แรงงานพันธุ์ใหม่ ยุคไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2559 เวลา 17:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453848

แรงงานพันธุ์ใหม่ ยุคไทยแลนด์ 4.0

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

การปฏิวัติระบบการทำงาน (Transformation) ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จะทำให้เกิดแรงงานพันธุ์ใหม่ที่จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน จะต้องมีความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยี นำเอาไอทีเข้ามาใช้ในการทำงาน อีกทั้งจะต้องมีความรู้ในด้านภาษาอังกฤษที่ใช้งานได้ดี เพราะทุกอย่างของระบบไอทีใช้ภาษาอังกฤษในการปฏิบัติงาน ทุกบริษัทอาจจะต้องมีวิศวกร มีโปรแกรมเมอร์ประจำการด้วย

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การแข่งขันในตลาดแรงงานยุคปัจจุบันถือว่าเข้มข้นกว่าในอดีตมาก ผู้หางานที่มีความสามารถโดดเด่นหรือมีความพิเศษย่อมเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร เพราะหากได้คนเหล่านี้ไปร่วมงานก็เหมือนได้ฟันเฟืองที่แข็งแกร่ง พร้อมส่งเสริมการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายได้

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องการพนักงานพันธุ์ใหม่ ได้แก่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การสื่อสารและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งพนักงานที่โดดเด่นหรือแตกต่างจากคนอื่น ย่อมไม่ได้เกิดจากปริมาณข้อมูลที่มีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้จักบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ขณะที่การเปิดเสรีการค้า หรือการเกิดขึ้นขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เป็นอีกปัจจัยทำให้แรงงานไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือการแข่งขันที่สูงขึ้น นอกจากแข่งกับแรงงานในประเทศยังต้องแข่งกับแรงงานต่างด้าวที่จะเข้ามา และต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองมีศักยภาพไปทำงานต่างประเทศได้ อีกความท้าทายก็คือโครงสร้างประชากรและสังคมที่ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ประชากรที่เป็นกำลังแรงงานลดลง เมื่อแรงงานไม่เพียงพอกับตลาด ทำให้คนทำงานที่มีอยู่ต้องปรับตัวสู่การเป็นพนักงานพันธุ์ใหม่

คุณสมบัติพิเศษของพนักงานพันธุ์ใหม่ในยุคนี้ ควรมี 7 คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ 1.ทันโลกทันเหตุการณ์ 2.ใช้เทคโนโลยีเป็น 3.มีทักษะด้านภาษา เพราะภาษาที่สองและสามกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทำงานที่ต้องการความก้าวหน้าไปแล้ว โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับองค์กรข้ามชาติ หรือองค์กรที่ต้องติดต่อกับชาวต่างชาติอยู่เสมอ หากมีทักษะภาษาดีจะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพทำงานร่วมกันได้ราบรื่น สอดคล้องกับการสำรวจของจ๊อบส์ ดีบี เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานที่จำเป็นมากที่สุดที่นายจ้างมองหา พบว่านายจ้างกว่า 62% เห็นว่าการมีทักษะด้านภาษาและการสื่อสารที่ดีมีความสำคัญมากที่สุด

4.จัดการข้อมูลได้ เพราะในยุค 4จี เราสามารถรับข้อมูลได้ตลอดทุกที่ ทุกเวลา เป็นไปได้ที่ข้อมูลที่เข้าถึงแต่ละวันมีมหาศาล ดังนั้นพนักงานยุคนี้ต้องมีความสามารถบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลได้ดี รู้จักเลือกรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จัดการกับข้อมูลเหล่านั้นอย่างรู้คุณค่า  5.เป็นน้ำครึ่งแก้ว ควรเพิ่มพูนทักษะ พัฒนาตนเองสม่ำเสมอเพื่อสร้างโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ซึ่งข้อนี้จากการสำรวจของจ๊อบส์ ดีบี เกี่ยวกับคุณสมบัติที่นายจ้างมองหาเมื่อต้องการจ้างงาน พบว่านายจ้างกว่า 50% เห็นว่าความสามารถเปิดรับความรู้ใหม่และพัฒนาตนเองได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องการ

6.ปรับตัวได้ดี เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คนที่ยอมรับและเตรียมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้ จะยืนหยัดและฝ่าฟันวิกฤตทั้งในชีวิตและการทำงานได้ และ 7.มีความสามารถหลากหลาย หรือมัลติ ทาสกิ้ง เพราะในเวลาที่องค์กรขาดแคลนพนักงานหรือมีการโยกย้ายงาน พนักงานที่มีทักษะหลากหลายย่อมได้เปรียบกว่าพนักงานที่ทำได้อย่างเดียว

กูเกิล เป็นตัวอย่างหนึ่งขององค์กรที่มีแรงงานพันธุ์ใหม่เข้าไปอยู่ด้วย พรทิพย์ กองชุน อดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาดกูเกิล ประเทศไทย ได้เล่าถึงการสัมภาษณ์งานเพื่อเข้าสู่องค์กรไอทีอย่างกูเกิลว่า แนวคิดในการรับคนเข้าทำงานคือ ต้องสามารถทำงานตามตำแหน่งที่บริษัทต้องการได้ไหม ทั้งประสบการณ์และความสามารถมีแนวคิดและทัศนคติในการทำงาน วิธีการแก้ไขปัญหา ต้องคิดเชิงกลยุทธ์และแก้ปัญหาได้

นอกจากนี้ ต้องมีความสามารถในการเป็นผู้นำได้หรือไม่ คิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อทำให้งานสำเร็จได้ และข้อนี้สำคัญมาก ถ้าผ่านทั้ง 3 ข้อแรก แต่ข้อนี้ไม่ผ่านก็ไม่ได้ไปต่อ นั่นคือเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้หรือไม่ คือมีความเป็นกูกรี (Googlee) หรือไม่ ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะทุกตำแหน่งต้องทำงานร่วมกันได้

พรทิพย์ กล่าวว่า เรื่องของภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ทำให้องค์กรในกูเกิลส่วนใหญ่จะมีเด็กจบนอกเป็นส่วนมาก เพราะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและทำงานกับทุกแผนกทำให้ได้คนไทยที่จบจากไทยจริงๆ น้อยมาก เพราะกูเกิลมองว่าถ้าผ่านเรื่องภาษาไม่ได้ก็จะทำงานกับคนอื่นยากจึงกลายเป็นข้อจำกัดที่สำคัญมาก แม้ว่าจะมีคนไทยพูดภาษาอังกฤษได้ก็ต้องใช้ภาษาสวยๆ ในการคิดและตอบคำถามได้ ซึ่งเวลาเจอคำถามจากผู้สัมภาษณ์กว่าจะคิดคำแปลและพูดออกมาเป็นภาษาสวยๆ อธิบายได้ดีเยี่ยมใช้เวลานาน เรื่องภาษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่พนักงานหน้าใหม่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับบริษัทไทยที่โกอินเตอร์อย่างบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การบริหารกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานอยู่ 5.3 หมื่นคน โดยจำนวน 1.7 หมื่นคน อยู่ในต่างประเทศ แบ่งเป็นพนักงานในยุคเบบี้บูมมีอยู่ 6% เป็นคนในเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ สัดส่วน 50% และอีกกว่า 40% เป็นเจเนอเรชั่นวาย ซึ่งอีก 5 ปีข้างหน้ากลุ่มเบบี้บูมจะเกษียณอายุไปหมด

ขณะเดียวกัน คนเจเนอเรชั่นใหม่จะเข้ามาโดยเฉพาะเจเนอเรชั่นแซดที่จะเริ่มมีเข้ามาทำงานในปี 2560 ซึ่งจะต้องสร้างทีมให้เขามีความสามารถในการรับไม้ต่อในการทำงาน หัวใจสำคัญคือต้องทำทุกอย่างต่อเนื่องยั่งยืน

ทางด้านยักษ์ใหญ่ บริษัท ปตท. นั้น กฤษณ์ อิ่มแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ทรัพยากรบุคคลและศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท. กล่าวว่า กระบวนการรับพนักงานใหม่ของ ปตท.มีการปฏิรูปให้สอดคล้องกับเด็กจบใหม่ในยุค Generation Y หรือยุค Millennials ที่เติบโตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีไอที ดังนั้นไม่ต้องเดินทางมาที่ ปตท. เพื่อนั่งเขียนใบสมัครเป็นหน้าๆ เพราะอยู่ที่ไหนก็สามารถสมัครงานกับ ปตท.ได้ผ่านเว็บไซต์ของ ปตท. โดยผู้ที่สนใจทำงานกับ ปตท.คุณสามารถกรอกใบสมัครออนไลน์ตามคุณวุฒิที่มีอยู่ได้ทั้งนั้น ในขณะที่การคัดเลือกก็จะดูจากตำแหน่งงานใน 17 สาขา ที่มีความต้องการ เช่น นักกฎหมาย นักบัญชี นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ นักวางแผน วิศวกร เป็นต้น ซึ่งจะไปทดแทนผู้ที่เกษียณอายุและมีโครงการใหม่ หรือมีหน้างานเปิดใหม่ที่ต้องการบุคลากรเฉพาะวิชาชีพ

ธิติพัทธ์ เจียมรุจีกุล ผู้อำนวยการงานบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท พรีเมียร์ กล่าวว่า ธุรกิจในปัจจุบันควรที่จะเรียนรู้จากเด็กรุ่นใหม่ให้มาก เพราะภาคองค์กรของไทยยังปรับตัวรับเทรนด์ใหม่ๆ ได้ช้า และคนในปัจจุบันยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะปรับตัวอย่างไร เช่น พนักงานขับรถอายุ 40-50 ปี ที่รู้จักการใช้งานกูเกิลแมพเพื่อหาข้อมูลในการเดินทางมีจำนวนน้อยมาก

ส่วนเด็กรุ่นใหม่เองก็ควรที่จะรู้จักความสามารถในการเรียนรู้ หรือ Learning Agility ให้มากขึ้น คือเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะการทำงานไม่ได้ง่ายเหมือนการค้นหาข้อมูลอินเทอร์เน็ตอีกต่อไปแล้ว การทำงานในชีวิตจริงต้องมีความอดทนสูง เปิดใจที่จะเรียนรู้ให้มากไม่ปิดกั้นความรู้ด้วยอคติ จากเดิมถ้าเป็นวัยเบบี้บูมจะแบ่งงานเป็นอันดับหนึ่งรองลงมาคือครอบครัว พอเข้าสู่ยุคเจนเอ็กซ์และวายทั้งเรื่องงานและครอบครัวต้องเดินไปด้วยกัน และคนในรุ่นถัดไปจะทำเพื่อตัวเองและโลกมากขึ้น

