เสียงจากอดีตสว. คสช.ตั้ง250แก้ขัดแย้งไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2559 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/423560

เสียงจากอดีตสว. คสช.ตั้ง250แก้ขัดแย้งไม่ได้

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

ปมใหญ่ที่ถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจซ่อนรูปในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั่นคือเรื่องที่มาของ สว.ที่ผ่านคณะกรรมการสรรหา 200 คน และอีก 50 คน มาจากการเลือกกันเองของแต่ละสาขาอาชีพ 20 ด้าน นอกจากนี้ยังสำรอง 6 เก้าอี้ สว. ให้ผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำ ซึ่งหนีไม่พ้นผู้นำเหล่าทัพ แน่นอน และท้ายที่สุด สว. 250 คน ที่มาในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่แตกต่างจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา แสดงความเห็นว่า ไม่ว่าที่มาของ สว.จะมีที่มาในรูปแบบใด จะแต่งตั้ง หรือจะสรรหาแน่นอนว่าการทำงานจะต้องตรงกับเจตนารมณ์ คสช.และ กรธ. ที่มีเป้าหมายเพื่อให้กลไกที่จะบริหารประเทศด้วยการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ที่ คสช.ได้วางไว้ 20 ปี หากมองไปที่การวางตัวข้าราชการ 6 ตำแหน่ง ชัดเจนที่จะเข้ามาเป็นฐานกำลังสำคัญ เป็นวิปประสานและควบคุมกำกับการทำงานในภาพรวมเป็นหลัก และเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการล้มรัฐธรรมนูญ

“แต่อยากจะเตือนว่าไม่เสมอไปในประวัติศาสตร์มีมาแล้ว เช่น ในสมัยจอมพลถนอม ยังสามารถปฏิวัติตัวเองได้ การจะแก้รัฐธรรมนูญให้ยากมันก็ยากแต่จะง่ายมันก็ง่าย ผมหวังว่า สว. 250 คน จะเข้าไปทำหน้าที่การออกกฎหมาย กำกับกลั่นกรองกฎหมายที่ออกไป ให้เป็นประโยชน์และยุติธรรมมากที่สุด และจะทำหน้าที่เพียงแค่คอยตรวจสอบ รัฐบาล เช่น ยื่นกระทู้ ตั้งกรรมาธิการกำกับการทำงานของรัฐบาล แค่นี้อำนาจก็เยอะพอแล้ว”

สิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต สว.อุทัยธานี กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่ กรธ.จะกำหนดให้มี สว.สรรหา เพราะเจตนาของ คสช.มีความชัดเจนตั้งแต่แรกที่เข้ามาปฏิวัติเพราะมองว่าปัญหาเกิดจากกลุ่มการเมือง และต้องการปฏิรูปในสิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหา ซึ่งเขาไม่สามารถที่จะปกครองประเทศได้โดยไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นจึงต้องสร้างเครื่องมือ กลไกต่างๆ เข้ามาควบคุม แต่การควบคุมการเมืองต้องอย่าใช้การควบคุมแบบทหารแบบสายบังคับบัญชาจะต้องทำแบบให้เนียนค่อยเป็นค่อยไปให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และจากประสบการณ์เป็น สว.มา 6 ปี การมี สว.สรรหาทั้ง 250 คน ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ และยังเป็นช่องทางให้กลุ่มการเมืองใช้เป็นข้ออ้างเรื่องความชอบธรรมด้วย เนื่องจากกลุ่มคนที่จะเข้ามาสรรหา สว. ใช้ตรรกะอะไรวัดว่าเป็นคนดีและเป็นที่ยอมรับ และแน่นอนว่าคนเหล่านี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีแนวคิดที่ไปในทิศทางเดียวกัน

อดีต สว. ระบุอีกว่า อำนาจ สว.ที่สามารถแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระได้ แล้วมีผลที่จะให้คุณให้โทษกับกลุ่มการเมืองหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สุดท้ายแล้วปัญหาจะกลับมาเหมือนความขัดแย้งเหมือนเดิม ที่กลุ่มการเมืองใช้เป็นข้ออ้างในการโต้แย้ง เรียกร้องความชอบธรรมต่างๆ ดังนั้นอำนาจหน้าที่ของ สว.สรรหาควรจะมีกรอบเป็นเพียงสภาพี่เลี้ยง ที่ท้วงติง ตรวจสอบเท่านั้นอย่าให้อำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ หรือกำหนดอำนาจที่จะให้คุณให้โทษกลุ่มการเมืองไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อม

คำนูณ สิทธิสมาน อดีต สว.สรรหา กล่าวว่า เข้าใจข้อเสนอ คสช.ที่จะอยู่ในช่วงเวลาชั่วคราวระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีเท่านั้น ซึ่งรายละเอียดอำนาจหน้าที่เป็นเรื่องที่ กรธ.และ คสช.ต้องหารือกันให้ตกผลึก แต่ความเห็นส่วนตัวเรื่องที่มาและการทำหน้าที่ของ สว.ในภาพรวมช่วงปกติคิดว่า วุฒิสภาควรจะมีภาระหน้าที่และมีที่มาแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร เพื่อความสมบูรณ์ในแบบผู้แทนปวงชนชาวไทยในรัฐสภามิติอื่นบ้าง เช่น มีความหลากหลายทางวิชาชีพ หรือวิชาการ เพื่อการทำงานให้รอบด้านมากขึ้น เนื่องจากมีคนอีกมากที่อยากเข้ามาทำงานในโครงสร้างการเมือง แต่ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาในระบบการเลือกตั้งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรได้

อย่างไรก็ตาม การทำงาน สว.สรรหา จากประสบการณ์ไม่มีการทำงานตามใบสั่ง เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีกำหนดไว้ว่าให้เป็นได้สมัยเดียวหรือต้องเว้นวรรคหนึ่งสมัย โดยการทำงานไม่ต้องคำนึงว่าต้องทำตามประสงค์ผู้แต่งตั้งเพื่อหวังได้รับการแต่งตั้งต่อไป หากกังวล สว.ทำตามใบสั่ง การร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้นก็ต้องเขียนกติกาขึ้นมาให้ชัดเจนและเข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็มีกฎเกณฑ์ กฎจริยธรรมต่างๆ ควบคุมอยู่แล้ว

 

สืบทอดอำนาจซ่อนรูป “รธน.” เสี่ยงประชามติไม่ผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2559 เวลา 13:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/423189

สืบทอดอำนาจซ่อนรูป "รธน." เสี่ยงประชามติไม่ผ่าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ไม่แปลกที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะพออกพอใจกับข้อสรุปของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ยอมปรับเนื้อหาตาม 3 ข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกือบทั้งหมด

“การที่ร่างออกมาแบบนี้ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าจะพอใจและรับได้ถือว่าใกล้เคียงสิ่งที่ คสช.ได้เสนอไป กรธ.พยายามทำดีที่สุด โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามที่ คสช.ได้บอกไป แต่ยังคงรักษาจุดยืนในสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาใหม่”​ วิษณุระบุ

ทว่าหากพิจารณาลึกๆ ข้อสรุปของ กรธ.ที่ออกมานั้น คงต้องเรียกว่าเป็นการ “รับลูก” เสียมากกว่า “พบกันครึ่งทาง”​ ด้วยการเล่นแร่แปรธาตุทางตัวอักษรเสียใหม่

ที่สำคัญการตัดสินใจเช่นนี้ของ กรธ.มีแต่จะตอกย้ำข้อครหา เรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลต่อการทำประชามติในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ประเด็นเดียวที่ กรธ.ยังคงจุดยืนของตัวเองไว้ คือ ​ การยืนยันให้ใช้ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบจัดสรรปันส่วนผสมด้วยการลงคะแนนบัตรเดียว

แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เป้าใหญ่ของ คสช.ที่อยากได้ หนำซ้ำอาจเป็นเพียงข้อเสนอที่ใส่มาเพื่อให้ กรธ. ได้ปฏิเสธ เพื่อลดแรงเสียดทาน ไม่ต้องรับฟัง คสช.ทั้งหมดทุกข้อด้วยซ้ำ

เพราะเอาเข้าจริง “กลไก” การเลือกตั้งที่ กรธ.ออกแบบมาเช่นนี้ ​อาจ “เข้าทาง” ตรงกับความต้องการที่ไม่อยากให้พรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มาด้วยซ้ำ

การเลือกตั้ง 2 บัตร จึงมีความเสี่ยงที่ผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ต่างจากเดิม  ถึงจะออกตัวมาตลอดว่าไม่ได้กีดกันพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นพิเศษ แต่หลายสิ่งหลายอย่างสะท้อนไปในทางตรงกันข้าม

นี่จึงเป็นทางเลือกวิน-วินของทั้ง กรธ. และ คสช.

