บัญญัติ 8 ประการเพื่อการสร้างหนี้อย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597147

  • วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 12:56 น.

บัญญัติ 8 ประการเพื่อการสร้างหนี้อย่างมีความสุข

เมื่อเตรียมตัวเตรียมใจและพร้อมสำหรับ “การเป็นหนี้” ก็ต้องมีวินัยในการใช้จ่าย วางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้คำว่า “หนี้” มามีปัญญากับอนาคต วันนี้เราจึงนำบัญญัติ 8 ประการจากธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้คุณเป็นหนี้อย่างเป็นสุขมาฝากกัน

  1. ก่อหนี้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะเราต้องใช้หนี้ที่ก่อขึ้นทุกก้อน
  2. รู้จักหักห้ามใจตัวเอง ไม่วิ่งตามกระแสบริโภคจนเกินตัว
  3. ภาระการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน
  4. คิดให้ดี และอ่านสัญญารวมทั้งเอกสารอื่นๆ ให้ถี่ถ้วน
  5. ใช้เงินจากสินเชื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์
  6. ตั้งใจมั่นว่าจะจ่ายหนี้ให้ตรงเวลาตามเงื่อนไข
  7. หากเริ่มจ่ายหนี้ไม่ไหว ควรรีบหารือกับเจ้าหนี้ เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกันแต่เนิ่นๆ
  8. หลีกเลี่ยงสินเชื่อนอกระบบ เพราะโดยทั่วไปดอกเบี้ยสินเชื่อในระบบจะถูกกว่าและหากเกิดปัญหาก็ยังมีทางดูแล

 

ภาพ freepik

4 สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าถึงเวลารักษารากฟัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597052

  • วันที่ 07 ส.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

4 สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าถึงเวลารักษารากฟัน

“รักษารากฟัน” แค่ได้ยินชื่อพร้อมเสียงเครื่องมือของทันตแพทย์ก็สร้างความหวั่นใจให้ใครหลายคนไม่กล้าที่จะเข้าไปรักษาอาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับฟัน

แค่ได้ยินชื่อพร้อมเสียงเครื่องมือของทันตแพทย์ก็สร้างความหวั่นใจให้ใครหลายคนไม่กล้าที่จะเข้าไปรักษาอาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับฟัน ซึ่งบางคนปล่อยไว้จนลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โตที่ต้องเข้ารักษารากฟันอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพฟันและบุคลิกภาพที่ดี วันนี้เราจะมาบอกถึงอาการแบบไหนที่ส่งสัญญาณเตือนว่ารากฟันของคุณกำลังแย่และต้องได้รับการรักษารากฟัน หากพร้อมแล้วมาดูกันเลยว่าคุณมีอาการเหล่านี้มากวนใจบ้างหรือไม่

ปวดฟัน

อาการพื้นฐานทั่วไปที่หลายคนต้องเคยประสบพบเจอมานับไม่ถ้วน ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าอาการปวดฟันมีหลายระดับ ตั้งแต่ปวดเล็ก ปวดปานกลาง ปวดมาก จนไปถึงปวดจนนอนไม่ได้ ไม่ว่าอาการปวดของคุณจะอยู่ในระดับไหนก็ตาม ไม่ควรที่ละเลยหาสาเหตุที่มาเพื่อรักษาให้ตรงจุด เพราะนั้นอาจเป็นหนึ่งของปัญหาที่มาจากรากฟันของคุณได้เช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อรักษารากฟันกำจัดเชื้อให้หมดจด

ฟันผุเรื้อรัง และ ฟันแตก

หากรู้สึกปวดฟันแปลกๆ เวลาเคี้ยวอาหารและเวลาแปรงฟัน รวมไปถึงรอยร้าวที่แยกออกจากกันอย่างเห็นได้ชัดบนฟันของคุณซีกใดซีกหนึ่ง นั่นคืออีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่ค่อนข้างรุนแรง ที่ต้องรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรักษารากฟันอย่างเร่งด่วน พร้อมป้องกันไม่ให้อาการดังกล่าวลุกลามจนทำให้โพรงฟันทะลุ หรือลึกมากกว่าเดิม