 

ดันโมเดลเศรษฐกิจดับไฟใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453450

ดันโมเดลเศรษฐกิจดับไฟใต้

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“การแก้ปัญหาภาคใต้ ถ้าจะเก็บกู้ระเบิดบนท้องถนน ปัญหาจะไม่มีวันหมด แต่ต้องเก็บกู้ระเบิดจากหัวใจคนก่อน” คำกล่าวตอนหนึ่งของ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร (รอง ผอ.ศปป. 5 กอ.รมน.) บนเวทีเสวนาเรื่อง โมเดลเศรษฐกิจ : ดับไฟใต้ ที่ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น

โมเดลเศรษฐกิจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นพูดคุย หลังจากที่รัฐบาลเดินหน้ายุทธศาสตร์แก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ให้เศรษฐกิจเป็นตัวนำ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ในฐานะคนในพื้นที่ ศิริชัย ปิติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี มองว่า การทำงานในพื้นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน และเมื่อคุยกันควรแยกกันทำงานให้เกิดการแก้ปัญหา การดำเนินการที่ผ่านมาหอการค้าภาคใต้พยายามแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจมาตลอด แนวคิดสามเหลี่ยมภาคใต้ที่รัฐบาลกำลังเดินหน้า เป็นแนวคิดที่ทุกภาคส่วนร่วมกันคิดขึ้น เพื่อต้องการทำให้เศรษฐกิจภาคใต้มั่นคง เพราะสินค้าหลักในพื้นที่ คือ ประมง ยางพารา และปาล์ม

ส่วนการดึงนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่ ศิริชัยมองว่า ปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนจีนสนใจมาลงทุนในพื้นที่ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนกำลังเติบโต ต้องการขยายตัว ฉะนั้นการที่นักลงทุนต่างชาติ หรือพื้นที่อื่นจะเข้ามา นักลงทุนในพื้นที่ ต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้คนจากที่อื่นมาร่วมลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เดินต่อไปได้

“วันนี้เราต้องแยกเรื่องความมั่นคงกับเศรษฐกิจออกจากกัน ประชาชนในพื้นที่ก็ต้องปรับตัวเข้ามามีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้น เพราะถ้าคนในพื้นที่มั่นใจ ก็จะสร้างความมั่นให้คนต่างพื้นที่เข้ามาลงทุน และทำให้หลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้”

ขณะที่ ชินีเพ็ญ ศรีชัย นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีความจริงใจ โปร่งใส ไม่สร้างความกังวล แต่ต้องสร้างความไว้วางใจกับพี่น้องในพื้นที่ โดยทำงานร่วมกับผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน สื่อมวลชนก็ควรมีบทบาทกลั่นกรองข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ

ด้านการทำงานในพื้นที่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ต้องอบรมผู้ปฏิบัติงานให้สามารถสื่อสารภาษาถิ่น และการสลับเปลี่ยนกำลัง ควรขยายระยะเวลาให้ยาวขึ้นมากกว่า 6 เดือน เพื่อทำให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจวิถีท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างสัมพันธ์เจ้าหน้าที่กับประชาชนชายแดนได้ดีขึ้น และทำให้การทำงานในพื้นที่สามารถขับเคลื่อนไปได้

ด้าน พล.ร.ต.สมเกียรติ เล่าว่า ปัญหาและความรุนแรงที่เกิดในพื้นที่เกิดขึ้นมาตั้งตั้งแต่ปี 2452 มีจุดเริ่มต้นมาจากความแตกแยกจากประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ศาสนาในพื้นที่ส่วนหนึ่ง ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีบางพื้นที่ เหตุการณ์ในปัจจุบันซึ่งเกิดจากอุดมการณ์ทางการเมือง อาชาญากรรม แม้ที่ผ่านมา รัฐพยายามลงไปแก้ปัญหามาโดยตลอดจนปัญหาลดลงบางส่วน แต่ก็กำลังดำเนินการการต่อไปเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น

“อีกนานกว่าปัญหาในภูมิภาคนี้จะจบ แต่ก็เชื่อว่าต่อไปสถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น รัฐก็พยายามแก้ไข หยุดความเหลื่อมล้ำ เพื่อทำให้เห็นว่าการที่รัฐลงไปเพื่อช่วยเหลือ ไม่ใช่ไปเพื่อการยึดครอง ส่วนการทำงานทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกัน ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเสมือนแสงสว่างในความมืด ซึ่งนำเรื่องถ้าเศรษฐกิจลงไป เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำจะถูกแก้ปัญหาได้” พล.ร.ต.สมเกียรติ กล่าว

ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาสถิติความรุนแรงในพื้นที่ก็ลดลง การทำงานในพื้นที่ทุกหน่วยงาน ก็ช่วยกันลงไปพัฒนาในทุกด้านโดยดึงประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม หลังจากนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ภาคใต้เมื่อวันที่ 25 ก.ค. พร้อมนำคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นมิติใหม่ มีการประกาศโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจ และช่วงที่ผ่านมานักธุรกิจในพื้นที่ ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ถึงเวลาแล้วที่ เกษตร ประมง ปศุสัตว์ การท่องเที่ยว ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีศักยภาพควรมีการพัฒนาการลงทุน

“ขณะนี้มีการเตรียมพัฒนาด้านพลังงานในพื้นที่ รวมถึงปรับปรุงด่านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนจะมีการพูดคุยในเรื่องสะพานแห่งที่ 2 ที่ตากใบ และสุไหงโกลก การพัฒนารถไฟในพื้นที่ และด่านที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ส่วนเรื่องส่งเสริมการลงทุน ขณะนี้มีการร่างแผนไว้แล้ว จะเสนอให้ ครม. อนุมัติได้ภายในวันที่ 20 ก.ย.นี้  นอกจากนี้มีบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ได้ติดต่อประสานเข้าแล้ว”

ปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา มองว่า เรื่องที่เกิดในพื้นที่เป็นมายาทัศนคติ บางเรื่องก็ไม่จริง ขณะนี้ขบวนการผู้ก่อเหตุก็ควบคุมกันเองไม่ได้ จนทำให้เหตุที่เกิดขึ้นตอนนี้มีการขยายตัวออกมากขึ้น เกินที่จะควบคุม และอาจทำให้มีการฉวยโอกาสจากอีกฝ่าย ดังนั้นการแก้ไขต้องดูที่เหตุผล

“ตัวเลขสถิติสถานการณ์ที่ออกมาเชื่อไม่ได้ เพราะตัวเลขแต่ละหน่วยไม่ตรงกัน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และถ้าถามว่าสถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ คิดว่าเป็นเรื่องที่ประเมินยาก เพราะการทำงานในพื้นที่มีหลายเรื่องที่เหมือนแยกจากกัน เห็นได้จากการค้าขายขนาดเล็กในพื้นที่ดี แต่การลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ยังน้อยอยู่ ส่วนตัวเชื่อว่าความรุนแรงถ้าลดมายาคติลง สื่อไม่ช่วยขยายความบริบทความรุนแรงเพิ่มขึ้น ก็อาจช่วยลดสถานการณ์ลงได้”

12 ปีที่ไฟใต้ยังลุกโชน หลากหลายแนวทางต่างถูกหยิบยกมาใช้แก้ปัญหา นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจในครั้งนี้ ด้านหนึ่งก่อความหวัง แต่ในระยะยาวยังต้องรอดูต่อไปว่า การยกระดับเศรษฐกิจ ชีวิต ความเป็นอยู่ จะเป็นการเก็บกู้ระเบิดออกจากหัวใจคนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่

 

เบื้องหลังดราม่า “แอร์ฯกราบผู้โดยสาร” วิกฤตศรัทธาแอร์โฮสเตส?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453392

เบื้องหลังดราม่า "แอร์ฯกราบผู้โดยสาร" วิกฤตศรัทธาแอร์โฮสเตส?

เรื่องโดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

นาทีนี้ไม่มีประเด็นไหนร้อนแรงเท่ากรณีที่แอร์โฮสเตสสายการบินแห่งหนึ่งถูกกดดันให้กราบเท้าผู้โดยสาร…..

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้โดยสารหญิงวัยกลางคนรายหนึ่ง พร้อมลูกสาวสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอาการออทิสติก หรือ “เด็กพิเศษ” เดินทางขึ้นเครื่องบินสายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD3006 ภูเก็ต-กรุงเทพฯ จากนั้นหัวหน้าลูกเรือได้เข้ามาสอบถามผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวว่า “มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” / “น้องเค้าเป็นอะไรคะ” เนื่องจากไม่มีการแจ้งข้อมูลจากภาคพื้นดินว่าจะมี “ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ” เดินทางมาด้วย ผู้โดยสารที่เป็นแม่เกิดไม่พอใจ กล่าวหาว่าหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าว “แสดงท่าทางดูหมิ่นเหยียดหยามไม่ให้เกียรติ” ระหว่างอยู่บนเครื่องผู้โดยสารรายดังกล่าวเรียกให้หัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวมาเสิร์ฟอาหาร ซึ่งหัวหน้าลูกเรือรายดังกล่าวไม่มีหน้าที่ ประกอบกับพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าจึงไม่ได้ปฏิบัติตาม ผู้โดยสารรายนั้นจึงยิ่งไม่พอใจ สุดท้ายพอเครื่องบินลงจอดก็ได้เข้ามาต่อว่า ทำให้กัปตันเที่ยวบินพร้อมหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวเข้ามาขอโทษผู้โดยสารเพื่อยุติปัญหา

เรื่องไม่จบแค่นั้น ผู้โดยสารรายดังกล่าวได้โพสต์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมนำรายละเอียดชื่อ นามสกุล หมายเลขประจำตัวของหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวมาเผยแพร่ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยถ้อยคำรุนแรง ไม่กี่วันถัดมา ผู้โดยสายรายนี้พร้อมลูกสาวทั้งสองคนเดินทางมายังสำนักงานของสายการบินแอร์เอเชีย เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงนำตัวหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวมาขอขมา

สุดท้ายด้วยแรงกดดัน หัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวต้องก้มกราบขอขมาลูกสาวของผู้โดยสารรายนี้ที่เป็นเด็กพิเศษถึง 3 ครั้ง ก่อนถูกให้ออกจากห้อง ส่วนผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของแอร์เอเชียได้มีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน

 

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถูกส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ของเหล่าแอร์โฮสเตส กระแสความไม่พอใจแพร่ขยายลุกลามไปทั่ว จนถูกนำไปโพสต์ต่อในเว็บไซต์พันทิป ท้ายที่สุดจึงบานปลายกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ในโลกโซเชียล

หลังเกิดเรื่อง โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ ได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้โดยสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อได้….

