ตั้งกบช.โยกบิ๊กขรก. ป้องการเมืองแทรกแซง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/421519

ตั้งกบช.โยกบิ๊กขรก. ป้องการเมืองแทรกแซง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

การโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในช่วงที่ผ่านมามีข้อครหามากมาย ทั้งเรื่องการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่งรวมถึงเครือญาติพี่น้อง ทำให้ระบบราชการที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ปมปัญหาดังกล่าวคณะกรรมาธิการ (กมธ.) บริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงได้จัดเวทีสัมมนาเรื่อง “ข้อเสนอการคัดเลือกและแต่งตั้งปลัดกระทรวงและอธิบดี” ที่อาคารรัฐสภา เพื่อระดมความเห็นในการปฏิรูปเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ คณะอนุ กมธ. การปกครองการบริหารราชการแผ่นดินและการพัฒนาระบบราชการ ได้มีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการคัดเลือกนักบริหารแห่งชาติ (ก.บ.ช.) เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคล เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ซึ่งมีสาระดังนี้

มนุชญ์ วัฒนโกเมร ประธานอนุ กมธ. การปกครองการบริหารราชการแผ่นดินและการพัฒนาระบบราชการ ระบุว่า ตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ถือเป็นตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูงทั้งในด้านงบประมาณ รวมถึงมีความเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำในการนำนโยบายปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต้องเป็นคนเก่ง คนดี ผนวกกับต้องมีความสามารถและเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย

ทั้งนี้ คณะอนุ กมธ.เห็นว่าเรื่องนี้ต้องอยู่บนพื้นฐาน 4 ประการ คือ 1.หลักระบบเปิดภายในระบบราชการ 2.หลักการได้มาซึ่งคนดีและคนเก่ง 3.หลักการบริหารจัดการเป็นเฉพาะตามลักษณะงานของตำแหน่ง และ 4.หลักความสมดุลระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ

ขณะเดียวกันให้มีการจัดตั้ง ก.บ.ช. เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคล เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง โดยมีคณะกรรมการ 3-5 คน ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว เพื่อคัดสรรผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะมาจากกรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาคัดเลือก ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

นนทิกร กาญจนะจิตรา อดีตเลขาธิการ ก.พ. มองว่า กมธ.ได้ทำการศึกษาครอบคลุมในหลายประเด็น ซึ่ง ก.พ.ก็ได้ศึกษาร่างนี้มาตั้งแต่ปี 2551 แต่ยังไม่ได้ออก เพราะติดขัดเรื่องการเลือกปลัดกระทรวงที่รัฐบาลไม่เห็นด้วย และค้างมาทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี ก.พ.มีข้อพิจารณากันมาก โดยเฉพาะระบบเปิด ถ้าทำจริงอาจยาก เนื่องด้วยพฤติกรรมการเติบโตสายงานตัวเอง ซึ่งระบบนี้ดีแต่ต้องมีระบบหมุนเวียน อาจจะเป็นระดับกระทรวงสายงานใกล้เคียงกัน เช่น การเงิน ทรัพยากรบุคคล หรือหน่วยงานใช้ความรู้อย่างเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ระดับล่าง เพราะระดับบนอาจเกิดปัญหา

ทั้งนี้ อำนาจ ก.บ.ช.กว้างมากตามที่ กมธ.เสนอ เกรงว่าอาจทำไม่ไหว ดังนั้นควรโฟกัสไปงานด้านเดียว ส่วนที่มา ก.บ.ช. การสรรหากรรมการ ทุกฝ่ายอยากได้กรรมการดีและเก่ง แต่ไม่ง่าย และการกำหนดอายุคนเข้ามาทำหน้าที่ ก.บ.ช. เกรงว่าจะได้กรรมการเป็นข้าราชการเก่า

ส่วนความเป็นกลางของกรรมการ ส่วนตัวเชื่อว่าระบบราชการเป็นกลางหายาก ตราบใดที่ผู้บริหารระดับสูงหรือคนชั้นนำ ข้าราชการมีคอนเนกชั่น ซึ่งเป็นรากเหง้าปัญหาข้าราชการไทย แก้ได้หรือไม่ยังไม่เห็นทาง แต่ต้องเปลี่ยนความเคยชิน นอกจากนี้ เกรงความไม่มั่นคง เพราะมีการรวมศูนย์อำนาจ และหากการเมืองเข้มแข็งเข้ามาแทรกแซง ก.บ.ช.ที่เดียวทุกอย่างก็จบ หากกระจายไปตามกระทรวงคงแทรกแซงได้ยากขึ้น

ส่วนวาระการดำรงตำแหน่ง ก.บ.ช. มองว่าสั้นเกินไป ควรมีอายุการดำรงตำแหน่ง 6 ปี แต่แค่วาระเดียว สำหรับเรื่องคุณสมบัติจริยธรรม มองว่าเป็นนามธรรมจับต้องได้ยาก ทำได้เพียงการระบุข้อห้ามที่เห็นได้ชัด ไม่ถูกกล่าวหาทุจริตหรือชู้สาว

“ส่วนตัวเห็นด้วยในหลักการปรับปรุงระบบแต่งตั้งข้าราชการทุกระดับให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ได้คนดี คนเก่ง ซึ่งข้อเสนอของ กมธ.ในเรื่องหลักการเห็นด้วย แต่มีบางข้อเสนอที่ยังน่าเป็นห่วง”

ด้าน ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในฐานะกรรมการ ก.พ. และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ถ้าทำจริงต้องพัฒนาตั้งแต่ต้น ให้ข้าราชการสามารถย้ายได้ก่อนมากกว่าหนึ่งกรม หรือย้ายข้ามกระทรวง ไม่เช่นนั้นจะไม่สร้างความเข้าใจได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวในภาคเอกชนถือเป็นธรรมดา แต่ถ้าจะใช้ความพร้อมมีหรือยัง แต่ได้คนเป็นที่ยอมรับมาก

ส่วนความสมดุลการเมืองและราชการ การแต่งตั้งเป็นหน้าที่รัฐมนตรีรวมถึงถอดถอน ซึ่งมีปัญหาถ้ามีรัฐมนตรีไม่ดี ดังนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง แต่การมีสมดุลทางการเมืองจำเป็นต้องดู เมื่อแต่งตั้งได้ก็ต้องถอดถอนได้ ถ้าข้าราชการไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ทว่าไม่ใช่ตัดสินเพียงคนเดียว ต้องมีคณะกรรมการ

“ประมนต์” มองอีกว่า  การตั้ง ก.บ.ช. แม้จะเป็นเรื่องดี แต่กรรมการไม่สามารถรู้จักคนสมัครได้ทั้งหมด ดังนั้นจำเป็นที่ควรมีผู้แทนในกระทรวงนั้นๆ บ้าง เพราะถ้าปล่อยให้ ก.บ.ช.แต่งตั้งแบบนี้ก็คือคนนอกอาจไม่รู้จัก เพื่อความสมดุล

“คนเก่ง คนดี กระบวนการที่ทำเป็นการวัดที่ไม่สะท้อนความรู้ ความสามารถแท้จริงทั้งหมด การรู้จักคน หรือ ก.บ.ช. ต้องรู้จักพฤติกรรม ยกตัวอย่างภาคเอกชนมีการประชุมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดการรู้จักกัน แต่ถ้าทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องมีกระบวนการคุยกันได้ เปิดเผย เพื่อทำความรู้จัก ระบบ ก.พ.ร.ของไทยไม่เวิร์ก ต้องทำให้เข้มแข็งก่อน และเป็นประเด็นสำคัญ ระบบต้องแก้ไขก่อนมีกรรมการ”

ขณะที่ ทศพร ศิริสัมพันธ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และในฐานะอดีตเลขาธิการ ก.พ.ร. อธิบายว่า การจะทำให้ระบบราชการปลอดการแทรกแซง รวมถึงเป็นอิสระ แต่ปัญหาจะทำงานอย่างไรให้ประชาชนไว้ใจ ระบบราชการเองเข้าไปมีอิทธิพลเพื่อรักษาฐานอำนาจตัวเองแทนประโยชน์สุขของประชาชน

ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีการออกแบบควบคุม คือ ฝ่ายการเมือง ออกนโยบายการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ซึ่งนานาประเทศการแต่งตั้งเป็นเรื่องทางการเมืองทั้งสิ้น เพราะผู้บริหารระดับสูงต้องมีสัมพันธภาพ ก็มีหลายประเทศคิดเหมือนไทย จึงมีการใช้ระบบ Hybrid System คือ คุณธรรมควบคู่การเมือง และอำนาจทางการเมืองไม่เข้ามายุ่งการแต่งตั้งคงเป็นไปไม่ได้ เพราะในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทยเพื่อควบคุม

ทั้งหมดจะเป็นจริงหรือไม่ กาลเวลาจะพิสูจน์

 

คำถามพ่วงประชามติ แผนสำรองหากร่างรธน.ถูกคว่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 19:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/421466

คำถามพ่วงประชามติ แผนสำรองหากร่างรธน.ถูกคว่ำ

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 192 เห็นชอบในวาระ 3 ​รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เสนอ

เนื้อหาสาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดความชัดเจนเรื่องคะแนนเสียงที่จะชี้ขาดด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง หลังจากที่เดิมความคลุมเครือตามตัวอักษรทำให้เกิดการถกเถียงว่าอาจต้องชี้ขาดกันด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

​ถือเป็นการแก้ปัญหาจากที่ห่วงกันว่าปมนี้อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของ มีชัย​ ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะมาสะดุดที่ชั้นประชามติ จึงต้องรีบทำความชัดเจนเรื่องคะแนน ทั้งที่เอาเข้าจริง​ ในกรณีที่จะได้รับเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ​

ดังจะเห็นว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาร่างรัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น​ ทั้งเรื่องระบบเลือกตั้ง “บัตรเดียว” ระบบเลือกไขว้ของ สว. สิทธิที่ยังถูกมองว่าด้อยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ

ต่อเนื่องด้วย “ปมร้อน”​ ใหม่ๆ ที่กำลังมีกระแสผลักดันอย่างเรื่อง สว.สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน การบังคับใช้รัฐธรรมนูญสองขยัก เพื่อประคองสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ปลุกให้กระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมีมากขึ้นเรื่อยๆ

กลายเป็นที่มาให้ คสช.ตัดสินใจบีบทางอ้อมด้วยการ “อุบไต๋” ขั้นตอนต่อไป หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จนทำให้เกรงว่าหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจต้องเจอร่างรัฐธรรมนูญที่แย่กว่าฉบับนี้

ทว่า สิ่งที่ต้องจับตาเวลานี้อาจไม่ใช่แค่ผลของประชามติเท่านั้น เพราะ “คำถามพ่วงประชามติ” ดูจะเป็นอีกกลไกสำคัญ ถึงขั้นที่สามารถชี้ทิศทางอนาคตในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนับจากนี้ แถมยังอาจเป็นแรงบีบทางอ้อมที่จะทำให้คนตัดสินใจรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากขึ้น

ล่าสุด ที่ประชุม สนช.ได้มีการปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ประเด็น “คำถามพ่วงประชามติ” ที่ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเสนอกับ สนช.ด้วย

“การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทำในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในการนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดไม่เกินหนึ่งประเด็นที่สมควรให้คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบไปในคราวเดียวกันด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องเสนอภายใน 10 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับฟังความคิดเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบการพิจารณาด้วย”

ก่อนหน้านี้ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ​​แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) เคยกำหนดให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)​ และ สนช.เป็นผู้เสนอประเด็นคำถามพ่วงประชามติ สภาละไม่เกิน 1 ประเด็น เสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณา หาก ครม.เห็นชอบด้วยกับประเด็นใด ให้แจ้ง กกต.ดำเนินการออกเสียงประชามติ สำหรับประเด็นนั้นในคราวเดียวกันกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ​

เมื่อ สปช.สิ้นสภาพ จึงทำให้ สนช.​กลายเป็นผู้เสนอคำถามเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นการที่ สนช. เสนอแก้ไขให้ สปท.เข้าร่วมเสนอความเห็นด้านหนึ่ง จึงเป็นการผนึกกำลังเพิ่มน้ำหนัก​ให้คำถาม โดยเฉพาะหากเป็นคำถามที่สุ่มเสี่ยงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์

แต่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น สะท้อนว่าทุกอย่างถูกวางแผนอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงระหว่างแม่น้ำแต่ละสาย ดังจะเห็นว่าในการประชุมแม่น้ำ 4 สาย รอบที่ผ่านมาได้หยิบยกประเด็นเรื่องคำถามขึ้นมาหารือ เพราะกังวลว่าหากคำถามไปขัดแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญอาจทำให้ผลประชามติมีปัญหา

แม้เวลานี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่า สนช.จะเสนอคำถามอะไรให้ ครม.พิจารณา แต่ท่าทีจากสมาชิก สนช.สะท้อนให้เห็นว่าคงหนีไม่พ้นเรื่อง สว.สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน การใช้รัฐธรรมนูญสองขยัก หรือไปถึงขั้นรัฐบาลแห่งชาติ ที่เป็นเป้าหมายลึกๆ จากฟาก คสช.

​การตั้งคำถามแนวนี้ จึงเสมือนเป็นแผนสำรองให้ คสช.ด้านหนึ่งเพื่อบีบให้ประชาชนตัดสินใจรับร่างรัฐธรรมนูญ เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

อีกด้านหนึ่ง หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.ยังสามารถหยิบยก “มติ” จากคำถามพ่วงประชามติที่ สนช.​ สปท. ตั้งขึ้นมานั้น เป็นกรอบที่จะหาทางเดินต่อไปข้างหน้า​

ยิ่งในวันที่ยังไม่มีกรอบตามรัฐธรรมนูญ​ “ล็อก” ไว้ว่ากระบวนการต่างๆ จะเดินไปอย่างไรด้วยแล้ว คำถามพ่วงประชามติ จึงมีความสำคัญอย่างมาก

 

คสช.เขย่าอีไอเอ ขยายแนวต้านเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/420888

คสช.เขย่าอีไอเอ ขยายแนวต้านเพิ่ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นน่าสนใจไม่น้อยภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีสาระสำคัญให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งรับผิดชอบโครงการหรือกิจการที่อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) สามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการไปพลางก่อนได้

“ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการหรือกิจการด้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย ในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการนั้น อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการ เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้ แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิกับเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไม่ได้” ถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในคำสั่งหัวหน้า คสช.