อาการเสียวฟัน

อีกหนึ่งอาการที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งของใครหลายคน เมื่อดื่มน้ำเย็น กัดไอศกรีม และกินของที่มีรสเปรี้ยวแล้วเกิดอาการเสียวฟันจี๊ดเข้าไปในรากฟันจนถึงเส้นประสาท จนขยาดไม่แตะของพวกนั้นไปสักพักและกลับมากินใหม่เมื่ออาการดีขึ้น ซึ่งอาการเสียวฟันที่เกิดขึ้นกำลังเตือนให้คุณทราบว่าถึงเวลาที่อาจจะต้องรักษารากฟันเสียแล้ว

ฟันติดเชื้อ หรือ ฟันตาย

หากสังเกตแล้วสะดุดตากับสีฟันที่คล้ำขึ้น เหงือกบวมผิดปกติ พร้อมกับความรู้สึกเจ็บและเสียวฟันบริเวณนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง จากสาเหตุฟันผุ ฟันสึก ฟันได้รับอุบัติเหตุจากการกระแทก ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรักษารากฟันและป้องกันไม่ให้ลุกลามหนักมากกว่าเดิม

ทั้ง 4 อาการที่ต้องรักษารากฟันที่เราได้แนะนำไปข้างต้นนั้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้ใครหลายคนหันมาตระหนักถึงเรื่องการดูแลฟันอย่างถูกวิธี ด้วยการรักษาความสะอาดของฟันและช่องปากให้แข็งแรงตลอดเวลา ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญการดูแลฟันเริ่มต้นที่ตัวคุณก่อนจะสายเกินแก้ พร้อมกับค่าใช้จ่ายที่จะตามมาทำให้คุณปวดหัวอย่างแน่นอน

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่นตามช่วงเวลา ที่อยากให้มาพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596884

  • วันที่ 06 ส.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่นตามช่วงเวลา ที่อยากให้มาพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

ตามหลักการแพทย์แผนจีน น้ำอุ่นมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ทั้งช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ลำเลียงสารอาหาร ลดความตึงเครียด คืนความสดชื่นภายหลังออกกำลังกายและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายในยามที่เข้านอน น้ำเปล่า 8 แก้ว จะกลายเป็นน้ำวิเศษทันทีหากเราดื่มในเวลาที่เหมาะสม

70 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ดังนั้น น้ำเปล่ายังมีบทบาทสำคัญในการคงรูปร่างของอวัยวะ ลำเลียงสารอาหารเข้าออกเซลล์ ทั้งยังควบคุมความเป็นกรดด่าง และเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างฮอร์โมนและสารเคมีต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย น้ำเปล่าเป็นสิ่งสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ เพราะหากเราอดอาหารยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 2 เดือน แต่ถ้าขาดน้ำเพียง 10 วันก็ต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่นในเวลาต่างๆ มาบอก ลองดื่มตามเพื่อพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

เวลา 05.00-07.00 น. ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้วเพื่อกระตุ้นการขับถ่าย ลำไส้ใหญ่เคลื่อนตัวพร้อมสำหรับขับของเสีย สิ่งที่ควรทำคือ ควรปฏิบัติให้เป็นกิจวัตรประจำวัน

เวลา 07.00-09.00 น. ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว เพื่อกระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหาร สิ่งที่ควรทำคือทานอาหารเช้าที่ย่อยและดูดซึมง่าย คนจีนมักกินอาหารที่มีน้ำ เช่น ข้าวต้มในมื้อเช้า

เวลา 11.00-13.00 น. ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว เพื่อให้หัวใจจะสูบฉีดเลือดไหลเวียนทั่วร่างกาย โดยจะทำงานหนักในช่วงเวลานี้ สิ่งที่ควรทำคือหลังอาหารเที่ยง ควรหลีกเลี่ยงความเครียดและผ่อนคลายอารมณ์

เวลา 15.00-17.00 น. ดื่มน้ำอุ่นอย่างน้อย 2 แก้ว ชดเชยน้ำที่สูญเสียจากกระเพาะปัสสาวะขับถ่ายของเสีย และยังเป็นช่วงเวลาที่ดีในการระบายความร้อนออกจากร่างกาย สิ่งที่ควรทำเพิ่มคือ ออกกำลังกายให้เหงื่อออก โดยเฉพาะเวลา 17.00 น.