แหล่งข่าวจากบริษัทไทยแอร์เอเชียรายหนึ่ง เผยว่า ทันทีที่ทราบเรื่อง “ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์” หรือ “คุณโจ” ซีอีโอของไทยแอร์เอเชีย ถึงกับควันออกหู เรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสามคนเข้ามาตำหนิอย่างรุนแรงว่า“คุณปล่อยให้น้องทำแบบนั้นได้ยังไง”

นอกจากนี้ยังได้สวมกอดให้กำลังใจหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าว พร้อมสั่งให้ “หยุดงานชั่วคราว” เพื่อฟื้นฟูจิตใจ แต่ไม่มีการเปิดเผยว่ามีมาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสามคนหรือไม่ อย่างไร

“คุณโจไม่ได้นิ่งดูดาย หรือไม่ปกป้องลูกน้องอย่างที่สื่อนำไปลง เขาไม่พอใจมาก แต่มีการดำเนินการยังไงกับผู้โดยสารคนดังกล่าว หรือเจ้าหน้าที่ระดับเมเนเจอร์ทั้งสามคนนั้น ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้”

ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์

 

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของไทยแอร์เอเชียรายหนึ่ง เล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ลูกเรือทุกคน “เสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก” โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทำไมถึงไม่ปกป้องน้อง ทำไมถึงปล่อยให้น้องก้มลงกราบเท้าขอขมาผู้โดยสาร แถมยังถ่ายรูปคู่กันด้วยสีหน้าชื่นมื่น

“ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น เจ็บป่วยเพิ่งผ่าตัดมา ไม่สบาย พิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ควรแจ้งตั้งแต่ตอนเช็คอินออนไลน์ หรือแจ้งที่เคาเตอร์เช็คอินของสายการบินว่า ตัวเองมีปัญหาอะไร เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้อำนวยความสะดวกได้อย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างถ้าผู้โดยสารเดินทางจากสนามบินขอนแก่น หรืออุบลราชธานี ซึ่งไม่มีงวงเชื่อมต่อกับเครื่องบิน เราก็ต้องเตรียม Ramp เพื่อยกรถวีลแชร์ขึ้นบนเครื่อง แล้วพอมาถึงกรุงเทพฯซึ่งมีทั้งงวงทั้งบันได เราก็ต้องเตรียมเจ้าหน้าที่ Ramp เพื่อยกลงบันได ข้อดีของสนามบินดอนเมืองคือ มีรถยก (ambulift) ซึ่งถ้ามีผู้โดยสารแจ้งมาว่า เดินไม่ได้เลย เราจะได้แจ้งไปยังกรุงเทพฯล่วงหน้า 45 นาทีก่อนเครื่องลง เขาจะได้เตรียมรถไว้รอรับตรงเวลา หรือรถวีลแชร์ เนื่องจากแต่ละชั่วโมงมีเที่ยวบินขึ้นลงเยอะมาก รถวีลแชร์ที่เตรียมไว้อาจไม่เพียงพอ หากผู้โดยสารแจ้งล่วงหน้า เจ้าหน้าที่จะได้เตรียมสำรองไว้ทันท่วงที”

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายนี้ บอกอีกว่า หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้อยากฟ้องร้องเพื่อนเรียกศักดิ์ศรีคืน แต่ประเมินแล้วว่าขั้นตอนทางกฎหมายนั้นยุ่งยาก ใช้เวลานาน ที่สำคัญคนที่เป็นผู้บริหารที่ยืนยันว่าจะ “ปกป้องและสนับสนุนพนักงานเต็มที่”ก็ไม่รู้ว่าจะปกป้องและสนับสนุนไปได้นานแค่ไหน ฉะนั้นอยากยอมให้จบลงโดยเร็วที่สุดดีกว่า เนื่องจากผู้โดยสารรายดังกล่าวก็ได้ถูกสังคมลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว

 

โทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทแอร์เอเชีย

 

ท่ามกลางกระแสวิกฤตศรัทธาในหมู่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. เวลา 11.00 น. โทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแอร์เอเชีย ได้เดินทางมายังกรุงเทพฯ พร้อมเรียกประชุมพนักงานทุกคน ณ ห้องประชุมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง

โทนี่ ยืนยันว่า ยังคงยึดมั่นในนโยบายของบริษัทแอร์เอเชียที่ว่า “พนักงานมาเป็นที่หนึ่ง ลูกค้าคือที่สอง ถ้าพนักงานมีความสุขในการทำงาน เขาก็จะดูแลลูกค้าได้มีความสุขเช่นกัน” แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่ชัดเจนในกระบวนการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่ร้องเรียน จนทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย ซึ่งผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทุกคนได้ร่วมกันแก้ไขอย่างสุดความสามารถแล้ว ตนขอยืนยันว่าพร้อมจะปกป้องพนักงานทุกคนในฐานะครอบครัวเดียวกัน

ระหว่างการประชุม โทนี่ได้พูดกลางที่ประชุมว่า จากนี้ไปหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น พนักงานทุกคนสามารถส่งอีเมลโดยตรงถึงเขาได้เลย จะได้เร่งแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ดีกว่าไปโพสต์ลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก จากนั้นได้ให้กำลังใจ พร้อมสวมกอด”ไหม” หัวหน้าลูกเรือที่ถูกบังคับให้ก้มกราบซึ่งได้มาเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ท่ามกลางเสียงปรบมือของพนักงานที่อยู่ในห้องประชุม  ก่อนจะเปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (9 ก.ย.) จะเดินทางไปอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อไปพูดคุยกับครอบครัวของแอร์โฮสเตสคนดังกล่าวด้วยตัวเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้น่าจะเป็นบทเรียนอันล้ำค่าให้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร ผู้บริหารสายการบิน และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือแอร์โฮสเตส ให้ปฏิบัติต่อกันอย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องราวอันน่าสลดใจเช่นนี้อีก

 

ห้ามนำผู้ต้องหาแถลงข่าว=ยกระดับความยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 20:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453172

ห้ามนำผู้ต้องหาแถลงข่าว=ยกระดับความยุติธรรม

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

เหตุเพราะความกังวลต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ทำให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา ออกคำสั่ง “ห้ามไม่ให้นำผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายหลังการจับกุม” 

คำสั่งดังกล่าวถูกคาดหวังว่าจะยกระดับกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจว่า ผู้เกี่ยวข้องมากประสบการณ์นั้นคิดเห็นกันอย่างไร..

สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญ

การห้ามไม่ให้นำตัวผู้ต้องการมาแถลงข่าวนั้น ปรากฎขึ้นตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2548 เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกคำสั่งที่ 855/2548 ห้ามนำหรือจัดให้ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยาน มาให้ข่าวแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทุกแขนง  ยกเว้นกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ให้ขออนุญาตต่อผู้บัญชาการ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ห้ามนำผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ พระภิกษุสามเณร  นักพรต  นักบวช  ผู้เสียหายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มาให้ข่าวแถลงข่าว หรือให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นอันขาด  รวมตลอดถึงการชี้ตัวผู้ต้องหาในลักษณะที่เป็นการเผชิญหน้าต่อสื่อมวลชนทุกแขนง ต่อมาในปี พ.ศ.2550 สตช.มีคำสั่ง 465/2550 ไม่ให้สื่อมวลชนบันทึกภาพผู้ต้องหา แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการบังคับใช้จริง

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตามหลักกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights– ICCPR) ระบุชัดว่า การนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากผู้ที่ถูกจับเป็นผู้ต้องหา เมื่อนำมาแถลงข่าวต่อมาภายหลังศาลมีคำสั่งไม่ฟ้อง หรือกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องผู้ต้องหาที่ปรากฎเป็นข่าวหน้า 1 ซึ่งคนเหล่านี้ได้รับความเสียหายไปแล้วไม่เฉพาะตัวบุคคลที่ถูกเผยแพร่ภาพว่าเป็นผู้ต้องหา แต่ยังส่งผลกระทบถึงครอบครัวของบุคคลดังกล่าว ทำให้ไม่มีที่ยืนในสังคม เกิดความโกรธแค้นและทำร้ายสังคมซ้ำอีก

การนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวเกิดขึ้นเพราะผู้บังคับบัญชาต้องการผลงาน และต้องสร้างความเกรงกลัวต่อการทำผิด ขณะที่สื่อมวลชนก็ต้องการได้ภาพและข่าว ส่วนคำถามที่ว่า หากผู้ต้องหาอยากแถลงนั้น เป็นไปไม่ได้ ตามหลักแล้ว การอ้างว่าผู้ต้องหายินยอมเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเลี่ยงกฎหมาย คงไม่มีผู้ต้องหาคนไหนอยากจะมานั่งแถลงเรื่องที่ไม่ดีของตนเอง

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ห้ามหน่วยต่างๆ แถลงข่าว เจ้าหน้าที่ยังสามารถแถลงผลการจับกุมได้ เพียงแต่ห้ามนำตัวผู้ต้องหามาแถลงเท่านั้น

พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กล่าวว่า การแถลงข่าวนั้นทำไปเพื่อให้ประชาชนรับทราบพฤติการณ์ของคดี เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยหลักการสำคัญที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดถือมาตลอดคือ คดีที่มีการแถลงข่าวเปิดหน้าผู้ต้องหาหรือผู้กระทำความผิด ต้องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เป็นคดีที่ผู้ต้องหารับสารภาพ และยินยอม โดยมีการทำบันทึกทุกครั้ง เจ้าหน้าที่ไม่เคยฝ่าฝืน ส่วนคดีที่มีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ผู้กระทำผิดเป็นพระภิกษุ หรือเยาวชน ตำรวจจะไม่นำมาแถลงข่าวเด็ดขาด ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะใช้ดุลพินิจในการพิจารณา ว่ากรณีนั้นจะนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวหรือไม่