แม้ คสช.จะไม่ตัดเรื่องการทำอีไอเอออกไป แต่การแตะประเด็นแบบนี้ ย่อมทำให้เสียแนวร่วมอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะจากฝั่งภาคประชาสังคม

ต้องไม่ลืมว่า คสช.ถูกมองจากเอ็นจีโอในสายตาที่ไม่ค่อยชื่นชมเท่าไรนัก นับตั้งแต่การพยายามเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 การก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อเพิ่มกำลังผลิต รวมไปถึงการไม่ยอมให้เครือข่ายประชาชนชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มาจนถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เขียนร่างรัฐธรรมนูญที่เสมือนหนึ่งทำให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เคยมีอยู่เดิมต่ำกว่ามาตรฐานที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้เคยบัญญัติเอาไว้

ยังดีที่ กรธ.ไหวตัวทัน จึงรีบแก้ไขโดยนำหลักการของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 มาปรับใช้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ. ซึ่งช่วยซ่อมรอยร้าวระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคมประสานได้อยู่บ้าง

แต่เมื่อ คสช.ตัดสินใจหักด้ามพร้าด้วยเข่าอีกครั้ง ย่อมมีผลต่อการสร้างแนวร่วมในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาครัฐพยายามชี้แจงว่า คำสั่ง คสช.ดังกล่าวมีเจตนาที่ดีเพื่อต้องการให้โครงการลงทุนของรัฐเดินไปได้ และไม่ได้ยกเลิกการทำอีไอเอแต่อย่างใด

“คำสั่งที่ออกมาจะส่งผลบวกกับโครงการที่ปัจจุบันยังติดอยู่ในการพิจารณาอีไอเอ ทำให้สามารถปลดล็อกในส่วนนี้ และเริ่มเดินหน้ากระบวนการเปิดประมูลหาผู้รับเหมาได้ ซึ่งถือเป็นการเดินงานควบคู่กันไป จากเดิมโครงการของรัฐจะต้องรอผ่านการพิจารณาอีไอเอก่อนถึงจะเริ่มเปิดประมูล หลังจากนี้กระบวนการทั้งสองอย่างจะเดินหน้าไปด้วยกัน และเมื่ออีไอเอผ่านแล้วก็จะนำเข้าสู่การลงนามสัญญาเพื่อเริ่มก่อสร้างได้” คำชี้แจงของ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม

มองในมุมของรัฐบาล การมีคำสั่ง คสช.เช่นนี้ ส่วนหนึ่งต้องการให้การลงทุนของภาครัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นคืนมา เพราะหากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ย่อมกระเทือนต่อสถานะความชอบธรรมของ คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทว่า ในมุมของภาคประชาสังคมกลับไม่มองเช่นนั้น โดยองค์กรและเครือข่ายด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน 46 องค์กร ออกแถลงการณ์คัดค้านคำสั่ง คสช. เพราะเห็นว่าเป็นการใช้กฎหมายที่จะสร้างความเสียหาย

“คำสั่ง คสช.ที่ 9/2559 สะท้อนถึงความไม่เข้าใจความสำคัญของอีไอเอ ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องผ่านหรือไม่ผ่าน แต่อีไอเอจะช่วยออกแบบโครงการ หรือปรับแก้โครงการเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย ผมคิดว่าเขาออกคำสั่งมาเพื่อผลักดันโครงการ เช่น เขื่อนแม่วงก์ รวมถึงเขื่อนอื่นๆ และท่าเรือน้ำลึกต่างๆ เช่น ชุมพร หรือปากบารา รวมทั้งรถไฟความเร็วปานกลาง” เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งข้อสังเกต

คำสั่ง คสช.เที่ยวนี้ ด้านหนึ่งเป็นการสร้างความรวดเร็วให้กับการลงทุนภาครัฐ แต่กลับกัน ก็ได้ขยายการต่อต้าน คสช.เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ซึ่งจะมีผลต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในกลางปีนี้

การลงประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเป็นหนทางเดียวที่ประชาชนจะสามารถแสดงออกถึงความไม่พอใจที่มีต่อ คสช.ได้ เพราะไม่สามารถรวมตัวชุมนุมเพื่อกดดันผู้มีอำนาจรัฐได้เหมือนกับภาวะปกติ

ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติได้คงไม่สามารถพึ่งพาความสวยหรูของถ้อยแต่ละตัวอักษรที่อยู่ข้างในได้เพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องพึ่งอารมรณ์ของคนในสังคม ณ วันออกเสียงประชามติด้วย ถ้าอารมณ์ของสังคมเป็นปกติ แต่หากไม่เป็นเช่นนนั้นร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย

 

ดัน สว.สรรหา หมากลวงกรุยทาง คปป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/420657

ดัน สว.สรรหา หมากลวงกรุยทาง คปป.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เผือกร้อนตกมาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จากนี้จึงเป็นโจทย์ที่ต้องคิดหนักว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรกับข้อเสนอเรื่อง สว.สรรหา ที่จะมารับหน้าที่ประคับประคองสถานการณ์ร่วมกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ​

ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ กรธ.จะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธนี้ถูกส่งตรงมาจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ บิ๊กคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แถม​จับสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.​ มีแนวโน้มเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่อง สว.สรรหา ที่จะมาสานต่อยุทธศาสตร์การปฏิรูป อาจจะติดตรงเรื่องอำนาจหน้าที่ที่เห็นว่าไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ทุกอย่างดูจะสอดรับไปกับท่าทีก่อนหน้านี้ของแม่น้ำสายต่างๆ อย่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีข้อเสนอข้อ 16 ให้ กรธ.พิจารณาใช้ร่างรัฐธรรมนูญสองขยักในช่วงเปลี่ยนผ่านและช่วงปกติ

อีกด้าน พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ในฐานะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 12 (ตท. 12) กับ พล.อ.ประยุทธ์ ​ซึ่งจุดประเด็นเสนอให้ คสช. สรรหาจากบุคคลทุกสาขาอาชีพเพื่อให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ 20 ปี

ไม่ต่างจากท่าทีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เห็นว่าควรกลับไปใช้ระบบการสรรหา สว. แต่ปรับปรุงกลไกการสรรหาให้มีประสิทธิภาพ ไม่ผูกขาดอยู่แค่คนไม่กี่คนที่จะสร้างปัญหาเหมือนอดีต ขณะที่ พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. เองก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดบิ๊กป้อม

ดังนั้นหาก กรธ. “ขัดใจแป๊ะ” ยึดตามร่างแรกรัฐธรรมนูญ ยืนยันใช้สูตร “เลือกไขว้” จากแต่ละกลุ่มอาชีพ อาจกระทบไปถึงเป้าหมายและเส้นทางของ คสช.นับจากนี้

แต่สาเหตุที่ กรธ.ยังแบ่งรับแบ่งสู้ไม่อาจรีบตัดสินใจรับลูกข้อเสนอเรื่อง สว.สรรหา เพราะแรงเสียดทานจากหลายฝ่ายที่ออกมาดักคอไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าเป็นหนึ่งในแผนการสืบทอดอำนาจ

จิ๊กซอว์สำคัญอยู่ที่คำชี้แจงจาก พล.อ.ประวิตร ซึ่งระบุยืนยันเปิดทางให้ คสช.เข้ามาเป็น สว.สรรหา ได้ พร้อมออกตัวปฏิเสธเรื่องการสืบทอดอำนาจว่า “อำนาจคือตำแหน่งหน้าที่ผู้บริหาร แต่ สว.สรรหา ไม่ได้เข้าไปอยู่ใน ครม. สว.สรรหา ไม่ได้เข้ามาใช้อำนาจ เข้ามาใช้ความคิด”​

ทว่าหลายฝ่ายยังไม่อาจเชื่ออย่างสนิทใจเพราะ “อำนาจ” หรือ “หน้าที่” ของ สว.สรรหา ชุดนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับ กรธ.ที่จะเขียนกำหนดไว้

แม้ร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นแรกของ กรธ.จะตัดอำนาจถอดถอนของ สว.ออกแล้ว แต่หน้าที่อื่นๆ ทั้งการคัดกรองกฎหมาย การแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระก็มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะบทบาทขององค์กรอิสระตามร่างรัฐธรรมนูญที่มองกันว่าเป็นกลไกการเมืองที่มีอำนาจอยู่ไม่น้อย ที่สำคัญไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีการมอบอำนาจเพิ่มเติมให้ สว.สรรหา ชุดนี้หรือไม่

ทว่าการผลักดัน สว.สรรหา รอบนี้ดูจะเป็นเพียงแค่ “หมากลวง” ​ของ คสช.ที่เข็นออกมาหยั่งเสียงสังคม และ กรธ.หากสามารถผลักดันได้สำเร็จ คสช.ยังมีก้าวต่อไปที่ตระเตรียมไว้

​โดยเฉพาะโจทย์ใหญ่เรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่เคยผลักดันจนสำเร็จในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่ากันว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีอันตกไป

แต่แนวคิดเรื่อง “กลไกพิเศษ” แบบ คปป.นี้ ยังเป็นเป้าหมายลึกๆ ที่ คสช.​พยายามผลักดัน แต่ด้วยข้อกังขาว่านี่จะเป็นช่องทางการสืบทอดอำนาจ ที่มีบทบาทสถานะเหนือฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทำให้ กรธ.ออกตัวตั้งแต่แรกว่าจะไม่มีองค์กรพิเศษอย่าง คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่จะใช้เพียงกลไกที่มีอยู่แล้วทำหน้าที่แก้ปัญหาสลายทางตัน

ทั้งที่ คสช.ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการองค์กรแบบ คปป. เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้ทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดต้องเสียของ และเหมือนจะออกแรงผลักดันอยู่ลึกๆ

​ท่าทีของ​ กรธ.เองก็ยังไม่ได้ปิดประตูเสียทีเดียว เพราะล่าสุดหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะเป็นการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป

จนล่าสุดปรับเปลี่ยนมาเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระ จนหลายคนเริ่มระแวงว่านี่เป็น คปป.กลายร่าง

แม้วันนี้​อำนาจการตัดสินใจของที่ประชุมดังกล่าวจะ​ยังไม่มากเท่า​ คปป. แต่อาจเป็นก้าวแรกที่จะเดินไปสู่จุดนั้น ​ยิ่งหาก การผลักดัน สว.สรรหา ที่เต็มไปด้วยเสียงครหาสามารถทำได้สำเร็จ

ก้าวต่อไปหนีไม่พ้นการปัดฝุ่น​ คปป.กลับมาใหม่อีกรอบ

 

“ห้ามมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพาน-ลงอุโมงค์” … ถึงเวลาออกแบบถนนที่ใช้ร่วมกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 20:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424995

"ห้ามมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพาน-ลงอุโมงค์" ... ถึงเวลาออกแบบถนนที่ใช้ร่วมกันได้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หลังการประกาศห้ามไม่ให้รถจักรยานยนต์วิ่งบนสะพานข้ามทางแยกจำนวน 39 สะพาน รวมทั้งอุโมงค์ทางลอดทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 แห่ง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและลดอุบัติเหตุ เล่นเอาบรรดาสิงห์มอเตอร์ไซค์ต่างหัวเสียกันเป็นแถว

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า กฎข้อบังคับดังกล่าวไม่เอื้อต่อสภาพการจราจรที่เป็นจริง สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์จำนวนมาก

คำถามคือ จะมีทางออกที่สามารถทำให้รถมอเตอร์ไซค์กับรถยนต์ใช้ถนนร่วมกันได้หรือไม่

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) เผยว่า ข้อบังคับห้ามรถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รถยนต์สามล้อ และล้อเลื่อนลากเข็นทุกชนิด วิ่งบนสะพานข้ามทางร่วมทางแยก 39 แห่ง และอุโมงค์ 6 แห่งในกรุงเทพฯ อยู่ในระหว่างช่วงทดลองมีกำหนดระยะเวลา 90 วัน ก่อนจะประเมินผลอีกครั้ง

“ปัจจุบันมีปริมาณรถมากขึ้นและไม่ได้จัดช่องทางจราจรไว้สำหรับรถที่มีความเร็วต่ำ เช่น รถจักรยานยนต์ จักรยาน รถยนต์สามล้อ และล้อเลื่อนลากเข็น ทำให้เกิดความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ส่งผลกระทบต่อปัญหาจราจร ทั้งยังเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตามข้อบังคับที่ออกมายังอยู่ในช่วงทดลอง 90 วัน หากใครมีข้อเสนอ ข้อมูล หรือรายละเอียดที่น่าสนใจสามารถส่งมายังสน.ท้องที่ได้”

พล.ต.ต.อดุลย์ บอกว่า งานนี้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์อาจสูญเสียความสะดวกสบายไปบ้าง แต่ความปลอดภัยนับเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเพิ่งถูกองค์การอนามัยโลกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีถนนอันตรายมากที่สุดอันดับสองของโลก

“ที่ผ่านมาทราบว่า ข้อบังคับดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บางส่วน แต่เส้นทางที่เรากำหนด ผ่านการศึกษามาอย่างรอบคอบแล้วทั้ง 39 เส้นทางและ 6 อุโมงค์ทางลอด รถจักรยานยนต์มีทางออกสามารถเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นได้ อาจเสียเวลาไปติดไฟแดงบ้าง แต่สามารถลดอุบัติเหตุได้เยอะ ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถ้าเราเอาเรื่องอุบัติเหตุเป็นที่ตั้ง ก็จำเป็นต้องสูญเสียความสะดวกสบายไปบ้าง อย่างไรก็ตาม จะประเมินอีกครั้งว่าเมื่อครบกำหนด 90 วันของการทดสอบแล้ว ผลที่ออกมาเป็นอย่างไร หากไม่ดี ไม่ประสบความสำเร็จก็พร้อมจะแก้ไข”

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเส้นทางในอนาคตให้รถทุกประเภทสามารถใช้ร่วมกันได้ ต้องพิจารณาร่วมกันหลายฝ่าย รวมทั้งกำลังดูโมเดลประเทศอื่นๆในการจัดการจราจร เพื่อนำมาทดลองใช้ต่อไป

ขอเถอะครับ! แก้กฎหมายสักที

โดม เผือกขจี ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์และผู้ก่อตั้งเพจ ขอเถอะครับ ในฐานะแกนนำรณรงค์ให้มีการแก้ไขปรับปรุงพรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522

“ผมขี่มอเตอร์ไซค์มาเกือบ 30 ปี เรื่องข้ามสะพานข้ามแยกและลงอุโมงค์นั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเข้าใจว่ามันขึ้นไม่ได้ เพราะขนาดซีซีเครื่องยนต์มันต่ำ ขึ้นไปแล้วเสียวสันหลังแน่ๆ แต่ปัจจุบันมอเตอร์ไซค์มีขนาดเครื่องยนต์ 100 ซีซีขึ้นไป สามารถทำความเร็วได้เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งตรงกับความเร็วที่กฏหมายกำหนดไว้ว่ารถทุกชนิดที่ขึ้นสะพานหรือลงอุโมงค์ต้องทำความเร็วไม่เกิน 60 กม.ต่อชั่วโมง นั่นหมายความว่า มอเตอร์ไซค์ต้องขึ้นสะพานหรือลงอุโมงค์ได้สิ แต่เหตุผลที่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไม่ได้เพราะติดข้อกฎหมายข้อหนึ่งในพรบ.จราจร พ.ศ.2522 ที่ระบุว่ารถจักรยานยนต์จะต้องขับชิดขอบทางด้านซ้าย ซึ่งพอเอาเข้าจริง ขอบทางด้านซ้ายมันชิดไม่ได้ มีทั้งฝาท่อระบายน้ำ รถเมล์ รถแท็กซี่จอดแช่กันเยอะแยะเต็มไปหมด เรื่องนี้ทุกคนรู้ดี”

หนุ่มรายนี้เสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายพรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาวะการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน

“ข้อบังคับล่าสุดไม่ได้ออกมาโดยคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน หรือความเป็นอยู่ของประชาชน เเต่กลับมองอยู่มุมเดียวคือ ผู้ใช้รถยนต์จะได้รับความเดือดร้อน ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งที่ในเมืองใหญ่ ต่างจังหวัด เขาก็ไม่มีการห้ามขึ้นสะพาน เพราะเขามองว่า มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะหลักของประชาชนในพื้นที่ คำถามคือทำไมกรุงเทพฯ ไม่คิด ทั้งที่ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ระบุว่ามีรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมในกรุงเทพ ฯ กว่า 3 ล้านคัน ท่านผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในบ้านเมืองจะไม่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์เหล่านี้เลยเหรอครับ มากกว่านั้นภาษีที่ได้จากรถจักรยานยนต์ส่วนหนึ่งก็ถูกนำไปใช้ในการซ่อมเเซมบำรุงถนน สะพานเเละสาธารณะประโยชน์ เเต่เรากลับถูกห้ามใช้เนี่ยนะ”