เวลา 17.00-19.00 น. ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วช่วงเวลานี้ ไตจะเก็บสะสมพลังงานเป็นทุนสำรองของร่างกาย สิ่งที่ควรทำคือ ทานอาหารมื้อเย็น พร้อมทำจิตใจให้สดชื่น

เวลา 21.00-23.00 น. ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว ช่วงนี้พลังงานในร่างกายเชื่อมถึงกัน เป็นเวลาที่เกิดการพักฟื้นของร่างกาย สิ่งที่ควรทำคือ ทำร่างกายให้อบอุ่นและไม่ควรอาบน้ำเย็น

 

ภาพ freepik

Top 5 ปัญหาผิวหน้า ถ้ารู้ก่อนน่าจะใส่ใจมากกว่านี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596882

  • วันที่ 06 ส.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

Top 5 ปัญหาผิวหน้า ถ้ารู้ก่อนน่าจะใส่ใจมากกว่านี้

เกิดเป็นผู้หญิงความสวยใสบนใบหน้าต้องมาเป็นที่ 1 มาดู Top 5 ปัญหาผิวกวนใจสาวๆ ที่ร้อยทั้งร้อยต้องเจอ หากไม่มีเคล็ดลับดีๆ ในการป้องกันหรือรักษา อาจพาให้ใบหน้าเราหมดสวยได้

อันดับ 1 ฝ้า กระ

ปัญหานี้เกิดขึ้นได้จากรังสียูวี ฮอร์โมน พันธุกรรม และปัจจัยอื่นๆ แต่ถ้าเป็นเพราะรังสียูวีก็สามารถป้องกันได้ด้วยการทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านและทาซ้ำระหว่างวัน หลีกเลี่ยงการปะทะกับรังสียูวีโดยตรง เพราะจะทำให้ผิวเกิดฝ้าแดด กระแดด รอยไหม้ และผิวเหี่ยวย่น

อันดับ 2 รอยสิว

อันดับแรกต้องป้องกันการเกิดสิวก่อน โดยโฟกัสเรื่องความสะอาดและการบำรุง ถ้ารักษาความสะอาดได้อย่างดี ปัญหาเรื่องสิวก็เกิดขึ้นได้น้อยลง ปัญหาที่เกิดเมื่อเป็นสิวคือการสัมผัส กด บีบ จนทำให้เป็นรอยดำรอยแดง ปัญหานี้ควรป้องกันมากกว่ารักษาด้วยการทายา

อันดับ 3 รอยแผลเป็น

ปัญหาผิวเรื่องนี้อาจจะเป็นปัญหาที่รักษายากที่สุด เมื่อผิวเกิดแผลเราต้องรีบใส่ใจตั้งแต่แผลตกสะเก็ด ทั้งการทายา หรือจะรักษาด้วยสูตรธรรมชาติ เช่น ใบมะลิ น้ำมะนาว แต่ถ้าจะให้ไร้กังวลต้องรีบดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการทาผลิตภัณฑ์ดูแลลดรอยแผลที่ทำให้แผลฟื้นฟู และผิวกลับมาเนียนเรียบเหมือนปกติ

อันดับ 4 ริ้วรอย

เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตามวัย ซึ่งเราสามารถชะลอความชราได้ง่ายๆ ด้วยการดื่มน้ำ กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ผิวเฟิร์มได้จริงๆ หากทำเป็นประจำพร้อมกับบำรุงผิวอย่างดี การมีผิวเด้งดุจผิวเด็กก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

อันดับ 5 ความหมองคล้ำ

ทั้งแสงแดด มลภาวะ ความมันบนใบหน้า สิ่งเหล่านี้ทำให้ผิวดูหมองคล้ำ การสครับผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก พร้อมเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่า เป็นวิธีเยียวยาที่ดีที่สุด

5 คุณประโยชน์รอบด้านของน้ำผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/517369

  • วันที่ 05 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 คุณประโยชน์รอบด้านของน้ำผึ้ง

นอกจากรสชาติที่หอมหวานแล้ว น้ำผึ้งยังมีประโยชน์อีกมากมายที่หลายคนคาดไม่ถึง

น้ำผึ้งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน ถูกใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิด รวมไปถึงใช้ในการแพทย์ตามตำรับยาโบราณของไทยอีกด้วย นอกจากรสชาติหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หลายคนติดใจแล้ว น้ำผึ้งยังมีประโยชน์รอบด้านทั้งการบำรุงผิวพรรณและรักษาโรคเลยทีเดียว

1. บำรุงผิว – น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง รวมไปถึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดสิวได้อีกด้วย โดยสามารถใช้ได้ทั้งการนำน้ำผึ้งเพียวๆ มาพอกหน้า หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ อย่าง อบเชย มะนาว กล้วย ก็ได้เช่นกัน

