“หัวใจวาย” ป้องกันและรับมืออย่างไรให้ทันท่วงที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597484

  • วันที่ 14 ส.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

"หัวใจวาย" ป้องกันและรับมืออย่างไรให้ทันท่วงที

ทุกวันนี้คำว่า “หัวใจวาย” กับ “หัวใจล้มเหลว” ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจไม่ถูกต้อง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย มีคำตอบเพื่อทุกคนจะได้รู้และตระหนักก่อนที่จะเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ถูกวิธี เพื่อที่จะรักษาชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีและทันการณ์

ผศ.นพ.สุรพันธ์ สิทธิสุข เผยข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหัวใจวายและหัวใจล้มเหลวว่า“หัวใจวาย” หมายถึงการทำงานของหัวใจสิ้นสุดลง ก็คือหัวใจหยุดเต้น หยุดบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย อวัยวะทุกอย่างจะหยุดทำงานตามไปด้วย อาการนี้ร้ายแรง เกิดขึ้นกะทันหัน ถ้าไม่ได้รับการกู้ชีวิตก็จะถึงแก่ความตายทันที

สำหรับ “หัวใจล้มเหลว” เป็นภาวะที่เกิดจากหัวใจทำงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น การบีบตัวของหัวใจอ่อนลง หรือหัวใจขยายตัวไม่ดี ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้เพียงพอ เกิดการ คั่งของน้ำในปอด มีน้ำท่วมปอด ขาบวม มีน้ำในท้อง ตับโต ซึ่งเป็นได้ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งอาการของหัวใจล้มเหลวมีตั้งแต่อาการจากน้อยจนถึงอาการหนักมาก เช่น เหนื่อยมาก นอนราบไม่ได้ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้

หัวใจวายที่อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตกะทันหันเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ทั้งที่เป็นโรคที่หัวใจเองและโรคอื่นที่มีผลกระทบร้ายแรงมาที่หัวใจ โรคที่เป็นพันธุกรรมจากกำเนิด หรือโรคที่เกิดขึ้นภายหลังก็ทำให้เกิดหัวใจวายได้ สามารถเกิดได้ทั้งในคนที่ไม่เคยทราบมาก่อนว่าเป็นโรคหัวใจ และในคนที่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจอยู่นานแล้ว รวมทั้งสามารถเกิดกับนักกีฬาที่ลงแข่งในสนาม ซึ่งมีร่างกายฟิตแข็งแรงมากได้ด้วย

สาเหตุที่พบได้บ่อย คือหัวใจวายที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด มักพบในผู้ใหญ่อายุกลางคนขึ้นไป พบบ่อยในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ได้แก่ผู้ที่เป็นเบาหวาน สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง มีภาวะไขมันในเลือดสูง มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจอุดตัน ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

เนื่องจากภาวะหัวใจวายเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะนำไปสู่การสูญเสีย จึงต้องหาทางป้องกันและรับมือเตรียมพร้อมไว้ก่อนเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจะได้ผ่อนหนักเป็นเบา หรือรับมือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งการป้องกันและรับมือไม่ใช่จะต้องทำเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจเท่านั้น ผู้ที่ยังไม่เป็นโรคอะไร รวมทั้งญาติรอบข้างทุกคนก็ควรเตรียมการให้พร้อมด้วย มีข้อแนะนำ ดังนี้

1.ตรวจหาความเสี่ยงของตัวเราเอง รวมทั้งญาติพี่น้องในครอบครัวว่ามีใครมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจวายได้หรือไม่ เช่น ดูอายุสมาชิกในครอบครัว ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โดยการตรวจเช็กร่างกายประจำปีทุกปีในคนอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป หากมีประวัติการตายที่ไม่ทราบสาเหตุในครอบครัวหรือประวัติหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดหัวใจตีบก็อาจตรวจหาความเสี่ยงในอายุที่น้อยกว่านี้ก็ยิ่งเป็นการดี หากพบปัจจัยเสี่ยงใดๆ ควรรีบดำเนินการควบคุมทุกปัจจัยเสี่ยงให้ดี

2.เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกู้ชีพ ปัจจุบันมีการเปิดอบรมทักษะการกู้ชีวิตในเชิงปฏิบัติให้แก่ประชาชนทั่วไปในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายแห่ง ควรหาโอกาสอ่านภาคทฤษฎี ดูวิดีโอและไปฝึกปฏิบัติด้วย โดยมองหาโรงพยาบาลใกล้บ้าน และศูนย์ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินที่ถ้าเกิดหัวใจวายขึ้น เราจะมีคนช่วยกู้สถานการณ์ให้รอดพ้นไปได้

รวมทั้งมองหาตำแหน่งของอุปกรณ์ช่วยในการกู้ชีพ คือ เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจกึ่งอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator หรือ AED) ที่มีอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น สถานีรถไฟฟ้า สนามบิน โรงพยาบาลและสถานที่ราชการขนาดใหญ่ ควรดูวิดีโอสาธิตการใช้เครื่องมือดังกล่าว ซึ่งการจะกู้ชีวิตคนที่เกิดหัวใจวายต้องกระทำทันทีและควรหาเครื่อง AED มาช่วยภายในเวลาอันสั้น จึงควรต้องเตรียมรับสถานการณ์ให้พร้อม หัวใจวายจะเกิดกับใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ทุกสถานที่จึงควรเตรียมการป้องกันและรับมือให้ทันท่วงที

 

ภาพ freepik

โรคอ้วนก่อ 4 มะเร็งร้าย อันตรายกว่าคนสูบบุหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597476

  • วันที่ 13 ส.ค. 2562 เวลา 19:30 น.