โดม บอกว่า ประเทศไทยหนีการพัฒนาไม่พ้น เพียงแต่รอให้ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจ มีความจริงใจและเต็มใจ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

“ทางออกข้อแรกคือ แก้ไขกฎหมาย อย่าบอกว่าแก้ไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญทั้งฉบับยังแก้กันได้เลย ข้อสอง มาร่วมกันสร้างโครงการสะพานต้นแบบหรืออุโมค์ต้นแบบที่เหมาะสมกับรถทุกขนาดล้อ รณรงค์ให้ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด และหากสะพานไหนพอปรับปรุงได้ก็ควรกำหนดช่องทางวิ่งที่ชัดเจนให้กับจักรยานยนต์ ส่วนในอนาคตแน่นอนว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจต้องร่วมกันออกแบบเส้นทางที่สร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนมากที่สุด อย่างประเทศเวียดนาม จีน หรืออื่นๆ เขามีช่องทางสำหรับจักรยานยนต์หมดแล้ว รีบพัฒนาเถอะครับ อย่าให้ต้องรอมีนายกรัฐมนตรีขับขี่จักรยานยนต์ไปทำงานเสียก่อนแล้วค่อยแก้เลย”

ทางออกร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

สะพานข้ามทางร่วมทางแยก 39 แห่ง ตามข้อบังคับล่าสุด ได้แก่ 1.สะพานยกระดับข้ามแยกคอลงตัน 2.สะพานยกระดับข้ามแยกอโศกเพชร 3.สะพานข้ามแยกรามคำแหง 4.สะพานข้ามแยกประชาสงเคราะห์ 5.สะพานข้ามแยกสามเหลี่ยมดินแดง 6.สะพานข้ามแยตึกชัย 7.สะพานข้ามแยกราชเทวี 8.สะพานข้ามแยกประตูน้ำ 9.สะพานข้ามแยกยมราช

10.สะพานข้ามแยกกำแพงเพชร 11.สะพานข้ามแยกรัชดา-ลาดพร้าว 12.สะพานข้ามแยกสุทธิสาร 13.สะพานข้ามแยกรัชโยธิน 14.สะพานข้ามแยกประชานุกูล 15.สะพานข้ามแยวงศ์สว่าง 16.สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน 17.สะพานยกระดับถนนสุวินทวงศ์ 18.สะพานยกระดับข้ามแยกร่มเกล้า ถนนรามคำแหง 19.สะพานยกระดับข้ามแยกลาดบัวขาว ถนนรามคำแหง 20.สะพานยกระดับข้ามแยกมีนบุรี 21.สะพานข้ามแยกสถานีบรรสินค้าไอซีดี ถนนเจ้าคุณทหาร 22.สะพานข้ามแยกลำสาลี 23.สะพานบกระดับถนนรามคำแหง 24.สะพานข้ามแยกศรีอุดม 25.สะพานข้ามแยกประเวศ 26.สะพานข้ามแยกบางกะปิ 27.สะพานไทย-เบลเยี่ยม 28.สะพานข้ามถนนนางลิ้นจี่ 29.สะพานข้ามแยกรัชดาพระราม430.สะพานภูมิพล1 31.สะพานข้ามแยคลองตัน 32สะพานข้ามแยกศิครนิทร์ 33.สะพานไทย-ญี่ปุ่น 34.สะพานข้ามแยกบรมราชชนนี 35.สะพานข้ามแยกบางพลัด 36.สะพานข้ามแยกพระราม2 37.สะพานข้ามแยกตากสิน 38.สะพานข้ามแยกนิลกาจ 39.สะพานข้ามแยบางพฤกษ์

ขณะที่อุโมงค์ 6 แห่ง ได้แก่ 1.อุโมงค์วงเวียนบางเขน 2.อุโมงค์พัฒนาการ-รามคำแหง24 3.อุโมงค์ทางลอดแยกศรีอุดม 4.อุโมงค์ทางลอดแยกบรมราชชนนี 5.อุโมงค์ทางลอดแยกบางพลัด 6.อุโมงค์ทางลอกแยกท่าพระ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) อธิบายว่า การห้ามไม่ให้รถมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพานข้ามแยกเป็นเหตุผลด้านความปลอดภัย เนื่องจากความเร็วของรถยนต์ต่างจากรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์เวลาขับเร็วแล้วเกิดอุบัติเหตุจะมีระบบป้องกันที่ดีกว่า ทั้งเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย ต่างจากรถมอเตอร์ไซค์ที่แทบไม่มีอะไรป้องกันเลย ยิ่งถ้าสะพานข้ามแยกมีระยะยาว ปล่อยให้รถมอเตอร์ไซค์วิ่งปนกับรถยนต์จะอันตราย เพราะเมื่อถนนโล่ง รถจะวิ่งเร็วมาก

ส่วนเรื่องอุโมงค์ ตามหลักวิชาการด้านความปลอดภัยบนท้องถนนระบุว่า เวลากลางวันขณะที่เราขับรถ ม่านตาจะหรี่ลงเพื่อไม่ให้มีแสงเข้ามามากเกินไป พอลงอุโมงค์ ม่านตาจะต้องมีการปรับตัวขยายขึ้นทันที ทำให้สายตาของคนขับรถช่วงนั้นจะเบลอไปประมาณครึ่งวินาที ไม่สามารถโฟกัสวัตถุข้างหน้าได้ ประกอบกับมอเตอร์ไซค์เป็นวัตถุขนาดเล็กไม่เหมือนรถยนต์ที่มีวัตถุขนาดใหญ่ ทำให้มองเห็นไม่ชัด อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านความเร็วด้วย สังเกตได้ว่าก่อนลงอุโมงค์ ถนนจะถูกออกแบบให้รถชะลอความเร็วลง เพราะไม่รู้ว่าข้างในอาจมีรถติดหรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหรือเปล่า”

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั้งหมด 35 ล้านคันในเมืองไทย เป็นมอเตอร์ไซค์ถึง 19 ล้านคัน ฉะนั้น รถจักรยานยนต์ ถือเป็นรถส่วนบุคคลส่วนใหญ่ในไทย  ซึ่งประเทศที่มีสัดส่วนผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์สูง เขาจะสร้างหรือออกแบบเส้นทางเพื่อตอบโจทย์กับผู้ใช้งาน อย่างเวียดนาม ภายในอุโมงค์มีเลนเฉพาะสำหรับรถมอเตอร์ไซด์ ไต้หวันเเละมาเลเซียก็ทำเลนเพื่อมอเตอร์ไซด์เลย

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนนรายนี้ เสนอทางออกอย่างเป็นรูปธรรมดังนี้

จัดการความเร็วของรถยนต์อย่างจริงจัง ตามกฎหมายอุโมงค์หรือสะพานข้ามแยกนั้นกำหนดความเร็วอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง “เมื่อถนนโล่ง คนจะขับรถเร็ว” และขับเกิน 80 หรือกระทั่ง 100 กม./ชม. โดยเฉพาะทางข้ามแยกที่มีเส้นทาค่อนข้างยาว อย่างสะพานยกระดับถนนรามคำแหงหรือรัชดา หากอยู่ในช่วงเวลากลางคืนด้วยแล้ว โอกาสเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นต้องทำให้รถวิ่งอยู่ในความเร็วสัมพัทธ์ที่สามารถควบคุมหรือลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้  คือไม่เกิน 50 กม./ชม.

ปรับเส้นจราจรใหม่ เพิ่มช่องทางให้จักรยานยนต์ เพิ่มช่องทางและติดตั้งหลักนำทางหรือไกด์โพสท์ให้กับจักรยานยนต์ แนวทางนี้ต้องประเมินดูว่าเส้นทางไหนสามารถทำได้บ้าง เพราะหลายเส้นทางไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ

กำหนดช่วงเวลาแชร์พื้นที่จราจร ช่วงเวลากลางคืน รถยนต์มักวิ่งด้วยความเร็วสูงเนื่องจากถนนโล่ง ไม่ควรอย่างยิ่งที่รถจักรยานยนต์จะไปวิ่งร่วมด้วย ซึ่งอุบัติเหตุบนทางแยกหรืออุโมงค์ทางลอดแทบทุกครั้งเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน

“ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องทบทวนเรื่องการออกแบบถนนรองรับกับผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์ หากไม่คิดก็จะกลายเป็นผู้วิ่งไล่ตามปัญหาไปตลอด เเละภาระหนักอึ้งจะตกไปอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย”

ควบคุมความเร็ว – ปรับปรุงเส้นทางใหม่

ผศ.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยนเรศวร ระบุว่า สามารถออกแบบสะพานข้ามแยกหรืออุโมงค์ลอดให้รถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ใช้งานร่วมกันได้ แต่ต้องกำหนดเกณฑ์การใช้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องความเร็ว

“วิธีคือต้องกำหนดให้ใช้ความเร็วที่เหมาะสมในระดับเดียวกัน เช่น กำหนดความเร็วไว้ที่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วดังกล่าวถือว่าปลอดภัยสำหรับมอเตอร์ไซค์หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น พูดง่ายๆว่าไม่ทำให้ถึงตาย นอกจากนี้ต้องให้มอเตอร์ไซค์วิ่งตรงกลางร่วมกันกับรถยนต์เลย ไม่ต้องชิดขอบทางด้านซ้ายเหมือนก่อน เท่ากับว่ารถยนต์ก็ต้องเคารพรถมอเตอร์ไซค์เสมือนว่าเป็นรถยนต์อีกคันหนึ่งด้วย ถ้าทำแบบนี้รถทุกประเภทก็สามารถใช้สะพานข้ามแยกร่วมกันได้ ถึงอย่างนั้น อาจใช้ได้แค่ในบางพื้นที่เท่านั้น ต้องวิเคราะห์เป็นกรณีไป เช่น หากเป็นพื้นที่ถนนยาวๆ ยากที่จะลดความเร็ว  มอเตอร์ไซค์เข้าไปปะปนก็อาจมีปัญหา ขณะที่อุโมงค์ทางลอด มีข้อจำกัดด้านการมองเห็น เพราะเวลาลงอุโมงค์สายตาจะเบลอไปช่วงสั้นๆ รถมอเตอร์ไซค์ก็เล็กมาก อีกอย่างถ้าในอุโมงค์ระบบระบายน้ำไม่ดี ก็มีความเสี่ยงทำให้มอเตอร์ไซค์ลื่นล้ม  เเต่โดยสรุปแล้ว รถมอเตอร์ไซค์สามารถใช้สะพานข้ามแยกและอุโมงค์ทางลอดร่วมกับรถยนต์ได้ ถ้าสามารถควบคุมความเร็วได้ในระดับไม่เกิน 50 กม.ต่อชม.”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบถนนชี้ว่า การปรับปรุงถนนหนทางที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อรองรับเลนมอเตอร์ไซค์นั้นทำได้เพียงแค่ลดขนาดช่องทางวิ่งของรถยนต์ลง

“มอเตอร์ไซค์ต้องการพื้นที่ขณะเคลื่อนที่ประมาณ 1.5 – 1.75 เมตร ในบ้านเราหากอยากได้เลนมอเตอร์ไซด์ หลายพื้นที่สามารถปรับปรุงได้ เพียงแค่บีบช่องทางรถยนต์ลง โดยทั่วไปมีขนาด 3.25 – 3.5 เมตร บีบลงเหลือ 3 เมตร และนำ 50 ซม.ที่เหลือแต่ละเลน มาแบ่งเป็นเลนมอเตอร์ไซค์  สมมุติมี 2 ช่องจราจร ก็เท่ากับมีพื้นที่ 7 เมตร ถ้าบีบให้เหลือแค่ ช่องละ 3 เมตร ก็จะได้เลนมอเตอร์ไซด์ ขนาด 1 เมตร แต่ปัญหาคือถนนบ้านเรามีอาคารพาณิชย์เเละเลนซ้ายสุดมักเป็นที่จอดรถ ทำให้ในเขตเมืองไม่สามารถสร้างเลนมอเตอร์ไซค์ได้ ส่วนพื้นที่ในอุโมงค์ส่วนใหญ่เราทำช่องทางจราจรแคบเพียงช่องละ 3 เมตร สองช่องรวมกันก็แค่ 6 เมตร ไม่มีพื้นที่พอจะบีบเพื่อแบ่งให้กับมอเตอร์ไซค์ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ไม่อยากให้มอเตอร์ไซค์ ลงไปวิ่งในอุโมงค์ ส่วนสะพานข้ามแยกนั้นต้องดูเป็นแต่กรณีว่าสะพานใด มีขนาดช่องทางเพียงพอ

อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ สรุปว่า ถ้าควบคุมความเร็วได้ในระดับ 50 กม.ต่อชม. รถยนต์กับมอเตอร์ไซค์ก็สามารถวิ่งร่วมกันได้ในทุกๆ พื้นที่ การหาทางออกร่วมกัน ณ ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนก่อนว่าทำไม สะพานนี้วิ่งได้ เหตุใดอันนี้วิ่งไม่ได้ หากอ้างเรื่องความเป็นระเบียบ ปัญหาจราจร เเละความปลอดภัยที่รถมอเตอร์ไซค์ชอบขับซิกเเซก เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำทางให้กับผู้ขับขี่ ไม่ใช่ไล่ให้พวกเขาขับอ้อมไปไกลๆ หรือโยนภาระด้านอื่นให้

ปัญหาจราจรนับเป็นปัญหาคลาสสิค การแก้ปัญหาจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่ทางออกที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากคนในสังคม.