2. ลดความอ้วน – น้ำผึ้งมีรสหวานก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นหากทานในปริมาณที่เหมาะ เนื่องจากความหวานของน้ำผึ้งจะไปช่วยลดความอยากของหวาน และยังไปกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

3. แก้อาการเมาค้าง – ใครที่ชอบไปปาร์ตี้ควรมีน้ำผึ้งติดบ้านไว้เลย เพราะน้ำผึ้งสามารถช่วยลดอาการปวดหัว อาการเมาค้าง เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า และปรับสมดุลของร่างกายให้คงที่ เพียงผสมน้ำผึ้ง มะนาว และน้ำอุ่น ดื่มหลังจากตื่นนอน

4. แก้หวัด – การทานน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นทุกเช้าหรือก่อนนอน ช่วยให้หายจากอาการหวัดได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นใครที่มีอาการไอร่วมด้วย สามารถจิบแก้เจ็บคอได้ อาจเติมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความชุ่มคอก็ได้เช่นกัน

5. บำรุงหัวใจ – น้ำผึ้งสามารถช่วยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ เนื่องจากมีสารที่ช่วยบำรุงหัวใจ และทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี

 

ภาพ freepik

How to อยู่ร่วมกับงานอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/527922

  • วันที่ 05 ส.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

How to อยู่ร่วมกับงานอย่างมีความสุข

ในวันทำงานที่เคร่งเครียด การปรับทัศนคติและความคิดเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้นได้ … ไม่เชื่อลองทำดู

หนุ่มสาวพนักงานออฟฟิศพอทำงานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มไม่อยากตื่นตั้งแต่เช้าฝ่ารถติดไปทำงาน เพราะความรู้สึกเหนื่อยหน่าย หงุดหงิด เสียสุขภาพ เพื่อนร่วมงานมีปัญหา หากตอนนี้ใครที่มีความรู้สึกแบบนี้ แสดงว่ากำลังเริ่มเบื่องานเข้าแล้ว ดังนั้นควรหาทางแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป

1. ปรับทัศนคติให้ดีขึ้น เช่น การมองข้อดีของงานที่ทำอยู่ หรือโปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายว่าสำคัญอย่างไร เพราะอะไรหัวหน้าถึงไว้วางใจให้เราทำงานนี้ และคิดว่าถ้าเราทำงานเสร็จทุกคนหรือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีความสุขด้วย งานก็จะเดินหน้าไม่สะดุดเพราะคนๆ เดียว และจะมีกำลังใจในการทำงานต่อไป

2. ความเบื่องานย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานหลายปีจะรู้สึกเบื่อและคิดว่าที่ทำงานอยู่ตอนนี้ก็ทำไปวันๆ ไร้ซึ่งชีวิตชีวาความสนุกสนาน ไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนเข้าทำงานใหม่ๆ ควรหาสาเหตุให้เจอว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ งานที่ทำเยอะไปหรือเปล่า หรือทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพัก

3. เชื่อมั่นว่าต้องทำได้ ไม่ควรบ่นในเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะยิ่งทำให้รู้สึกท้อ รู้สึกแย่กว่าเดิม ดังนั้นเวลาคุยกับเพื่อนหรือใครก็เปลี่ยนเป็นการขอคำแนะนำ ควรฝึกความมั่นใจให้กับตนเองว่าสิ่งที่ทำนั้นเราทำได้ ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถ

4. ถ้ามีงานเยอะล้นมือก็ไม่ควรปล่อยให้งานรวน เพราะอาจไปกระทบกับงานส่วนอื่นๆ ได้ และยิ่งสร้างความปวดหัว หรือไม่อยากทำงานยิ่งกว่าเดิม เมื่อจัดงานได้บางส่วน หรืองานที่ค้างทำเสร็จหมดแล้วก็ถึงเวลาพักผ่อน ถ้ามีวันพักร้อนและไม่เคยใช้ก็นำมาใช้บ้าง

 

ภาพ freepik

8 ปัจจัยที่เป็นตัวการให้นอนไม่หลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596726

  • วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

8 ปัจจัยที่เป็นตัวการให้นอนไม่หลับ

รู้ที่มาของปัจจัย รวมทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เรานอนไม่หลับ

ปัญหาการนอนไม่หลับอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องตื่นไปเรียนหรือทำงานในทุกๆ เช้า การนอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพเราโดยตรง เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอก็ทำให้ประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่างๆ น้อยลงไปด้วย ดังนั้นควรลองสำรวจตัวเองดูว่ามีพฤติกรรมหรืออาการเหล่านี้หรือไม่ เพราะนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับก็ได้