ข้อเสนอที่ 2 เรื่องการสรรหา สว. 250 คน แทนการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ ที่ถูกถล่มอย่างหนักในปมเรื่องสืบทอดอำนาจกับการเปิดช่องให้ คสช.วางตัวคนที่ไว้ใจได้มานั่งในสภาสูงคุมการทำงานของสภาล่างอีกชั้นหนึ่ง

แม้ คสช.จะพยายามรับเปลี่ยนรายละเอียดในบางจุด แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้แทบไม่แตกต่างกัน

จะเห็นว่าจากข้อเสนอให้สรรหา สว.ทั้งหมด 250 คน กรธ.ปรับมาให้สรรหาผ่านคณะกรรมการสรรหา 200 คน ส่วนอีก 50 คนมาจากการเลือกกันเองของแต่ละสาขาอาชีพ 20 ด้าน จนได้ 231 คน ก่อนเลือกให้เหลือ 50 คน ตามหลักเกณฑ์ที่ คสช.กำหนด ดังนั้นโอกาสที่ สว.จะหลุดโผมีคนที่ คสช.ไม่พึงประสงค์ย่อมเป็นไปได้ยาก

สุดท้าย 250 สว.ที่มาในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ จึงอาจไม่แตกต่างจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)​

สอดรับไปกับอำนาจหน้าที่ของ สว.ที่ดูเหมือนมีความพยายามทำให้ดูคลุมเครือเหมือนไม่มีอะไร

แน่นอนข้อเสนอของ คสช.เรื่องการสำรอง 6 เก้าอี้ สว.​ให้ผู้นำเหล่าทัพนั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเกินว่า กรธ.จะยอมรับได้ จึงทำได้มากสุดเพียงแค่เขียนเปิดทางบุคคลใน คสช.และผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำสามารถเป็น สว.ได้

ส่วนเป้าที่ถูกถล่มหนักทั้งเรื่องอำนาจเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้นั้น ดูจะสุดโต่งเกินกว่าที่ กรธ.จะยอมรับได้ ​แต่ทว่าการตัดอำนาจ สว.ตรงนี้ออกไปก็ลดเสียงวิจารณ์ได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

ในเมื่ออำนาจที่น่ากลัวของ สว.อยู่ที่การร่วมเป็นกลไกเปิดทางให้เลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้อย่างแนบเนียน

เพราะแม้ ทาง กรธ.จะหักข้อเสนอของ คสช. ด้วยการยืนยันจุดยืนเดิมของตัวเองบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี 3 ชื่อ ​เพื่อให้สภาเป็นคนออกเสียงชี้ขาดสุดท้าย

ทว่า กรธ.กลับเพิ่มเงื่อนไขในกรณี หากเกิดกรณีสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้จะต้องมีการเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อลงมติ 2 ใน 3 เพื่อของดเว้นการบังคับเลือกจาก 3 รายชื่อของแต่ละพรรคได้

คำนวณแล้วเสียง 2 ใน 3  จาก 750 เสียง (สส. 500 สว. 250)  หรือประมาณ 500 คน ดูเหมือนจะเยอะจนแทบเป็นไปได้ยาก

แต่ในความเป็นจริง แค่ที่มาของ สว. ​ก็พอจะมองออกว่าเมื่อถึงเวลานั้น 250 เสียงนี้จะเทไปทางใด การจะรวมไปกับอีก 250 เสียงของ สส. ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ในวันที่พรรคเล็กพรรคน้อยมีอำนาจต่อรองในตัวเองมากขึ้น

อย่าลืมว่าระบบเลือกตั้งแบบใหม่นั้นยากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และยากที่ประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาล โอกาสที่จะได้เสียงเพียงพอเลือกนายกฯ ตามปกติย่อมยากมากขึ้นกว่าเดิม และมีแนวโน้มที่ต้องใช้ช่องทางที่ กรธ.เปิดไว้

ทั้งหมดสะท้อนการสืบทอดอำนาจที่ซ่อนรูปจนน่าเป็นห่วงว่าจะผ่านด่านประชามติได้หรือไม่

 

จัดโผกองทัพ กรุยทางเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2559 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/422941

จัดโผกองทัพ กรุยทางเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นอีกก้าวย่างที่ต้องจับตาสำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปี จำนวน 251 นาย

ความสำคัญของการแต่งตั้งโยกย้ายรอบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เป็นการจัดวาง “ขุมกำลัง” ส่งมือไม้ที่ไว้ใจได้ไปทดแทนตำแหน่งที่จะเกษียณในปีนี้เท่านั้น

แต่นี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวที่จะสร้างเสถียรภาพความเป็นปึกแผ่นภายในกองทัพ สำหรับประคับประคองสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปีข้างหน้า

ต้องยอมรับว่า “กองทัพ” ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ โดยเฉพาะในช่วงที่ คสช.เปลี่ยนสถานะจาก “รัฏฐาธิปัตย์” มาเป็นเพียงแค่กองหนุนเท่านั้น

แถมประเมินแล้วว่าช่วงเวลานับจากนี้ยาวไปถึงช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มจะต้องเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานรอบด้านที่รุนแรง

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ทุกอย่างต้องสะดุด จึงจำเป็นต้องทำให้กองทัพมีเอกภาพไร้แรงกระเพื่อมป้องกัน “อุบัติเหตุ” ในอนาคตจนทำให้แผนทุกอย่างต้องสะดุด รวมทั้งต้องมองข้ามช็อตวางตัวคนที่จะมารับหน้าที่คุมกำลังหลักในช่วงเวลานับจากนี้ไปอีก 5 ปีข้างหน้า

​ในแง่ของเอกภาพการแต่งตั้งโยกย้ายรอบนี้ บิ๊กหมู-พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ยังกระชับอำนาจต่อเนื่องจากเดิมที่เคยเด้งนายทหารระดับ พ.อ.พิเศษ มือไม้ของ บิ๊กโด่ง-พล.อ.อุดมเดชสีตบุตร รมช.กลาโหม เมื่อเดือน ต.ค. 2558

รอบนี้ ทีมงาน พล.อ.อุดมเดช ตั้งแต่​หน้าห้อง ​ทีมงานอุทยานราชภักดิ์ หลุดพ้นตำแหน่งสำคัญหมด ไล่มาตั้งแต่ พล.ท.สุทัศน์ จารุมณี รอง เสธ.ทบ. เป็นที่ปรึกษา ทบ. (ยศพลโท ตามเดิม) พล.ท.จีระพันธุ์ มาลีแก้ว รองเสธ ทบ. เป็นรองหัวหน้าคณะนายทหาร ฝ่าย เสธ.ประจำ ผบช.