“คำสั่งนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่พร้อมปฎิบัติตาม จากนี้จะมีการทบทวนและระมัดระวังมากขึ้น ในการพิจารณานำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว เพื่อไม่ให้ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน และเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด”

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

แถลงข่าว = โปร่งใส ลดอาชญากรรมและการจับแพะ

อดีตที่ผ่านมา หากยังพอจำกันได้ การแถลงข่าวผู้ต้องหาโด่งดังมากในยุคนายตำรวจฝีปากกล้า อย่าง  “ผู้การวิสุทธิ์”  พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร อดีตรองผู้บัญชาสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ เห็นว่า การนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวภายหลังการจับกุมนั้น หลายกรณีมีประโยชน์มากกว่าโทษ

“สังคมต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ต้องหาบางรายก่อเหตุปล้น จี้ ชิงทรัพย์ อนาจาร ครั้งแล้วครั้งเล่า บางรายกว่าจะจับกุมได้ ก่อเหตุมาแล้ว 9 ครั้ง จับได้ครั้งที่ 10 ถ้าเงียบเลย ไม่เปิดเผยหน้าตา ประกาศเพียงนามสมมุติ เช่น จับนายสมศักดิ์ได้แล้ว ถามว่าผู้เสียหาย 9 รายก่อนหน้านี้ จะทราบไหมว่า คนที่กระทำความผิดต่อตนนั้นชื่อ สมศักดิ์ ผิดกับการแถลงออกสื่อ เปิดหน้าตาชัดเจน ผู้ต้องหาจะถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแน่นอน เพราะผู้เสียก่อนหน้านี้พากันมาชี้ตัว บอก ‘เฮ้ย ไอ้ห่านี่ เคยจี้เราไว้นี่หว่า’ สุดท้ายมันก็จะได้รับโทษทั้งหมดที่ตัวเองก่อ โทษมากขึ้นก็อาจทำให้สำนึกผิดและไม่คิดก่อเหตุซ้ำอีก

นอกจากนั้นการรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างแน่ชัด ยังทำให้เจ้าทรัพย์ ตามหาทรัพย์สินของตัวเองได้ง่ายขึ้น พอแถลงข่าวปุ๊ป เจ้าทรัพย์ เดินทางไปชี้ตัวมัน และถามเลย มึงเอาของไปจำนำที่ไหน มันบอกพระโขนง ก็ไปตามพระคืนได้”

ผู้การวิสุทธิ์ ชี้ว่าในมุมมองด้านจิตวิทยา การเปิดหน้าผู้ต้องหา ถือเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นผลจากการกระทำที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เกิดความขยาดหรือตระหนักว่าไม่ควรกระทำผิดกฎหมาย

“คนทั่วไปคงรู้สึกเฉยๆ ถ้าได้ยินข่าวการจับกุม รับโทษ โดยไม่เห็นหน้าผู้กระทำความผิด กลับกัน พวกเขาจะรู้สึกกลัวที่จะทำผิดขึ้นมาทันที เมื่อรู้ว่าผลของมัน นอกจากต้องโทษแล้วยังถูกประจานผ่านสื่อด้วย”

นอกจากนี้เขายังเห็นว่าการไม่เปิดเผยหน้าตาผู้ต้องหานั้น เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงและโอกาสในการจับแพะสูงขึ้น

“หากแถลงข่าวเปิดเผยหน้าตา ผู้ต้องหาชื่อนายสมศักดิ์ เนินสูงเนิน อายุ 28 ปี  ถ้าเป็นแพะจริงๆ กระแสสังคมมาเต็มแน่นอน เฮ้ย ไม่ใช่ คนนี้ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้ ประชาชนพร้อมใจกันเป็นพลเมืองดี เป็นพยานว่า ชายคนนี้ไม่ได้ก่อเหตุ แต่ถ้าไม่เปิดเผยหน้าตา พูดภาษาชาวบ้าน มันมั่วได้อ่ะ โดยเฉพาะคดีไหนถูกกดดันจากสังคม มีผู้ใหญ่บีบรัด จะจับได้เมื่อไหร่… ทีนี้เอาแพะมาเลย มันไม่เห็นหน้านี่หว่า  หาแพะง่ายกว่าไหมล่ะ คิดดู ? ”

อดีตนายตำรวจฝีปากกล้า ทิ้งท้ายว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจจริง ผ่านการขออนุมัติหมายจับจากศาล มีหลักฐานพร้อม ครบถ้วน ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะแถลงข่าวโดยเปิดเผยหน้าผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกกระทำและสังคมมากกว่า

“คนที่กระทำผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิคนอื่น จะมีหน้ามาเรียกร้องสิทธิจากสังคมได้อย่างไร ผู้เสียหายไม่ใช่คนที่ต้องได้รับการปกป้องหรอ พวกเขาถูกละเมิดเหมือนกัน และต้องได้รับรู้  อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญที่สุดคือ ส่งเสริมให้คนทำตามกฎหมายและป้องกันการกระทำความผิดตั้งแต่แรก ถ้าทำตัวดี สังคมก็พร้อมที่จะปกป้องตามหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว”

ไม่เห็นความจำเป็น โลกนี้เขาไม่ทำกันแล้ว

ตามหลักการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ให้สันนิษฐานว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีอาญานั้น ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แม้จะถูกควบคุมหรือคุมขังระหว่างรอการสอบสวนหรือพิจารณา จากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม

ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ นักวิชาการด้านอาชญวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต ยืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อและสังคม ซึ่งเป็นค่านิยมแบบไทยๆ ที่ประเทศอื่นทั่วโลกไม่ทำกัน เนื่องจากคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน  ที่ผ่านมาหลายกรณี ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่ และถึงแม้จะมีหลักฐานชัดเจนก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำมาประจาน เนื่องจากผู้ต้องหาต้องถูกลงโทษด้วยกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว การประจานเป็นความสะใจของสังคมเท่านั้น

“มีงานวิจัย ระบุว่า การประจานผู้กระทำความผิดนั้น ไม่ได้ส่งผลให้คนในสังคมรู้สึกเกรงกลัว และไม่อยากกระทำความผิด การนำเสนอ ควรจะนำเสนอ เมื่อศาลตัดสินแล้วว่า ผู้นั้นได้รับโทษอย่างไร เช่น ศาลสั่งจำคุก 5 ปี 10 ปี แล้วนักข่าวค่อยนำเสนอเปิดหน้า ว่า ชายคนนี้มีพฤติกรรมอย่างไร และได้รับโทษแค่ไหน จะเป็นประโยชน์กับสังคมมากกว่า อย่างน้อยคนที่ลืมคดีนี้ไปแล้วก็จะได้นึกขึ้นได้ เช่นกันกับการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะศาลไม่จำเป็นต้องรับฟังแผนประกอบคำรับสารภาพ”

คำถามที่ว่าการปกปิดหน้าตาผู้ต้องหานั้นจะเพิ่มโอกาสในการจับแพะหรือไม่ ? นักวิชาการด้านอาชญวิทยา รายนี้ตอบว่า จะเปิดหน้าหรือปิดหน้า สังคมส่วนใหญ่ไม่ทราบหรอกว่า ผู้นั้นใช่แพะหรือไม่ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมของผู้บังคับใช้กฎหมาย

ประจานผ่านสื่อ ตีตราตั้งแต่ยังไม่ได้ทำผิด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2555 ชายหนุ่มคนหนึ่ง ตกเป็นแพะในหลายคดี ไล่ตั้งแต่ ปล้นทรัพย์ ข่มขืน กักขังหน่วงเหนี่ยว และพยายามฆ่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดงานแถลงข่าวใหญ่โต ต่อหน้าสื่อมวลชน พร้อมกับส่งตัวเขาไปฝากขังที่เรือนจำนานถึง 9 คืน กว่าความยุติธรรมจะมาถึง

ชรินทร์ ช้ำเกตุ อดีตโชเฟอร์แท็กซี่แพะรับบาป เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นไม่มีโอกาสได้ชี้แจงหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ พร้อมถูกสังคมตีตราไปแล้วว่า ‘ผมเลว’

“ตอนนั้นตำรวจสอบสวนนานมาก พอถึงขั้นตอนชี้ตัวปรากฎว่าผู้เสียหายทุกคนชี้ตัวผมหมด จนเขาพาไปแถลงข่าว โดยไม่มีการถามว่ายินยอมหรือไม่ ผมช็อคทำอะไรไม่ถูก นักข่าวเป็นร้อย นายตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามาด่าผมหยาบๆคายๆ เงื้อมือทำท่าจะตบ ตอนนั้นผมนิ่งมาก เพราะคิดอะไรไม่ออก มึนตึ้บไปหมด นักข่าวถามอะไรมาก็ตอบอย่างเดียวผมไม่ได้ทำครับ แต่ในหัวคิดตลอดเวลาว่าแล้วจะทำยังไง ทนายก็ไม่มี กฎหมายก็ไม่รู้ ญาติผู้ใหญ่ที่จะมาสู้กับเขาก็ไม่มี สุดท้ายโดนส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำ”

หลังจากตกนรกอยู่ 9 คืน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดตัวจริงได้ ชรินทร์ ถูกปล่อยตัวและได้รับเงินเยียวยา 20,000 บาท

อดีตแพะรับบาปรายนี้ บอกว่า คำสั่งยกเลิกการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน ภายหลังการจับกุม ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและส่งผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งต่อตัวเจ้าหน้าที่เอง ผู้ต้องหา และสังคม

“ตอนแถลงข่าวว่าเราเลว เป็นโจร โด่งดังไปทั่วประเทศ สังคมพากันตัดสิน แต่ตอนแก้ข่าวมันไม่แพร่หลายขนาดนั้น  ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตยังตราหน้าว่าผมเป็นผู้กระทำความผิดเลย จากประสบการณ์ที่ได้รับ คำสั่งยกเลิกนั้นดีต่อทุกฝ่าย ทั้งการค้นหาหลักฐานเพื่อความชัดเจนขึ้นของเจ้าหน้าที่ และการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวผู้ต้องหาเอง ไม่มีอะไรเสียหายเลย”

น่าติดตามว่า คำสั่งดังกล่าวจะสามารถเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าค่านิยมแบบไทยๆ ในการแถลงข่าวจับกุมตัวผู้ต้องหาต่อไปได้หรือไม่