1. ไม่ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุพบว่า การออกกำลังกายโดยการเต้นแอโรบิกช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ลดอาการซึมเศร้า และไม่ค่อยง่วงนอนในช่วงกลางวัน อีกทั้งงานวิจัยจาก Appalachian State University ยังระบุไว้อีกว่า การออกกำลังกายที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีที่สุดคือการออกกำลังกายในช่วงเช้า เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ออกกำลังกายช่วง 7.00 น. นอนหลับได้ง่ายและนานกว่าผู้ที่ออกกำลังกายในช่วง 13.00 หรือ 19.00 น.

2. ระดับฮอร์โมนในร่างกาย

ระดับฮอร์โมนในร่างกายของเราอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เพราะนอกจากจะไม่สบายตัว ทำให้เกิดการพลิกตัวไปมาตลอดทั้งคืนแล้ว อาจมีอาการปวดหัวหรือปวดท้องร่วมด้วยอีก นอกจากนั้นผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนก็อาจนอนไม่หลับได้เหมือนกัน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง ซึ่งทั้งคู่เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการนอนหลับ

3. เล่นโทรศัพท์ก่อนนอน

การนอนเล่นสมาร์ทโฟนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผ่อนคลาย แต่แท้จริงแล้วมีงานวิจัยที่ระบุไว้ว่า แสงบลูไลท์หรือแสงสีฟ้าที่ส่งออกมาจากหน้าจอสมาร์ทโฟน มีส่วนที่จะไประงับการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่บอกให้ร่างกายของคุณนอนหลับ ดังนั้นให้พยายามหลีกเลี่ยงการมองหน้าจอที่สว่างประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4. ไม่ค่อยได้สัมผัสแสงแดด

จากการศึกษาของ Harvard Health บอกไว้ว่า การสัมผัสกับแสงแดดในตอนกลางวัน แม้จะเป็นการสัมผัสผ่านหน้าต่าง ก็สามารถเพิ่มความสามารถในการนอนเวลากลางคืนได้ หากคุณติดอยู่ในสำนักงานที่มีแต่แสงไฟจากหลอดไฟนีออน ไม่ค่อยมีหน้าต่างให้เผชิญแสงแดด ลองหาโคมไฟตั้งโต๊ะมาวางเพื่อเพิ่มการรับแสงให้มากขึ้นดู นั่นอาจจะส่งผลให้นอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้นก็ได้

5. ความเครียด

ความรู้สึกเครียด โกรธ หรือกังวล ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความตื่นตัวของสมอง ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ จากงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2013 พบว่า 37% รู้สึกเหนื่อยล้าเนื่องจากความเครียด และมีคน 43% ความเครียดส่งผลให้พวกเขามักตื่นขึ้นกลางดึก ดังนั้นเพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมต่อการนอนหลับ ควรสร้างความผ่อนคลาย หยุดกิจกรรมที่จะกระตุ้นให้เกิดความเครียดประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน อาจนั่งสมาธิก่อนนอนเพื่อช่วยให้จิตใจสงบขึ้น

6. ดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนนอน

การดื่มน้ำเยอะๆ อาจเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่สำหรับการดื่มน้ำในปริมาณมากรวดเดียวก่อนนอน เนื่องจากอาจส่งผลให้จุก แน่นท้อง และอาจทำให้ไม่สบายตัวจนเกิดอาการนอนไม่หลับ รวมไปถึงเสี่ยงต่อการตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ซึ่งการตื่นกลางดึกถือเป็นการปลุกร่างกายจากการพักผ่อนให้ลุกขึ้นมาทำงานอีกครั้ง การหลับสนิทตลอดคืนย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า ดังนั้นควรเลี่ยงการดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนนอน หากรู้สึกกระหาย ให้ใช้การจิบน้ำเล็กน้อยแทนการดื่มรวดเดียว

7. เครื่องดื่มคาเฟอีน

หากนอนไม่ค่อยหลับให้ลองสำรวจตัวเองดูว่าดื่มเครื่อมดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนไปแก้วล่าสุดเมื่อไหร่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับหลายท่าน แนะนำให้หยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. หรืออย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเวลาที่คุณจะต้องเข้านอน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาพอสมควรในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกาย หากยังไม่พร้อมที่จะเลิกทานกาแฟในช่วงบ่าย ให้ลองลดปริมาณลงทีละนิด หรือเปลี่ยนจากกาแฟเป็นชาสมุนไพรแทน จะดีต่อสุขภาพมากขึ้น

8. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมาหลับไปนั่นจริงอยู่ว่าดูเหมือนจะทำให้เราได้นอน แต่การหลับนั้นไม่ใช่การพักผ่อนที่มีคุณภาพเสียเท่าไหร่ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ อาจทำให้เราตื่นขึ้นมากลางดึกได้ แถมแอลกอฮอล์ยังส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย ดังนั้นหากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อเข้าสังคม ควรจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ รวมไปถึงเพิ่มน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปอีกด้วย

 

ภาพ freepik

How to 6 วิธีลดน้ำหนักสำหรับคนไม่มีเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/516911

  • วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

How to 6 วิธีลดน้ำหนักสำหรับคนไม่มีเวลา

สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาแต่ต้องการลดน้ำหนัก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตนิดหน่อย ก็ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

แท้จริงแล้วเราต่างก็รู้กันอยู่ลึกๆ ว่าไม่มีเวลานั้นมันเป็นข้ออ้างสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็นั่นแหละ ไม่ว่าจะไม่มีเวลาจริงๆ หรือไม่มีเวลาเพราะขี้เกียจเฉยๆ เราก็ต่างมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตนิดหน่อย มันอาจจะไม่ได้ทำให้ผอมลงทันตาเห็นเท่าคนที่ออกกำลังกายอย่างจริงจัง แต่ชีวิตของทุกคนจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

1. ดื่มน้ำเยอะๆ – น้ำที่ว่านี้ควรจะเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น โดยให้จิบตลอดทั้งวัน และดื่มก่อนมื้ออาหารประมาณครึ่งชั่วโมง นอกจากจะทำให้ผิวดีแล้ว ยังทำให้ไม่ค่อยหิว ทานอาหารน้อยลง อิ่มเร็วขึ้น แถมระบบขับถ่ายก็จะดีขึ้นด้วย

2. ทานอาหารเช้า – อาหารมื้อเช้าถือเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในบรรดามื้ออาหารทั้งหมด การทานอาหารเช้าจะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานไปใช้จนหมด กระตุ้นระบบเผาผลาญ และทำให้ทานอาหารมื้ออื่นๆ น้อยลงด้วย

3. ใช้จานที่ขนาดเล็กลง – การนำหลักจิตวิทยามาใช้ลดน้ำหนักก็ช่วยได้เยอะเช่นเดียวกัน การเลือกใช้จานชามที่เล็กลง จะช่วยให้อาหารในจานดูเต็มจาน แม้จะตักในปริมาณเท่าเดิม ส่งผลให้ควบคุมปริมาณอาหารได้อย่างเหมาะสม

4. ไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวโซ – การปล่อยให้ท้องหิวมากเกินไป อาจทำให้คุณเผลอตัวกินอย่างไม่ยั้งมือได้ ดังนั้นหากหิวก็ควรอาหารว่างที่ไขมันต่ำ แคลอรี่น้อยมาทานระหว่างวันแทน ดีกว่าเผลอไปจัดหนัก แล้วมานั่งรู้สึกผิดที่หลัง

5. ขยับร่างกายบ่อยๆ – หลายคนที่บอกว่าไม่มีเข้าฟิตเนส แต่แท้จริงแล้วเราสามารถออกกำลังกายได้ทุกที ลองเปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์เป็นเดินขึ้นบันได เปลี่ยนจากซื้อข้าวมานั่งทานที่โต๊ะเป็นเดินออกไปทานข้างนอก หรือเปลี่ยนจากการดูโทรทัศน์เฉยๆ เป็นดูไปออกกำลังกายเบาๆ ไปก็ได้

6. พักผ่อนให้เพียงพอ – หลายงานวิจัยบอกว่า หากนอนน้อยร่างกายจะสะสมไขมันมากขึ้น แถมยังทำให้ทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นด้วย ดังนั้นควรนอนหลับให้เพียงพอ ร่างกายจะได้สดชื่น แถมยังไม่อ้วนอีกต่างหาก

 

ภาพ freepik

เบคกิ้งโซดา กับ 5 ประโยชน์ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ยามจำเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/healthy/596727

  • วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เบคกิ้งโซดา กับ 5 ประโยชน์ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ยามจำเป็น

