ปัญหารถติด เศรษฐกิจสูญ 1.1 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2559 เวลา 08:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/453653

ปัญหารถติด เศรษฐกิจสูญ 1.1 หมื่นล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ถึงปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ พบว่าคนกรุงเทพฯ ใช้เวลาในการเดินทางนานขึ้น 35 นาที/การเดินทาง

เมื่อนำมาคำนวณเป็นค่าเสียโอกาสทางด้านเวลาที่คนกรุงเทพฯ ต้องรถติดอยู่บนถนน แทนที่จะนำเวลานั้นไปสร้างรายได้ หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จะคิดเป็นเม็ดเงินมูลค่าประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท/ปี หรือเฉลี่ยประมาณ 60 ล้านบาท/วัน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประชากรยอมจ่ายเพื่อแลกกับการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกรุงเทพฯ

อีกทั้งปัญหาการจรจรที่ติดขัด ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1.การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรทรัพยากร (Reallocation) : เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจรที่ติดขัด ส่งผลต่อการบิดเบือนการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ จากธุรกิจหนึ่งไปสู่อีกธุรกิจหนึ่ง ตัวอย่างเช่น การหันมาใช้บริการร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด หรือใกล้ที่ทำงานแทนร้านอาหารที่ต้องใช้เวลาในการรอนาน รวมถึงการเปลี่ยนวิธีการเดินทางเป็นการใช้รถไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือใช้ทางด่วน การปรับเปลี่ยนทางด้านธุรกิจ เช่น การใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร การซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด

2.ค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงาน : โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวและรถโดยสารสาธารณะ พบว่าการเดินทางที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นในช่วงที่รถติด ทำให้เกิดต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้หากมองในเชิงปัจเจกบุคคล ถือเป็นส่วนที่สูญเสียไปเป็นต้นทุนของผู้ใช้รถที่ต้องจ่ายเอง อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ถึงผลในเชิงเศรษฐกิจโดยภาพรวม หรือผลต่อจีดีพีของประเทศ อาจไม่ได้หายไปทั้งหมด กล่าวคือ สถานการณ์ดังกล่าวอาจมองได้ว่าเป็น Zero-Sum Effect ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่มีฝ่ายหนึ่งสูญเสีย แต่มีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์ เช่น ประชาชนผู้ใช้รถต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าเชื้อเพลิง แต่ขณะเดียวกันธุรกิจพลังงานก็เป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์ และหากพิจารณาถึงผลเชื่อมโยงต่อไปอีกทอดหนึ่ง เมื่อผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ยังเท่าเดิม ก็อาจเป็นผลทำให้ผู้บริโภคต้องหันมาประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจค้าปลีก (ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค) ตามมา

3.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด อาทิ รถไฟฟ้า การตัดถนนสายใหม่ หรือการขยายทางด่วนเพิ่มเติม แม้ว่าจะเป็นงบประมาณที่รัฐต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถือเป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ที่เป็นประโยชน์ทั้งภาคธุรกิจ อาทิ การก่อสร้าง การจ้างงาน การค้าวัสดุก่อสร้าง รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวตาม ขณะที่ภาคประชาชนเองก็ได้รับความสะดวกในการเดินทางหรือมีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น

 

คำพูดประโยคเดียวทำลายอำนาจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/463134

คำพูดประโยคเดียวทำลายอำนาจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องจนได้ เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ปล่อยวาทะเด็ดออกมา ซึ่งส่งผลในทางการเมือง ไม่มากก็น้อย หลังจากเมื่อวันที่ 31 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ พล.อ.ประวิตร ถึงปัญหาราคาข้าวตกต่ำและถูกกว่าปุ๋ย โดยได้คำตอบมาว่า “ผมไม่ทราบ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไปขายปุ๋ยแทน”

เป็นประโยคเพียงไม่กี่คำ แต่ก็ให้อารมณ์ในทางการเมืองพอสมควร เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาราคาข้าวในเวลานี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลยังแก้ไขไม่ได้

ในเชิงโครงสร้าง เดชรัต สุขกำเนิดหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า “ราคาข้าวที่ลดลงเกิดจากราคาในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับภัยแล้งที่เกิดขึ้นปีนี้ทำให้ชาวนาภาคกลางต้องทำนาล่าช้า ผลผลิตจึงจะออกมาชนกับภาคอีสานในช่วงเดือน พ.ย. ทำให้ราคาข้าวลดลงไปอีก”

เช่นเดียวกับ ประภาส ปิ่นตบแต่งอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า “ไทยมีการผลิตข้าวคุณภาพดีน้อยมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนข้าวทั้งหมด โดยกลุ่มชาวนา ส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ยังผลิตข้าวแข็งคุณภาพต่ำเพื่อใช้ในการส่งออก และบางส่วนนำมาหุงกินไม่ได้ ต้องใช้ในการผลิตแป้งเส้นแทน ดังนั้นกลุ่มนี้ควรมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากความช่วยเหลือของรัฐบาล รวมทั้งการปรับตัวของชาวนาเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของภาครัฐเช่นกัน”

เมื่อปัญหาราคาข้าวเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างและมีปัจจัยที่มีผลหลายประการ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่รัฐบาลสามารถกล่าวอ้างเพื่อขอเวลาในการแก้ไขปัญหาได้ แต่การที่สร้างวาทกรรมในลักษณะเช่นนั้นของหนึ่งในผู้นำทางการเมือง อาจมีโอกาสถูกนำไปขยายผลในทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ต่างอะไรกับการซ้ำเติมปัญหาให้กับผู้เดือดร้อน

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยมีวาทกรรมย้อนศรจนกลายเป็นประเด็นมาแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งประเทศเจอกับปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ก็มีคำพูดจากนายกฯ ออกมาว่า “เราก็แก้ปัญหาทั้งระบบอยู่ แต่ไม่รู้เกษตรกรจะใจเย็นพอหรือไม่ จะขอราคายางที่ 90-100 บาท ขอถามว่าตอนนี้เราขายได้แค่ 60-70 บาท แล้วจะไปขายให้ใครในโลกนี้ สนับสนุนปลูกยางพารากันอย่างนี้คงต้องไปขายที่ดาวอังคารแล้ว” (15 ก.ย. 2557)

ไม่ต่างอะไรกับกรณีตอนเจอปัญหาราคามะนาวเมื่อปี 2558 พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า “ยอมรับว่าแพงมาทั้งชาติ เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีการค้นคิดนำมะนาวมาปลูกลงในกระถางเพื่อเก็บไว้กินเอง ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องดี จากนี้ไปขอให้ทุกบ้านไปปลูกมะนาวในกระถางเอาไว้กินเอง จะได้ไม่ต้องมาบ่น ต้องหัดช่วยเหลือตัวเองกันบ้าง” (18 มี.ค. 2558)

การทำงานของรัฐบาลชุดนี้มีจุดเด่นคือ การมีเสถียรภาพทางการเมือง ช่วยให้การออกกฎหมายเพื่อเป็นกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินเดินหน้าไปอย่างมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยที่ช่วยให้ประเทศไม่มีม็อบการเมืองเหมือนอดีตที่ผ่านมา

ทว่า ท่ามกลางจุดแข็งกลับมีจุดอ่อนที่ปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัดเช่นกัน คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายสำนักที่ต่างระบุตรงกันว่าประชาชนยอมรับการทำงานด้านการรักษาความสงบ แต่ก็เป็นห่วงปัญหาเรื่องปากท้องและผลผลิตทางการเกษตร