ชรินทร์ ช้ำเกตุ อดีตโชเฟอร์แท็กซี่แพะรับบาป

 อ่านบทสัมภาษณ์ ชรินทร์ ช้ำเกตุ เต็มๆ ได้ที่ เปลือยชีวิตสุดอาภัพของแท็กซี่ดวงซวย “ชรินทร์ ช้ำเกตุ”
http://www.posttoday.com/analysis/interview/445437

 

ทางออกซิกา…ถ้ากันยุงกัดไม่ได้ ก็ต้องชะลอตั้งครรภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452891

ทางออกซิกา...ถ้ากันยุงกัดไม่ได้ ก็ต้องชะลอตั้งครรภ์

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้ว่ากรมควบคุมโรคจะยืนยันว่า ไวรัสซิกาในประเทศไทยยังไม่มีการระบาดหนัก แต่ตัวเลขที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นประปรายในบางจังหวัด รวมถึงสถานการณ์ประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ ที่มีผู้ป่วยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คำถามก็คือว่าประเทศไทยควรเตรียมรับมือกับโรคนี้อย่างไรให้ “ปลอดภัย” กับประชาชนทุกคน

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดเสวนา “ซิกา ไวรัสร้าย ภัยเงียบต่อคุณแม่ตั้งครรภ์” โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ข้อมูลพื้นฐาน และข้อเสนอแนะต่อการจัดการของกระทรวงสาธารณสุข

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ไวรัสซิกามีคุณสมบัติคล้ายกับไวรัสอื่นที่มาจากยุง รวมถึงเหมือนไข้เลือดออกตรงที่มีเลือดออก มีอาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ รวมถึงมีบางรายที่มีอาการทางสมอง

“ไวรัสซิกาจะอาศัยระบบภูมิคุ้มกันในผิวหนัง-ในเลือด เสริมพลังให้ตัวเอง ทำให้ผิวหนังบวม ก่อนจะเรียกภูมิคุ้มกันในหลอดเลือดวิ่งเข้ามา แล้วเปลี่ยนภูมิคุ้มกันของเราให้เป็นพวกของไวรัส แล้วล่องลอยเข้าไปหาอวัยวะต่างๆ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เล่าให้ฟัง

ทั้งนี้ ไวรัสซิกาจะชอบเด็กในท้อง และเมื่อติดเชื้อเด็กในท้อง จะสามารถติดได้ทุกอายุครรภ์ ถึงเด็กที่คลอดออกมา หัวจะไม่ลีบในทันที แต่ก็มีโอกาสที่จะแสดงอาการหลังจากนั้นอีกหลายปี ส่วนผู้ใหญ่แม้จะมีอาการน้อย แต่ถ้ามีก็รุนแรง

“ไวรัสซิกามันฉลาดตรงที่สามารถตรงเข้ารกได้ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวจะมีเซลล์คอยป้องกันเชื้อโรค แต่ไวรัสชนิดนี้สามารถผ่านเซลล์ที่อยู่ในรกที่จะเข้าตัวเด็กได้ รกเป็นบ้านของมัน ปล่อยเชื้อให้เด็ก แล้วเอาหัวเด็กเป็นบ้านมัน ฝังตัวอยู่ในนั้น หัวเด็กจะลีบ มีช่องตรงสมองมหาศาล”

ทั้งนี้ อยากเสนอไปยัง สวทช.ให้รีบออกโลชั่นฉีดยุงที่สามารถป้องกันยุงได้ และต้องไม่อันตรายต่อเด็ก ส่วนอาการของผู้ที่ติดเชื้อนั้น เห็นชัดแล้วว่าในเด็กสามารถแสดงออกในช่วงอายุใดก็ได้ จึงยากมากที่จะบอกว่าเด็กได้รับเชื้อแล้วปลอดภัยหรือไม่ หรือมีใครติดเชื้อหรือไม่ เพราะฉะนั้นนโยบายรัฐควรทำเสมือนว่ามีการระบาดทั่วประเทศแล้ว และคุมเข้มทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังขั้นสูงสุด

ขณะที่ นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร จากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันสามารถรวบรวมตัวเลขผู้ป่วยไข้ซิกาได้ยากมาก เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ และในคนที่มีอาการก็จะมีอาการน้อย ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะไปรักษาในคลินิกเอกชนมากกว่าโรงพยาบาลรัฐ หรือบางคนที่อาการไม่รุนแรง อาจจะไม่ไปพบแพทย์ด้วยซ้ำ จึงทำให้หลุดตัวเลขของคนป่วยเหล่านี้ไป

ส่วนในแง่การควบคุมการแพร่ระบาดนั้น ไข้ซิกาใช้วิธีการควบคุมป้องกันโรคไม่ต่างจากไข้เลือดออกมาก คือการควบคุมยุง ป้องกันไม่ให้ยุงกัด นอกจากนี้ ไข้เลือดออกยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม อยากเปรียบเทียบให้เห็นว่าในไข้เลือดออกนั้น หากผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส ยังมีโอกาสรักษา ควบคุมเชื้อ ไม่ให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต แต่สำหรับไข้ซิกาไม่มีโอกาสที่สอง เพราะเมื่อมีการติดเชื้อแล้วจะไม่สามารถแก้ให้เด็กหาย “หัวฟีบ” หรือทำให้เด็กเป็นปกติได้

“ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าการควบคุมยุงเป็นเรื่องยาก เพราะบ้านทุกคนมียุง การจะให้บุคลากรสาธารณสุขไปควบคุมทุกบ้านนั้นทำไม่ได้แน่นอน จึงต้องอาศัยการควบคุมอย่างเข้มแข็ง ฉะนั้น ทุกครัวเรือนอาจต้องดูแลลูกน้ำยุงลาย หรือกำจัดสัปดาห์ละครั้ง เพื่อกันลูกน้ำในบ้านให้หมด หรือถ้ารู้สึกว่ายุงเยอะก็ฉีดยุงทันทีเลย เพื่อให้ปลอดภัยทั้งไข้เลือดออก ทั้งซิกา” นพ.ยงเจือ ระบุ

ด้าน ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ประธานคลัสเตอร์สุขภาพและการแพทย์ สวทช. กล่าวว่า จากข้อมูลทั้งหมดอาจสรุปได้ว่า หากมีความเสี่ยงต่อการระบาดมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง การให้ “ชะลอการตั้งครรภ์” อาจเป็นทางเลือก แต่ปัจจุบันการระบาดในประเทศไทยอาจยังไม่ถึงจุดนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อยู่แล้ว มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ควรจะถูกยุงกัด ส่วนผู้ที่ประสงค์จะมีบุตร หากควบคุมไม่ให้ยุงกัดไม่ได้ ก็ยังไม่ควรตั้งครรภ์

สำหรับประเทศไทยมีไวรัสซิกาอยู่นานแล้ว แต่ไม่มีการระบาด ซึ่งต่างจากบราซิลหรือประเทศอื่นที่มีการระบาดอย่างกว้างขวาง ขณะนี้เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเวลามันไม่ระบาด เราก็มี 2 ทางเลือก คือ เป็นอย่างนี้ต่อไป หรือเกิดการระบาดใหญ่ขึ้น แต่แนวโน้มขณะนี้คิดว่าน่าจะยังไม่ระบาด

 

ทรัมป์เมินรับผลแพ้ชนะ งัดแผนโกงเลือกตั้งยื้อเกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2559 เวลา 07:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/461256

ทรัมป์เมินรับผลแพ้ชนะ งัดแผนโกงเลือกตั้งยื้อเกม

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันเริ่มต้นการดีเบต ครั้งสุดท้ายระหว่างตัวแทนพรรคกับ ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากเดโมแครตได้อย่างดี และเป็นการดีเบตที่ดีที่สุดในบรรดาการโต้วาทีทั้งหมด 3 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กลับพลาดในตอนจบด้วยการกล่าวหาการเลือกตั้งมีการล็อกผลเอาไว้ และไม่ระบุว่าจะยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่

“ผมจะบอกกับคุณตอนนั้น ผมจะปล่อยให้คุณลุ้นไปก่อน” ทรัมป์ตอบคำถามของ คริส วอลเลซ ผู้ดำเนินรายการ ซึ่งถามว่าจะยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่ หากพ่ายแพ้ลง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีการโกงเกิดขึ้น และผู้สนับสนุน ทรัมป์ทุกคนควรตรวจสอบที่คูหา เลือกตั้งนั้นดำเนินการไปอย่างยุติธรรมหรือไม่ สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งให้ออกมาแสดงความเห็นระบุว่า การกล่าวหาดังกล่าวขาดหลักฐานและเต็มไปด้วยการข่มขู่ ซึ่งจะทำให้ผู้คนไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า แม้การกล่าวหาของทรัมป์จะทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่สนับสนุนพรรคเดโมเครตไม่ออกไปใช้สิทธิในวันที่ 8 พ.ย.นี้ แต่ฐานเสียงของทรัมป์ไม่เพียงพอที่จะชนะการเลือกตั้ง โดยจากการศึกษาพบว่า หากชายชาวอเมริกันผิวขาว ซึ่งเป็นฐานเสียงของรีพับลิกันออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นฐานเสียงของเดโมเครตออกไปใช้สิทธิน้อยกว่าคาด ความน่าจะเป็นที่ฮิลลารีจะชนะการเลือกตั้งยังคงมากอยู่ที่ 82%

ผลสำรวจของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น/โออาร์ซี พบว่า ฮิลลารีมีชัยในการดีเบตครั้งนี้ด้วยคะแนนความนิยม 52% ต่อ 39% ขณะที่ตลาดตอบรับชัยชนะของ ฮิลลารี โดยค่าเงินเปโซเม็กซิกันแข็งค่าขึ้นแตะสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ ขณะที่ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแตะเกือบจุดสูงสุดรอบ 6 เดือน เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา

ศึกโต้วาทีนัดสุดท้ายดุเดือด

การดีเบตเริ่มด้วยประเด็นการ แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกาคนใหม่ แทน แอนโทนิน สกาเลีย ซึ่งเสียชีวิตเมื่อ วันที่ 13 ก.พ. โดยด้าน ฮิลลารี ระบุว่า ต้องการให้ผู้พิพากษาคนใหม่เป็นผู้ที่สนับสนุนประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งสตรี และผู้มีความหลากหลายทางเพศ และควรสนับสนุน มอร์ริก การ์แลนด์ ซึ่งประธานาธิบดี บารัก โอบามา เป็นผู้เสนอชื่อ