ถัดมา พล.ท.พลภัทร์ วรรณภักตร์ เจ้ากรมยุทธศึกษากองทัพบก ไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. (อัตราพลโท ตามเดิม) และ พล.ต.ศรีศักดิ์ พูนประสิทธิ์ ผบ.พล.ร.2 รอ. ที่ขยับขึ้นเป็นแค่รองแม่ทัพน้อยที่ 1 ​ทั้งที่ปกติควรจะต้องขยับขึ้นรองแม่ทัพภาคที่ 1

ความสำคัญของการแต่งตั้งรอบนี้อยู่ที่การดันคนใกล้ชิด บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ​ขึ้นตำแหน่งสำคัญปูทางว่าที่ ผบ.ทบ.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เริ่มจาก ​พล.ต.ณัฐ อินทรเจริญ รองแม่ทัพภาคที่ 1 น้องรักบิ๊กป้อม ขึ้น พล.ท.เป็นรอง เสธ.ทบ. เตรียมไปชิงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 กับ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.20 ในการโยกย้ายเดือน ก.ย.นี้อีกครั้ง

อีกทั้งเป็นที่จับตาว่าการขยับ พล.ต.ณัฐ ครั้งนี้ เป็นการปูทางขึ้นไลน์ 5 เสือ ทบ. แถมมีแนวโน้มจะได้ขึ้นตำแหน่ง ผบ.ทบ. ในปี 2564

หากไล่เรียงดูคิว ว่าที่ ผบ.ทบ.คนต่อไปแทน พล.อ.ธีรชัย ที่จะเกษียณในเดือน ก.ย.นี้ พบว่าทุกอย่างดูจะเป็นไปตามคิว เริ่มจาก บิ๊กแกละ-พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ. ที่มาแรงเบียดแซง บิ๊กเจี๊ยบ-พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ. โดยบิ๊กแกละจะเกษียณในปี 2560

ถัดมา พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเกษียณในปี 2561 ก่อนจะมาถึง พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ในปลายปีนี้ จะเกษียณปี 2563 และปิดท้ายที่ พล.ต.ณัฐ

ส่วนตำแหน่งอื่นๆ เป็นที่ชัดเจนว่า คนใกล้ชิดทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูจะขยับกันถ้วนหน้า ทั้ง พล.ท.ปณต แสงเทียน เจ้ากรมข่าว ทบ. เป็นรอง เสธ.ทบ.

​แถมยังดัน พล.ต.สันติพงษ์ ธรรมปิยะ น้องรักบิ๊กตู่ ขยับจาก ผบ.มทบ.11 มานั่ง ผบ.พล.2 รอ. คุมหน่วยบูรพาพยัคฆ์ ที่มีลุ้นเก้าอี้ใหญ่ในอนาคตเพราะเกษียณปี 2565

อีกด้าน พ.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ รอง ผบ.พล.ร.9 ขยับขึ้นเป็น พล.ต.ในตำแหน่ง ผบ.มทบ.11 ซึ่ง พ.อ.สนิธชนก เป็นสามีของ พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกรัฐบาล ซึ่งเป็นที่คาดว่าเพื่อเปิดทางให้ ​พ.อ.วุฒิชัย นาควานิช รอง ผบ.พล.ร.9 น้องชาย พล.อ.ธีรชัย ขึ้นเป็น ผบ.พล.ร.9 ในการโยกย้ายครั้งหน้า

นอกจากนี้ ยังดัน พล.ต.ปิยวัฒน์ นาควานิช น้องชาย พล.อ.ธีรชัย ที่ทำงานภาคใต้ จากผู้ทรงคุณวุฒิ ทบ.ขึ้น ​พล.ท. ตำแหน่งที่ปรึกษา ทบ. และโยก พล.ต.หญิง บุญรักษา นาควานิช ภริยาของ พล.อ.ธีรชัย จากสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ​กลับมากองทัพบกในฐานะผู้ชำนาญการ ทบ.

การจัดวางเส้นทางอำนาจในกองทัพนับจากนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การวางมือไม้ที่ คสช.ไว้ใจได้ย่อมเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าจะช่วยกรุยทางให้เส้นทางข้างหน้าของ คสช. ​เต็มไปด้วยความราบรื่นไร้รอยต่อไปอีกอย่างน้อยก็ 5 ปี ที่จะไม่สะดุดหรือเจออุบัติเหตุระหว่างทาง

 

เดิมพันสุดท้าย กรธ.เลือกทางไหนก็เสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2559 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/422557

เดิมพันสุดท้าย กรธ.เลือกทางไหนก็เสี่ยง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับการหยิบยก “ข้อเสนอ” ต่อการร่างรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาพิจารณาช่างน้ำหนักข้อดีข้อเสีย และวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ก่อนชี้ขาดว่าจะทำอย่างไรในวันที่ 21 มี.ค.นี้

ที่สำคัญไม่ว่า กรธ.​จะตัดสินใจเลือกเดินทางไหนก็มีแต่เสียกับเสีย ขึ้นอยู่กับว่าจะเสียมากเสียน้อยเท่านั้น

ต้องยอมรับว่าแพ็กเกจของ คสช. ที่ลงนามโดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ส่งตรงมาถึง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เต็มไปด้วยข้อกังขาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ”

โดยเฉพาะข้อเสนอเปิดทาง “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี โดยให้เขียนบรรจุในบทเฉพาะกาลงดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 83 และ 154 ที่กำหนดให้พรรคการเมืองอาจแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ

สอดรับกับข้อเสนอเรื่องการสรรหา สว.​ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แทนการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ ซึ่งพ่วงอำนาจเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แถมยังมีการล็อก​ 6 ที่นั่ง สว.ให้ ผบ.เหล่าทัพ และปลัดกระทรวงกลาโหม

อีกทั้งในการเลือกตั้งครั้งแรกยังเสนอให้งดเว้นการเลือกตั้งระบบบัตรเดียวเปลี่ยนมาใช้เลือกตั้ง 2 บัตร เหมือนเดิมคือเลือก สส.เขต 350 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน โดยใช้ระบบเขตใหญ่ไม่เกิน 3 คน

ชุดข้อเสนอที่ถูกเปิดออกมานำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง ​ทำให้ ​กรธ.ได้แต่ยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด เพื่อรับฟังกระแสสังคมก่อนจะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

ด้วยสถานะคนเขียนรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะมาจากข้อเสนอหรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลังจากไหนก็ตาม แต่สุดท้ายคนที่ต้องรับผิดชอบก็หนีไม่พ้น​ กรธ.

วิเคราะห์ทางเลือกของ กรธ. เวลานี้มีอยู่ 3 ทางเลือกหลัก แต่ละเส้นทางมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ กรธ.ว่าจะช่างน้ำหนักและสรุปเลือกเดินทางไหน

เริ่มจากทางเลือกแรกยืนยันจุดยืนเดิมของ กรธ. ไม่ปรับแก้ตามข้อเสนอของ คสช. ทั้ง 3 ข้อ ซึ่งข้อดีคือจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง​ดูน่าเชื่อถือในสายตาประชาชน เพราะไม่ถูกแทรกแซงจาก คสช.​

รวมทั้งยังเป็นการ “ตัดตอน” ข้อครหาเรื่อง “การสืบทอดอำนาจ” ไม่ให้ลุกลาม บานปลายจนย้อนกลับกระทบภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีเนื้อหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่มาก แต่เมื่อ กรธ.ตัดสินใจปรับแก้เนื้อหาในบางประเด็นโดยเฉพาะเรื่องสิทธิที่เพิ่มเติมเข้ามา ย่อมช่วยให้สามารถผ่านประชามติได้ง่ายขึ้น หากไม่มีความเคลือบแคลงว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ

แต่ข้อเสียคือจะทำให้เกิดปัญหาระหว่าง คสช.​และ กรธ. ดังจะเห็นว่ารอบนี้ คสช.ประกาศเอาจริงกับข้อเสนอชุดนี้ถึงขั้นประกาศไม่ดีก็เขียนใหม่