แม้หลายฝ่ายจะยังยอมรับการทำงาน ทั้งๆ ที่ยังมีอีกหลายปัญหาที่ไม่อาจ แก้ไขได้สัมฤทธิผล แต่การแสดงออกทางการเมืองของรัฐบาลต่อปัญหาเศรษฐกิจเช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งความเปราะบางทางการเมืองแบบไม่ต้องสงสัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.อยู่ในที่สว่าง ซึ่งเป็นภูมิศาสตร์ที่ง่ายต่อการถูกโจมตีทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้าม โดยที่ผ่านมา คสช.ก็เพลี่ยงพล้ำมาหลายครั้งเพราะการแสดงท่าทีต่อปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่โชคดีที่ผ่านมาได้แบบไม่มีบาดแผลฉกรรจ์มากนัก ส่วนหนึ่งเนื่องจากหลายฝ่ายยังให้โอกาสอยู่

แต่มาถึงเวลานี้ เข้าสู่ตอนปลายอำนาจของ คสช. เนื่องจากประเทศกำลังเปลี่ยนเข้าสู่การเลือกตั้งอีกครั้ง จึงย่อมเป็นช่วงอ่อนไหวต่อการถูกโจมตีได้ง่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้นำของ คสช.อวตารตัวเองเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกตามเส้นทางที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงได้วางเอาไว้

ในอนาคตหลังการเลือกตั้ง นักการเมืองอาจมีความชอบธรรมน้อยต่อการ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ครั้นจะให้นายกรัฐมนตรีคนนอกมาจาก คสช.อีกคำรบหนึ่งนั้นก็ย่อมเป็นคำถามตัวใหญ่ที่ต้องหาคำตอบให้กับสังคมให้ชัดเจนเช่นกัน หลังจากเคยมีโอกาสมาแล้ว 2 ปี แต่ผลงานของ คสช.ที่เห็นและเป็นอยู่ก็เป็นคำตอบอย่างดีว่า คสช.ควรได้รับโอกาสอีกครั้งหรือไม่

ดังนั้น หากปล่อยไว้จนบานปลาย คสช.อาจจะเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้

 

‘จำนำยุ้งฉาง’ ทางออกที่ยังไม่สมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/463125

'จำนำยุ้งฉาง' ทางออกที่ยังไม่สมบูรณ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ โดยให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง (จำนำยุ้งฉาง) ตันละ 8,730 บาท ร่วมกับมาตรการอื่น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือตันละ 11,525 บาท

เรื่องนี้ วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย มองว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลต้องช่วยเหลือชาวนา เพราะสินค้าเกษตรเป็นสินค้าฤดูกาล ผลผลิตออกมามากกว่าความต้องการเสมอ แต่มาตรการรับ “จำนำยุ้งฉาง” ที่ใช้มาตั้งแต่อดีตไม่ใช่นวัตกรรมใหม่แต่อย่างใด นั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้

สาเหตุที่ เลิกใช้เพราะมีอุปสรรคหลายอย่าง 1.ให้ใครเป็นคนตรวจสอบคุณภาพ และความชื้นข้าว หรือที่เรียกว่าเซอร์เวเยอร์เพราะการจำนำจะให้ราคาตามคุณภาพและความชื้น  ใครจะเป็นคนตรวจสอบยุ้งฉางครัวเรือนของชาวบ้าน 2.การเก็บรักษาข้าวในยุ้งฉางที่ให้ชาวนาจัดเก็บกันเอง ในอดีตก็เกิดปัญหาฟ้องร้องกัน และ 3.ช่วยเหลือเกษตรกรได้ไม่หมด เพราะข้าวที่ออกมาเกินกว่าที่รัฐบาลจะรับจำนำได้หมด

วัฒนา กล่าวว่า ขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ปัญหา แต่มาตรการที่ทำกลับมามัดคอรัฐบาลเอง เมื่อไปดำเนินคดีกับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายก รัฐมนตรี เรื่องจำนำข้าวแล้ว แต่วิธีการแก้ปัญหาวิธีเดียวที่จะทำได้ก็คือการจำนาข้าว ดังนั้นจึงเกิดความกระอักกระอ่วน และเลี่ยงบาลีนิดหน่อยมาเป็นการจำนายุ้งฉาง ซึ่งมีอุปสรรคปัญหาเยอะ

“ที่ผ่านมาปัญหาอุปสรรคเยอะแยะมหาศาล เขาถึงให้ภาพใหญ่จำนำข้าวเก็บในไซโล มีคนตรวจรับ หากหาย ก็มีแบงก์การันตีรับประกัน  เมื่อก่อน ข้าวหายก็ไปฟ้องชาวนา พูดไปก็บอกว่าจำนำอย่างเดียวไม่ได้ผิดกฎหมาย คนเป็นกฯ พูดได้อย่างไร แต่ก็ อยากเห็นฝีมือรัฐบาล ที่อวดอ้างตนเป็นคนดีมีความสามารถก็ขอให้กำลังใจ” วัฒนา กล่าว

วัฒนา กล่าวอีกว่า เรื่องที่ออกมา กล่าวหา นักการเมืองรวมหัวกับโรงสีกดราคานั้น ถ้าเป็นจริงก็ถือว่าเป็นการทำความผิด พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เมื่อรู้อยู่แล้วทำไมไม่จับ อำนาจในมือก็มี หัดโทษตัวเองให้เป็น อย่าโทษแต่คนอื่น อะไรที่ช่วยเกษตรกรได้ก็ดีทั้งนั้น แต่ถามตนก็ต้องบอกแก้ปัญหาไม่ได้ ส่วนที่อ้างว่านักการเมือง การกระทำผิด พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า มีโทษอาญาจำคุก 7 ปี กฯ  รู้แล้วไม่จับก็ละเว้น หรือไม่รู้แล้วพูดก็ถือว่าพูดพล่อยๆ

ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า มาตรการนี้ถือเป็นโครงการปกติสำหรับการรับจำนำสินค้าเกษตรที่ใช้มาตั้งแต่ในอดีต  เพื่อดูดสภาพคล่องโดยตั้งเป้าไว้ 2 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 20-30% ที่จะช่วยให้ราคาข้าวขยับ ดีขึ้น แต่ลำพังเพียงแค่มาตรการนี้ยังไม่เพียงพอ

“ผมอยากให้รัฐบาลปรับกรอบ วิธีคิดจากที่ผ่านมา ซึ่งเคยช่วยให้ชาวนาขายข้าวเปลือกอย่างเดียวเปลี่ยนมา เป็นขายข้าวสารแทน ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะวงจรข้าว คนขายข้าวเปลือกจน แต่คนขายข้าวสารรวย ถ้าเราเปลี่ยนให้ชาวนามาขายข้าวสารได้จะทำให้รายได้ดีขึ้น”

ที่สำคัญคนไทยกินข้าวทุกคน ถ้าใช้ช่องทาง “ประชารัฐ” ที่ตั้งขึ้นทุกจังหวัดเป็นแกนกลางรับข้าวจากชาวนาที่รวมกลุ่มกัน หรือโรงสีชุมชน หรือโรงสีสหกรณ์ ไปขายให้ส่วนราชการทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ราชทัณฑ์ ค่ายทหาร บริษัทห้างร้าน  ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ แถมยังจะทำให้ข้าวหายไปจากระบบได้ส่วนหนึ่งซึ่งจะช่วยเสริมกับมาตรการจำนำยุ้งฉางทำให้เกิดอิมแพกต์แรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม  โครงการจำนำยุ้งฉางนี้แตกต่างจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งแม้จะชื่อว่ารับจำนำข้าวทุกเมล็ดและไม่ใช่การจำนำข้าวแต่เป็นการขาย ขาดให้รัฐบาล รัฐกลายเป็นคนขายข้าวเอง เมื่อรับมาแล้วก็นำมาสี เสร็จแล้วก็นำมาขาย