ขณะที่ ทรัมป์ ระบุว่า ต้องการ ผู้พิพากษาซึ่งตีความรัฐธรรมนูญอย่างที่บรรพบุรุษเคยตั้งเอาไว้ และสนับสนุนสิทธิการครอบครองอาวุธปืนของ ชาวอเมริกัน ซึ่งฮิลลารีระบุว่า แม้จะสนับสนุนสิทธิดังกล่าวแต่ก็ควรมีการควบคุมด้วย เช่น การตรวจสอบภูมิหลังของผู้ซื้อ

ในประเด็นด้านการอพยพเข้าเมือง ทรัมป์ยังคงย้ำจุดยืนการคุมเข้มชายแดนเพื่อป้องกันอาชญากรรมและกลุ่มลัทธิแนวคิดสุดโต่งเข้ามาในประเทศ ขณะที่ฮิลลารีชูประเด็นการปฏิรูปกระบวนการรับคนเข้าเมือง และทำให้ผู้ที่หลบเข้าเมืองผิดกฎหมายกลายเป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทรัมป์โจมตีว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้ที่ทำถูกต้องตาม กระบวนการตั้งแต่แรก

ในด้านการค้า ทรัมป์ ระบุว่า การค้าเสรีส่งผลให้สินค้าจากประเทศอื่น ไหลเข้ามาในสหรัฐจนทำให้มีผู้ต้อง สูญเสียงานและธุรกิจล้มไป จึงจำเป็นต้องมีการเจรจาการค้าเสรีเสียใหม่ โดยแผนการลดภาษีของทรัมป์จะทำให้ภาคธุรกิจนำเงินที่มากขึ้นไปจ้างงานประชาชนมากขึ้น

ขณะที่ ฮิลลารี ระบุว่า จะขึ้นภาษีผู้มีรายได้มากกว่า 2.5 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 8.7 ล้านบาท) เพื่อนำภาษี เหล่านั้นไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษาโดยไม่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และยังคงย้ำจุดยืนต่อต้านหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) รวมถึงต่อต้านการทุ่มตลาดเหล็กจากจีนอีกด้วย

โกงเลือกตั้งระดับชาติทำได้ยาก

เอ็ดเวิร์ด บี. โฟเลย์ เปิดเผยในหนังสือ Ballot Battles : The History of Disputed Elections in the United States พบการโกงการเลือกตั้ง เช่น

-ปี 1792 แอนโธนี เวย์น ได้รับเลือกตั้งตำแหน่งสภาผู้แทนราษฎร รัฐจอร์เจีย เขต 1 ก่อนตรวจสอบพบการโกงการเลือกตั้ง จนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่

– ปี 1960 พบ จอห์น เอฟ. เคนเนดี อาจโกงการเลือกตั้งในอิลลินอยส์และเทกซัสจนได้รับชัยชนะ แต่ ริชาร์ด นิกสัน คู่แข่งรู้ดีว่ายากจะชนะรัฐดังกล่าว จึงไม่มีการนับคะแนนใหม่

– ปี 1948 ผลคะแนนของ ลินดอน จอห์นสัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งวุฒิสภา รัฐเทกซัส ชนะการเลือกตั้งขั้นต้นไปเพียง 87 คะแนน หลังมีการเพิ่มคะแนนเสียงอย่างปริศนาไป 200 คะแนน

ทว่า โฟเลย์ ระบุว่า การโกงการเลือกตั้งระดับประเทศเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากสหรัฐปกครองในรูปแบบกระจายอำนาจ และการจัดการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐ ดังนั้นยิ่งการเลือกตั้งระดับชาติมากเท่าไร ผู้มีอำนาจก็ยากที่จะควบคุมผลการเลือกตั้งที่มาจากแต่ละท้องถิ่นยากมากขึ้นเท่านั้น

ในการเลือกตั้งระดับประธานาธิบดียังไม่มีการโกงเกิดขึ้น แต่เคยมีปัญหาบางประการเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น ในปี 2000 อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และอัล กอร์ คู่แข่งมีคะแนนสูสีกันมาก โดยรัฐฟลอริดากลายเป็นรัฐที่จะชี้ชะตาผู้ชนะ ทว่าคะแนนหลังนับมีความใกล้เคียงมากจนฟลอริดาตัดสินใจนับใหม่ แต่ศาลสูงสุดสหรัฐสั่งระงับการนับใหม่ดังกล่าวทันที

นอกจากนี้ กอร์ยังมีคะแนน เสียงประชาชนมากกว่าบุช ซึ่งมีคะแนนเสียงคณะเลือกตั้งมากกว่า อย่างไรก็ตามบุชได้ตำแหน่งประธานาธิบดีไป

 

ลอว์สันดึงวัยรุ่นเวียดนาม รับมือญี่ปุ่นขาดแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/456369

ลอว์สันดึงวัยรุ่นเวียดนาม รับมือญี่ปุ่นขาดแรงงาน

โดย…อักษราภัค ลาภานันต์

การทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อ ถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรม อย่างหนึ่งที่วัยรุ่นและนักศึกษามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องเคยมีประสบการณ์ เป็นที่มาให้ ลอว์สัน กลุ่มธุรกิจร้านค้าปลีกจัดตั้งศูนย์การฝึกอบรมพนักงาน เพื่อรับสมัครวัยรุ่นเหล่านี้เข้ามาเรียนรู้วิธีการบริการลูกค้า ก่อนที่จะกระจายตัวไปทำงานในสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ลอว์สันได้ขยายไปสู่โครงการรับสมัครวัยรุ่นชาวเวียดนาม มีการตั้งศูนย์ฝึกอบรมที่กรุงฮานอยและโฮจิมินห์ ไม่ใช่เพียงแค่ในกรุงโตเกียวเท่านั้นอีกต่อไป เพื่อดึงดูดพนักงานใหม่จากกลุ่มผู้ที่กำลังจะเข้ามาเรียนต่อในญี่ปุ่น เพื่อรับมือกับการเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนักในประเทศ

ลอว์สันตั้งเป้าหมายฝึกอบรมนักศึกษาชาวเวียดนาม 100 ราย ในช่วงปีแรกของโครงการ และจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอนาคต โดยเป็นโครงการสำหรับนักศึกษาที่จะมาเรียนต่อในญี่ปุ่นเท่านั้น และบริษัทจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ค่าใช้จ่ายอื่น รวมทั้งวีซ่าของว่าที่นักศึกษาเหล่านี้

“เป้าหมายของบริษัทคือช่วยให้ผู้ที่กำลังจะเข้ามาศึกษาต่อสามารถหางาน พาร์ตไทม์ที่ร้านลอว์สันได้ง่ายขึ้นระหว่างที่อยู่ในญี่ปุ่น โดยผู้ที่จะรับเข้ามาทำงานนั้นจะต้องมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นอยู่บ้าง” ประกาศของลอว์สัน ระบุ

นอกจากนี้ ลอว์สัน เสริมว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในวิธีการรับมือกับภาวะขาดแคลนแรงงานที่มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประชากรวัยทำงานของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงราว 1 ล้านคน ในแต่ละปี ส่วนอัตราการว่างงานก็ลดลงอยู่ที่เพียง 3%

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาแล้วตั้งแต่ปี 2010 เป็นผลให้ตลาดแรงงานในปัจจุบันตึงตัวอย่างรุนแรง จากปริมาณแรงงานที่ลดลง ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ก็ยิ่งทำให้ความต้องการแรงงานขยายตัวขึ้น

โครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจของอาเบะ หรือที่เรียกว่า อาเบะโนมิกส์ ส่งผลให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วของผู้อพยพเข้ามาอยู่ในญี่ปุ่นระยะสั้น ภายใต้วีซ่าสำหรับแรงงานจากประเทศที่ยากจนกว่า

ไฟแนนเชียลไทมส์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ที่อาเบะเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศเมื่อปลายปี 2012 มีจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 10% หรือเพิ่มขึ้นมา 2.2 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มีจำนวนผู้เข้ามาฝึกงานทางเทคนิค ซึ่งเพิ่มขึ้น 27% และเมื่อพิจารณาเพียงจำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามา พบว่าเพิ่มขึ้น 36% ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยแรงงานต่างชาติได้เข้ามาทำงาน 10-15% ของจำนวนงานใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้อาเบะโนมิกส์

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้ออกวีซ่าสำหรับผู้ที่จะเข้ามาฝึกงานทางเทคนิค ซึ่งอนุญาตให้แรงงานจากประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้ามาฝึกงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับสูงได้สูงสุดถึง 3 ปี กลายเป็นหนึ่งในผู้อพยพประเภทหลักที่ญี่ปุ่นรับเข้ามา โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 1.92 แสนราย จาก 4.11 หมื่นราย ตั้งแต่ที่เริ่มยุคอาเบะโนมิกส์

กระนั้นทางการญี่ปุ่นก็ยังมีนโยบายควบคุมผู้อพยพถาวรอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่บรรดาบริษัทญี่ปุ่นใช้เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นมากเกินไป

มิตซูฮิโระ ฟูกาโอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคโอ ระบุว่า มีการเข้ามาของแรงงานที่เน้นราคาถูก โดยอำพรางเข้ามาภายใต้วีซ่าสำหรับ ผู้ฝึกงานทางเทคนิค โดยเกือบครึ่งของ ผู้ที่เข้ามาด้วยวีซ่าดังกล่าวมาจากจีน แต่ในขณะนี้จำนวนแรงงานจากเวียดนามก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า จากเมื่อปี 2012 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเกี่ยวโยงกับประเทศที่กำลังมีเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้อพยพระยะสั้นเหล่านี้จะช่วยลดแรงกดดันจากตลาดแรงงาน แต่บรรดาภาคธุรกิจก็ยัง ไม่พอใจกับระดับแรงงานผู้อพยพระยะยาว ซึ่งยังมีจำนวนน้อย โดยหวังว่าจะเข้ามาช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากจำนวนประชากรที่ลดลงเรื่อยๆ

ประเด็นดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในทางการเมือง แม้อาเบะจะมีท่าทีผ่อนคลายมาตรการรับแรงงานมีฝีมือเข้ามาเป็นผู้อพยพถาวรหรือระยะยาวบ้าง แต่ก็มีผู้เข้ามาด้วยวีซ่าดังกล่าวก็ยังมีจำนวนน้อย