โรคอ้วนก่อ 4 มะเร็งร้าย อันตรายกว่าคนสูบบุหรี่

สถาบันมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ระบุ “โรคอ้วน” เป็นหนึ่งในสาเหตุของ 4 โรคมะเร็งที่พบบ่อย เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ และมะเร็งตับ เปิดสถิติจำนวนผู้ป่วยมากกว่าคนสูบบุหรี่ถึงเท่าตัว

สถาบันมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) เปิดเผยข้อมูลพร้อมระบุว่า “โรคอ้วน” เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็ง 4 โรคที่พบได้บ่อยในสหราชอาณาจักร เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ และมะเร็งตับ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้มากกว่าการสูบบุหรี่ถึงเท่าตัว

แม้ว่าจากสถิติพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากโรคอ้วนเพียง 22,800 รายในแต่ละปี แต่ผู้ป่วยมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่มากถึง 54,300 ราย แต่หากเจาะจงไปที่โรคมะเร็งทั้ง 4 ชนิดนี้จะพบข้อมูลดังนี้

มะเร็งลำไส้ : จากจำนวนผู้ป่วย 42,000 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 4,800 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 2,900 ราย

มะเร็งไต : จากจำนวนผู้ป่วย 12,900 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 2,900 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 1,600 ราย

มะเร็งตับ : จากจำนวนผู้ป่วย 5,900 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 1,300 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 1,200 ราย

มะเร็งรังไข่ : จากจำนวนผู้ป่วย 7,500 ราย พบสาเหตุมาจากโรคอ้วนมากถึง 490 ราย แต่สาเหตุของโรคที่มาจากการสูบบุหรี่มีเพียง 25 ราย

จากสถิติตัวเลขข้างต้น แม้ว่าบุหรี่และโรคอ้วนจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ แต่กลับพบว่าในแต่ละปีอัตราการสูบบุหรี่ของคนทั่วไปน้อยลง ในขณะที่พบคนเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น นอกจากการเลิกสูบบุหรี่แล้ว ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคุมปริมาณของอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ

 

ภาพ freepik

Top 10 อาหารโปแทสเซียมสูง กับประโยชน์ดีๆ ที่มีต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597441

  • วันที่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

Top 10 อาหารโปแทสเซียมสูง กับประโยชน์ดีๆ ที่มีต่อสุขภาพ

โปแทสเซียม แร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายเป็นปกติ มีอยู่ในอาหารชนิดใดมากมี่สุด

เป็นที่ทราบกันดีว่า “โปแทสเซียม” มีประโยชน์ร่างกาย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าอาหารที่มีโปแทสเซียมมีอะไรบ้าง ซึ่งโปแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ เช่น ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยควบคุมสมดุลของอิเล็กโตรไลต์และสมดุลของกรด-เบสในร่างกาย ป้องกันภาวะกรดเกิน (hyperacidity) และยังช่วยควบคุมความดันโลหิตที่สูงและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

10 อันดับอาหารที่มีโปแทสเซียมสูง ได้แก่

  1. ผงโกโก้ 100 กรัม 1.5 กรัม
  2. ลูกพรุน (อบแห้ง) 100 กรัม 1.1 กรัม
  3. ลูกเกด 100 กรัม 892 มิลลิกรัม
  4. เมล็ดทานตะวัน 100 กรัม 850 มิลลิกรัม
  5. อินทผาลัม 100 กรัม 696 มิลลิกรัม
  6. ปลาแซลมอน 100 กรัม 628 มิลลิกรัม
  7. ผักโขม (สด) 100 กรัม 558 มิลลิกรัม
  8. เห็ด 100 กรัม 484 มิลลิกรัม
  9. กล้วย 100 กรัม 358 มิลลิกรัม
  10. ส้ม 100 กรัม 181 มิลลิกรัม

 

รายงานวิจัยจำนวนมากที่ระบุว่า ในกลุ่มประชากรที่ได้รับโปแทสเซียมจากอาหารในปริมาณที่สูงมีค่าเฉลี่ยของความดันโลหิตและอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงต่ำกว่ากลุ่มประชากรที่ได้รับโปแทสเซียมจากอาหารในปริมาณที่น้อย และยังพบว่าการได้รับโปแทสเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ มีผลช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเรื้อรังชนิดอื่นๆ โดยในงานวิจัยของ Ascherio และคณะ ได้รายงานว่าสามารถลดความเสี่ยงของภาวะการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง (Stroke) ได้ถึง 30%

ในคนปกติที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป ควรได้รับโปแทสเซียมในปริมาณ 4.7 กรัมต่อวัน (ข้อมูลจาก Food and Nutrition Board, Institute of Medicine) ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังได้รับปริมาณโปแทสเซียมต่ำกว่าปริมาณที่แนะนำ ซึ่งการที่จะทำให้ได้รับโปแทสเซียมอย่างเพียงพอในแต่ละวันนั้นทำได้ไม่ยาก เพราะโปแทสเซียมมีอยู่มากในอาหารหลากหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมัน ถั่วต่าง ๆ และธัญพืช

 

 

ภาพ freepik

ชะลอสมองเสื่อม ออกกำลังกาย กินแกงกะหรี่ และผลไม้ตระกูลส้มช่วยได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597426

  • วันที่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ชะลอสมองเสื่อม ออกกำลังกาย กินแกงกะหรี่ และผลไม้ตระกูลส้มช่วยได้!

‘อัลไซเมอร์’ โรคสุดฮิตบั่นทอนคนสูงวัย แพทย์เผยออกกำลังกายผสมผสาน กินแกงกะหรี่ และผลไม้ตระกูลส้มช่วยได้

นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด และโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เผย 5 อันดับโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยอันดับ 1 ได้แก่ โรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ซึ่งคิดเป็น 80 % หรือมากกว่า 800,000 รายของจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยปัจจุบันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ในผู้สูงอายุมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ตามด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง ความชราของร่างกายเสื่อมสภาพ จากอุบัติเหตุหกล้มและกระดูกหัก และโรคเกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากอัตราผู้สูงอายุในประเทศไทยต่อครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากข้อมูลที่มีพบว่า ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้านี้ ประเทศไทยเตรียมกระโดดเข้าสู่ Super–Aged Society หรือสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกินกว่า 20% และมีแนวโน้มเป็นโรคความจำเสื่อมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ หลายประเทศทั่วโลก อาทิ ไทย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น อเมริกา แถบยุโรป ต่างได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% หรืออายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปเกินกว่า 7% ของประชากรทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมแนะนำการออกกำลังกายแบบผสมผสาน (Cogni-cise) เผยเคล็ดลับการรับประทานแกงกะหรี่ และผักผลไม้ตระกูลส้ม (Citrus) เป็นประจำจะช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง (Cognitive) ได้เป็นอย่างดี ป้องกันและชะลอโรคสมองเสื่อมได้