แต่โครงการจำนำยุ้งฉางไม่ใช่การขายขาด ข้าวยังเป็นของชาวนา เป็นมาตรการปกติ ที่ทำมา 30-40  ปีที่ผ่านมา คือทำในช่วงที่ข้าวออกมาเยอะๆ ก็ต้องหาวิธีเก็บข้าวเหล่านี้ไว้ก่อน เพื่อรอราคาข้าวสูงก็นำออกมาขาย ทำให้ปริมาณข้าวในตลาดลดน้อยลงช่วยให้ราคาข้าวสูงขึ้นด้วย

“รอบนี้รัฐบาลยืดเวลาจำนำยุ้งฉางเป็น 6 เดือน จากปกติประมาณ 4 เดือน ก็จะช่วยชาวนาได้มากขึ้นเนื่องจากข้าวเป็นสินค้าฤดูกาล ช่วงที่ออกมาพร้อมๆ กัน รัฐก็ต้องดูดสภาพคล่อง ออกจากระบบ  ผ่านไปสักพักข้าวน้อยลง ประมาณ เดือน ม.ค.-ก.พ. หากราคาสูงขึ้น ก็ไถ่ถอนออกไปขาย แนวคิดนี้ไม่ได้สร้างความเสียหาย ไม่เกิดช่องรั่วไหล หรือการทุจริตเหมือนจำนำข้าว”

ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการออกมาตรการ “จำนำยุ้งฉาง” ตอนนี้ ทั้งที่ผลผลิตข้าวจะออกในช่วงกลาง พ.ย.เป็นต้นไป อาจเกิดช่องว่างให้โรงสีซึ่งมีข้าวค้างอยู่แล้ว สวมสิทธิชาวนานาข้าวที่มีไปเข้าโครงการจำนำยุ้งฉางได้นั้น ทางด้านหมอวรงค์อธิบายว่า แนวคิดนี้ค่อนข้างมั่ว อีกทั้ง การออกมาตรการในช่วงนี้ถือว่าถูกจังหวะที่ถูกต้องแล้ว

“ข้าวยังไม่ออกยิ่งดีใหญ่ หากออกมาตรการนี้ในช่วงที่ข้าวออกไปแล้วก็จะไม่ทันการณ์ เพราะชาวนาก็จะขายข้าวออกไปหมดแล้ว ไม่ทันได้เอาเข้ามาจำนายุ้งฉาง การออกมาตรการตั้งแต่ช่วงนี้จะทำให้ชาวนาได้เห็นทิศทางว่าราคาตลาดต่ำไปหรือไม่ หากต่ำไปก็เอาเข้าโครงการแล้วรอเวลาที่ราคาข้าวสูงขึ้นก็ค่อยออกมาขาย หากรอให้ข้าวออกแล้วออกมาตรการจะทำให้โรงสีได้ประโยชน์เพราะข้าวส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่โรงสีแล้ว”

ส่วนการขายข้าวออนไลน์นั้น  เจตนาเราต้องการให้ขายข้าวสาร ซึ่งหากมีศักยภาพขายออนไลน์ได้ เราต้องเชียร์ เพราะราคาดีกว่าขายข้าวเปลือก ประชารัฐต้องเป็นแกนกลางรับออร์เดอร์  ที่สำคัญข้าวที่ขายตรงจากชาวนาถือว่าดีกว่าข้าวที่ขึ้นตามห้าง เพราะชาวนาเก็บเป็นข้าวเปลือกเมื่อจะขายก็สีเป็นข้าวสารไม่มีการรมยา แต่โรงสีเมื่อสีข้าวเสร็จเก็บเป็นข้าวสารต้องรมยานี้ตรงนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้บริโภค

 

กฎเหล็กคุมเข้มใช้งบซื้อสื่อต้องรายงานทุกบาทห้ามเบี้ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/462907

กฎเหล็กคุมเข้มใช้งบซื้อสื่อต้องรายงานทุกบาทห้ามเบี้ยว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเอกฉันท์ 167 เสียงเห็นชอบกับรายงานร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส พ.ศ. …ของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ประเด็น “การซื้อสื่อของภาครัฐ” เป็นอีกหนึ่งปัญหาย่อยของการทุจริตในภาครัฐที่พบในรูปแบบของการใช้งบประมาณที่ไม่ระบุแน่ชัดว่าไปใช้เพื่อ อะไร และเพื่อให้ได้เป้าประสงค์ใด เนื่องจากการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ไม่มีมาตรฐานและไม่คุ้มค่า ขณะเดียวกันในส่วนของสื่อ ซึ่งถือว่าเป็นกระบอกเสียงให้แก่ประชาชน หากถูกครอบงำโดยรัฐจะทำให้การนาเสนอข่าวหรือการรับรู้ข้อมูลของประชาชนเป็นไปด้วยวิธีการที่ไม่ตรงไปตรงมา สูญเสียความเป็นอิสระในการทำหน้าที่เปิดเผยหรือการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งช่องทางของรัฐในการแทรกแซงสื่อมี 3 ช่องทาง ได้แก่

1.เป็นเจ้าของสื่อเองโดยตรง อย่างโทรทัศน์และวิทยุ ทำให้การครอบงำสื่อของรัฐเป็นไปค่อนข้างง่ายและสื่อโทรทัศน์สามารถเข้าถึงคนไทยได้มากที่สุด

2.เป็นผู้ให้สัมปทานสื่อในช่อง โทรทัศน์และวิทยุ แต่ปัจจุบันมีการประมูล ทีวีดิจิทัลส่งผลให้อำนาจดังกล่าวลด น้อยลง

3.ซื้อสื่อ โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อที่น่าห่วงที่สุดที่จะถูกครอบงำ โดยรัฐ เพราะเป็นธุรกิจเสรีมีการแข่งขันสูงและอาจถูกซื้อได้มากกว่าสื่ออื่นๆ ประกอบรัฐไม่มีธุรกิจนี้เป็นของตัวเองและมีแนวโน้มว่าสื่อหนังสือพิมพ์จะ เข้าถึงประชาชนได้เร็วมากขึ้น จากการปรับตัวเพื่อสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่ม เป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและในหลายช่องทาง อาทิ หนังสือออนไลน์ หนังสือ แจกฟรี เป็นต้น

สำหรับร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส มีจำนวน 28 ข้อ มีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส (กบป.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ มอบหมาย ทาหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการ

คณะกรรมการ กบป.มีอำนาจ หน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารการประชาสัมพันธ์ในภาครัฐเพื่อความโปร่งใส โดยต้องจัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการประชุมครั้งแรกและประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ข้อความที่แสดงว่าดำเนินการ โดยใช้จ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือเงินนอกงบประมาณ หรือเงินกู้

2.เป็นภารกิจหรือการดำเนินงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานในภาครัฐ

3.เป็นการรณรงค์ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์เฉพาะในเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานในภาครัฐที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชน การคุ้มครองหรือรักษาความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือสุขอนามัยของประชาชน ความคืบหน้าตลอดจนปัญหาหรือ อุปสรรคในการดำเนินการตามนโยบายโครงการ หรือกิจกรรมต่างๆ การส่งเสริมภาพลักษณ์และค่านิยมที่ดี และ การสร้างความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ของประเทศ

4.ไม่มีข้อความหรือภาพเสียงของผู้บริหารของหน่วยงานในภาครัฐ นักการเมืองหรือข้าราชการการเมือง รวมทั้งต้องไม่มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง หรือมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์

