย่างที่ท่านสอนนั้นคือความจริงทั้งหมด

สิ่งหนึ่งที่ผมยึดถือมาเสมอคือ เวลาปิดทองพระ ไม่จำเป็นต้องข้างหน้าเสมอไป ข้างหลังก็ได้ ปิดให้เต็มเดี๋ยวมันก็ไปถึงข้างหน้าเอง ผมมองว่าเป็นความจริง เเละถือเป็นคติเตือนในการทำงาน เพราะบางทีเราอาจจะไม่ต้องอยู่ข้างหน้าหรือออกหน้าออกตาเสมอไป เราอยู่ข้างหลัง  ช่วยกันไป สุดท้ายทองก็ไปอยู่ด้านหน้าเอง เหมือนปิดทองหลังพระ ผมจำอยู่เสมอ ข้างหลังก็ทำงานได้”

แรงบันดาลใจดังกล่าวสอดคล้องกับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 25  กรกฎาคม 2506 ที่ระบุไว้ว่า

“การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”

วีรศักดิ์ บอกว่า คนไทยควรยึดถือหลายสิ่งหลายอย่างของพระองค์ท่าน ทั้งความมีเมตตา เความห่วงใยเพื่อนมนุษย์เสมอ ที่ท่านเพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำเพื่อพสกนิกรตลอดมา

”ผมว่าสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองดีได้คือความรักเเละสามัคคี ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านเน้นย้ำเสมอ ถ้าคนไทยมองท่านเป็นเเบบอย่างเเละปฎิบัติเหมือนท่านได้ บ้านเมืองเราคงพบเจอเเต่ความเจริญก้าวหน้า” ผู้ประกาศหนุ่มทิ้งท้าย

แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระราชดำรัสและเเนวทางที่ทรงพระราชทานไว้แก่ปวงชนจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวอันสำคัญยิ่งในการดำเนินชีวิตของคนไทยไปตราบนิจนิรันดร์