ด้าน ฟูกาโอะ เสริมว่า สถานการณ์ขาดแคลนอย่างหนักขนาดนี้ โดยเฉพาะในภาคพยาบาลหรือการดูแลผู้ป่วยก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยมองว่าแรงต้านผู้อพยพกำลังค่อยๆ ลดลง

ล่าสุด มาซาฮิโกะ ชิบายามะ สมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตยของญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลกำลังวางแผนรับแรงงานต่างชาติเพิ่มเป็น 2 เท่า สอดคล้องกับที่ ยาสุโตชิ นิชิมูระ ที่ปรึกษาของ อาเบะ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ระบุว่า รัฐบาลเตรียมผ่านร่างกฎหมายขยายระยะเวลาให้แรงงานต่างชาติสามารถทำงานในประเทศได้ถึง 5 ปี จากในปัจจุบันที่ 3 ปี พร้อมทั้งพิจารณาเพิ่มประเภทวีซ่าใหม่ สำหรับแรงงานที่เข้ามาทำงานในญี่ปุ่นโดยเฉพาะ โดยกำลังหารือเพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจากอินเดียและเวียดนาม

 

เฟดเสียงแตกทิศทางดอกเบี้ย เอเชียรับมือเงินแข็งค่าถึงสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2559 เวลา 07:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/456196

เฟดเสียงแตกทิศทางดอกเบี้ย เอเชียรับมือเงินแข็งค่าถึงสิ้นปี

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.25-0.50% ระหว่างการประชุมเมื่อวันที่ 20-21 ก.ย.ที่ผ่านมา ตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ พร้อมส่งสัญญาณลดการขึ้นดอกเบี้ยจาก 2 ครั้ง เหลือ 1 ครั้ง ในปี 2016  และลดสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าจาก 3 ครั้ง เหลือ 2 ครั้งเช่นเดียวกัน

ทว่าเอฟโอเอ็มซีกลับเสียงแตกมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2014 ในการวางทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เนื่องจากมีกรรมการถึง 3 คน จากทั้งหมด 17 คน เสนอให้เลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ออกไปก่อน

ในการเปิดเผยทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะยาว (ด็อต พล็อต) หรือการคาดการณ์ดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ณ สิ้นปี โดยกรรมการ 17 คน ซึ่งจะมีการรายงานออกมา 4 ครั้ง/ปีนั้น กรรมการเสียงส่วนใหญ่ 10 คน เห็นชอบอัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2016 ที่ 0.5-0.75% หรือเท่ากับจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เพียง 1 ครั้งในปีนี้ ต่างจากด็อต พล็อตครั้งก่อนหน้าในเดือน มิ.ย. ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในขณะนั้นยังสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือ 0.5% ขณะที่สำนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างระบุว่าน่าจะเป็นในเดือน ธ.ค. เนื่องจากการประชุมในเดือน พ.ย. ยังคาบเกี่ยวกับช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่ามีกรรมการถึง 3 คน ที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ คือ เอสเธอร์ จอร์จ ประธานเฟดสาขาแคนซัส ซิตี้ ลอเร็ตตา เมสเตอร์ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ และเอริค โรเซนเกรน ประธานเฟดสาขาบอสตัน แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม

“จากการที่มีกรรมการถึง 3 คน เห็นต่างค้านการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ตลาดจึงปรับความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.ไปอยู่ที่เพียง 63% จากคาดการณ์เดิมที่ 58%” นักวิเคราะห์จาก
ดีบีเอส กล่าว

เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า ผลการประชุมรอบล่าสุดนี้ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเฟดขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เพียงแต่เศรษฐกิจสหรัฐยังสามารถขยายตัวได้มากกว่านี้ พร้อมย้ำว่าทิศทางการขยายตัวที่ดีและตลาดแรงงานที่ปรับตัวดีขึ้น จะทำให้เฟดต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามมาเพื่อกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ และควบคุมให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรงเกินไป

“คณะกรรมการเห็นว่าแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยเฟดฟันส์เรตมีความเป็นไปได้มากขึ้น ทว่ายังต้องการรอดูข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นอีกระยะหนึ่งก่อน ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องว่าจะนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่” แถลงการณ์ของเฟด ระบุ

ทั้งนี้ ในรายงานด็อต พล็อต อัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2017-2019 กรรมการเสียงส่วนใหญ่ยังเห็นชอบให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง ในปี 2017 ไปอยู่ที่ 1-1.5% และขึ้นอัตราดอกเบี้ยปี 2018 ไปอยู่ที่ 1.5-2%

ดอลลาร์ร่วงแรง หุ้นเอเชียขยับต่อ

ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ปรับตัวอ่อนค่าลงจนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 สัปดาห์ หรือต่ำสุดตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. หรือ 100.10 เยน/เหรียญสหรัฐ ก่อนจะขยับขึ้นมาปิดที่ 100.25 เยน/เหรียญสหรัฐ

เฮง คุน โฮว์ นักยุทธศาสตร์การลงทุนอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารเครดิตสวิส กล่าวว่า นโยบายของบีโอเจ ที่เพิ่งประกาศออกมาก่อนหน้าเฟด อาจจะไม่สามารถช่วยป้องกันค่าเงินเยนไม่ให้แข็งค่าขึ้นอีกได้ เนื่องจากตลาดไม่เชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ 2% ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้ และญี่ปุ่นยังเผชิญภาวะดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอีกด้วย

ขณะที่ แจสลีน เหยียว นักยุทธศาสตร์ตลาดทุนโลกของเจพีมอร์แกน แอสเซท แมนเนจเมนต์ กล่าวว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงต่อเนื่องไปจนถึงปลายปีนี้ และอาจอ่อนค่าลงไปยิ่งกว่าระดับ 99.55 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมาแตะระดับ 95.373 เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก 6 สกุล ขณะที่ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.2% อยู่ที่ 1.1202 เหรียญสหรัฐ/ยูโร

ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ปรับตัวขึ้นถ้วนหน้าต่อเนื่องจากการประกาศผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ในวันก่อนหน้า โดยดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดฮ่องกง ปิดบวก 0.38% อยู่ที่ 23.759.80 จุด ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ปิดบวก 0.56% อยู่ที่ 3,042.69 จุด และดัชนีคอมโพสิต เกาหลีใต้ ปิดบวก 0.67% อยู่ที่ 2,049.70 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดตลาดเนื่องในวันหยุดราชการ

ด้านราคาทองคำงวดส่งมอบทันทีปรับตัวลง 0.3% อยู่ที่ 1,332.70 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ตามเวลาในไทย เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังราคาทองปรับขึ้นรับผลการประชุมของเฟดก่อนหน้านี้ ขณะที่สัญญาณทองคำล่วงหน้าในสหรัฐปรับขึ้น 0.4% อยู่ที่ 1,337.30 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์

ภาพเอเอฟพี

 

ฮิลลารี-ทรัมป์เปิดศึก ชูความมั่นคงต้านก่อการร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/455711

ฮิลลารี-ทรัมป์เปิดศึก ชูความมั่นคงต้านก่อการร้าย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในสหรัฐอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่ถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นการเปิดเวทีให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ทั้ง ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต และ โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ยกเรื่องความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศมาเรียกคะแนนเสียงอีกครั้ง หลังช่วงสัปดาห์ก่อนหน้าทั้งสื่อและฝ่ายการเมืองต่างปลุกปั่นประเด็นเรื่อง ส่วนตัว อย่างอาการป่วยหรือเรื่องความ น่าเชื่อถือ

แทบจะทันทีหลังเกิดเหตุระเบิดที่นิวยอร์ก ทรัมป์ออกมาเรียกร้องให้มีมาตรการด้านความมั่นคงที่เข้มงวดขึ้นและเฝ้าระวังผู้คนที่มาจากประเทศมุสลิม รวมถึงได้เชื่อมโยงการควบคุมผู้อพยพเป็นความมั่นคงของสหรัฐโดยตรง

ต่อมาอีกไม่กี่วัน ผู้สมัครฝีปากกล้าจากรีพับลิกัน กล่าวโจมตีการบริหาร ของฮิลลารี และประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในเรื่องสงครามอิรักและการรับผู้อพยพเข้ามาเป็นอันตรายในสหรัฐ ซึ่งก็อาจจะเติมเชื้อความหวาดกลัวในหมู่ชาวอเมริกันในขณะนี้ได้

ส่วนฮิลลารี ก็จับความหวาดกลัวของประชาชนขึ้นมาในอีกทางหนึ่ง โดยโจมตีว่า ทรัมป์กระตุ้นให้คนมุสลิม ต่อต้านและต้องการก่อสงครามกับชาติตะวันตก ซึ่งทำให้กลุ่มก่อการร้ายสามารถระดมคนเข้าร่วมได้มากขึ้น

เหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีก 7 สัปดาห์หลังจากนี้ อาจจะส่งแรงกระเพื่อมประเด็นเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยมากกว่าในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยหลายฝ่ายคาดว่าจะเป็นประเด็นหลักในเวทีอภิปรายระหว่างผู้สมัครทั้งสองอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ลองไอซ์แลนด์ ในวันที่ 26 ก.ย.นี้

ทุกฝ่ายจะหันมาสนใจต่อนโยบายและวิธีรับมือแผนก่อการร้ายที่เกิดขึ้น ในแผ่นดินสหรัฐ ซึ่งอาจกลายเป็นส่วน เรียกคะแนนผู้ที่ยังลังเลหรือดึงฐานเสียง จากอีกฝ่ายได้ อีกทั้งจะสร้างมุมมองของ ผู้ลงคะแนนต่อพรรคต้นสังกัด

นิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า ฮิลลารีมีแนวโน้มได้ประโยชน์จากกระแสดังกล่าวมากกว่าผู้สมัครพรรคเดโมแครตที่ผ่านมา เนื่องจากผลสำรวจความเห็นชี้ว่า ชาวอเมริกันเชื่อมั่นในฮิลลารีต่อประเด็นดังกล่าวสูงกว่าทรัมป์มาก ทำให้ฮิลลารียินดียกเรื่องนี้ขึ้นมา ดึงโมเมนตัมที่เสียไปกับข่าวปัญหาสุขภาพก่อนหน้า

นอกจากนี้ จากประสบการณ์ของ ฮิลลารี ก็สะท้อนนโยบายการทหารได้เป็นรูปธรรมมากกว่า โดยเคยเรียกร้องเขตห้ามบินในซีเรีย เพิ่มกำลังทหาร และเรียกร้องบริษัทเทคโนโลยีร่วมมือต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งยิ่งได้เปรียบกว่าทรัมป์ ที่ประชาชนยังคลางแคลงใจถึงความสามารถเป็นผู้นำกองทัพ ทั้งนี้ ทรัมป์เคยแสดงตัวต่อต้านองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต้)