เราคุ้นเคยกับเบคกิ้งโซดาในฐานะส่วนผสมในอาหารและขนม แต่เชื่อไหมว่าเบคกิ้งโซดายังมีประโยชน์อีกมากมายที่เราคาดไม่ถึง

เบคกิ้งโซดา เป็นส่วนผสมที่เราคุ้นเคยกันในการใช้ทำขนม แต่รู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้วเบคกิ้งโซดามีประโยชน์มากกว่านั้น สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย จึงนับว่าเป็นอีกสิ่งที่ควรมีติดบ้านเลยทีเดียว

ใช้แทนยาสีฟัน

บคกิ้งโซดา และสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3% สามารถใช้แทนยาสีฟันที่ไม่ผสมฟลูออไรด์ได้ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่จุ่มแปรงสีฟันลงในเบคกิ้งโซดาแล้วใช้แปรงได้เลย นอกจากจะทำให้ฟันสะอาดแล้ว ยังช่วยทำให้ฟันขาวขึ้นด้วย แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้สารเคลือบฟันสึกได้

ใช้เป็นสครับขัดผิว

การผสมเบคกิ้งโซดา 3 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน สามารถใช้เป็นสครับขัดผิวหน้าและผิวกายได้ โดยให้นำมาวนที่ผิวเบาๆ เป็นรูปวงกลม และล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป แต่ไม่ควรใช้กับผิวหน้าในช่วงที่เป็นสิว

ระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ใต้วงแขน

เพียงแค่นำเบคกิ้งโซดามาทาใต้วงแขน ก็จะสามารถช่วยระงับกลิ่นและลดกลิ่นอับใต้วงแขนได้ เหมาะมากสำหรับผู้ที่มีกลิ่นตัว และเหงื่อออกเยอะ

ล้างสารเคมีตกค้างบนเส้นผม

โรยเบคกิ้งโซดาลงบนฝ่ามือพร้อมกับแชมพูสระผม ใช้ควบคู่กันแล้วสระผมตามปกติ จากนั้นล้างออกให้สะอาด เบคกิ้งโซดาจะช่วยขจัดสารตกค้างที่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมทิ้งไว้ เพื่อให้เส้นผมสะอาดขึ้น

ดับกลิ่นรองเท้าผ้าใบ

หากมีรองเท้าผ้าใบที่ไม่ได้ใช้นานๆ จะวางทิ้งไว้ปล่อยให้กลิ่นโชยก็ดูจะไม่เหมาะ ให้โรยเบคกิ้งโซดาใส่รองเท้าผ้าใบ แล้วค่อยเคาะออกก่อนนำมาสวมใส่ จะช่วยลดกลิ่นอับและกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ได้

 

ภาพ freepik

แพทย์ชี้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รู้ก่อนป้องกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596525

  • วันที่ 03 ส.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

แพทย์ชี้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รู้ก่อนป้องกันได้

โรคมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคมะเร็งอันดับ 4 ที่ตรวจพบในชายไทย มักพบบ่อยในชายสูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ยิ่งมีอายุสูงขึ้นยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าอัตราการเกิดใหม่ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก อยู่ที่ 7.5% ต่อประชากร 1 แสนคน อย่างไรก็ตามโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสามารถรักษาให้หายได้หากพบในระยะเริ่มต้น

ต่อมลูกหมาก เป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนลึกบริเวณโคนอวัยวะเพศที่อุ้งเชิงกรานมีหน้าที่สร้างน้ำเมือก โดยเมือกนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงและป้องกันสารพันธุกรรมของอสุจิให้สามารถปฏิสนธิได้ในการมีเพศสัมพันธ์ มะเร็งต่อมลูกหมากมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อโรคเริ่มเข้าสู่ระยะลุกลามอาจมีอาการผิดปรกติได้ เช่นมีอาการลำบากขณะเริ่มปัสสาวะ ปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะผิดปกติ อาจมีอาการปวดขณะปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน

หากมะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจายและลุกลามเข้ากระดูก อาจมีอาการปวดกระดูกที่รุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ที่มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยอย่างละเอียด อาทิ การเจาะเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง (PSA) ตรวจคลำทางทวารหนัก การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ และการตรวจอัลตราซาวด์ต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก คือ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป มีประวัติคนในครอบครัวโดยเฉพาะบิดาหรือพี่น้องที่ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเชื้อชาติโดยพบมากในชาวตะวันตกมากกว่าชาวเอเชีย และผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ หรืออาหารไขมันสูงเป็นประจำ