หน่วยงานในภาครัฐต้องบริหารการประชาสัมพันธ์ด้วยความโปร่งใส มีความพร้อมที่จะรับผิดและถูกตรวจสอบได้ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและไม่มีความเสี่ยงการทุจริต และให้หน่วยงานในภาครัฐที่จัดให้มีการบริหารการประชาสัมพันธ์ตามระเบียบนี้ต้องเปิดเผยข้อมูลการบริหารการประชาสัมพันธ์ไว้ในระบบดิจิทัลของหน่วยงานนั้นๆ ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่เริ่มดำเนินการ และจัดทำรายงานผลการบริหารการประชาสัมพันธ์ที่ได้มีการดำเนินการไปแล้วตลอดทั้งปีเผยแพร่ในรูปของเอกสาร และในระบบดิจิทัลภายใน 30 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ

ข้อมูลที่หน่วยงานในภาครัฐต้องเปิดเผยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อมูล ได้แก่ 1.จำนวนเงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ หรือเงินกู้ที่ใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์เป็นรายแผนงาน หรือ โครงการ 2.สำเนาสัญญาจัดซื้อจัดจ้างงานรณรงค์เผยแพร่ หรือเงินโฆษณา หรืองานประชาสัมพันธ์ 3.ผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมการรณรงค์ การโฆษณา หรือการประชาสัมพันธ์ รวมทั้งระบุผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์

คณะกรรมการ กบป.มีอำนาจวินิจฉัยการดำเนินการของหน่วยงานในภาครัฐที่พบว่าอาจมีการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริต หรือมีข้อร้องเรียน การวินิจฉัยของคณะกรรมการ กบป.อาจเป็นการสั่งห้ามให้หน่วยงานในภาครัฐมีการปฏิบัติใดเพิ่มเติมหรือยับยั้งการปฏิบัติการใดๆ ที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือเป็นการแทรกแซงสื่อ หรือการใช้จ่ายงบประมาณที่เข้าข่ายการทุจริต ไม่คุ้มค่าหรือขาดประสิทธิภาพ

กรณีที่เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริต หรือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ให้คณะกรรมการ กบป.ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

กรณีเป็นการแทรกแซงสื่อโดย ให้ หรือสนับสนุนทางการเงิน อาทิ การลงโฆษณา หรือการมีสัญญาซื้อ หรือสัญญาจ้าง ให้คณะกรรมการ กบป. สั่งให้หน่วยงานในภาครัฐมีการพิจารณาทบทวน เพื่อยกเลิก เพิกถอน ในกรณีเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ ให้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อหัวหน้าหน่วยงานในภาครัฐรับผิดชอบเพื่อให้ดำเนินการทางวินัยและอาจเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งโยกย้ายหรือพักการปฏิบัติงานผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในภาครัฐนั้น

 

ราคาข้าวตกต่ำ บทพิสูจน์ฝีมือ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/462906

ราคาข้าวตกต่ำ บทพิสูจน์ฝีมือ 'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เวลานี้อยู่ที่ปัญหาราคาข้าวตกต่ำจนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวนารุนแรง ที่สำคัญนี่กำลังเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีผลต่อ “ความเชื่อมั่น” และ “เสถียรภาพ” ของรัฐบาล คสช.อย่างมีนัยสำคัญ

อีกทั้งหากแก้ปัญหานี้ไม่สำเร็จ หนีไม่พ้นที่จะต้องถูกโจมตี รวมทั้งหยิบยกย้อนไปเปรียบเทียบกับผลงานกับรัฐบาลที่ผ่านมา เมื่อ คสช.เองก็ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนาข้าวที่สร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาท แต่ก็ยังไม่อาจหาทางเยียวยา หรือมีมาตรการอื่นใดที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้านได้ดีกว่า

สถานการณ์เวลานี้เริ่มเปราะบางถึงขั้นที่ มานะ วุฒิยากร ประธานเครือข่ายเกษตรกรชาวนาข้าวนาปี กลุ่ม อ.บางมูลนาก ออกมาขู่คณะของ วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาของชาวนาที่ จ.พิจิตร โดยให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือเกษตรกรโดยด่วน หากภายในวันที่ 31 ต.ค.ยังไม่มีผล จะออกมาปิดถนนสายบางมูลนาก-ตะพานหิน

ปัญหาส่อเค้าบานปลายเมื่อกระทรวงมหาดไทยทำหนังสือด่วนที่สุด เรื่องแนวทางการบริหารจัดการข้าวจากปลัดกระทรวงมหาดไทยถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด (ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้) ขอให้ผู้ว่าฯ ได้ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและป้องกันแก้ไขปัญหาการร้องเรียนหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ

ล่าสุด อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์  แถลง ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ซึ่งมีมติเห็นชอบเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือ คิดเป็น 1,295 บาท/ตัน

ทั้งนี้ ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งจะนำเข้า ที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบ วันที่ 1 พ.ย.นี้

ปัญหาอยู่ที่แนวทางการแก้ปัญหาที่ออกมาเวลานี้จะ “ครอบคลุม” และสามารถเยียวยาความเดือดร้อนให้ชาวนาได้มากน้อยแค่ไหน หรือจะเป็นเพียงแค่มาตรการเฉพาะหน้าที่ออกมาสงบแรงกระเพื่อมเท่านั้น

เมื่อเสียงสะท้อนที่ออกมาเวลานี้เห็นว่าปัญหาที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลไกที่ถูกผูกขาดโดยโรงสี เพราะรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาต่ำ เมื่อนำมาสีและบรรจุถุงขาย กลับขายในราคาที่สูงกว่าที่รับซื้อจากชาวนาอย่างมาก

จึงนำมาสู่แนวคิดเรื่อง การขาย ข้าวผ่านระบบออนไลน์ด้วยเทคโนโลยี ที่เอื้ออำนวยเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวางทั่วประเทศ ไม่ต้องไปง้อระบบโรงสีเหมือนเก่า

ที่สำคัญแนวคิดนี้ได้รับการขานรับ จากประชาชนทั่วไปเป็นอย่างดี แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเห็นดีเห็นงามกับเรื่องนี้  และออกมาให้กำลังใจ แม้จะมีกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีบอกว่าการขายตรงดังกล่าวผิดกฎหมายเรื่องการขายตรง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยืนยันว่าไม่ผิดกฎหมายสามารถทำได้

ยิ่งหากย้อนไปดูแนวคิดการแก้ปัญหาของรัฐบาลก่อนหน้านี้ จะเห็นว่า ยังยากที่จะแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อกระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอใช้วิธีการ “จำนำยุ้งฉาง” ที่เตรียมพิจารณาราคารับฝากเก็บข้าวเปลือกหอมมะลิในยุ้งฉางเกษตรกร ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก

แต่แนวคิดนี้ถูกโจมตีว่า หากออกมาตรการมาในช่วงเวลานี้ ทั้งที่ชาวนาจะเกี่ยวข้าวกลางเดือน พ.ย.เป็นต้นไป อาจเป็นการเอื้อประโยชน์แก่โรงสี ซึ่งมีข้าวอยู่ในสต๊อกจำนวนมาก จากนั้นอาจนำไปสู่การนำชื่อของชาวนาเข้ามาสวมสิทธิ

วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการหาทางช่วยชาวนา ซึ่งข้าวเป็นสินค้าเกษตรตามฤดูกาล เมื่อผลผลิตเกินความต้องการ ก็ต้องเก็บ เมื่อข้าวมีมากรัฐบาลต้องเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือ ซึ่งเป็นวิธีที่ทั่วโลกทำกัน

แต่ส่วนการจำนำยุ้งฉางที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ เชื่อว่าจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาทุจริตมากกว่าเก่า เนื่องจากให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลกันเอง และตรวจสอบได้ยากว่าในยุ้งฉางมีข้าวจริงหรือไม่