ทางเลือกที่สอง กรธ. ยอมปรับแก้ตามข้อเสนอ คสช. ด้วยเหตุผลเพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ให้การปฏิรูปหรือสิ่งที่ทำมาต้องสะดุด​ แต่สุดท้ายหนีไม่พ้นข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ ที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับถูกตีตราว่าเป็นฉบับสืบทอดอำนาจ

นอกจากจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญสุ่มเสี่ยงจะถูกคว่ำในชั้นประชามติ ​จนต้องกลับมาตั้งต้นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญอีกเป็นรอบที่ 3 และพานกระทบต่อไปถึงโรดแมปเลือกตั้งปี 2560

อีกด้านหนึ่งตัว กรธ.เอง จะต้องตกเป็นจำเลย แบกรับแรงเสียดทานไว้ทั้งหมด

ทางเลือกสุดท้ายคือการแก้ไขเพียงบางส่วนจากข้อเสนอทั้งหมด ซึ่ง​​น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แบบ “บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น” ยอมแก้ไขในบางประเด็นแต่ไม่หมดทุกประเด็น แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้างแต่ก็ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา

ส่วนจะแก้ไขมากหรือน้อย หรือแก้ไขในประเด็นใดบ้างก็คงต้องไปพิจารณาข้อดีข้อเสีย และผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งหากรักษาสมดุลไม่ให้ถูกตีตราว่าสืบทอดอำนาจและยังประคองสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านได้จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลุ้นจะผ่านประชามติ

หรือกรณีจะยอมปรับแก้รัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของ คสช.​ ทาง กรธ.ก็อาจใช้วิธีไม่ปรับตามข้อเสนอของ คสช. ทั้งหมดอาจพลิกปรับเนื้อหาให้เป็นที่ยอมรับได้ แต่ยังคงเจตนารมณ์ของคสช.เอาไว้ หรืออาจจะเขียนรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อลดทอนข้อครหาเปิดทางสืบทอดอำนาจให้ลดลงไปบ้าง

แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน กรธ.ในฐานะคนร่างรัฐธรรมนูญย่อมหนีไม่พ้นต้องแบกรับแรงเสียดทานจากผลลัพธ์ที่จะตามมานับจากนี้ ส่วนจะแรงมากน้อยแค่ไหนคงต้องจับตาดูกันต่อไป

 

เอกภาพแน่นปึ้ก 3 บิ๊กคสช.ปูทางอยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2559 เวลา 09:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/422223

เอกภาพแน่นปึ้ก 3 บิ๊กคสช.ปูทางอยู่ยาว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางตามโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินมาจนถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ท่ามกลางแรงเสียดทานที่รุมเร้ารอบด้าน แต่ละก้าวย่างนับจากนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ ที่หากพลาดพลั้งอาจทำให้ทุกอย่างต้องสะดุดและทำให้ทุกอย่างที่ทำมาสูญเปล่า

แต่จุดแข็งของ คสช.เวลานี้อยู่ที่ความเป็น “เอกภาพ” ที่จะช่วยให้ทุกอย่างเดินไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น

โดยเฉพาะสัมพันธ์อันแน่นปึ้กของ​ 3 คีย์แมน ​คสช. บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.​และนายกรัฐมนตรี บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ​ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ​บิ๊กหมู พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. และเลขาฯ คสช.

สยบให้ “คลื่นใต้น้ำ” หรือแรงกระเพื่อมภายในกองทัพไม่อาจลุกลามขยายวง หรือออกมาเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนต่อการบริหารงานของรัฐบาล คสช.ได้

​ก่อนหน้านี้กระแส “ขัดแย้ง​” ภายใน คสช. มีให้เห็นเป็นระยะ ข่าวคราว “เกาหลา” มีให้ได้ยินหลายคู่ ทั้งหมดจุดประเด็น “ปฏิวัติซ้อน” อยู่เป็นพักๆ

ยิ่งในช่วง “ชิงดำ” เก้าอี้ ผบ.ทบ. ​ไล่มาตั้งแต่สมัย ​พล.อ.ไพบูลย์​ คุ้มฉายา-พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ​มาจนถึง พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา และ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ที่ยิ่งสร้างความปั่นป่วนสั่นคลอนเสถียรภาพภายในกองทัพ

แต่นาทีนี้​สภาพภายนอกกองทัพกลับมากลมเกลียวเป็นปึกแผ่นไร้แรงกระเพื่อม ทุกอย่างถูกบริหารจัดการเป็นอย่างดี การจัดวางมือไม้ส่งคนที่ไว้ใจได้มาประจำตำแหน่งคุมกำลังหลัก ยังเป็นหลักประกันป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

​ขุมกำลัง 3 ประสาน บิ๊กป้อม-บิ๊กตู่-บิ๊กหมู ​เวลานี้ ผนึกกำลังเข้มแข็ง ยิ่งทำอำนาจให้ทุกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ แถมการทำงานยังสอดประสานมุ่งสู่ “เป้าหมาย” เดียวกัน ช่วยทำให้การเดินหน้าฝ่าแรงเสียดทานง่ายขึ้น

สะท้อนผ่านการผลักดันข้อเสนอไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ 3 บิ๊ก คสช.ผนึกกำลังบีบให้ กรธ. ยอมคล้อยตาม เพิ่มบทบัญญัติในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญเดินหน้าการบริหารในช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ถูกถล่มว่าเป็นการเปิดทาง “สืบทอดอำนาจ” ของ คสช.

ชัดเจนทั้ง 3 ข้อเสนอ ไล่มาตั้งแต่การเปิดทางนายกฯ คนนอก การกลับมาใช้ระบบสรรหา สว. 250 คน แทนการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ และยังพ่วง 6 ที่นั่งพิเศษให้ปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพ แถมอำนาจพิเศษเปิดช่องให้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้

แม้ กรธ.จะอิดออดดึงเวลาไม่ยอมรับลูก คสช. เกรงว่าประชาชนจะตราหน้าร่างรัฐธรรมนูญ​ฉบับปราบโกง เป็น ฉบับ “สืบทอดอำนาจ” แทน

แต่สัญญาณเอาจริงจาก 3 ประสาน คสช. ที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ แบ่งบทกันเล่น คงยากที่ กรธ.จะปฏิเสธได้

เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศชัดว่า “ไม่ดีก็ร่างใหม่ ทำไมล่ะก็ผมมีอำนาจ ที่จะทำให้บ้านเมืองปลอดภัย ไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิด”

เรียกได้ว่าเป็นการกระชับอำนาจในมือ พร้อมย้ำเตือนถึงสถานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่หวังว่าทุกฝ่ายจะช่วยกันนำพา “เรือแป๊ะ” ไปสู่เป้าหมายที่แป๊ะต้องการ

สอดรับกับท่าทีของ พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ที่เวลานี้เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็นข้อเสนอเรื่องการสรรหา สว.ช่วงเปลี่ยนผ่าน

ตอกย้ำว่าทุกอย่างผ่านการตกผลึกมาอย่างเป็นระบบ ก่อนที่จะนำมาสู่ข้อเสนอของ คสช. ที่ส่งตรงไปยัง กรธ.