“แม้การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ และทั่วโลกต่างก็เผชิญกับปัญหาและการปรับตัวนี้ แต่การเตรียมความพร้อมรับมือโรคภัยไข้เจ็บและพัฒนาให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขนั้น ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ท้าทาย เพราะการจะมีความสุขได้นั้นประกอบไปด้วยหลายปัจจัย และอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่หลักๆ พื้นฐานคือเรื่องของความเจ็บป่วยและการดูแลรักษา โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ความเข้าใจ ความเอาใจใส่ ของผู้ดูแลและสมาชิกในครอบครัว เนื่องจากโรคสมองเสื่อมเกิดจากหลายปัจจัย เช่น โรคซึมเศร้า การปลีกตัวออกจากสังคม หรือแม้กระทั่ง การได้รับการศึกษาน้อย นับเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรค โดยในช่วงแรกผู้ป่วยจะมีอาการหลงลืมเริ่มไปจนถึงไม่สามารถจดจำสิ่งต่างๆ ทำให้ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในช่วงท้ายของโรค ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องของการรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย และสถานที่พักอาศัย ซึ่งในประเทศเรานั้นยังไม่ได้มีการให้ความรู้ในเรื่องนี้ ทำให้คนส่วนมากไม่ทราบว่า 3 ส่วนนี้สำคัญมากและเป็นส่วนที่เราสามารถจัดหา และควบคุมได้”

นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า การออกกำลังกายแบบผสมผสาน (Cogni-cise) ไม่ว่าจะเป็นการยืดเหยียดพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การออกกำลังแบบแอโรบิค การออกกำลังควบคู่ไปกับการกระตุ้นการเรียนรู้ และเทคนิคการปรับพฤตกิรรมต่างๆ ก็สามารถช่วยพัฒนาการทำงานของสมองได้เช่นกัน

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารบางประเภทที่มีสรรพคุณในการช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง (Cognitive) ก็สามารถช่วยป้องกันและชะลอโรคสมองเสื่อมได้เช่นเดียวกัน อาทิ แกงกะหรี่ ซึ่งได้รับการพิสูจน์ในสิงคโปร์ และญี่ปุ่น ว่าช่วยป้องกัน Amyloid deposit (สารแอมีลลอยด์ คือโปรตีนที่เสื่อมสภาพที่ไปเกาะหรือสะสมตามเซลล์สมองทำให้สมองสูญเสียศักยภาพในการทำงานด้านการส่งสัญญานผ่านสารสื่อประสาท) ได้ถึง 50% ในขณะที่ผลไม้ตระกูลส้ม (Citrus) หากบริโภคได้ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะสามารถช่วยลด Beta amyloid deposit ได้ถึง 8-14%

กลเม็ดเคล็ด(ไม่)ลับ ‘ชะลอวัย’ ด้วยพื้นฐานการใช้ชีวิตประจำวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 11 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

กลเม็ดเคล็ด(ไม่)ลับ ‘ชะลอวัย’ ด้วยพื้นฐานการใช้ชีวิตประจำวัน

รู้หรือไม่ว่าศาสตร์แห่งการชะลอวัย ไม่ใช่เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในองค์รวมเพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ

หากเอ่ยถึงศาสตร์แห่งการชะลอวัย หลายคนคงนึกไปถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เรื่องของฮอร์โมน การทำทรีตเมนต์ รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์อีกมากมาย แต่ทราบกันหรือไม่ว่าศาสตร์แห่งการชะลอวัย ไม่ใช่เป็นไปเพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพในองค์รวม เพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์อยู่เสมอๆ ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ และให้ผลในการช่วยชะลอวัยอย่างได้ผล และสามารถทำกันได้ง่ายๆ เลย

ใครที่ยังไม่อยากรีบดูแก่ก่อนวัย และอยากให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงไปอีกนานๆ ลองมาดูกันว่าพฤติกรรมอะไรที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้บ้าง

ประการแรก เรื่องของโภชนาการ

การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล การได้รับสารอาหารและชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย โดยเฉพาะการทานแป้งและน้ำตาลที่มากจนเกินความต้องการของร่างกาย มีผลทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานบกพร่อง ทั้งในส่วนของการดูดซึมสารอาหารไปใช้งาน ทั้งเพื่อเป็นพลังงาน เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

รวมทั้งยังส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภค ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาลที่มากเกินความจำเป็น ลดการดื่มน้ำหวานและน้ำอัดลม รวมถึงเลือกทานอาหารที่มีผัก และผลไม้ในแต่ละมื้อในปริมาณที่เหมาะสม

ประการที่ 2 ลดการสัมผัส เกี่ยวข้อง หรือสะสมสารพิษและสารเคมี

ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน เพราะในทุกวันเราต่างก็ต้องสัมผัสกับมลภาวะต่างๆ รวมถึงฝุ่นและควันมากพอสมควรอยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ทั้งโดยตรงและโดยทางอ้อม ซึ่งรวมถึงการรับประทานอาหารจากกล่องโฟม โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์บางประเภทที่ทำการอุ่นผ่านไมโครเวฟ

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษเอาไว้ ซึ่งสารพิษเหล่านั้นก็จะไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว

ประการที่ 3 อย่าปล่อยให้มีอาการป่วยเรื้อรัง ทั้งอาการหวัด แผลอักเสบ หรือแผลเปิดต่างๆ

เพราะว่าอาการเหล่านี้ หากปล่อยให้เป็นเรื้อรังก็จะทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายและแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อ มีผลทำให้อวัยวะต่างๆ รวมทั้งหัวใจและสมองเสื่อมลงโดยไม่รู้ตัว  ฉะนั้น อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนเรื้อรัง

ประการ 4 สุดท้าย เรื่องของอารมณ์และความเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน และส่งผลทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ การจัดการอารมณ์และความเครียด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ใครที่มีพฤติกรรมทำงานหนัก แม้จะเชื่อว่าสามารถจัดการกับความเครียดได้ แต่ความเครียดก็ยังอาจเกิดจากสภาพร่างกายที่อ่อนล้าจากการทำงานหนักต่อเนื่องได้เช่นกัน ฉะนั้น ผู้ที่ทำงานหนักต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ ควรปรับพฤติกรรมให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนจากงานบ้างเพื่อลดความเครียดสะสม โดยอาจหางานอดิเรกที่ชอบ อ่านหนังสือ พักผ่อนสบายๆ กับดนตรี หรือเล่นกีฬาที่ถนัด เหล่านี้เป็นทางเลือกที่ช่วยจัดการกับอารมณ์และความเครียดได้เป็นอย่างดี