 

เที่ยวไทยฉลุยกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 18:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424988

เที่ยวไทยฉลุยกว่าที่คิด

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

เมื่อภาคบริการท่องเที่ยวกลายเป็นตัวจักรเดียวที่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากส่งออกยังซึม การใช้จ่ายภาครัฐยังไม่ได้ดั่งใจ ดังนั้นมาตรการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยว ทั้งจากต่างประเทศมาไทยและคนไทยเที่ยวไทย จึงออกมาคึกคัก

เช่น การขยายนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไปหักภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท ไปอีก 1 ปี นำค่าใช้จ่ายช่วงสงกรานต์ (วันที่ 9-17 เม.ย.นี้ คือ 1.ค่าอาหาร และเครื่องดื่ม แต่ไม่รวมสุรา เบียร์ ไวน์ 2.ค่าบริการที่จ่ายให้ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ หรือ 3.ค่าที่พักโรงแรม) ไปหักลดหย่อนได้ 1.5 หมื่นบาท หรือการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ผ่านซองสินค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกให้อีกมากมาย

ด้วยปัจจัยเร่งเร้าต่างๆ ประชาชนทั่วไปควรเที่ยวไทยอย่างไรถึงจะคุ้ม

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เล่าถึงแผนช่วงครึ่งปีหลังว่า เดือน พ.ค.นี้ ททท.เตรียมเปิดตัวโครงการรวมใจเที่ยวไทย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้การสร้างกระแสท่องเที่ยวในแต่ละเดือนให้สอดคล้องในแต่ละเทศกาล เริ่มจากเดือน พ.ค. ภายใต้ธีม เที่ยวกันก่อนเปิดเทอม เจาะกลุ่มครอบครัว วัยรุ่น เดือน มิ.ย. เที่ยวชวนชิมอาหารถิ่นทั่วไทย เน้นนำเสนออาหารดีประจำท้องถิ่น เดือน ก.ค. เที่ยวตามรอยบุญ นำเสนอเทศกาลเข้าพรรษา เดือน ส.ค. สิงหาพาแม่เที่ยว เดือนของผู้หญิง (Lady Month) ให้สิทธิพิเศษกับนักท่องเที่ยวกลุ่มสตรี และเดือน ก.ย. เที่ยวไทยก่อนเกษียณ โดยแต่ละเดือนได้เพิ่มกิมมิกหรือ ลูกเล่นกิจกรรมหลากหลายเพิ่ม เพื่อเจาะนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มให้วางแผนเดินทางเที่ยวในประเทศ

ขณะที่แต่ละเดือนจะจัดกิจกรรมเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น วันที่ 1 มิ.ย. โครงการไทยแลนด์ เซลฟี่ เดย์ ให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพเซลฟี่ในการเดินทางวันนั้นเพียงวันเดียว ร่วมชิงโชคแพ็กเกจท่องเที่ยว สินค้าและบริการ รูปแบบ เดอะ เบส ออฟ ไทยแลนด์ โดยการเลือกสินค้าหรือบริการที่ได้รับยกย่องว่าดีในโลกที่อยู่ในไทย เช่น สปา โรงแรมดาราเทวี จ.เชียงใหม่ ห้องพักราคาแพง

รวมถึงนักท่องเที่ยวคนไทยสามารถถ่ายรูปพร้อมใบเสร็จโรงแรมที่พักที่ถูกต้องตามกฎหมาย ร่วมลุ้นเงินทุนเพื่อการท่องเที่ยวเดือนละ 1 ล้านบาท และโชคชั้นที่ 2 ชิงรางวัลรถยนต์วีออสเดือนละ 1 คัน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ย.ที่จะถึงนี้

“ต้องยอมรับว่าภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศยังไม่คึกคักมากนัก เมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศที่มีกระแสการเดินทางเติบโตทุกตลาด โดยมองว่าคนไทยยังกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงวันหยุดยาวในหลายเทศกาล ทำให้นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อบางส่วนวางแผนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ”ยุทธศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ททท.จะสร้างกระแสปลุกจิตสำนึกให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านแคมเปญฝากหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ไว้กับ ททท. เพื่อแสดงออกถึงการตั้งปณิธานไม่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ พร้อมวางแผนท่องเที่ยวในประเทศ ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับระบบเศรษฐกิจไทย โดยกิจกรรมแต่ละเดือน ททท.เตรียมใช้ดารานักแสดงร่วมเป็นพรีเซนเตอร์เจาะกลุ่มการเดินทางในแต่ละเป้าหมาย เช่น สิงหาพาแม่เที่ยว เตรียมใช้แม่ลูกขวัญใจชาวไทย โบว์ แวนด้า และน้องมะลิ พาขวัญ สหวงษ์ ร่วมรณรงค์ให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยว

การส่งเสริมตลาดอย่างจริงจังในครั้งนี้ เพื่อผลักดันให้รายได้ทางการท่องเที่ยวตลาดในประเทศเป็นไปตามเป้าหมาย 8.5-9 แสนล้านบาท คนไทยเดินทาง 140 ล้านคน/ครั้ง ส่วนเทศกาลสงกรานต์ซึ่ง ททท.เตรียมจัดงานใหญ่ใน 13 พื้นที่ ภายใต้ชื่อ เทศกาลเย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต สุโขทัย เชียงใหม่ เป็นต้น แต่ละพื้นที่เตรียมนำเสนอศิลปวัฒนธรรมของดีของเด่นของจังหวัดตัวเอง ซึ่งคาดว่าตลอดเทศกาลสงกรานต์ตั้งแต่ วันที่ 13-17 เม.ย.นี้ จะมีนักท่องเที่ยวคนไทยเดินทาง 2.14 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% สร้างรายได้สะพัด 6,980 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ต้องยอมรับว่า คนไทยหลายคนเมื่อเห็นราคาห้องพักในไทยแล้ว บางครั้งมองว่าแพงจนทำให้ตัดสินใจไปเที่ยวต่างประเทศแทน แต่หากได้ดูราคาห้องพักเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว จะรู้ว่าหากเป็นโรงแรมในมาตรฐานที่เท่ากัน โรงแรมไทยถูกกว่าต่างประเทศมาก

ฮอร์วาร์ท สถาบันให้คำปรึกษาด้านโรงแรม ท่องเที่ยว และการพักผ่อนหย่อนใจ ได้สำรวจราคาห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (เอดีอาร์) ของจุดหมายท่องเที่ยวในเอเชียปีที่ผ่านมา ซึ่งหากนำจุดหมายหลักๆ ในเอเชียมาเทียบกัน ราคาห้องพักในไทยค่าพักแค่ 50% ของสิงคโปร์ ฮ่องกง และไทเป (ไต้หวัน) ยังต่ำกว่าโซล (เกาหลีใต้) โตเกียว (ญี่ปุ่น) มะนิลา (ฟิลิปปินส์) บาหลี (อินโดนีเซีย) โฮจิมินห์ (เวียดนาม) แต่สูงกว่ากัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย) ปักกิ่ง (จีน) จาการ์ตา (อินโดนีเซีย) เล็กน้อย และเมื่อมีมาตรการรัฐเสริม ยิ่งทำให้เที่ยวไทยคุ้มค่าขึ้นไปอีก

ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมดีวาน่า และรีเซนต้า ในภูเก็ตและกระบี่ กล่าวว่า การที่รัฐและเอกชนผนึกกำลังออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะการต่ออายุมาตรการนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ไปอีก 1 ปี คาดจะช่วยเพิ่มความต้องการท่องเที่ยวใหม่ เช่น เดิมวางแผนเที่ยวต่างประเทศ ก็คงยังไป แต่จะเพิ่มแผนเที่ยวในประเทศด้วย หรือเดิมไม่มีแผนไปเที่ยวก็จะมีแรงจูงใจเที่ยว หรือมีแผนเที่ยวในประเทศอยู่แล้วก็จะเพิ่มจำนวนครั้งในการเที่ยว

“ช่วงสงกรานต์ปกติห้องพักจะเต็ม แต่ต้องรอเวลาคนจองช่วงใกล้ๆ ซึ่งการออกมาตรการของรัฐมาน่าจะช่วยให้คนไทยตัดสินใจจองห้องพักช่วงสงกรานต์เร็วขึ้น ประกอบกับวันที่ 14-17 เม.ย. มีงานไทยแลนด์ บอลลูน มิวสิค เฟสติวัล ที่ภูเก็ต พาราไดซ์ พาร์ค ก็เป็นอีกแรงจูงใจให้คนเลือกจองมาเที่ยวพื้นที่นี้ รวมทั้งมาตรการเดือน พ.ค.-ต.ค. ที่เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งมีการกระตุ้นให้ท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามอยากให้รัฐเพิ่มวงเงินหักลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวได้มากกว่านี้ เพราะจะส่งผลดีมากขึ้นไปอีก ทำให้คนเพิ่มวันพัก หรือเพิ่มจำนวนครั้งท่องเที่ยวได้” ศึกษิต กล่าว

ทั้งนี้ หากคนไทยเที่ยวไทย จะมีค่าใช้จ่ายคุ้มค่ากว่าไปต่างประเทศ เพราะต้นทุนเดินทางต่ำกว่า ไม่จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้านานเหมือนไปเที่ยวต่างประเทศ จองล่วงหน้า 1-2 วัน หรือในวันที่เดินทางเที่ยวก็ได้ โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งที่พักหาไม่ยาก ไม่ต้องใช้เวลาจองนาน และราคาก็ไม่แพง เพราะในไทยการแข่งขันของโรงแรมสูง ผู้ประกอบการปรับคุณภาพเพิ่ม เพื่อให้รู้สึกคุ้มค่ายิ่งขึ้น

ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ เดอะรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท กล่าวว่า เป็นสัญญาณที่ดีที่เห็นเอกชนเข้ามาร่วมกับรัฐกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าการนำภาพแหล่งท่องเที่ยวเสนอบนบรรจุภัณฑ์ของเครือสหพัฒน์ จะช่วยสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ส่วนการต่ออายุมาตรการให้นำค่าห้องพักมาลดหย่อนภาษี เชื่อว่าจะทำให้คนที่ไม่คิดจะเที่ยวช่วงสงกรานต์นี้ จะเกิดความต้องการเที่ยว กระตุ้นได้ลักษณะเดียวกับนำค่าช็อปปิ้งลดหย่อนภาษีช่วงปลายปี เพียงแต่อาจไม่ได้มากเท่า เพราะกำลังซื้อในประเทศเงียบมาก

ขณะเดียวกัน อยากให้รัฐให้ความสำคัญประชาสัมพันธ์เรื่องมาตรการลดหย่อนภาษีด้านท่องเที่ยวให้ประชาชนรับรู้ทั่วถึงขึ้น จะได้ไม่ลืมเรียกใบเสร็จจากที่พัก รวมทั้งเลือกที่พักที่ถูกกฎหมายก่อน

ปิยะมาน กล่าวว่า หากเทียบโรงแรมมาตรฐานเดียวกันระหว่างไทยกับหลายประเทศ ราคาห้องพักในไทยคุ้มค่ากว่าแน่นอน เช่น แม้ต้นทุนไปเที่ยวภูเก็ตจะแพงกว่าฮ่องกง แต่หมายความว่าระดับโรงแรมที่ได้พักก็ต่างกัน เช่น ราคาค่าที่พักเดียวกัน ที่ภูเก็ตได้พักโรงแรม 5 ดาว แต่ฮ่องกงได้พักโรงแรม 3 ดาว

ดังนั้น เมื่อเทียบภาพรวมทั้งหมด มาตรการลด-แลก-แจก-แถม-ชิงโชค-หักภาษี จึงทำให้เที่ยวไทยปีนี้คุ้มค่า และที่สำคัญยังเพิ่มค่าให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นการเที่ยวช่วยชาติ!!!

แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ไปเช็กอินก่อนใครสงกรานต์นี้

เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้ ต้องรีบไปตื่นตาตื่นใจกับแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ๆ เช็กอิน โพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลายก่อนใครๆ

บึงน้ำสีฟ้า แกรนด์แคนยอน อุบลฯ

ฮือฮากันใหญ่โตกับ “แกรนด์แคนยอนเมืองไทย” แห่งใหม่ล่าสุดที่ บึงแสนโคตร บ้านหนองไหล ต.หนองขอน อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี แท้จริงเป็นหนองน้ำสาธารณะประจำตำบล ขนาดกว้างประมาณ 700 ไร่ ที่มีการขุดดินเพื่อทำบ่อกักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคของชาวบ้าน ทำให้เกิดเป็นคันดินและบ่อน้ำจำนวนมาก ส่วนน้ำสีฟ้าเป็นเรื่องธรรมชาติอันเกิดจากน้ำบาดาลที่ซึมขึ้นมาตลอดปี ทั้งนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินถ่ายภาพบนคันดิน แต่ไม่อนุญาตให้ลงเล่นน้ำ เนื่องจากระดับน้ำลึกและจะทำให้น้ำขุ่นไม่สวยงาม

จากกระแสในโลกออนไลน์ทำให้มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอนเร่งพัฒนาพื้นที่บริเวณทางเข้าให้เป็นที่จอดรถเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ จากปกติที่มีมากถึงวันละประมาณ 3,000-4,000 คน โดยช่วง 4 โมงเย็นเป็นต้นไปจะมีนักท่องเที่ยวมาก เพราะอากาศไม่ร้อนจัดและบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์กำลังตกดินสวยที่สุด ในประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับสมญานามว่าแกรนด์แคนยอนอีกที่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ และระนองแคนยอน อ.เมือง จ.ระนอง

6 สันหลังมังกร เมืองตรัง

ปรากฏการณ์ธรรมชาติน้ำขึ้น-น้ำลงสรรค์สร้างสันทรายกลางทะเลที่มนุษย์เรียกว่า สันหลังมังกร ล่าสุด จ.ตรัง ได้ประกาศเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวอันซีนแห่งใหม่เป็นสันหลังมังกร 6 ตัว 6 สี ได้แก่ สันหลังมังกรเหลือง หมู่ 2 บ้านหยงสตาร์ ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน สันหลังมังกรเกล็ดทองคำ หมู่ 4 บ้านทุ่งรวงทอง ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน สันหลังมังกรนิล หมู่ 4 บ้านตะเสะ ต.ตะเสะ อ.หาดสำราญ สันหลังมังกรหยก หมู่ 1 บ้านเสียมไหม ต.เกาะสุกร อ.ปะเหลียน สันหลังมังกรทับทิมสยาม หมู่ 4 บ้านหาดทรายทอง ต.เกาะสุกร อ.ปะเหลียน และตัวสุดท้าย สันหลังมังกรเผือก หมู่ 3 บ้านมดตะนอย ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ทั้งนี้สีที่แตกต่างกันเป็นสีสันของหาดทราย เศษปะการัง เปลือกหอยที่ทับถมกันตามธรรมชาติทำให้แต่ละตัวมีเอกลักษณ์ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะขนานนามว่าสันหลังมังกร สันทรายนั้นต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่า 1 กม. เป็นสันทรายกลางทะเลที่ถูกคลื่นซัดเข้าทั้งสองฝั่ง และต้องมีเกาะอยู่ด้านในด้านหนึ่งเปรียบเป็นหัวมังกรเพื่อประกอบเป็นมังกรทั้งตัว ซึ่งจะแตกต่างกับทะเลแหวกที่มีความยาวสั้นกว่าและไม่มีส่วนหัว นักท่องเที่ยวสามารถโดยสารเรือไปเก็บภาพได้ในช่วงพระจันทร์เต็มดวง ก่อนและหลัง 3 วันทั้งข้างขึ้นและข้างแรม

ย้อนอดีตสมัย ร.5 เมืองมัลลิกา รศ. 124

กาญจนบุรีเตรียมเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เมืองมัลลิกา โครงการใหญ่ยักษ์บนพื้นที่ 60 ไร่ ที่ได้สร้างเมืองจำลองสมัย ร.ศ. 124 สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลิกทาสได้สำเร็จ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม อาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม การละเล่น โดยเรือนไทยทุกหลังออกแบบโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร และทีมงานทั้งหมดกว่า 400 คน จะแต่งกายแบบโบราณและดำรงชีวิตเสมือนจริงในยุคที่ผู้คนเริ่มมีความสุข และเริ่มมีวัฒนธรรมของชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามา เพื่อนักท่องเที่ยวจะได้เห็นภาพในอดีตโดยไม่ต้องจินตนาการอีกต่อไป

เมืองมัลลิกาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจะเปิดให้บริการวันที่ 15 มิ.ย. 2559 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ปีละ 2 ล้านคน ตั้งอยู่บริเวณริมทางหลวงหมายเลข 323 (แสงชูโต) ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 32-33 ห่างจากตัวเมือง 33 กม. ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ติดต่อ 09-4992-1115

บุรีรัมย์ คาสเซิล แลนด์มาร์คใหม่อีสานล่าง

คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ของคนบุรีรัมย์ บุรีรัมย์ คาสเซิล ตั้งอยู่ระหว่างสนามฟุตบอลไอ-โมบาย
สเตเดี้ยม และสนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นโครงการที่ออกแบบโดยอิงรูปแบบจากชุมชนรอบปราสาทหินในอดีต ประกอบด้วย ปราสาทสายฟ้า ที่ได้ก่อสร้างตามรูปแบบของปราสาทขอมในอดีต โดยช่างฝีมือแกะสลักหินทุกก้อนและจัดเรียงตามหลักการสร้างปราสาทโบราณ อีกทั้งยังได้คำนวณวันที่พระอาทิตย์ตกผ่านช่องประตูเช่นเดียวกับปราสาทหินพนมรุ้ง