ไม่เว้นแม้แต่ 6 ที่นั่งพิเศษให้ ผบ.เหล่าทัพมานั่งเก้าอี้ สว.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ พล.อ.ประวิตร อธิบายว่าเป็นกลไกป้องกันการปฏิวัติซ้อน ซึ่งถือเป็นการมองข้ามช็อตไปหลายชั้น และวางแผนไปไกลจนถึงอีก 5 ปี หลังเลือกตั้ง

ที่สำคัญงานนี้ พล.อ.ธีรชัย ประกาศชัด​ยืนอยู่ฝั่ง คสช.แบบเต็มตัว ล่าสุดเป็นผู้ลงนามในข้อเสนอที่ส่งตรงถึง กรธ. ทั้งที่ปกติแล้วหนังสือจาก คสช. ส่วนใหญ่จะลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์

แต่ครั้งนี้แม้​ข้อเสนอจะถูกถล่มว่าเป็นการปูทางสืบทอดอำนาจของ คสช. แต่ พล.อ.ธีรชัย ผบ.ทบ. และเลขาฯ คสช. ก็ยังแสดงให้เห็นว่าสนับสนุนแนวคิดนี้ ​​

แม้​วิเคราะห์แล้วว่าทางเดินนี้ย่อมต้องเผชิญหน้ากับเสียงต้านรุนแรง แต่ด้วยอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ และเอกภาพภายในกองทัพและ คสช. ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะผลักดันแนวคิดนี้ไปสู่จุดหมาย

​การเปิดประตูอยู่ยาวไปอีก 5 ปี จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

เทียบ กม.ประชามติ เพิ่มยาแรง สอยพวกป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2559 เวลา 09:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/422220

เทียบ กม.ประชามติ เพิ่มยาแรง สอยพวกป่วน

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายการเมืองถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่สอดคล้องกับโลกประชาธิปไตย และเปรียบเสมือนถอยหลังลงคลอง แน่นอนว่าร่างใหม่ที่กำลังรอเวลาปรากฏสู่สายตาสังคม ต้องผ่านด่านสำคัญ คือ “การทำประชามติ” เพื่อได้รับความเห็นชอบจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

โดยวันที่ 18 มี.ค. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีระเบียบวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. … ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

เมื่อส่องร่างตามที่ ครม.เสนอให้กับ สนช. โดยเฉพาะในหมวด 3 การควบคุมการออกเสียงประชามติและบทกำหนดโทษ นำมาเปรียบเทียบกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แม้ในภาพรวมจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่

แต่ทว่าหมวด 3 ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ตามมาตรา 56 ได้กำหนดบทลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขาธิการ กกต. อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด กกต.จังหวัด อนุกรรมการ ผู้อำนวยการการออกเสียงประจำเขตออกเสียง กรรมการประจำเขตออกเสียง หรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือการออกเสียงหากทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการอื่นใดเพื่อขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือประกาศคำสั่งของ กกต. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-4 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี ยกเว้นกระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับการคุ้มครองโดยไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง

ขณะเดียวกัน ผู้ใดทำลายบัตรที่มีไว้สำหรับการออกเสียงโดยไม่มีอำนาจกระทำได้ หรือจงใจกระทำการด้วยประการใดๆ ให้บัตรออกเสียงประชามติชำรุด หรือเสียหาย หรือกระทำการด้วยประการใดๆ แก่บัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

เมื่อเปิดดูมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติปี 2550 ระบุว่า ถ้าผู้กระทำตามวรรคหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-4 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 มาตรา 60 ระบุความตอนท้ายเพิ่มเติมด้วยว่า ความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำมาใช้บังคับแก่เครื่องลงคะแนนโดยอนุโลม

นอกจากนี้ พ.ร.บ.ใหม่ยังได้เพิ่มบทลงโทษ หากผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง

โดยให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่มาตรา 10 ข้อ 6 ของ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ปี 2550 หากเรียกทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อจะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ให้ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปีด้วยก็ได้

แต่มาตรา 62 ของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ข้อ 6 เรียก รับ หรือยอมที่จะรับเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อจะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ออกเสียง

ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมไว้ว่า ถ้าได้แจ้งถึงการกระทำดังกล่าวต่อ กกต. หรือผู้ซึ่ง กกต.มอบหมายก่อนหรือในวันออกเสียง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

พร้อมทั้งยังเพิ่มเติมโทษ หากผู้กระทำการตามข้อ 1-6 ใน พ.ร.บ.ใหม่ อันเป็นเหตุให้มีการออกเสียงประชามติใหม่ ให้ผู้นั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการออกเสียงประชามติคราวถัดไป

อย่างไรก็ดี ใน พ.ร.บ.การออกเสียงฉบับใหม่ ได้กำหนดในมาตรา 63 ผู้ใดจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิออกเสียงไปยังที่ออกเสียงเพื่อการออกเสียง หรือนำกลับไปจากที่ออกเสียงโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารยานพาหนะ หรือค่าจ้างซึ่งต้องเสียตามปกติ หรือจัดให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไปยังที่ออกเสียง หรือกลับจากที่ออกเสียง เพื่อจูงใจหรือควบคุมให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไปลงคะแนน หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 1 หมื่น-1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี

ทว่า บทบัญญัติในมาตราดังกล่าว มิให้ใช้บังคับแก่การที่หน่วยงานของรัฐจัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

นอกจากนี้ มาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ฉบับออกเสียงประชามติ ปี 2550 กำหนดว่าผู้ใดเผยแพร่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงในระหว่าง 3 วัน ก่อนออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียงในวันออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่มาตรา 64 ของ พ.ร.บ.ใหม่ได้เปลี่ยนแปลงใหม่ ให้อยู่ในระหว่าง 7 วัน ก่อนออกเสียงประชามติ แต่ยังระวางโทษตามเดิม

ส่วนในมาตรา 66 ผู้ใดนำบัตรออกเสียงที่ลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าได้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง โดยไม่มีอำนาจชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษ
จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ใบสั่ง “คสช.” เพิ่มแรงต้านคว่ำรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2559 เวลา 19:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/422181

ใบสั่ง "คสช." เพิ่มแรงต้านคว่ำรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อาจต้องเรียกว่า “ใบสั่ง” มากกว่า “ข้อเสนอ” สำหรับคำแนะนำจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ส่งตรงมาถึงกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)​ เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างสุดท้ายที่มีเดดไลน์วันที่ 29 มี.ค.นี้

ตอกย้ำความชัดเจนผ่าน “สัญญาณ” จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธไม่ได้กดดัน กรธ. แต่เชื่อว่า กรธ.คงจะทำตาม ถ้าไม่ทำตามก็จะทำข้อเสนอไป กรธ.ใหม่

“เดี๋ยวมีอีกก็ได้ ถ้า กรธ.ไม่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวผมก็เขียนไปใหม่ ก็ทำจนกว่าจะพิจารณานั่นแหละ”

จุดยืนที่แน่วแน่ของ คสช. ที่ประกาศชัดว่า “ไม่ดีก็ร่างใหม่” คงยากที่ กรธ.จะขัดขืนได้ แม้จะรู้ดีว่าหากยอมเขียนตาม “ใบสั่ง” ที่ได้รับคงเพิ่มแรงต้านรัฐธรรมนูญมากขึ้นกว่าเดิม

ลำพังแค่ร่างเดิมที่ยังไม่ปรับแก้ตามใบสั่งของ คสช. กรธ.ก็ถูกถล่มจากหลายฝ่ายในหลายประเด็น ไล่มาตั้งแต่เรื่องระบบเลือกตั้งสัดส่วนผสมที่บัตรเดียวเลือกทั้ง สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และนายกรัฐมนตรี มาจนถึงระบบสรรหา สว. ที่ใช้การเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ ตลอดจนเรื่องสิทธิ ฯลฯ

จนประเมินว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผ่านประชามติ ถึงขั้นที่ กรธ.ต้องยอมปรับแก้ใหม่ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ

ดังนั้น หาก กรธ.ตัดสินใจรับลูก คสช. ย่อมทำให้มีกระแสต้านรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน แถมยังกระทบไปถึงผลของการลงประชามติในอนาคต

โดยเฉพาะกับ “ใบสั่ง” ล็อตสุดท้าย ที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ส่งตรงถึง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เนื้อหาทั้ง 3 ข้อถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเปิดทาง “สืบทอดอำนาจ”