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นตัวกำหนดสภาพร่างกาย และการทำงานของระบบต่างๆ ย่อมมีผลต่อการเสื่อมของสภาพร่างกาย การดูแลระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และการรักษาให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยในการชะลอวัยได้อย่างดีที่สุด

ภาพ freepik

ลบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597186

  • วันที่ 10 ส.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

ลบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีน

“สารไอโอดีน” มีความสำคัญกับคนทุกช่วงวัย หากขาดสารนี้ไปจะส่งผลต่อความบกพร่องด้านพัฒนาการสมอง ทำให้ร่างกายเตี้ย แคระ แกรน แต่หลายคนยังมีความเชื่อที่ผิดอยู่ อยากรู้ไปดูกัน

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุ คนไทยยังมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไอโอดีนซึ่งพบบ่อย ได้แก่

  1. ไอโอดีนขาดแล้วเป็นแค่คอพอก แต่ไม่รู้ว่าส่งผลกระทบต่อไอคิว
  2. เด็กเท่านั้นที่ต้องการไอโอดีน ผู้ใหญ่ไม่มีความจำเป็น
  3. คนชนบทเท่านั้นที่ขาดไอโอดีน ส่วนคนในเมืองไม่ขาด
  4. เกลือทะเลมีไอโอดีน และเพียงพอต่อความต้องการ
  5. เกลือไอโอดีนเค็มกว่าเกลือธรรมดา
  6. ใช้เกลือไอโอดีนดองผักและทำปลาร้าจะทำให้สีของอาหารไม่สวย
  7. กินอาหารทะเลก็ทดแทนเกลือไอโอดีนได้
  8. คนไทยน้อยมากที่รู้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศเป็นกฏหมายที่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสต้องเสริมไอโอดีน

ความต้องการสารไอโอดีนของแต่ละบุคคล

  • ร่างกายผู้ใหญ่ ต้องการไอโอดีน 150 ไมโครกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปลาทูนึ่ง 21 ช้อนโต๊ะต่อวัน
  • หญิงตั้งครรภ์ มีความจำเป็นต้องได้รับไอโอดีนเพิ่มขึ้นอีก 25 ไมโครกรัม
  • หญิงให้นมบุตร ต้องเพิ่มอีก 50 ไมโครกรัม เพราะหากขาดไอโอดีนจะมีผลต่อไอคิวลูกในท้อง โดยเฉพาะพัฒนาการของสมองในช่วงที่เป็นตัวอ่อนอายุ 8 สัปดาห์ ถึง 3 ปี จะมีสติปัญญาด้อยและมีไอคิวต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 30 จุด

ปัจจุบันประชาชนนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน หากผู้ประกอบการร้านอาหารเลือกใช้เกลือเสริมไอโอดีน ผู้บริโภคจะได้รับสารไอโอดีนที่เพียงพอและเหมาะสม ในวัยผู้ใหญ่ไอโอดีนจะควบคุมการเจริญเติบโต และเมตาบอลิซึม ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ เช่น เร่งการสลายไขมัน เร่งการสลายไกลโคเจน มีผลต่อการสร้างพลังงาน และอุณหภูมิของร่างกาย หากขาดไอโอดีนจะมีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เกิดอาการอ่อนเพลีย เฉื่อยชา ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งเป็นได้ทั้งคนในชนบทหรือเขตเมือง หากเป็นคนที่อาศัยในพื้นที่สูงห่างไกลทะเล ยิ่งเข้าถึงเกลือเสริมไอโอดีนที่เพียงพอได้น้อย

สำหรับข้อมูลวิชาการเพื่อใช้ขับเคลื่อนมาตรการด้านอาหาร แนะนำให้บริโภคไอโอดีนให้เพียงพอ และควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือที่ใช้ปรุงอาหารไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้

 

ภาพ freepik /สสส.

กินยาพร้อมนม จะได้ผลหรือเปล่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597193

  • วันที่ 10 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

กินยาพร้อมนม จะได้ผลหรือเปล่า?

เราอาจพบคำเตือนบนฉลากของยาหลายชนิดว่า “ไม่ควรรับประทานยานี้พร้อมนม” นั่นเป็นเพราะอะไร มาร่วมไขคำตอบไปพร้อมกัน

ข้อมูลจากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย อาจารย์ ดร.ภก. ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง อธิบายไว้ว่า ที่ไม่ควรรับประทานยาบางชนิดพร้อมนม เนื่องจากนม (milk) และรวมไปถึงผลิตภัณฑ์นม (dairy product) เช่น เนย ชีส โยเกิร์ต มีปริมาณของแคลเซียมสูงจนมีโอกาสที่แคลเซียมเหล่านั้นจะเกิดปฏิกิริยากับยาที่รับประทานเข้าไป โดยการเกิดปฏิกิริยาระหว่างแคลเซียมและยามักส่งผลให้ยาหมดฤทธิ์และทำให้ประสิทธิผลของยาหมดไป จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาเหล่านี้พร้อมกับดื่มนมหรือบริโภคผลิตภัณฑ์นมนั่นเอง

ตัวอย่างยาสำคัญที่ใช้บ่อยและไม่ควรรับประทานพร้อมนม ได้แก่

สำหรับแนวทางการรับประทานยาเหล่านี้เพื่อให้เกิดประสิทธิผลของยาสูงที่สุด มีรายละเอียดดังนี้