คอมมูนิตี้มอลล์ บุรีรัมย์ คาสเซิล ศูนย์รวมร้านอาหาร ร้านขายสินค้า ร้านขายของที่ระลึกบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมกาสโตร์ บนพื้นที่รวมกว่า 3.5 หมื่นตารางเมตร (ตร.ม.) และสวนศิวะ 12 สวนสาธารณะขนาดใหญ่พร้อมเส้นทางวิ่งออกกำลังกาย รายรอบด้วยแผ่นศิลาหินทรายกามาสูตรซึ่งเปรียบเป็นจุดกำเนิดแห่งจักรวาล อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาศิวลึงค์ทำจากหินทราย สูงกว่า 9 ม. ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก บุรีรัมย์ คาสเซิล จึงกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของบุรีรัมย์และยังเป็นเหล่งแฮงเอาต์ของแฟนฟุตบอลทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด GU12 โดยทุกร้านจะให้ส่วนลดพิเศษแค่ใส่เสื้อที่มีโลโก้สโมสร

โลมาเริงร่า ดอลฟินส์ เบย์ ภูเก็ต

สุดยอดโชว์โลมาในอาเซียนอยู่ที่ ดอลฟินส์ เบย์ ภูเก็ต (Dolphins Bay Phuket) ด้วยการแสดงที่มีความแตกต่าง ไม่ซ้ำกันในทุกวัน การแสดงแบบโชว์ผาดโผนของโลมากับครูฝึก และลูกเล่นในแต่ละรอบที่ทำให้ผู้ชมได้ยิ้มตามตลอดเวลา ประกอบด้วยโลมา 5 ตัว แมวน้ำ 2 ตัว ครูฝึกโลมา 3 คน ซึ่งทั้งโลมาและคณะมาจากยูเครนทั้งหมด แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 45 นาที โดยระหว่างการแสดงจะมีการอธิบายเรื่องราวของโลมาเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้คนร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

เปิดการแสดงวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น. ราคาบัตรเข้าชม 1,200 บาท สำหรับผู้ใหญ่ และ 700 บาท สำหรับเด็กอายุ 4-12 ปี นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมว่ายน้ำกับโลมา และในช่วงสงกรานต์นี้จะมีกิจกรรมประเพณีไทยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประเพณีที่ดีงามร่วมกับการแสดงโลมาด้วย ทั้งนี้ ดอลฟินส์ เบย์ ภูเก็ต ได้ทำการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกต้องตามกฎหมาย และมีการดูแลโลมาตามมาตรฐานของกรมประมง ตั้งอยู่ที่ซอยป่าหล่าย ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต โทร. 076-374-300 เว็บไซต์ : www.dolphinsbay-phuket.com

สกายวอล์กชมเกล็ดพญานาค หนองคาย

ไม่น่าเชื่อว่าอำเภอเล็กๆ อย่าง อ.สังคม จ.หนองคาย จะมีแหล่งท่องเที่ยวสุดเจ๋งอย่างสกายวอล์กหรือทางเดินกระจกใสแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่วัดผาตากเสื้อ อ.สังคม จ.หนองคาย บริเวณดังกล่าวเป็นจุดชมทิวทัศน์แม่น้ำโขงมาก่อนแล้ว สามารถมองเห็นบ้านเมืองสองฝั่งไทย-ลาว เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก และช่วงหน้าแล้งจะเห็นรอยทรายที่มีลวดลายคล้ายเกล็ดพญานาคซึ่งถือเป็นอันซีนของหนองคาย

รูปแบบของสกายวอล์กเป็นลักษณะเกือกม้า ระยะทางเดิน 16 ม. ยื่นออกจากหน้าผา 6 ม. พื้นและราวกั้นเป็นกระจกแทมเปอร์ลามิเนตไรท์โหลด หนา 4 ซม. รองรับน้ำหนัก 500 กก./1 ตร.ม. โดยจะจัดระบบให้เข้าชมครั้งละ 2 คน ทั้งนี้ทางเดินดังกล่าวเป็นโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของ จ.หนองคาย ใช้งบประมาณกลุ่มพัฒนาจังหวัด 17 ล้านบาท หวังสร้างเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของหนองคาย

 

ปอกเปลือกความเซ็กซี่ “พริตตี้มอเตอร์โชว์” สร้างสีสันหรือทำเสื่อม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 20:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424355

ปอกเปลือกความเซ็กซี่ "พริตตี้มอเตอร์โชว์" สร้างสีสันหรือทำเสื่อม?

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

งานมอเตอร์โชว์ทุกปี ปฎิเสธไม่ลงว่า นอกจากรถยนต์รุ่นใหม่และโปรโมชั่นโดนใจแล้ว บรรดา “พริตตี้สาวสวย” ประจำบูธต่างๆ เจ้าของผิวเนียนเปล่งปลั่ง ตัวหอมฟุ้ง ออร่ากระจาย ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ค่ายรถยนต์ทุกค่ายนำมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ชม ส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์นั้นน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ดังเช่นงานมอเตอร์โชว์ 2016 คึกคักขึ้นทันทีที่ปรากฎข่าวฉาวของเชอรี่ สามโคก นางแบบสาวสุดเซ็กซี่ ซึ่งถูกดำเนินคดีข้อหากระทำการอันควรขายหน้าต่อธารกำนัล หลังสวมบทพริตตี้โชว์สยิว เรียกแขกด้วยการนัวเนียกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับชายหนุ่มล่ำบึ้กให้กับบูธเครื่องเสียงค่ายหนึ่ง

คำถามดังๆเกิดขึ้นตามมาว่า ณ พ.ศ.นี้ พริตตี้สาวสวยจำเป็นกับงานมอเตอร์โชว์แค่ไหน

“Low class หรือ High class”…อยู่ที่คุณเลือก

ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน ในประเทศญี่ปุ่น “โตโยต้า” ถือเป็นรถยนต์ค่ายแรกที่นำพริตตี้มาเป็นกลยุทธ์เรียกความสนใจ โดยนำสาวสวยหน้าตาดีมาให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับรถ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในแง่ของการดึงความสนใจ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ด้วยเหตุนี้เองวัฒนธรรมการมีพริตตี้ จึงได้รับความนิยมขจรขจายไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

จาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37 บอกว่า พริตตี้เปรียบเสมือนหน้าตาและตัวแทนของบริษัทในการนำเสนอโปรดักส์ให้กับลูกค้า ปฎิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงกับรถนั้นเป็นของคู่กัน สิ่งสำคัญอยู่ที่แต่ละแบรนด์จะนำเสนอตัวตนออกมาในแบบไฮคลาสหรือโลว์คลาส

“ผู้หญิงกับรถเป็นของคู่กัน เมื่อ 5 ปีก่อนจีนเคยเอาพริตตี้ผู้ชายมาแทนผู้หญิง ปรากฎว่าเจ๊ง ไม่มีใครสนใจ ขึ้นอยู่ที่รูปแบบบการนำเสนอของผู้บริหารด้วยว่า อยากให้โปรดักส์ของเขาเป็นไฮคลาสหรือโลว์คลาส  วันนี้ลองเดินไปดูพริตตี้เอ็มซีของค่ายรถยนต์หลายๆเจ้าสิ โอ้โห พูดได้ถึงสามภาษา ญี่ปุ่น เยอรมันก็พูดได้ เรียนจบเมืองนอกกันเป็นเเถว ความสามารถล้ำหน้ายิ่งกว่าความเซ็กซี่เสียอีก

สาวๆที่เราเห็นกว่าจะยืนในงานนี้ได้ ต้องผ่านการอบรมถึง 3 เดือน ไม่ใช่เเค่สวยหรือเซ็กซี่ก็ทำงานได้เลย เพราะเธอเปรียบเสมือนหน้าตาและตัวแทนของบริษัทในการนำเสนอโปรดักส์ แต่ถ้าผู้บริหารที่เอาพริตตี้มาเป็นแค่ตัวล่อ นำเสนอเพียงแค่ความหวือหวาโป๊เปลือยก็เท่ากับลดคุณค่าของโปรดักส์ไปในตัว คุณคงไม่รู้สึกดีหรอก ถ้าคนพูดถึงโปรดักส์คุณว่า ‘เฮ้ย ไปดูค่ายนี้กัน นมโตดีว่ะ'”

จาตุรนต์ เล่าว่า รู้สึกแปลกๆทุกครั้งเวลาเห็นพริตตี้หน้าอกหน้าใจใหญ่เกินรูปร่าง เชื่อว่าผู้ชายหลายคนคงไม่ชอบความโอเวอร์ที่เกินเลยจากธรรมชาติเช่นกัน

รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37  กล่าวต่อว่า รูปเเบบการนำเสนอของทุกบริษัท ต้องได้รับการอนุมัติจากทางผู้จัดงานก่อน ทว่าปัญหาคือมาร์เกตติ้งบางบริษัทเลือกที่จะฝ่าฝืนกฎระเบียบ เพราะเห็นว่าคุ้มค่าที่ได้สร้างกระแสไปทั่วสังคม

“ทุกๆ ปี บริษัทที่จะเข้ามาร่วมจัดแสดงงานต้องได้รับการอนุมัติจากทางผู้จัดก่อน ทั้งเนื้อหา รูปแบบการแสดง กระทั่งเสื้อผ้าเเละการแต่งกาย ปีที่แล้วมีผู้ขายอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์เลือกนำเสนอโชว์ที่ไม่ได้ผ่านการอนุมัติ เพราะทีมมาร์เก็ตติ้งมองว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงทำอะไรหวือหวา สร้างกระเเสไปทั่วสังคมเพื่อเเลกกับการถูกปรับเพียงไม่กี่บาท  เขาบอกว่าลงทุนแสนเดียว มีคนรับรู้ผ่านโซเชียลมีเดียถึงสามเเสน สุดท้ายก็ถูกแบนไปปีนึง รวมทั้งยังถูกต่อว่าจากกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกันจากค่ายอื่นด้วย ผมขอยืนยันว่า งานจัดแสดงรถยนต์มีกฎระเบียบที่ค่อนข้างรัดกุม เพียงแต่มุมมองของมาร์เก็ตติ้งและผู้บริหารโปรดักส์นั้นคิดและเลือกแบบไหน”

ใช้”รถดึงดูดคน”มากกว่า”คนดึงดูดรถ”

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ สื่อมวลชนด้านรถยนต์ มองว่า บทบาทของพริตตี้ในปัจจุบันไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมายกับตัวรถยนต์ เป็นเพียงแค่การสร้างสีสันและดึงดูดความสนใจจากผู้คนเท่านั้น

“พริตตี้เข้ามามีบทบาทกับรถยนต์ตั้งแต่ 20-30 ปีก่อน โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเรื่อยๆตามเทรนด์ของตลาด ตามภาพลักษณ์สินค้าและความสนใจของผู้คน ผมคิดว่าหลายบูธสินค้าไม่ได้หวือหวาจนเกินเหตุและรัดกุมมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกจับตามองเรื่องความเซ็กซี่”

กูรูด้านรถยนต์ บอกว่า ค่ายรถยนต์ชั้นนำที่เป็นที่นิยมของคนไทย น้อยมากที่คนจะเข้าไปชมตัวรถยนต์เพราะเหล่าพริตตี้สาวเซ็กซี่ เนื่องจากสมรรถนะและศักยภาพของรถสามารถดึงดูดความสนใจด้วยตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยปรากฎข่าวฉาวให้เห็น

“แบรนด์ชั้นนำไม่มีใครเข้าไปดูเพราะพริตตี้หรอก บางค่ายขายรถครอบครัว รถเอนกประสงค์ ความเซ็กซี่หวือหวาจึงไม่จำเป็นมันขึ้นอยู่กับแนวคิดและนโยบายของผู้บริหารแต่ละค่าย โดยทั่วไป แบรนด์ชั้นนำในตลาดอย่าง อีซูซุ โตโยต้า นิสสัน ฮอนด้า บีเอ็มดับเบิลยู หรือเมอร์ซีเดส-เบนซ์ แบรนด์เหล่านี้ไม่ปรากฎภาพเหล่าพริตตี้แต่งตัวในลักษณะที่จะสร้างปัญหา เซ็กซี่หวือหวาเกินเลย มักไปปรากฎอยู่ในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องเสียงติดรถยนต์มากกว่า อย่าลืมว่าเขามีเพียงเเค่เเสงสีเสียงที่นำเสนอได้ไม่เต็มที่ภายในงาน จะไปเปิดเพลงดังๆ ผู้จัดก็ห้าม ฉะนั้นต้องใช้อย่างอื่นเรียกร้องความสนใจ”

พัฒนเดช บอกว่า การแต่งกายของพริตตี้ในวันนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบมากมาย ถึงขนาดทำให้งานมอเตอร์โชว์เสื่อม

“มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่หวือหวามากเกินไป ซึ่งผู้จัดอาจจะคิดว่ามันอยู่ในพื้นที่แสดงโชว์ของเขา เขาสามารถทำได้ เพียงแต่โลกสมัยใหม่ เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ส่งต่อข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางมาก จึงดูเหมือนผู้จัดกำลังทำในสิ่งที่ประเจิดประเจ้อมากเกินไปในพื้นที่สาธารณะ”

ไม่ใช่เเค่สีสัน เเต่คือความเชื่อมั่นของโปรดักส์

พริตตี้ มีรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ Pretty ซึ่งแปลว่า น่ารัก ขณะที่ญี่ปุ่น ดินแดนอาทิตย์อุทัยนั้นเรียกว่าสาวๆเหล่านี้ว่า “อิเบะคอน” ย่อมาจาก “อีเวนต์คอมพาเนียน”

หากพูดถึงพริตตี้ในเมืองไทย ภาพที่ลอยมาในหัวคือ หญิงสาวหน้าตาดี หุ่นเซ็กซี่ ยืนโดดเด่นเป็นสง่าเคียงคู่กับสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่ผ่านมา นอกจากความสวย พริตตี้ยังถูกพัฒนาให้สามารถทำหน้าที่นำเสนอสินค้าได้อย่างยอดเยี่ยม

โนเอล-วิจิตรา ชัยประภา พริตตี้สาวสวยจากค่ายฮุนได บอกว่า พริตตี้มีบทบาทสำคัญมากกับมอเตอร์โชว์ นอกจากดึงดูดความสนใจจากผู้ร่วมงานด้วยใบหน้าเเละการเเต่งกายเเล้ว ภาพลักษณ์ของพริตตี้ยังจำเป็นต้องสอดคล้องเเละสะท้อนถึงตัวตนของรถแต่ละค่ายด้วย เพราะลำพังแค่ตัวรถอย่างเดียว อาจแสดงถึงตัวตนของแบรนด์ออกมาไม่ชัดเจน

เฟี๊ยต-ปณิชา วิชัยดิษฐ จากค่ายเอ็มจี ให้ความเห็นว่า นอกจากการทำหน้าที่พรีเซนต์สินค้า อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญของพริตตี้คือ ส่งเสริมและผลักดันความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้กับแบรนด์นั้นๆ