เริ่มตั้งแต่การเปิดทาง “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ด้วยการเสนอให้งดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 83 และ 154 ที่ให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ 3 รายชื่อ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ด้วยเหตุผลว่าควรพิจารณาถึงอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นเพราะเหตุที่มีเงื่อนไขเข้มงวด เช่น ผู้มีชื่อในบัญชีถอนตัว หรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา

จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการปลดล็อกเงื่อนไขเปิดทางให้คนของ คสช. เข้ามากุมบังเหียนทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหารในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สอดรับไปกับข้อเสนอเรื่อง สว.สรรหาหรือแต่งตั้ง ที่วิจารณ์กันว่าเป็นเพราะต้องการคนที่ คสช. ไว้ใจได้มาประคองสถานการณ์ ถ่วงดุลฝ่ายบริหารที่จะมาจากการเลือกตั้ง ด้วยกลไกใหม่อย่างการให้ สว.เสนอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้

ยังไม่รวมกับตำแหน่ง สว.โดยตำแหน่งที่ล็อกไว้ให้ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส.​ ผบ.ทบ. ผบ.ทอ. ผบ.ทร. และ ผบ.ตร. ที่ระบุว่าเพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงแห่งชาติ

ข้อกังขาเรื่อง “การสืบทอดอำนาจ” นับวันมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช. และร่างรัฐธรรมนูญ

แม้ คสช.จะมั่นใจว่าจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เต็มไปด้วยข้อกังขาเรื่องการสืบทอดอำนาจผ่านประชามติได้ แต่ในระยะยาวรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาในที่สุด

เริ่มตั้งแต่จะทำให้การบริหารของรัฐบาล คสช. เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าทุกอย่างที่ทำไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม แต่อาจจะเป็นเพียงแค่การรักษาฐานอำนาจให้อยู่ต่อไปนานขึ้น

อีกด้านความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติย่อมต้องลดน้อยถอยลงไป เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าการสอดไส้เช่นนี้​ไม่อาจทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ตราบเท่าที่เงาของ คสช. ยังปกคลุมทาบทับรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง​

พานกระทบไปถึงเรื่องการค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว ที่จะพันกันเป็นลูกโซ่ ฉุดให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วย่ำแย่หนักกว่าเดิม  ซ้ำเติมกับปัญหาบริหารงานของรัฐบาล คสช. ที่ไม่โดนใจชาวบ้านเหมือนก่อนหน้านี้ ปัญหาหลายอย่างยัง
ไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะการปฏิรูปที่ยังห่างไกลความจริง

ที่สำคัญปมเรื่องสืบทอดอำนาจนี้ ย่อมเป็นชนวนปลุกให้กลุ่มต่างๆ ออกมาคัดค้าน คสช. ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นขั้วอำนาจเก่า กลุ่มต่อต้านรัฐประหาร กลุ่มการเมืองที่เฝ้ารอว่าจะมีการเลือกตั้งที่แท้จริง ยังไม่รวมกับกลุ่มมือที่สามที่จ้องจะสร้างสถานการณ์

เส้นทางตามโรดแมปของ คสช. นับจากนี้จึงเต็มไปด้วยความเปราะบางอย่างยิ่ง

 

วิพากษ์ปมแต่งตั้งสว. ร่างทรงคสช.กุมบังเหียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2559 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/422000

วิพากษ์ปมแต่งตั้งสว. ร่างทรงคสช.กุมบังเหียน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองเวลานี้คงต้องจับตาไปที่ภายหลังการประชุมของแม่น้ำ 4 สาย เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสรุปสาระสำคัญถึงการประชุมต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อเสนอถึง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ให้เดินหน้าต่อจากนี้

สาระสำคัญให้ สว.ชุดแรก ดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีจำนวน 250 คน มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้ง พร้อมทั้งให้ข้าราชการประจำ 6 ตำแหน่ง (ผบ. 3 เหล่าทัพ ผบ.สส. ผบ.ตร. และปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น สว.โดยตำแหน่ง เพื่อมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผลักดันการปฏิรูป ผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ

ทบทวนระบบเลือกตั้ง สส. โดยใช้บัตร 2 ใบ และ สส.เขตเป็นเขตใหญ่ 3 คน แต่ว่าเลือกได้คนเดียว และประการสำคัญ คือ ที่มาของนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องให้พรรคการเมืองเสนอชื่อก่อนในวันสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. แต่ให้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการคัดเลือกนายกฯ

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นว่า ต้องทำความเข้าใจข้อเสนอ คสช. ที่ระบุชัดเจนไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เพื่อสนองเจตนารมณ์ในการทำรัฐประหาร จึงไม่ต้องโต้แย้งว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

ทั้งนี้ การกำหนดให้ สว.ทั้ง 250 คน มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้ง ในอดีตการแต่งตั้ง สว.ใครเป็นผู้แต่งตั้ง สว.ก็จะจงรักภักดีต่อคนนั้น ฉะนั้นอาจบอกได้ว่า สว.ก็เป็นตัวแทน คสช. และคนเป็นต้นเสียงสำคัญในสภา คือ ผู้แทนเหล่าทัพ อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผบ.ตร.

สมบัติ อธิบายว่า ถ้าผู้นำเหล่านี้ส่งสัญญาณอะไร บรรดา สว.ในนั้นก็จะทำตาม และบอกมีอำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ สว.สามารถอภิปรายไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ สส.ที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากฝ่ายค้านน้อยกว่ารัฐบาล

“การให้ สว.อภิปรายไม่ไว้วางใจจะชนะทุกครั้ง เพราะเป็นพรรค คสช.พรรคเดียว ดังนั้นคนมาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง รวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล อยู่ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ สว.ให้คุณใช้อำนาจต่อไปหรือไม่ ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร คนควบคุมรัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จจริงๆ คือ สว.”

คำถามต่อไปพรรคการเมืองที่ยึดหลักประชาธิปไตย จะยอมลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เพราะในอดีตเคยมีมาแล้วที่พรรคการเมืองไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าการเมืองหลักไม่ลงเลือกตั้ง และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว หมวดสิทธิเสรีภาพประชาชนได้รับการคุ้มครอง ไม่สามารถไปปรับทัศนคติได้

ขณะเดียวกัน ที่มานายกฯ ระบุไว้ชัดว่า อาจมีสถานการณ์จำเป็นเอาคนนอกนั่งนายกฯ จึงยกเว้นการเสนอชื่อ 3 คน เพราะเป็นการเปิดตัวจนอาจถูกกระหน่ำได้ จึงให้ตัดไปก่อน แต่การเลือกตั้งระบบแบ่งสันปันส่วน ไม่ว่าจะใช้บัตรเดียวคนเดียว เขตเดียวเบอร์เดียว ผลลัพธ์ก็คือ ไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง แต่ต้องมาดูว่าประชาชนจะให้ผ่านประชามติหรือไม่

ด้าน สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ความพยายามปรับแก้มาตรา 207 เพื่อตัดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์กรแก้วิกฤตออก แสดงให้เห็นรัฐบาลต้องการให้มีองค์กรมาลดทอนอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรไปไว้ที่ สว. ทำให้วุฒิสภามีอำนาจใกล้เคียงกับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ทั่วโลกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งจะมีอำนาจน้อย แต่ข้อเรียกร้องรัฐบาลให้เพิ่มจำนวน สว.สรรหา 250 คน แต่ที่สำคัญอำนาจที่ให้ คือ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีอำนาจตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ซึ่งเดิมเป็นอำนาจสภาผู้แทนราษฎร เท่ากับให้อำนาจ สว.สูงมาก

นอกจากนี้ ที่สำคัญยังเปิด 6 ตำแหน่งให้สำหรับผู้นำเหล่าทัพ ถือว่าเป็นข้อเรียกร้องที่อาจกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองได้ ผนวกกับประเด็นที่ไม่ให้เปิดเผยชื่อนายกฯ โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะอาจจะกลายเป็นคนนอกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และพรรคที่ชนะการเลือกตั้งอาจจะไม่ได้เป็นผู้เสนอชื่อ