  1. ควรรับประทานยาพร้อมน้ำเปล่าเสมอ น้ำเปล่าทำให้ตัวยาแตกตัว ละลายและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีที่สุด เนื่องจากน้ำเปล่าไม่มีปริมาณของแร่ธาตุหรือสารอาหารใดสูงจนเกิดปฏิกิริยากับยาและลดประสิทธิผลของยาได้ ดังนั้นแม้ในกรณีที่ไม่ทราบว่ายาสามารถรับประทานพร้อมนมหรือไม่ การรับประทานยานั้นพร้อมน้ำเปล่าก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาใดๆ
  2. นมแม่ นมจากสัตว์ นมจากพืช เกิดปฏิกิริยากับยาได้เหมือนกัน นมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงนมวัวเท่านั้น นมแม่ รวมไปถึงนมที่ได้จากสัตว์และพืช เช่น นมแกะ นมแพะ นมควาย นมถั่วเหลือง นมข้าวโพด นมอัลมอนด์ เป็นต้น ทั้งในรูปของผลิตภัณฑ์นมผง UHT, sterilized หรือ pasteurized ล้วนแต่มีแคลเซียมและอาจเกิดปฏิกิริยากับยาเหล่านี้ จึงควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน
  3. หากจะดื่มนมหรือบริโภคผลิตภัณฑ์นม ควรรับประทานห่างจากยา 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ยาและแคลเซียมในนมเกิดปฏิกิริยากันในกระเพาะอาหารหรือที่ลำไส้เล็ก เวลา 2 ชั่วโมงก่อนและหลังรับประทานยา จึงมากเพียงพอที่จะทำให้นมและยาไม่เคลื่อนที่ไปพบกันในระบบทางเดินอาหาร
  4. หากต้องผสมยา ควรผสมกับน้ำเปล่า น้ำหวานหรือน้ำผลไม้ เด็กหรือผู้ที่มีปัญหาในการกลืนอาจจำเป็นต้องผสมยาเพื่อช่วยให้กลืนยาได้ง่ายขึ้น โดยแนะนำให้ผสมยากับน้ำเปล่า น้ำหวานหรือน้ำผลไม้แล้วรับประทานยาที่ผสมนั้นให้หมดเพื่อให้ได้ปริมาณยาครบถ้วน และไม่ลืมที่จะรับประทานยาที่ผสมนั้นให้ห่างจากนมประมาณ 2 ชั่วโมง
  5. ปรึกษาเภสัชกรหากมีข้อสงสัย แน่นอนว่าการรับประทานยาพร้อมน้ำเปล่าเป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุด แต่หากมีความจำเป็นต้องรับประทานยาบางชนิดพร้อมนมด้วยเหตุจำเป็นใดๆ เภสัชกรอาจให้คำแนะนำและการแก้ปัญหาสำหรับการรับประทานยานั้นให้เหมาะกับสถานการณ์ได้มากที่สุด

 

ภาพ freepik

‘หวาน มัน เค็ม’ มากไป ระวังตัวและหัวใจไม่แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597189

  • วันที่ 09 ส.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

‘หวาน มัน เค็ม’ มากไป ระวังตัวและหัวใจไม่แข็งแรง

พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนในปัจจุบัน เน้นรสชาติที่ถูกปาก เมนูหน้าตาถูกใจ สีสันชวนน่ารับประทาน โดยเฉพาะรสหวาน มัน เค็ม ที่เรียกได้ว่าเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย แต่กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากขาดการควบคุมและบริโภคเกินพอดี

เมืองไทยมีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ที่สำคัญอาหารไทยมีครบทุกรส ทั้งหวาน มัน เค็มเผ็ด เปรี้ยว รสชาติที่ชวนกินจึงนำไปสู่ความเสี่ยงในการบริโภคเกินพอดี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ ถ้าไม่รีบควบคุมปริมาณให้พอเหมาะไว้ จะเป็นบ่อเกิดของโรคภัยได้ง่าย ถ้ากินรสจัดมากเกินไป

หวานไปไม่ดี

น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีสารอาหารอื่นๆ เมื่อบริโภคมากเกินไปร่างกายจึงได้รับแต่พลังงานเพียงอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือแม้น้ำตาลจะมีหลายชนิด แต่ให้พลังงานไม่ต่างกันคือประมาณ 4 กิโลแคลอรี/กรัม และแม้ร่างกายจะมีกระบวนการป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่ละคนจะตอบสนองต่ออินซูลินไม่เท่ากัน คนที่หลั่งอินซูลิน แต่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์จะส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เกิดแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ

เราสามารถป้องกันระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้เกินได้ โดยควรกินน้ำตาลให้น้อย โดยเฉลี่ยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) เลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ำตาลมากกว่าร้อยละ 5 สังเกตได้จากฉลากข้างขวด เลือกกินผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิ้ลเขียว ส่วนของหวานหลังอาหารรับประทานได้ แต่ควรเน้นรสหวานน้อยและสลับกับการรับประทานผลไม้หลังมื้ออาหาร

มันมากโรคถามหา

ไขมัน เป็นสารอาหารจำเป็น และเป็นแหล่งพลังงาน ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี มากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน หากรับประทานไขมันมากเกินไป นอกจากจะทำให้อ้วนยังนำไปสู่โรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะไขมันทรานส์ ซึ่งพบในเนยขาว เนยเทียม เบเกอรี่ โดนัท คุกกี้ ครีมเทียมบางชนิด ฯลฯ หากรับประทานมากเกินไปจะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เส้นเลือดตีบ ทั้งยังเพิ่มไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และลดไขมันชนิดดี (HDL) ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงขึ้นได้

การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก ซึ่งมักพบในน้ำมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันขาวๆ ไขมันในนม และเนยสด จะส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นเช่นกัน

วิธีป้องกันไขมันไม่ให้เกินคือ

  • ควรกินไขมันให้น้อย ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (30 กรัม)
  • กินเนื้อสัตว์ไม่มีหนัง ไม่ติดมัน
  • เลี่ยงอาหารทอดเพราะน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารอย่าง น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม ฯลฯ ที่มักจะมีกรดไขมันอิ่มตัวมาก
  • งดอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เค้ก ครีมเทียม ป๊อปคอร์น แฮมเบอร์เกอร์ ฯลฯ และไม่ควรทานอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เป็นต้น

เค็มมากร่างกายพัง 

ความเค็มเป็นรสชาติที่ติดปากคนไทย มาจากโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือที่นำมาใช้ในการทำอาหาร ซึ่งโซเดียมนั้นมีประโยชน์กับร่างกาย คือ ช่วยให้ระบบไหลเวียนของร่างกายเป็นปกติ ความดันและปริมาตรของเลือดเป็นปกติ แต่หากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะนำมาซึ่งผลเสีย คือ เมื่อกินเกลือจะอยากกินน้ำ และจะเข้าไปรวมเป็นน้ำเกลือที่เพิ่มปริมาณเกลือแร่ในเลือด ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หนักขึ้น ทำให้แรงดันหลอดเลือดสูง อาจเกิดภาวะหัวใจโต นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และการกินเค็มมากไป ทำให้เป็นความดันโลหิตสูงซึ่งนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออัมพาตได้ ที่น่ากลัวคือเมื่อโซเดียมมากเกินไป ร่างกายอาจไม่แสดงอาการ แต่จะทำลายอวัยวะต่างๆ ไปเรื่อยๆ

ควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา (2,000 มิลลิกรัม) งดการเติมน้ำปลาในอาหาร ไม่จิ้มพริกเกลือเมื่อกินผลไม้ เลี่ยงการกินอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อาหารอบแห้ง ขนมกรุบกรอบ และลดความถี่กับปริมาณการรับประทานน้ำจิ้มต่างๆ ลง

 

ภาพ freepik

‘ไมเกรน’ กินยาไม่ถูกต้อง ‘เสี่ยงตาย’ อันตรายกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597171

  • วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

'ไมเกรน' กินยาไม่ถูกต้อง 'เสี่ยงตาย' อันตรายกว่าที่คิด

เป็นไมเกรน ปวดหัวบ่อย แต่ไม่ค่อยอยากไปหาหมอ ส่ออันตรายเกินคาด อย่าประมาทซื้อยามากินเอง

จากกรณีมีหญิงสาวเสียชีวิต เนื่องจากมีอาการปวดหัวนานนับปีคล้าย “ไมเกรน” แต่ซื้อยามากินเองโดยไม่ได้ไปตรวจวินิจฉัยและรับยาจากแพทย์ สุดท้ายเสียชีวิตลงอย่างสงบ อาจเป็นปมคาใจให้ผู้ที่มีอาการปวดหัวในลักษณะคล้ายๆ กัน ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยในการรับประทานยาให้มากขึ้น

เรื่องนี้มีข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดร. ภญ. ศรีจันทร์ พรจิราศิลป์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายไว้ว่า เมื่อเกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียว หลายๆ ท่านเข้าใจว่าเป็นโรคปวดไมเกรน เพราะเราเคยเรียกโรคปวดไมเกรนกันว่า โรคปวดศีรษะข้างเดียว จึงทำให้เข้าใจผิดคิดว่าถ้ามีอาการปวดศีรษะข้างเดียวแสดงว่าเป็นไมเกรน   แต่แท้จริงอาการปวดไมเกรนนั้นไม่จำเป็นต้องปวดศีรษะเพียงข้างเดียว อาจปวดสองข้างก็ได้ ในทางกลับกันอาการปวดศีรษะข้างเดียวอาจไม่ใช่ไมเกรนก็ได้

อาการของโรคไมเกรนเป็นผลจากการขยายและหดของหลอดเลือดที่กะโหลกศีรษะ โดยมักมี “อาการนำ (aura) ก่อนอาการปวด” แต่อาจไม่มีอาการนำก็ได้ อาการนำที่พบบ่อยคือ อาการทางตา เช่น เกิดตาพร่า เห็นภาพ หรือแสงสีผิดปกติ อาการนำอื่นๆ คือรู้สึกหนักที่แขนขาเหมือนไม่มีแรง มีความรู้สึกผิดปกติที่ผิวหนัง เช่น รู้สึกคัน ชา หรือแสบร้อน อาการนำจะเกิดนานประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นไม่นานจะเกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ซึ่งจะปวดเป็นพักๆ ปวดตุบๆ ข้างเดียว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงนี้จะอยู่นาน 2-3 ชั่วโมง จากนั้นอาการจะทุเลาลง แล้วเกิดอาการปวดขึ้นใหม่ได้

ผู้ป่วยไมเกรนประเภทที่ไม่มีอาการนำอาจเกิดอาการอื่นแทน เช่น รู้สึกไวกับแสง เสียง หรือกลิ่นมากกว่าปกติ รู้สึกเพลีย หิวอาหารและน้ำ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดก่อนนานหลายๆ ชั่วโมงกว่าจะมีอาการปวดศีรษะ ผู้ป่วยไมเกรนมักจะทราบเองว่าปัจจัยใดที่ทำให้อาการไมเกรนของตนกำเริบ เช่น อดนอน เครียด รับประทานอาหารประเภท ถั่ว เนย ช็อกโกแลต ชีส ไวน์แดง ชา กาแฟ สตรีช่วงมีประจำเดือน การได้ยินเสียงดัง ได้กลิ่นฉุน แสงจ้า เป็นต้น

นอกจากโรคไมเกรนแล้ว โรคปวดศีรษะยังมีอีกหลายประเภท เช่น โรคปวดศีรษะที่เกิดจากความเครียด (tension headache) โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (cluster headache) และ โรคปวดศีรษะเนื่องจากมีแรงดันในสมองสูง(increase intracranial pressure) เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้ทำให้เกิดการปวดศีรษะเพียงข้างเดียวได้

โรคปวดศีรษะอีกประเภทหนึ่งที่อาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นไมเกรน คือโรคปวดศีรษะที่เกิดจาก “ความเครียด” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน มีความกังวลและเครียดตลอดเวลา ต้องทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ติดต่อกันวันละหลายๆ ชั่วโมง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและแขนเกิดการเกร็งตึง ส่งผลให้เกิดอาการปวดตึงบริเวณท้ายทอย ร้าวขึ้นไปที่ขมับข้างที่มีการตึงของกล้ามเนื้อ หรือเกิดอาการปวดรอบศีรษะคล้ายถูกรัด ซึ่งถ้ามีอาการไม่มาก เมื่อพัก นวดเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งและตึง อาการจะหายไปเอง แต่ในรายที่มีอาการหนักอาจปวดต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี โรคปวดศีรษะที่เกิดจากความเครียดจะไม่เกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า หรือเห็นแสงสี

โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ก็มีอาการปวดศีรษะข้างเดียวได้เช่นกัน แต่จะปวดรุนแรง ปวดบ่อย มักปวดรอบตาและขมับ มีตาแดง น้ำตาไหล และคัดจมูกในด้านเดียวกัน จะไม่มีคลื่นใส้อาเจียน ส่วนโรคปวดศีรษะที่เกิดเนื่องจากมีแรงดันในสมองสูงนั้น เกิดจากมีสิ่งผิดปกติในสมอง เช่น มีเนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง น้ำคั่งในสมอง เป็นต้น ซึ่งต้องแก้ไขที่สาเหตุ