อีกด้านหนึ่งนอกจากจะยังไม่เห็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยังบอกว่า  ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่มีการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองในพื้นที่ ร่วมกับโรงสีบางโรงสี ในการกำหนดราคาข้าวให้ต่ำลง  หวังให้เกิดประเด็นต่อประชาชนให้เกิดการต่อต้านหรือขัดแย้งกับรัฐบาล

เหล่านี้จึงยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ทำให้การแก้ปัญหายากลำบาก และถือเป็น สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องพิสูจน์ความสามารถโดยสร้างความเชื่อมั่นนำพาประเทศไปตามโรดแมปต่อไป

 

กรธ.ขยับหาแนวร่วม ลุยกฎหมายชำระการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/462773

กรธ.ขยับหาแนวร่วม ลุยกฎหมายชำระการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รายล้อมไปด้วยอุปสรรคอยู่ไม่น้อย ไล่มาตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เนื้อหาที่จัดทำมาก็ไม่ได้ขี้เหล่ แต่กลับมาเจอสถานการณ์ขัดแข้งขัดขากันเอง จนสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติไม่ให้ความเห็นชอบ

เมื่อภารกิจมาถึงปรมาจารย์ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อาจจะมีปัญหาไม่มากเท่ากับชุดก่อน เพราะส่วนหนึ่งหลายฝ่ายเกรงบารมีของอาจารย์มีชัย แต่กว่าจะผ่านประชามติไปได้ ก็เล่นเอาเหงื่อตกเหมือนกัน

เท่านั้นยังไม่พอ เสร็จศึกประชามติก็ต้องมารบเรื่องคำถามพ่วงกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ต้องการให้ กรธ.เขียนลงไปในร่างรัฐธรรมนูญเลยว่า สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกได้ แต่ กรธ.ก็ค้านหัวชนฝาและเมินข้อเสนอ จึงต้องไปลุ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบ

แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พิจารณาในเรื่องการให้หรือไม่ให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ จึงสรุปว่า การเลือกนายกฯ ครั้งหน้าจะมีเฉพาะ สส.เท่านั้นที่สามารถเสนอชื่อได้ ส่วน สว.มีหน้าที่ยกมือเฉยๆ ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม งานของ กรธ.ยังไม่ได้จบแค่นี้ เพราะมีศึกใหญ่รออยู่ คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ที่รอให้มีผลบังคับใช้นั้นกำหนดให้ กรธ.ต้องทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.พรรคการเมือง 4.คณะกรรมการการเลือกตั้ง 5.การตรวจเงินแผ่นดิน 6.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 7.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 8.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 9.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และ 10.ผู้ตรวจการแผ่นดิน

ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ กรธ.ต้องส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้ สนช.ภายใน 240 วัน และ สนช.จะมีเวลาพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ที่ได้รับร่าง พ.ร.บ.จาก กรธ.

ภารกิจนี้ กรธ.ได้ดำเนินการเอาไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ เพราะไม่ต้องการให้โรดแมปของ คสช.ได้รับผลกระทบ แต่งานที่รออยู่ข้างหน้ากลับไม่ได้ง่ายอย่างที่ กรธ.และ คสช.คิดเอาไว้

ปฏิเสธไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้รัฐสภาไม่มีเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด ประกอบกับล่าสุด กรธ.มีความคิดจะให้พรรคการเมืองสามารถจัดตั้งง่ายขึ้น ยิ่งทำให้ส่วนแบ่งอำนาจทางการเมืองไม่กระจุกอยู่กับพรรคการเมืองไม่กี่พรรคอีกต่อไป

“เนื้อหาที่พิจารณาในเบื้องต้น คือ กำหนดให้การจัดตั้งพรรคการเมืองสามารถดำเนินการได้ โดยการริเริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองจากคณะผู้เริ่มไม่น้อยกว่า 15 คน ซึ่งยื่นรายละเอียดไว้ต่อ กกต. จากนั้นให้ผู้ริเริ่มดำเนินการหาสมาชิกพรรคการเมืองให้ได้ไม่น้อยกว่า 500 คน ต้องมีสัดส่วนสมาชิกที่กระจายตัวไปในแต่ละภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และด้วยวิธีการที่ผู้ริเริ่ม พร้อมด้วยสมาชิกซึ่งไม่น้อยกว่า 500 คน สามารถยื่นจัดตั้งพรรคการเมืองต่อ กกต.ได้ทันที”อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. เปิดเผยถึงความคืบหน้า

การตีแสกหน้าพรรคการเมืองเช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งแรงต่อต้านจากฝ่ายการเมืองในอนาคต ซึ่งฝ่ายการเมืองย่อมนำมากล่าวอ้างว่าเป็นการทำลายเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าจะเป็นการปฏิรูปประเทศ

ด้วยกระแสต่อต้านที่กำลังเริ่มก่อตัว กรธ.จึงจำเป็นต้องหาแนวร่วมเพื่อมาเป็นกันชน ดังจะเห็นได้จากการเตรียมวางกลไกรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั่วประเทศ ในช่วงเดือน พ.ย.

อาทิ การให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ สุ่มสัมภาษณ์ความเห็นประชาชนทุกจังหวัด จำนวน 2.6 หมื่นคน ว่ามีความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลูกอย่างไร ทั้งในเรื่องมาตรการและกลไกที่ทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน การมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค รวมถึงการกลั่นกรองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ขณะเดียวกันเตรียมเปิดเวทีระดมความคิดเห็นครั้งใหญ่ในวันที่ 16 พ.ย. ซึ่ง กรธ.ได้เชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาร่วมด้วย

กระบวนการเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในกลไกของ กรธ.ที่ใช้เป็นความชอบธรรมเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ มีบาดแผลน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย กรธ.ผ่านสนามรบประชามติได้ ก็ด้วยการใช้กระบวนการเช่นนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีพื้นที่แสดงความคิดเห็นและลดความขัดแย้ง

แต่กระนั้นใช่ว่าแรงต้านที่เกี่ยวกับเนื้อหาในร่างกฎหมายลูกจะมีแต่เฉพาะฝ่ายการเมืองอย่างเดียว เพราะแม้แต่ สนช.ในฐานะผู้กลั่นกรองสุดท้ายก็ไม่ปลื้มเนื้อหาของ กรธ.เช่นกัน และอาจใช้อำนาจนิติบัญญัติเพื่อแก้ไขเนื้อหาสำคัญบางส่วน

เห็นแบบนี้แล้วอย่าได้แปลกใจว่าทำไม กรธ.ถึงขยับตัวหาแนวร่วมตั้งแต่หัววัน

 

ยุคทอง ของ พรรคเล็ก!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/462383

ยุคทอง ของ พรรคเล็ก!!!