“ในที่สุดแล้วชื่อนายกฯ อาจจะมาจากพรรคที่มาเป็นอันดับ 2 และ 3 แง่นี้คือตรรกะเสียงอำนาจประชาชน ในฐานะผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยก็ลดน้อยลง ความกังวลใจคือ เมื่อ สว.มาจากการสรรหามีอำนาจเท่ากับ สส. และชื่อนายกฯ ที่ประชาชนไม่ได้เห็นก่อน ก็อาจจะเกิดการงุบงิบ การฮั้วกันในสภาได้ ส่วนกรณีที่ คสช.ให้เหตุผลว่าข้อเสนอต่างๆ นั้นเพื่อความเหมาะสมต่อสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนผ่าน ประชาชนจะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนกับความเป็นประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ดี เป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวง ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และประวัติศาสตร์ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ตอนนั้นนายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และ สว.ไม่ได้มีอำนาจเท่านี้ ก็ยังเกิดแรงเสียดทานจนเกิดโศกนาฏกรรมทางการเมือง แต่ครั้งนี้จะถือว่าเป็นบททดสอบสังคมไทย หากมองในมุมความต้องการของรัฐบาล เกรงว่าจะมีวิกฤตและต้องการให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม จึงคิดว่าอารมณ์หรือคลื่นความต้องการเป็นประชาธิปไตยในสังคมสูง แม้จะถูกกดอยู่ตลอดเวลาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยอมรับว่า ข้อเสนอ คสช.ฟันธงไม่ได้ว่าดีหรือไม่ แต่บอกว่าให้ สว. 250 คน มาจากการสรรหาตามกระบวนการถูกต้องเพื่อให้เกิดการปฏิรูป พร้อมทั้ง 6 ตำแหน่ง ซึ่งยอมรับยังไม่เห็นภาพที่จะตอบโจทย์ หรือสร้างดุลยภาพให้กับฝ่ายการเมือง รวมถึงพาให้ก้าวข้ามความขัดแย้งได้อย่างไร

ทั้งนี้ หากย้อนดูรัฐธรรมนูญ 2521 ในบททั่วไปและบทเฉพาะกาลไปในทิศทางคล้ายกัน แต่ไกลกว่า คือ ให้อำนาจ สว.สามารถตั้งกระทู้ถามได้ ถือเป็นการก้าวเข้าไปทำหน้าที่ สส. ซึ่งถ้าทำแบบนั้นหรือในทิศทางแบบนั้น จะนำไปสู่ความสำเร็จหรือไม่

ส่วนที่เสนอให้กาบัตร 2 ใบ เพราะเหตุว่ามีดุลยภาพมากกว่า ไม่ทราบเหมือนกันว่ากาแบบไหน และคำนวณอย่างไร ก็จะไม่เห็นภาพปรองดองกัน นอกจากนี้ไม่เปิดเผย 3 รายชื่อนายกฯ ถ้าไม่ใช่ สส.ก็จะเหมือนปี 2535 ในยุครัฐบาล รสช. และเทียบกันทำแบบนั้น ข้อกังวล หรือกึ่งเกรงใครบางคน พฤษภาทมิฬสองอาจกลับมา จำต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบ ตีโจทย์ให้แตก เพื่อพาบ้านเมืองฝ่าวิกฤต ว่าสิ่งที่เสนอมาทำได้จริงหรือไม่

 

คสช.หงายไพ่อยู่ยาว ลุยนายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/421765

คสช.หงายไพ่อยู่ยาว ลุยนายกฯคนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไพ่ใบสุดท้ายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกหงายออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อล่าสุด พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.​ ทำหนังสือส่งความเห็นการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญส่งตรงถึง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นเอกสาร 6 หน้า รวม 3 ข้อเสนอ

เนื้อหาดูจะตอกย้ำข้อกังขาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” เปิดทางอยู่ยาว ถึงขั้นที่ คสช.ต้องรีบออกตัว​ปฏิเสธ มาพร้อมกันกับข้อเสนอตัดทางข้อครหาที่จะตามมา

“คสช.ขอเรียนว่า อย่าได้หวาดระแวงว่าจะมีการสืบทอดอำนาจ ​คสช.ยินดีจะพ้นจากตำแหน่งและยุติอำนาจหน้าที่ทั้งปวงตามกำหนดเวลาในโรดแมปและในร่างรัฐธรรมนูญ และจะไม่เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงการเลือกตั้งและการจัดการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การประคับประคองสถานการณ์ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ รัฐสภาใหม่ ซึ่งรวมถึงวุฒิสภาด้วย”

แต่ตามข้อเท็จจริงหากพิจารณารายละเอียดข้อเสนอของ คสช. ที่ระบุว่า เป็นเนื้อหาที่มาจากการประชุมร่วมกันของแม่น้ำ 4 สาย คือ คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเห็นว่ามีหลายส่วนเปิดทางให้เกิดการสืบทอดอำนาจ

โดยเฉพาะตามที่ระบุในข้อ 3 ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกเปิดทาง “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก

ดังจะเห็นจากที่ คสช.เสนอให้ “งดเว้น” ไม่นำเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 154 ที่กำหนดให้พรรคการเมืองอาจแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 รายชื่อ และให้
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะจากรายชื่อดังกล่าวมาบังคับใช้ในช่วงระยะแรกตามบทเฉพาะกาล

หากย้อนไปดูที่มา​ที่ไป ​การให้พรรคการเมืองเสนอ 3 รายชื่อ ​คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการหาทางออกของ กรธ. ที่ห่วงว่าหากจะล็อกให้นายกฯ มาจาก สส. ​อาจเกิดวิกฤตทางตันซ้ำรอยเดิม หรือหากจะเปิดกว้างก็จะถูกข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ

ดังนั้น เมื่อสุดท้ายมาตัดเงื่อนไขเรื่องพรรคการเมืองเสนอ 3 รายชื่อ ย่อมหนีไม่พ้นต้องถูกมองว่าเปิดทางนายกฯ คนนอก โดยเฉพาะบทเรียนจากในอดีตยังชวนให้เชื่อว่า คนจาก คสช.อาจถูกเลือกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี​ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ด้วยเหตุผลเรื่องมั่นคงจำเป็นต้องประคับประคองสถานการณ์

สอดรับกับเหตุผลที่ คสช.อธิบายว่า การพยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกติกาสากลเป็นเรื่องจำเป็น แต่การดำเนินการทุกอย่างและโดยทันทีอาจยังไม่เหมาะสมเพราะอ่อนไหว สุ่มเสี่ยงและอันตรายสำหรับระยะเปลี่ยนผ่าน

“กรณีนี้ควรพิจารณาถึงอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นเพราะเหตุที่มีเงื่อนไขเข้มงวด เช่น ผู้มีชื่อในบัญชีถอนตัวหรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง หรือไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากจนจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองอื่น แต่ไม่อาจตกลงในชื่อบุคคลผู้สมควรเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีจากบัญชีของแต่ละพรรคได้ อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา ทั้งที่พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชีแต่ย่อมไม่อาจทำได้ แม้จะมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ก็ยังน่าวิตกว่าจะทำได้”

ยังไม่รวมกับข้อเสนออีกสองข้อ ทั้งเรื่องการกำหนดให้ สว.มาจากการสรรหา หรือแต่งตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่าน จำนวน 250 คน เพื่อให้สามารถรักษาสัดส่วนการใช้อำนาจหน้าที่บางอย่างร่วมกันกับสภาผู้แทนราษฎร 500 คน ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

รวมทั้งยังมีข้อเสนอเรื่อง สว.โดยตำแหน่ง อันจะเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงแห่งชาติ ที่จะมาจากตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร.