ฉะนั้น ก่อนที่จะสรุปว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดก่อน ไม่ควรคิดเอาเองว่ามีอาการปวดศีรษะข้างเดียว แสดงว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนแน่ๆ แล้วไปหาซื้อยาแก้ไมเกรนมารับประทาน เพราะการรับประทานยาไมเกรนไม่ถูกต้องมีอันตรายไม่น้อย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2GWrwe5

 

 

อย่างไรก็ดี การใช้ยารักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนก็อาจมีความจำเป็นในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นได้ หรือเมื่ออาการกำเริบผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะที่รุนแรง เป็นต้น  ยาที่ใช้ในโรคปวดศีรษะไมเกรนอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ

  • ยาที่ใช้รักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนฉับพลัน (abortive drugs)
  • ยาที่ใช้ป้องกันการเกิดไมเกรน (preventive drugs)

ซึ่งยาที่พบว่ามีการใช้บ่อยและมีข้อควรระวังในการใช้ยาค่อนข้างมาก คือยา ergotamine ซึ่งเป็นยาประเภทที่ใช้รักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนฉับพลัน

Ergotamine คืออะไร

Ergotamine เป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน ออกฤทธิ์ในการรักษาอาการปวดศีรษะโดยการกระตุ้นตัวรับของสารสื่อประสาทซีโรโทนิน (serotonin) ชนิด 1B และ 1D (5-HT1B และ 5-HT1D) ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดที่ขยายตัวผิดปกติเกิดการหดตัวลงและทำให้อาการปวดศีรษะหายไปในที่สุด นอกจากนี้ ergotamine ยังสามารถกระตุ้นตัวรับอื่นๆ ได้ ได้แก่ α-1 และ dopamine-2 (D2) ซึ่งการกระตุ้นตัวรับเหล่านี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยา ergotamine (รายละเอียดจะกล่าวต่อไปในหัวข้อ ข้อควรระวังในการรับประทานยา ergotamine )

ในประเทศไทยยา ergotamine มีชื่อทางการค้า เช่น Cafergot®, Avamigran® Tofago® หรือ Poligot-CF® ซึ่งประกอบไปด้วยตัวยาสำคัญ คือ ergotamine tartrate ขนาด 1 มิลลิกรัม ผสมอยู่กับ caffeine 100 มิลลิกร้ม ส่วน Ergosia®จะประกอบไปด้วยตัวยาสำคัญ คือ ergotamine tartrate ขนาด 1 มิลลิกรัม เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

การใช้ยา ergotamine ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

การใช้ยา ergotamine สำหรับรักษาโรคปวดศีรษะไมเกรนจะต้องใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการปวดเท่านั้น ห้ามใช้ติดต่อกันทุกวันเพื่อป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนเด็ดขาด ขนาดการรับประทานยาที่เหมาะสม คือ รับประทานเมื่อมีอาการปวดศีรษะไมเกรนในครั้งแรก 1 หรือ 2 เม็ด จากนั้นทุกๆ ครึ่งชั่วโมงหากอาการไม่ดีขึ้นสามารถรับประทานซ้ำอีกครั้งละ 1 เม็ด แต่ห้ามรับประทานเกิน 6 เม็ดต่อวัน และห้ามรับประทานยาเกิน 10 เม็ด ต่อสัปดาห์ เนื่องจากหากรับประทาน ergotamine ในปริมาณที่มากกว่านี้อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น รวมทั้งมีอาการเจ็บหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียนมากกว่าเดิมได้

การใช้ยา ergotamine อย่างผิดวิธีส่งผลเสียอย่างไร

Ergotamine เป็นยาที่ใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการปวดศีรษะกำเริบเท่านั้น แต่ผู้ป่วยบางรายกลับรับประทานยา ergotamine ติดต่อกันทุกวันเพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งถือว่าเป็นการใช้ยาอย่างผิดวิธีที่อาจส่งผลเสียรุนแรงต่อชีวิตของผู้ป่วยได้ การรับประทานยา ergotamine ติดต่อกันไปเรื่อยๆ จะส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดในสมองแตก หรือ หัวใจวายได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองอยู่แล้ว นอกจากนี้ในระหว่างที่ผู้ป่วยรับประทานยา ergotamine ติดต่อกันทุกวันนั้น หลอดเลือดแดงที่ผิดปกติจะถูกยา ergotamine ทำให้หดตัวอยู่ตลอดเวลาซึ่งผู้ป่วยจะไม่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนเลย แต่เมื่อใดที่หยุดรับประทานยาหลอดเลือดดังกล่าวจะขยายตัวอย่างมากและทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนอย่างรุนแรง (rebound headache )

ข้อควรระวังในการรับประทานยา ergotamine

ผู้ป่วยที่รับประทานยา ergotamine อาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • คลื่นไส้ อาเจียน:เป็นผลจากการกระตุ้นตัวรับ ชนิด D2 (D2-receptor) ซึ่งถ้าอาการรุนแรงสามารถแก้ไขได้โดยการรับประทานยาต้านอาเจียนกลุ่ม D2-receptor antagonist คือ domperidone
  • ความดันโลหิตสูงขึ้น: เป็นผลจากการกระตุ้นตัวรับชนิด α1 (α1-receptor) ทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว
  • ปลายมือ-เท้าเย็น หรือ ชา(numbness):เป็นผลจากการกระตุ้น α1-receptorเช่นกัน หากมีอาการรุนแรงร่วมกับมีอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณแขน มือ ขา หรือเท้า ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • ใจสั่น เจ็บหน้าอก: เป็นผลมาจากการกระตุ้นตัวรับ 5-HT1B ที่บริเวณหลอดเลือด coronary ที่หัวใจ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์
  • ปฏิกิริยากับยาอื่นๆหรือ ยาตีกัน (drug interaction): ยา ergotamine ถูกทำลายโดยใช้เอนไซม์ที่มีชื่อว่า Cytochrome P450 ชนิด 3A4 (CYP 3A4) ดังนั้นอาจต้องระมัดระวังในการรับประทานร่วมกับยาที่มีผลยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าว เช่น azithromycin, clarithromycin, ketoconazole, ritonavir หรือ verapamil เป็นต้น เนื่องจากการรับประทานยาร่วมกันจะส่งผลทำให้ระดับยา ergotamine ในกระแสเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียง หรือความเป็นพิษจากยาเพิ่มขึ้นได้ และเพื่อป้องกันการเกิด drug interaction ดังกล่าว ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ายาที่ตนเองรับประทานอยู่มีอะไรบ้าง