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โจทย์สำคัญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สำหรับการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง คือต้องการทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ถูกครอบงำโดยนายทุน หรือผู้มีอำนาจที่สามารถผูกขาดการตัดสินใจทุกอย่างเหมือนบางพรรคการเมืองในอดีต

จะเห็นจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. อธิบายว่า จะทำให้การตั้งพรรคการเมืองได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองอย่างแท้จริง คือเมื่อรวบรวม 500 คนแล้วแต่ละคนต้องจ่ายเงินเป็นทุนประเดิมของพรรคการเมืองในการทำกิจกรรมของบ้านเมืองด้วย  ซึ่งอีกด้านเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของพรรคด้วย

หากพิจารณาในรายละเอียดปัจจัยแรกที่ทำให้ตั้งพรรคได้ง่ายขึ้นคือจำนวนสมาชิกเริ่มต้น เมื่อเทียบกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 มาตรา 26 ระบุว่า ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจัดตั้งพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองนั้นต้องดำเนินการรับสมัครสมาชิกให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน

ทั้งนี้ ในจำนวนดังกล่าว ต้องประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาค และจังหวัดที่นายทะเบียนประกาศกำหนด รวมทั้งมีสาขาพรรคการเมืองอย่างน้อยภาคละ 1 สาขา

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คาดว่าจะกำหนดให้การริเริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองจากคณะผู้เริ่มไม่น้อยกว่า 15 คน จากนั้นให้ผู้ริเริ่มดำเนินการหาสมาชิกพรรคการเมืองให้ได้ไม่น้อยกว่า 500 คน

โดยสัดส่วนสมาชิกที่กระจายตัวไปในแต่ละภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นด้วยวิธีการที่ผู้ริเริ่มพร้อมด้วยสมาชิกซึ่งไม่น้อยกว่า 500 คน สามารถยื่นจัดตั้งพรรคการเมืองต่อ กกต.ได้ทันที

ทว่า นอกจากจะทำให้ประชาชนมีส่วนเป็นเจ้าของพรรคมากขึ้นแล้ว อีกด้านหนึ่งการทำให้ตั้งพรรคการเมืองง่ายขึ้น ย่อมเป็นการเปิดช่องให้บรรดานักการเมืองทั้งหลายตัดสินใจแตกออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ได้ง่ายขึ้นด้วย

ยิ่งกว่านั้นนี่อาจเป็นทางออกที่นามาทดแทนการเซตซีโร่พรรคการเมืองได้อีกทาง

เมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าทาง กรธ.ไม่มีแนวคิดที่จะเซตซีโร่พรรคการเมืองเพราะจะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะมีแรงผลักดันให้ล้มกระดานสลายขั้วการเมือง หวังจะสลายความขัดแย้งที่สะสมมานานให้หมดไป

หากย้อนไปก่อนหน้านี้ หนึ่งในปัญหาของพรรคใหญ่ที่มีหลายมุ้ง หลายกลุ่ม คือ การคัดตัวผู้สมัครที่มีปัญหาการทับซ้อนของพื้นที่เมื่อสรุปฟันธงสุดท้ายย่อมต้องมีผู้ที่สมหวังและผิดหวัง  แต่ด้วยระบบพรรคใหญ่ไม่อาจทาอะไรได้มากนอกจากอดทนรอเลือกตั้งรอบต่อไป

แต่ด้วยกติกาใหม่ที่เปิดให้ตั้งพรรคใหม่ได้ง่าย แถมระบบการเลือกตั้งแบบใหม่หากได้ผู้สมัคร สส.เขตที่ฐานเสียงเข้มแข็ง ก็ยังเอื้อให้สามารถเจาะพื้นที่โดยไม่ต้องอาศัยฐานของพรรคใหญ่มาช่วยหาเสียง

แถมสภาพปัจจุบันคะแนนนิยมในพรรคใหญ่เองก็ลดน้อยลงไป ไม่ได้เหนียวแน่นจนถึงขั้นจะกวาดเสียงแบบถล่มทลายเหมือนในอดีตได้อีก

ดังนั้น ในเวลานี้จึงเริ่มเห็นการขยับของนักการเมืองหลายคน ที่ออกมาส่งสัญญาณจัดทัพวางคนเตรียมพร้อมตั้งพรรคใหม่เพื่อลงสนามเลือกตั้งครั้งหน้า หลังจาก ที่ทาง คสช.ออกมาส่งเสียงยืนยันว่าทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแมป

ปัจจัยที่ทำให้หลายคนอยากตั้งพรรคใหม่เนื่องจากเนื่องจากวิเคราะห์แล้วหลังเลือกตั้ง  พรรคขนาดกลาง และขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญ  และตามมาด้วยอำนาจต่อรองที่มากขึ้น

ไล่มาตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านกำหนดให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น ย่อมทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ซึ่งแม้จะมีเสียงข้างมากก็ใช่ว่าจะสามารถเลือกนายกฯ ของตัวเองได้อย่างที่ตั้งใจ

สุดท้ายเสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กย่อมกลายเป็นตัวชี้ขาดทางการเมือง ที่พรรคใหญ่ต้องไปผูกมิตรดึงมาเป็นพรรคพวกเสริมเสถียรภาพให้ตัวเอง

ต่อเนื่องไปถึงหลังปฏิบัติหน้าที่ในสภาที่จำเป็นต้องรักษา “เอกภาพ” ความเป็นปึกแผ่นของเสียงข้างมาก เพื่อให้การทำงานผ่านกฎหมายและวาระสำคัญในสภาไม่สะดุดจนอาจถึงขั้นทำให้ต้องยุบสภาได้

รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิด “งูเห่า” แปรพักตร์ไปสนับสนุนฝ่ายค้านขึ้นมาชิงตำแหน่งนายกฯ ในอนาคต

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กย่อมได้รับการเอาอกเอาใจเป็นพิเศษจากพรรคขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหารอยร้าวที่จะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่

นั่นยิ่งจะทำให้เส้นทางการเมืองในอนาคตถือเป็นยุคทองของพรรคเล็ก

 

เปิดกฎหมายล่าก่อการร้าย รายงานตรงถึงยูเอ็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/462382

เปิดกฎหมายล่าก่อการร้าย รายงานตรงถึงยูเอ็น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก 198 ต่อ 1 เสียงเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงพ.ศ….เป็นกฎหมาย โดยมีสาระสำคัญดังนี้

โดยที่ปัจจุบันประเทศไทยได้ตราพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. 2556 ขึ้นใช้บังคับเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย แต่มาตรการ ดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งต้องใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการดำเนินการเพื่อรองรับมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายตามที่คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงินกำหนด

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการตรากฎหมายและความเป็นเอกภาพของกฎหมาย สมควรนำบทบัญญัติเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและมาตรการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงมากำหนดรวมไว้ใน พ.ร.บ.เดียวกัน

มาตรา 4 “การก่อการร้าย”หมายความว่า การกระทำที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา หรือการกระทำที่เป็นความผิดตามกฎหมายซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตของอนุสัญญาและพิธีสารระหว่างประเทศเกี่ยวกับการก่อการร้ายที่ประเทศเป็นภาคีหรือรับรอง ทั้งนี้ ไม่ว่าการกระทำที่เป็นความผิดนั้นได้กระทำขึ้นในราชอาณาจักรหรือนอกราชอาณาจักร

“อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง“หมายความว่า อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธชีวภาพ อาวุธเคมี หรืออาวุธอื่นใดซึ่งมีอานุภาพที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ พืช จำนวนมาก หรือต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับอาวุธดังกล่าว รวมทั้งระบบการส่งอาวุธ ส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ของอาวุธนั้นด้วย

มาตรา 15  ในกรณีที่มติของหรือประกาศภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดรายชื่อบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรใดเป็นผู้กระทำการอันเกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเห็นว่ามติหรือประกาศ ดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและ กฎหมายไทย ให้ประกาศรายชื่อนั้น เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามมติหรือประกาศดังกล่าว

มาตรา 16  ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรใดกระทำการอันเกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการพิจารณากำหนดรายชื่อ อาจพิจารณาส่งเรื่องให้กระทรวงการต่างประเทศเพื่อส่งคำร้องไปยัง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้ดำเนินการกำหนดรายชื่อบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคลหรือองค์กรดังกล่าวก็ได้