“ทุกคนที่มาร่วมงานมักมีรถยนต์ในใจตัวเองอยู่แล้ว หน้าที่สำคัญของเราคือตอกย้ำความเชื่อมั่น ให้เขารู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่าได้เลือกสิ่งที่ใช่ หากพริตตี้คนไหนมีดีแค่สวยหรือเซ็กซี่ เเต่ไร้ความสามารถในการนำเสนอ พูดจาไม่ฉะฉาน ความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์นั้นก็ลดลงและอาจตัดสินใจแตกต่างออกไปจากเดิม”

บิวตี้-เจนกิตติ์พิชชา อ่อนหวันวรกิจ จากค่ายซันยอง รู้สึกว่า ชาชินเสียแล้วกับสายตาและทัศนคติเชิงลบจากใครหลายคน โดยระบุว่า การแสดงออกของพริตตี้เป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน ผ่านบุคลิก คำพูด ท่าทาง และชุดที่สวมใส่ เพื่อให้สอดคล้องกับโปรดักส์

“สิ่งที่เห็นไม่ได้แสดงถึงตัวตนที่แท้จริงของพริตตี้แต่ละคน เพราะอย่างนั้นหลายรายจึงไม่แคร์ว่าใครจะมองหรือตำหนิว่าเราโชว์เยอะเกินไป เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน ชีวิตจริงเราแต่งตัวกันอย่างนี้ซะเมื่อไหร่”

สอบถามความเห็นผู้ชมภายในงาน ฉัตรชัย พันธุ์อุดม หนุ่มน้อยวัย 18 ปี แฟนคลับตัวยงของเหล่าสาวงาม เห็นได้จากการหอบนิตยสารแนวเซ็กซี่หลายสิบเล่มติดกระเป๋าสะพายไหล่มาเพื่อขอลายเซ็นสาวๆที่เคยถ่ายแบบให้กับหนังสือเล่มนั้น

“ผมชอบพริตตี้มากครับ ติดตามมาตลอด คนไหนถ่ายเเบบลงหนังสือก็ตามไปซื้อหาเก็บไว้ ถึงเวลามีงานก็นำมาให้เขาเซ็น มันไม่ใช่แค่ความสวยที่น่าหลงใหล แต่ตัวตนของแต่ละคนยังน่าสนใจไม่แพ้กัน เขามีความสามารถเยอะมาก และสู้ชีวิตกันมานานกว่าจะได้มายืนอยู่จุดนี้ ผมนี่ชอบเลย”

ฉัตรชัยมองว่า พริตตี้มีบทบาทสำคัญต่อสินค้าเเละบริการ ถือเป็นตัวเร่งชั้นดีให้ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อสินค้าที่ตัวเองศึกษามาแล้วในระดับหนึ่ง

ขณะที่ กษิกร ทองคำ หนุ่มใหญ่วัย 42 กลับบอกว่ารู้สึกเบื่อความเซ็กซี่ ผิวขาวเป็นหลอดไฟ หน้าอกใหญ่โต ซึ่งคล้ายคลึงเหมือนกันไปหมดทั้งงาน

“ส่วนตัวผมเบื่อ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่มาร่วมงานกัน 80 เปอร์เซนต์มาดูพริตตี้ มีเพียง 20 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่มาซื้อหารถจริงๆผมมาร่วมงานทุกปี เห็นพริตตี้ลักษณะเดิมๆก็เบื่อ ยิ่งพวกหน้าอกใหญ่โตจนเกินรูปร่าง หน้าเรียวแหลม พวกนี้น่ากลัว เหมือนมาจากอีกโลกหนึ่ง มันเกินไป หน้าคล้ายกันไปหมด จนรู้สึกว่าไม่พิเศษหรือน่าดึงดูด”

นเรศ สาระฝี วัย 32  บอกว่า ไม่ได้ซีเรียสถึงขนาดมองว่าเสื่อม มองเป็นสีสันประกอบงานเท่านั้น เชื่อว่าผู้ชมทุกคนทราบดีว่าหากอยากรู้ความสามารถและศักยภาพของตัวรถจริงๆ ต้องคุยกับเซลล์

ธนารัตน์ น้ำคำ วัย 35 ปี บอกว่า พริตตี้ไม่ได้มีส่วนสำคัญในการตัดสินเลือกซื้อรถยนต์ เป็นเพียงเเค่สีสันเพื่อให้งานมีความคึกคักและน่าเข้าชมมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ หากอยากได้รถสักคันจริงๆ ต้องทำการบ้านศึกษาสินค้ามาพอสมควร ไม่ได้ตัดสินใจทุกอย่างที่หน้างาน

สำหรับผู้หญิงอย่าง นภาพร อรุณรักษ์ติชัย เธอบอกว่า พริตตี้นั้นสำคัญมากกับงานมอเตอร์โชว์ในการดึงดูดผู้ชมและนำเสนอตัวตนเเบรนด์ ตลอดจนศักยภาพเบื้องต้นของตัวรถ

“เราเป็นผู้หญิงยังชอบมองพริตตี้เลย แต่ละคนสวยกันซะขนาดนี้ ที่สำคัญสมัยนี้ส่วนใหญ่เก่งๆทั้งนั้น คนที่แสดงบุคลิกออกมาได้ตรงกับแบรนด์ก็ยิ่งทำให้สินค้าน่าสนใจมากขึ้น ฉะนั้นเราว่าพริตตี้สำคัญมาก”

ทั้งหมดทั้งปวงปฎิเสธไม่ได้ว่า พริตตี้สาวสวยยังคงมีความสำคัญ เป็นกลยุทธ์ เป็นวัฒนธรรมที่จะอยู่คู่กับมอเตอร์โชว์ไปอีกนาน.

เฟี๊ยต-ปณิชา วิชัยดิษฐ

 

โนเอล-วิจิตรา ชัยประภา

 

ปฏิรูปประเทศ รื้อกระบวนการยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424155

ปฏิรูปประเทศ รื้อกระบวนการยุติธรรม

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดได้เพิ่มหมวด 16 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งจากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกไม่ได้มีการบัญญัติเอาไว้ โดยมีทั้งหมด 5 มาตรา คือ มาตรา 257-261 ครอบคลุม 7 ด้าน โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ด้านการเมือง กำหนดให้การดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ พร้อมกับมีกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองและการคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีการนําเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทําบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นระบบข้อมูลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน

3.ด้านกฎหมาย ให้มีกลไกให้ดําเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา 77 และพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยให้มีการใช้ระบบอนุญาตและระบบการดําเนินการโดยคณะกรรมการเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อให้การทํางานเกิดความคล่องตัว โดยมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และไม่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินความจําเป็น เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

4.ด้านกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม กําหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ชัดเจนเพื่อมิให้คดีขาดอายุความ และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการสอบสวนคดีอาญา รวมทั้งกําหนดให้การสอบสวนต้องใช้ประโยชน์จากนิติวิทยาศาสตร์และจัดให้มีบริการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์มากกว่าหนึ่งหน่วยงานที่มีอิสระจากกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างมีทางเลือก

ในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมให้ ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย  (1) ผู้ทรงคุณวุฒิและไม่เคยเป็นข้าราชการตํารวจมาก่อน เป็นประธาน (2) ผู้เป็นหรือเคยเป็นตํารวจซึ่งอย่างน้อยต้องมีผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติรวมอยู่ด้วย มีจํานวนตามที่ ครม.เป็นกรรมการ (3) ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เคยเป็นข้าราชการตํารวจมาก่อน มีจํานวนเท่ากับกรรมการตาม (2) เป็นกรรมการ (4) ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม และอัยการสูงสุด เป็นกรรมการ ให้คณะกรรมการชุดนี้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

5.ด้านการศึกษา เริ่มดําเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และให้ดําเนินการตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู ให้เสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษีรวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย

6.ด้านเศรษฐกิจ  ขจัดอุปสรรคและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ อย่างยั่งยืน  และปรับปรุงระบบภาษีอากรให้มีความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ

7.ด้านอื่นๆ จัดให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการตรวจสอบกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินทั้งประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ปรับระบบหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนได้รับสิทธิและประโยชน์จากการบริหารจัดการ และการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและสะดวกทัดเทียมกัน

โดยการปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ กรธ.บัญญัติให้ต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ประกอบด้วย 1.ประเทศชาติมีความสามัคคีปรองดอง 2.สังคมมีโอกาสอันทัดเทียมกัน และ 3.ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

 

เปิดบทเฉพาะกาล ปูทางแม่น้ำ5สายอยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 06:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424154

เปิดบทเฉพาะกาล ปูทางแม่น้ำ5สายอยู่ยาว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ที่จะนำไปสู่การประชามติโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ตามขั้นตอนต่อจากนี้ กรธ.จะส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจัดให้มีการออกเสียงประชามติ

หากเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ จะเข้าสู่กระบวนการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ แต่ถ้าไม่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศแล้วว่าจะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทั้งสิ้น 279 มาตรา จากเดิมที่มี 270 มาตรา ไฮไลต์สำคัญและเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย คือ บทเฉพาะกาล เพราะเป็นบทบัญญัติที่กำหนดการดำรงอยู่ของแต่ละองค์กร และการกำหนดวันเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้

ในเรื่องการคงอยู่ของแต่ละองค์กร ทั้ง สนช. ครม. คสช. สปท. และ กรธ. ปรากฏว่า กรธ.ได้บัญญัติเรียงตามลำดับดังนี้

มาตรา 263 ให้ สนช.ทำหน้าที่ สส.และ สว.ต่อไปจนกว่าจะมีวุฒิสภาชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ส่วน ครม.ในมาตรา 264 กำหนดว่า ครม.ชุดปัจจุบันจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกระทั่งมี ครม.ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามารับหน้าที่ ขณะที่ คสช.ถูกกำหนดสถานะไว้ในมาตรา 265 ซึ่งมีบทบัญญัติ คือ ให้อยู่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ แต่ คสช.จะยังคงมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ตามปกติ ซึ่งหมายความว่าหัวหน้า คสช.สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้

“ให้ คสช.ที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้า คสช. และ คสช.ยังคงมีหน้าที่และอํานาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอํานาจของหัวหน้า คสช. และ คสช.มีผลใช้บังคับได้ต่อไป” เนื้อหาของ มาตรา 265

ส่วนสถานะของ สปท.จากเดิมที่ กรธ.กำหนดให้มีอายุอีก 1 ปี แต่ในมาตรา 266 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดได้ปรับเปลี่ยนให้ สปท.อยู่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปประเทศตามมาตรา 259 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะต้องทำให้เสร็จภายใน 120 วัน

“ให้ สปท.อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อนเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่ตราขึ้นตามมาตรา 259” เนื้อหาของมาตรา 266

อย่างไรก็ตาม กำหนดให้ สนช. สปท. ครม. หากต้องการลงสมัคร สส.ต้องลาออกภายใน 90 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าต้องการสมัคร สว.ไม่จำเป็นต้องลาออกตามเงื่อนไขดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วน คสช.สามารถเป็น สว.ได้โดยไม่ต้องลาออก 

ด้าน กรธ.จะอยู่ทำหน้าที่เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ จากเดิม 11 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วัน (8 เดือน) ตามมาตรา 267 ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.กกต. 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเมื่อ สนช.ได้พิจารณากฎหมายดังกล่าวเสร็จแล้ว กรธ.จะพ้นจากตำแหน่งทันที และไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายใน 2 ปีนับแต่วันที่พ้นตำแหน่ง เพื่อไม่ให้เกิดการมีส่วนได้ส่วนเสีย

ที่สำคัญ หากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. กกต. และพรรคการเมือง มีผลบังคับใช้ จะต้องมีการเลือกตั้ง สส.ภายใน 150 วัน ซึ่งใน กรธ.มีการคำนวณว่าการเลือกตั้ง สส. น่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือน ก.ค. 2560

ขณะที่ วุฒิสภา ในบทเฉพาะกาลมาตรา 269 นั้น ทาง กรธ.ยังคงยืนยันในหลักการเดิม ไม่ว่าจะเป็นการให้มี สว.จากการสรรหาจำนวน 250 คน มีวาระ 5 ปี แบ่งเป็น

1.สว.จำนวน 194 คน ที่มาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาที่ คสช.ตั้งขึ้น

2.สว.ที่มาจากการเลือกกันตามสาขาวิชาชีพ 20 ด้าน จำนวน 50 คน

3.สว.โดยตำแหน่งจำนวน 6 คน  ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งหมด คสช.จะต้องดำเนินการให้มี สว.ให้เสร็จภายใน 3 วันนับตั้งแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส.

สำหรับหน้าที่ของวุฒิสภาชุดพิเศษนี้ นอกเหนือไปจากการทำหน้าที่กลั่นกรองและแต่งตั้งบุคคลตามปกติแล้ว ยังมีอำนาจในการติดตามการปฏิรูปประเทศด้วย ซึ่งมาตรา 270 ระบุว่า “นอกจากจะมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้วุฒิสภาตามมาตรา 269 มีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ในการนี้ให้ ครม.แจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทราบทุกสามเดือน”

ขณะเดียวกัน บทเฉพาะกาลยังได้บัญญัติถึงการทำหน้าที่ของ อัยการ ด้วย โดยมาตรา 277 ระบุว่า “ในระหว่างที่ยังไม่มีการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 248 วรรคสี่ ห้ามมิให้พนักงานอัยการดํารงตําแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐในทํานองเดียวกัน หรือดํารงตําแหน่งใดในห้างหุ้นส่วนบริษัทหรือกิจการอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์มุ่งหาผลกําไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นที่ปรึกษาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือดํารงตําแหน่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน”

ที่สุดแล้ว กรธ.ยังคงบัญญัติถึงการรับรองการกระทำต่างๆ ที่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ของ คสช.ไว้ในมาตรา 279 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญ

 

คำอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 00:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424145

คำอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ

โดย….นายอัชพร จารุจินดา, นายปกรณ์ นิลประพันธ์, นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง, นายจินตพันธุ์ ทังสุบุตร, นายวราห์ เห่งพุ่ม

รูปแบบของรัฐ

· ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

รูปแบบการปกครอง

· ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่มาและผู้ใช้อำนาจอธิปไตย

· อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

หลักการใช้อำนาจอธิปไตย

· องค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาค

· ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง

· ปวงชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

หลักความเป็นกฎหมายสูงสูดของรัฐธรรมนูญ

· รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้น ใช้บังคับมิได้

· ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัยให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมดังกล่าวให้เป็นที่สุด และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

สถาบันพระมหากษัตริย์

· คงหลักการเดิม – แต่ปรับปรุงหลักการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเพื่อบรรเทาพระราชภาระ โดยบัญญัติเพิ่มเติมว่า พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้ และในระหว่างที่ยังมิได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ซึ่งต้องถวายสัตย์ปฏิญาณปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นไปพลางก่อนได้

หลักประกันสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

· บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย การนับถือศาสนา ความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ครอบครัว เคหสถาน การแสดงความคิดเห็นโดยวิธีการต่าง ๆ การติดต่อสื่อสารถึงกัน เสรีภาพในทางวิชาการ การเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ การประกอบอาชีพ การมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก การเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ การร้องทุกข์ การฟ้องหน่วยงานของรัฐ การรวมตัวกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชุมชน สมาคม สหกรณ์ สหภาพ สหพันธ์ ฯลฯ การอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และการจัดตั้งพรรคการเมือง

· บุคคลผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้เป็นมารดาย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐทั้งก่อนและหลังการคลอดบุตร ผู้มีอายุเกิน 60 ปี และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การดำรงชีพและบุคคลผู้ยากไร้ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ

· บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ

· ทั้งบุคคลและชุมชนมีสิทธิอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลป วัฒนธรรม รวมทั้ง อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มีสิทธิจัดระบบสวัสดิการชุมชน มีสิทธิเสนอความเห็นให้หน่วยงานของรัฐกระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน รวมทั้งมีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐ

· บุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค และองค์กรเหล่านี้สามารถรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรใหญ่เพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองผู้บริโภคได้

· นอกจากสิทธิและเสรีภาพข้างต้นแล้ว การใดที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมิได้ห้ามหรือกำหนดเงื่อนไขในการใช้สิทธิหรือเสรีภาพไว้ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะกระทำการนั้น ๆ ได้อย่างเสรี และถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

· สำหรับสิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ถึงแม้จะยังมิได้มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ รัฐธรรมนูญนี้ก็รับรองว่า บุคคลหรือชุมชนสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ทันทีตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

· อย่างไรก็ดี เพื่อให้การใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลและชุมชนต้องเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ สังคม และบุคคลอื่น ไม่ใช้สิทธิและเสรีภาพกันอย่างเกินเลยเหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมาจนทำให้บ้านเมืองเสียหาย ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิและเสรีภาพไว้ชัดเจนว่า บุคคลและชุมชนต้องไม่ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเกินขอบเขต กล่าวคือการใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้น ต้อง …

(1) ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

(2) ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและประชาชน และ

(3) ไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

· เมื่อใดก็ตามที่มีการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเกินขอบเขต ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการนั้นสามารถใช้สิทธิทางศาลผ่าน “ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง” เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของตนที่ถูกล่วงละเมิด รวมทั้งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ หรือจะฟ้องต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” โดยตรงเพื่อให้วินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ได้  สำหรับบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพหรือจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐ

· นอกจากนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการตรากฎหมายแบบไม่มีเหตุมีผลหรือเพื่อพวกพ้อง หรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงได้วางหลักในการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติไว้ชัดเจนว่า กฎหมายที่จะตราขึ้นนั้น ต้อง …

(1) เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

(2) ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ กฎหมายนั้นต้อง

2.1 ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม

2.2 ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ

2.3 ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล

2.4 ระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย และ

2.5 มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป

· ทั้งนี้ ได้กำหนดให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบว่า การตรากฎหมายเป็นไปตามหลักทั้ง 5 ประการข้างต้น หรือที่เรียกกันว่า “การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย” หรือไม่ ทั้งร่างกฎหมายที่ยังไม่มีผลใช้บังคับ และกฎหมายที่ใช้บังคับแล้ว

· ถ้าเป็นร่างกฎหมาย – ส.ส. ส.ว. หรือนายกรัฐมนตรี สามารถร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยได้

· ถ้าเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับแล้ว – ประชาชนผู้เป็นคู่ความในคดีอาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลที่พิจารณาคดีนั้น ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

หน้าที่ของปวงชนชาวไทย 10 ประการ

ปวงชนชาวไทยมิได้มีแต่เฉพาะสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวข้างต้น แต่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อประเทศชาติและสังคมส่วนรวม ดังต่อไปนี้ด้วย

· พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

· ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ รวมตลอดทั้งสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และให้ความร่วมมือในการบรรเทาสาธารณภัย

· ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

· เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ

· รับราชการทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ

· เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม

· ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ

· ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทรัพยากร ธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม

· เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ

· ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ

หน้าที่ของรัฐ

ร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้กำหนดให้ “รัฐมีหน้าที่ต่อประชาชน” ด้วยเพื่อให้รัฐต้องดำเนินการในเรื่องที่กำหนดให้แก่ประชาชน “ทุกคน” หรือ “ทุกชุมชน” เป็นการทั่วไป โดยที่ประชาชนแต่ละคนหรือแต่ละชุมชน “ไม่ต้องใช้สิทธิร้องขอ” ต่อไป  ถ้ารัฐไม่กระทำตามหน้าที่ ก็จะเป็นกรณีจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือถ้ากระทำหน้าที่ไม่ดี ประชาชนและชุมชนย่อมมีสิทธิติดตามและเร่งรัดให้รัฐดำเนินการ และฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดให้ประชาชนหรือชุมชนได้รับประโยชน์นั้นได้

หน้าที่ของรัฐมีดังนี้

· พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ความมั่นคงแห่งชาติ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน

· ดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

· จัดให้เด็กเล็ก (1-3 ขวบ) ได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาชั้นอนุบาลเพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมวัย โดยรัฐมีกองทุนช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ขาดแคลนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่าง “คนมี” กับ “คนไม่มีหรือผู้ขาดแคลน” ทุนทรัพย์

· จัดให้เด็กได้รับการศึกษาระดับอนุบาลจนจบการศึกษาภาคบังคับ (อนุบาล 1 ถึง ม.3 รวม 12 ปี) โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และมุ่งให้เด็กได้เรียนตามความถนัดของแต่ละคนซึ่งแตกต่างกัน

· เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว รัฐต้องต้องดำเนินการให้ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาตามความต้องการของแต่ละคนซึ่งมีความชอบหรือความถนัดแตกต่างกันไป โดยรัฐมีกองทุนช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ขาดแคลนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างผู้มีกับผู้ไม่มีทุนทรัพย์

· การศึกษาทุกระดับนั้น ต้องสอนผู้เรียนเป็นคนดี มีวินัย และภูมิใจในชาติ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และมีความสามารถในการปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ ในอนาคตด้วย

· รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

· รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และต้องดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร

· รัฐต้องคุ้มครองและบำรุงรักษาทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยร่วมกับประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน และต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด

· รัฐต้องอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และต้องจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย

· ถ้าการดำเนินการใด ๆ ของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน (EHIA) และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งชุมชนและประชาชนที่เกี่ยวข้องก่อน และต้องนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตด้วย ถ้ามีผลกระทบเกิดขึ้น รัฐต้องเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม และโดยไม่ชักช้า

· รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของราชการที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารที่ว่านั้นได้โดยสะดวก เพื่อให้การปฏิบัติราชการมีความโปร่งใส ประชาชนตรวจสอบได้โดยตรง อันจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันและระงับยับยั้งการทุจริตและประพฤติมิชอบ

· รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรของดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน โดยการจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ รวมตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วนได้ใช้ประโยชน์ในการใช้คลื่นความถี่นั้นด้วย

· รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและต้องส่งเสริมสนับสนุนให้มีการรวมตัวกันเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเพราะประชาชนทุกคนเป็นผู้บริโภค

· รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน ไม่ใช้จ่ายเงินงบประมาณสะเปะสะปะอย่างที่ผ่าน ๆ มา ไม่สร้างภาระรุงรังหนักหนาสาหัสแก่ลูกหลานในอนาคต และมีระบบภาษีที่เป็นธรรม

· รัฐต้องใช้มาตรการและกลไกเพื่อขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทุกรูปแบบ และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับการคุ้มครองจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

แนวนโยบายแห่งรัฐ

· จัดให้มี “ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล โดยยุทธศาสตร์ชาติจะกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ของชาติ และแผนยุทธศาสตร์ (Strategy Plan) ที่ประชาชนทุกภาคส่วนและรัฐเห็นดีเห็นงามร่วมกัน และร่วมมือกันในทุกทางเพื่อเป็นพลังในการช่วยกันทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนของชาติในระยะยาวเหมือนชาติอื่น ๆ เขา  มีตัวชี้วัดความคืบหน้าในการดำเนินการและความสำเร็จที่ชัดเจนและเป็นสากล โดยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และประชาชนทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

· ส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกัน และไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและของคนไทยในต่างประเทศ

· จัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร

· มีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัดปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ

· ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติ

· อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านานนั้น รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาในทุกกรณี และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาดังกล่าวด้วย

· จัดให้มีและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาศิลปวิทยาการให้เกิดความรู้ การพัฒนาการ และนวัตกรรม เพื่อความเข้มแข็งของสังคมและเสริมสร้างความสามารถของคนในชาติ

· ส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุขและไม่ถูกรบกวน แต่ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย

· ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม จัดให้มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง ส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน รวมทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น

· ให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ยากไร้ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ คุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และให้การบำบัด ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว

· จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างกันของเพศ วัย และสภาพของบุคคล

· วางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และจัดให้มีการวางผังเมืองทุกระดับและบังคับการให้เป็นไปตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมตลอดทั้งพัฒนาเมืองให้มีความเจริญโดยสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่

· มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

· จัดให้มีทรัพยากรน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน รวมทั้งการประกอบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอื่น

· จัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใดที่เหมาะสม

· ส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงานโดยเหมาะสมกับศักยภาพและวัย มีงานทำ และพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน ได้รับรายได้ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพ และพึงจัดให้มีหรือส่งเสริมการออมเพื่อการดำรงชีพเมื่อพ้นวัยทำงานหรือยามชรานั่นเอง รวมทั้งจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการ

· จัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน (Inclusive Growth) อันเป็นแนวทางการพัฒนาที่เป็นสากล สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก แทนการมุ่งเน้นระบบเศรษฐกิจแบบการค้าเสรีที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา มุ่งขจัดการผูกขาดทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประชาชนและประเทศ โดยรัฐต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุ กับการพัฒนาด้านจิตใจและความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน ประกอบกัน ไม่ใช่มุ่งพัฒนาความเจริญทางวัตถุเป็นหลักอย่างเช่นที่ผ่าน ๆ มา

· ไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม การจัดให้มีสาธารณูปโภค หรือการจัดทำบริการสาธารณะ

· ส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ และกิจการวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน

· พัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่นให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดทำบริการสาธารณะ และการใช้จ่ายเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน รวมทั้งพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็ว และไม่เลือกปฏิบัติ และปฏิบัติหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพ

· การบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม และต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจหรือกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือการแต่งตั้ง โยกย้าย หรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

· จัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพที่ไม่จำเป็นโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ทั้งต้องจัดให้มีระบบการวิเคราะห์หรือตรวจสอบความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมาย และมีระบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกฉบับเป็นระยะ ๆ เพื่อให้กฎหมายมีกลไกหรือมาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

· ส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ การจัดทำบริการสาธารณะทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมตลอดทั้งการตัดสินใจทางการเมือง และการอื่นใดที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน

ระบบเลือกตั้ง สส – กาบัตรเดียว

·      สส. เขต 350 คน/สส. บัญชีรายชื่อ 150 คน รวม 500 คน

·      วาระ 4 ปี

·      เลือกตั้งโดยตรงและลับ

·      ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าคูหากาบัตรเดียว ได้ทั้ง สส. เขต และ สส. บัญชีรายชื่อ

·      ที่ต้องให้มี สส. บัญชีรายชื่อเพราะ สส. เขตใช้ระบบใครได้คะแนนมากที่สุดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง (First Passes the Post)  ดังนั้น คะแนนเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงให้แก่ผู้ซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้งอื่นทุกราย รวมทั้งคะแนนเสียงไม่เลือกใคร (Vote No) จึงไม่มีความหมาย ทั้ง ๆ ที่หลายกรณีนั้น คะแนนของผู้ได้รับเลือกตั้งยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยซ้ำไป และคะแนนของผู้ซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้งทุกรายรวมกันแล้วกลับมากกว่าคะแนนผู้ได้รับเลือกตั้งเสียอีก ซึ่งไม่เป็นธรรม

·      เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงกำหนดให้นำคะแนนเสียงทุกคะแนนที่มีการลงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต ทุกรายไปใช้ในการคำนวณจำนวนผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่แต่ละพรรคจะพึงมี (แต่ไม่ใช่ทุกเสียงจะต้องได้ผู้แทน) โดยใช้วิธีบัญญัติไตรยางค์ธรรมดา หากพรรคใดได้ สส. เขตเกินจากจำนวน สส. ที่จะพึงมีแล้ว ก็ให้ถือว่ามี สส. เท่านั้น – ไม่ได้รับ สส. บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก – แต่ถ้าได้ สส. เขต น้อยกว่าจำนวน สส. ที่พึงมี ก็จะได้รับ สส. บัญชีรายชื่อเพิ่มจนครบจำนวน สส. ที่พึงมี  นอกจากนี้ ผู้สมัครซึ่งจะได้รับเลือกเป็น สส. เขต ก็ต้องได้คะแนนมากกว่าจำนวนคะแนนเสียงไม่เลือกใคร (Vote No) ด้วย ซึ่งสามารถแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นได้

·      ในระบบนี้ พรรคการเมืองต้องเฟ้นหาผู้สมัครที่ดีที่สุดในแต่ละเขตเพราะมีผลกระทบต่อคะแนนรวมที่แต่ละพรรคจะได้รับจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ทำแบบเดิม ๆ ว่าถ้าไม่มีลุ้นในเขตใด จะส่งหมูเห็ดเป็ดไก่ที่ไหนไปสมัครก็ได้อันเป็นการดูหมิ่นประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนที่ผ่าน ๆ มา อันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเบื่อการเมืองและการเลือกตั้ง และขาดความเชื่อมั่นและความศรัทธาในประชาธิปไตย

·      การยกเลิกการกาบัตรสองใบ “มิใช่การลิดรอนสิทธิเลือกตั้งของประชาชน” เพราะเดิมที่เข้าใจกันว่าบัตรหนึ่งเลือก สส. เขต ส่วนอีกบัตรหนึ่งเลือกพรรคนั้น เป็นความเข้าใจผิด เพราะบัตรที่เข้าใจว่าเป็นการเลือกพรรคนั้น แท้จริงแล้วเป็นบัตรเลือก สส. บัญชีรายชื่อที่พรรคทำขึ้นโดยพรรคเรียงลำดับผู้สมัครทุกรายไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อไม่มีการอธิบายประเด็นนี้ให้ประชาชนเข้าใจ ประชาชนจึงเข้าใจว่าการกาบัตรที่สองเป็นการเลือกพรรค เมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งแบบการบัตรสองใบที่ผ่าน ๆ มาจึงทำให้ผลการเลือกตั้งคลาดเคลื่อนมาโดยตลอด อีกทั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเกิดความสับสน กาผิดกาถูกก็มี หรือหย่อนบัตรผิดหีบก็มี จนมีบัตรเสียเป็นจำนวนมากเป็นล้านบัตรอันเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ

คุณสมบัติของผู้สมัคร สส. – ต้องเข้มเพื่ออนาคตของชาติ

บุคคลดังต่อไปนี้ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.