ข้อห้ามใช้ของยา ergotamine – ผู้ป่วยที่ห้ามใช้ยา ergotamine ได้แก่

– ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ergotamine หรือสารที่เป็นอนุพันธ์ของ ergot alkaloid

– ผู้ป่วยที่มีประวัติหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (peripheral arterial disease)

– ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องในการทำงานของตับ และไต

– ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (angina)

– ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้

– ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis)

– ผู้หญิงตั้งครรภ์ (ทุกไตรมาส)

Ergotamineเป็นยารักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนที่มีประสิทธิภาพดี แต่มีข้อควระวังและข้อห้ามใช้ค่อนข้างมาก ดังนั้น การรับประทานยาอย่างถูกต้อง และ การเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นหนทางที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยา ergotamine ได้ดีที่สุด

 

ภาพ freepik

10 อาการเตือนของโรคอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597145

  • วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

10 อาการเตือนของโรคอัลไซเมอร์

เมื่อสังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ เรื่องที่น่ากังวลจึงหนีไม่พ้นกลุ่มอาการสมองเสื่อมอย่าง “โรคอัลไซเมอร์” ซึ่งกระทบกับการดำเนินชีวิตตามปกติ วันนี้มาเช็กกันหน่อยว่าตัวเราเองและคนใกล้ตัว เริ่มมีอาการเตือนของโรคอัลไซเมอร์บ้างหรือยัง

 ศ.พญ.นันทิกา ทวิชาชาติ กรรมการเลขานุการมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษเรื่อง “10 อาการเตือนของโรคอัลไซเมอร์” ในการอบรมเชิงปฏิบัติการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ของโครงการ “สังคมไทยห่างไกลอัลไซเมอร์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ดังนี้

อาการที่ 1 “ลืม” ความจำบกพร่องรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในโรคอัลไซเมอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเริ่มต้นของโรค มักจะลืมเรื่องหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ อาจลืมวันหรือเหตุการณ์สำคัญ ถามคำถามหรือพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ต้องใช้เครื่องมือหรือบันทึกช่วยเตือนความจำ หรือต้องได้รับการช่วยเหลือจากสมาชิกในครอบครัว

อาการที่ 2 มีปัญหาเรื่องการวางแผนและการแก้ปัญหาความสามารถในการทำตามแผนบกพร่อง หรือมีการจัดการกับตัวเลขยากขึ้น เช่น เรื่องเกี่ยวกับเงินทอง ค่าใช้จ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่ต้องใช้เวลาคิดและทบทวนนานขึ้น มีความยากลำบากในการต้องใช้สมาธิในการจะทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มากขึ้นกว่าเดิม

อาการที่ 3 มีความยากลำบากในการทำกิจกรรมที่คุ้นเคยหรือเคยทำได้เช่น ในที่ทำงาน หรือกิจกรรมสนุกสนาน บันเทิง การขับรถไปที่ที่คุ้นเคย หรือการจัดการกับงบประมาณในที่ทำงาน การจำกฎเกณฑ์ของเกมที่ชอบเล่นบ่อยๆไม่ค่อยได้

อาการที่ 4 สับสนเรื่องวัน เวลา สถานที่เริ่มจะจำเวลาและสถานที่ไม่ได้ หรือมีความยุ่งยากความลำบากที่จะเข้าใจเรื่องบางอย่างถ้ามันไม่ได้เกิดขึ้นทันที หรือลืมว่าอยู่ที่ไหน และจะไปที่ไหน จะไปได้อย่างไร เป็นต้น

อาการที่ 5 มีความยุ่งยากลำบากที่จะเข้าใจภาพที่เห็นและความสัมพันธ์กับทิศทางบางคนอาจมีปัญหาเรื่องสายตา การมองเห็น มีความยากลำบากในการอ่าน การตัดสินใจเรื่องระยะทาง สี อาจเดินผ่านกระจกเงาแล้วคิดว่ามีคนอื่นอยู่ในห้อง หรือตระหนักรู้เงาสะท้อนของตัวเองไม่ได้

อาการที่ 6 มีปัญหาเรื่องภาษาทั้งในการคิดคำพูดหรือการเขียน อาจมีปัญหาในการร่วมวงสนทนา เช่น พูดคุยแล้วหยุดกลางคัน เพราะนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อ หรือพูดซ้ำๆ คิดคำ คำศัพท์ ชื่อเรียกสิ่งของ เลือกใช้คำไม่ถูกต้อง หรือคิดอย่างยากลำบาก เช่น นาฬิกา อาจใช้คำว่าที่ดูเวลา หรืออื่นๆ

อาการที่ 7 วางของผิดที่และตามหาไม่พบเริ่มโทษคนอื่นว่าหยิบข้าวของไป หรือขโมยไป ใช้แล้วไม่เก็บที่เดิม ซึ่งจะพบได้บ่อยและถี่มากขึ้น

อาการที่ 8 การตัดสินใจแย่ลงมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการตัดสินใจ อาจตัดสินใจผิดพลาดเรื่องการเงิน หรือมีความใส่ใจในการดูแลตัวเองลดลง

อาการที่ 9 แยกตัวจากงานและกิจกรรมทางสังคมแยกตัวจากงานอดิเรกกิจกรรมทางสังคม กีฬา หรืองาน อาจแยกตัวห่างจากทีมที่เคยเล่นกีฬาด้วยกัน หรือจำไม่ได้ที่จะทำงานอดิเรกที่ชอบให้สำเร็จ

อาการที่ 10 อารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงอาจกลายเป็นคนสับสน ขี้กังวล ขี้สงสัย รู้สึกกลัว ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล มีความผิดหวัง เสียใจง่าย ซึ่งเป็นได้ทั้งในบ้านหรือที่ทำงานไม่ว่ากับเพื่อนกับครอบครัว หากรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในที่ที่ไม่ทำให้สุขสบาย