มาตรา 17  เมื่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินประกาศ รายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา 15 แล้วให้ผู้มีหน้าที่รายงานหรือ บุคคลที่ครอบครองทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกกำหนดดำเนินการดังต่อไปนี้ โดยไม่ชักช้า

1.ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกกำหนด หรือของผู้กระทาการแทนหรือตามคำสั่งของผู้นั้น หรือ ของกิจการภายใต้การครอบครองหรือควบคุมของผู้นั้นไม่ว่าโดยตรงหรือ โดยอ้อม

2.แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทราบ

3.แจ้งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทราบเกี่ยวกับผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นลูกค้าซึ่งอยู่ในรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดหรือผู้ที่มีหรือเคยมีการทาธุรกรรมกับผู้นั้น

มาตรา 25  ผู้ใดจัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงินหรือทรัพย์สิน หรือดำเนินการด้วยประการใดๆ เพื่อการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง หรือโดยรู้อยู่แล้วว่าผู้ได้รับประโยชน์ทางการเงินหรือทรัพย์สินหรือจากการดำเนินการนั้นเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด หรือโดยเจตนาให้เงินหรือทรัพย์สินหรือการดำเนินการนั้นถูกนาไปใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมใดๆ ของบุคคลที่ถูกกำหนดหรือของบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 -10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 4 หมื่น-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นิติบุคคลใดกระทำความผิดหรือพยายามกระทำความผิดหรือเป็น ผู้สนับสนุนหรือผู้สมคบในการกระทำ ความผิดต้องระวางโทษปรับตั้งแต่  5 – 2 ล้านบาท ให้ความผิดตามมาตรานี้ เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน

มาตรา 27 ผู้ใดกระทำความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรือฐานสนับสนุนทางการเงินแก่ การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง แม้จะกระทำนอกราชอาณาจักร ผู้นั้นจะต้องรับโทษในราชอาณาจักร ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.นี้

 

โรดแมปนิ่ง นักการเมืองขยับตั้งพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2559 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/462232

โรดแมปนิ่ง นักการเมืองขยับตั้งพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมายืนยันว่า โรดแมปสู่การเลือกตั้งปลายปี 2560 ยังคงเป็นไปตามเดิมไม่มีการขยับหรือมีอันต้องเลื่อนออกไปแต่อย่างไร

แม้ระหว่างนี้จะยังไม่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็เริ่มต้นเดินหน้าไปพอสมควร

ดังนั้น เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วก็อาจจะมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับเสร็จไปแล้ว สามารถนำเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาและประกาศใช้ได้เลย

“ที่มาบอกว่าเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญช้าแล้วทุกอย่างจะเดินช้าไม่จริง เพราะมันเริ่มเร็วและเริ่มไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมได้ทราบว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับจวนเสร็จแล้วด้วยซ้ำ ซึ่ง 1-2 ฉบับ จากทั้งหมด 10 ฉบับ น่าจะเสร็จเร็วและมีฉบับอื่นที่ต้องทำต่อ ไม่มีอะไรน่ากังวลใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างอย่าไปคิดว่าจะช้า อยู่ในกำหนดเวลาที่ผมได้พูดไปแล้ว”วิษณุ กล่าว

หากพิจารณาตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ กรธ.มีหน้าที่จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 240 วัน ก่อนส่งต่อให้ สนช. พิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน

อีกทั้งยังมีขั้นตอนที่จะต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญต่อไปให้องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ กรธ.ให้พิจารณาว่าร่างกฎหมายแต่ละฉบับนั้นตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ภายใน 10 วัน

ในกรณีที่มีปัญหา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สนช. และ กรธ.จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่วมกัน และส่งให้ที่ประชุม สนช.ให้ความเห็นชอบอีกครั้งภายใน 15 วัน

คำนวณเงื่อนเวลาต่างๆ แล้วก็ดูจะเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม หากไม่มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกอย่างก็จะเดินหน้าต่อไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างที่ตั้งใจ

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ช่วงเวลานี้จะเริ่มเห็นการขยับของบรรดาคนการเมือง ที่ออกมาจับกลุ่ม รวมตัวฟอร์มทีมเตรียมพร้อมลงสู่สนามเลือกตั้ง

แม้ล่าสุดเมื่อ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการรีเซตพรรคการเมือง เพราะเป็นความยุ่งยาก แต่จะเห็นว่าบรรดาอดีตแกนนำหัวหน้ามุ้งของพรรคใหญ่หลายคนเตรียมตัวสละเรือ ออกมาฟอร์มทีมตั้งพรรคของตัวเองกันอย่างคึกคัก

เมื่อระบบการเลือกตั้งแบบ “บัตรเดียว” ชี้ขาดทั้งคะแนน สส.ระบบเขต และยังนำมาคำนวณคะแนน สส.ระบบบัญชีรายชื่อด้วยนั้น

ด้านหนึ่งเหมือนจะทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบเพราะหากคัดตัวผู้สมัครดีๆ ได้รับคะแนนนิยมจากในพื้นที่มาลงสมัครก็จะทำให้กวาดที่นั่งทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อแบบถล่มทลาย

แต่อีกด้านหนึ่งสำหรับตัวผู้สมัครที่ถูกวางตัวไว้ในบัญชีรายชื่อของพรรคใหญ่ ยิ่งลำดับหลังๆ อาจจะต้องลุ้นกันเหนื่อยว่าจะได้มีโอกาสเข้ามาเป็นผู้แทนฯ หรือไม่เพราะเมื่อคำนวณสุดท้ายแล้วหากยิ่งพรรคใหญ่กวาดเก้าอี้ สส.เขตไปจำนวนมากแล้ว โอกาสที่จะได้ สส.บัญชีรายชื่อก็จะน้อยลงไปด้วย

แถมในระบบการแข่งขันระหว่างสองพรรคใหญ่นี้ พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ย่อมกลายเป็นเสียงชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้บทบาทพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กมีอำนาจต่อรองเป็นพิเศษมากกว่าแต่ก่อน

จะเห็นว่าเวลานี้เริ่มเห็นท่าทีจากทั้งโภคิน พลกุล พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ตลอดจนเสนาะ เทียนทอง ที่ขยับเตรียมออกมาฟอร์มทีมตั้งพรรคใหม่กันแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นการหยั่งกระแสสังคมดูเสียงตอบรับ

อีกส่วนยังเป็นการวัดใจบรรดาแนวร่วมกลุ่มสนับสนุนว่าพร้อมจะลงเรือทางเลือกใหม่ด้วยกันหรือไม่

ขณะที่ฝั่งพรรคใหม่ที่จะจะสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย อย่างพรรคประชาชนปฏิรูป ของ ไพบูลย์ นิติตะวัน แล้ว

เวลานี้ยังเริ่มมีกระแสเตรียมตั้งพรรคอะไหล่ พรรคทางเลือก เช่น ประภาสโงกสูงเนิน ประธานสภาประชาชน 4 ภาค และ สมาน ศรีงาม เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย ซึ่งแถลงข่าวการตั้งพรรคที่ จ.นครราชสีมา อ้างว่ามี พล.ท.ธรากฤต ทับทองสิทธิ์ รอง ผอ.รมน.ภาค 2 ซึ่งเป็นตัวแทน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้ตั้งพรรค

แม้ต่อมา พล.อ.ประวิตร จะออกมาชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องหรือรู้จักสองคนนี้แต่เชื่อว่าแนวคิดเรื่องตั้งพรรคทหารหรือพรรคทางเลือกเช่นนี้คงจะมีออกมาให้ได้ยินเรื่อย

สอดรับกับที่ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งเปิดช่องให้ง่ายต่อการจัดตั้งโดยมีจุดแข็งตรงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ มากกว่าจะให้นายทุนหรือผู้มีอำนาจเข้ามาครอบงำ