·      ติดยาเสพติดให้โทษ

·      เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

·      เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

·       เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

·       อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่

·      อยู่ระหว่างถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามคำพิพากษาหรือตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

·      ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

·      เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

·      เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ

·      เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

·      เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนัน ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน

·      เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง

·      เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง

·      เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

·      เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี

·      เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจหรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

·      เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

·      อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หน้าที่ สส

·      พิจารณาร่างกฎหมาย

·      ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

·      ปีหนึ่งมีประชุม 2 สมัย สมัยละไม่น้อยกว่า 120 วัน

·      สส. 1/5 สามารถเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะได้ (เดิมเปิดอภิปรายทั้งคณะไม่ได้) แต่ให้ทำได้เพียงปีละครั้งเพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านเกเรใช้เป็นช่องทางในการป่วนการทำงานของรัฐบาล

·      สส. 1/10 สามารถเสนอญัตติเพื่อขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติได้ เพื่อเป็นช่องทางให้สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้

·      เพื่อให้รัฐสภาเป็นเวทีในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองอย่างแท้จริง ถ้าผู้นำฝ่ายค้านเห็นว่ามีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ซึ่งการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้นำฝ่ายค้านจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภาก็ได้ ในกรณีนี้ คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุม แต่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ วิธีประชุมให้ประชุมลับ เพราะต้องการให้ฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายรับผิดชอบร่วมกันแก้ไขปัญหาของชาติ ไม่ใช่ใช้การถ่ายทอดสดเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงและโจมตีกันไปมา ซึ่งมีแต่จะสร้างความแตกแยกเหมือนเช่นที่ผ่าน ๆ มา

·      ในเรื่องงบประมาณ สส. จะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการไม่ได้ แต่อาจแปรญัตติตัดลดรายจ่ายได้ เว้นแต่รายการ (1) ส่งใช้ต้นเงินกู้ (2) ส่งใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ (3) ใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด

·      ห้าม สส. แปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้ตนมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่าย (งบแปรญัตติ) ถ้ามีการกระทำดังกล่าว สส. 1/10 อาจเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ถ้าวินิจฉัยว่ามีการกระทำดังกล่าว ให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำดังกล่าวนั้นไม่มีผล และให้ สส. นั้นพ้นจากสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น หากรัฐมนตรีกระทำการดังกล่าวเสียเอง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีผู้กระทำการหรือไม่ยับยั้งการกระทำนั้น

ทำไมยังต้องมี สว.

·      เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สว. ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพี่เลี้ยงแก่ สส. ที่มาจากการเลือกตั้งในพื้นที่ แต่เนื่องจากสมัยนั้นการศึกษาของประชาชนยังไม่ทั่วถึงและการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นรวดเร็วมาก สส. ส่วนใหญ่จึงยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและในการตรากฎหมาย จึงมีการสร้าง สว. ขึ้นเพื่อเป็น “สภาพี่เลี้ยง” ของ สส. โดยจะแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ

·      ต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงที่มาของ สว. จาก สว. แต่งตั้ง เป็น สว. เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อย่างเดียวกับ สส.  การเลือกตั้ง สว. โดยตรงนี้เองที่ทำให้ สว. ต้องอิงกับระบบการเมืองเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง – เพราะการเลือก สส. นั้นเรายังต้องแบ่งจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งเลย เพราะเขตจังหวัดใหญ่เกิน หาเสียงไม่ไหว แต่ในการเลือกตั้ง สว. ที่ผ่านมาได้กำหนดให้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง – จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้สมัคร สว. จะหาเสียงได้ทั่วทั้งจังหวัด – ผู้สมัคร สว. จึงต้องยึดโยงกับพรรคการเมืองเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง – นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาได้ให้อำนาจแก่ สว. ในการ “ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ด้วยทั้ง ๆ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเหมือนกับ สส.  ดังนั้น จึงไม่ยากที่ฝ่ายการเมืองจะ “ครอบงำ” สว. เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการยากที่ สว. จะมีความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

·      แม้หลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงที่มาของ สว. โดยใช้ระบบผสม กล่าวคือ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนส่วนหนึ่ง กับ สว. สรรหา อีกส่วนหนึ่ง ก็ไม่ได้แก้ปัญหาเดิม แถมเพิ่มปัญหาใหม่เข้าไปอีก – เพราะ สว. เลือกตั้ง ยังคงอิงกับระบบการเมือง ส่วน สว. สรรหาก็ถูกโจมตีว่าไม่มีความยึดโยงกับประชาชน – การทำงานของ สว. อันมีที่มาแตกต่างกันจึงขาดความเป็นเอกภาพมากกว่าเดิม

·      อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญนี้เห็นว่า สว ยังคงมีความสำคัญสำหรับประเทศไทย แต่มิใช่ในฐานะสภาพี่เลี้ยงอย่างเดิม หากแต่เป็น “สภาเติมเต็ม” หรือสภาที่ประชาชนสามารถเข้าไปทำหน้าที่นิติบัญญัติได้โดยตรง อันจะช่วยให้พิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ สส. ให้รอบคอบรอบด้านมากยิ่งขึ้นตามหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรากฎหมาย เพราะ สส. เป็นตัวแทนพื้นที่และเป็นตัวแทนพรรค การพิจารณาร่างกฎหมายจึงยังขาดมุมมองของภาคส่วนอื่นที่หลากหลายของสังคมอันจะทำให้กฎหมายต่าง ๆ มีความรอบคอบมากขึ้น

·      นอกจากนี้ การให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ้นจากตำแหน่งนั้น ที่ผ่าน ๆ มาก็แสดงให้เห็นว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ่ายการเมืองที่ไม่สุจริตพยายามเข้าแทรกแซง สว. ในรูปแบบต่าง ๆ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมิได้กำหนดให้ สว. มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป และโดยที่การดำเนินการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ้นจากตำแหน่งจะมีผลเป็นการเพิกถอน “สิทธิเลือกตั้ง” หรือ “สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง” ของบุคคลด้วย ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีเหตุให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่

ระบบการเลือก สว.

·      สว. มีจำนวน 200 คน

·      เดิมใช้เลือกตั้งโดยตรงกับแต่งตั้งมีปัญหามาก เพราะที่มาจากการเลือกตั้งเกือบทั้งหมดจะอิงกับพรรคการเมืองเพราะต้องหาเสียง ต้องใช้หัวคะแนน การเมืองแทรกแซงได้ แต่ถ้ามาจากการแต่งตั้งก็ถูกกล่าวหาว่าขาดความยึดโยงกับประชาชน

·      ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงเปลี่ยนใหม่วิธีการเลือก สว. ใหม่ โดยให้มาจากการเลือกกันเองของประชาชนพลเมืองผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือมีสถานะต่าง ๆ เช่น ผู้พิการ ฯลฯ หรือเคยทำงานในด้านต่าง ๆ จากทุกภาคส่วนที่หลากหลายของสังคม (All walks of life)

·      วิธีการเลือก สว. เช่นนี้“เปิดกว้าง” ให้ประชาชนพลเมืองทุกคนซึ่งมีคุณสมบัติสมัครเข้ารับการเลือกได้โดยสะดวก เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนเข้ามา “มีส่วนร่วมโดยตรง” ในการใช้อำนาจอธิปไตย แล้วให้ผู้สมัครแต่ละด้านเลือกกันเองให้ได้ 200 คน โดยให้เลือกไขว้กลุ่มเพื่อป้องกันการฮั้วกันทั้งในระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ

หน้าที่ สว

·      ไม่ใช่สภาพี่เลี้ยงของ สส อย่างเดิม หากแต่เป็น “สภาเติมเต็ม” โดยจะช่วยพิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ สส ให้รอบด้าน เพราะเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือเคยทำงานในด้านต่าง ๆ จากภาคส่วนที่หลากหลายของสังคม

·      เห็นชอบการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

ที่มา นายกรัฐมนตรี

·      ในการหาเสียง พรรคต้องแจ้งชื่อผู้ที่พรรคจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อ กกต. ด้วย พรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อ และในการหาเสียง ต้องประกาศให้ประชาชนทราบรายชื่อดังกล่าวด้วย

·      รายชื่อที่เสนอ พรรคเป็นผู้คัดเลือกและเสนอ จะเสนอจากผู้เป็นหรือไม่เป็นสมาชิกพรรคก็ได้ และจะเป็น สส. หรือไม่ก็ได้ ถือเป็นเอกสิทธิ์ของพรรคที่จะตัดสินใจ และพรรคต้องรับผิดชอบต่อสมาชิกพรรคและประชาชนในการตัดสินใจนั้น

·      ที่ผ่านมาประชาชนไม่มีสิทธิรู้ล่วงหน้าว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี – ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ด้วยว่าพรรคการเมืองที่ตนจะตัดสินใจสนับสนุนนั้นมีจุดยืนอย่างไร จะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี

·      ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรี ทั้งต้องมีหนังสือยินยอมให้พรรคเสนอชื่อ – การยินยอมให้เสนอชื่อเกินหนึ่งพรรค การยินยอมนั้นเป็นโมฆะ

·      สส. เป็นผู้เลือก นรม. จากรายชื่อในบัญชีของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็น สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวน สส. ทั้งหมด (อย่างน้อย 25 คน)

คณะรัฐมนตรี (ครม.)

·      ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี (นรม.) คนหนึ่งและรัฐมนตรี (รมต.) อื่นอีกไม่เกิน 35 คน

·      จะเป็น สส. หรือไม่ก็ได้

·      ครม. ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ

·      นโยบายของ ครม. ต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติ และสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ

·      ในการบริหารราชการแผ่นดิน ครม. ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ เปิดเผย และมีความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม

(2) รักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

(3) ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

(4) สร้างเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก และสามัคคีปรองดองกัน

·      รมต. ต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในการกำหนดนโยบายและการดำเนินการตามนโยบายของ ครม.

·      ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่ ครม. เห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของ สส. และ สว.  นรม.จะขอให้ประธานรัฐสภาเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติก็ได้

·      ครม. อาจจัดให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใด ๆ อันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ศาลรัฐธรรมนูญ

·      จำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

·      มาจากศาลฎีกา 3 คน ศาลปกครองสูงสุด 2 คน ศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ 1 คน ศาสตราจารย์สาขารัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์ 1 คน ผู้มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินระดับอธิบดีขึ้นไป 2 คน

·      วาระ 7 ปี

·       มีหน้าที่ดังนี้

(1) วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมาย

(2) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ

(3) วินิจฉัยการกระทำอันเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ

(4) วินิจฉัยการสิ้นสุดสมาชิกภาพของ สส และ สว และการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรี

(5) วินิจฉัยการกระทำอันเป็นการแปรญัติติกฎหมายงบประมาณที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

(6) วินิฉัยว่าร่างกฎหมายที่เสนอใหม่มีหลักการซ้ำกับร่างกฎหมายที่ถูกยับยั้งหรือไม่

(7) วินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางหรือไม่

(8) วินิจฉัยว่าบุคคลใดถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรรมนูญคุ้มครองไว้หรือไม่

·      ศาลรัฐธรรมนูญถูกตรวจสอบโดย ปปช. เหมือนกับองค์กรอื่น ๆ

องค์กรอิสระ

·      มี 5 องค์กร คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)

·      เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นให้มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อดำเนินการหรือตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของประเทศดำเนินไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต และโปร่งใส – มิใช่องค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อจ้องจับผิดรัฐบาลหรือนักการเมืองเหมือนอย่างที่เข้าใจคลาดเคลื่อนกันมาโดยตลอด – และร่วมกันกำหนด “มาตรฐานทางจริยธรรม” ที่จะนำไปใช้บังคับแก่ สส. สว. และ ครม. ด้วย

·      การใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ

·      มาจากการสรรหาหรือคัดเลือก แล้วแต่กรณี

·      ในการสรรหาจะมีคณะกรรมการสรรหามีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน (หลักการเดียวกับ รธน. 50)

·      ผู้ได้รับการสรรหาต้อง (1) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (2) มีความรับผิดชอบสูง (3) มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ (กล้าตัดสินใจ) และ (4) มีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม (Role model)

·      ถ้าองค์กรอิสระแห่งใดไต่สวนกรณีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนแล้วพบว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการกระทำนั้นอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระแห่งอื่นด้วย ให้องค์กรอิสระนั้นส่งเรื่องให้องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน

·      องค์กรอิสระแต่ละแห่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการโดยเฉพาะ โดยให้มีผู้บังคับบัญชาสูงสุดคนหนึ่งซึ่งแต่งตั้งโดยความเห็นชอบขององค์กรอิสระแต่ละแห่ง เป็นผู้รับผิดชอบการบริหารงานของหน่วยงานนั้น

ศาล และองค์กรอัยการ

·      หมวดศาลประกอบด้วย ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร

·      รับรองว่าผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งต้องให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง

·      วางหลักประกันความเป็นอิสระว่า เงินเดือนและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับผู้พิพากษาหรือตุลาการต้องมีความเป็นอิสระ และดำเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการตามที่กฎหมายบัญญัติ

·      รับรองความมีอยู่และความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอัยการ และเพื่อให้พนักงานอัยการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเต็มที่ ปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์และการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง มีอิสระในการสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรมเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน

การป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์

·      สส. สว. และ ครม. ต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interests)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

·      กำหนดให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่กฎหมายบัญญัติ

·      การจัดตั้ง อปท. รูปแบบใดให้คำนึงถึงความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จำนวนและความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบ ประกอบกัน

·      อปท. มีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ใช่คิดถึงการหารายได้อย่างเดียว

·      รัฐต้องดำเนินการให้ อปท. มีรายได้ของตนเองให้สามารถจัดทำบริการสาธารณะได้อย่างเพียงพอ

·      การจัดทำบริการสาธารณะใดที่สมควรให้เป็นหน้าที่โดยเฉพาะของ อปท. แต่ละรูปแบบ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติโดยสอดคล้องกับรายได้ของท้องถิ่น ซึ่งต้องกำหนดขั้นตอนในการกระจายอำนาจของส่วนราชการตลอดจนงบประมาณและบุคลากรที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจดังกล่าวให้แก่ อปท. ด้วย

·      อปท. ต้องมีอิสระในการบริหาร การจัดบริการสาธารณะ และการเงินและการคลัง

·      การกำกับดูแล อปท. ให้ทำเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม การป้องกันการทุจริต และการใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

·      การบริหารงานบุคคลของ อปท. ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

·      สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง

·      ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น หรือวิธีอื่นตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ แต่วิธีอื่นดังกล่าวต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย

·      ในการดำเนินงาน อปท. สภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นต้องเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

·      ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน อปท. ยังคงมีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

·      ห้ามแก้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

·      รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยสมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน

การปฏิรูปประเทศ

·    กำหนดให้ต้องมีการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม (รวมทั้งตำรวจ) การศึกษา เศรษฐกิจ และด้านอื่นที่จำเป็น เพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

(1) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ

(2) สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ

(3) ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

·       กำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ เพื่อเป็นกรอบในารดำเนินการซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซึ่งต้องกำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้รวมตลอดทั้งผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลาห้าปี

·      เพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ได้กำหนดให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และประกาศใช้บังคับภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

บทเฉพาะกาล

·      บทเฉพาะกาลเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับชั่วคราวในช่วงระหว่างที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่จนถึงวันที่มีรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้แล้วเท่านั้น

·      รองรับสถานะขององค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) และที่แก้ไขเพิ่มเติม ว่ายังคงอยู่ต่อไปและปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้

·      กำหนดให้ สว. ในวาระเริ่มแรกมาจากการสรรหาของ คสช. ผ่านคณะกรรมการสรรหา จำนวน 194 คน ผ่านการเลือกตั้งทางอ้อมตามรัฐธรรมนูญนี้ 50 คน และมี สว. โดยตำแหน่ง 6 คน รวม 250 คน โดยให้อยู่ในตำแหน่งเพียง 5 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง สำหรับอำนาจหน้าที่ของ สว. ชุดแรกนี้ มีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับ สว. ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ และให้มีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จตามที่กฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศบัญญัติไว้ด้วย เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้าไปได้อย่างแท้จริง

·      รับรองความมีอยู่และความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อในระหว่างที่ยังไม่มีรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้เคยรับรองไว้แล้ว

ที่มา http://lawdrafter.blogspot.com/2016/03/blog-post.html?m=1