มะเร็งต่อมลูกหมากมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำทุกปี ปัจจุบันมีการตรวจพบผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น เนื่องจากประชาชนเริ่มมีความรู้เรื่องโรคจึงมีการตรวจเช็กสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในระยะแรกเริ่มส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ขณะที่ผู้ป่วยในต่างจังหวัดยังขาดความรู้ มาพบแพทย์ช้า และไม่ได้รับการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ จึงทำให้เข้ารับการวินิจฉัยช้าและโรคได้พัฒนาความรุนแรงเกินกว่าจะสามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงการรักษาในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ

การประชุมวิชาการเชิงปฏิบัติการโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก “Co-creation workshop: Prostate cancer” จัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในการสร้างความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง อันจะเป็นการให้ความรู้และเป็นประโยชน์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยต่อไปในอนาคต โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากสาขาวิชาชีพต่างๆ อาทิ แพทย์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ป่วย สื่อมวลชน นักวิชาการ และอีกมากมาย

ผศ.นพ.ชูศักดิ์ ปริพัฒนานนท์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “โรคมะเร็งต่างๆ มักเริ่มต้นที่โรงพยาบาลชุมชนซึ่งอาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรค จึงอาจรักษาตามอาการ กว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ต้องมีการเปลี่ยนย้ายโรงพยาบาลหลายครั้งและใช้เวลายาวนาน ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การส่งตัว จนไปถึงสิทธิการรักษา ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะช่วยลดขั้นตอนเพื่อลดความเครียดของคนไข้”

นพ.ดนัย มโนรมณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางเดินปัสสาวะ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า “ข้อจำกัดทางการตรวจวินิจฉัยค่า PSA คือสถานพยาบาลบางแห่งโดยเฉพาะขนาดเล็ก ห้องปฏิบัติการไม่สามารถตรวจได้จึงต้องส่งไปห้องปฏิบัติการส่วนกลางหรือภายนอก ซึ่งใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสูง ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ควรจะมีโปรแกรมตรวจสุขภาพที่มีการตรวจเช็คค่าบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)ด้วยเนื่องจากผู้สูงอายุชายมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการรักษาแบบทางเลือกนอกเหนือจากการรักษาแบบแผนปัจจุบันมากมาย เช่น การรักษาด้วยสมุนไพรต่างๆ ซึ่งผลที่ตามมาคือ หากประชาชนเลือกการรักษาทางเลือกอื่น กว่าจะกลับเข้าสู่การรักษาในแผนปัจจุบันอาจจะช้าเกินไป ทำให้คนไข้สูญเสียโอกาสได้การรักษาได้”

ร.ศ.นพ.กิตติณัฐ กิจวิกัย ศัลย์แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “เราทุกคนสามารถช่วยกันแก้ปัญหาได้ แพทย์ที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง ควรหาความรู้ ป้องกันและดูแลตัวเอง ในส่วนแพทย์ควรพยายามติดตามวิทยาการ ความก้าวหน้าในการรักษา วินิจฉัย ประเทศไทยมีมาตรฐานในการรักษาใกล้เคียงกับตะวันตก เรามียาที่ดี มีแพทย์ที่ใช้ยาได้ คนไข้พร้อมจะรับยา แต่ค่าใช้จ่ายถือเป็นอีกอุปสรรค ในส่วนศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะมีแนวคิดที่จะรวมตัวกันในการช่วยแก้ปัญหาเพื่อส่งต่อข้อมูลเบื้องลึกที่มีความสำคัญให้แก่ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ต่อการรักษาคนไข้ โดยทั่วไปส่วนใหญ่จะมีการจัดให้ความรู้เรื่องต่อมลูกหมากให้แก่ประชาชน แต่หากรวมตัวกันและกำหนดประเด็นที่มีความชัดเจน อย่างโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น”

ผศ.นพ.ชูศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในต่างประเทศจะมีกลุ่ม Patience Advocacy กลุ่มพิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความสมดุลในการเบิกจ่ายทั้งภาครัฐและภาคประกันชีวิต เป็นการให้ข้อมูลทางภาครัฐโดยตรงถึงความจำเป็นที่ต้องได้รับการพิจารณาการเข้าถึงทางเลือกใหม่ในการรักษา ไม่ใช่แพทย์อย่างเดียว ประเทศไทยมีกลุ่มผุ้ป่วยเฉพาะบางโรค แต่กลุ่มคนไข้มะเร็งต่อมลูกหมากยังไม่มี”