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่จะทำให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก จะค่อยๆ เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้

 

สูตรตั้งพรรคใหม่ สมาชิก500คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/462179

สูตรตั้งพรรคใหม่ สมาชิก500คน

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สตาร์ทเครื่องเดินหน้าต่อสำหรับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในการทำกฎหมายลูก 4 ฉบับ หลังจากเมื่อวันที่ 25 ต.ค. มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ได้ออกมาระบุแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

โดยเชิญตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เข้าชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว จนมีข้อสรุปวิธีการจัดตั้งพรรคการเมืองให้ทำง่ายขึ้น จากเดิมต้องทำเป็น 2 ขยัก คือ จดทะเบียนจองก่อนแล้วค่อยรวบรวมตั้งพรรค เหลือเพียงขั้นตอนเดียว

ให้มีสมาชิก 500 คน ก็สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองได้เลย และให้สมาชิกจ่ายเงินทุนประเดิมเพื่อทำกิจกรรมของพรรคเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ขณะที่เงินสนับสนุนพรรคการเมืองจาก กกต.ยังคงเป็นไปตามเดิม

ทั้งนี้ มีรายงานว่า บทเฉพาะกาลในร่างที่ กรธ.ปรับแก้ ได้ระบุชัดเจนในมาตรา 114-118 ครอบคลุมทั้งตัวพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มติและข้อบังคับพรรค รวมทั้งสมาชิกพรรคเดิมที่มีอยู่ก่อนบังคับใช้ พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับใหม่ยังคงสภาพ แต่ส่วนใดที่ขัดกับกฎหมายใหม่จะให้เวลาดำเนินการเพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องดังนี้

มาตรา 114 ในส่วนของพรรคการเมืองเดิมที่ได้รับการจดแจ้งมาก่อน พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้ หากยังไม่มีสมาชิก  และสาขาพรรคตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับใหม่ (มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 500 คน และมีสาขาทั้ง 4 ภาคอย่างน้อยภาคละ 1 สาขา) ให้ดำเนินการภายใน 90 วัน หลังจาก พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ หากไม่สามารถดำเนินการได้ในเวลาดังกล่าวให้พรรคการเมืองดังกล่าวสิ้นสภาพไป

มาตรา 115 ให้หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค สาขาพรรค และกรรมการสาขาพรรคที่มีอยู่เดิมยังคงอยู่ตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ทั้งนี้ มีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า  เว้นแต่บุคคลที่ขัดคุณสมบัติหรือมีข้อห้ามจะต้องพ้นไปและเลือกกลับมาใหม่เป็นรายๆ ไป แต่ไม่มีการยกเลิกทั้งคณะ

มาตรา 116 ให้มติและข้อบังคับของพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม ใช้บังคับต่อไปตราบที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.นี้ โดยให้พรรคการเมืองปรับปรุงส่วนที่ขัดหรือแย้งภายใน 60 วันนับแต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้ หากปรับปรุงไม่ทันตามเวลาดังกล่าว พรรคการเมืองนั้นจะส่งผู้สมัคร สส.ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกหลังบังคับใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้

มาตรา 117 ให้พรรคการเมืองจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคและส่งทะเบียนสมาชิกพรรค พร้อมรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งบัญชีการเงินของพรรค สาขาพรรคแก่นายทะเบียนพรรคการเมืองภายใน 60 วัน นับแต่ พ.ร.บ.นี้บังคับใช้ หากไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามเวลาดังกล่าว พรรคการเมืองนั้นไม่สามารถส่งผู้สมัคร สส.ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก

นอกจากนี้มาตราอื่นๆ ในบทเฉพาะกาลยังได้รับรองกองทุนพรรคการเมือง คณะกรรมการกองทุนพรรคการเมืองยังคงอยู่ แต่จะยังไม่จัดสรรเงินสนับสนุนให้แก่พรรคการเมือง จนกว่าพรรคการเมืองจะได้ปรับปรุงทั้งในส่วนของสาขาพรรค สมาชิกพรรค ข้อบังคับพรรค ทะเบียนสมาชิกและบัญชีการเงินพรรคเสร็จสมบูรณ์

ขณะเดียวกันให้คดีที่ยังดำเนินการอยู่กับพรรคการเมือง ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 ที่ยังไม่ยุติยังคงดำเนินการต่อไปตามที่ กกต.กำหนด โดยไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับใหม่ รวมทั้งกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรออกหลักเกณฑ์การหักภาษีบริจาคให้พรรคการเมืองใหม่ภายใน 1 ปี โดยระหว่างนี้ยังสามารถใช้หลักเกณฑ์เดิมไปก่อน

สำหรับมาตราสุดท้าย มาตรา 123 ให้การรับรองประกาศ ข้อบังคับ และคาสั่งเดิมของ กกต.มีผลใช้บังคับต่อไป

ด้าน อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. ชี้แจงถึงความคืบหน้าร่างดังกล่าวฉบับที่ปรับปรุงโดยคณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า การพิจารณามีความคืบหน้าและพิจารณาแล้วเสร็จ ส่วนของการจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคการเมือง โดยเนื้อหาที่พิจารณาในเบื้องต้น คือ กำหนดให้การจัดตั้งพรรคการเมือง สามารถดำเนินการได้

โดยการริเริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองจากคณะผู้เริ่มไม่น้อยกว่า 15 คน ซึ่งยื่นรายละเอียดไว้ต่อ กกต. จากนั้นให้ผู้ริเริ่มดำเนินการหาสมาชิกพรรคการเมืองให้ได้ไม่น้อยกว่า 500 คน ต้องมีสัดส่วนสมาชิกที่กระจายตัวไปในแต่ละภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และด้วยวิธีการที่ผู้ริเริ่ม พร้อมด้วยสมาชิกซึ่งไม่น้อยกว่า 500 คน สามารถยื่นจัดตั้งพรรคการเมืองต่อ กกต.ได้ทันที

ทั้งนี้ จากเดิมที่ กกต.เสนอให้มีสมาชิกพรรคเริ่มต้น 5,000 คน ภาคละไม่น้อยกว่า 500 คน อย่างไรก็ดี ตามเนื้อหาได้กำหนดให้ผู้ริเริ่มและสมาชิกพรรคการเมือง ฐานผู้ร่วมก่อตั้งต้องชำระเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมให้พรรคการเมืองประมาณ 2,000 บาท

เพื่อใช้ในกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง ซึ่ง กรธ.ประเมินว่าเมื่อช่วงก่อตั้งพรรคการเมือง ควรมีเงินทุนดำเนินการอย่างน้อย 1 ล้านบาท ซึ่งได้จากสมาชิกพรรคผู้ก่อตั้งและเพื่อเป็นหลักที่ทำให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในพรรคได้

ขณะเดียวกัน กรธ.มีแนวคิดด้วยว่าในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองจะมีประเด็นทางด้าน สังคมอื่นๆ เพิ่มเติมจากบทบาทของนักการเมืองที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติหรือกิจกรรมเฉพาะช่วงหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งกลไกนี้ต้องพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง ประกอบกับการรับฟังความเห็นของประชาชนด้วย

อุดม กล่าวอีกว่า กรธ.ได้วางแผนทำงานว่าภายหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใช้บังคับ ซึ่ง กรธ.คาดคะเนและประเมินกันเองว่าอาจอยู่ในช่วงเดือน พ.ย. หรือ ธ.ค.นี้ โดยจะส่งเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง และร่าง พ.ร.บ. กกต.ให้สภานิติบัญญัติ