ที่สำคัญยังเสนอให้ สว.มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจ หรือตามกติการะบบรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรมตามสมควรในระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่าน

ทุกอย่างสอดรับกับท่าทีของ “คนแดนไกล” เริ่มเปิดหน้าเคลื่อนไหวยกใหม่ในช่วงนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง

ไม่แปลกที่ คสช.​จะจุดประเด็นเป็นห่วงเรื่อง “ปฏิรูป” กลัวทุกอย่างจะเสียของ หากรัฐบาลใหม่ไม่ขานรับ จำเป็นต้องมีกลไกรับไม้ต่อจนมาสู่ข้อเสนอดังกล่าว

แม้มีชัยจะระบุว่า “การทำงานของ กรธ.ขณะนี้ไม่มีใครมาบีบบังคับ ยังมีความเป็นอิสระ”​ พร้อมกับท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่อยากรับเผือกร้อน

แต่คำตอบทั้งหมดอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ประกาศชัดว่า “ไม่ดีก็ร่างใหม่ ทำไมล่ะก็ผมมีอำนาจ ที่จะทำให้บ้านเมืองปลอดภัย ไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิด”

 

แม่น้ำ 4 สายบีบ ‘มีชัย’ รอยร้าวยิ่งฝังลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/421522

แม่น้ำ 4 สายบีบ ‘มีชัย’ รอยร้าวยิ่งฝังลึก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่โค้งสุดท้าย คือ วันที่ 29 มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้กับรัฐบาลมากขึ้นเท่าไหร่ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยิ่งมีการต่อสู้กันรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

ล่าสุดแม่น้ำ 4 สาย ประกอบด้วย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ร่วมกันส่งหนังสือถึง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. เพื่อขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในบางประเด็นนอกเหนือไปจากประเด็นการได้มาซึ่ง สว.

โดยเรื่องนี้ประธาน กรธ.ได้เป็นผู้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนด้วยตัวเองเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา

“ได้รับหนังสือเกี่ยวกับความเห็นการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจากทาง คสช.แล้ว เบื้องต้นมีจำนวน 4-5 หน้า เป็นรายละเอียดที่มาจากการประชุมร่วมกันของแม่น้ำ 4 สาย โดยหลังจากนี้คงจะต้องอ่านรายละเอียดของข้อเสนอทั้งหมดก่อนนำเข้าที่ประชุม กรธ.เพื่อพิจารณา สำหรับข้อเสนอดังกล่าว กรธ.พร้อมที่จะเปิดเผยให้ทุกคนได้รับทราบ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับ โดยจะมอบหมายให้ทางโฆษก กรธ.เป็นผู้ดำเนินการ” มีชัย ระบุ

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปว่า ข้อเสนอนี้ไม่มีสภาพบังคับเพราะถือเป็นเหมือนข้อเสนอทั่วๆ ไปใช่หรือไม่ ประธาน กรธ. ตอบว่า “มันก็มีน้ำหนักอยู่ เพราะว่ามันเป็นหนังสือมาจากคนที่รับผิดชอบบ้านเมือง ซึ่งเราก็ต้องให้น้ำหนัก เพราะขนาดชาวบ้านมีจดหมายมาเพียงฉบับเดียว กรธ.ก็ยังให้น้ำหนักได้ ดังนั้นก็ต้องให้น้ำหนัก”

การมีหนังสือในลักษณะดังกล่าว ถ้ามองในเรื่องกระบวนการไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะทั้ง กรธ.และแม่น้ำ 4 สายต่างทำงานประสานกันอยู่แล้ว เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้าไปได้ แต่หากมองในเชิงจังหวะและเวลาแล้ว ต้องถือว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร

กล่าวคือ ขณะนี้ กรธ.เหลือเวลาทำงานจนถึงวันที่ 29 มี.ค. เพียงไม่เกิน 15 วันเท่านั้น การโยนข้อเสนอชุดใหญ่มาให้กับ กรธ. จึงย่อมไม่ต่างอะไรกับการสร้างแรงกดดันมาให้กับมีชัยและ กรธ.

ในอดีต “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เคยถูก คสช.กดดันเหมือนกับมีชัยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ แต่เวลานั้น คสช.ไม่ได้แสดงเจตนาและความต้องการออกมาสู่สาธารณะ ก่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ในเวลาต่อมา

ทว่าปัจจุบันกระบวนการสร้างแรงกดดัน กรธ. พบว่ามีการลงมือเป็นขบวนการผ่านรูปแบบของแม่น้ำ 4 สาย ซึ่งการกดดันรูปแบบนี้เป็นการพยายามบีบให้มีชัยและ กรธ.ต้องให้น้ำหนักกับข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในช่วงสุดท้าย เพราะไม่ได้เป็นการส่งมาจาก คสช.เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการส่งตรงมาที่ กรธ.ในนามแม่น้ำ 4 สาย ที่ต้องถือว่าแต่ละตัวอักษรที่อยู่บนโต๊ะทำงานของมีชัยเป็นสิ่งที่ กรธ.ยากจะปฏิเสธได้

สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งส่งผลให้มีชัยและคณะถูกบีบให้ต้องบัญญัติให้มี สว.สรรหาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสวนทางกับหลักการเดิมของ กรธ.อย่างสิ้นเชิง เพราะ กรธ.ต้องการให้วุฒิสภาในอนาคตประหนึ่งเป็นสภาพลเมืองที่มีความหลากหลายและปลอดจากการเมือง แต่เมื่อแม่น้ำ 4 สายไม่ได้คิดเช่นนั้น ย่อมทำให้ กรธ.ต้องเตรียมกลืนเลือดกันอึกใหญ่

สาเหตุที่แม่น้ำ 4 สายไม่ไว้ใจโครงสร้างวุฒิสภาที่ให้ผู้สมัคร สว.เลือกกันเองนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีชุดความเชื่อที่คิดว่าการใช้ระบบการเลือกตั้งทางอ้อมผ่านการเลือกกันเอง จะเป็นช่องให้ฝ่ายการเมืองส่งคนของตัวเองเข้ามาสู่กระบวนการเลือก สว. เพื่อตัดคะแนนฝ่ายตรงข้ามและไม่ให้คนที่เคยเป็นหอกข้างแคร่ฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็น สว.ได้อีก

หากปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแฝงตัวในวุฒิสภาได้ ย่อมสะเทือนต่อการปฏิรูปประเทศและการดำเนินการยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว เพราะวุฒิสภาจะต้องทำหน้าที่เป็นรัฐสภาที่ต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้น ถ้าวุฒิสภาอุดมไปด้วยคนของนักการเมือง เป็นเรื่องยากที่ยุทธศาสตร์จะเกิดขึ้นได้ตามความหวังของ คสช.

นอกเหนือไปจากปัญหาการผลักดันที่ยุทธศาสตร์ชาติแล้ว การปฏิรูปประเทศผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีปัญหาไม่แพ้กัน เพราะหากวุฒิสภาเป็นเนื้อเดียวกับฝ่ายการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดสภาพบังคับที่รัฐบาลต้องดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญย่อมมีความเป็นไปได้มากขึ้น

แต่บังเอิญที่ชุดความคิดของแม่น้ำ 4 สายหลายประการไปขัดกับหลักการของ กรธ. ทำให้ กรธ.ต้องตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะการจะพาให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติยังต้องพึ่งกำลังของแม่น้ำอีก 4 สายอยู่

เท่ากับว่าการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งของ กรธ.ที่มีต่อข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สาย จะมีผลต่อร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต

หรือไม่ถ้าถึงที่สุดแล้ว ถ้าแรงกดดันมาที่ กรธ.ยังแรงไม่หยุด อาจจะมีหักดิบจาก กรธ.ในแบบที่แม่น้ำ 4 สายคาดไม่ถึงด้วย