จากเหตุผลข้างต้นตอกย้ำว่า ไม่ว่าผู้ลงคะแนนจะไม่ยอมรับฮิลลารีในเรื่องความโปร่งใสมากเพียงใด แต่ก็มีความสามารถเป็นผู้จัดการนโยบายต่างประเทศและภัยคุกคามได้ดีกว่าทรัมป์

อีวาน แมคมูลิน อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง ระบุว่า ชาวอเมริกันจะพิจารณาคุณสมบัติ ประสบการณ์ ซึ่งทั้งสองยังไม่ได้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมทั้งหมด แต่ทรัมป์ไม่มีคุณสมบัติข้อใดเลย

ตั้งข้อหาตัวการวางระเบิด

เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหา 5 ข้อ ซึ่งรวมถึงพยายามฆ่าและครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย กับอาเม็ด ข่าน ราฮามี อายุ 28 ปี พลเมืองสหรัฐเชื้อสายอัฟกานิสถาน หลังปะทะกันที่นิวเจอร์ซีย์ระหว่างปฏิบัติการจับกุม ทำให้มีตำรวจบาดเจ็บ 1 ราย เมื่อคืนวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา และกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนถึงแรงจูงใจและผู้ที่อาจจะมีส่วนช่วยก่อเหตุ

ซีเอ็นเอ็นรายงานอ้างแหล่งข่าว ระบุว่า ราฮามีเกี่ยวข้องโดยตรงกับ เหตุระเบิดที่นิวยอร์กและสวนซีไซด์ ในนิวเจอร์ซีย์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่เชื่อว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับระเบิด 5 ชิ้นที่พบที่สถานีรถไฟเอลิซาเบธ นอกจากนี้ผู้ต้องสงสัยยังอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของสหรัฐอยู่แล้ว ด้านผู้เชี่ยวชาญวัตถุระเบิดเชื่อว่า ราฮามีได้รับการฝึกติดตั้งอาวุธแสวงเครื่องที่สลับซับซ้อน

นิวยอร์กไทมส์ เปิดเผยอ้างคนรู้จักกับราฮามี ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมแปลกไปและอุทิศตัวต่อศาสนาอย่างมาก หลังเดินทางกลับจากอัฟกานิสถาน ด้านแหล่งข่าวจากทางการระบุว่า ราฮามีเคยเดินทางไปบริเวณศูนย์กลางของกลุ่ม ตาลีบันในปากีสถานเป็นเวลานาน 3 เดือน ในปี 2011 และอีกหลายครั้ง ก่อนจะกลับมาอยู่สหรัฐในปี 2014

นอกจากนี้ ราฮามีและครอบครัวยังมีความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจในเอลิซาเบธหลายครั้ง โดยเมื่อปี 2011 ครอบครัวของราฮามีได้ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจในพื้นที่ว่าถูกข่มขู่จากเรื่องศาสนา

ภาพ เอเอฟพี

 

คลังเร่งภาษีที่ดินใช้ปี’60 เจ้าของที่ดิน-บ้านจ่ายเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 08:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/456354

คลังเร่งภาษีที่ดินใช้ปี'60 เจ้าของที่ดิน-บ้านจ่ายเพิ่ม

หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2559 กระทรวงการคลังเตรียมที่จะนำร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันปี 2560 ตามแผนที่วางไว้

สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อพิจารณาเสร็จก็จะส่งให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง เพื่อให้ สนช.พิจารณาได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยคาดว่ากฎหมายภาษีที่ดินจะมีผลบังคับใช้ในปี 2560

ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมาย คือจะกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราก้าวหน้าไม่เกิน 0.5% ของราคาประเมินกรมธนารักษ์ โดยกฎหมายจะแบ่งการเก็บภาษีเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย ประเภทที่อยู่อาศัย กรณีมีบ้านหลังเดียว มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษี ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป จะเสียภาษีโดยมีอัตราเพดานสูงสุดที่ 0.5% แต่จัดเก็บจริงจะเก็บตามขั้นบันได ส่วนกรณีมีที่อยู่อาศัยหลายหลัง หรือมีบ้านตั้งแต่ 2 หลังขึ้นไป จะเสียภาษีทันทีในบ้านหลังที่สอง ตั้งแต่บาทแรก โดยมีอัตราเพดานสูงสุดที่ 0.5%

ส่วนประเภทที่ 2 คือ กลุ่มพื้นที่เกษตรกรรม มีอัตราเพดานสูงสุดที่ 0.2% กลุ่มที่ 3 สำหรับกลุ่มพาณิชย์ อุตสาหกรรม จะจัดเก็บภาษี ซึ่งมีอัตราเพดานสูงสุดที่ 2% และประเภทที่ 4 คือ กลุ่มที่ดินรกร้างว่างเปล่าและไม่ใช้ประโยชน์ จะจัดเก็บภาษีโดยมีอัตราเพดานสูงสุด 5% ในปีที่ 1-3 หลังจากนั้นหากไม่ได้มีการทำประโยชน์ในปีที่ 4-6 จะจัดเก็บเพิ่มอีกเท่าตัว

วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้พยายามผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินมา 11 รัฐบาลแล้ว ตั้งแต่ปี 2535 จนรัฐบาลปัจจุบันที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศเป็นรัฐบาลที่ 12 รวมแล้ว 24 ปี 2 รอบ 2 ทศวรรษ และได้มีนโยบายดังกล่าว เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจประเทศและขยายฐานภาษี โดยเริ่มจากภาษีมรดก จนมาเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

อย่างไรก็ตาม ในการจัดเก็บภาษีนั้นจะต้องให้ผู้มีรายได้และเข้าเกณฑ์เสียภาษีน้อยที่สุด ซึ่งในครั้งแรกได้เสนอประเภทที่อยู่อาศัยให้มีการจัดเก็บตั้งแต่บาทแรก แต่ในท้ายที่สุด เนื่องจากบ้านเป็นปัจจัย 4 จึงได้ปรับให้มีการจัดเก็บบ้านที่มีราคาเกิน 50 ล้านบาทเป็นต้นไป โดยการจัดเก็บภาษีที่ดิน ผู้ดูแลและจัดเก็บจะเป็นหน้าที่ของ อปท. เพื่อเพิ่มรายได้ นำไปพัฒนาท้องถิ่น และเป็นการลดภาระงบประมาณของรัฐบาลที่ต้องเข้ามาสนับสนุนอีกด้วย

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยอมรับว่า การคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรูปแบบใหม่ จะส่งผลให้บริษัททั้ง 650 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเสียภาษีในส่วนของตัวอาคารพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น เช่น อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปัจจุบันหากคำนวณภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีบำรุงท้องที่แล้ว ในแต่ละปีจะต้องเสียภาษีประมาณ 8 ล้านบาท/ปี แต่หากกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้ในแต่ละปีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น 64% หรือประมาณ 13 ล้านบาท/ปี

ขณะเดียวกัน กรมธนารักษ์ยังจัดทำราคากลางเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการคำนวณอัตราการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะมีการปรับในทุก 4 ปี สะท้อนให้เห็นว่าราคาที่ดินมีการเคลื่อนไหวได้ตามราคาที่ประกาศ ขณะที่ผู้ที่เสียภาษีจะต้องเสียภาษีตามมูลค่าตามการตลาดที่แท้จริง

เกศรา กล่าวว่า ปัจจุบันมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น 55 บริษัท คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาด 9.5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 7% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ด้านผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เชื่อว่า พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะประกาศใช้ไม่ทันตามที่กำหนดไว้วันที่ 1 ม.ค. 2560 เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายลูกยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ขณะที่ อปท.ก็ยังไม่มีความพร้อมในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเท่าที่ทราบยังไม่มีการอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อทำการจัดเก็บภาษี รวมถึงการประเมินประเภทที่ดิน โดยคาดว่าน่าจะประกาศใช้ได้ในปี 2560 ขึ้นกับการเตรียมความพร้อมให้ท้องถิ่น และการร่างกฎหมายลูก

นอกจากนี้ ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีประเด็นที่ยังไม่เป็นธรรมกับผู้ถือครองที่ดินและยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ที่ดินตาบอด ซึ่งปกติจะไม่สามารถขายให้กับใครได้ เพราะไม่มีทางเข้าออก แต่จะถูกจัดเก็บภาษีเป็นที่รกร้างว่างเปล่าในอัตราก้าวหน้า และที่ดินที่ถูกรอนสิทธิตามกฎหมายผังเมืองควบคุมไม่ให้สร้างอะไรเลยจนไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ อย่างเช่น ที่ดินบางกระเจ้า ที่ดินตามแนวรับน้ำ ที่ควรจะได้รับการลดหย่อนในการเสียภาษี

รวมทั้งที่ดินที่เตรียมไว้สำหรับพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรและอาคาร ซึ่งจะได้รับการยกเว้นเป็นเวลา 3 ปี แต่เป็นการยกเว้นให้ตั้งแต่ซื้อที่ดินแปลงนั้นมา ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร ควรจะต้องยกเว้นตั้งแต่การได้ใบอนุญาตจัดสรร ส่วนการพัฒนาคอนโดมิเนียมก็ยกเว้นตั้งแต่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง

อธิป กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีเจ้าของที่ดินนำที่ออกมาเสนอขายมากขึ้น เพื่อลดภาระที่จะต้องจ่ายภาษี โดยส่วนใหญ่เป็นที่ดินสำหรับการพัฒนาบ้านจัดสรร เนื่องจากที่ดินประเภทนี้ในแต่ละปีราคาจะไม่ค่อยขยับขึ้นมาก เก็บไว้มีแต่ภาระภาษี ส่วนที่ดินในเมืองส่วนใหญ่ราคาขยับสูงขึ้นมากกว่าภาระที่ต้องจ่ายภาษี จึงไม่ค่อยมีใครนำที่ดินออกมาขาย

อภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการหารือและสร้างความชัดเจนในส่วนของการจัด เก็บภาษี โดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ ว่าจะมีการคำนวณการจัดเก็บภาษีอย่างไร และการจัดเก็บภาษีที่ดินใหม่นี้จะต้องให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีด้วย